This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation291 lines1 editions

๑. อรรถกถาพรหมายุสูตร

พรหมายุสูตร ขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

ในพรหมายุสูตรนั้น คำว่า ใหญ่ ในบทว่า พร้อมกับหมู่ภิกษุใหญ่ นั้น ชื่อว่าใหญ่ เพราะความใหญ่ด้วยคุณบ้าง ใหญ่ด้วยจำนวนบ้าง.

จริงอยู่ หมู่ภิกษุนั้นเป็นหมู่ใหญ่ แม้ด้วยคุณทั้งหลาย. จัดว่าใหญ่เพราะประกอบด้วยคุณมีความมักน้อยเป็นต้น และเพราะนับได้ถึง ๕๐๐ รูป. กับหมู่แห่งพวกภิกษุ ชื่อว่าหมู่ภิกษุ. อธิบายว่า กับหมู่สมณะที่มีทิฏฐิสามัญญตาและสีลสามัญญตาเท่าเทียมกัน.

คำว่า พร้อม คือ ด้วยกัน.

คำว่า ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป คือ ชื่อว่ามีประมาณห้า เพราะประมาณห้าแห่งร้อยของภิกษุเหล่านั้น. ประมาณท่านเรียกว่า มาตรา. เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ภิกษุรู้จักมาตราคือรู้จักประมาณในโภชนะ ที่ตรัสว่า เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะฉันใด แม้ในที่นี้ก็พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า มาตราห้าได้แก่ประมาณห้าแห่งร้อยของภิกษุเหล่านั้น ฉันนั้น. ร้อยทั้งหลายแห่งพวกภิกษุ ชื่อว่าร้อยแห่งภิกษุทั้งหลาย. กับร้อยแห่งภิกษุทั้งหลาย มีประมาณห้าเหล่านั้น.

คำว่า มีปี ๑๒๐ คือ มีอายุ ๑๒๐ ปี.

คำว่า แห่งเวททั้งสาม คือ แห่งฤคเวท ยชุรเวทและสามเวท.

ชื่อว่าผู้ถึงฝั่ง เพราะถึงฝั่งด้วยอำนาจการท่องคล่องปาก. พร้อมด้วยนิฆัณฑุและเกฏุภะ ชื่อว่าพร้อมกับนิฆัณฑุและเกฏุภะ. ศาสตร์ที่ประกาศคำสำหรับใช้แทน นิฆัณฑุศาสตร์และพฤกษศาสตร์เป็นต้น ชื่อสนิฆัณฑุ. เกฏุภะได้แก่การกำหนดกิริยาอาการที่เป็นศาสตร์สำหรับใช้เป็นเครื่องมือของพวกกวี. ชื่อว่าพร้อมทั้งประเภทอักษร เพราะพร้อมกับประเภทอักษร.

คำว่า ประเภทอักษร ได้แก่ สิกขาและนิรุตติ.

คำว่า มีประวัติศาสตร์เป็นที่ห้า คือมีประวัติศาสตร์ ซึ่งได้แก่เรื่องเก่าแก่ที่ประกอบด้วยคำเช่นนี้ว่า เป็นอย่างนี้ เล่ากันมาว่าเช่นนี้ เป็นที่ห้าแห่งพระเวทที่จัดอาถรรพณเวทเป็นที่สี่เหล่านั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่ามีประวัติศาสตร์เป็นที่ห้า. มีประวัติศาสตร์เป็นที่ห้าแห่งพระเวทเหล่านั้น. ชื่อว่าผู้เข้าใจบท ฉลาดในไวยากรณ์ เพราะถือเอาหรือแสดงบทและไวยากรณ์ที่นอกเหนือจากบทนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง. วิตัณฑวาทศาสตร์ เรียกว่า โลกายตะ.

คำว่า ลักษณมหาบุรุษ ได้แก่ ตำราประมาณ ๑๒,๐๐๐ เล่มที่แสดงลักษณะบุรุษผู้ยิ่งใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น มีบทคาถาประมาณ ๑๖,๐๐๐ บท ที่มีชื่อว่าพุทธมนต์ ซึ่งเป็นเหตุให้รู้ความแตกต่างอันนี้ คือผู้ประกอบด้วยลักษณะนี้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยลักษณะนี้ เป็นพระอัครสาวกทั้งสองด้วยลักษณะนี้ เป็นพระสาวกผู้ใหญ่แปดสิบท่านด้วยลักษณะนี้ เป็นพระพุทธมารดา, เป็นพระพุทธบิดา, เป็นอัครอุปัฏฐาก, เป็นอัครอุปัฏฐายิกา, เป็นพระเจ้าจักรพรรดิด้วยลักษณะนี้.

คำว่า เป็นผู้ชำนาญ ได้แก่ ผู้ทำให้บริบูรณ์ ไม่หย่อนในคัมภีร์โลกายตะและตำราทายลักษณะมหาบุรุษ. อธิบายว่า ได้แก่เป็นผู้ไม่ขาดตกบกพร่อง. ผู้ที่ไม่สามารถทรงจำทั้งใจความ และคัมภีร์ได้ ชื่อว่าผู้ขาดตกบกพร่อง.

คำที่จะต้องกล่าวในบทเป็นต้นว่า ได้ยินแล้วแล ก็ได้กล่าวเสร็จแล้วในสาเลยยกสูตร.

คำว่า นี้ พ่อ คือ พรหมายุพราหมณ์นี้ เพราะเป็นคนแก่ไม่อาจไปได้ จึงเรียกมาณพมากล่าวอย่างนั้น. อนึ่ง พราหมณ์นี้คิดว่า ในโลกนี้ คนที่ถือเอาชื่อของผู้ที่ฟุ้งขจรไปว่า ข้าเป็นพุทธะ ข้าเป็นพุทธะ มากล่าวมีมากมาย

เพราะฉะนั้น เพียงแต่ได้ยินมาเท่านั้น เราจึงยังไม่ควรไปหา และเมื่อเข้าไปหา บางคนหลีกไปเสียเฉยๆ ก็เป็นเรื่องหนักใจ ทั้งจะเกิดความเสียหายด้วย เป็นอันว่าทางที่ดี เราควรส่งศิษย์เรา เมื่อรู้ว่าเป็นพุทธะหรือไม่เป็นแล้ว จึงค่อยเข้าไปหาเขา เพราะฉะนั้น จึงเรียกมาณพมากล่าวคำเป็นต้นว่า นี้ พ่อ ดังนี้.

บทว่า ตํ ภควนฺตํ ได้แก่ ผู้เจริญนั้น.

คำว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ คือ เป็นจริงอย่างนั้น.

ก็คำว่า สนฺตํ นี้เป็นทุติยาวิภัติ ลงในอรรถว่าเป็นเช่นนี้.

ในคำว่า นี่เธอทำอย่างไรเราเล่า คือ นี่เธอก็เราจะรู้จักท่านพระโคดมนั้นได้อย่างไร. อธิบายว่า เธอจงบอกเราโดยประการที่เราสามารถรู้จักพระโคดมนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โดยประการใด นี้เป็นเพียงคำที่ลงแทรกเข้ามาเฉยๆ ก็ได้.

คำว่า อย่างไร นี้เป็นคำถามอาการ หมายความว่า เราจะรู้จักท่านพระโคดมด้วยอาการอย่างไร.

ได้ยินว่า เมื่อลูกศิษย์ว่าอย่างนั้น อุปัชฌาย์กล่าวกะเธอเป็นต้นว่า พ่อ เจ้ายืนอยู่บนแผ่นดิน แล้วมาพูดคล้ายกะว่า ผมมองไม่เห็นแผ่นดิน ยืนอยู่ในแสงพระจันทร์และพระอาทิตย์ แล้วกลับมาพูดคล้ายกะว่าผมมองไม่เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์หรือ เมื่อจะแสดงรายละเอียดความรู้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มาแล้วแล พ่อ.

ในคำเหล่านั้น คำว่า มนต์ หมายถึงพระเวท.

พวกเทพชั้นสุทธาวาสบางท่านทราบว่า นัยว่า พระตถาคตเจ้าจะทรงอุบัติ จึงเอาลักษณะมาใส่ไว้ในพระเวท แล้วแปลงตัวเป็นพราหมณ์มาสอนพระเวทว่า เหล่านี้ชื่อพุทธมนต์ คิดว่าโดยทำนองนั้น พวกสัตว์ (คน) ผู้ยิ่งใหญ่จะรู้จักพระตถาคตเจ้าได้. เพราะเหตุนั้น มหาปุริสลักษณะจึงมาในพระเวทตั้งแต่ก่อนมา. แต่เมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็ค่อยๆ สูญหายไป. ฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มี.

คำว่า ของมหาบุรุษ คือ ของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการตั้งพระทัย การยึดมั่น ความรู้และความสงสารเป็นต้น.

คำว่า สองทางเท่านั้น คือ ที่สุดสองอย่างเท่านั้น.

ในเรื่องความรู้ทั่วไป คติศัพท์เป็นไปในประเภทภพในคำเป็นต้นว่า สารีบุตร ก็คติห้าอย่างเหล่านี้แล. เป็นไปในที่เป็นที่อยู่ในคำเป็นต้นว่า ป่าใหญ่เป็นคติ (ที่อยู่) ของพวกเนื้อ. เป็นไปในปัญญาในคำเป็นต้นว่า มีคติ (ปัญญา) มีประมาณยิ่ง อย่างนี้. เป็นไปในความสละในคำเป็นต้นว่า ถึงคติ (ความสละ).

แต่ในที่นี้ พึงทราบว่าเป็นไปในความสำเร็จ (หรือที่สุด).

แม้ถึงอย่างนั้น ในลักษณะเหล่านั้น ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใดเป็นพระราชา ก็ไม่ใช่ว่า เป็นพระพุทธเจ้าด้วยลักษณะเหล่านั้นเลย. แต่ท่านเรียกลักษณะเหล่านั้นเพราะความเสมอกันทางชาติเท่านั้น. เพราะเหตุนั้น พรหมายุพราหมณ์จึงกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่าใด.

คำว่า ถ้าอยู่ครองเรือน คือ ถ้าอยู่ในเรือน.

คำว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ความว่า เพราะทำให้โลกยินดีด้วยสิ่งอัศจรรย์ ๔ อย่าง และสิ่งสำหรับยึดเหนี่ยวน้ำใจ ๔ อย่าง จึงชื่อว่าราชา. เพราะมีการหมุนจักรแก้ว หมุนไปด้วยสมบัติจักรทั้ง ๔ ให้คนอื่นหมุนไปด้วยสมบัติจักรทั้ง ๔ นั้นด้วย และเพราะทรงประพฤติประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอื่น และประพฤติเพื่อจักรอันได้แก่อิริยาบถ จึงชื่อว่าจักรพรรดิ. และในที่นี้ คำว่า ราชา เป็นคำทั่วๆ ไป.

คำว่า จักรพรรดิ เป็นคำวิเศษณ์ (คุณศัพท์ขยายราชา). เพราะทรงประพฤติเป็นธรรม จึงชื่อว่าผู้ประกอบด้วยธรรม. หมายความว่า ทรงประพฤติด้วยพระญาณที่ถูกต้อง. เพราะทรงได้รับราชย์โดยธรรม แล้วจึงเป็นราชา จึงชื่อว่าธรรมราชา.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะทรงกระทำเป็นธรรมเพื่อเกื้อกูลคนอื่น จึงชื่อว่าทรงประกอบด้วยธรรม เพราะทรงกระทำเป็นธรรมเกื้อกูล พระองค์จึงชื่อว่าพระธรรมราชา. เพราะเป็นใหญ่ในแผ่นดินอันมีทะเลหลวง ๔ เป็นขอบเขต จึงชื่อว่าจาตุรนต์. อธิบายว่า เป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ประดับด้วยทวีปทั้งสี่ ซึ่งมีสมุทรทั้ง ๔ ทิศเป็นที่สุด. เพราะทรงชำนะข้าศึกมีความโกรธเป็นต้นในภายใน และพระราชาทั้งหมดในภายนอก จึงชื่อว่าผู้ชำนะพิเศษ.

คำว่า ถึงความมั่นคงในชนบท ความว่า ถึงความแน่นอน ความมั่นคงในชนบท ไม่มีใครทำให้กำเริบได้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทรงถึงความมั่นคงในชนบท เพราะทรงมีชนบทที่ถึงความมั่นคง ไม่ต้องทรงมีความขวนขวาย ยินดีในการงานของพระองค์ ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลนในชนบทนั้น.

บทว่า อย่างไรนี้ เป็นคำสำหรับลงแทรกเข้ามา. ความว่า แก้วเหล่านั้นของพระเจ้าจักรพรรดินั้น คืออะไรบ้าง. ในคำว่า จักรแก้ว เป็นต้น ชื่อว่าจักรแก้ว เพราะสิ่งนั้นเป็นจักร และชื่อว่าเป็นแก้ว เพราะอรรถว่าให้ความยินดี.

ในทุกบท ก็เช่นนี้ทั้งนั้น.

ก็ในบรรดารัตนะเหล่านี้ พระเจ้าจักรพรรดิทรงชนะแว่นแคว้นที่ยังไม่ชนะด้วยจักรรัตนะ. ทรงเที่ยวไปตามความสุขสะดวกในแว่นแคว้นด้วยช้างแก้วและม้าแก้ว ทรงรักษาแว่นแคว้นได้ด้วยปริณายกแก้ว. ทรงเสวยอุปโภคสุขด้วยรัตนะนอกนี้.

ก็การประกอบด้วยอำนาจแห่งความอุตสาหะแห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยรัตนะที่ ๑ ความประกอบด้วยศักดิ์แห่งเจ้า ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยช้างแก้ว ม้าแก้วและคหบดีแก้ว การประกอบด้วยอำนาจแห่งความฉลาด ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยปริณายกแก้วสุดท้าย. ผลแห่งการประกอบด้วยอำนาจสามประการ ย่อมบริบูรณ์ดีด้วยนางแก้วและแก้วมณี.

พระเจ้าจักรพรรดินั้นทรงเสวยความสุขในการใช้สอยด้วยนางแก้วและแก้วมณี. ทรงเสวยอิสริยสุขด้วยรัตนะนอกนี้. อนึ่ง รัตนะ ๓ ข้างต้นของพระเจ้าจักรพรรดินั้นย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันกุศลมูลคืออโทสะให้เกิดแล้ว โดยพิเศษ. รัตนะกลางๆ ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันกุศลมูลคืออโลภะให้เกิดแล้ว. รัตนะหลังอันเดียวพึงทราบว่า สำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันกุศลมูล คืออโมหะให้เกิดแล้ว.

ความย่อในรัตนะเหล่านี้เท่านี้.

ส่วนความพิสดารพึงถือเอาโดยอุปเทศแห่งรัตนสูตร ในโพชฌังคสังยุต.

อีกอย่างหนึ่ง การพรรณนาพร้อมกับลำดับแห่งการเกิดของรัตนะเหล่านี้ จักมาในพาลปัณฑิตสูตร.

บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า เกินกว่าพัน.

บทว่า สูรา ความว่า ผู้มีชาติแห่งคนกล้า.

บทว่า วิรงฺครูปา ความว่า มีกายคล้ายเทพบุตร. อาจารย์พวกหนึ่งพรรณนาไว้อย่างนี้ก่อน. แต่ในเรื่องนี้มีสภาวะดังต่อไปนี้.

บทว่า วีรา ท่านกล่าวว่า มีความกล้าหาญอย่างสูงสุด. คุณแห่งผู้กล้าหาญ

ชื่อว่า วีรงฺคํ ท่านกล่าวอธิบายว่า เหตุแห่งผู้กล้า ชื่อวิริยะ.

ชื่อว่า วีรังครูป เพราะอรรถว่ามีรูปร่างองอาจกล้าหาญ ท่านกล่าวอธิบายว่า เหมือนมีร่างกายสำเร็จด้วยความกล้าหาญ.

บทว่า ปรเสนปฺปมทฺทนา อธิบายว่า ถ้ากองทัพอื่นยืนเผชิญหน้าอยู่ ก็สามารถย่ำยีกองทัพนั้นได้.

บทว่า ธมฺเมน ความว่า ด้วยธรรมคือศีลห้ามีคำว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์ ดังนี้เป็นต้น.

ในคำว่า จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เปิดหลังคา (คือกิเลส) ในโลกแล้วนี้ ชื่อว่ามีหลังคาอันเปิดแล้ว เพราะเปิดหลังคาในโลกอันมืดมนด้วยกิเลส ซึ่งถูกกิเลสคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อวิชชาและทุจริตอันเสมือนหลังคาทั้ง ๗ ปิดแล้วนั้น ทำให้เกิดแสงสว่างโดยรอบตั้งอยู่แล้ว.

ในบรรดาบทเท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวความเป็นผู้ควรแก่การบูชาด้วยบทแรก กล่าวเหตุแห่งความเป็นผู้ควรแก่การบูชานั้น ด้วยบทที่ ๒ เพราะทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวความเป็นผู้มีหลังคาอันเปิดแล้ว อันเป็นเหตุแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยบทที่ ๓.

อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่ามีหลังคาอันเปิดแล้ว เพราะอรรถว่าทั้งเปิดแล้วทั้งไม่มีเครื่องมุง. ท่านกล่าวอธิบายว่า เว้นจากวัฏฏะและเว้นจากเครื่องมุงบัง. ด้วยคำนั้น ย่อมเป็นอันกล่าวเหตุทั้ง ๒ แห่งบทในเบื้องต้นทั้ง ๒ อย่างนี้ว่า ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์เพราะไม่มีวัฏฏะ ชื่อว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะไม่มีเครื่องมุงบัง (หลังคา).

ก็ในข้อนั้น ความสำเร็จตอนต้นย่อมมีด้วยเวสารัชญาณข้อที่ ๒ ความสำเร็จข้อที่ ๒ ย่อมมีด้วยเวสารัชญาณข้อที่ ๑ ความสำเร็จข้อที่ ๓ ย่อมมีด้วยเวสารัชญาณข้อที่ ๓ และที่ ๔. พึงทราบว่า ข้อที่ ๑ ให้สำเร็จธรรมจักษุ ข้อที่ ๒ ให้สำเร็จพุทธจักษุ ข้อที่ ๓ ให้สำเร็จสมันตจักษุดังนี้บ้าง.

ด้วยคำว่า ตฺวํ มนฺตานํ ปฏิคฺคเหตา นี้ย่อมให้เกิดความกล้าแก่มาณพนั้น.

แม้อุตตรมาณพนั้นปราศจากความเคลือบแคลงในลักษณะทั้งหลายตามถ้อยคำของอาจารย์นั้น ตรวจดูพุทธมนต์อยู่ประดุจเกิดแสงเป็นอันเดียวกัน จึงกล่าวว่า อย่างนั้นขอรับ ดังนี้. เนื้อความแห่งคำนั้น ดังต่อไปนี้ ข้าแต่อาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักกระทำเหมือนอย่างท่านอาจารย์สั่งข้าพเจ้า.

บทว่า สมนฺเนสิ ความว่า ได้ตรวจดูแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ตรวจดูนับอยู่ว่า ๑,๒ ดังนี้.

คำว่า อทฺทสา โข ถามว่า ได้เห็นอย่างไร.

ตอบว่า ก็ใครๆ ย่อมไม่อาจแสวงหาลักษณะแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประทับนั่ง หรือบรรทมได้ แต่เมื่อทรงประทับยืน หรือทรงจงกรมอยู่ จึงจะอาจ. เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ครั้นเห็นผู้มาเพื่อจะตรวจดูลักษณะจึงทรงลุกจากอาสนะ ประทับยืนบ้าง ทรงอธิฏฐานจงกรมบ้าง. อุตตรมาณพได้เห็นแล้วซึ่งลักษณะแห่งพระองค์ผู้ทรงยังอิริยาบถอันสมควรแก่ที่จะเห็นลักษณะเป็นไปอยู่ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เยภุยฺเยน คือ โดยมาก หมายความว่า ได้เห็นลักษณะมาก มิได้เห็นน้อย. แต่นั้น มิได้เห็นลักษณะอันใด จึงกล่าวว่า ฐเปตฺวา เทฺว เว้น ๒ ลักษณะ เพื่อแสดงถึงลักษณะ ๒ เหล่านั้น.

บทว่า กงฺขติ ความว่า อุตตรมาณพเกิดความปรารถนาขึ้นว่า น่าอัศจรรย์หนอ เราพึงเห็น (ลักษณะอีก ๒ ประการ).

บทว่า วิจิกิจฺฉติ ความว่า เมื่อเลือกเฟ้นอยู่ซึ่งลักษณะเหล่านั้น จากลักษณะนั้นๆ ย่อมลำบาก คือ ไม่อาจเพื่อจะเห็นได้.

บทว่า นาธิมุจฺจติ ความว่า ย่อมไม่ถึงความตกลงใจ เพราะความสงสัยอันนั้น.

บทว่า น สมฺปสีทติ ความว่า แต่นั้นจึงไม่เกิดความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์มีพระลักษณะสมบูรณ์. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวความสงสัยอย่างอ่อนด้วยความกังขา อย่างกลางด้วยความเคลือบแคลง อย่างแรงด้วยความไม่น้อมใจเชื่อ. เพราะยังไม่มีความเลื่อมใส จิตจึงมีความท้อแท้ ด้วยเหตุสามอย่างเหล่านั้น.

บทว่า โกโสหิเต ได้แก่ อันฝักแห่งไส้ปิดแล้ว.

บทว่า วตฺถคุยฺเห ได้แก่ องคชาต.

จริงอยู่ คุยหฐานอันเร้นอยู่ในฝักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เสมอด้วยห้องปทุม มีสีดุจทอง ดุจคุยหฐานของช้าง. อุตตรมาณพนั้น เมื่อไม่เห็นพระคุยหฐานนั้น เพราะผ้าปิดไว้ และความเพียงพอแห่งพระชิวหาก็กำหนดไม่ได้ เพราะอยู่ในพระโอษฐ์ จึงมีความสงสัยเคลือบแคลงในลักษณะ ๒ นั้น.

คำว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ความว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราไม่แสดงลักษณะทั้ง ๒ เหล่านี้แก่อุตตรมาณพนี้ มาณพนั้นก็จักไม่หมดความสงสัย เมื่อเขายังมีความสงสัยอยู่ แม้อาจารย์ของเขาก็จักไม่หมดความสงสัย ทีนั้นเขาจักไม่มาหาเรา เมื่อไม่มาก็จักไม่ได้ฟังธรรม เมื่อไม่ได้ฟังธรรมก็จักมิได้กระทำให้แจ้งซึ่งสามัญญผล ๓ แต่เมื่อมาณพนั้นหมดความสงสัยแล้ว ทั้งอาจารย์ของเขาก็หมดความสงสัยเข้ามาหาเราแล้ว ฟังธรรมแล้ว ก็จักกระทำให้แจ้งซึ่งผล ๓ ได้

อนึ่ง เราบำเพ็ญบารมีมาก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้ เราจักแสดงลักษณะเหล่านั้นแก่อุตตรมาณพนั้นดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารเห็นปานนั้น.

ทรงบันดาลมีรูปเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ มีถ้อยคำที่บุคคลอื่นพึงกล่าวได้อย่างไร.

คำนั้นพระนาคเสนเถระอันพระเจ้ามิลินท์ถามแล้ว วิสัชนาไว้แล้ว.

ราชา. พระนาคเสนผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำขนาดถึงสิ่งที่ทำได้ยาก.

นาค. ทรงทำอะไร มหาบพิตร.

ราชา. พระคุณเจ้า พระองค์ทรงแสดงโอกาสที่ทำให้คนส่วนใหญ่อับอายแก่นายอุตตระศิษย์พรหมายุพราหมณ์ แก่พวกพราหมณ์ ๑๖ คน ศิษย์ของพาวรี และแก่มาณพ ๓๐๐ คน ศิษย์ของเสลพราหมณ์อีกเล่า.

นาค. มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดงพระองคชาตหรอก ทรงแสดงแต่เงา คือพระองค์ทรงสร้างขึ้นด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงแสดงเพียงรูปเป็นเงาที่อยู่ในผ้านุ่ง รัดสายประคตไว้ แล้วห่มจีวรทับ.

ราชา. เมื่อเห็นเงา ก็ชื่อว่าเห็นพระองคชาต มิใช่หรือครับ.

นาค. ข้อนั้น ยกไว้ก่อนเถิด มหาบพิตร คนเราต้องดูหัวใจให้เห็นแล้ว จึงจะตรัสรู้ได้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะต้องทรงเอาเนื้อหัวใจออกมาแสดงด้วยกระนั้นหรือ.

ราชา. พระนาคเสน ท่านเก่งครับ.

บทว่า นินฺนาเมตฺวา ได้แก่ ทรงยื่น (พระชิวหา) ออก.

บทว่า ทรงสอด ได้แก่ ทรงสอดเข้าทำเหมือนสอดเข็มเย็บผ้ากฐินฉะนั้น.

ก็ในข้อนั้นพึงทราบว่าประกาศความอ่อนด้วยการกระทำอย่างนั้น ประกาศความยาวด้วยการสอดเข้าช่องพระกรรณ ประกาศความบางด้วยการสอดเข้าช่องพระนาสิก ประกาศความใหญ่ด้วยการปิดพระนลาฏ.

อนึ่ง ในคำว่า ช่องพระกรรณทั้งสอง เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัยว่า

มลทินก็ดี สะเก็ดก็ดี ในช่องพระกรรณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี ย่อมเป็นเหมือนหลอดเงินที่เขาล้างแล้ววางไว้. ในช่องพระนาสิกก็เหมือนกัน. ก็แม้ช่องเหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือนหลอดทองที่เขาทำการตระเตรียมไว้เป็นอันดีและเหมือนกับหลอดแก้วมณีฉะนั้น. เพราะฉะนั้น จึงทรงแลบพระชิวหาออกม้วนเข้าไปในที่สุดพระโอษฐ์ไปข้างบน กระทำดุจเข็มเย็บผ้ากฐิน สอดเข้าสู่ช่องพระกรรณข้างขวา นำออกจากช่องขวานั้น สอดเข้าทางช่องพระกรรณซ้าย. นำออกจากช่องพระกรรณซ้าย สอดเข้าช่องพระนาสิกขวา นำออกจากช่องพระนาสิกขวา สอดเข้าช่องพระนาสิกาซ้ายได้. ครั้นนำออกจากช่องพระนาสิกซ้ายแล้ว เมื่อจะแสดงความใหญ่ จึงปิดมณฑลพระนลาฏตลอดทั้งสิ้นด้วยพระชิวหา ซึ่งเป็นเหมือนสายฟ้าอันรุ่งเรืองด้วยผืนผ้ากัมพลแดง ดุจพระจันทร์ครึ่งซีก ถูกเมฆวลาหกสีแดงปิดไว้กึ่งหนึ่ง และประดุจแผ่นทองฉะนั้น.

บทว่า ยนฺนูนาหํ ถามว่า เหตุไร อุตตรมาณพจึงคิด.

ตอบว่า อุตตรมาณพคิดว่า ก็เราตรวจดูมหาปุริสลักษณะแล้ว กลับไป หากอาจารย์ถามว่า พ่ออุตตระ เจ้าเห็นมหาปุริสลักษณะแล้วหรือ ก็จักอาจบอกได้ว่า ขอรับ ท่านอาจารย์ แต่ถ้าอาจารย์จักถามเราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกิริยาเป็นเช่นไร เราก็ไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ แต่เมื่อเราตอบว่า ไม่รู้ อาจารย์ก็โกรธว่าเราส่งเจ้าไป เพื่อให้ตรวจดูให้รู้ลักษณะทั้งหมดนี้ มิใช่หรือ เหตุไรยังไม่รู้ แล้วจึงกลับมาเล่า ฉะนั้น จึงคิดว่า ทำไฉนหนอ แล้วติดตามไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำโอกาสในที่ที่เหลือทั้งหลาย เว้นฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ ที่สรงน้ำ ที่ชำระพระโอษฐ์ ที่ชำระขัดสีพระวรกาย ที่ทรงประทับนั่งแวดล้อมด้วยนางห้ามของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น โดยที่สุดแม้ในพระคันธกุฎีแห่งเดียว.

เมื่อกาลล่วงไปผ่านไป ก็ปรากฏว่า ได้ยินว่า มาณพของพรหมายุพราหมณ์ชื่ออุตตระนี้ เที่ยวใคร่ครวญความเป็นพระพุทธเจ้าของพระตถาคตว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือมิได้เป็น มาณพอุตตระนี้ ชื่อว่าเป็นคนสอบสวนพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประทับอยู่ในที่ใดๆ ย่อมเป็นอันทรงกระทำกิจ ๕ ประการทีเดียว กิจเหล่านั้นได้แสดงไว้แล้วในหนหลังนั่นเทียว.

ในบรรดากิจเหล่านั้น ในเวลาปัจฉาภัตร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่ธรรมาสน์ ที่เขาตกแต่งแล้วทรงจับพัดอันวิจิตรที่ขจิตด้วยงา แสดงธรรมแก่มหาชนอยู่ แม้อุตตรมาณพ ก็นั่งอยู่ ณ ที่ไม่ไกล. ในตอนสิ้นสุดการฟังธรรม พวกคนผู้มีศรัทธาก็นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเสวยพระกระยาหาร อันจะมีในวันพรุ่งนี้ ก็เข้าไปหามาณพด้วยกล่าวอย่างนี้ว่า พ่อ พวกเรานิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตัวท่านก็จงมารับภัตรในเรือนของพวกเราพร้อมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า. ในวันรุ่งขึ้น พระตถาคตเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าไปสู่บ้าน. แม้อุตตรมาณพก็ติดสอยห้อยตามไปสำรวจ ทุกๆ ฝีก้าว.

ในเวลาที่ทรงเข้าไปสู่เรือนแห่งตระกูล มาณพนั่งตรวจดูอยู่ทุกประการ ตั้งแต่การถือเอาน้ำเพื่อทักษิณาเป็นต้นไป. ในเวลาเสร็จภัตตกิจ ในเวลาพระตถาคตเจ้าประทับนั่ง วางบาตรไว้ ณ เชิงบาตร พวกคนก็จัดแจงอาหารเช้าแก่มาณพ. มาณพนั้นนั่งบริโภค ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง แล้วกลับมายืน ณ ที่ใกล้พระศาสดา ฟังภัตตานุโมทนา กลับไปยังวิหารพร้อมกับพระผู้มีพระภาคเจ้าทีเดียว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรอให้ภิกษุทั้งหลายเสร็จภัตตกิจ ประทับนั่ง ณ ศาลาคันธมณฑลนั้น. ครั้นภิกษุทั้งหลายกระทำภัตตกิจเสร็จพากันเก็บบาตรและจีวรมาไหว้ กราบทูลกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้าคันธกุฎี. แม้มาณพก็เข้าไปด้วยกันกับพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ทรงสั่งสอนหมู่ภิกษุที่มาแวดล้อมแล้วให้แยกย้ายกันไปแล้ว จึงเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. มาณพก็เข้าไปด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับนั่งที่เตียงเล็ก ชั่วเวลาเล็กน้อย. แม้มาณพก็นั่งพิจารณาดูอยู่ในที่ไม่ไกล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งชั่วครู่หนึ่ง จึงทรงแสดงการก้มพระเศียร.

____________________________

ฉ. สีโสกฺกมนํ สฺ สีโสกมฺปนํ

มาณพคิดว่า จักเป็นเวลาประทับพักผ่อนของพระโคดมผู้เจริญ แล้วปิดประตูพระคันธกุฎี ออกไปนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. พวกคนถวายทานในกาลก่อนแห่งภัตร บริโภคอาหารเช้าแล้ว สมาทานองค์อุโบสถ ห่มผ้าสะอาด ถือดอกไม้และของหอมเป็นต้น มาสู่วิหารด้วยคิดว่า จักฟังธรรม เหมือนกับเป็นค่ายของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ชั่วครู่หนึ่ง ทรงลุกขึ้น ทรงกำหนดโดยส่วนเบื้องต้น เข้าสมาบัติ. ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว ทราบว่ามหาชนพากันมา จึงทรงออกจากพระคันธกุฎี อันมหาชนแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยังศาลาคันธมณฑล ประทับบนพุทธอาสน์อันประเสริฐที่เขาปูลาดไว้แล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท.

ฝ่ายมาณพนั่งอยู่ ณ ที่ไม่ไกล กำหนดอักขระต่ออักขระบทต่อบท ด้วยคิดว่า พระสมณโคดมแสดงธรรม ยกย่องหรือรุกรานบริษัทด้วยอำนาจอาศัยเรือนหรือ หรือว่าไม่ทรงแสดงอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสกถาอย่างนั้นเลย ทรงทราบกาล ทรงหยุดเทศนา.

มาณพกำหนดอยู่โดยทำนองนี้เที่ยวไปแต่ผู้เดียวตลอด ๗ เดือน มิได้เห็นความผิดพลาดแม้มีประมาณน้อยในกายทวารเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ก็ข้อนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์ ที่อุตตรมาณพเป็นมนุษย์มิได้เห็นความผิดพลาดของพระพุทธเจ้า. เมื่อพระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ เทพบุตรผู้เป็นมาร เป็นอมนุษย์ ก็มิได้เห็นแม้มาตรว่าตรึก (วิตก) อาศัยเรือนในสถานที่ทรงบำเพ็ญความเพียรถึง ๖ ปี ยังติดตามพระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วถึงหนึ่งปี ก็มิได้เห็นความผิดพลาดไรๆ จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า

เราติดตามรอยพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึง ๗ ปี

ก็มิได้ประสบความผิดพลาดของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีสติ ดังนี้

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕๕

แล้วหลีกไป. แต่นั้น มาณพจึงคิดว่า เราติดตามพระโคดมผู้เจริญอยู่ถึง ๗ เดือน ก็มิได้เห็นโทษไรๆ แต่ถ้าเราจะพึงติดตามไป แม้อีกสัก ๗ เดือน หรือ ๗ ปี หรือ ๑๐๐ ปี หรือ ๑,๐๐๐ ปี ก็คงจะมิได้เห็นโทษของพระองค์ ก็แต่ว่าอาจารย์ของเรานั้นก็แก่เฒ่า คงจะไม่อาจทราบความเกษมจากโยคะ เราจะบอกว่า พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยพระคุณตามที่เป็นจริงทีเดียว แล้วเล่าเรื่องแก่อาจารย์ของเรา ดังนี้ แล้วทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า ไหว้ภิกษุสงฆ์ออกไปแล้ว.

ก็แล อุตตรมาณพกลับไปยังสำนักของอาจารย์แล้ว ถูกอาจารย์ถามว่า พ่ออุตตระ กิตติศัพท์ของพระโคดมผู้เจริญที่ขจรไปมีอยู่เช่นนั้นจริงหรือ จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านพูดอะไร จักรวาลคับแคบเกินไป ภวัคคพรหมก็ต่ำเกินไป หมู่คุณของพระโคดมผู้เจริญนั้น หาที่สุดมิได้ ประดุจอากาศ ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ กิตติศัพท์ของพระโคดมผู้เจริญนั้น มีอยู่เช่นนั้นแท้จริง ดังนี้ เป็นต้น จึงบอกมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการตามที่ตนเห็นแล้วโดยลำดับแล้ว เล่าถึงกิริยสมาจาร. เพราะฉะนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล อุตตรมาณพ ฯลฯ พระโคดมผู้เจริญ เป็นเช่นนี้ด้วย เป็นเช่นนี้ด้วย และยิ่งกว่านั้น ดังนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปติฏฺฐิตปาโท ความว่า เหมือนอย่างว่า บุคคลทั้งหลายเหล่าอื่นวางเท้าไว้เหนือพื้นดิน ปลายเท้าก็ดี ส้นเท้าก็ดี ด้านข้างก็ดี จะถูกพื้นก่อน หรือว่า กลางเท้าเว้า เมื่อยกขึ้น ส่วนหนึ่งที่ปลายเท้าเป็นต้น จะยกขึ้นก่อน แต่ของพระองค์มิได้เป็นอย่างนั้น. ฝ่าพระบาททั้งสิ้นของพระองค์ จะถูกพื้นพร้อมกันทีเดียว ดุจพื้นลาดพระบาททอง ฉะนั้น ยกจากพื้นก็พร้อมกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นมีพระบาทประดิษฐานอยู่เป็นอันดี.

ในข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดีนั้น มีข้อที่น่าอัศจรรย์ดังต่อไปนี้ แม้หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงย่างพระบาทด้วยตั้งพระทัยว่า เราจักเหยียบเหวลึกถึงหลายร้อยชั่วคน ในทันใดนั้น ที่ที่ลุ่มก็จะนูนขึ้นมาเสมอแผ่นดิน ประดุจเครื่องสูบของช่างทองเต็มด้วยลมฉะนั้น. แม้ที่ดอนจะเข้าไปอยู่ภายใน เมื่อทรงย่างพระบาทด้วยตั้งพระทัยว่า เราจักเหยียบในที่ไกล ภูเขาแม้มีประมาณเท่าสิเนรุบรรพต ก็จะน้อมมาใกล้พระบาท ประดุจหน่อหวายที่ชุ่มน้ำแล้วฉะนั้น.

จริงอย่างนั้น เมื่อคราวพระองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ทรงย่างพระบาทด้วยตั้งพระทัยว่าจักเหยียบภูเขายุคนธร ภูเขาก็น้อมมาใกล้พระบาท. พระองค์ทรงเหยียบภูเขานั้น ทรงย่างพระบาทเหยียบภพดาวดึงส์ด้วยพระบาทที่สอง. ที่พระจักรลักษณะจะพึงประดิษฐานไม่เสมอกันมิได้มี. ตอก็ดี หนามก็ดี ก้อนกรวดกระเบื้องก็ดี อุจจาระปัสสาวะก็ดี น้ำลายน้ำมูกเป็นต้นก็ดี ที่มีอยู่ก่อนเทียว ก็หายไป หรือจมหายเข้าแผ่นดินในที่นั้นๆ.

จริงอยู่ ด้วยเดชแห่งศีล ปัญญา ธรรม อานุภาพแห่งบารมี ๑๐ ประการ ของพระตถาคตเจ้า มหาปฐพีนี้ย่อมเสมอ นุ่ม เกลื่อนกล่นด้วยบุปผชาติ. พระตถาคตเจ้าทรงทอดพระบาทเสมอ (และ) ทรงยกพระบาทเท่ากัน ทรงสัมผัสแผ่นดินด้วยพื้นพระบาททุกส่วน.

บทว่า จกฺกานิ คือ ที่พระบาททั้ง ๒ ได้มีลายจักรข้างละ ๑ ลายจักร. ท่านกล่าวไว้ในพระบาลีว่า ที่จักรนั้นมีกำ กง ดุม. ก็และด้วยบทว่า บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง นี้พึงทราบความต่างกัน ดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า จักรเหล่านั้นย่อมปรากฏลายดุมตรงกลางพื้นพระบาท. ปรากฏลายเขียนวงกลมรอบดุม. ที่ปากดุมก็ปรากฏวงกลม. ปรากฏเป็นปากช่อง. ปรากฏเป็นซี่กำ. ปรากฏเป็นลวดลายกลมที่กำทั้งหลาย. ปรากฏเป็นกง. ปรากฏเป็นกงแก้ว. นี้มาตามพระบาลีก่อนทีเดียว.

แต่วาระส่วนมากมิได้มาแล้ว. ก็วาระนั้น พึงทราบดังนี้.

รูปหอก ๑ รูปโคขวัญ ๑ รูปแว่นส่องพระพักตร์ ๑ รูปสังข์ทักษิณาวัฏฏ์ ๑ รูปดอกพุดซ้อน ๑ รูปเทริด ๑ รูปปลาทั้งคู่ ๑ รูปเก้าอี้ ๑ รูปปราสาท ๑ รูปเสาค่าย ๑ รูปเศวตฉัตร ๑ รูปพระขรรค์ ๑ รูปพัดใบตาล ๑ รูปพัดหางนกยูง ๑ รูปพัดหางนก ๑ รูปกรอบพระพักตร์ ๑ รูปธงชายผ้า ๑ รูปพวงดอกไม้ ๑ รูปดอกบัวเขียว ๑ รูปดอกบัวขาว ๑ รูปดอกบัวแดง ๑ รูปดอกบัวหลวง ๑ รูปดอกบุณฑริก ๑ รูปหม้อเต็มด้วยน้ำ ๑ รูปถาดเต็มด้วยน้ำ ๑ รูปสมุทร ๑ รูปเขาจักรวาฬ ๑ รูปป่าหิมพานต์ ๑ รูปเขาสิเนรุ ๑ รูปพระจันทร์ ๑ รูปพระอาทิตย์ ๑ รูปหมู่ดาวนักษัตร ๑ รูปมหาทวีปทั้งสี่ ทวีปน้อย ๒ พัน ๑. โดยที่สุดบริวารแห่งจักรลักษณะทั้งสิ้น หมายเอาบริษัทของพระเจ้าจักรพรรดิ.

บทว่า มีพระส้นยาว คือ พระส้นยาว หมายความว่า มีพระส้นบริบูรณ์. เหมือนอย่างว่าปลายเท้าของคนเหล่าอื่นยาว แข้งตั้งอยู่ ณ ที่สุดส้นเท้า ส้นย่อมปรากฏดุจถากตั้งไว้ แต่ของพระตถาคตเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น. สำหรับของพระตถาคตเจ้าใน ๔ ส่วน เป็นปลายเท้าเสีย ๒ ส่วน. แข้งตั้งอยู่ส่วนที่สาม. ในส่วนที่ ๔ ส้นเท้าเป็นเช่นกับลูกกลมทำด้วยผ้ากัมพลแดง ดุจหมุนติดอยู่ปลายเหล็กแหลมฉะนั้น.

บทว่า มีพระองคุลียาว ความว่า เหมือนอย่างว่า คนเหล่าอื่นบางคนนิ้วยาว บางคนนิ้วสั้น ของพระตถาคตเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น. ส่วนของพระตถาคตเจ้า นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทยาวโคนหนาเรียวเล็กขึ้นไปโดยลำดับจนถึงปลาย ดุจนิ้ววานร เป็นดุจลำเทียนที่ขยำด้วยน้ำมันยางไม้ปั้นไว้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พระองคุลียาว.

บทว่า ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ได้แก่ ชื่อว่ามีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม เพราะอรรถว่าอ่อนดุจปุยนุ่นที่เขายีถึง ๑๐๐ ครั้ง จุ่มด้วยเนยใสวางไว้ และมีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่มอยู่เป็นนิจ ดุจของเด็กแรกเกิด.

บทว่า ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นลายตาข่าย ได้แก่ ระหว่างนิ้วไม่ติดกับหนัง. ก็บุคคลเช่นนี้มีมือดุจพังพานอันปุริสโทษขจัดเสียแล้ว ย่อมไม่ได้แม้การบรรพชา. แต่ของพระตถาคตเจ้านิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ นิ้วพระบาททั้ง ๕ มีขนาดเป็นอันเดียวกัน. เพราะนิ้วเหล่านั้นมีขนาดเป็นอันเดียวกัน ลักษณะจึงเบียดซึ่งกันและกันตั้งอยู่. ก็พระหัตถ์และพระบาทของพระตถาคตเจ้านั้น เช่นกับตาข่ายบานประตูหน้าต่างที่ช่างไม้ผู้ฉลาดขึงประกอบไว้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทเป็นลายตาข่าย.

ชื่อว่า ทรงมีพระบาทสูงนูน เพราะอรรถว่าพระบาทของพระองค์สูงนูน เพราะมีข้อพระบาทตั้งอยู่ในเบื้องบน. แท้จริง ข้อเท้าของคนเหล่าอื่นมีที่หลังเท้า. เพราะฉะนั้น เท้าของคนเหล่าอื่น กระด้างเหมือนตอกลิ่ม ไม่หมุนได้ตามสะดวก. เมื่อเดินไปพื้นเท้าไม่ปรากฏ. แต่ของพระตถาคตเจ้า ข้อพระบาทขึ้นอยู่เบื้องบน. เพราะฉะนั้น พระกายเบื้องบนของพระองค์ตั้งแต่พระนาภีไป จึงไม่หวั่นไหวดุจสุวรรณปฏิมาที่อยู่บนเรือ พระกายเบื้องล่างเท่านั้นไหว. พระบาทย่อมหมุนไปสะดวก. เมื่อคนยืนดูที่ข้างหน้าก็ดี ข้างหลังก็ดี ที่ข้างทั้งสองก็ดี พื้นเท้าย่อมปรากฏ. ไม่ปรากฏข้างหลังเหมือนของช้างฉะนั้น.

บทว่า ทรงมีพระชงฆ์เรียวดังแข้งเนื้อทราย คือมีพระชงฆ์เต็ม เพราะความนูนของเนื้อชื่อว่ามีพระชงฆ์เหมือนเนื้อทราย ไม่มีเนื้อเป็นก้อนติดเป็นอันเดียวกัน. หมายความว่า ประกอบด้วยแข้งที่มีเนื้อได้ส่วนกันหุ้มแล้ว กลมดีเช่นกับท้องข้าวสาลีฉะนั้น.

บทว่า อโนนมนฺโต คือ ไม่ค้อมลง. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงความที่พระองค์ไม่เป็นคนแคระไม่เป็นคนค่อม. คือ คนอื่นๆ เป็นคนแคระก็มี เป็นคนค่อมก็มี. กายข้างหน้าของคนแคระไม่บริบูรณ์. กายท่อนหลังของคนค่อมไม่บริบูรณ์. คนเหล่านั้นก้มลงไม่ได้ ไม่อาจจะลูบเข่าได้ เพราะกายไม่บริบูรณ์.

สำหรับพระตถาคตเจ้า ชื่อว่าอาจลูบได้ เพราะมีพระกายทั้งสองแห่งบริบูรณ์.

ชื่อว่า ทรงมีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก เพราะอรรถว่า คุยหฐานตั้งลง คือปิดอยู่ในฝัก เช่นกับฝักปทุมทองและดอกกรรณิการ์ เหมือนคุยหฐานของโคอุสภะและช้างเป็นต้น.

บทว่า วตฺถคุยฺหํ ได้แก่ สิ่งที่จะพึงซ่อนเร้นด้วยผ้าท่านเรียกว่า องคชาต.

บทว่า ทรงมีพระฉวีวรรณดังทองคำ ความว่า เช่นกับรูปเปรียบทองคำแท่งที่เขาระบายด้วยชาดแดง ขัดด้วยเขี้ยวเสือ ทำการระบายสีแดงวางไว้. ด้วยคำนี้ ท่านพระสังคีติกาจารย์แสดงความที่พระองค์มีสรีระละเอียดสนิทเป็นแท่งแล้ว

จึงกล่าวว่า ทรงมีผิวพรรณผ่องใสดุจทอง ก็เพื่อแสดงถึงพระฉวีวรรณ.

อีกนัยหนึ่ง คำนี้เป็นไวพจน์ของคำก่อนนั้น.

บทว่า รโชชลฺลํ ได้แก่ ธุลีหรือมลทิน.

บทว่า น อุปลิมฺปติ ได้แก่ ไม่ติด ย่อมหายไปเหมือนหยาดน้ำกลิ้งไปจากใบบัว.

ถึงกระนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงกระทำการล้างพระหัตถ์และล้างพระบาทเป็นต้น เพื่อรับไออุ่นและเพื่อผลบุญแก่ทายกทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ย่อมทรงกระทำโดยเป็นกิจวัตรทีเดียว. ธรรมดาภิกษุผู้จะเข้าสู่เสนาสนะจะต้องล้างเท้าแล้ว จึงเข้าไป ท่านกล่าวไว้เช่นนี้ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อุทฺธคฺคโลโม ความว่า ชื่อว่ามีพระโลมาปลายงอนขึ้น เพราะอรรถว่าพระโลมาของพระองค์มีปลายตั้งขึ้น ที่ปลายผมเป็นม้วนกลมตั้งอยู่เหมือนจะมองดูความงามแห่งดวงหน้า.

บทว่า ทรงมีพระกายตรงดังพรหม ความว่า มีพระกายตรงดุจพรหม คือมีพระสรีระสูงขึ้นไปตรงทีเดียว.

ธรรมดาสัตว์โดยมากจะน้อมลงในที่ ๓ แห่งคือ ที่คอ ที่สะเอว ที่เข่า. คนเหล่านั้น เมื่อน้อมไปที่สะเอว ก็จะเอนไปข้างหลัง. ที่น้อมไปที่ที่ทั้งสองนอกนี้ก็จะเอนไปข้างหน้า. บางพวกมีร่างกายสูง มีสีข้างคด. บางพวกหน้าเชิดเที่ยวไป เหมือนคอยนับหมู่ดาวนักษัตรอยู่. บางพวกมีเนื้อและเลือดน้อย ดุจหลาว เดินสั่นอยู่. แต่พระตถาคตเจ้าตรงขึ้นไปสูงพอประมาณ เป็นเหมือนเสาค่ายทองที่เขายกขึ้น ณ เทพนครฉะนั้น.

บทว่า ทรงมีพระกายเต็มในที่ทั้ง ๗ คือ พระตถาคตเจ้านั้นมีพระมังสะเต็มในที่ ๗ แห่งเหล่านี้ คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ หลังพระบาททั้ง ๒ จะงอยบ่าทั้ง ๒ พระศอ ๑ ฉะนั้น จึงชื่อว่ามีพระกายเต็มในที่ ๗ แห่ง.

ส่วนของคนเหล่าอื่นปรากฏเส้นเอ็นเป็นร่างแหที่หลังมือหลังเท้า ที่จะงอยบ่าและที่คอตรงปลายเป็นกระดูก. คนเหล่านั้นย่อมปรากฏดุจดังมนุษย์เปรต. พระตถาคตเจ้าหาเป็นเช่นนั้นไม่. คือพระตถาคตเจ้าทรงมีพระศอเช่นกับเขาสัตว์ทอง ที่ขัดด้วยหลังมือแล้ววางไว้ด้วยร่างแหเอ็นเป็นเครื่องปกปิด ชื่อว่าย่อมปรากฏ เหมือนรูปศิลาและรูปจิตรกรรม เพราะมีพระมังสะเต็มในที่ ๗ แห่ง.

ชื่อว่า มีพระกายเต็มดังกึ่งกายท่อนหน้าแห่งสีหะ เพราะกายของพระองค์ดุจท่อนหน้าแห่งสีหะ. คือกายท่อนหน้าแห่งสีหะบริบูรณ์ กายท่อนหลังไม่บริบูรณ์. ส่วนของพระตถาคตเจ้าพระกายทั้งหมดบริบูรณ์ดุจกายท่อนหน้าของสีหะ. แม้พระกายนั้นใช่ว่าจะตั้งอยู่ไม่ดีไม่งาม เพราะโอนไปเอนไปเป็นต้น ในที่นั้นๆ ดุจของสีหะหามิได้. แต่ยาวในที่ที่ควรยาว. ในที่ที่ควรสั้น ควรหนา ควรกลมก็เป็นเช่นนั้นเทียว.

