This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๑๕

Other items in this volume

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ โอฆตรณสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ นิโมกขสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อุปเนยยสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อัจเจนติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ กติฉินทิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ ชาครสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ สุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ มานกามสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ อรัญญสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นันทนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นันทิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นัตถิปุตตสมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ ขัตติยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ สกมานสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ นิททาตันทิสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ ทุกกรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ หิริสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ กุฏิกาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรคที่ ๒ สมิทธิสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ สัตติสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ผุสติสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ชฏาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ มโนนิวารณสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ อรหันตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ ปัชโชตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ สรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ มหัทธนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ จตุจักกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรคที่ ๓ เอณิชังคสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สัพภิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ มัจฉริยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สาธุสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ นสันติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สัทธาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สมยสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ สกลิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อาทิตตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ กินททสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อันนสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ เอกมูลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อโนมิยสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ อัจฉราสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ วนโรปสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ เชตวนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ มัจฉริสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรคที่ ๕ ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ชราสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ อชรสาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ มิตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ วัตถุสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ปฐมชนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ทุติยชนสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ตติยชนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ อุปปถสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ ทุติยสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ชราวรรคที่ ๖ กวิสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ นามสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ จิตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ ตัณหาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ สัญโญชนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ พันธนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อัพภาหตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อุฑฑิตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ ปิหิตสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ อิจฉาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อันธวรรคที่ ๗ โลกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ฆัตวาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ รถสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ วิตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ วุฏฐิสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ภีตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ นชีรติสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ อิสสรสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ กามสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ปาเถยยสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ ปัชโชตสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต ฆัตวาวรรคที่ ๘ อรณสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ปฐมกัสสปสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ทุติยกัสสปสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค มาฆสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค มาคธสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ทามลิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค กามทสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค ตายนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค จันทิมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต ปฐมวรรค สุริยสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ จันทิมสสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ เวณฑุสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ ทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ นันทนสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ จันทนสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ วาสุทัตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ สุพรหมสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ กกุธสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อุตตรสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สิวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เขมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ เสรีสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ชันตุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ โรหิตัสสสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นันทสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นันทิวิสาลสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ สุสิมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวปุตตสังยุต นานาติตถิยวรรคที่ ๓ นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ทหรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ปุริสสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ราชสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ปิยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อัตตรักขิตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อัปปกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ อรรถกรณสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ มัลลิกาสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ ยัญญสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ พันธนสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ชฏิลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปัญจราชสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ โทณปากสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ธีตุสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยอัปปมาทสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ ปุคคลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ อัยยิกาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ โลกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ อิสสัตถสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรคที่ ๓ ปัพพโตปมสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ตโปกรรมสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นาคสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุภสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมปาสสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยปาสสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สัปปสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุปปติสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นันทนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมอายุสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยอายุสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปาสานสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สีหสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สกลิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฏิรูปสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ มานสสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปัตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อายตนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปิณฑิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ กัสสกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ รัชชสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สัมพหุลสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สมิทธิสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ โคธิกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ สัตตวัสสสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ตติยวรรคที่ ๓ มารธีตุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อาฬวิกาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต โสมาสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต โคตมีสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วิชยาสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อุบลวรรณาสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต จาลาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต อุปจาลาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต สีสุปจาลาสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต เสลาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วชิราสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อายาจนสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ คารวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พรหมเทวสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ พกสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อปราทิฏฐิสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปมาทสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ปฐมโกกาลิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ติสสกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ตุทุพรหมสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ สนังกุมารสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ เทวทัตตสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อันธกวินทสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ อรุณวตีสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พรหมสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปรินิพพานสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ ธนัญชานีสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อักโกสกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อสุรินทกสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ พิลังคิกสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อหิงสกสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ ชฏาสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ สุทธิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ อัคคิกสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ สุนทริกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑ พหุธิติสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ กสิสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ อุทัยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ เทวหิตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มหาศาลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มานัตถัทธสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ ปัจจนิกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ นวกรรมิกสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ กัฏฐหารสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ มาตุโปสกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ ภิกขกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ สังครวสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒ โขมทุสสสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต นิกขันตสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อรติสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต เปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต อานันทสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สุภาษิตสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต สารีปุตตสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต ปวารณาสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต ปโรสหัสสสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต โกณฑัญญสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต โมคคัลลานสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต คัคคราสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วังคีสสังยุต วังคีสสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วิเวกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อุปัฏฐานสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กัสสปโคตตสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัมพหุลสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อานันทสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อนุรุทธสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต นาคทัตตสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต กุลฆรณีสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต วัชชีปุตตสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต สัชฌายสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต อโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต มัชฌันติกสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค วนสังยุต ปทุมปุบผสูตรที่ ๑๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อินทกสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สักกสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สูจิโลมสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต มณิภัททสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สานุสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปิยังกรสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปุนัพสุสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สุทัตตสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปฐมสุกกาสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ทุติยสุกกาสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต จีราสูตรที่ ๑๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อาฬวกสูตรที่ ๑๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุวีรสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุสิมสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ธชัคคสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ เวปจิตติสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สุภาษิตชยสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ กุลาวกสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ นทุพภิยสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ วิโรจนอสุรินทสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ อารัญญกสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ สมุททกสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมเทวสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยเทวสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ตติยเทวสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทฬิททสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ รามเณยยกสูตรที่ ๕สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ยชมานสูตรที่ ๖สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ วันทนสูตรที่ ๗สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ปฐมสักกนมัสนสูตรที่ ๘สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ทุติยสักกนมัสนสูตรที่ ๙สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต ทุติยวรรคที่ ๒ ตติยสักกนมัสนสูตรที่ ๑๐สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ ฆัตวาสูตรที่ ๑สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ ทุพรรณิยสูตรที่ ๒สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ มายาสูตรที่ ๓สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ อัจจยสูตรที่ ๔สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สักกสังยุต สักกปัญจกะที่ ๓ อักโกธสูตรที่ ๕

Scripture

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ อุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕

อรรถกถาแปลไทย

78 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕

พึงทราบวินิจฉัยในอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕ ต่อไป :-

บทว่า อุชฺฌานสญฺญิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษ.

อธิบายว่า เทวโลก ชื่อว่าอุชฌานสัญญี ซึ่งแยกออกไปจากเทวโลกอื่นนั้นมิได้มี ก็แต่ว่า เทวดาเหล่านี้อาศัย (การ) บริโภคปัจจัย ๔ ของพระตถาคตเจ้า แล้วมาเพ่งโทษอยู่.

ได้ยินว่า เทวดานั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมพึงกล่าวลวงให้มีความสันโดษด้วยบังสุกุลจีวร ด้วยคำข้าวที่หามาได้ด้วยการบิณฑบาต ด้วยการอยู่เสนาสนะโคนไม้ ด้วยยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า และย่อมกล่าวยกย่องบุคคลผู้ยังกิจนั้นให้สำเร็จสุดยอด แต่พระองค์เองทรงจีวรอันประณีตมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อละเอียดชนิดดีเป็นต้น ย่อมเสวยโภชนะอันเลิศอันสมควรแก่พระราชา ย่อมบรรทมบนที่นอนอันประเสริฐในพระคันธกุฎีอันควรเป็นวิมานของเทพ ย่อมเสวยเภสัชทั้งหลายมีเนยใสเนยข้นเป็นต้น ย่อมแสดงธรรมแก่มหาชนในกลางวัน ถ้อยคำของพระองค์กับการกระทำของพระองค์เป็นไปคนละอย่างดังนี้ จึงมาโพนทะนามุ่งหมายเพ่งโทษพระตถาคตเจ้า ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหเถระทั้งหลายจึงเรียกชื่อเทวดาเหล่านั้นว่า อุชฌานสัญญิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษดังนี้.

บทว่า อญฺญถา สนฺตํ แปลว่า มีอยู่โดยอาการอย่างอื่น คือได้แก่เป็นไปโดยอาการอย่างอื่น.

บทว่า นิกจฺจ แปลว่า ลวงแล้ว ได้แก่ลวงด้วยการหลอกลวงเขากิน.

บทว่า กิตวสฺเสว นี้ เทวดากล่าวว่า เหมือนนายพรานนกลวงจับนก.

จริงอยู่ นายพรานนกนั้น เมื่ออยู่ในที่มิใช่พุ่มไม้ ก็เข้าไปแสดงเหมือนลักษณะแห่งพุ่มไม้โดยปกปิดตนด้วยกิ่งและใบไม้เป็นต้น ยังนกทั้งหลายมีนกยูงและนกกระทาเป็นต้นให้ตาย กระทำการเลี้ยงภรรยา.

บุคคลผู้โกหกปกปิดอัตภาพด้วยผ้าบังสุกุล ลวงมหาชนเพราะความที่ตนเป็นคนฉลาดในการพูด เคี้ยวกินอยู่เที่ยวไป การกินนั้นของบุคคลนั้นดังขโมยทั้งการบริโภคปัจจัย ๔ แม้ทั้งหมดก็ดุจขโมย เหมือนการกินเนื้อนกของนายพรานนกผู้ลวงนกอย่างนี้.

เทวดากล่าวด้วยการลวงนี้ด้วยประการฉะนี้ โดยหมายเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า.

บทว่า ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา แปลว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลนั้น.

อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ว่า บุคคลนี้เป็นผู้กระทำการลวงหรือไม่ลวงดังนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดาเหล่านั้นสำคัญอยู่ว่า แม้พระตถาคตของพวกเรานั่นแหละเป็นผู้รู้ จึงกล่าวแล้วอย่างนั้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า

นยิทํ ภาสิตมตฺเตน เอกนฺตสวเนน วา อนุกฺกมิตเว สกฺกา ยายํ ปฏิปทา ทฬฺหา ยาย ธีรา ปมุจฺจนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา น เว ธีรา ปกุพฺพนฺติ วิทิตฺวา โลกปริยายํ อญฺญาย นิพฺพุตา ธีรา ติณฺณา โลกา วิสตฺติกํ. ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ ด้วยเหตุสักว่าพูด

หรือฟังส่วนเดียว บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มี

ฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทา

อันมั่นคง บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายทราบความ

เป็นไปของโลกแล้ว รู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส ข้าม

ตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว ย่อมไม่พูดโดย

แท้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยายํ ปฏิปทา ทฬฺหา อธิบายว่า ปฏิปทานี้ คือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. จริงอยู่ บุคคลทั้งหลายมีปัญญา คือบัณฑิตทั้งหลายผู้มั่นคง เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมารได้ด้วยปฏิปทาใด บุคคลไม่อาจเพื่อหยั่งลง คือเพื่อปฏิบัติปฏิปทานั้นโดยสักแต่พูดหรือสักแต่ฟัง.

บทว่า น เว ธีรา ปกุพฺพนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายรู้แจ้งแล้วซึ่งปริยายแห่งโลก (วิธีการพูดของสัตว์โลก) และรู้แล้วซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขารโลก เพราะรู้สัจธรรม ๔ จึงนิพพานแล้วด้วยกิเลสนิพพาน เป็นผู้ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก ย่อมไม่กระทำอย่างนี้.

อธิบายว่า เราย่อมไม่พูดคำเห็นปานนี้.

ในลำดับนั้นแหละ เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน หมอบลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ทูลว่า อจฺจโย โน ภนฺเต อจฺจคมา เป็นต้น

แปลความว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ โทษของพวกข้าพระองค์

ได้ล่วงเกินไปแล้ว พวกข้าพระองค์เหล่าใด เป็นพาลอย่างไร

เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร เป็นผู้ไม่ฉลาดอย่างไร ได้สำคัญแล้ว

ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพวกเราพึงรุกราน ข้าแต่พระผู้มี

พระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอดโทษของ

พวกข้าพระองค์นั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.

บทว่า ปฐวิยํ ปติฏฺฐหิตฺวา แปลว่า ยืนบนแผ่นดิน.

อธิบายความว่า กรรมอันไม่สมควรอันพวกข้าพระองค์ทำแล้ว พวกข้าพระองค์ใช้คำพูดเรียกพระองค์ผู้ไม่ทำกรรมอย่างนั้นด้วยวาทะว่ากระทำ เหตุนี้แหละ พวกข้าพระองค์ละอายอยู่ ทั้งไม่ทำความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจผู้เป็นราวกะมหาพรหม กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจกองอัคคีให้ไม่สบายพระทัย ทำการนมัสการอยู่ ก้าวลงจากอากาศแล้ว ยืนอยู่บนแผ่นดิน.

บทว่า อจฺจโย แปลว่า โทษ ได้แก่ความผิดพลาด.

บทว่า โน อจฺจคฺคมา แปลว่า ของพวกข้าพเจ้าผู้ล่วงเกินแล้ว.

อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าล่วงเกินแล้วโทษนั้นครอบงำข้าพระองค์ให้เป็นไป.

บทว่า อปสาเทตพฺพํ แปลว่า อันพวกเราพึงรุกราน.

อธิบายว่า อันพวกข้าพระองค์พึงทำให้พระองค์ขัดพระทัยได้.

ได้ยินว่า เทวดานั้นกระทบกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยกายและด้วยวาจา. การไม่ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า แล้วยังยืนอยู่ในอากาศนี้ ชื่อว่ากระทบกระทั่งด้วยกาย. เมื่อเทวดาเหล่านั้นกล่าววาจาอันเป็นวาทะของอสัตบุรุษมีประการต่างๆ เหมือนคนชั่วนำโล่มาป้องกันตัว ชื่อว่ากระทบกระทั่งด้วยวาจา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่าพวกเทวดาเหล่านั้นกล่าวว่า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายได้สำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้อันบุคคลพึงรุกรานได้.

บทว่า ปฏิคฺคณฺหาตุ แก้เป็น ขมตุ แปลว่า โปรดอดโทษ.

บทว่า อายตึ สํวราย แปลว่า เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป.

อธิบายว่า เพื่อความสำรวมในอนาคต และเพื่อไม่กระทำความผิด ความประทุษร้าย ความติเตียนเห็นปานนี้อีก.

ลำดับนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ ในข้อนี้อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงพระองค์ผู้มีการฝึกอันยอดเยี่ยมแล้ว จึงแสดงลักษณะแห่งความยินดี.

ถามว่า เพราะเหตุไร.

ตอบว่า ได้ยินว่า พวกเทวดาเหล่านั้นบอกให้พระองค์ยกโทษให้แก่พวกเทวดาโดยภาวะของตน ย่อมกระทำพระตถาคตเจ้าซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้เป็นโลกิยมหาชนเช่นกับคนธรรมดาคนหนึ่ง.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ โดยประสงค์ว่า เราจักแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้าก่อน แล้วจักอดโทษในภายหลัง โดยถ้อยคำที่จะกล่าวข้างหน้า.

บทว่า ภิยฺโยโส มตฺตาย แก้เป็น อติเรกปฺปมาเณน แปลว่า โดยประมาณยิ่ง.

บทว่า อิมํ คาถํ อภาสิ แปลว่า เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้.

อธิบายว่า เทวดาองค์หนึ่งมีความสำคัญว่า พระศาสดานี้ทรงกริ้วพวกเรา จึงได้กล่าวแล้ว.

บทว่า น ปฏิคฺคณฺหาติ แก้เป็น น ขมติ แปลว่า ย่อมไม่อดโทษ คือย่อมไม่อดกลั้น.

บทว่า โกปนฺตโร แปลว่า บุคคลมีความโกรธอันเกิดขึ้นแล้วในภายใน.

บทว่า โทสครุ แปลว่า มีความเคืองจัด คือถือเอาโทษหนักอยู่.

บทว่า ส เวรํ ปฏิมุจฺจติ แปลว่า ย่อมประสบเวร.

อธิบายว่า บุคคลนั้นคือผู้เห็นปานนี้ ย่อมประสบเวร ย่อมตั้งไว้ ย่อมไม่สละซึ่งเวรนั้นในตน เหมือนบุคคลคั้นฝีที่อักเสบ.

บทว่า อจฺจโย เจ น วิชฺเชถ แปลว่า หากว่า โทษไม่พึงมี.

อธิบายว่า ถ้าว่ากรรมคือการล่วงเกินไม่พึงมีไซร้.

บทว่า โน จีธ อปหตํ สิยา แปลว่า ความผิดก็ไม่พึงมี.

อธิบายว่า ผิว่า ชื่อว่าความพลั้งพลาดไม่พึงมี.

บทว่า เกนีธ กุสโล สิยา แปลว่า ในโลกนี้ ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร.

อธิบายว่า ผิว่าเวรทั้งหลายไม่พึงสงบไซร้ ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร.

บทว่า กสฺสจฺจยา แปลว่า โทษทั้งหลายของใครไม่พึงมี คือได้แก่โทษที่ก้าวล่วงทางวาจาของใครไม่มี ความผิดพลาดของใครไม่มี ใครเล่าย่อมไม่ประสบความหลงใหล ใครเล่าชื่อว่าเป็นบัณฑิตตลอดกาลเป็นนิตย์ทีเดียว.

ได้ยินว่า การกระทำความแย้มให้ปรากฏของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เพื่อจะตรัสคาถานี้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงดำริว่า บัดนี้ เราจักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า แล้วจักอดโทษแก่พวกเทวดา จึงตรัสคำว่า ตถาคตสฺส พุทฺธสฺส สพฺพภูตานุกมฺปิโน เป็นต้น

แปลความว่า

โทษทั้งหลายไม่มี ความผิดก็ไม่มีแก่พระตถาคตนั้น

ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง พระตถาคต

นั้นย่อมไม่ถึงความหลงใหล พระตถาคตนั้นย่อมเป็น

ผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง เมื่อท่านแสดง

โทษอยู่ หากบุคคลใดมีความโกรธอยู่ในภายใน มี

ความเคืองจัด ย่อมไม่อดโทษให้บุคคลนั้น ย่อม

ประสบเวร เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่

ท่านทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคตสฺส อธิบายว่า พระนามว่าตถาคต ด้วยการณะทั้งหลายมีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตถา อาคโตติ ตถาคโต แปลว่า ชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน.

บทว่า พุทฺธสฺส อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามอันได้แล้วอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งการแต่งตั้งด้วยวิโมกขันติญาณ โดยการณะทั้งหลายมีการตรัสรู้สัจจะ ๔ เป็นต้น.

บทว่า อจฺจยํ เทสยนฺตีนํ แปลว่า เมื่อท่านแสดงโทษอยู่.

อธิบายว่า คำใดที่ท่านทั้งหลายกล่าวแก่บุคคลผู้แสดงโทษอยู่ บุคคลนั้นย่อมประสบเวร เพราะฉะนั้น คำนั้นเป็นอันท่านกล่าวดีแล้ว ก็แต่ว่า เราย่อมไม่ยินดี ไม่ปรารถนาเวร.

บทว่า ปฏิคฺคณฺหามิ โวจฺจยํ แก้เป็น ตุมฺหากํ อปราธํ ขมามิ แปลว่า เราย่อมอดโทษแก่พวกเธอ ดังนี้แล.

จบอรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร