This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๐

Other items in this volume

อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี รูปาทิวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี นีวรณปหานวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อกัมมนิยวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อทันตวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี ปณิหิตอัจฉวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๖อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี วิริยารัมภาทิวรรคที่ ๗อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี กัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ ๘อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี ปมาทาทิวรรคที่ ๙อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี วรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อธรรมวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อนาปัตติวรรคที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกบุคคลบาลีสารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๑สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๒สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๓สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๔สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๕สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๖สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๗อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อัฏฐานบาลี วรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง วรรคที่ ๔สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ปสาทกรธัมมาทิบาลีอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ กัมมกรณวรรคที่ ๑สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อธิกรณวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๓สารบัญ อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ สมจิตตวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปริสวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สุขวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สนิมิตตวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ ธรรมวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาสาวรรคที่ ๑อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อายาจนวรรคที่ ๒อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สันถารวรรคที่ ๔อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สมาปัตติวรรคที่ ๕อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต พระสูตรที่ไม่จัดเข้าในปัณณาสก์อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๑. ภยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๒. ลักขณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๓. จินตาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๔. อัจจยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๕. อโยนิโสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๖. อกุสลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๗. สาวัชชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๘. สัพยาปัชชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๙. ขตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ พาลวรรคที่ ๑ ๑๐. มลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๑. ญาตกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๒. สรณียสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๓. ภิกขุสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๔. จักกวัตติสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๕. ปเจตนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๖. อปัณณกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๗. อัตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๘. เทวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๙. ปาปณิกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ รถการวรรคที่ ๒ ๑๐. ปาปณิกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๑. สวิฏฐสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๒. คิลานสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๓. สังขารสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๔. พหุการสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๕. วชิรสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๖. เสวิสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๗. ชิคุจฉสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๘. คูถภาณีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๙. อันธสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๓ ๑๐. อวกุชชิตาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๑. พรหมสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๒. อานันทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๓. สาริปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๔. นิทานสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๕. หัตถกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๖. ทูตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๗. ราชสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๘. ราชสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๙. สุขุมาลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรคที่ ๔ ๑๐. อธิปไตยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๑. สัมมุขีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๒. ฐานสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๓. ปัจจยวัตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๔. ปเรสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๕. ปัณฑิตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๖. ศีลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๗. สังขตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๘. อสังขตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๙. ปัพพตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๑๐. อาตัปปสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จูฬวรรคที่ ๕ ๑๑. มหาโจรสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๑. ชนสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๒. ชนสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๓. พราหมณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๔. ปริพาชกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๕. นิพพุตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๖. ปโลภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๗. ชัปปสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๘. ติกรรณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๙. ชานุสโสณีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ๑๐. สังคารวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๑. ติตถสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๒. ภยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๓. เวนาคสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๔. สรภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๕. เกสปุตตสูตร [กาลามสูตร]อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๖. สาฬหสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๗. กถาวัตถุสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๘. ติตถิยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๙. มูลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๑๐. อุโปสถสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๑. ฉันนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๒. อาชีวกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๓. สักกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๔. นิคัณฐสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๕. สมาทปกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๖. นวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๗. ภวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๘. สีลัพพตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๙. คันธสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ อานันทวรรคที่ ๓ ๑๐. จูฬนีสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๑. สมณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๒. คัทรภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๓. เขตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๔. วัชชีปุตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๕. เสขสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๖. เสขสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๗. เสขสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๘. เสขสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๙. สิกขาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๑๐. สิกขาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ สมณวรรคที่ ๔ ๑๑. ปังกธาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๑. ปัจจายิกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๒. วิวิตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๓. สรทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๔. ปริสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๕. อาชานิยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๖. อาชานิยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๗. อาชานิยสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๘. นวสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๙. โลณกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๑๐. สังฆสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โลณผลวรรคที่ ๕ ๑๑. สมุคคตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๑. ปุพพสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๒. มนุสสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๓. อัสสาทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๔. สมณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๕. โรณสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๖. อติตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๗. กูฏสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๘. กูฏสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๙. นิทานสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑ ๑๐. นิทานสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๑. อาปายิกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๒. ทุลลภสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๓. อัปปเมยยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๔. อเนญชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๕. อยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๖. อปัณณกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๗. กัมมันตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๘. โสเจยยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๙. โสเจยยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ อาปายิกวรรคที่ ๒ ๑๐. โมเนยยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๑. กุสินารสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๒. ภัณฑนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๓. โคตมสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๔. ภรัณฑุสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๕. หัตถกสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๖. กฏุวิยสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๗. อนุรุทธสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๘. อนุรุทธสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๙. ปฏิจฉันนสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ กุสินารวรรคที่ ๓ ๑๐. เลขสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑. โยธสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๒. ปริสสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๓. มิตตสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๔. อุปปาทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๕. เกสกัมพลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๖. สัมปทาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๗. วุฑฒิสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๘. อัสสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๙. อัสสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๐. อัสสสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๑. โมรนิวาปสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๒. โมรนิวาปสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรคที่ ๔ ๑๓. โมรนิวาปสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๑. อกุศลสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๒. สาวัชชสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๓. วิสมสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๔. อสุจิสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๕. ขตสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๖. ขตสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๗. ขตสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๘. ขตสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๙. วันทนาสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตติยปัณณาสก์ มังคลวรรคที่ ๕ ๑๐. สุปุพพัณหสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์

