This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation31 lines1 editions

อรรถกถาอุปปฏิกสูตรที่ ๑๐

อุปปฏิกสูตรที่ ๑๐. ยถาธรรมเทศนาที่ไม่จำเป็นต้องแสดง พึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นสูตรที่นอกเหนือไปจากลำดับ (ไม่เข้าลำดับ) เหมือนอย่างสูตรที่เหลือในอินทริยวิภังค์แม้ที่กล่าวแล้วตามลำดับนี้.

ในสูตรที่ ๑๐ นั้น คำทั้งหมดเป็นต้นว่า นิมิต เป็นคำใช้แทนปัจจัยนั่นเอง.

คำว่า และย่อมรู้ชัดทุกขินทรีย์ คือ ย่อมรู้ด้วยอำนาจทุกขสัจนั่นเอง.

คำว่า ทุกฺขินฺทริยสมุทยํ คือ วิญญาณที่สหรคตด้วยทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ถูกหนามตำเอง ถูกเรือดกัด หรือถูกรอยย่นที่ปูนอนกระทบ ย่อมรู้ชัดสิ่งนั้นว่าเป็นเหตุให้เกิดขึ้นพร้อมของทุกขินทรีย์นั้น.

พึงทราบสมุทัยด้วยอำนาจเหตุแห่งอินทรีย์เหล่านั้น แม้ในบทเป็นต้นว่า โทมนสสินฺทริยสมุทยํ ข้างหน้า.

โทมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจความฉิบหายแห่งสังขารข้างนอกมีบาตรและจีวรเป็นต้น หรือแห่งเหล่าสัตว์มีสัทธิวิหาริกเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ ย่อมรู้ชัดความฉิบหายแห่งสังขารและสัตว์เหล่านั้นว่าเป็นสมุทัยแห่งโทมนัสสินทรีย์นั้น.

ผู้ที่กินอาหารอย่างดีแล้ว นอนบนที่นอนอย่างประเสริฐ ย่อมเกิดสุขินทรีย์ขึ้นด้วยการสัมผัสมีการนวดมือและเท้าและลมที่เกิดจากพัดใบตาลเป็นต้น ย่อมรู้ชัดผัสสะนั้นว่าเป็นเหตุของสุขินทรีย์นั้น.

ส่วนโสมนัสสินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจการได้เฉพาะสัตว์และสังขารที่น่าชื่นใจมีประการที่กล่าวมาแล้ว ย่อมรู้ชัดการได้เฉพาะนั้นว่าเป็นเหตุแห่งโสมนัสสินทรีย์นั้น.

ส่วนอุเบกขินทรีย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการที่เป็นกลางๆ ย่อมรู้ชัดอาการที่เป็นกลางๆ ในสัตว์และสังขารนั้นว่าเป็นเหตุแห่งอุเบกขินทรีย์นั้น.

ก็แหละคำชี้ขาดไปพร้อมๆ กันในคำว่า ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับสิ้นไปโดยไม่มีเหลือในที่ใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเป็นต้น ดังต่อไปนี้

แท้จริง ทุกขินทรีย์ย่อมดับสิ้นไปในขณะอุปจาระแห่งฌานที่ ๑ ทีเดียว ทุกขินทรีย์ย่อมเป็นอันละได้แล้ว. โทมนัสเป็นต้นย่อมดับสิ้นไปในอุปจารขณะแห่งฌานที่ ๒ เป็นต้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ความดับสิ้นไปในฌานทั้งหลายนั่นเองนี้แล (ก็ย่อมมี) เพราะความที่โทมนัสเป็นต้นเหล่านั้นดับสิ้นไปเป็นอย่างยิ่ง.

จริงอยู่ ความดับสิ้นไปเป็นอย่างยิ่งแห่งโทมนัสเป็นต้นเหล่านั้น ก็คือความดับสิ้นไปอย่างยิ่งด้วยอุปจารขณะ.

จริงอย่างนั้น ความเกิดขึ้นแห่งทุกขินทรีย์แม้ที่ดับสิ้นไปแล้วในอุปจาระแห่งฌานที่ ๑ ซึ่งมีอาวัชชนจิตต่างๆ ด้วยสัมผัสแห่งเหลือบยุงและลมเป็นต้น ด้วยความอบอ้าวที่ไม่คงที่ หรือด้วยมีดพร้า หรือว่าทุกขินทรีย์ที่ดับสิ้นไปแล้วในอุปจาระในภายอัปปนาก็ไม่ใช่ และทุกขินทรีย์นั้นก็ไม่ใช่ดับหมดไปอย่างดีด้วย.

แต่กายย่อมเป็นสุข น่าใคร่อย่างทั่วถึงด้วยการแผ่ปีติไปภายในอัปปนา เพราะไม่ถูกสิ่งที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกำจัดได้ ชื่อว่าเป็นสุขแม้เพราะความเป็นของที่น่าใคร่. ทุกขินทรีย์จึงชื่อว่าย่อมดับลงไปอย่างดี เพราะถูกฝ่ายตรงกันข้ามกำจัดไป.

และเพราะเมื่อโทมนัสสินทรีย์ถูกละในอุปจาระแห่งฌานที่ ๒ ซึ่งมีอาวัชชนจิตแตกต่างกันนั่นแหละ ฉะนั้น โทมนัสสินทรีย์นั้น เมื่อมีความลำบากกาย และใจถูกเบียดเบียนเพราะความตรึกตรองเป็นปัจจัย ก็เกิดขึ้น เพราะไม่มีความตรึกตรองนั่นแหละสุขินทรีย์จึงเกิดขึ้นก็และเกิดขึ้นในที่ใด ในที่นั้น ก็เป็นอัปปนาเพราะไม่มีความตรึกตรอง.

ก็ความตรึกตรองย่อมเกิดขึ้นในอุปจาระแห่งฌานที่ ๒ ก็ไม่ใช่เกิดในฌานที่สองเลยเพราะละปัจจัยได้แล้ว แม้เมื่อสุขินทรีย์ถูกละในอุปจาระแห่งฌานที่ ๓ ก็อย่างนั้น พึงมีการเกิดขึ้นแห่งกายที่รูปอันประณีตซึ่งมีปีติเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้ว แต่หาใช่เกิดขึ้นในฌานที่ ๓ ไม่. เพราะปีติอันเป็นปัจจัยแห่งสุขดับไปหมดแล้วด้วยฌานที่สาม ในอุปจาระแห่งฌานที่ ๔ ก็เหมือนกัน เพราะยังไม่มีอุเบกขาที่ถึงอัปปนา เหตุว่าอยู่ใกล้โสมนัสสินทรีย์ที่แม้จะละได้แล้ว ก็อาจจะมีการเกิดขึ้นได้ เพราะยังก้าวล่วงไม่ได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่ใช่เกิดขึ้นในฌานที่ ๔ เลย เพราะฉะนั้น ในฌานที่ ๔ นี้ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วจึงดับไปโดยไม่เหลือ การถือเอาโดยไม่เหลือในฌานนั้นๆ ท่านได้ทำแล้วดังที่ว่ามานี้.

ก็คำใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่นี้ว่า ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น ในคำนั้นก็พึงทราบใจความอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อประโยชน์การเกิดขึ้น ฉะนั้น บุคคลเป็นผู้ได้ ก็ย่อมน้อมจิตไปเพื่อประโยชน์การเข้าถึง.

ก็แลวาระการพิจารณาในสองสูตรนี้ พระองค์ได้ตรัสไว้ดังที่กล่าวมานี้.

จบอรรถกถาอุปปฏิกสูตรที่ ๑๐ จบสุขินทริยวรรควรรณนาที่ ๔ -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. สุทธกสูตร

๒. โสตาปันนสูตร

๓. อรหันตสูตร

๔. สมณพราหมณสูตรที่ ๑

๕. สมณพราหมณสูตรที่ ๒

๖. วิภังคสูตรที่ ๑

๗. วิภังคสูตรที่ ๒

๘. วิภังคสูตรที่ ๓

๙. อรหันตสูตร

๑๐. อุปปฏิกสูตร. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ๑