๒
อรรถกถาแปลไทย
อธิกรณวรรคที่ ๒ อรรถกถาสูตรที่ ๑
อธิกรณวรรคที่ ๒ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า พลานิ ความว่า ชื่อว่าพละ ด้วยอรรถอะไร. ชื่อว่าพละ ด้วยอรรถว่าไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหวั่นไหว คือด้วยอรรถว่าครอบงำได้ยาก และย่ำยีไม่ได้.
บทว่า ปฏิสงฺขานพลํ ได้แก่ กำลังคือการพิจารณา.
บทว่า ภาวนาพลํ ได้แก่ กำลัง คือการพอกพูน คือกำลังคือการพัฒนา.
บทว่า สุทฺธํ อตฺตานํ นี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า ตตฺร ได้แก่ ในพละ ๒ อย่างนั้น.
บทว่า ยทิทํ ตัดบทเป็น ยํ อิทํ นี้ใด.
บทว่า เสขเมตํ พลํ ความว่า ภาวนาพละนั่น ได้แก่กำลังญาณของพระเสขะ ๗ จำพวก.
บทว่า เสขํ หิ โส ภิกฺขเว พลํ อาคมฺม ความว่า ปรารภ หมาย คืออาศัยกำลังญาณของพระเสขะ ๗ จำพวก.
บทว่า ปชหติ ความว่า ละได้ด้วยมรรค.
ด้วยบทว่า ปหาย นี้ตรัสถึงผล.
บทว่า ยํ ปาปํ ความว่า สิ่งใดเป็นบาป คือลามก.
ก็เพราะบุคคลเจริญพละทั้ง ๒ อย่างเหล่านี้แล้วจึงบรรลุพระอรหัตได้ ฉะนั้น พึงทราบว่าพละชั้นยอดเยี่ยม มิได้ทรงจัดไว้ในที่นี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑
อรรถกถาสูตรที่ ๒
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ในบทว่า สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ เป็นต้น มีพรรณนาความของบทที่ยังมิได้มีมาในหนหลัง ดังนี้.
บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ ได้แก่ อาศัยวิเวก.
ความสงัด ชื่อว่าวิเวก. วิเวกดังกล่าวนี้มี ๕ อย่างคื่อ ตทังควิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวกและนิสสรณวิเวก.
ในวิเวก ๕ อย่างนั้น ในบทว่า วิเวกนิสฺสิตํ พึงทราบเนื้อความว่า
ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยตทังควิเวก อาศัยสมุจเฉทวิเวกและอาศัยนิสสรณวิเวก. จริงอย่างนั้น พระโยคีผู้บำเพ็ญสติสัมโพชฌงคภาวนา ในขณะวิปัสสนาย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อาศัยตทังควิเวกโดยกิจ อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัชฌาสัย แต่ในขณะมรรคอาศัยสมุจเฉทวิเวกโดยกิจ อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยวิเวกทั้ง ๕ อย่างก็มี.
จริงอยู่ อาจารย์เหล่านั้นมิใช่ยกโพชฌงค์ทั้งหลายขึ้นในขณะแห่งพลววิปัสสนา มรรคและผลจิตอย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกสิณฌาน อานาปานสติ อสุภกัมมัฏฐานและพรหมวิหารฌานซึ่งเป็นบาทแห่งวิปัสสนาก็ยกขึ้นด้วย แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายก็ไม่ปฏิเสธ ฉะนั้น ตามมติของอาจารย์เหล่านั้น ในปวัตติขณะแห่งฌานเหล่านั้นอาศัยวิกขัมภนวิเวกโดยกิจเท่านั้น เหมือนอย่างที่กล่าวว่า ในขณะวิปัสสนาอาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัชฌาสัยฉันใด ก็ควรจะกล่าวว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยปฏิปัสสัทธิวิเวกก็ได้ฉันนั้น.
แม้ในสติสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิราคะเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
ธรรมมีวิราคะเป็นต้น มีในอรรถว่าสงัดเหมือนกัน.
ก็ความสละในบทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ นี้ มี ๒ อย่างเท่านั้น คือความสละโดยบริจาค ๑ ความสละโดยแล่นไป ๑.
ใน ๒ อย่างนั้น บทว่า ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค ได้แก่ การละกิเลสอย่างชั่วขณะในวิปัสสนาขณะ และอย่างเด็ดขาดในมรรคขณะ.
บทว่า ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค ได้แก่ การแล่นไปสู่พระนิพพาน โดยน้อมไปในพระนิพพานนั้นในวิปัสสนาขณะ แต่ในมรรคขณะ โดยทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์.
ความสละทั้ง ๒ อย่างนั้น ย่อมใช้ได้ในสติสัมโพชฌงค์ ซึ่งระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระนี้ ตามนัยที่มาในอรรถกถา.
จริงอย่างนั้น สติสัมโพชฌงค์นี้ย่อมสละกิเลส แล่นไปสู่พระนิพพานโดยประการดังกล่าวแล้ว.
อนึ่ง ด้วยคำทั้งสิ้นว่า โวสฺสคฺคปริณามึ นี้ ท่านอธิบายว่า ตั้งอยู่ในความสละ คือที่กำลังน้อมไปก็น้อมไป และที่กำลังจะแก่กล้าก็แก่กล้าไป. ก็ภิกษุผู้บำเพ็ญโพชฌงคภาวนานี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ โดยประการที่สติสัมโพชฌงค์จะแก่กล้าและแก่กล้าแล้ว เพื่อโวสสัคคะคือความสละกิเลส เพื่อโวสสัคคะคือแล่นไปสู่พระนิพพาน.
แม้ในโพชฌงค์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
ก็พระนิพพานนี้แหละ ท่านกล่าวว่าวิเวก เพราะสงัดจากสังขตธรรมทุกอย่าง กล่าวว่าวิราคะ เพราะสำรอกสังขตธรรมทุกอย่าง กล่าวว่านิโรธ เพราะเป็นธรรมที่ดับสังเขตธรรม.
ก็มรรคนั่นแหละ ชื่อว่าน้อมไปในความสละ เพราะฉะนั้น ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก โดยทำวิเวกให้เป็นอารมณ์เป็นไป อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธก็เหมือนกัน และสติสัมโพชฌงค์นั้นแลน้อมไปแล้ว แก่กล้าแล้ว โดยสละกิเลสเหตุละได้อย่างเด็ดขาด ในขณะอริยมรรคเกิดขึ้น โดยแล่นไปสู่พระนิพพานนั่นเอง.
พึงเห็นเนี้อความนี้ดังกล่าวมาฉะนี้แล.
แม้ในโพชฌงค์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระด้วยประการฉะนี้.
ความเป็นเลิศในพละ ๒ แม้เหล่านี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒
อรรถกถาสูตรที่ ๓
ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
เนื้อความพระบาลีของฌาน ๔ ว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ เป็นต้นและนัยแห่งภาวนา ได้กล่าวไว้พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรคโดยประการทั้งปวงทีเดียว.
ก็ฌาน ๔ เหล่านี้ ภิกษุรูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการให้จิตแน่วแน่ รูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการเป็นบาทแห่งวิปัสสนา รูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการเป็นบาทแห่งอภิญญา รูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการเป็นบาทแห่งนิโรธ รูปหนึ่งเจริญเพื่อความวิเศษแห่งภพ.
แต่ในสูตรนี้ฌาน ๔ เหล่านั้น ทรงประสงค์เป็นบาทแห่งวิปัสสนา.
จริงอยู่ ภิกษุนี้เข้าถึงฌานเหล่านี้แล้วออกจากสมาบัติ พิจารณาสังขาร กำหนดเหตุปัจจัยและกำหนดนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย ประชุมอินทรีย์ พละและโพชฌงค์ บรรลุพระอรหัต.
ฌานเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสระคนกันทั้งที่เป็นโลกิยะและที่เป็นโลกุตระ.
อนึ่ง ความเป็นเลิศในพละ ๒ แม้นี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓
อรรถกถาสูตรที่ ๔
ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ด้วยบทว่า สงฺขิตฺเตน จ วิตฺถาเรน จ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมเทศนามี ๒ เท่านั้น คือ ธรรมเทศนาโดยสังเขป ธรรมเทศนาโดยพิสดาร.
ใน ๒ อย่างนั้น เทศนาที่ตรัสแสดงเฉพาะหัวข้อ ชื่อเทศนาโดยสังเขป. เทศนาที่ตรัสแยกแยะหัวข้อนั้นๆ ชื่อเทศนาโดยพิสดาร. อีกอย่างหนึ่ง เทศนาที่ทรงตั้งหัวข้อก็ตาม ไม่ทรงตั้งก็ตาม ตรัสแยกแยะโดยพิสดาร ชื่อว่าเทศนาโดยพิสดาร.
ในเทศนา ๒ อย่างนั้น เทศนาโดยสังเขป ตรัสแก่บุคคลที่มีปัญญามาก. เทศนาโดยพิสดาร ตรัสแก่บุคคลที่มีปัญญาน้อย. เพราะเทศนาโดยพิสดารย่อมเป็นเหมือนเนิ่นช้าอย่างยิ่งแก่ผู้มีปัญญามาก. เทศนาโดยสังเขปย่อมเป็นเหมือนกระต่ายกระโดดแก่ผู้มีปัญญาน้อย ไม่อาจจับต้นชนปลายได้.
อนึ่ง เทศนาโดยสังเขป ตรัสแก่บุคคลประเภทอุคฆติตัญญู. เทศนาโดยพิสดาร ตรัสแก่บุคคล ๓ ประเภทนอกนี้ (วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ). พระไตรปิฏกทั้งสิ้นย่อมนับเข้าข้อนี้ว่า เทศนาโดยสังเขป เทศนาโดยพิสดารนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๔
อรรถกถาสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ยสฺมึ ภิกฺขเว อธิกรเณ ความว่า ในอธิกรณ์ใด ในบรรดาอธิกรณ์ ๔ เหล่านี้ คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์.
บทว่า อาปนฺโน จ ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุผู้ต้องอาบัติ.
บทว่า ตเสฺมตํ ตัดบทเป็น ตสฺมึ เอตํ แปลว่า ในอธิกรณ์นั้น ข้อที่พึงหวังนั้น.
บทว่า ทีฆตฺตาย ได้แก่ เพื่อตั้งอยู่ตลอดกาลนาน.
บทว่า ขรตฺตาย ได้แก่ เพื่อกล่าววาจาหยาบอย่างนี้ว่า ทาส เหี้ย จัณฑาล ช่างสาน.
บทว่า วาฬตฺตาย ได้แก่ เพื่อความร้าย คือประหารด้วยก้อนหิน ก้อนดิน และท่อนไม้เป็นต้น.
บทว่า ภิกฺขู จ น ผาสุํ วิหริสฺสนฺติ ความว่า เมื่อภิกษุวิวาทกัน ภิกษุที่ประสงค์จะเรียนอุเทศหรือปริปุจฉา หรือประสงค์จะบำเพ็ญเพียรเหล่านั้นจักอยู่ไม่ผาสุก. เมื่อภิกษุสงฆ์ทำอุโบสถหรือปวารณา ภิกษุที่มีความต้องการอุเทศเป็นต้น ย่อมไม่อาจเรียนอุเทศเป็นต้นได้ พวกภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาย่อมไม่เกิดจิตมีอารมณ์เดียว แต่นั้นก็ไม่อาจให้คุณวิเศษบังเกิดได้ ภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุกด้วยอาการอย่างนี้แล.
ในบทว่า น ทีฆตฺตาย เป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อิธ แปลว่า ในศาสนานี้.
บทว่า อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ แปลว่า พิจารณาอยู่อย่างนี้.
บทว่า อกุสลํ ในข้อว่า อกุสฺลํ อาปนฺโน นี้ ทรงหมายถึงอาบัติ. ความว่า ต้องอาบัติ.
บทว่า กิญฺจิเทว เทสํ ความว่า มิใช่อาบัติทั้งหมดทีเดียว แต่เป็นอาบัติบางส่วนเท่านั้น. อธิบายว่า อาบัติบางอย่าง.
บทว่า กาเยน ได้แก่ กรัชกาย.
บทว่า อนตฺตมโน แปลว่า มีจิตไม่ยินดี.
บทว่า อนตฺตมนวาจํ แปลว่า วาจาไม่น่ายินดี.
บทว่า มเมว แปลว่า แก่เราผู้เดียว.
บทว่า ตตฺถ แปลว่า ในเหตุนั้น.
บทว่า อจฺจโย อจฺจคมา ความว่า ความผิดได้ล่วงเกินย่ำยี (ข้าพเจ้า) ข้าพเจ้าผู้เดียวมีความผิดในเรื่องนี้.
บทว่า สุงฺกทายิกํว ภณฺฑสฺมึ ความว่า เมื่อนำสินค้าเลี่ยงด่านภาษี ความผิดย่อมตกอยู่แก่ผู้นำสินค้าเลี่ยงภาษี เขาแหละเป็นผู้ผิดในเรื่องนั้น ไม่ใช่พระราชา ไม่ใช่ราชบุรุษ.
ท่านอธิบายว่า ผู้ใดนำสินค้าเลี่ยงด่านภาษีที่พระราชาทรงตั้งไว้ พวกราชบุรุษเอาเกวียนนำผู้นั้นพร้อมด้วยสินค้ามาแสดงแก่พระราชา โทษไม่มีแก่ด่านภาษี ไม่มีแก่พระราชา ไม่มีแก่พวกราชบุรุษ แต่โทษมีแก่ผู้เลี่ยงด่านภาษีนี้เท่านั้น
ภิกษุรูปนั้นก็ฉันนั้นนั่นแล ต้องอาบัติใดแล้วในเรื่องนั้น อาบัตินั้นไม่มีโทษ ภิกษุผู้โจทก์ก็ไม่มีโทษ แต่ภิกษุผู้ต้องอาบัติรูปนั้นเท่านั้นมีโทษด้วยเหตุ ๓ ประการ.