Scripture

อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอกธัมมาทิบาลี วรรคที่ ๑

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation98 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาวรรคที่ ๑๐

วรรคที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อชฺฌตฺติกํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นไปภายในด้วยอำนาจเกิดเฉพาะภายในตน.

บทว่า องฺคํ แปลว่า เหตุ.

บทว่า อิติ กริตฺวา แปลว่า กระทำอย่างนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิบายไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากระทำสิ่งที่เป็นไปทับตน คือเฉพาะตน อันตั้งขึ้นในสันดานของตน ว่าเป็นเหตุแล้ว ย่อมไม่เห็นเหตุอื่นสักอย่างหนึ่ง ดังนี้.

บทว่า พาหิรํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นภายนอกจากสันดานภายในตน.

บทว่า ธมฺมสฺส ได้แก่ พระสัทธรรม. อธิบายว่า พระศาสนา.

บทว่า สมฺโมสาย ได้แก่ เพื่อความพินาศ.

บทว่า อนฺตรธานาย ได้แก่ เพื่อความไม่ปรากฏ.

บทว่า ฐิติยา ได้แก่ เพื่อความตั้งอยู่ตลอดกาลนาน.

บทว่า อสมฺโมสาย อนนฺตรธานาย พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้วนั่นแล.

คำที่เหลือในสูตรนี้มีนัยดังกล่าวแล้วในธรรมที่มี ๔ เงื่อนนั่นแล.

ในคำว่า อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺติ เป็นต้น เบื้องหน้าต่อจากนี้ พึงทราบความโดยปริยายแห่งพระสูตรก่อน.

กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าธรรม. อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าอธรรม.

อนึ่ง โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ชื่อว่าธรรม.

ธรรมนี้คือ สติปัฏฐาน ๓ สัมมัปปธาน ๓ อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖ พละ ๖ โพชฌงค์ ๘ มรรคมีองค์ ๙ และอุปาทาน ๔ นิวรณ์ ๕ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘ ชื่อว่าอธรรม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธมฺโม ความว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อถือเอาส่วนแห่งอธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแสดงว่า เราจักทำอธรรมนี้ให้เป็นธรรม กุศลจิตของอาจารย์ของพวกเราจักเป็นนิยยานิกธรรมเครื่องนำออก และพวกเราจักปรากฏในโลกด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวอธรรมนี้ ว่านี้เป็นธรรม ชื่อว่าแสดงธรรมว่าเป็นธรรม.

