This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation36 lines1 editions

อรรถกถากุณฑลิยสูตรที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัยในกุณฑลิยสูตรที่ ๖

บทว่า อารามนิยาทิ ได้แก่ ชื่อว่าเที่ยวไปในอาราม เพราะอาศัยอารามเป็นที่ไป.

บทว่า ปริสาวจโร ได้แก่ เที่ยวไปในบริษัท. คนพาลบ้าง บัณฑิตบ้าง มารวมกันอยู่ ชื่อว่าบริษัท. ส่วนผู้ใดย่อมสามารถเพื่อย่ำยีวาทะของคนอื่นแล้ว จึงแสดงวาทะของตนได้ ผู้นี้ชื่อว่าเที่ยวไปในบริษัท.

บทว่า อาราเมน อารามํ ความว่า ข้าพเจ้าเดินไปเนืองๆ สู่อารามจากอาราม. อธิบายว่า มิได้เดินไปภายนอก.

แม้ในอุทยานก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ในข้อนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า เข้าไปสู่อารามหนึ่ง จากอารามหนึ่ง เข้าไปสู่อุทยานหนึ่ง จากอุทยานหนึ่ง.

บทว่า อิติวาทปฺปโมกฺขานิสํสํ ความว่า วาทะดังนี้ การเปลื้องวาทะดังนี้ โดยนัยนี้ว่า การถามมีอย่างนี้ การตอบมีอย่างนี้ การถือเอาความอย่างนี้ ไขความอย่างนี้ ดังนี้ นั่นเป็นอานิสงส์.

บทว่า อุปารมฺภานิสํสํ ได้แก่ มีโทษในวาทะเป็นอานิสงส์อย่างนี้ว่า นี้เป็นโทษในการถาม นี้เป็นโทษในการตอบ ดังนี้.

บทว่า กถํ ภาวิโต กุณฺฑลิย อินฺทฺริยสํวโร ความว่า พระศาสดาทรงรู้ว่า ก็ปริพาชกถามฐานะมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เขาไม่อาจเพื่อจะถามอีก เมื่อทรงถาม จึงทรงเริ่มเทศนานี้ด้วยพระองค์โดยทรงดำริว่า คราวแรก เทศนานี้ไม่เป็นไปต่อเนื่องกัน บัดนี้ เราจักให้เทศนานี้ถึงการต่อเนื่องกัน ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า มนาปํ นาภิชฺฌายติ ได้แก่ ย่อมไม่เพ่งอารมณืที่น่าปรารถนา.

บทว่า นาวิหึสติ ได้แก่ ย่อมไม่ขึ้งเคียดด้วยความยินดี อันมีอามิส.

บทว่า ตสฺส ฐิโต จ กาโย โหติ ฐิตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ ความว่า นามกายและจิตของเธอคงที่อยู่ภายในอารมณ์.

บทว่า สุสณฺฐิตํ ได้แก่ มั่นคงด้วยดีด้วยอำนาจกัมมัฏฐาน.

บทว่า สุวิมุตฺตํ ได้แก่ หลุดพ้นดีแล้วด้วยกัมมัฏฐาน.

บทว่า อมนาปํ ได้แก่ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา.

บทว่า น มงฺกุ โหติ ได้แก่ ย่อมไม่เก้อในรูปนั้น.

บทว่า อปฺปติฏฺฐิตจิตฺโต ได้แก่ มีจิตไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส.

บทว่า อาทินฺนามานโส ได้แก่ มีจิตอันกิเลสยึดถือด้วยอำนาจโทมนัสไม่ได้.

บทว่า อพฺยาปนฺนเจตโส ได้แก่ มีจิตไม่ตั้งอยู่ด้วยอำนาจโมหะ.

ในบทว่า เอวมฺภาวิโต โข กุณฺฑลิย อินฺทฺริยสํวโร เอวํ พหุลีกโต ตีณิ สุจริตานิ ปริปูเรติ นี้ พึงทราบการยังสุจริตให้บริบูรณ์อย่างนี้.

ทุจริตทั้งหลายมี ๑๘ ในทวาร ๖ เหล่านี้ก่อน.

ถามว่า มีได้อย่างไร.