ด้วยว่า เธอมีโทษด้วยความเป็นผู้ต้องอาบัติบ้าง. มีโทษด้วยความที่ภิกษุผู้เป็นโจทก์ไม่พอใจบ้าง มีโทษด้วยเมื่อมีผู้ไม่พอใจ บอกอาบัติแก่ผู้อื่นบ้าง. แต่สำหรับภิกษุผู้โจทก์ เธอได้เห็นภิกษุนั้นต้องอาบัติ ในข้อนั้นไม่มีโทษ แต่มีโทษเพราะโจทก์ด้วยความไม่พอใจ แม้ไม่ใส่ใจถึงข้อนั้น ภิกษุนี้ก็พิจารณาเห็นโทษของตน ชื่อว่าย่อมใคร่ครวญอย่างนี้ว่า เป็นอย่างนี้ โทษในกรณีนั้น ย่อมตกอยู่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียว ดุจโทษเพราะสินค้าที่นำเลี่ยงภาษีมาฉะนั้น.
ในทุติยวาร พึงประกอบเนี้อความว่า โทษ ๒ อย่าง คือ ภิกษุผู้โจทก์ไม่พอใจ ๑ จำเลยถูกโจทด้วยความไม่พอใจ ๑ โทษล่วงเกินกันด้วยอำนาจโทษ ๒ อย่างนั้น.
คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๖
ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อญฺญตโร ได้แก่ พราหมณ์คนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ.
บทว่า เยน ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้น พึงทราบเนี้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ใด พราหมณ์เข้าไปเฝ้าในที่นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนี้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พวกเทวดาและมนุษย์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุใด พราหมณ์เข้าไปเฝ้าด้วยเหตุนั้น.
ก็พราหมณ์นั้นควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุอะไร. ด้วยความประสงค์บรรลุคุณวิเศษนานัปการ เหมือนฝูงนกเข้าหาต้นไม้ใหญ่ที่ออกผลเป็นนิจ ด้วยความต้องการกินผลไม้อร่อยๆ.
อนึ่ง บทว่า อุปสงฺกมิ ท่านอธิบายว่าไปแล้ว.
บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นคำแสดงถึงความสิ้นสุดของการเข้าไปเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ผู้ที่ไปอย่างนี้ ไปยังที่ใกล้กว่านั้น กล่าวคือใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ ความว่า พราหมณ์แม้นั้นได้มีความชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพราหมณ์ถึงเรื่องพอทนได้เป็นต้น คือได้ถึงความชื่นชมอย่างเดียวกัน เหมือนน้ำร้อนกับน้ำเย็น.
ก็กถาชื่อสัมโมทนียะ เพราะให้เกิดความชื่นชมกล่าวคือปีติและปราโมทย์ และเพราะภาวะที่ควรชื่นชม ซึ่งชื่นชมด้วยคำเป็นต้นว่า พอทนหรือ ท่านพระโคดมพอเป็นไปได้หรือ ท่านพระโคดมและสาวกของท่านพระโคดม มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย กระปรี้กระเปร่า มีกำลัง อยู่สบายดีหรือ. ชื่อสาราณียะ เพราะสมควรให้ระลึกถึงกันตลอดกาลนาน ระลึกอยู่เรื่อยๆ และเพราะภาวะที่ควรระลึก เพราะมีความไพเราะทั้งอรรถะและพยัญชนะ. ชื่อว่าสัมโมทนียะ เพราะเป็นสุขเมื่อฟัง. ชื่อว่าสาราณียะ เพราะเป็นสุขเมื่อระลึกถึง.
อนึ่ง ชื่อว่าสัมโมทนียะ เพราะพยัญชนะบริสุทธิ์. ชื่อว่าสาราณียะ เพราะอรรถะบริสุทธิ์ พราหมณ์เสร็จการกล่าวสัมโมทนียกถา สาราณียกถา คือให้จบสิ้นโดยอเนกปริยายอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว ประสงค์จะทูลถามเรื่องที่ตนมา จึงนั่งลง ณ ที่อันสมควร.
ศัพท์ว่า เอกมนฺตํ แสดงภาวนปุงสกะ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่เท่ากัน ดังนี้ ฉะนั้น พึงทราบเนี้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า นั่งอย่างที่ผู้นั่งนั่งในที่อันสมควร.
อีกอย่างหนึ่ง บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า นิสีทิ ได้แก่ เข้าไปใกล้. ธรรมดาคนฉลาดเข้าไปหาผู้ที่มีฐานะเป็นครู ย่อมนั่งในที่อันสมควร ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องนั่ง. และพราหมณ์นี้ก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาคนฉลาดเหล่านั้น ฉะนั้นจึงนั่ง ณ ที่อันสมควร.
ถามว่า นั่งอย่างไรจึงชื่อว่านั่ง ณ ที่อันสมควร.
แก้ว่า นั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ อย่าง.
โทษของการนั่ง ๖ อย่าง อะไรบ้าง.
โทษของการนั่ง ๖ อย่าง คือ ไกลเกินไป ใกล้เกินไป นั่งเหนือลม นั่งที่สูง นั่งตรงหน้าเกินไป นั่งข้างหลังเกินไป.
ผู้นั่งไกลเกินไป ถ้าต้องการจะพูดก็ต้องพูดเสียงดัง. นั่งใกล้เกินไป ย่อมจะเสียดสี. นั่งเหนือลม ย่อมจะเบียดเบียนด้วยกลิ่นตัว. นั่งที่สูง ย่อมประกาศว่าไม่เคารพ. นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะสบตากัน. นั่งข้างหลังเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะต้องยื่นคอดู.
เพราะฉะนั้น พราหมณ์แม้นี้จึงนั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ อย่างเหล่านี้ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นั่งลง ณ ที่อันสมควร.
บทว่า เอตทโวจ ความว่า คำถามมี ๒ อย่าง คือ คำถามของคฤหัสถ์ ๑ คำถามของบรรพชิต ๑. ใน ๒ อย่างนั้น คำถามของคฤหัสถ์มาโดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล. คำถามของบรรพชิตมาโดยนัยนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้หรือหนอแล.
ก็พราหมณ์นี้เมื่อจะถามคำถามของคฤหัสถ์ซึ่งสมควรแก่ตน จึงได้กราบทูลคำนี้ คือคำเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บททั้งสองว่า เหตุปจฺจโย นี้เป็นคำแสดงไขถึงเหตุนั่นเอง.
บทว่า อธมฺมจริยา วิสมจริยาเหตุ แปลว่า เพราะเหตุแห่งความประพฤติไม่เรียบร้อย กล่าวคือความประพฤติผิดธรรม. อธิบายว่า เพราะความประพฤตินั้นเป็นเหตุ เพราะความประพฤตินั้นเป็นปัจจัย.
ในบทนั้นมีอรรถของบทดังนี้
ความประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ชื่อว่าความประพฤติผิดธรรม อธิบายว่า การกระทำที่ไม่เป็นธรรม ความประพฤติที่ไม่เรียบร้อย หรือความประพฤติซึ่งกรรมอันไม่เรียบร้อย เหตุนั้น จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย. ความประพฤติไม่เรียบร้อยนั่นด้วย เป็นความประพฤติผิดธรรมด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย เป็นความประพฤติผิดธรรม.
แม้ในธรรมฝ่ายขาว ก็พึงทราบเนี้อความโดยอุบายนี้.
แต่โดยใจความในที่นี้ พึงทราบว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความประพฤติผิดธรรม. กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าความประพฤติเรียบร้อย กล่าวคือความประพฤติถูกธรรม.
อภิกฺกนฺต ศัพท์ ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ โภ โคนม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม นี้ แปลว่า สิ้นไป ดี งาม และน่าอนุโมทนายิ่ง.
แปลว่าสิ้นไป ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อภิกฺกนฺตา ภนฺเต รตฺติ นิกฺขนฺโต ปฐโม ยาโม จิรนิสินฺโน ภิกฺขุสงฺโฆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้นไปแล้ว ปฐมยามล่วงไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งนานแล้ว.
แปลว่าดี ได้ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคล ๔ คนเหล่านี้ คนนี้ดีกว่าและประณีตกว่า.
แปลว่างาม ได้ในคาถาเป็นต้นว่า
ใครมีวรรณะงามยิ่งนัก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ รุ่งเรือง
ด้วยยศ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ไหว้เท้าของเรา.
แปลว่า น่าอนุโมทนายิ่ง ได้ในคำเป็นต้นว่า น่าอนุโมทนายิ่ง พระเจ้าข้า.
แม้ในที่นี้ อภิกฺกนฺตศัพท์ ก็แปลว่า น่าอนุโมทนายิ่งนั่นแล. และเพราะแปลว่า น่าอนุโมทนายิ่ง ฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านอธิบายไว้ว่า ดียิ่ง พระโคดมผู้เจริญ ดังนี้.
ท่านผู้รู้ย่อมพูดซ้ำ เพราะความกลัว โกรธ
สรรเสริญ รีบด่วน ตื่นตระหนก ร่าเริง โศก
และเลื่อมใส.
ก็ อภิกฺกนฺตศัพท์นี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าว ๒ ครั้งในที่นี้ ด้วยอำนาจความเลื่อมใส และด้วยอำนาจความสรรเสริญ ตามลักษณะดังกล่าวมานี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่าปรารถนายิ่ง คือน่าพอใจยิ่ง. อธิบายว่า ดียิ่ง.
ในสองศัพท์นั้น ด้วย อภิกฺกนฺตศัพท์หนึ่ง พราหมณ์ชมเทศนา อีกศัพท์หนึ่งชมความเลื่อมใสของตน.
แลในที่นี้มีอธิบายดังนี้ว่า พราหมณ์ชมพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมาย เอาเนื้อความ ๒ เนื้อความว่า ดียิ่ง พระโคดมผู้เจริญ คือธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญดียิ่ง และข้าพระองค์เลื่อมใสก็เพราะอาศัยเทศนาของพระโคดมผู้เจริญ. พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญดียิ่ง เพราะดียิ่ง เพราะให้บรรลุคุณ.
พึงประกอบเหมือนกัน ด้วยบทมีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะให้เกิดศรัทธา เพราะให้เกิดปัญญา เพราะมีอรรถ เพราะมีพยัญชนะ เพราะบทตื้น เพราะอรรถลึก เพราะสะดวกหู เพราะถึงใจ เพราะไม่ยกตน เพราะไม่ข่มท่าน เพราะเย็นด้วยกรุณา เพราะตรัสด้วยปัญญา เพราะเป็นทางที่น่ารื่นรมย์ เพราะข่มศัตรูได้ เพราะสบายแก่ผู้ฟัง เพราะน่าพิจารณา และเพราะเกื้อกูล.
แม้ต่อจากนั้น ก็ยังชมเทศนาด้วยอุปมาถึง ๔ ข้อทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ ได้แก่ ตั้งคว่ำหน้า หรือเอาหน้าไว้ล่าง.
บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย แปลว่า หงายหน้า.
บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ ปกปิดด้วยหญ้าเป็นต้น.
บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า หงายหน้าขึ้น.
บทว่า มูฬฺหสฺส ได้แก่ คนหลงทิศ.
บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า จูงมือไปบอกว่าทางนี้.
บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ มืด ๔ อย่าง คือ แรม ๑๔ ค่ำ เที่ยงคืน ไพรสัณฑ์ทึบ เมฆหนา.
เนื้อความของบทที่ยากเท่านี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้
พระโคดมผู้เจริญให้ข้าพระองค์ผู้หันหลังให้พระสัทธรรม ตกอยู่ในอสัทธรรม ออกจากอสัทธรรมได้ เหมือนคนบางคนหงายของที่คว่ำ ทรงเปิดคำสอนที่ถูกมิจฉาทิฏฐิปกปิดจำเดิมแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะอันตรธาน เหมือนเปิดของที่ปิด ทรงทำให้แจ้งซี่งทางสวรรค์และนิพพานแก่ข้าพระองค์ผู้ดำเนินทางชั่วทางผิด เหมือนบอกทางแก่คนหลง ทรงประกาศธรรมแก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงชูประทีปคือเทศนา กำจัดความมืดคือโมหะที่ปกปิดพระรัตนตรัยนั้นแก่ข้าพระองค์ผู้จมอยู่ในที่มืดคือโมหะ ไม่เห็นรูปแห่งพุทธรัตนะเป็นต้น เหมือนคนส่องประทีปน้ำมันในที่มืด. เพราะทรงประกาศโดยปริยายเหล่านี้ เป็นอันทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย.
พราหมณ์ชมเทศนาอย่างนี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเพราะเทศนานี้ เมื่อกระทำอาการของผู้ที่เลื่อมใส จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เอสาหํ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ ตัดบทเป็น เอโส อหํ แปลว่า ข้าพระองค์นี้.
บทว่า ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอถึง คือคบ เสพ นั่งใกล้ ซึ่งพระโคดมผู้เจริญ ด้วยความประสงค์นี้ว่า พระโคดมผู้เจริญเป็นที่พึ่ง เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เป็นผู้กำจัดความชั่ว และเป็นผู้ประทานประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์. อธิบายว่า ทราบ คือรู้อย่างนี้.
ก็ธาตุเหล่าใดมีความว่าไป ธาตุเหล่านั้นมีความว่ารู้ ก็มี ฉะนั้นความของบทว่า คจฺฉามิ นี้ ท่านจึงกล่าวว่า ชานามิ พุชฺฌามิ ข้าพระองค์ทราบ คือรู้ ดังนี้.
ในบทว่า ธมฺมญจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะทรงเหล่าสัตว์ผู้บรรลุมรรค และทำนิโรธให้แจ้ง ปฏิบัติตามคำสั่งสอน ไม่ให้ตกไปในอบาย ๔. โดยอรรถ ได้แก่อริยมรรคและพระนิพพาน.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เรากล่าวว่าเป็นยอดของสังขตธรรมเหล่านั้น.
ว่าโดยพิสดาร มิใช่แต่อริยมรรคและพระนิพพานเท่านั้น ที่ชื่อว่าธรรมที่จริง แม้ปริยัติธรรมกับอริยผล ก็ชื่อว่าธรรม.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ในฉัตตมาณเวกวิมานวัตถุว่า
ราควิราคมเนชมโสกํ ธมฺมมสงฺขตมปฺปฏิกูลํ มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ ธมฺมมิมํ สรณตฺถมุเปหิ. เธอจงเข้าถึงธรรมเครื่องสำรอกราคะ ไม่หวั่นไหว
ไม่เศร้าโศก เป็นอสังขตธรรม ไม่ปฏิกูล งาม
คล่องแคล่ว จำแนกไว้ดีแล้วนี้ ว่าเป็นสรณะเถิด.
บทว่า ราควิราโค ในที่นี้ ตรัสหมายถึงมรรค.
บทว่า อเนชมโสกํ ได้แก่ ผล. ธมฺมมสงฺขตํ ได้แก่ นิพพาน.
บทว่า อปฺปฏิกูลํ มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ ได้แก่ ธรรมขันธ์ทั้งหมดที่จำแนกเป็น ๓ ปิฏก. ชื่อว่าสงฆ์ เพราะเกี่ยวเนื่องกันโดยทิฏฐิและศีล. สงฆ์นั้น โดยอรรถได้แก่กลุ่มพระอริยบุคคล ๘.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ในวิมานวัตถุนั้นแหละว่า
ยตฺถ จ ทินฺนมหปฺผลมาหุ จตูสุ สุจีสุ ปุริสยุเคสุ อฏฺฐ จ ปุคฺคลธมฺมทสา เต สงฺฆมิมํ สรณตฺถมุเปหิ. เธอจงเข้าถึงสงฆ์ คือ คนสะอาด ๔ คู่ เป็นพระอริยบุคคล ๘
ซึ่งบัณฑิตกล่าวว่า ทานที่ถวายท่านแล้วมีผลมากนี้ ว่าเป็น
สรณะเถิด.
หมู่แห่งภิกษุทั้งหลาย ชื่อภิกษุสงฆ์. พราหมณ์ประกาศการถึงสรณะ ๓ ประการด้วยคำเพียงเท่านี้.
เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์เหล่านั้น แม้ในที่นี้ก็ควรทราบวิธีนี้ว่า สรณคมน์ของผู้ที่ถึงสรณะมี ๒ ประเภท คือสรณคมน์ประเภท ๑ อานิสงส์แห่งสรณคมน์ประเภท ๑.
คือ อย่างไร.
พึงทราบโดยเนื้อความของบทก่อน ชื่อว่าสรณะ เพราะอรรถว่ากำจัด. อธิบายว่า ฆ่าเครื่องเศร้าหมองรอบๆ คือ ความสะดุ้ง ความทุกข์และทุคติ ทำให้พินาศ ด้วยสรณคมน์นั่นแหละของผู้ที่ถึงสรณะ.
คำว่า สรณคมน์ นี้เป็นชื่อของพระรัตนตรัย.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าพุทธ เพราะกำจัดภัยของเหล่าสัตว์ ด้วยให้สิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นไปให้ออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์. ชื่อว่าธรรม เพราะยกสัตว์ให้ข้ามจากกันดารคือภพ และเพราะทำความเบาใจแก่สัตว์โลก. ชื่อว่าสงฆ์ เพราะทำสักการะแม้มีประมาณน้อย กลับได้ผลไพบูลย์.
ฉะนั้น พระรัตนตรัยจึงเป็นสรณะ โดยปริยายแม้นี้ จิตตุปบาทที่กำจัดกิเลสได้ด้วยความเลื่อมใสและความเคารพพระรัตนตรัยนั้น ที่เป็นไปโดยอาการ คือ ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเบื้องหน้า ชื่อว่าสรณคมน์ สัตว์ที่มีความพร้อมเพรียงด้วยสรณคมน์นั้น ถึงสรณะคือถึงรัตนะ ๓ เหล่านี้ว่าเป็นสรณะ ด้วยจิตตุปบาทมีประการดังกล่าวแล้ว. อธิบายว่า เข้าถึงรัตนะ ๓ เหล่านี้ว่า เป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็สรณคมน์ของผู้ที่ถึงสรณะ พึงทราบเพียงเท่านี้ก่อน.
ก็ในประเภทแห่งสรณคมน์ สรณคมน์มี ๒ ประเภท คือ ที่เป็นโลกุตระประเภท ๑ ที่เป็นโลกิยะประเภท ๑.
ใน ๒ ประเภทนั้น สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระสำหรับผู้ที่เห็นอริยสัจแล้ว โดยอารมณ์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยกิจย่อมสำเร็จในพระรัตนตรัยทั้งสิ้น ด้วยการตัดขาดอุปกิเลสด้วยสรณคมน์ในมรรคขณะ. สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะสำหรับพวกปุถุชน โดยอารมณ์มีพุทธคุณเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมสำเร็จด้วยการข่มอุปกิเลสด้วยสรณคมน์แล.
สรณคมน์นั้นโดยอรรถ ได้แก่การได้ศรัทธาในวัตถุ ๓ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น และสัมมาทิฏฐิที่มีศรัทธาเป็นมูล. ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ท่านเรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม.
สรณคมน์นี้นั้นเป็นไปโดยอาการ ๔ คือ
โดยการมอบถวายตน ๑
โดยความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า ๑
โดยเข้าถึงความเป็นศิษย์ ๑
โดยการนอบน้อม ๑.
ใน ๔ อย่างนั้น ที่ชื่อว่าการมอบถวายตน ได้แก่การสละตนถวายแด่พระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอมอบถวายตนแด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์.
ที่ชื่อว่าความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า ได้แก่ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้าอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นเบื้องหน้า ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ ดังนี้.
ที่ชื่อว่าเข้าถึงความเป็นศิษย์ ได้แก่การเข้าถึงความเป็นศิษย์อย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเป็นอันเตวาสิก (ศิษย์) ของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ ดังนี้.
ที่ชื่อว่าทำความนอบน้อม ได้แก่การทำความเคารพอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอกระทำอภิวาท การลุกขึ้นรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแด่วัตถุ ๓ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเท่านั้น ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ ดังนี้.
เมื่อทำอาการ ๔ อย่างนี้แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเป็นอันรับสรณคมน์แล้วทีเดียว.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบการมอบถวายตน แม้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอสละตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอสละตนแด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอสละชีวิต ดังนี้ เป็นอันข้าพเจ้าสละตนแล้วทีเดียว เป็นอันข้าพเจ้าสละชีวิตแล้วทีเดียว ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าจนสุดสิ้นชีวิต ด้วยประการฉะนี้.
การเข้าถึงความเป็นศิษย์ พึงเห็นเช่นสรณคมน์ของพระมหากัสสปะ แม้อย่างนี้ว่า ถ้าข้าพเจ้าจะพึงเห็นพระศาสดา ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้าจะพึงเห็นพระสุคต ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้าจะพึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น.
ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า พึงทราบอย่างสรณคมน์ของอาฬวกยักษ์เป็นต้น แม้อย่างนี้ว่า
โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ. ข้าพเจ้านั้นจักเที่ยวไป จากบ้านสู่บ้าน จาก
เมืองสู่เมือง ขอนมัสการพระพุทธเจ้าและพระ
ธรรมของพระองค์อันเป็นธรรมดี ดังนี้แล.
ครั้งนั้นแล พราหมณ์พรหมายุลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า หมอบศีรษะลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จูบพระยุคลบาท นวดด้วยฝ่ามือ และประกาศชื่อว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าพราหมณ์พรหมายุ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าพราหมณ์พรหมายุ การทำความนอบน้อม พึงเห็นแม้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
ก็การทำความนอบน้อมนี้นั้นมี ๔ อย่างด้วยอำนาจญาติ, ภัย, อาจารย์และทักขิเณยยบุคคล. ใน ๔ อย่างนั้น สรณคมน์ย่อมมีได้ด้วยการทำความนอบน้อมแก่ทักขิเณยยบุคคล มิใช่มีด้วย ๓ อย่างนอกนี้. ด้วยว่า สรณะอันบุคคลถือด้วยอำนาจคนประเสริฐนั่นแล ขาดก็ด้วยอำนาจคนประเสริฐเหมือนกัน ฉะนั้น ผู้ใดเป็นศากยะก็ตาม เป็นโลกิยะก็ตาม ไหว้ด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระญาติของเรา ดังนี้ สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเลย.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดไหว้ด้วยความกลัวว่า พระสมณโคดมเป็นผู้ที่พระราชาบูชา มีอานุภาพมาก เมื่อเราไม่ไหว้ จะพึงทำความพินาศให้ ดังนี้ สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเหมือนกัน.
ผู้ใดระลึกถึงอะไรๆ ที่ตนเล่าเรียนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ และเล่าเรียนอนุสาสนี ครั้งเป็นพระพุทธเจ้า เห็นปานนี้ว่า
เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย อาปทาสุ ภวิสฺสติ. บุคคลพึงใช้ทรัพย์ส่วนหนึ่งกินอยู่ ใช้ทรัพย์ ๒
ส่วนประกอบการงาน ส่วนที่ ๔ พึงเก็บไว้ เผื่อ
คราวอันตราย ดังนี้.
แล้วไหว้ด้วยคิดว่าเป็นอาจารย์ของเราดังนี้ สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเหมือนกัน.
แต่ผู้ใดไหว้ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นอัครทักขิเณยยบุคคลในโลก สรณะย่อมเป็นอันผู้นั้นรับแล้วทีเดียว.
ผู้ที่รับสรณะอย่างนี้แล้ว เป็นอุบาสกก็ตาม เป็นอุบาสิกาก็ตาม ไหว้ญาติแม้บวชในพวกอัญญเดียรถีย์ ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นญาติของเรา ดังนี้ สรณคมน์ไม่ขาด จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้ที่มิได้บวช ไหว้พระราชาด้วยอำนาจความกลัวว่า ธรรมดาว่าพระราชานั้น เพราะเขาบูชากันทั่วประเทศ เมื่อเราไม่ไหว้ จะพึงทำความพินาศให้ดังนี้ก็เหมือนกัน แม้ไหว้เดียรถีย์ผู้สอนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่าผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา สรณคมน์ไม่ขาด
พึงทราบประเภทแห่งสรณคมน์ด้วยประการฉะนี้.
และในที่นี้ สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระมีสามัญญผล ๔ เป็นวิบากผล มีความสิ้นทุกข์ทั้งหมด เป็นอานิสังสผล.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ คโต จตฺตาริ อริยสจฺจานิ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ทุกขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ ทุกฺขูปสมคามินํ เอตํ โข สรณํ เขมํ เอตํ สรณมุตฺตมํ เอตํ สรณมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ. ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
เป็นสรณะ ผู้นั้นย่อมเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา
อันชอบ คือเห็นทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ
และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ซึ่งให้ถึง
ความสงบทุกข์ นั่นแลเป็นสรณะอันเกษม
นั่นเป็นสรณะสูงสุดผู้อาศัยสรณะนี้ ย่อมพ้น
จากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอานิสังสผลของสรณคมน์นั้น แม้ด้วยสามารถความไม่เข้าไปยึด โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิจะพึงเข้ายึดสังขารอะไรๆ ว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข เข้าถึงธรรมอะไรๆ ว่าเป็นตัวตน ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ คิดร้ายทำพระตถาคตถึงห้อเลือด ทำลายสงฆ์ อุทิศศาสดาอื่น นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.
แต่ทั้งภวสมบัติ ทั้งโภคสมบัติ ก็เป็นผลของสรณคมน์ที่เป็นโลกิยะนั่นเอง.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส
น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ
ปหาย มานุสํ เทหํ
เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺติ
ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ
ชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่อบายภูมิ เขาละกายมนุษย์
แล้ว จักทำกายเทพให้บริบูรณ์ ดังนี้.
ท่านกล่าวไว้อีกอย่างหนึ่งว่า
ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยเทวดา ๘๔,๐๐๐ เข้าไปหาท่านมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ฯลฯ ท่านมหาโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้กะท้าวสักกะจอมเทพผู้ยืนอยู่ ณ ที่อันสมควรว่า
ดูก่อนจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะมีประโยชน์จริง.
ดูก่อนจอมเทพ เพราะเหตุที่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั่นแหละ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาทั้งหลายย่อมเหนือเทวดาอื่นๆ โดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุข ยศ อธิปไตยทิพย์ รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะอันเป็นทิพย์.
ในพระธรรมและพระสงฆ์ก็นัยนี้.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบผลวิเศษแห่งสรณคมน์ แม้ด้วยอำนาจเวลามสูตรเป็นต้น.
ผลแห่งสรณคมน์พึงทราบอย่างนี้.
แลในสรณคมน์ ๒ อย่างนั้น สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะย่อมเศร้าหมองด้วยไม่รู้ สงสัยและรู้ผิดเป็นต้นในพระรัตนตรัย ย่อมไม่มีผลรุ่งโรจน์ ไม่มีผลแผ่ไพศาล. สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระไม่มีเศร้าหมอง.
อนึ่ง สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะมี ๒ ชนิด คือชนิดมีโทษ ๑ ชนิดไม่มีโทษ ๑.
ใน ๒ ชนิดนั้น ชนิดมีโทษย่อมมีได้ด้วยการมอบถวายตนในศาสดาอื่นเป็นต้น ชนิดนั้นมีผลไม่น่าปรารถนา. ชนิดไม่มีโทษ ย่อมมีได้ด้วยกาลกิริยา [ตาย] ชนิดนั้นไม่มีผลเพราะไม่มีวิบาก. ส่วนสรณคมน์ที่เป็นโลกุตระไม่มีขาดเลยทีเดียว ด้วยว่าแม้ในระหว่างภพ พระอริยสาวกก็ไม่อุทิศศาสดาอื่น.
พึงทราบความเศร้าหมองและความขาดแห่งสรณคมน์อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธารตุ ความว่า ขอท่านพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำ คือจงทรงทราบข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นอุบาสก ดังนี้.
เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องของอุบาสก พึงทราบข้อเบ็ดเตล็ดในที่นี้ดังนี้ว่า
อุบาสกคือใคร เหตุไรจึงเรียกอุบาสก อุบาสกมีศีลเท่าไร มีอาชีวะอย่างไร มีวิบัติอย่างไร มีสมบัติอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก อุปาสโก ได้แก่ คฤหัสถ์บางคนที่ถึงสรณะสาม.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหานามะ บุคคลเป็นอุบาสกด้วยเหตุใดแล บุคคลเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ. ดูก่อนมหานามะ บุคคลย่อมเป็นอุบาสกด้วยเหตุเพียงนี้แล.
ถามว่า เหตุไรจึงเรียกอุบาสก.
แก้ว่า เรียกว่าอุบาสก เพราะนั่งใกล้พระรัตนตรัย คือเรียกเขาว่า อุบาสก เพราะนั่งใกล้พระพุทธเจ้า เรียกว่าอุบาสก เพราะนั่งใกล้พระธรรม พระสงฆ์.
ถามว่า อุบาสกมีศีลเท่าไร.
แก้ว่า มีเจตนาเครื่องงดเว้นบาป ๕ ข้อ.
อย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนมหานามะ ด้วยเหตุใดแล อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. ดูก่อนมหานามะ อุบาสกย่อมมีศีลด้วยเหตุเพียงนี้แล.
ถามว่า มีอาชีวะอย่างไร.
แก้ว่า ละเว้นการค้าขายที่ผิด ๕ อย่าง เลี้ยงชีพโดยธรรมโดยเหมาะสม.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่าง อุบาสกไม่พึงกระทำ ๕ อย่างอะไรบ้าง คือขายศัสตรา ขายสัตว์ ขายเนื้อ ขายน้ำเมา ขายยาพิษ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้แล อุบาสกไม่พึงกระทำ.
ถามว่า มีวิบัติอย่างไร.
แก้ว่า ศีลวิบัติและอาชีววิบัตินั้นแหละเป็นวิบัติของอุบาสก.
อีกอย่างหนี่ง กิริยาที่เป็นเหตุให้อุบาสกนี้เป็นผู้ต่ำช้า มัวหมอง เลวทราม แม้นั้นพึงทราบว่า เป็นวิบัติของอุบาสกนั้น. กิริยาที่ว่านั้น โดยความก็คือธรรม ๕ ประการมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น.
เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นอุบาสกต่ำช้า เป็นอุบาสกมัวหมอง เป็นอุบาสกเลวทราม ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง คือเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ทุศีล ๑ ถือมงคลตื่นข่าว คิดเชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม ๑ แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา ๑ ไม่บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา ๑ ดังนี้.
ถามว่า มีสมบัติอย่างไร.
แก้ว่า ศีลสมบัติและอาชีวสมบัตินั่นแหละ เป็นสมบัติของอุบาสก ธรรม ๕ ประการมีศรัทธาเป็นต้น ทำอุบาสกนั้นให้เป็นอุบาสกแก้วเป็นต้น.
เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุมและอุบาสกบุณฑริก ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง คือเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีลบริสุทธิ์ ๑ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา ๑ บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา ๑ ดังนี้.
อคฺคศัพท์ในบทว่า อชฺชตคฺเค นี้ ย่อมปรากฏในความว่า (แปลว่า) เป็นต้น ปลาย ส่วน และประเสริฐที่สุด. ปรากฏในความว่าเป็นต้น ในประโยคเป็นต้นว่า แน่ะนายประตูเพื่อนรัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านจงกั้นประตูพวกนิครนถ์ชายหญิง ดังนี้. ในความว่าปลาย ในประโยคเป็นต้นว่า พึงเอาปลายนิ้วนั่นแหละจดปลายนิ้ว ปลายอ้อย ปลายไผ่ดังนี้. ในความว่าส่วน ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แบ่งส่วนของมีรสเปรี้ยว หรือส่วนน้ำผึ้ง ตามส่วนของวิหาร หรือตามส่วนของบริเวณ ดังนี้. ในความว่าประเสริฐที่สุด ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ บรรดาสัตว์เหล่านั้น เรากล่าวพระตถาคต ว่าประเสริฐที่สุด ดังนี้.
ก็ในที่นี้ อคฺคศัพท์นี้ พึงเห็นในความว่า เป็นต้น. ฉะนั้น ในบทว่า อชฺชตคฺเค นี้ พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ทำวันนี้ให้เป็นต้น (ตั้งต้นแต่วันนี้เป็นต้นไป). บทว่า อชฺชตํ แปลว่า ความเป็นวันนี้. ปาฐะว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ท อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท. ความว่า ทำวันนี้ให้ เป็นต้น.
บทว่า ปาณุเปตํ ความว่า เข้าถึงด้วยลมปราณทั้งหลาย คือเข้าถึงชั่วเวลาที่ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่. ขอท่านพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำ คือทรงทราบข้าพระองค์ว่าไม่มีศาสดาอื่น เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะด้วยไตรสรณคมน์ เป็นกัปปิยการก ถ้าแม้จะมีใครเอาดาบคมกริบมาตัดศีรษะของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่ยอมกล่าวพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม หรือพระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์.
พราหมณ์ (ไม่ปรากฏนาม) ถึงสรณะด้วยการมอบถวายตนอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ปวารณาด้วยปัจจัย ๔ แล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณ ๓ รอบแล้วหลีกไปแล.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------
อรรถกถาสูตรที่ ๗
ในสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คำว่า ชาณุสฺโสณี ในบทว่า ชาณุสฺโสณี นี้เป็นตำแหน่ง.
ตำแหน่งอะไร. ตระกูลใดได้ตำแหน่ง ตระกูลนั้น ท่านเรียกว่าตระกูลชาณุสโสณี (ตระกูลที่เป็นเหตุให้ได้ตำแหน่งนั้น ท่านเรียกว่าตระกูลชาณุสโสณี). ด้วยว่า พราหมณ์นี้เรียกกันว่าชาณุสโสณี เพราะเกิดในตระกูลนั้นและเพราะได้สักการะตำแหน่งชาณุสโสณีแต่ราชสำนัก
บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์ทราบมาว่า พระสมณโคดมเป็นบัณฑิต เป็นผู้เฉียบแหลม เป็นพหูสูต คิดว่า ถ้าพระสมณโคดมนั้นจักรู้ประเภทลิงค์ วิภัตติและการเป็นต้นไซร้ พระองค์จักรู้สิ่งที่พวกเรารู้เท่านั้น หรือว่าสิ่งที่พวกเราไม่รู้พระองค์ก็รู้ พระองค์จักตรัสสิ่งที่พวกเรารู้เท่านั้น หรือว่าสิ่งที่พวกเราไม่รู้ พระองค์ก็ตรัส เขาถือธงคือมานะชูขึ้นทันที แวดล้อมไปด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
บทว่า กตตฺตา จ พฺราหฺมณ อกตตฺตา จ ความว่า พระศาสดาทรงสดับคำของพราหมณ์นั้นแล้วมีพระดำริว่า พราหมณ์นี้มาในที่นี้ มิใช่ประสงค์จะรู้ แต่มาเพื่อแสวงหาเนื้อความ จึงได้ถือธงคือมานะ ชูขึ้นทันทีที่มา จะมีอะไรหนอ เมื่อเราบอกโดยวิธีที่พราหมณ์นี้จะรู้ทั่วถึงเนื้อความของปัญหา จักมีความเจริญ หรือว่าบอกโดยวิธีที่พราหมณ์ยังไม่รู้ทั่วถึงจึงจักมีความเจริญ ทรงทราบว่า บอกโดยวิธีที่พราหมณ์ไม่รู้จักมีความเจริญ จึงตรัสว่า กตตฺตา จ พฺราหฺมณ อกตตฺตา จ ดังนี้.
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า พระสมณโคดมตรัสถึงการบังเกิดในนรก เพราะทำก็มี เพราะไม่ทำก็มี ข้อนี้รู้ได้ยาก มืดตื้อ เพราะตรัสถึงการบังเกิดในที่แห่งเดียว ด้วยเหตุถึงสองอย่าง เราไม่มีที่พึ่งในเรื่องนี้ แต่ถ้าเราจะนิ่งเสียเลย ถึงเวลาพูดในท่ามกลางพวกพราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายจะพึงกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ท่านยกธงคือมานะชูขึ้นทันทีที่มาในสำนักของพระสมณโคดม ถูกเข้าคำเดียวเท่านั้นก็นิ่งเงียบ พูดอะไรไม่ออก ท่านจะพูดในที่นี้ทำไม ฉะนั้น ก็ต้องทำเป็นไม่แพ้ จักถามปัญหาในการไปสวรรค์อีก จึงเริ่มปัญหาที่สองว่า กึ ปน โภ โคตม ดังนี้.
อนึ่ง พราหมณ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักรู้ปัญหาเบื้องล่างด้วยปัญหาเบื้องบน จักรู้ปัญหาเบื้องบนด้วยปัญหาเบื้องล่าง. ฉะนั้น พราหมณ์จึงถามปัญหานี้.
พระศาสดามีพระดำริโดยนัยก่อนนั่นเอง เมื่อจะตรัสโดยวิธีที่พราหมณ์ไม่รู้ จึงตรัสว่า กตตฺตา จ พฺราหฺมณ อกตตฺตา จ ดังนี้อีก.
เมื่อพราหมณ์ไม่อาจจะดำรงอยู่ในเรื่องนั้นได้จึงตกลงใจว่า เรื่องนั้นจงยกไว้ คนที่มาสำนักของคนขนาดนี้ควรจะรู้เรื่องแล้วไป เราจักละวาทะของตน อนุวัตรตามพระสมณโคดม แสวงหาประโยชน์จักชำระทางไปสู่ปรโลก เมื่อจะอาราธนาพระศาสดา จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า น โข อหํ ดังนี้.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบว่าพราหมณ์ลดมานะลงแล้ว เมื่อจะทรงขยายเทศนาให้สูงขึ้น จึงตรัสว่า เตนหิ พฺราหฺมณ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนหิ แสดงถึงเหตุ. อธิบายว่า เพราะพราหมณ์นั้นเมื่อไม่รู้เนื้อความของพระดำรัสที่ตรัสโดยย่อ จึงอาราธนาให้แสดงโดยพิสดารฉะนั้น.
คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗
อรรถกถาสูตรที่ ๘
ในสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คำว่า อายสฺมา เป็นคำแสดงความรัก.
คำว่า อานนฺโท เป็นชื่อของพระเถระนั้น.
บทว่า เอกํเสน แปลว่า โดยส่วนเดียว.
บทว่า อนุวิจฺจ แปลว่า ใคร่ครวญแล้ว.
บทว่า วิญฺญู ได้แก่ บัณฑิต.
บทว่า ครหนฺติ แปลว่า ตำหนิ คือกล่าวโทษ.
คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘
อรรถกถาสูตรที่ ๙
คำทั้งหมดในสูตรที่ ๙ ง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๙
อรรถกถาสูตรที่ ๑๐
ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ทุนฺนิกฺขิตฺตญฺจ ปทพฺยญฺชนํ ได้แก่ บาลีที่เรียงไว้ผิดลำดับ.
ก็บทนั่นแหละเรียกว่าพยัญชนะ เพราะเป็นที่ปรากฏชัดแห่งข้อความ. บทและพยัญชนะทั้งสองนั้นเป็นชื่อของบาลีนั่นเอง.
บทว่า อตฺโถ จ ทุนฺนีโต ความว่า อรรถกถาแห่งบาลีที่แปลจับความผิดลำดับ.
บทว่า ทุนฺนิกฺขิตสฺส ภิกฺขเว ปทพฺยญฺชนสฺส อตฺโถปิ ทุนฺนโย โหติ ความว่า อรรถกถาของบาลีที่แปลจับความผิดลำดับสับสน ย่อมชื่อว่านำมาชั่ว ทำชั่ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐
อรรถกถาสูตรที่ ๑๑
ในสูตรที่ ๑๑ พึงทราบเนื้อความโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว
จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๑ จบอธิกรณวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------