This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๓

Other items in this volume

อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๑. อัปปิยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๒. อัปปิยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๓. พลสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๔. พลสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๕. ธนสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๖. ธนสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๗. อุคคสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๘. สังโยชนสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๙. ปหานสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑ ๑๐. มัจฉริยสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๑. อนุสยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๒. อนุสยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๓. กุลสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๔. ปุคคลสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๕. อุทกูปมสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๖. อนิจจาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๗-๙. ทุกขสูตร อนัตตาสูตร นิพพานสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อนุสยวรรคที่ ๒ ๑๐. นิททสวัตถุสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๑. สารันททสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๒. วัสสการสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๓. ภิกขุสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๔. กรรมสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๕. สัทธิยสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๖. โพธิยสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๗. สัญญาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๘. เสขสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๙. หานิสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๑๐. วิปัตติสัมภวสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๑. อัปปมาทสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๒. หิรีมาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๓. สุวจสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๔. สุวจสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๕. สขสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๖. สขสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๗. ปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๘. ปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๙. วสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๑๐. วสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๑๑. นิททสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวตาวรรคที่ ๔ ๑๒. นิททสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๑. จิตตสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๒. ปริกขารสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๓. อัคคิสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๔. อัคคิสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๕. สัญญาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๖. สัญญาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๗. เมถุนสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๘. สังโยคสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๙. ทานสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรคที่ ๕ ๑๐. มาตาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๑. อัพยากตสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๒. ปุริสคติสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๓. ติสสสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๔. สีหสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๕. รักขิตสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๖. กิมมิลสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๗. สัตตธรรมสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๘. โมคคัลลานสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๙. ปุญญวิปากสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๑๐. ภริยาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต อัพยากตวรรคที่ ๑ ๑๑. โกธนาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๑. หิริสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๒. สุริยสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๓. นครสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๔. ธัมมัญญูสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๕. ปาริฉัตตกสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๖. สักกัจจสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๗. ภาวนาสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๘. อัคคิขันธูปมสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๙. สุเนตตอนุสาสนีสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหาวรรคที่ ๒ ๑๐. อรกานุสาสนีสูตรอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วินัยวรรคที่ ๓อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรคอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๑. เมตตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๒. ปัญญาสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๓. อัปปิยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๔. อัปปิยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๕. โลกธรรมสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๖. โลกวิปัตติสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๗. เทวทัตตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๘. อุตตรสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๙. นันทสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑ ๑๐. กรัณฑวสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๑. เวรัญชสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๒. สีหสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๓. อาชัญญสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๔. ขฬุงคสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๕. มลสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๖. ทูตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๗. พันธนสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๘. พันธนสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๙. ปหาราทสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๒ ๑๐. อุโปสถสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๑. อุคคสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๒. อุคคสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๓. หัตถกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๔. หัตถกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๕. มหานามสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๖. ชีวกสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๗. พลสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๘. พลสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๙. อักขณสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรคที่ ๓ ๑๐. อนุรุทธสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๑. ทานสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๒. ทานสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๓. ทานวัตถุสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๔. เขตตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๕. ทานูปปัตติสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๖. ปุญญกิริยาวัตถุสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๗. สัปปุริสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๘. สัปปุริสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๙. ปุญญาภิสันทสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ ทานวรรคที่ ๔ ๑๐. สัพพลหุสสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๑. สังขิตตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๒. วิตถตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๓. วิสาขสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๔. วาเสฏฐสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๕. โพชฌาสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๖. อนุรุทธสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๗. วิสาขสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๘. นกุลสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๙. อิธโลกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรคที่ ๕ ๑๐. อิธโลกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑. โคตมีสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๒. โอวาทสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๓. สังขิตตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๔. ทีฆชาณุสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๕. อุชชยสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๖. ภยสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๗. อาหุเนยยสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๘. อาหุเนยยสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๙. อัฏฐปุคคลสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๐. อัฏฐปุคคลสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑. อิจฉาสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๒. อลํสูตรที่ ๑-๘อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๐. สังขิตตสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๑. คยาสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๒. อภิภายตนสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๓. วิโมกขสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๔. โวหารสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๕. โวหารสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๖. ปริสสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สันธานวรรคที่ ๑ ๑๗. ภูมิจาลสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๑. ปฏิปทาสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๒. ปฏิปทาสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๓. ปฏิปทาสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๔. ปฏิปทาสูตรที่ ๔อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๕. ปฏิปทาสูตรที่ ๕อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๖. ปฏิปทาสูตรที่ ๖อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๗. อิจฉาสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๘. ลัจฉาสูตรที่ ๑-๘อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๑๖. ปริหานสูตร-๑๗. อปริหานสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ยมกวรรคที่ ๓ ๑๘-๑๙. กุสีตวัตถุสูตร-อารัพภวัตถุสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๑. สติสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๒. ปุณณิยสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๓. มูลสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๔-๕. โจรสูตรที่ ๑-๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๖. สมณสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๖. ยสสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๗-๘. ปัตตสูตรที่ ๑-๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๙. อัปปสาทสูตร-๑๐. ปสาทสูตรอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๑๒-๑๓. ปฏิสารณียสูตรที่ ๑-๒อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต สติวรรคที่ ๔ ๑๔. วัตตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๑. สัมโพธิสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๒. นิสสยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๓. เมฆิยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๔. นันทกสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๕. พลสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๖. เสวนาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๗. สุตวาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๘. สัชฌสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๙. ปุคคลสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑ ๑๐. อาหุเนยยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๑. วุฏฐิสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๒. สอุปาทิเสสสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๓. โกฏฐิตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๔. สมิทธิสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๕. คัณฑสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๖. สัญญาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๗. กุลสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๘. สัตตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๙. เทวตาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สีหนาทวรรคที่ ๒ ๑๐. เวลามสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๑. ฐานสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๒. ขฬุงคสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๓. ตัณหาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๔. ววัตถสัญญาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๕. สิลายูปสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๖. สิลายูปสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๗. เวรสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๘. เวรสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๙. อาฆาตสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๑๐. อาฆาตสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ๑๑. อนุปุพพนิโรธสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๑. วิหารสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๒. วิหารสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๓. นิพพานสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๔. คาวีสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๕. ฌานสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๖. อานันทสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๗. พราหมณสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๘. เทวสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๙. นาคสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๔ ๑๐. ตปุสสสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๑. ปัญจาลสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๒. กามเหสสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๓. กามเหสสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๔. กามเหสสูตรที่ ๓อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๕. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๑อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๖. สันทิฏฐิกสูตรที่ ๒อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๗. นิพพานสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๘. ปรินิพพานสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๙. ตทังคสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ ปัญจาลวรรคที่ ๕ ๑๐. ทิฏฐธัมมิกสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๑. เขมสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๒. เขมปัตตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๓. อมตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๔. อมตปัตตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๕. อภยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๖. อภยปัตตสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๗. ปัสสัทธิสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๘. อนุปุพพปัสสัทธิสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๙. นิโรธสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๑๐. อนุปุพพนิโรธสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต เขมวรรคที่ ๑ ๑๑. ธรรมปหายภัพพสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๑. สิกขาสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๒. นิวรณสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๓. กามคุณสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๔. อุปาทานขันธสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๕. โอรัมภาคิยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๖. คติสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๗. มัจฉริยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๘. อุทธัมภาคิยสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๙. เจโตขีลสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สติปัฏฐานวรรคที่ ๒ ๑๐. วินิพันธสูตรอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ๓. สัมมัปปธานวรรคอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ๔. อิทธิปาทวรรคอังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ๕. วรรคที่ ๕

Scripture

อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๓. ภิกขุสูตร

อรรถกถาแปลไทย

38 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓

ภิกขุสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา นี้เป็นเสมือนคำที่กล่าวแล้วในวัชชีอปนิหานิยธรรม ๗ ประการนั่นแหละ.

ก็ภิกษุทั้งหลาย แม้ในพระศาสนานี้ ไม่ประชุมกันเป็นนิตย์ ย่อมไม่ได้ยินข่าวที่มาในทิศทั้งหลาย ต่อแต่นั้น ย่อมไม่รู้ข่าวเป็นต้นว่า สีมาวิหารโน้นวุ่นวาย อุโบสถและปวารณา ยังตั้งอยู่. ภิกษุในที่ชื่อโน้นกระทำเวชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น ภิกษุทั้งหลายผู้มากไปด้วยวิญญัติ ย่อมเลี้ยงชีพด้วยการให้ผลไม้และดอกไม้เป็นต้น.

แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์ประมาณแล้ว ย่อมทำคำสั่งสอนที่เป็นกองให้เสื่อมลง.

ส่วนภิกษุทั้งหลายผู้ประชุมกันเนืองนิตย์ ย่อมได้สดับเรื่องนั้น. ลำดับนั้น ก็ส่งภิกษุสงฆ์ไปให้กระทำสีมาเสียให้ตรง ยังอุโบสถและปวารณาให้เป็นไป ส่งภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ไปสถานที่อยู่ของพวกภิกษุมิจฉาชีพ ให้สอนอริยวงศ์ ให้ภิกษุเหล่าวินัยธรลงนิคคหะแก่ภิกษุชั่วทั้งหลาย แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์ไม่เผอเรอ พวกเราไม่อาจเพื่อเที่ยวไปเป็นพวกเป็นหมู่ได้ ดังนี้แล้ว ก็แตกหนีกันไป.

พึงทราบความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ด้วยอาการอย่างนี้.

ในบทว่า สมคฺคา เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พอเมื่อบุคคลตีกลองหรือเคาะระฆังว่า สงฆ์จงประชุมกัน เพื่อชำระพระเจดีย์ หรือมุงเรือนโพธิ์หรือโรงอุโบสถ หรือเพื่อประสงค์จะตั้งกติกาวัตร ภิกษุทั้งหลายทำความบ่ายเบี่ยงไปว่า เรามีจีวรกรรมอยู่ เราระบมบาตรอยู่ เรามีนวกรรมอยู่ ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันประชุม. ก็ภิกษุทั้งหลายเว้นกรรมนั้นทั้งหมด ต่างรีบไปกันก่อน ประชุมพร้อมกัน ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันประชุม.

ส่วนภิกษุทั้งหลายประชุมกัน คิดปรึกษากันกระทำกิจที่ควรทำ ไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุมทีเดียว ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. ด้วยว่าเมื่อภิกษุทั้งหลายเลิกประชุมด้วยอาการอย่างนี้ เหล่าภิกษุที่ไปถึงก่อนย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราฟังแต่นอกเรื่อง. ส่วนภิกษุทั้งหลายผู้เลิกประชุมพร้อมๆ กันนั่นแหละ ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม.

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสดับข่าวว่า สีมาวิหารในที่โน้นวุ่นวาย. อุโบสถปวารณายังตั้งอยู่ในที่โน้น พวกภิกษุชั่วกระทำเวชกรรมเป็นต้นหนาแน่น. เมื่อพระเถระกล่าวว่า ใครจักไปลงนิคคหะภิกษุเหล่านั้น ก็จะชิงกันพูดว่าผมก่อน ผมก่อนแล้วก็ไป ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม.

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเห็นภิกษุอาคันตุกะ ไม่กล่าวว่า ท่านจงไปบริเวณนี้ ท่านจงไปบริเวณนั่น พวกเราเป็นใคร ดังนี้ ทุกรูปกระทำวัตรบ้าง เห็นอาคันตุกะมีบาตรจีวรเก่า ก็แสวงหาบาตรจีวรด้วยภิกษาจารวัตร ถวายภิกษุอาคันตุกะนั้น แสวงหาคิลานเภสัช (ยา) แก่ภิกษุอาคันตุกะผู้อาพาธบ้าง ไม่พูดกะภิกษุอาคันตุกะผู้อาพาธไม่มีที่พึ่งว่าจงไปบริเวณโน้น บำรุงอยู่ในบริเวณของตนๆ บ้าง. คัมภีร์ที่ยังบกพร่องคัมภีร์หนึ่ง ก็สงเคราะห์ภิกษุผู้มีปัญญาให้เธอยกคัมภีร์นั้นขึ้นบ้าง ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่ควรกระทำของสงฆ์.

ในบทว่า อปฺปญฺญตฺตํ เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ภิกษุทั้งหลายถือเอากติกาหรือสิกขาบทที่ไม่เป็นธรรมใหม่ ชื่อว่าบัญญัติข้อที่มิได้ทรงบัญญัติ เหมือนภิกษุทั้งหลายในกรุงสาวัตถีบัญญัติข้อที่ยังไม่ได้บัญญัติ ในเพราะเรื่องสันถัตเก่า ฉะนั้น.

ภิกษุทั้งหลายแสดงคำสอนนอกธรรม นอกวินัย ชื่อว่าเพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนภิกษุวัชชีบุตร ชาวกรุงเวสาลี เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปีฉะนั้น.

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจงใจละเมิดอาบัติเล็กน้อย ชื่อว่าไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนภิกษุอัสสชิและภิกษุปุนัพพสุกะฉะนั้น. ส่วนภิกษุทั้งหลายผู้ไม่กระทำอย่างอื่น ชื่อว่าไม่บัญญัติข้อที่ยังไม่ได้ทรงบัญญัติ ไม่เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานประพฤติในสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนท่านพระอุคคเสน ท่านพระยสกากัณฑกบุตร และท่านพระมหากัสสปะ ฉะนั้น.

บทว่า วุฑฺฒิเยว ความว่า พึงหวังแต่ความเจริญด้วยคุณมีศีลคุณเป็นต้นเท่านั้น ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

บทว่า เถร ได้แก่ผู้ถึงภาวะความมั่นคง คือประกอบด้วยคุณเครื่องกระทำความเป็นเถระ พระเถระทั้งหลายย่อมรู้ราตรีเป็นอันมาก เหตุนั้นจึงชื่อว่ารัตตัญญู. การบวชของภิกษุเหล่านี้สิ้นกาลนานเพราะเหตุนั้น ภิกษุเหล่านี้ชื่อว่าจิรปัพพชิตา พระเถระทั้งหลายตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดรแห่งสงฆ์ เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังฆบิดร เพราะตั้งอยู่ในฐานะเป็นสังฆบิดร. ภิกษุเหล่าใดย่อมนำสงฆ์ คือเป็นหัวหน้าให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติในสิกขา ๓ เพราะเหตุนั้น พระเถระเหล่านั้น ชื่อว่าสังฆปริณายก ผู้นำสงฆ์.

ภิกษุเหล่าใดไม่กระทำสักการะเป็นต้นแก่พระเถระเหล่านั้น ไม่ไปปรนนิบัติ ๒ วาระ ๓ วาระ เพื่อประโยชน์แก่การรับโอวาท พระเถระแม้เหล่านั้นย่อมไม่ให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น ไม่กล่าวถ้อยคำอันเป็นประเพณีธรรมเนียมแก่ภิกษุเหล่านั้น ไม่ให้ศึกษาธรรมปริยายอันเป็นสาระ. ภิกษุเหล่านั้นอันพระเถระเหล่านั้นสลัดเสียแล้ว ย่อมเสื่อมจากคุณทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ คือธรรมขันธ์มีศีลขันธ์เป็นต้นและอริยทรัพย์ ๗ ประการ.

ฝ่ายภิกษุเหล่าใดกระทำสักการะเป็นต้นแก่พระเถระเหล่านั้น ไปปรนนิบัติพระเถระเหล่านั้น ย่อมให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น มีคำเป็นต้นว่า "ท่านพึงก้าวไปข้างหน้าด้วยอาการอย่างนี้" กล่าวถ้อยคำอันเป็นประเพณีธรรมเนียม ให้ศึกษาธรรมปริยายอันเป็นสาระแก่นสาร พร่ำสอนด้วยธุดงค์ ๑๓ ด้วยกถาวัตถุ ๑๐. ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระเหล่านั้น เจริญด้วยคุณมีศีลคุณเป็นต้น ย่อมบรรลุตามลำดับซึ่งประโยชน์แห่งสามัญญผล.

ในข้อนี้พึงทราบความเสื่อมและความเจริญด้วยอาการอย่างนี้.

การเกิดเป็นปกติของตัณหานั้น เหตุนั้น ตัณหานั้น ชื่อว่า โปโนพภวิภา. อธิบายว่า ให้การเกิดใหม่. ของตัณหาอันเกิดใหม่นั้น.

ในคำว่า น วสํ คจฺฉิสฺสนฺติ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ดำเนินไปตามรอยแห่งอุปฐากทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ ย่อมเที่ยวไปบ้านโน้นบ้านนี้ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าไปสู่อำนาจแห่งตัณหาอันมีการเกิดใหม่เป็นปกตินั้น. ฝ่ายภิกษุอีกพวกหนึ่งไม่ไปสู่อำนาจแห่งตัณหาอันมีปกติเกิดใหม่นั้น. ในข้อนั้นความเสื่อมและความเจริญทั้งหลายปรากฏแล้วทั้งนั้น.

บทว่า อารญฺญาเกสุ ได้แก่ ในที่แห่งเสนาสนะ. ไกลจากหมู่บ้านประมาณชั่ว ๕๐๐ ธนูเป็นที่สุด.

บทว่า สาเปกฺขา แปลว่า ยังมีความอาลัย.

จริงอยู่ ภิกษุแม้ได้บรรลุฌานในเสนาสนะใกล้บ้าน พอมาตรว่าออกจากฌานนั้น ได้ฟังเสียงหญิงชายและเด็กเป็นต้น เพราะเหตุนั้น คุณวิเศษที่ภิกษุนั้นบรรลุแล้ว ย่อมเสื่อมโดยแท้. ภิกษุนั้นแม้หลับไปในเสนาสนะป่า พอตื่นขึ้นได้ยินเสียงราชสีห์ เสือโคร่งและนกยูงเป็นต้น ซึ่งได้ปีติในป่า พิจารณาเสียงนั้นนั่นแล ก็ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญภิกษุผู้นอนในป่าเท่านั้น สำหรับภิกษุผู้บรรลุฌานนั่งในเสนาสนะใกล้บ้าน เพราะเหตุนั้น อาศัยอำนาจประโยชน์นั้นแหละ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายจักมีความอาลัยในเสนาสนะป่า ดังนี้.

บทว่า ปจฺจตฺตเญว สตึ อปฏฺฐเปสฺสนฺติ ความว่า เข้าไปตั้งสติไว้ภายในตน.

บทว่า เปสลา แปลว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก.

ภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นทั้งหลาย แม้ไม่ปรารถนาการมาของภิกษุเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย แม้ในพระศาสนานี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่กระทำวัตรมีการออกไปต้อนรับ รับบาตรและจีวรการปูอาสนะและการถือพัดก้านตาลเป็นต้น แก่ภิกษุผู้มาถึงวิหาร. ลำดับนั้น ชื่อเสียงที่เลวของภิกษุเหล่านั้นย่อมฟุ้งขจรไปว่า ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในวิหารชื่อโน้น เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่กระทำแม้วัตรปฏิบัติแก่ภิกษุผู้เข้าไปยังวิหาร.

บรรพชิตทั้งหลาย ครั้นได้ยินเรื่องนั้นแล้ว แม้เมื่อเดินทางไปทางประตูวิหารก็ไม่เข้าไปยังวิหาร บรรพชิตทั้งหลายที่ยังไม่เคยมาก็ไม่มาด้วยประการฉะนี้.

ส่วนบรรพชิตผู้มาถึงแล้ว เมื่อวิหารที่อยู่ไม่มีความผาสุก. ฝ่ายบรรพชิตผู้ที่มาถึง เพราะไม่ทราบ ก็พากันกลับออกไปด้วยคิดว่า พวกเรามาแล้วด้วยหวังว่า พวกเราจักพักอยู่ก่อนจึงมา ด้วยการปฏิบัติทำนองนี้ของภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นเหล่านี้ ใครจักพักอยู่ได้. วิหารนั้นย่อมไม่เป็นที่อยู่ของภิกษุเหล่าอื่นด้วยประการฉะนี้.

ลำดับนั้น ภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นทั้งหลาย เมื่อไม่ได้พบเห็นภิกษุทั้งหลายผู้มีศีล ย่อมไม่ได้ผู้บรรเทาความสงสัย ผู้ให้ศึกษาอาจาระหรือการฟังธรรมที่ไพเราะ. ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่ได้เรียนธรรมที่ไม่เคยเรียน ย่อมไม่ได้กระทำการสาธยายธรรมที่เคยเรียนมาแล้ว. ดังนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงมีแต่ความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญเลย.

ส่วนภิกษุเหล่าใดย่อมปรารถนาการมาของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส กระทำสามีจิกรรมมีการออกไปต้อนรับเป็นต้นแก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้มาถึงแล้ว ย่อมปูอาสนะถวาย พาภิกษุผู้เป็นสพรหมจารีเหล่านั้นเข้าไปภิกษาจาร บรรเทาความสงสัย ย่อมได้การฟังธรรมอันไพเราะ.

ลำดับนั้น ชื่อเสียงอันดีงามของภิกษุเหล่านั้นก็ฟุ้งขจรไปว่า ภิกษุทั้งหลายในวิหารชื่อโน้นเป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใสสมบูรณ์ด้วยวัตร เป็นผู้สงเคราะห์ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายได้สดับข่าวดังนั้น จึงพากันมาแม้แต่ที่ไกล. ภิกษุทั้งหลายเจ้าของถิ่นกระทำวัตรแก่ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปใกล้ไหว้ภิกษุอาคันตุกะผู้แก่กว่า แล้วนั่งอยู่ ถือเอาอาสนะในสำนักของภิกษุผู้อ่อนกว่าแล้วนั่ง ถามว่า ท่านทั้งหลายจักอยู่ในที่นี้หรือจักไป เมื่อท่านกล่าวว่า จักไป จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เสนาสนะเป็นสัปปายะ ภิกษาหาได้ง่าย ดังนี้แล้ว จึงไม่ยอมให้ไป.

ถ้าภิกษุนั้นเป็นพระวินัยธรไซร้ ก็สาธยายพระวินัยในสำนักของท่าน. ถ้าท่านเป็นผู้ทรงพระสูตรเป็นต้น ก็สาธยายธรรมในสำนักของท่านภิกษุเหล่านั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระผู้อาคันตุกะ ย่อมบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายย่อมเป็นผู้กล่าวว่า พวกเรามาด้วยคิดว่า พวกเราจักอยู่สักวันหนึ่งสองวัน แต่พวกเราก็อยู่เสีย ๑๐ พรรษา ๒๐ พรรษา เพื่อประโยชน์แก่การอยู่เป็นสุขสำหรับภิกษุเหล่านี้.

พึงทราบความเสื่อมและความเจริญในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ วัชชีวรรคที่ ๓ ๓. ภิกขุสูตร · Volume 23