๑
อรรถกถาแปลไทย
๗. อรรถกถาคณกโมคคัลลานสูตร
คณกโมคคัลลานสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในพระสูตรนั้นดังต่อไปนี้.
บทว่า ยาว ปจฺฉิมา โสปานกเฬวรา ได้แก่ จนกระทั่งพื้นบันไดขั้นแรก. พราหมณ์แสดงว่า ปราสาท ๗ ชั้นไม่อาจสร้างได้เพียงวันเดียว แต่ปรากฏการกระทำโดยลำดับ (ขั้นตอน) เริ่มแต่การแผ้วถางพื้นที่แล้วยกตั้งเสา จนกระทั่งเขียนภาพจิตรกรรม ในปราสาทนั้น.
ด้วยบทว่า ยทิทํ อชฺเฌเน พราหมณ์แสดงว่า พระเวทแม้ทั้ง ๓ ก็ไม่อาจเล่าเรียนได้โดยวันเดียวเท่านั้น ก็แม้ในการเล่าเรียนพระเวทเหล่านั้น ก็ย่อมปรากฏการกระทำโดยลำดับเช่นเดียวกัน.
ด้วย บทว่า อิสฺสตฺเถ พราหมณ์แสดงว่า แม้ในวิชาว่าด้วยอาวุธ ขึ้นชื่อว่านักแม่นธนู ก็ไม่อาจทำได้โดยวันเดียวเท่านั้น ก็แม้ในวิชาว่าด้วยอาวุธนี้ย่อมปรากฏการกระทำโดยลำดับ โดยการจัดแจงสถานที่และทำเป้า (สำหรับยิง) เป็นต้น.
บทว่า สงฺขาเน ได้แก่ โดยการนับ. ในข้อนั้น เมื่อแสดงการกระทำโดยลำดับด้วยตัวเอง จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า พวกข้าพระองค์ให้นับอย่างนี้.
ในคำที่ว่า เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ นี้ เพราะเหตุที่คนทั้งหลายเรียนศิลปในลัทธิภายนอก โดยประการใดๆ ย่อมกลายเป็นคนเกเรไปโดยประการนั้นๆ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเปรียบเทียบศาสนาของพระองค์ด้วยลัทธิภายนอก หากทรงเปรียบเทียบด้วยม้าอาชาไนยแสนรู้ จึงตรัสว่า เสยฺยถาปิ ดังนี้เป็นต้น. อันม้าอาชาไนยแสนรู้ ถูกเขาฝึกในเหตุใด ย่อมไม่ละเมิดเหตุนั้น แม้เหตุแห่งชีวิตฉันใด กุลบุตรผู้ปฏิบัติชอบในพระศาสนา ย่อมไม่ล่วงละเมิดขอบเขตแห่งศีล ฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า มุขาธาเน แปลว่า ที่เก็บปากม้า (บังเหียน)
บทว่า สติสมฺปชญฺญาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์คือความพร้อมเพรียงด้วยสติสัมปชัญญะทั้งหลาย. ก็เหล่าพระขีณาสพมี ๒ พวก คือสตตวิหารีและโนสตตวิหารี.
ในพระขีณาสพ ๒ พวกเหล่านั้น พระขีณาสพผู้สตตวิหารี แม้กระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะเข้าผลสมาบัติได้. ส่วนพระขีณาสพผู้เป็นโนสตตวิหารี เป็นผู้ขวนขวายกิจในกิจการมีประมาณเล็กน้อย ก็ไม่อาจแนบสนิทผลสมาบัติได้.
ในข้อนั้นมีเรื่องดังต่อไปนี้ เป็นตัวอย่าง.
ได้ยินว่า พระขีณาสพองค์หนึ่งพาสามเณรขีณาสพองค์หนึ่งไปอยู่ป่า ในการอยู่ป่านั้น เสนาสนะตกถึงพระมหาเถระ ไม่ถึงสามเณร. พระเถระวิตกถึงเรื่องนั้น ไม่อาจทำแนบสนิทผลสมาบัติได้แม้แต่วันเดียว. ส่วนสามเณรทำเวลาทั้ง ๓ เดือนให้ล่วงไปด้วยความยินดีในผลสมาบัติ ถามพระเถระว่า ท่านขอรับ การอยู่ป่าเป็นความสบายหรือ? พระเถระกล่าวว่า ไม่เกิดความสบายดอกเธอ. ดังนั้น เมื่อจะทรงแสดงว่า พระขีณาสพแม้เห็นปานนั้น อาจเข้าสมาบัติได้โดยนึกถึงธรรมเหล่านี้ ตั้งแต่ตอนต้นทีเดียว จึงตรัสว่า สติสมฺปชญฺญาย จ ดังนี้.
บทว่า เยเม โภ โคตม ความว่า ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตกำลังตรัสอยู่นั่นแล นัยว่า บุคคลเหล่านี้ย่อมไม่สำเร็จ ดังนี้ เกิดขึ้นแก่พราหมณ์ เมื่อจะแสดงนัยนั้น จึงเริ่มกล่าวอย่างนี้.
____________________________
ปรมชฺชธมฺเมสูติ อชฺชธมฺมา นาม ฉสตฺถารธมฺมา, เตสุ โคตมวาโทว
ปรโม อุตฺตโมติ อตฺโถ
บทว่า ปรมชฺชธมฺเมสุ ความว่า ธรรมของครูทั้ง ๖ ชื่อว่าธรรมอย่างแพะ และวาทะของพระโคดมสูงสุดอย่างยิ่งในธรรมเหล่านั้น.
@เชิงอรรถในฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๔ หน้า ๘๔ :
@ อัชชธรรม แปลว่า ธรรมซึ่งมีอยู่ขณะนี้ หมายถึงลัทธิของครูทั้ง ๖ (ม.อุ.อ. ๓/๗๘/๔๗)
นัยว่า
บทว่า ปรมชฺชธมฺเมสุ ความว่า ธรรมของครูทั้ง ๖ ชื่อว่าธรรมซึ่งมีอยู่ขณะนี้ และวาทะของพระโคดมสูงสุดอย่างยิ่งในธรรมเหล่านั้น.
____________________________
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคณกโมคคัลลานสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------