เมื่อถือเอาส่วนหนึ่ง ในส่วนแห่งธรรมเช่นนั้นเหมือนกัน แล้วแสดงว่า นี้เป็นอธรรม ชื่อว่าแสดงธรรมว่าเป็นอธรรม.

แต่เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระวินัย กรรมที่โจทย์ด้วยเรื่องที่เป็นจริงให้ระลึกได้ แล้วปรับอาบัติตามปฏิญญา ชื่อว่าธรรม. กรรมที่ไม่ได้โจทย์ไม่ให้ระลึกได้ด้วยเรื่องอันไม่เป็นจริง แล้วปรับอาบัติโดยที่ไม่ได้ปฏิญญาไว้ ชื่อว่าอธรรม.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร ธรรมนี้คือ การกำจัดราคะ การกำจัดโทสะ การกำจัดโมหะ การสังวร การละ การพิจารณา ชื่อว่าวินัย. การไม่กำจัดราคะเป็นต้น การไม่สังวร การไม่ละและการไม่พิจารณา ชื่อว่าอวินัย. เมื่อว่าโดยปริยายพระวินัย ธรรมนี้คือ วัตถุสมบัติ ญัตติสมบัติ อนุสาวนาสมบัติ สีมาสมบัติ ปริสสมบัติ ชื่อว่าวินัย. วัตถุวิบัติ ปริสวิบัติ นี้ชื่อว่าอวินัย.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร คำนี้ว่า สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ พระตถาคตทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้. คำนี้ว่า สติปัฏฐาน ๓ สัมมัปปธาน ๓ อิทธิบาท ๓ อินทรีย์ ๖ พละ ๖ สัมโพชฌงค์ ๘ มรรคมีองค์ ๙ พระตถาคตมิได้ทรงภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้.

เมื่อว่าโดยปริยายพระวินัย คำนี้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาฑิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ พระตถาคตทรงภาษิตไว้ ตรัสไว้. คำนี้ว่า ปาราชิก ๓ สังฆาฑิเสส ๑๔ อนิยต ๓ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๑ พระตถาคตมิได้ทรงภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร กิจนี้คือการเข้าผลสมาบัติ การเข้ามหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงแสดงพระสูตรเนื่องด้วยเหตุที่เกิดเรื่องขึ้น การตรัสชาดก ทุกวันๆ พระตถาคตเคยประพฤติมา. กิจนี้คือการไม่เข้าผลสมาบัติ ฯลฯ การไม่ตรัสชาดก ทุกวันๆ พระตถาคตไม่เคยประพฤติมา.

เมื่อว่า โดยปริยายแห่งพระวินัย กิจนี้คือ เมื่อถูกนิมนต์ อยู่จำพรรษาแล้วต้องบอกลาจึงหลีกไปสู่ที่จาริก ปวารณาแล้วจึงหลีกไปสู่ที่จาริก การกระทำปฏิสันถารก่อนกับด้วยภิกษุผู้อาคันตุกะ พระตถาคตเจ้าเคยประพฤติมา. การไม่กระทำกิจที่พระตถาคตเคยประพฤติมานั้นนั่นแล ชื่อว่าไม่เคยประพฤติแล้ว.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระสูตร สติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ชื่อว่า พระตถาคตทรงบัญญัติ. สติปัฏฐาน ๓ มรรคมีองค์ ๙ นี้ชื่อว่า ตถาคตไม่ทรงบัญญัติไว้.

เมื่อว่าโดยปริยายแห่งพระวินัย ปาราชิก ๔ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ นี้ชื่อว่า ตถาคตทรงบัญญัติ. ปาราชิก ๓ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๑ นี้ชื่อว่า ตถาคตไม่ทรงบัญญัติไว้.

ก็ในคำที่ตรัสไว้ในที่สุดแห่งสูตรทั้งปวงว่า ก็ภิกษุเหล่านั้นย่อมยังธรรมนี้ให้อันตรธานไปนั้น ชื่อว่า อันตรธานมี ๕ อย่าง คือ

อธิคมอันตรธาน อันตรธานแห่งการบรรลุ ๑

ปฏิปัตติอันตรธาน อันตรธานแห่งการปฏิบัติ ๑

ปริยัตติอันตรธาน อันตรธานแห่งปริยัติ ๑

ลิงคอันตรธาน อันตรธานแห่งเพศ ๑

ธาตุอันตรธาน อันตรธานแห่งธาตุ ๑.

ใน ๕ อย่างนั้น มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ชื่อว่า อธิคม.

อธิคมนั้น เมื่อเสื่อมย่อมเสื่อมไป ตั้งแต่ปฏิสัมภิทา.

จริงอยู่ นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐๐ ปีเท่านั้น ภิกษุไม่สามารถจะให้ปฏิสัมภิทาบังเกิดได้ ต่อแต่นั้นก็อภิญญา ๖. แต่นั้นเมื่อไม่สามารถทำอภิญญาให้บังเกิดได้ ย่อมทำวิชชา ๓ ให้บังเกิด. ครั้นกาลล่วงไปๆ เมื่อไม่สามารถจะทำวิชชา ๓ ให้บังเกิดก็เป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก โดยอุบายนี้เองก็เป็นพระอนาคามี พระสกทาคามีและพระโสดาบัน.

เมื่อท่านเหล่านั้นยังทรงชีพอยู่ อธิคมชื่อว่ายังไม่เสื่อม อธิคมชื่อว่าย่อมเสื่อมไป เพราะความสิ้นไปแห่งชีวิตของพระอริยบุคคลผู้โสดาบันชั้นต่ำสุด ดังกล่าวนี้ ชื่อว่าอันตรธานแห่งอธิคม.

ภิกษุไม่สามารถจะให้ฌาน วิปัสสนา มรรคและผล บังเกิดได้ รักษาเพียงจาตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่าอันตรธานแห่งข้อปฏิบัติ.

เมื่อกาลล่วงไปๆ ภิกษุทั้งหลายคิดว่า เราจะรักษาศีลให้บริบูรณ์และจะประกอบความเพียรเนืองๆ แต่เราก็ไม่สามารถจะทำให้แจ้งมรรคหรือผลได้ บัดนี้ไม่มีการแทงตลอดอริยธรรมจึงท้อใจ มากไปด้วยความเกียจคร้าน ไม่ตักเตือนกันและกัน ไม่รังเกียจกัน (ในการทำชั่ว) ตั้งแต่นั้นก็พากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย. เมื่อกาลล่วงไปๆ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย ต่อแต่นั้นต้องครุกาบัติ.

เพียงอาบัติปาราชิกเท่านั้นยังคงอยู่. เมื่อภิกษุ ๑๐๐ รูปบ้าง ๑๐๐๐ รูปบ้างผู้รักษาอาบัติปาราชิก ยังทรงชีพอยู่ การปฏิบัติชื่อว่ายังไม่อันตรธาน จะอันตรธานไปเพราะภิกษุรูปสุดท้ายทำลายศีล หรือสิ้นชีวิต ดังกล่าวมานี้ ชื่อว่าอันตรธานแห่งการปฏิบัติ.

บทว่า ปริยตฺติ ได้แก่ บาลีพร้อมทั้งอรรถกถาในพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก.

บาลีนั้นยังคงอยู่เพียงใด ปริยัตติก็ชื่อว่ายังบริบูรณ์อยู่เพียงนั้น. เมื่อกาลล่วงไปๆ พระราชาและพระยุพราชในกุลียุคไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพระราชาและยุพราชเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่ในธรรม ราชอมาตย์เป็นต้นก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม แต่นั้นชาวแคว้นและชาวชนบทก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล เพราะคนเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่ในธรรม. ข้าวกล้าย่อมไม่บริบูรณ์ เมื่อข้าวกล้าเหล่านั้นไม่บริบูรณ์ ทายกผู้ถวายปัจจัยก็ไม่สามารถจะถวายปัจจัยแก่ภิกษุสงฆ์ได้ ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยปัจจัยก็ไม่สามารถสงเคราะห์พวกอันเตวาสิก.