สมดังที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อผลของกรรมเป็นที่ชอบใจ ปรากฏแล้ว ย่อมงามด้วยอวัยวะยาวเหล่าใด อวัยวะเหล่านั้นยาวก็ดำรงอยู่ ย่อมงามด้วยอวัยวะสั้นเหล่าใด อวัยวะสั้นเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ ย่อมงามด้วยอวัยวะหนาเหล่าใด อวัยวะหนาเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ ย่อมงามด้วยอวัยวะบางเหล่าใด อวัยวะบางเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ ย่อมงามด้วยอวัยวะกลมเหล่าใด อวัยวะกลมเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ อัตภาพของพระตถาคตเจ้า ความวิจิตรต่างๆ สั่งสมแล้ว ด้วยความวิจิตรแห่งบุญอันบารมี ๑๐ ตกแต่งแล้วด้วยประการฉะนี้ ช่างศิลป์ทั้งปวงหรือผู้มีฤทธิ์ทั้งปวงในโลก ก็ไม่อาจกระทำแม้รูปเปรียบแก่พระตถาคตเจ้าได้ดังนี้.

บทว่า จิตนฺตรํโส ความว่า ระหว่างสีข้างทั้งสอง ท่านเรียกว่ามีสีข้าง. สีข้างนั้นของพระองค์งดงาม คือบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่า จิตนฺตรํโส แปลว่ามีพระปฤษฎางค์เต็ม. ส่วนสีข้างของคนอื่นนั้นต่ำ. สีข้างด้านหลังทั้งสองย่อมปรากฏแยกกัน. ส่วนของพระตถาคตเจ้าชั้นเนื้อตั้งแต่สะเอวถึงพระศอขึ้นปิดหลังตั้งอยู่ ดุจแผ่นทองที่เขายกขึ้นไว้สูง.

บทว่า ทรงมีปริมณฑลดังต้นไทรย้อย ความว่า ทรงมีปริมณฑลดุจต้นไทรย้อย ต้นไทรย้อยมีลำต้นและกิ่งเท่ากัน ๕๐ ศอกบ้าง ๑๐๐ ศอกบ้าง มีประมาณเท่ากันทั้งโดยยาว ทั้งโดยกว้างฉันใด มีประมาณเท่ากันทั้งทางพระกายบ้าง ทางวาบ้างฉันนั้น. ของคนเหล่าอื่น ทั้งกายทั้งวามีประมาณยาวไม่เท่ากันอย่างนั้น. เพราะฉะนั้นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า ยาวตกฺวสฺส กาโย ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตกฺวสฺส ตัดเป็น ยาวตโก อสฺส (ของพระองค์เท่าใด).

บทว่า ทรงมีพระศอกลมเสมอกัน คือมีพระศอกลมเสมอกัน. คนบางพวกมีคอยาว มีคอคดและมีคอหนา เหมือนนกกระเรียน เหมือนนกยาง ในเวลาพูดเส้นเอ็นบนศีรษะย่อมปรากฏ เสียงออกมาค่อย. ของพระตถาคตเจ้านั้นไม่เป็นอย่างนั้น คือของพระตถาคตเจ้ามีพระศอเช่นกับเขาสัตว์ทอง กลมดี. ในเวลาตรัสเส้นเอ็นไม่ปรากฏ มีเสียงดังดุจฟ้าร้อง ฉะนั้น.

บทว่า รสตฺตสคฺคี ความว่า ชื่อว่า รสตฺตสา เพราะอรรถว่าประสาทรับรสเลิศ. คำนั้นเป็นชื่อของประสาทเครื่องรับรสอาหาร. ชื่อว่า รสตฺตสคฺคี เพราะอรรถว่าประสาทเหล่านั้นของพระองค์เป็นเลิศ. ก็ประสาทสำหรับรับรสอาหาร ๗,๐๐๐ ของพระตถาคตเจ้ามีปลายตั้งขึ้นต่อที่คอนั่นเอง. อาหารแม้มีประมาณเท่าเมล็ดงาวางบนปลายลิ้น ย่อมแผ่ไปทั่วพระกายทั้งสิ้น. เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อพระองค์ทรงตั้งความเพียรใหญ่ ทรงยังพระกายให้เป็นไปแม้ด้วยข้าวสารเมล็ดหนึ่งเป็นต้นบ้าง ด้วยอาหารมีประมาณฟายมือหนึ่งแห่งยางถั่วดำบ้าง. แม้ด้วยอาหารมีประมาณฟายมือหนึ่งแห่งยางถั่วดำ แต่ของคนเหล่าอื่น โอชาไม่แผ่ไปตลอดกายทั้งสิ้น เพราะไม่มีเช่นนั้น. เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้นจึงมีโรคมาก. ลักษณะนี้ย่อมปรากฏด้วยอำนาจแห่งผลที่ไหลออก กล่าวคือความมีอาพาธน้อย.

ชื่อว่า ทรงมีพระหนุดังคางราชสีห์ เพราะอรรถว่าคางของพระองค์ดุจคางแห่งสีหะ. ในบทนั้น คางล่างของราชสีห์ย่อมเต็ม คางบนไม่เต็ม. ส่วนของพระตถาคตเจ้าย่อมเต็มทั้ง ๒ ข้างดุจคางล่างของราชสีห์ ย่อมเป็นเช่นกับพระจันทร์แห่งปักษ์ ดิถีที่ ๑๒ ค่ำ.

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า

มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ เป็นต้น ชื่อว่าทรงมีพระทนต์ ๔๐ ซี่ เพราะอรรถว่ามี ๒๐ ซี่ที่อยู่พระหนุข้างบน ๒๐ ซี่ที่พระหนุด้านล่าง. คือ ของคนเหล่าอื่นแม้มีฟันเต็มก็มีฟัน ๓๒ ซี่. ส่วนของพระตถาคตเจ้ามี ๔๐ ซี่.

ของคนเหล่าอื่นมีฟันไม่เสมอกันคือ บางพวกมีฟันยาว บางพวกมีฟันสั้น.

ส่วนของพระตถาคตเจ้า เสมอกันดุจตัวสังข์ที่เขาขัดไว้เป็นอันดี.

____________________________

ฉ. อยมฏฺฏฉินฺนสงฺปลํ

ของคนเหล่าอื่น ฟันจะห่างเหมือนฟันจระเข้ เมื่อกินปลาและเนื้อเป็นต้นจะเต็มซอกฟัน. ส่วนของพระตถาคตเจ้าจะมีฟันไม่ห่าง ดุจแถวเพชรที่เรียงไว้ดีที่แผ่นลายกนก เหมือนกำหนดที่แสดงด้วยแปรง.

ส่วนฟันของคนเหล่าอื่น ฟันผุตั้งขึ้น. ด้วยเหตุนั้น บางคนเขี้ยวดำบ้าง มีสีต่างๆ บ้าง. ส่วนพระตถาคตเจ้ามีพระเขี้ยวขาวสนิท พระเขี้ยวประกอบด้วยแสงสุก ล่วงพ้นแม้ดาวประจำรุ่ง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุสุกฺกทาโฐ ทรงมีพระเขี้ยวอันขาวงาม.

บทว่า ปหุตชิวฺโห ความว่า ลิ้นของคนเหล่าอื่น หนาบ้าง บางบ้าง สั้นบ้าง ไม่เสมอบ้าง. ส่วนของพระตถาคตเจ้าอ่อน ยาว ใหญ่ สมบูรณ์ด้วยวรรณะ. พระองค์ม้วนพระชิวหานั้นเหมือนเข็มกฐินสอดช่องนาสิกทั้งสองได้ เพราะเป็นชิวหาอ่อนเพื่อบรรเทาความสงสัยของผู้มาตรวจดูลักษณะนั้น. จะสอดช่องพระกรรณทั้งสองได้ เพราะพระชิวหายาว. จะปิดพระนลาฏแม้ทั้งสิ้นอันมีชายพระเกศาเป็นที่สุดได้ เพราะพระชิวหาใหญ่.

เมื่อประกาศว่า พระชิวหานั้นอ่อน ยาวและใหญ่ ย่อมบรรเทาความสงสัยได้ ด้วยประการฉะนี้. ท่านพระสังคีติกาจารย์อาศัยชิวหาที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะสามประการฉะนี้ จึงกล่าวว่า ปหุตชิวฺโห ดังนี้

บทว่า พฺรหฺมสฺสโร ความว่า คนเหล่าอื่นมีเสียงขาดบ้าง มีเสียงแตกบ้าง มีเสียงดุจกาบ้าง. ส่วนพระตถาคตเจ้าทรงประกอบด้วยเสียงเช่นกับเสียงมหาพรหม. คือเสียงของมหาพรหม ชื่อว่าแจ่มใส เพราะไม่ถูกดีและเสมหะพัวพัน. กรรมที่พระตถาคตเจ้าทรงบำเพ็ญย่อมยังวัตถุแห่งเสียงนั้นให้บริสุทธิ์. เสียงที่ตั้งขึ้นตั้งแต่พระนาภี ย่อมแจ่มใส ประกอบด้วยองค์ ๘ ตั้งขึ้น เพราะวัตถุบริสุทธิ์. ชื่อว่าทรงมีพระดำรัสดังเสียงนกการเวก เพราะตรัสดุจนกการเวก. หมายความว่ามีพระสุรเสียงไพเราะดุจนกการเวกร้องอย่างเมามัน.

ในข้อนั้น การเปล่งเสียงร้องของนกการเวกเป็นอุทาหรณ์.

ได้ยินว่า เมื่อนกการเวกจิกมะม่วงสุกอันมีรสหวานอร่อยด้วยจะงอยปาก ลิ้มรสที่ไหลออก แล้วให้จังหวะด้วยปีกกู้ก้องอยู่ สัตว์จตุบาทเป็นต้นย่อมเหมือนเคลิบเคลิ้มเริ่มงงงวย. สัตว์จตุบาทแม้ที่ขวนขวายหาอาหารก็ทิ้งหญ้าที่อยู่ในปากเสียฟังเสียงนกนั้น. แม้พวกมฤคกำลังติดตามเนื้อน้อยๆ อยู่ก็ไม่ย่างเท้าที่ยกขึ้นแล้วหยุดอยู่. แม้เนื้อที่ถูกติดตามก็เลิกกลัวตายหยุดอยู่. แม้นกที่บินไปในอากาศก็ห่อปีกหยุดบิน. ปลาในน้ำก็ไม่โบกครีบ ฟังแต่เสียงนั้นหยุดอยู่. นกการเวกร้องไพเราะด้วยประการฉะนี้.

แม้พระเทวีของพระเจ้าธรรมาโศกพระนามว่าอสันธิมิตตา ถามพระสงฆ์ว่า ท่านผู้เจริญ เสียงของใคร เหมือนกับพระสุรเสียงของพระพระพุทธเจ้ามีบ้างหรือ.

พระสงฆ์. มีเสียงนกการเวก.

พระนาง. ท่านผู้เจริญ นกเหล่านั้นอยู่ที่ไหน.

พระสงฆ์. อยู่ที่ป่าหิมพานต์.

พระนางนั้นกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันใคร่จะเห็นนกการเวก. พระราชาทรงเปิดกรงทองตรัสว่า ขอนกการเวกจงมาจับอยู่ที่กรงนี้. กรงจึงไปอยู่ข้างหน้านกการเวกตัวหนึ่ง. นกนั้นคิดว่า กรงมาตามพระราชโองการ ไม่อาจเพื่อจะไม่ไป จึงจับอยู่ที่กรงนั้น. กรงจึงมาอยู่ตรงพระพักตร์ของพระราชา. แต่ใครๆ ก็ไม่อาจให้นกการเวกส่งเสียงได้.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า พนาย นกพวกนี้จะส่งเสียงร้องได้อย่างไร.

อำมาตย์ทูลว่า ขอเดชะ นกพวกนี้เห็นพวกญาติแล้วจะส่งเสียงร้องได้.

ทีนั้น พระราชาจึงทรงรับสั่งให้วงล้อมด้วยกระจก. นกนั้นครั้นเห็นเงาของตนเอง สำคัญว่าญาติของเรามาแล้ว จึงให้จังหวะด้วยปีก ร้องด้วยเสียงอันไพเราะดุจคนเป่าปี่แก้ว ฉะนั้น. พวกมนุษย์ในพระนครทั้งสิ้นงวยงงแล้วเหมือนคนเมา.

พระนางอสันธิมิตตาคิดว่า สัตว์ดิรัจฉานนี้ยังมีเสียงไพเราะเช่นนี้ก่อน เสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ถึงศิริแห่งสัพพัญญุตญาณ จะไพเราะเพียงไหนหนอ จึงเกิดปีติไม่ละปีตินั้น ทรงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยนางสนม ๗๐๐. เสียงของนกการเวกไพเราะด้วยประการฉะนี้. พระสุรเสียงของพระตถาคตเจ้ายังไพเราะกว่านั้นถึงร้อยเท่า พันเท่า. แต่เพราะไม่มีเสียงไพเราะอย่างอื่นจากนกการเวกในโลก ท่านจึงกล่าวว่า กรวิกภาณี ดังนี้.

บทว่า ทรงมีดวงพระเนตรดำสนิท ความว่า มิใช่มีดวงพระเนตรดำทั้งสิ้นเทียว. แต่ดวงพระเนตรของพระองค์ประกอบด้วยสีดำในที่ที่ควรดำ บริสุทธิ์ยิ่งดุจดอกผักตบ. ประกอบด้วยสีเหลืองเช่นกับดอกกรรณิกา ในที่ที่ควรเหลือง. ประกอบด้วยสีแดง เช่นกับดอกชบาในที่ที่ควรแดง. ประกอบด้วยสีขาว เช่นกับดาวประกายพฤกษ์ ในที่ที่ควรขาว. ประกอบด้วยสีดำ เช่นกับเมล็ดประคำดีควายในที่ที่ควรดำ ย่อมปรากฏเช่นกับสีหบัญชรแก้วที่ยกขึ้นห้อยไว้ ณ วิมานทอง.

บทว่า ปขุมํ ในคำว่า โคปขุโม นี้ท่านประสงค์เอาดวงพระเนตรทั้งหมด. ดวงพระเนตรนั้นมีธาตุหนาของลูกโคดำ ใสแจ๋วคล้ายดวงตาของลูกโคแดง หมายความว่า มีดวงพระเนตรเหมือนลูกโคแดงที่เกิดชั่วครู่นั้น. ก็ดวงตาของคนเหล่าอื่นไม่เต็ม ประกอบด้วยนัยตา เฉออกไปบ้าง ลึกไปบ้าง เช่นเดียวกับนัยน์ตาของช้าง หนูและกาเป็นต้น. ส่วนของพระตถาคตเจ้ามีพระเนตรที่อ่อนดำสนิท สุขุมตั้งอยู่ดุจคู่แก้วมณีที่เขาล้างขัดไว้ฉะนั้น.

บทว่า อุณฺณา ได้แก่ พระอุณณาโลม (ขนขาว).

บทว่า ภมุกนฺตเร ความว่า พระอุณณาโลมเกิดเหนือนาสิกตรงกลางคิ้วทั้งสองนั่นเทียว แต่เกิดที่กลางพระนลาฏสูงขึ้นไป.

บทว่า โอทาตา ได้แก่ บริสุทธิ์ มีสีดุจดาวประจำรุ่ง.

บทว่า มุทุ ความว่า เช่นกับปุยฝ่ายที่เขาจุ่มในเนยใส แล้วสลัดถึงร้อยครั้งตั้งไว้.

บทว่า ตูลสนฺนิภา ความว่า เสมอด้วยปุยดอกงิ้วและปุยลดา. นี้เป็นข้ออุปมาของความที่พระอุณณาโลมนั้นมีสีขาว.

ก็พระอุณณาโลมนั้น เมื่อจับที่ปลายดึงมา จะมีประมาณเท่ากึ่งแขน. ปล่อยไปแล้ว จะขดกลมมีปลายสูงขึ้นอยู่ โดยเป็นทักษิณาวัฏ. ย่อมรุ่งเรืองด้วยศิริอันชื่นใจยิ่ง เหมือนกับฟองเงินที่เขาวางไว้ตรงกลางแผ่นทอง เหมือนสายน้ำนมที่ไหลออกจากหม้อทอง และเหมือนดาวประจำรุ่ง (ดาวพระศุกร์) ในท้องฟ้า อันรุ่งเรืองด้วยแสงอรุณฉะนั้น.

คำว่า อุณฺหิสสีโส นี้ ท่านกล่าวอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือ มีพระนลาฏเต็ม ๑ มีพระเศียรเต็ม ๑. คือชั้นพระมังสะตั้งขึ้น ตั้งแต่หมวกพระกรรณเบื้องขวาไปปิดพระนลาฏทั้งสิ้น เต็มไปจดหมวกพระกรรณเบื้องซ้ายอยู่ รุ่งเรืองดุจแผ่นกรอบพระพักตร์ ที่พระราชาทรงสวมไว้.

ได้ยินว่า นักปราชญ์ทราบลักษณะนี้ของพระโพธิสัตว์ในปัจฉิมภพ จึงได้กระทำแผ่นพระอุณหิสถวายพระราชา. อรรถข้อหนึ่งเท่านี้ก่อน. ส่วนคนเหล่าอื่นมีศีรษะไม่เต็ม. บางคนมีศีรษะดุจหัวลิง บางคนมีศีรษะดุจผลไม้ บางคนมีศีรษะดุจกระดูก บางคนมีศีรษะดุจทะนาน บางคนมีศีรษะงุ้ม. ส่วนของพระตถาคตมีพระเศียรเช่นกับฟองน้ำเต็มดี ดุจวนด้วยปลายเหล็กแหลมไว้. ชื่อว่ามีพระเศียรกลมดังประดับด้วยกรอบพระพักตร์ เพราะอรรถว่าส่วนแห่งพระเศียรโพกด้วยแผ่นอุณหิสโดยนัยก่อนในพระสูตรนั้น. ชื่อว่ามีพระเศียรกลมดังประดับด้วยกรอบพระพักตร์ เพราะอรรถว่ามีพระเศียรเป็นปริมณฑล ในที่ทุกส่วนดุจกรอบพระพักตร์ ตามนัยที่สอง.

ก็มหาปุริสลักษณะเหล่านี้ ย่อมเป็นอันท่านแสดงส่วนทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ กรรม ๑ ผลอันบุคคลพึงเห็นเสมอด้วยกรรม ๑ ลักษณะ ๑ อานิสงส์แห่งลักษณะ ๑ ในลักษณะแต่ละอย่างๆ ท่านยกมากล่าวแสดงไว้เป็นอันกล่าวไว้ดีแล้ว. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงแสดงกรรมเป็นต้นเหล่านี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในลักขณสูตรแล้วกล่าวเถิด. เมื่อไม่อาจวินิจฉัยด้วยสามารถแห่งพระสูตร ก็พึงถือเอาโดยนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งพระสูตรนั่นเทียว ในอรรถกถาฑีฆนิกายชื่อสุมังคลวิลาสินี เทอญ.

บทว่า อิเมหิ โข โส โภ ภวํ โคตโม ความว่า อุตตรมาณพกล่าวคำเป็นต้นว่า คจฺฉนฺโต โข ปน ดังนี้ เพื่อจะแสดงแม้เนื้อความนี้แล้ว บอกถึงพระกิริยาและพระอาจาระว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้เจริญ พระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นทรงประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเหล่านี้ ทรงเที่ยวไป ประหนึ่งเสาค่ายทองอันวิจิตรด้วยแก้ว ที่บุคคลยกขึ้นในเทพนคร ประดุจต้นปาริฉัตรมีดอกบานสะพรั่งสูงถึง ๑๐๐ โยชน์ ประดุจต้นสาละมีดอกบานเต็มในระหว่างภูเขา ดุจพื้นท้องฟ้าที่เรียงรายไปด้วยหมู่ดาว ประดุจทำโลกให้สว่างอยู่ด้วยศิริสมบัติของพระองค์ฉะนั้น.

บทว่า ทกฺขิเณน ความว่า ก็เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับยืนก็ดี ประทับนั่งก็ดี บรรทมก็ดี เมื่อจะทรงพระดำเนิน ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน. ได้ยินว่า นี้เป็นพระปาฏิหาริย์โดย ๗ ส่วน.

บทว่า นาติทูเร ปาทํ อุทฺธรติ ความว่า ทรงยกพระบาทเบื้องขวานั้น ทรงพระดำริว่า จะไม่ทรงวางพระบาทให้ไกลนัก. คือทรงยกพระบาทขวาไกลนัก พระบาทซ้ายจะถูกลากไป แม้พระบาทเบื้องขวา ก็ไปไกลไม่ได้ จะพึงวางอยู่ชิดๆ กันทีเดียว. เมื่อเป็นอย่างนี้ ย่อมชื่อว่า เป็นการจำกัดก้าวไป. แต่เมื่อย่างพระบาทเบื้องขวาพอประมาณ แม้พระบาทเบื้องซ้ายก็ย่อมยกขึ้นพอประมาณดุจกัน. เมื่อยกพอประมาณ แม้ทรงวางก็วางได้พอประมาณเหมือนกัน. ด้วยการทรงพระดำเนินอย่างนี้ หน้าที่ของพระบาทเบื้องขวาของพระตถาคตเจ้า ก็ย่อมเป็นอันกำหนดแล้วด้วยพระบาทเบื้องซ้าย หน้าที่ของพระบาทเบื้องซ้ายก็เป็นอันกำหนดแล้วด้วยพระบาทเบื้องขวา บัณฑิตพึงทราบด้วยประการฉะนี้.

บทว่า นาติสีฆํ ความว่า ไม่ทรงพระดำเนินเร็วเกินไปเหมือนภิกษุเดินไปเพื่อรับภัตรในวิหาร เมื่อเวลาจวนแจแล้ว.

____________________________

ฏีกา อุปกฏฺ ฐาย เวลายฺ

บทว่า ตาติสนิกํ ความว่า ไม่ทรงพระดำเนินช้านัก เหมือนอย่างภิกษุที่มาภายหลัง ย่อมไม่ได้โอกาสฉะนั้น.

คำว่า อทฺธเวน อทฺธวํ คือ พระชันนุกระทบกับพระชันนุ เข่ากับเข่ากระทบกัน.

บทว่า น สตฺถึ ความว่า ทรงยกพระอูรุสูงขึ้นเหมือนเดินไปในน้ำลึก.

บทว่า น โอนาเมติ ความว่า ไม่ทรงทอดพระอูรุไปข้างหน้า เหมือนการทอดเท้าไปข้างหลังของคนตัดกิ่งไม้.

บทว่า ไม่ทรงเอนไป คือไม่ทรงทำให้ติดกัน เหมือนย่ำเท้ากับที่ซึ่งเปียกแล้ว.

บทว่า ไม่ทรงโคลงไป คือไม่ทรงโยกโย้ไปมาเหมือนชักหุ่นยนต์.

บทว่า อารทฺธกาโยว ความว่า พระกายด้านล่างเท่านั้นไม่โยกไป. พระกายส่วนบนไม่หวั่นไหว เหมือนรูปทองที่เขาวางไว้ในเรือ. ก็เมื่อบุคคลยืนแลดูอยู่ในที่ไกลจะไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายประทับยืน หรือทรงพระดำเนิน.

____________________________

ฉ. อธรกาโย วา

บทว่า กายพเลน ความว่า ไม่ทรงเหวี่ยงพระพาหา เสด็จพระดำเนินไปด้วยกำลังกายทั้งที่มีพระเสโทไหลออกจากพระสรีระ.

บทว่า สพฺพกาเยน วา ความว่า ไม่หันพระศอเหลียวหลังดู ด้วยสามารถแห่งการเหลียวดูดุจพระยาช้าง ดังที่กล่าวไว้ในราหุโลวาทสูตร นั่นแล.

ในคำว่า น อุทฺธํ เป็นต้น คือไม่ทรงแหงนดูเบื้องบน ดุจกำลังนับดาวนักษัตรอยู่ ไม่ทรงก้มดูเบื้องต่ำ ดุจกำลังแสวงหากากณิก หรือมาสก ที่หาย ไม่ทรงส่ายไปข้างโน้นข้างนี้ เหมือนกำลังมองดูช้างและม้าเป็นต้น.

บทว่า ยุคมตฺตํ ความว่า เมื่อทรงพระดำเนินทอดพระจักษุประมาณเก้าคืบชื่อว่า ทอดพระเนตรประมาณชั่วแอก. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพระดำเนินทอดพระเนตรมีประมาณเท่านี้ ดุจสัตว์อาชาไนยที่ฝึกดีแล้ว ที่เขาเทียมแอกไว้ฉะนั้น.

____________________________

เงินเท่ากากณิกหนึ่ง หรือมาสกหนึ่ง.

บทว่า ตโต จสฺส อุตฺตรึ ความว่า แต่ไม่ควรกล่าวว่าไม่ทรงดูเลยชั่วแอกไป. เพราะฝาก็ดี บานประตูก็ดี กอไม้ก็ดี เถาวัลย์ก็ดี ย่อมไม่อาจกั้นไว้ได้. พันแห่งจักรวาลมิใช่น้อย ย่อมมีเนินเป็นอันเดียวกันทีเดียวแก่พระองค์ผู้เป็นอนาวรณญาณนั้นโดยแท้แล.

บทว่า อนฺตรฆรํ พึงทราบตั้งแต่เสาเขื่อนไป ชื่อว่าละแวกบ้าน ในมหาสกุลุทายิสูตรในหนหลัง แต่ในที่นี้พึงทราบว่าตั้งแต่ธรณีประตูบ้านไป ชื่อว่าละแวกบ้าน.

บทว่า น กายํ เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า ย่อมทรงเข้าไปโดยอิริยาบถตามปกตินั่นเอง. ก็แม้เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงเสด็จเข้าบ้านที่เตี้ยของพวกคนจน หลังคาย่อมสูงขึ้นบ้าง แผ่นดินย่อมทรุดลงบ้าง. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพระดำเนินไปโดยพระดำเนินตามปกตินั่นเอง.

บทว่า นาติทูเร ความว่า ก็ในที่ไกลเกินไป ก็ทรงกลับถอยหลังก้าวหนึ่งหรือสองก้าวแล้ว จึงค่อยประทับนั่งลง. ในที่ใกล้เกินไป ก็ทรงก้าวเสด็จไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง สองก้าว แล้วค่อยประทับนั่งลง. เพราะฉะนั้น เมื่อประทับยืนที่ย่างพระบาทใด เสด็จทรงถอยข้างหน้าหรือมาข้างหลังแล้ว จึงจะประทับนั่งได้ ก็จะทรงเปลี่ยนที่ย่างพระบาทนั้น.

บทว่า ปาณินา ความว่า ไม่ทรงเอาพระหัตถ์จับอาสนะมาประทับนั่ง เหมือนคนป่วย เพราะโรคลม.

บทว่า ปกฺขิปติ ความว่า บุคคลใดกระทำการงานอะไรๆ เหน็ดเหนื่อยจนล้มไปทั้งยืน แม้บุคคลใดนั่งพิงอวัยวะด้านหน้า เอนกายไปจนถึงอวัยวะด้านหลัง หรือนั่งพิงอวัยวะด้านหลังเอนกายอย่างนั้น จนถึงอวัยวะด้านหน้า ทั้งหมดนั้น ชื่อว่าพิงกายที่อาสนะ. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำอย่างนั้น ประทับนั่งค่อยๆ ดุจป้องกันของที่ห้อยอยู่ตรงกลางอาสนะ ดุจวางปุยนุ่นไว้ฉะนั้น.

บทว่า หตฺถกุกฺกุจฺจํ ความว่า กระทำการเช็ดหยดน้ำที่ขอบปากบาตร คือกระทำการที่ไม่ได้ระวัง โบกแมลงวันและใช้มือแคะเขี่ยหูเป็นต้น.

บทว่า ปาทกุกฺกุจฺจํ คือ การไม่ระวังเท้า เช่นเอาเท้าถูพื้นเป็นต้น.

บทว่า น ฉมฺภติ แปลว่า ไม่กลัว.

บทว่า น กมฺปติ แปลว่า ไม่จมลง.

บทว่า น เวธติ คือ ไม่หวั่นไหว.

บทว่า น ปริตสฺสติ แปลว่า ไม่สะดุ้ง ด้วยความสะดุ้งเพราะกลัวบ้าง ด้วยการสะดุ้งเพราะทะยานอยากบ้าง. คือภิกษุบางรูปย่อมสะดุ้ง ด้วยความสะดุ้งเพราะกลัวว่า เมื่อพวกคนมาเพื่อประโยชน์ธรรมกถาเป็นต้น ไหว้แล้วยืนอยู่ เราจักอาจเพื่อยึดใจของคนเหล่านั้น กล่าวธรรมหรือหนอ เมื่อถูกถามปัญหาแล้วจักอาจวิสัชนาได้หรือจักอาจกระทำอนุโมทนาได้หรือ. ภิกษุบางรูปก็คิดว่าข้าวยาคูที่ชอบใจจะมาถึงเราหรือหนอ หรือว่าของเคี้ยวชนิดของว่างที่ชอบใจจะมาถึงเรา และก็สะดุ้งด้วยความสะดุ้งเพราะตัณหา. เพราะความสะดุ้ง ๒ อย่างนั้นของพระโคดมผู้เจริญนั้นไม่มี เพราะฉะนั้น พระโคดมผู้เจริญจึงไม่ทรงสะดุ้ง.

บทว่า วิเวกาวตฺโต ความว่า เป็นผู้มีใจเวียนมาในวิเวก คือพระนิพพาน. ปาฐะว่า วิเวกวตฺโต ดังนี้ก็มี. ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยวัตร คือความสงัด. การเรียนมูลกัมมัฏฐานแล้วนั่งคู้บัลลังก์ ในที่พักในเวลากลางวันของภิกษุผู้กระทำภัตกิจแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมถะ และวิปัสสนา ชื่อว่าวิเวกวัตร เพราะอิริยาบถของภิกษุผู้นั่งอย่างนี้ย่อมเข้าไปสงบระงับ.

ในบทว่า น ปตฺตํ อุนฺนาเมติ เป็นต้นมีวินิจฉัยว่า บางรูปย่อมชูบาตรขึ้นเหมือนรองน้ำจากขอบปากบาตร บางรูปลดบาตรลงเหมือนวางไว้ที่หลังเท้า. บางรูปย่อมรับทำให้เนื่องกัน. บางรูปแกว่งไปทางโน้นทางนี้. ความว่า ไม่กระทำอย่างนั้น รับด้วยมือทั้งสองน้อมไปนิดหน่อยรับน้ำ.

บทว่า น สมฺปริวตฺตกํ ความว่า ไม่หมุนบาตร ล้างหลังบาตรก่อน.

บทว่า นาติทูเร ความว่า ไม่เทน้ำล้างบาตร ให้ตกไปไกลจากอาสนะที่นั่ง.

บทว่า น อจฺจาสนฺเน ความว่า ไม่ทิ้งในที่ใกล้เท้านั่งเอง.

บทว่า วิจฺฉฑฺฑิยมาโน ความว่า กระเซนไป คือไม่เทโดยอาการที่ผู้รับจะเปียก.

บทว่า นาติโถกํ ความว่า ไม่รับเหมือนคนบางคนเป็นผู้มีความปรารถนาลามก แสดงว่าเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยรับเพียงพอกับข้าวกำมือเดียวเท่านั้น.

บทว่า อติพหุํ คือ รับมากเกินไปกว่าที่จะยังอัตตภาพให้เป็นไป.

บทว่า พฺยญฺชนมตฺตาย ความว่า ส่วนที่ ๔ แห่งข้าวสุกชื่อว่าพอประมาณแก่กับข้าว. คือคนบางคน เมื่อภัตรถูกใจก็รับภัตรมาก เมื่อกับข้าวถูกใจก็รับกับข้าวมาก แต่พระศาสดาไม่ทรงรับอย่างนั้น.

บทว่า น จ พฺยญฺชเนน ความว่า ก็บริโภคแต่ภัตรอย่างเดียว เว้นกับข้าวที่ไม่ชอบใจหรือบริโภคแต่กับข้าวอย่างเดียว เว้นภัตร ชื่อว่าน้อมคำข้าวเกินกว่ากับข้าว.

พระศาสดาทรงรับภัตรมีสิ่งอื่นแกม ทั้งภัตรทั้งกับข้าวพอประมาณกัน.

บทว่า ทฺวตฺติกฺขตฺตํ ความว่า โภชนะที่พระชิวหาใหญ่ ของพระตถาคตเจ้านำเข้าไป ย่อมเหมือนไล้ด้วยแป้งที่เขาทำให้ละเอียดพอพระทนต์บด ๒-๓ ครั้งเท่านั้น. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนั้น.

บทว่า มุเข อวสิฏฺฐา ความว่า ย่อมล่วงเข้าไปสู่ลำคอเหมือนหยาดน้ำที่ตกลงในใบบัว เพราะฉะนั้น จึงไม่เหลืออยู่.

บทว่า รสํ ปฏิสํเวเทติ คือ ทรงทราบรสมีหวานขมและเผ็ดเป็นต้น. ก็สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเหมือนกับใส่ทิพย์โอชะลงโดยที่สุดพร้อมกับน้ำเสวย. เพราะฉะนั้น ย่อมปรากฏรสในอาหารทั้งหมดเทียวแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ความใคร่ในรสไม่มี.

บทว่า อฏฺฐงฺคสมนฺนาคตํ คือ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการที่กล่าวไว้ว่า ไม่เสวยเพื่อเล่นเป็นต้น. คำวินิจฉัยของบทนั้นมาแล้วในวิสุทธิมรรค ฉะนั้น คำนี้ท่านกล่าวไว้ในสัพพาสวสูตร.

ถามว่า ข้อว่า เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว พระศาสดาทรงกระทำอย่างไร.

ตอบว่า พระศาสดาทรงล้างส่วนที่พระหัตถ์จับบาตรก่อน. ทรงจับบาตรที่ตรงนั้นแล้ว ส่งฝ่าพระหัตถ์ที่เป็นลายตาข่ายกลับไปมา ๒ ครั้ง. อามิสทั้งหมดที่บาตรจะหลุดไปเหมือนน้ำในใบบัวที่ตกไปด้วยอาการเพียงเท่านี้.

บทว่า น จ อนตฺถิโก ความว่า เหมือนอย่างภิกษุบางรูปวางบาตรไว้ที่เชิงบาตรไม่เช็ดน้ำที่บาตร เพ่งดูแต่ธุลีที่ตกไปฉันใด พระองค์ไม่ทรงกระทำอย่างนั้น.

บทว่า น จ อติเวลานุรกฺขี ความว่า เหมือนอย่างภิกษุบางรูปตั้งการรักษาไว้เกินประมาณ หรือฉันแล้วเช็ดน้ำที่บาตรแล้วสอดเข้าไปในระหว่างกลีบจีวร ถือบาตรแนบไปกับท้องนั่นเอง แต่พระศาสดาไม่ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้น.

บทว่า น จ อนุโมทนสฺส ความว่า ก็ภิกษุใดพอฉันเสร็จแล้ว เมื่อพวกเด็กๆ ร้องไห้อยู่ เพื่อจะกินข้าว พอเมื่อพวกคนหิว กินแล้วยังไม่มาเลย ก็เริ่มอนุโมทนา. ต่อแต่นั้น บางพวกก็ทิ้งงานทั้งสิ้นมา บางพวกยังไม่ทันมา. ผู้นี้ย่อมยังเวลาให้ล่วงไปเร็วนัก. แม้บางรูปเมื่อพวกคนมาไหว้แล้วนั่งลง เพื่อประโยชน์แก่อนุโมทนา ก็ยังไม่กระทำอนุโมทนา ตั้งถ้อยคำเฉพาะเป็นต้นว่า เป็นอย่างไร ติสสะ ปุสสะเป็นอย่างไร สุมนเป็นอย่างไร พวกท่านไม่เจ็บป่วยด้วยไข้หรือ ข้าวปลาดีไหม ดังนี้ ผู้นี้ชื่อว่า ทำเวลาแห่งการอนุโมทนาให้เสียไป. แต่เมื่อกล่าวในเวลาที่พวกคนรู้เวลาอาราธนาแล้ว ชื่อว่าไม่ทำเวลาให้เสียเกินไป พระศาสดาทรงทำอย่างนั้น.

บทว่า น ตํ ภตฺตํ ความว่า ไม่กล่าวติเตียนเป็นต้นว่า นี่ข้าวอะไรกันสวยนัก แฉะนัก.

บทว่า น อญฺญํ ภตฺตํ ความว่า ก็เมื่อจะกระทำอนุโมทนา ด้วยคิดว่า เราจักยังภัตรให้เกิดขึ้นเพื่อการบริโภคอันจะมีในวันพรุ่งนี้ หรือเพื่อวันต่อไป ชื่อว่าย่อมหวังภัตรอื่น. หรือภิกษุใดคิดว่าเราจะกระทำอนุโมทนา ต่อเมื่อพวกมาตุคามหุงข้าวสุกแล้ว แต่นั้นเมื่ออนุโมทนาของเรา พวกเขาจะให้ข้าวหน่อยหนึ่งจากข้าวที่ตนหุง แล้วจึงขยายอนุโมทนา แม้ภิกษุนี้ ก็ชื่อว่าย่อมหวัง. พระศาสดาไม่ทรงกระทำอย่างนั้น.

บทว่า น จ มุญฺจิตุกาโม ความว่า ก็บางรูปทิ้งบริษัทไว้ไปเสีย พวกภิกษุทั้งหลายจะต้องติดตามไปโดยเร็ว. แต่พระศาสดาไม่ทรงดำเนินไปอย่างนั้น. ทรงดำเนินไปอยู่ท่ามกลางบริษัท.

บทว่า อจฺจุกฺกฏฺฐํ ความว่า ก็รูปใดห่มจีวรยกขึ้นจนติดคาง รูปนั้นชื่อว่ารุ่มร่าม. รูปใดห่มจนคลุมข้อเท้าเทียว จีวรของรูปนั้นชื่อว่ารุ่มร่าม. แม้รูปใดห่มยกขึ้นจากข้างทั้งสองเปิดท้องไป จีวรของรูปนั้นก็ชื่อว่ารุ่มร่าม. รูปใดกระทำเฉวียงบ่าข้างหนึ่งเปิดนมไป รูปนั้นก็ชื่อว่ารุ่มร่าม. พระศาสดาไม่ทรงกระทำอาการอย่างนั้นทุกอย่าง.

บทว่า อลฺลีนํ ความว่า จีวรของภิกษุเหล่าอื่นชุ่มด้วยเหงื่อติดอยู่ฉันใด ของพระศาสดาย่อมไม่เป็นอย่างนั้น.

บทว่า อปกฏฺฐํ ความว่า พ้นจากกายไม่อยู่เหมือนผ้าสาฎกลื่น.

บทว่า วาโต ได้แก่ แม้ลมเวรัมภวาตตั้งขึ้นก็ไม่อาจจะให้ไหวได้.

บทว่า ปาทมณฺฑนานุโยคํ ความว่า ประกอบการทำพระบาทให้สวยงามมีการขัดสีพระกายด้วยอิฐเป็นต้น.

บทว่า ปกฺขาลิตฺวา (ทรงล้างแล้ว) ความว่า ทรงล้างพระบาทด้วยพระบาทนั่นเทียว. ท่านกล่าวบทว่า โส เนว อตฺตพฺยาพาธาย ไม่เพื่อเบียดเบียนพระองค์เองเป็นต้น เพราะมีปุพเพนิวาสญาณและเจโตปริยญาณ. แต่เห็นความมีอิริยาบถสงบ จึงกล่าวด้วยความคาดคะเนเอา.

บทว่า ธมฺมํ คือ ปริยัติธรรม.

บทว่า น อุสฺสาเทติ ความว่า ไม่กล่าวคำมีอาทิว่า แม้ท่านพระราชา ท่านมหากฎุมพีเป็นต้น แล้วยกยอด้วยสามารถแห่งความรักอาศัยเรือน.

บทว่า น อปสาเทติ ความว่า ไม่กล่าวคำมีอาทิว่า ท่านอุบาสก ท่านรู้ทางไปวิหารแล้วหรือ ท่านมาเพราะกลัวหรือ. ภิกษุไม่ปล้นของอะไรเอาหรอก ท่านอย่ากลัว หรือว่าท่านช่างมีชีวิตตระหนี่เหนียวแน่นอะไรอย่างนี้ แล้วรุกรานด้วยความรักอาศัยเรือน.

บทว่า วิสฺสฏฺโฐ ความว่า ไม่ข้อง คือไม่ขัด.

บทว่า วิญฺเญยฺโย คือ พึงรู้ได้ชัด ปรากฏ. คือพระสุรเสียงนั้นรู้ได้ชัดเจน เพราะสละสลวย.

บทว่า มญฺชุ คือ ไพเราะ.

บทว่า สวนีโย คือ สะดวกหู ก็เสียงนั้น ชื่อว่าน่าฟัง เพราะมีความไพเราะนั่นเอง.

บทว่า พินฺทุ คือ กลมกล่อม.

บทว่า อวิสารี คือ ไม่พร่า.

ก็เสียงนั้นไม่พร่าเพราะมีความกลมกล่อมนั่นเอง.

บทว่า คมฺภีโร คือ เกิดจากส่วนลึก.

บทว่า นินฺนาที คือ มีความกังวาล. ก็เสียงนั้น ชื่อว่ามีความกังวาล เพราะเกิดจากส่วนลึก.

บทว่า ยถา ปริสํ คือ ย่อมยังบริษัทที่เนื่องเป็นอันเดียวกันแม้มีจักรวาลเป็นที่สุด ให้เข้าใจได้.

บทว่า พหิทฺธา ความว่า ย่อมไม่ไปนอกจากบริษัท แม้มีประมาณเท่าองคุลี. เพราะเหตุไร เพราะเสียงที่ไพเราะเห็นปานนั้น มิได้ศูนย์ไปโดยใช่เหตุ. เสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมกระจายไปโดยที่สุดแห่งบริษัทด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อวโลกยมานา ความว่า คนทั้งหลายวางอัญชลีไว้เหนือเศียร แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังหันกลับมาไหว้ในที่ที่จะละการเห็นแล้วจึงไป.

บทว่า อวิชหนฺตา ความว่า ก็ผู้ใดฟังพระดำรัสแล้ว ลุกขึ้นยังกล่าวถ้อยคำที่ได้เห็นและได้ฟังเป็นต้นอย่างอื่นจึงไป นี้ชื่อว่าละไปโดยภาวะของตน. คนใดกล่าวสรรเสริญคุณธรรมกถาที่ได้ฟังแล้วจึงไป ผู้นี้ชื่อว่าไม่ละ ชื่อว่าย่อมหลีกไปโดยไม่ละไปด้วยอาการอย่างนี้.

บทว่า คจฺฉนฺตํ ความว่า เสด็จไปอยู่ดุจแท่งทองสูงถึง ๑๐๐ ศอก ด้วยสามารถแห่งยนต์คือสายฟ้า. บทว่า อทฺทสาม ฐิตํ ความว่า เราได้เห็นพระองค์ประทับยืนอยู่ประดุจภูเขาทองที่เขายกขึ้นตั้งไว้.

บทว่า ตโต จ ภิยฺโย ความว่า เมื่อไม่อาจจะกล่าวคุณให้พิสดารจึงย่อคุณที่เหลือลง กระทำเหมือนแล่งธนูและเหมือนกลุ่มด้าย กล่าวอย่างนั้น.

ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้

พระคุณของพระโคดมผู้เจริญนั้น ยังมิได้กล่าวมีมากกว่าคุณที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว เปรียบเหมือนมหาปฐพีและมหาสมุทรเป็นต้น หาที่สุดมิได้ หาประมาณมิได้ กว้างขวางประดุจอากาศฉะนั้นแล.

บทว่า อปฺปฏิสํวิทิโต ความว่า การมาโดยมิได้ทูลให้ทรงทราบ.

ก็ผู้จะเข้าหาบรรพชิต เข้าไปหาในเวลาที่บริกรรมจีวรเป็นต้น หรือในเวลาที่นุ่งผ้าผืนเดียวกำลังดัดสรีระ ก็จะต้องถอยกลับจากเหตุนั้นเทียว. แม้การปฏิสันถารก็จักไม่เกิดขึ้น. แต่เมื่อโอกาสท่านกระทำก่อนแล้ว ภิกษุกวาดที่พักในกลางวัน ห่มจีวรนั่งในที่อันสงัด. ผู้ที่มาเห็นอยู่ก็จะเลื่อมใสแม้ด้วยการเห็นท่าน การปฏิสันถารก็จะเกิดขึ้น ก็จะได้ทั้งปัญหาพยากรณ์ ทั้งธรรมกถา. เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงต้องรอโอกาส. และนั้นก็เป็นโอกาสอย่างใดอย่างหนึ่งของคนเหล่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงมีความคิดอย่างนั้น.

พรหมายุพราหมณ์ไม่กล่าวถึงความที่ตนเป็นผู้สูงเป็นต้น กล่าวอย่างนี้ว่า ชิณฺโณ วุฑฺโฒ เพราะเหตุไร. ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ทรงมีพระกรุณาเมื่อทรงทราบว่าเป็นผู้แก่แล้ว จักประทานโอกาสให้โดยเร็ว ฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนั้น.

บทว่า โอรมตฺถ โอกาสมกาสิ ความว่า บริษัทนั้นรีบลุกขึ้นแยกออกเป็น ๒ ฝ่ายให้โอกาส. บทว่า เย เม เท่ากับ เย มยา.

บทว่า นารีสมานสวฺหยา ความว่า มีชื่อเสมอด้วยนารีเป็นเพศหญิง ชื่อว่านารีสมานสวหยา เพราะอรรถว่าร้องเรียกตามเพศแห่งหญิงนั้น พึงกล่าวตามเพศแห่งหญิง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ฉลาดในโวหาร.

บทว่า ปหุตชิวฺโห ได้แก่ มีพระชิวหาใหญ่.

บทว่า นินฺนามเยตํ แปลว่า ขอพระองค์โปรดนำพระลักษณะนั้นออก.

บทว่า เกวลี คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณทั้งสิ้น.

บทว่า ปจฺจภาสิ ความว่า เมื่อถูกถามเพียงครั้งเดียว ก็ทรงพยากรณ์ คือได้ตรัสตอบปัญหาถึง ๘ ข้อ.

บทว่า โย เวที ความว่า ผู้ใดรู้ คือทราบภพเป็นที่อยู่อาศัยในกาลก่อนของผู้ใด ปรากฏแล้ว.

บทว่า สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ ความว่า ท่านกล่าวถึงทิพยจักษุญาณ.

บทว่า ชาติกฺ ขยํ ปตฺโต ได้แก่ บรรลุพระอรหัตต์แล้ว.

บทว่า อภิญญาโวสิโต ได้แก่ รู้ยิ่งแล้วซึ่งพระอรหัตต์นั้น เสร็จกิจแล้ว คือถึงที่สุดแล้ว.

บทว่า มุนี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยธรรมเครื่องความเป็นมุนี คืออรหัตตญาณ.

บทว่า วิสูทธํ ได้แก่ อันผ่องใส.

บทว่า มุตฺตํ ราเคหิ ความว่า พ้นจากราคกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า ปหีนชาติมรโณ ได้แก่ ชื่อว่าผู้ละความเกิดได้ เพราะถึงความสิ้นชาติแล้ว ชื่อว่าผู้ละมรณะได้แล้ว เพราะละชาติได้นั่นเอง.

บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ความว่า ผู้ประกอบด้วยคุณล้วนแห่งพรหมจรรย์ทั้งสิ้น. หมายความว่า ผู้ปกติอยู่ประพฤติพรหมจรรย์คือมรรค ๔ ทั้งสิ้น.

บทว่า ปารคู สพฺพธมฺมานํ ความว่า ผู้ถึงฝั่งด้วยความรู้ยิ่งซึ่งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรมทั้งปวง. อธิบายว่า รู้ยิ่งซึ่งสรรพธรรมอยู่.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปารคู ท่านกล่าวอรรถไว้ดังนี้ว่า ผู้ถึงฝั่งการกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ผู้ถึงฝั่งด้วยการละกิเลสทั้งปวง ผู้ถึงฝั่งด้วยภาวนาซึ่งมรรค ๔ ผู้ถึงฝั่งด้วยการกระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ผู้ถึงฝั่งด้วยการถึงพร้อมซึ่งสมาบัติทั้งปวง ด้วยคำเพียงเท่านี้. ท่านกล่าวการถึงฝั่งด้วยอภิญญา ด้วยคำว่า ธรรมทั้งปวง อีกแล.

บทว่า พุทฺโธ ตาที ปวุจฺจติ ความว่า ผู้เช่นนั้น คือผู้ถึงฝั่งด้วยอาการ ๖ ท่านเรียกว่าพระพุทธเจ้า เพราะเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ซึ่งสัจจธรรมทั้ง ๔ โดยอาการทั้งปวง.

ก็ปัญหาย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงวิสัชนาแล้วด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้หรือ.

ถูกแล้ว เป็นอันวิสัชนาเสร็จทุกข้อ.

คือทรงวิสัชนาปัญหาข้อที่หนึ่ง เพราะเป็นผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว ชื่อว่าพราหมณ์ ด้วยพระดำรัสว่า มุนีนั้นรู้จิตอันบริสุทธิ์ อันพ้นแล้วจากราคะทั้งหลายดังนี้. ด้วยพระดำรัสว่า ถึงฝั่ง ชื่อว่าถึงเวท เพราะจบเวทแล้ว นี้ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่สอง.

ด้วยบทเป็นต้นว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชื่อว่าผู้มีวิชชาสาม เพราะมีวิชชาสามเหล่านี้ ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่สาม. ด้วยพระดำรัสนี้ว่า พ้นจากราคะทั้งหลายโดยประการทั้งปวง นี้ชื่อว่าผู้มีความสวัสดี เพราะสลัดบาปธรรมออกได้ ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่สี่.

อนึ่ง ด้วยพระดำรัสนี้ว่า บรรลุถึงความสิ้นชาติ นี้ชื่อว่าย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่ห้า เพราะตรัสถึงพระอรหัตต์นั่นเทียว. ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่หก ด้วยพระดำรัสเหล่านี้คือว่า เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว และว่า ชื่อว่าผู้มีคุณครบถ้วนแห่งพรหมจรรย์. ด้วยพระดำรัสนี้ว่า ผู้นั้นชื่อว่ามุนี ผู้ยิ่งถึงที่สุดแล้ว ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่เจ็ด ด้วยพระดำรัสนี้ว่า ชื่อว่าถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวงบัณฑิตกล่าวว่า เป็นพุทธะผู้คงที่ ย่อมเป็นอันวิสัชนาปัญหาข้อที่แปด.

บทว่า ทานกถํ เป็นต้น ท่านให้พิสดารแล้วในพระสูตรก่อนนั่นเทียว.

บทว่า ได้บรรลุ คือ ถึงเฉพาะแล้ว.

บทว่า ธมฺมํ สานุธมฺมํ ความว่า อรหัตตมรรค ชื่อว่าธรรม ในพระสูตรนี้ มรรค ๓ และสามัญญผล ๓ ชั้นต่ำ ชื่ออนุธรรม สมควรแก่ธรรม. อธิบายว่า ได้มรรคและผลเหล่านั้นตามลำดับ.

ข้อว่าไม่เบียดเบียนเราให้ลำบาก เพราะเหตุแห่งธรรมเลย. ความว่า ไม่ยังเราให้ลำบากเพราะเหตุแห่งธรรมเลย. อธิบายว่า ไม่ให้เราต้องกล่าวบ่อยๆ.

คำที่เหลือในบททั้งปวงตื้นทั้งนั้น.

ก็ด้วยบทว่า ปรินิพฺพายิ ในบทนั้น พระองค์ทรงถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระอรหัตต์ทีเดียวแล. จบอรรถกถาพรหมายุสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ๒