ตอบว่า เมื่อไม่ให้ส่วนกายและวาจาหวั่นไหว เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนามาสู่คลองในจักขุทวารครั้งแรก แต่ยังความโลภให้เกิดขึ้นในอารมณ์นั้น จัดเป็นมโนทุจริต. เมื่อพูดด้วยจิตประกอบด้วยความโลภว่า โอหนอ สิ่งนี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจดังนี้ จัดเป็นวจีทุจริต เมื่อเอามือจับต้องสิ่งนั้นเท่านั้น จัดเป็นกายทุจริต.

แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ส่วนความต่างกันดังนี้. ด้วยว่า เมื่อจับต้องเครื่องดนตรีมีสังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้น อันเป็นอนามาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของสัททารมณ์ในโสตทวาร จับต้องของหอมและดอกไม้เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของคันธารมณ์ในฆานทวาร. จับต้องปลาและเนื้อเป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของรสารมณ์ในชิวหาทวาร. จับต้องจีวรเป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของโผฏฐัพพารมณ์ ในกายทวาร เมื่อจับต้อง เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมารมณ์ด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ ในมโนทวาร พึงทราบว่า กายทุจริต แต่เมื่อว่าโดยย่อ ในข้อนี้มีทุจริตสามเท่านั้น คือ การละเมิดทางกายในทวาร ๖ จัดเป็นกายทุจริต การละเมิดทางวาจา จัดเป็นวจีทุจริต การละเมิดทางใจ จัดเป็นมโนทุจริต.

ส่วนภิกษุนี้ มั่นคงอยู่ในการพิจารณาภาวนาของตนย่อมประพฤติสุจริตเหล่านี้ให้เป็นสุจริตธรรม.

ถามว่า ประพฤติอย่างไร.

ตอบว่า เมื่อไม่ยังส่วนกายและวาจาให้เคลื่อนไหว เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนามาสู่คลองในจักขุทวารครั้งแรก ปรารถนาอยู่ซึ่งวิปัสสนาอันมีรูปเป็นอารมณ์ จัดเป็นมโนสุจริต. เมื่อพูดด้วยจิตอันประกอบด้วยวิปัสสนาว่า มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จัดเป็นวจีสุจริต. เมื่อไม่จับต้องด้วยคิดว่า สิ่งนี้เป็นอนามาส จัดเป็นกายสุจริต.

แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ว่าโดยพิสดาร สุจริตมี ๑๘ ด้วยทวารที่เหลือด้วยประการฉะนี้

แต่โดยสังเขปในข้อนี้ มีสุจริตสามเท่านั้น คือ การสำรวมทางกายในทวาร ๖ จัดเป็นกายสุจริต. การสำรวมทางวาจาจัดเป็นวจีสุจริต. การสำรวมทางใจจัดเป็นมโนสุจริต. ความสำรวมอินทรีย์อย่างนี้ พึงทราบว่า ย่อมยังสุจริตสามให้บริบูรณ์. ท่านกล่าวถึงอินทรียสั่งวรศีล อันศีลตามรักษาแล้ว ด้วยเหตุประมาณเท่านี้.

ในบทเป็นต้นว่า กายทุจฺจริตํ ปหาย ได้แก่ กายทุจริต ๓ อย่าง วจีทุจริต ๔ อย่าง มโนทุจริต ๓ อย่าง. พึงทราบกายสุจริตเป็นต้นด้วยอำนาจตรงกันข้ามกับกายทุจริตเป็นต้นนั้น.

ด้วยคำประมาณเท่านี้ย่อมเป็นอันท่านกล่าวถึงปาฏิโมกขศีลด้วยการสำรวมทางกายและทางวาจา. ศีลสามด้วยการสำรวมทางใจ ย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วถึงจตุปาริสุทธศีล.

ส่วนในสูตรนี้ทั้งสิ้น พึงทราบว่าท่านกล่าวสติปัฏฐานมีสุจริตเป็นมูลว่า คลุกเคล้าด้วยโลกุตระ. สติปัฏฐานเป็นมูลแห่งโพชฌงค์ ๗ ว่าเป็นบุพภาค. โพชฌงค์มีสติปัฏฐานเป็นมูล แม้เหล่านั้นว่าเป็นบุพภาค. ส่วนโพชฌงค์ซึ่งเป็นมูลแห่งวิชชาและวิมุตติ พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่าเป็นโลกุตระแท้.

จบอรรถกถากุณฑลิยสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร