This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation36 lines1 editions

อรรถกถาอุปปัชชันติสูตร

อุปปัชชันติสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ยาวกีวํ แปลว่า ตลอดกาลเพียงใด. บทว่า ยโต ความว่า ในกาลใด คือตั้งแต่เวลาใด หรือว่าในกาลใด.

ด้วยบทว่า เอวเมตํ อานฺนท พระองค์ทรงแสดงว่า อานนท์ ข้อที่เธอกล่าวว่า เมื่อตถาคตอุบัติขึ้น ลาภและสักการะย่อมเจริญยิ่งแก่ตถาคตและแก่สาวกของตถาคตเท่านั้น ส่วนพวกเดียรถีย์เป็นผู้ไร้เดช หมดรัศมี เสื่อมลาภและสักการะนั่น ย่อมเป็นอย่างนั้น ข้อนั้นหากลายเป็นอย่างอื่นไม่.

จริงอยู่ เมื่อจักรรัตนะของพระเจ้าจักรพรรดิปรากฏ สัตวโลกละจักรรัตนะ ไม่ทำการบูชาสักการะและสัมมานะ ให้เป็นไปในที่อื่น แต่สัตวโลกทั้งมวลล้วนสักการะเคารพนับถือบูชาจักรรัตนะเท่านั้น โดยภาวะทั้งปวง ดังนั้น แม้วิบากเป็นเครื่องไหลออกเพียงเป็นบุญที่ซ่านไปตามวัฏฏะ ก็ยังมีอานุภาพมากถึงเพียงนั้น จะต้องกล่าวไปใยเล่า ถึงพุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ สังฆรัตนะ อันทรงไว้ซึ่งจำนวนคุณหาที่สุดหาประมาณมิได้ ซึ่งเป็นเครื่องสนับสนุนพลังแห่งบุญอันส่งผลให้ไปถึงพระนิพพาน.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เมื่อพระอรหันต์ ๖๑ องค์บังเกิดขึ้นในโลกตามลำดับ จึงทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ เพื่อจาริกไปตามชนบท พระองค์เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ให้ชฎิล ๑,๐๐๐ คนมีอุรุเวลกัสสปะเป็นหัวหน้า ดำรงอยู่ในพระอรหัต แวดล้อมไปด้วยพระอรหันต์เหล่านั้น ประทับนั่งที่สวนตาลหนุ่ม ทำชนชาวอังคะและมคธ ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ประมาณได้ ๑๒๐,๐๐๐ คนให้หยั่งลงในพระศาสนา ในคราวที่พระองค์ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์.

จำเดิมแต่นั้น ลาภและสักการะของเดียรถีย์ทุกจำพวก ย่อมกลับเสื่อมลงทีเดียว โดยประการที่ลาภและสักการะเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระอานนท์นั่งพักในที่พักกลางวัน พิจารณาถึงสัมมาปฏิบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระอริยสงฆ์ เกิดปีติและโสมนัส จึงรำพึงถึงข้อปฏิบัติของเดียรถีย์เหล่านั้นว่า การปฏิบัติของพวกเดียรถีย์เป็นอย่างไรหนอ.

ลำดับนั้น การปฏิบัติชั่วแม้โดยประการทั้งปวงของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ปรากฏแล้วแก่ท่านพระอานนท์. ท่านพระอานนท์คิดว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่ามีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ ผู้บรรลุพระบารมีอย่างสูงสุดแห่งอุปนิสัยของบุญ และสัมมาปฏิบัติ และเมื่อพระอริยสงฆ์ยังทรงอยู่ พวกอัญญเดียรถีย์เหล่านี้จึงปฏิบัติชั่วถึงอย่างนี้ ไม่เคยทำบุญ เป็นดังคนกำพร้า จึงจักมีลาภ เป็นผู้อันเขาสักการะอย่างไร จึงเกิดความกรุณาในการเสื่อมลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ขึ้น.

ต่อนั้น จึงได้กราบทูลความปริวิตกของตน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลกเพียงใด.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสกะเธอว่า อานนท์ เธอมีความปริวิตกผิดไปแล้ว ดังนี้แล้ว จึงตั้งพระศอขึ้นตรง เช่นกับกลองทอง ทรงกระทำพระพักตร์ให้อิ่มเอิบอันงดงามปานดอกบัวที่บานสะพรั่ง ให้น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ทรงร่าเริงว่า ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น อานนท์ แล้วทรงอำนวยตามคำของพระอานนท์ โดยนัยมีอาทิว่า ยาวกีวญฺจ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ ฯลฯ และพระภิกษุสงฆ์ ดังนี้เป็นต้น.

ครั้นเมื่อเกิดเหตุแห่งเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพาเวรุชาดกว่า แม้ในอดีตกาล เรายังไม่อุบัติขึ้น ชนชั้นต่ำบางพวกได้ความนับถือเป็นอันมาก ตั้งแต่เราอุบัติแล้ว อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นก็ได้เป็นผู้เสื่อมลาภและสักการะ.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๖๕๔

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ซึ่งอรรถนี้ว่า ทิฏฐิคติกบุคคลมีสักการะและสัมมานะตลอดเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก นับตั้งแต่เวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นอุบัติแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็เสื่อมลาภสักการะ หมดรัศมี ไร้เดช และพวกเขาไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ เพราะการปฏิบัติชั่ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงความนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสติ ตาว โส กิมิ ความว่า หิ่งห้อยนั้นยังสว่างรุ่งโรจน์แผดแสงอยู่เพียงนั้นนั่นแล.

บทว่า ยาว น อุณฺณมติ ปภงฺกโร ความว่า พระอาทิตย์อันได้นามว่า ปภังกร เพราะกระทำให้มีแสงสว่างในขณะเดียวกัน ในมหาทวีปทั้ง ๔ ยังไม่ทอแสง คือยังไม่ขึ้นไปตราบใด.

จริงอยู่ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น พวกหิ่งห้อยก็ได้โอกาสเปลี่ยนแสง เช่นกับผลไม้มีหนาม ย่อมส่งแสงในที่มืด.

บทว่า เวโรจนมฺหิ อุคฺคเต หตปฺปโภ โหติ น จาปิ ภาสติ ความว่า เมื่อพระอาทิตย์อันได้นามว่า วิโรจนะ เพราะมีสภาวะส่องแสง โดยรัศมีแผ่ออกพันดวงกำจัดความมืดโดยรอบขึ้นไปแล้ว หิ่งห้อยหมดรัศมี ไร้เดช เป็นสีดำ ไม่มีแสงสว่าง ไม่แผดแสง เหมือนความมืดในราตรี.

บทว่า เอวํ โอภาสิตเมว ติตฺถิยานํ ความว่า หิ่งห้อยนั้น ก่อนแต่พระอาทิตย์ขึ้น ย่อมส่องแสงฉันใด พวกเดียรถีย์อันได้นามว่า ตักกิกา เพราะยึดถือทิฏฐิ ด้วยเหตุเพียงตริตรึกกำหนด สว่างคือตั้งส่องแสงด้วยเดชแห่งลัทธิของตน ตราบเท่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลก.

บทว่า น ตกฺกิกา สุชฺฌนฺติ น จาปิ สาวกา ความว่า ก็ในคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทิฏฐิคติกบุคคลย่อมไม่บริสุทธิ์ ย่อมไม่งาม ทั้งสาวกของทิฏฐิคติกบุคคลเหล่านั้นก็ไม่งาม ถึงกระนั้นก็ถูกกำจัดรัศมี ไม่ปรากฏเหมือนลูกศรที่ยิงไปในราตรี.

อีกอย่างหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นในโลกเพียงใด พวกเดียรถีย์ก็ยังแผดแสงโชติช่วง ตามลัทธิของตน หลังจากนั้นก็ไม่มีแสง.

เพราะเหตุไร?

เพราะเหตุที่พวกเดียรถีย์ไม่บริสุทธิ์ ทั้งสาวกของเขาก็ไม่บริสุทธิ์. เพราะพวกเดียรถีย์เหล่านั้นกล่าวธรรมวินัยไว้ไม่ดี ไร้การปฏิบัติชอบ ย่อมไม่บริสุทธิ์จากสงสารไปได้ เพราะคำสอนไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ผู้มีทิฏฐิชั่ว ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ดังนี้เป็นต้น.

จริงอยู่ พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้มีทิฏฐิชั่ว คือมีทิฏฐิอันยึดถือไว้ผิด ได้แก่มีความเห็นผิด เพราะไม่มีลัทธิตามความเป็นจริง ไม่สละทิฏฐินั้นแล้ว แม้ในกาลไหนๆ ก็ไม่พ้นไปจากทุกข์ในสงสารได้เลย.

จบอรรถกถาอุปปัชชันติสูตรที่ ๑๐ จบชัจจันธวรรควรรณนาที่ ๖ ---------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อายุสมโอสัชชนสูตร

๒. ปฏิสัลลานสูตร

๓. อาหุสูตร

๔. กิรสูตรที่ ๑

๕. กิรสูตรที่ ๒

๖. ติตถสูตร

๗. สุภูติสูตร

๘. คณิกาสูตร

๙. อุปาติสูตร

๑๐. อุปปัชชันติสูตร ฯ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ๑