เมื่อเวลาล่วงไปๆ ปริยัติย่อมเสื่อม ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะทรงจำอรรถไว้ได้ ทรงจำไว้ได้แต่พระบาลีเท่านั้น. แต่นั้นเมื่อกาลล่วงไปก็ไม่สามารถจะทรงบาลีไว้ได้ทั้งสิ้น. อภิธรรมปิฎกย่อมเสื่อมก่อน เมื่อเสื่อมก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.

จริงอยู่ ปัฏฐานมหาปกรณ์ย่อมเสื่อมก่อนทีเดียว เมื่อปัฏฐานมหาปกรณ์เสื่อม ยมก กถาวัตถุ บุคคลบัญญัติ ธาตุกถา ธัมมสังคณีก็เสื่อม เมื่ออภิธรรมปิฎกเสื่อมไปอย่างนี้ สุตตันตปิฎกก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา อังคุตตรนิกายเสื่อมก่อน. เมื่ออังคุตตรนิกายเสื่อม เอกาทสกนิบาตเสื่อมก่อน ต่อแต่นั้นทสกนิบาต ฯลฯ ต่อนั้นเอกนิบาต. เมื่ออังคุตตรนิกายเสื่อมไปอย่างนี้ สังยุตตนิกายก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.

จริงอยู่ มหาวรรคเสื่อมก่อน แต่นั้นสฬายตนวรรค ขันธกวรรค นิทานวรรค สคาถวรรค เมื่อสังยุตตนิกายเสื่อมไปอย่างนี้ มัชฌิมนิกายย่อมเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.

จริงอยู่ อุปริปัณณาสก์เสื่อมก่อน ต่อนั้นมัชฌิมปัณณาสก์ ต่อนั้นมูลปัณณาสก์.

เมื่อมัชฌิมนิกายเสื่อมอย่างนี้ ทีฆนิกายเสื่อมตั้งแต่ท้ายมา.

จริงอยู่ ปาฏิยวรรคเสื่อมก่อน แต่นั้นมหาวรรค แต่นั้นสีลขันธวรรค เมื่อทีฆนิกายเสื่อมอย่างนี้ พระสุตตันตปิฎกชื่อว่าย่อมเสื่อม. ทรงไว้เฉพาะชาดกกับวินัยปิฎกเท่านั้น. ภิกษุผู้เป็นลัชชีเท่านั้นทรงพระวินัยปิฎก. ส่วนภิกษุผู้หวังในลาภ คิดว่า แม้เมื่อกล่าวแต่พระสูตรก็ไม่มีผู้จะกำหนดได้ จึงทรงไว้เฉพาะชาดกเท่านั้น. เมื่อเวลาล่วงไปๆ แม้แต่ชาดกก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้.

ครั้งนั้น บรรดาชาดกเหล่านั้นเวสสันตรชาดกเสื่อมก่อน ต่อแต่นั้นปุณณกชาดก มหานารทชาดกเสื่อมไปโดยย้อนลำดับ ในที่สุดอปัณณกชาดกก็เสื่อม. เมื่อชาดกเสื่อมไปอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายย่อมทรงไว้เฉพาะพระวินัยปิฎกเท่านั้น.

เมื่อกาลล่วงไปๆ ก็ไม่สามารถจะทรงไว้ได้แม้แต่พระวินัยปิฎก แต่นั้นก็เสื่อมตั้งแต่ท้ายมา. คัมภีร์บริวารเสื่อมก่อน ต่อแต่นั้นขันธกะ ภิกษุณีวิภังค์ก็เสื่อม แต่นั้น ก็ทรงไว้เพียงอุโปสถขันธกเท่านั้นตามลำดับ.

แม้ในกาลนั้น ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่เสื่อม ก็คาถา ๔ บาทยังหมุนเวียนอยู่ในหมู่มนุษย์เพียงใด ปริยัตติก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธานเพียงนั้น.

ในกาลใด พระราชาผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทรงให้ใส่ถุงทรัพย์หนึ่งแสนลงในผอบทองตั้งบนคอช้าง แล้วให้ตีกลองร้องประกาศไปในพระนครว่า ชนผู้รู้คาถา ๔ บทที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว จงถือเอาทรัพย์หนึ่งแสนนี้ไป ก็ไม่ได้คนที่จะรับเอาไป แม้ด้วยการให้เที่ยวตีกลองประกาศคราวเดียว ย่อมมีผู้ได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง จึงให้เที่ยวตีกลองประกาศไปถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ได้ผู้ที่จะรับเอาไป. ราชบุรุษทั้งหลายจึงให้ขนถุงทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ นั้น กลับสู่ราชตระกูลตามเดิม.

ในกาลนั้น ปริยัตติ ชื่อว่าย่อมเสื่อมไป ดังว่านี้ ชื่อว่าการอันตรธานแห่งพระปริยัตติ.

เมื่อกาลล่วงไปๆ การรับจีวร การรับบาตร การคู้ การเหยียด การดูแล การเหลียวดู ไม่เป็นที่นำมาซึ่งความเลื่อมใส. ภิกษุทั้งหลายวางบาตรไว้ปลายแขนถือเที่ยวไป เหมือนสมณนิครนถ์ถือบาตรน้ำเต้าเที่ยวไป. แม้ด้วยอาการเพียงเท่านี้ เพศก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธาน.

เมื่อกาลล่วงไปๆ เอาบาตรลงจากปลายแขนหิ้วไปด้วยมือหรือด้วยสาแหรกเที่ยวไป แม้จีวรก็ไม่ทำการย้อมให้ถูกต้อง กระทำให้มีสีแดงใช้. เมื่อกาลล่วงไป การย้อมจีวรก็ดี การตัดชายผ้าก็ดี การเจาะรังดุมก็ดี ย่อมไม่มี ทำเพียงเครื่องหมายแล้วใช้สอย. ต่อมากลับเลิกรังดุม ไม่ทำเครื่องหมาย ต่อมาไม่กระทำทั้ง ๒ อย่าง ตัดชายผ้าเที่ยวไปเหมือนพวกปริพาชก.

เมื่อกาลล่วงไปก็คิดว่า พวกเราจะต้องการอะไรด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงผูกผ้ากาสายะชิ้นเล็กๆ เข้าที่มือหรือที่คอ หรือขอดไว้ที่ผม กระทำการเลี้ยงภรรยา เที่ยวไถ่หว่านเลี้ยงชีพ.

ในกาลนั้น ชนเมื่อให้ทักขิณาย่อมให้แก่ชนเหล่านั้นอุทิศสงฆ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาข้อนี้ จึงตรัสว่า

ดูก่อนอานนท์ ในอนาคตกาล จักมีโคตรภูบุคคลผู้มีผ้ากาสายพันคอ เป็นผู้ทุศีล เป็นผู้มีธรรมอันลามก ชนทั้งหลายให้ทานในคนผู้ทุศีล ผู้มีธรรมอันลามกเหล่านั้น อุทิศสงฆ์ อานนท์ ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ทักษิณาไปแล้วในสงฆ์ มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๗๑๓

แต่นั้น เมื่อกาลล่วงไปๆ ชนเหล่านั้นคิดว่า นี้ชื่อว่าเป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า พวกเราจะต้องการอะไรด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้านี้ จึงทิ้งท่อนผ้าโยนไปเสียในป่า.

ในกาลนั้น เพศชื่อว่าหายไป.

ได้ยินว่า การห่มผ้าขาวเที่ยวไปเป็นจารีตของคนเหล่านั้น มาแต่ครั้งพระกัสสปทศพล ดังว่านี้ ชื่อว่าการอันตรธานไปแห่งเพศ.

ชื่อว่าอันตรธานไปแห่งธาตุ พึงทราบอย่างนี้ :-

ปรินิพพานมี ๓ คือ กิเลสปรินิพพาน การปรินิพพานแห่งกิเลส, ขันธปรินิพพาน การปรินิพพานแห่งขันธ์, ธาตุปรินิพพาน การปรินิพพานแห่งธาตุ.

บรรดาปรินิพพาน ๓ อย่างนั้น กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์. ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา. ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคต.

จักมีอย่างไร?

คือ ครั้งนั้น ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะและสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะและสัมมานะด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไปๆ สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง. เวลาพระศาสนาเสื่อมลง พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกันแล้วไปสู่มหาเจดีย์ จากมหาเจดีย์ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์. พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง.

พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ โพธิมัณฑสถาน. มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่งทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.

แต่นั้นจักกระทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือนในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่าสัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น.

ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬประชุมกันทั้งหมด พากันครวญคร่ำรำพันว่า วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.

ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไป เปลวเพลิงก็จักขาดหายไป.

พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป.

ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้วก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ.

นี้ ชื่อว่าอันตรธานแห่งพระธาตุ.

การอันตรธานแห่งปริยัตตินั่นแลเป็นมูลแห่งอันตรธาน ๕ อย่างนี้.

จริงอยู่ เมื่อพระปริยัตติอันตรธานไป ปฏิบัติก็ย่อมอันตรธาน. เมื่อปริยัตติคงอยู่ ปฏิบัติก็คงอยู่. เพราะเหตุนั้นแหละ ในคราวมีภัยใหญ่ครั้งพระเจ้าจัณฑาลติสสะในทวีปนี้ ท้าวสักกเทวราชนิรมิตแพใหญ่แล้วแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภัยใหญ่จักมี ฝนจักไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภิกษุทั้งหลายพากันลำบากด้วยปัจจัย ๔ จักไม่สามารถเพื่อจะทรงพระปริยัติไว้ได้. ควรที่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะไปยังฝั่งโน้นรักษาชีวิตไว้ โปรดขึ้นแพใหญ่นี้ไปเถิด เจ้าข้า ที่นั่งบนแพนี้ไม่เพียงพอแก่ภิกษุเหล่าใด ภิกษุเหล่านั้นจงเกาะขอนไม้ไปเถิด ภัยจักไม่มีแก่ภิกษุทั้งปวง.

ในกาลนั้น ภิกษุ ๖๐ รูปไปถึงฝั่งสมุทรแล้วกระทำกติกากันไว้ว่า ไม่มีกิจที่พวกเราจะไปในที่นั้น พวกเราจักอยู่ในที่นี้แล จักรักษาพระไตรปิฎก ดังนี้แล้วจึงกลับจากที่นั้นไปสู่ทักขิณมลยะชนบท เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยรากเหง้าและใบไม้. เมื่อร่างกายยังเป็นไปอยู่ก็พากันนั่งกระทำการสาธยาย เมื่อร่างกายเป็นไปไม่ได้ ย่อมพูนทรายขึ้นล้อมรอบศีรษะไว้ในที่เดียวกันพิจารณาพระปริยัติ. โดยทำนองนี้ ภิกษุทั้งหลายทรงพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถาให้บริบูรณ์อยู่ได้ถึง ๑๒ ปี.

เมื่อภัยสงบ ภิกษุ ๗๐๐ รูปไม่ทำแม้อักขระตัวหนึ่ง แม้พยัญชนะตัวหนึ่งในพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถาจากสถานที่ๆ ตนไปแล้วให้เสียหาย มาถึงเกาะนี้แหละ เข้าไปสู่มณฑลารามวิหาร ในกัลลคามชนบท.

ภิกษุ ๖๐ รูปผู้ยังเหลืออยู่ในเกาะนี้ได้ฟังเรื่องการมาของพระเถระทั้งหลาย คิดว่าจักเยี่ยมพระเถระทั้งหลาย จึงไปสอบทานพระไตรปิฎกกับพระเถระทั้งหลาย ไม่พบแม้อักขระตัวหนึ่ง แม้พยัญชนะตัวหนึ่ง ชื่อว่าไม่เหมาะสมกัน.

พระเถระทั้งหลายเกิดสนทนากันขึ้นในที่นั้นว่า ปริยัติเป็นมูลแห่งพระศาสนา หรือปฏิบัติเป็นมูล. พระเถระผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรกล่าวว่า ปฏิบัติเป็นมูลแห่งพระศาสนา. ฝ่ายพระธรรมกถึกทั้งหลายกล่าวว่า พระปริยัติเป็นมูล.

ลำดับนั้น พระเถระเหล่านั้นกล่าวว่า เราจะไม่เชื่อโดยเพียงคำของท่านทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ขอพวกท่านจงอ้างพระสูตรที่พระชินเจ้าทรงภาษิตไว้. พระเถระ ๒ พวกนั้นกล่าวว่า การนำพระสูตรมาอ้าง ไม่หนักเลย.

พระเถระฝ่ายผู้ทรงผ้าบังสุกุลจึงอ้างพระสูตรว่า ดูก่อนสุภัททะ ก็ภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้พึงอยู่โดยชอบ โลกไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. ดูก่อนมหาบพิตร พระศาสนาของพระศาสดา มีปฏิบัติเป็นมูล มีการปฏิบัติเป็นสาระ เมื่อทรงอยู่ในการปฏิบัติ ก็ชื่อว่ายังคงอยู่.

____________________________

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๓๘

ฝ่ายเหล่าพระธรรมกถึกได้ฟังพระสูตรนั้นแล้ว เพื่อจะรับรองวาทะของตน จึงอ้างพระสูตรนี้ว่า

พระสูตรยังดำรงอยู่ตราบใด พระวินัยยังรุ่งเรือง

อยู่ตราบใด ภิกษุทั้งหลายย่อมเห็นแสงสว่าง

เหมือนพระอาทิตย์อุทัย อยู่ตราบนั้น เมื่อพระ

สูตรไม่มีและแม้พระวินัยก็หลงเลือนไป ในโลก

ก็จักมีแต่ความมืด เหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต

เมื่อภิกษุยังรักษาพระสูตรอยู่ ย่อมเป็นอันรักษา

ปฏิบัติไว้ด้วย นักปราชญ์ผู้ดำรงอยู่ในการปฏิบัติ

ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ ดังนี้

เมื่อพระธรรมกถึกนำพระสูตรนี้มาอ้าง พระเถระผู้ทรงผ้าบังสุกุลทั้งหลายก็นิ่ง. คำของพระเถระผู้เป็นธรรมกถึกนั้นแล เชื่อถือได้. เหมือนอย่างว่า ในระหว่างโคผู้ ๑๐๐ ตัว หรือ ๑๐๐๐ ตัว เมื่อไม่มีแม่โคผู้จะรักษาเชื้อสายเลย วงศ์เชื้อสายก็ไม่สืบต่อกันฉันใด เมื่อภิกษุเริ่มวิปัสสนาตั้ง ๑๐๐ ตั้ง ๑๐๐๐ รูปมีอยู่ แต่ปริยัติไม่มี ชื่อว่าการแทงตลอดอริยมรรคก็ไม่มี ฉันนั้นนั่นแล.

อนึ่ง เมื่อเขาจารึกอักษรไว้หลังแผ่นหิน เพื่อจะให้รู้ขุมทรัพย์ อักษรยังทรงอยู่เพียงใด ขุมทรัพย์ทั้งหลาย ชื่อว่ายังไม่เสื่อมหายไปเพียงนั้น ฉันใด

เมื่อปริยัติยังทรงอยู่ พระศาสนาก็ชื่อว่ายังไม่อันตรธานไป ฉันนั้นเหมือนกันแล.

จบอรรถกถาวรรคที่ ๑๐ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร