This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๕

Other items in this volume

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สรณคมน์ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สิกขาบท ๑๐ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ อาการ ๓๒ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ สามเณรปัญหาในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มงคลสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ กรณียเมตตสูตรในขุททกปาฐะสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปัณฑิตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ชราวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัตตวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โลกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปิยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มลวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ธัมมัฏฐวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มรรควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปกิณณกวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นิรยวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ภิกขุวรรคสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พราหมณวรรคขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ โพธิสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ อชปาลนิโครธสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ เถรสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ปาวาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ สังคามชิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ ชฎิลสูตรขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรคที่ ๑ พาหิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ มุจจลินทสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ ทัณฑสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สักการสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ อุปาสกสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ คัพภินีสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ เอกปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ สุปปวาสาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน มุจจลินทวรรคที่ ๒ กาฬิโคธาภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ กรรมสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ นันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ยโสชสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โกลิตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิลินทวัจฉสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ มหากัสสปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ ปิณฑปาตสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ สิปปสูตรขุททกนิกาย อุทาน นันทวรรคที่ ๓ โลกสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ เมฆิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุทธตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ โคปาลสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ชุณหสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ นาคสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ ปิณโฑลภารทวาชสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สุนทรีสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ อุปเสนวังคันตปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรคที่ ๔ สาริปุตตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ราชสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อัปปายุกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สุปปพุทธกุฏฐิสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กุมารกสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อุโปสถสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ โสณสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ กังขาเรวตสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ อานันทสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ สัททายมานสูตรขุททกนิกาย อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ จูฬปันถกสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อายุสมโอสัชชนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ปฏิสัลลานสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อาหุสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ กิรสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ ติตถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ สุภูติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ คณิกาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปาติสูตรขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรคที่ ๖ อุปปัชชันติสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ภัททิยสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ กามสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ลกุณฐกภัททิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ตัณหักขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ ปปัญจขยสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ มหากัจจานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุทปานสูตรขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรคที่ ๗ อุเทนสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๓ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ นิพพานสูตรที่ ๔ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ จุนทสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ปาฏลิคามิยสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทวิธาปถสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ วิสาขาสูตรขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อุทาน ปาฏลิคามิยวรรคที่ ๘ ทัพพสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค สัพพสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค มานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โลภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ปฐมวรรค โทสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โกธสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค มักขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมหสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เสขสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค เภทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค โมทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ทุติยวรรค ปุคคลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค จิตตฌายีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ปุญญสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค อุโภอัตถสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เวปุลลปัพพตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค สัมปชานมุสาวาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เอกนิบาต ตติยวรรค เมตตาภาวสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ภิกขุสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค ตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อตปนียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค สีลสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค อาตาปีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค นกุหนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ปฐมวรรค โสมนัสสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค เทศนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค วิชชาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ปัญญาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อชาตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สัลลานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค สิกขาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ชาคริยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค อปายสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ทุกนิบาต ทุติยวรรค ทิฏฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อกุศลมูลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เวทนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค เอสนาสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค อาสวสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปฐมวรรค มารเธยยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ปุญญกิริยาวัตถุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค จักขุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อินทรียสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค อัทธาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ทุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจริตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค สุจิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๑ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ทุติยวรรค ราคสูตรที่ ๒ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค มิจฉาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สัมมาทิฐิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค นิสสรณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค รูปสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปุตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค อวุฏฐิกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค สุขสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ภินทนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ธาตุสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ตติยวรรค ปริหานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค วิตักกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สักการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค สัททสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค จวมานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค โลกสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อสุภสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค อันธการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค มลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต จตุตถวรรค เทวทัตตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ปสาทสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ชีวิตสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค สังฆาฏิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อัคคิสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปริกขยสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค อุปปัตติสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กามสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค กัลยาณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ทานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ธรรมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พราหมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จัตตาริสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ชานสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สมณสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สีลสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ตัณหาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พรหมสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต พหุการสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต กุหนาสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต ปุริสสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต จรสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต สัมปันนสูตรขุททกนิกาย อิติวุตตกะ จตุกกนิบาต โลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อุรคสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ธนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ขัคควิสาณสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค กสิภารทวาชสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค จุนทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ปราภวสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เมตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค เหมวตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค อาฬวกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค วิชยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค มุนีสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค รตนสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อามคันธสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค หิริสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค มงคลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สูจิโลมสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมจริยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค พราหมณธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค นาวาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค กึสีลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค อุฏฐานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ราหุลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค วังคีสสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สัมมาปริพพาชนิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค ธรรมิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปัพพชาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ปธานสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุภาษิตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุนทริกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค มาฆสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สภิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค เสลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สัลลสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค วาเสฏฐสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค โกกาลิกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค นาลกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค ทวยตานุปัสสนาสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กามสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค คุหัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ทุฏฐัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สุทธัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปรมัฏฐกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ชราสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ติสสเมตเตยยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปสูรสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มาคันทิยสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค จูฬวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค มหาวิยูหสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ตุวฏกสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค สารีปุตตสูตรขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค วัตถุกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อชิตปัญหาที่ ๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ติสสเมตเตยยปัญหาที่ ๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปุณณกปัญหาที่ ๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เมตตคูปัญหาที่ ๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โธตกปัญหาที่ ๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุปสีวปัญหาที่ ๖ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค นันทปัญหาที่ ๗ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค เหมกปัญหาที่ ๘ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โตเทยยปัญหาที่ ๙ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค กัปปปัญหาที่ ๑๐ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ภัทราวุธปัญหาที่ ๑๒ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค อุทยปัญหาที่ ๑๓ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โปสาลปัญหาที่ ๑๔ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค โมฆราชปัญหาที่ ๑๕ขุททกนิกาย สุตตนิบาต ปารายนวรรค ปิงคิยปัญหาที่ ๑๖

Scripture

ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อุรควรรค ธนิยสูตร

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation299 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาธนิยสูตร

ธนิยสูตรประกอบด้วยคาถาว่า ปกฺโกทโน เป็นต้น

ธนิยสูตรนี้ มีเหตุอุบัติขึ้นเป็นอย่างไร?

ธนิยสูตรนี้ มีเหตุอุบัติขึ้นดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยสมัยนั้น คนเลี้ยงโค ชื่อธนิยะ อาศัยอยู่บนฝั่งแม่น้ำมหี.

บุพกรรมของนายธนิยะนั้นมีดังต่อไปนี้ :-

เมื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ยังปรากฏอยู่ นายธนิยะผู้นี้ได้ถวายสลากภัตร ๒๐ ที่แด่พระสงฆ์ทุกวันสิ้น ๒ หมื่นปี เขาจุติจากชาตินั้นแล้ว ก็บังเกิดในเทวโลกทั้งหลายทีเดียว ทำพุทธันดรหนึ่งให้สิ้นไปในเทวโลก. พอถึงกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ก็บังเกิดเป็นบุตรเศรษฐี ในนครธรรมโกรัณฑะ ซึ่งเป็นนครที่ขึ้นอยู่ในปัพพตรัฐ ในตอนกลางของวิเทหรัฐ. เขาอาศัยฝูงโคเลี้ยงชีพ ด้วยว่าเขามีโคประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตัว เขารีดนมจากแม่โค ๒๗,๐๐๐ ตัว ธรรมดาว่าพวกเลี้ยงโคทั้งหลายไม่ได้อยู่ประจำที่ พวกเขาอยู่บนบก ๔ เดือนในฤดูฝน อีก ๘ เดือนที่เหลือ พวกเขาได้หญ้าและน้ำที่ใดสะดวกก็อยู่ที่นั้น และที่นั้นจะต้องเป็นฝั่งแม่น้ำ หรือไม่ก็ฝั่งสระน้ำที่เกิดเองตามธรรมชาติ.

ต่อมาในฤดูฝน นายธนิยะผู้นี้ได้ออกจากบ้านที่ตนอยู่ไปเสาะแสวงหาช่องทาง (โอกาส) เพื่อให้โคทั้งหลายอยู่อย่างสบาย จึงได้เข้าไปยังโอกาสที่แม่น้ำมหามหีแยกออกเป็น ๒ สาย ถึงการนับว่า (เรียกกันว่า) กาฬมหีสาย ๑ มหามหีสาย ๑. เมื่อไหลไปก็มาบรรจบกันที่ใกล้ทะเลอีก แล้วได้ทำให้เกิดเกาะในระหว่างขึ้น เขาจึงสร้างโรงสำหรับโคทั้งหลายและที่อยู่ของตนขึ้น (ณ สันดอนอันเป็นเกาะแห่งนั้น) ได้เข้าอยู่อาศัย. เขามีบุตร ๗ คน มีธิดา ๗ คน สะใภ้ ๗ คนและกรรมกรเป็นจำนวนมาก.

ธรรมดาว่า คนเลี้ยงโคทั้งหลายย่อมทราบนิมิตแห่งฝน (คือ) เมื่อใดนกทั้งหลายทำรังบนยอดไม้ ปูทั้งหลายปิดรูที่ใกล้แม่น้ำ ย่อมใช้รู (ใหม่) ใกล้ที่ดอน ในกาลนั้นคนเลี้ยงโคทั้งหลายย่อมถือว่าจักมีฝนชุก. แต่เมื่อใดนกทั้งหลายย่อมทำรังเหนือพื้นน้ำในที่ต่ำ ปูทั้งหลายปิดรูที่ใกล้ที่ดอน (บนบก) ย่อมใช้รูใกล้แม่น้ำ ในกาลนั้นคนเลี้ยงโคทั้งหลายย่อมถือว่าจักมีฝนน้อย.

ครั้งนั้น นายธนิยะนั้นกำหนดนิมิตว่าจักมีฝนดี พอฤดูฝนใกล้เข้ามาก็ออกจากเกาะที่อยู่ในระหว่าง (แม่น้ำ) สร้างสถานที่ของตนขึ้นในสถานที่น้ำท่วมไม่ถึง แม้ในเมื่อฝนตกอยู่สิ้น ๗ สัปดาห์ ที่ฝั่งหนึ่งของแม่น้ำมหามหี สร้างโรงโคล้อมที่อยู่ไว้โดยรอบ แล้วก็อยู่ในที่นั้น.

ครั้งนั้น เมื่อเขาทำการตระเตรียมวัสดุมีไม้และหญ้าเป็นต้นแล้ว เมื่อพวกลูกๆ ภรรยา และพวกคนทั้งหลายทั้งปวงอยู่พร้อมหน้ากัน เมื่อของเคี้ยวและของบริโภคนานาประการที่ตนได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว กลุ่มแห่งเมฆฝนทั้งหลายก็ตั้งขึ้นทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ.

นายธนิยะนั้นรีดนมจากแม่โคทั้งหลาย ให้ลูกโคทั้งหลายอยู่ในคอกทั้งหลาย ให้สุมควันเพื่อโคทั้งหลายขึ้นทั่วทั้ง ๔ ทิศ (เพื่อไล่ยุง) ให้บริวารชนทุกคนบริโภคแล้ว ให้ทำกิจทุกอย่างแล้ว ให้ตามประทีปขึ้นในที่นั้นๆ ตนเองบริโภคภัตรด้วยน้ำนมสด นอนอยู่บนที่นอนอันใหญ่ เห็นสิริสมบัติของตนแล้วก็มีความยินดี นอนฟังเสียงฟ้าร้องมาจากทิศเบื้องหน้า ได้เปล่งอุทานนี้ว่า

เรามีข้าวสำเร็จแล้ว มีน้ำนมรีด (จากแม่โค)

รองไว้แล้ว มีการอยู่กับชนผู้เป็นบริวาร ผู้มีความ

ประพฤติอนุกูลเสมอกัน ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี เรามุง

บังกระท่อมแล้ว ก่อไฟไว้แล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่น

นี้ หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.

พรรณนาความในคาถาที่ ๑ นั้น ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ปกฺโกทโน ได้แก่ ภัตรที่เสร็จแล้ว.

บทว่า พุทฺธขีโร ได้แก่ น้ำนมที่เขารีดจากแม่โคทั้งหลายแล้วถือเอา นายธนิยะย่อมแสดงตนเองด้วยคำว่า อหํ (ข้าพเจ้า).

บทว่า อสฺมิ ได้แก่ ความเป็นอย่างนั้นของตน. อธิบายว่า เรามีข้าวสุกแล้ว รีดนมแล้ว.

ศัพท์ว่า อิติ ความว่า นายธนิยโคปะกล่าวแล้วอย่างนี้ แต่ในคัมภีร์นิทเทส ท่านกล่าวอรรถแห่งอิติศัพท์ไว้อย่างนี้ว่า ศัพท์ว่า อิติ ใช้ในการเชื่อมบท เป็นการเกี่ยวข้องกันแห่งบท เป็นการทำบทให้เต็ม เป็นที่ประชุมแห่งอักษร เป็นความสละสลวยแห่งพยัญชนะ.

คำว่า อิติ นี้เป็นชื่อแห่งบทเบื้องปลาย อิติศัพท์แม้นั้นบัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายเอาเนื้อความนี้เท่านั้น.

ก็อิติศัพท์ซึ่งประกาศเนื้อความนั้นนั่นแล แห่งบทที่ท่านกล่าวด้วยบทเบื้องต้นว่า ท่านกล่าวไว้แล้วอย่างนี้เป็นการเชื่อมบทด้วยบทเบื้องปลาย โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า อิติ เมตฺเตยฺโย หรือว่า อิติ ภควา หาใช่โดยประการอื่นไม่.

สองบทว่า ธนิโย โคโป เป็นชื่อรวมของเศรษฐีบุตรนั้น ด้วยว่า นายธนิยโคปะนั้นชื่อว่าธนิยะ ก็เพราะประกอบพร้อม (มั่งคั่ง) ไปด้วยทรัพย์ (ธนะ) คือโค ที่ท่านกล่าวให้พิเศษไว้อย่างนี้ว่าทรัพย์ที่จะเสมอด้วยโคไม่มี ดังนี้ ก็หมายถึงการที่นายโคปะนั้นเป็นผู้มีอุปการะมากแก่ชาวโลกโดยการให้ปัญจโครส ในบรรดาทรัพย์ทั้ง ๕ อย่างมีอสังหาริมทรัพย์เป็นต้น เว้นทรัพย์ที่จะติดตามตนไปได้มีทานและศีลเป็นต้น โดยเป็นอสังหาริมทรัพย์มีนา สวนและอารามเป็นต้นบ้าง โดยเป็นทรัพย์ที่เดินได้มีวัวและม้าเป็นต้นบ้าง โดยเป็นสังหาริมทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้นบ้าง โดยเป็นทรัพย์ที่มีอวัยวะสมบูรณ์อันเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะเป็นต้น ชื่อว่าโคปะ ก็เพราะการเลี้ยงโคทั้งหลาย.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๘

ด้วยว่า ผู้ใดเลี้ยงโคของตน ผู้นั้นชื่อว่าโคปะ. ส่วนผู้ใดเลี้ยงโคของคนเหล่าอื่น เป็นผู้รับค่าจ้าง ผู้นั้นชื่อว่านายโคบาล ก็บุตรเศรษฐีนั้นเป็นผู้เลี้ยงโคของตนเท่านั้น เขาจึงได้ขนานนามว่าโคปะ.

บทว่า อนุตีเร คือที่ใกล้ฝั่ง.

บทว่า มหิยา ได้แก่ แห่งแม่น้ำที่มีชื่อว่า มหามหี.

การอยู่ร่วมกันกับบริวารชนที่สมานสามัคคีกัน ที่มีความประพฤติเกื้อกูลกัน การอยู่ร่วมกันนั้น เป็นการอยู่ร่วมของผู้ใด ก็นายธนิยโคปะนี้เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่าการอยู่ร่วมกัน.

บทว่า ฉนฺนา ได้แก่ ทำให้ฝนรั่วรดไม่ได้ ด้วยการมุงด้วยเครื่องมุง คือหญ้าและใบไม้ทั้งหลาย.

คำว่า กุฏิ นี้ เป็นชื่อของเรือนนั้น.

บท อาหิโต คือ นำมาแล้ว หรือก่อไว้แล้ว. ไฟชื่อว่า คินิ ไฟท่านเรียกว่า คินิ ในฐานะนั้นๆ.

บทว่า อถ เจ ปตฺถยสิ มีคำอธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าว่าท่านปรารถนาในบัดนี้.

บทว่า ปวสฺส ความว่า จงรด คือจงหลั่งลง ได้แก่จงปล่อยน้ำลงมา นายธนิยะเรียกเมฆฝนว่าเทวะ. การพรรณนาเฉพาะในคาถานี้เพียงเท่านี้ก่อน.

ส่วนการพรรณนาเนื้อความมีดังต่อไปนี้.

นายธนิยโคปะนี้นอนแล้วในเรือนอันเป็นที่นอนของตนอย่างนี้ ฟังแล้วซึ่งเสียงร้องของเมฆ (เสียงฟ้าร้อง) กล่าวอยู่ว่า เรามีข้าวหุงเสร็จแล้ว ย่อมแสดงถึงการเตรียมไว้อย่างดีของตนอันเป็นอุบายที่จะให้ระงับความทุกข์กาย และเป็นเหตุแห่งความสุขกาย. เขาเมื่อกล่าวว่า เรารีดนมเสร็จแล้ว ชื่อว่าย่อมแสดงถึงการจัดการดีของตนอันเป็นอุบายเพื่อเข้าไประงับทุกข์ทางใจ และเป็นเหตุแห่งความสุขใจ. เมื่อกล่าวว่าที่ฝั่งแม่น้ำมหี ย่อมแสดงถึงสมบัติคือสถานที่อยู่. เขากล่าวอยู่ว่าการอยู่ร่วมกัน ย่อมแสดงถึงความไม่มีความเศร้าโศกอันมีการพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นเหตุ. ในกาลเช่นนั้น เมื่อกล่าวว่าเรามุงกระท่อมแล้ว ย่อมแสดงถึงการกำจัดคือความปราศจากความทุกข์อันเป็นทุกข์ทางกาย.

บทว่า อาหิโต คินิ ความว่า เพราะเหตุที่นายโคบาลทั้งหลายก่อไฟ ๓ ชนิด คือไฟล้อมรอบ ไฟควันและไฟผิง และพวกนายโคบาลเหล่านั้นก็ได้ก่อไฟทั้ง ๓ ชนิดนั้นขึ้นในเรือนของนายธนิยโคปะนั้น เพราะฉะนั้น เขาเมื่อกล่าวว่าเราก่อไฟแล้ว หมายถึงไฟล้อมรอบในทิศทั้งปวง ย่อมแสดงถึงการป้องกันการเข้ามาแห่งเนื้อร้าย. เมื่อกล่าวว่าเราก่อไฟแล้ว หมายเอาไฟควันซึ่งก่อจากวัตถุทั้งหลายมีโคมัยเป็นต้นในท่ามกลางแห่งโคทั้งหลาย ย่อมแสดงถึงการไม่มีการเบียดเบียนโคทั้งหลายที่เกิดจากเหลือบและยุงเป็นต้น. เมื่อกล่าวว่าเราก่อไฟเสร็จแล้ว หมายถึงไฟผิงในที่นอนทั้งหลายของพวกโคบาล ย่อมแสดงถึงการกำจัดอาพาธอันเกิดจากความหนาวของพวกนายโคบาล. เขาแสดงอยู่อย่างนี้ ก็เกิดความปีติและโสมนัสขึ้นเพราะตนเองก็ดี โคทั้งหลายก็ดี บริวารชนก็ดี ไม่มีอาพาธไรๆ ซึ่งมีฝนเป็นปัจจัย จึงกล่าวว่า แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.

เมื่อนายธนิยะกล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ในพระเชตวันมหาวิหาร ได้ทรงสดับเสียงของนายธนิยะนั้น ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ ซึ่งบริสุทธิ์ล่วงเลยโสตธาตุของมนุษย์ ก็แลครั้นทรงสดับแล้ว ทรงตรวจดูอยู่ซึ่งโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นนายธนิยะพร้อมกับภรรยาของเขา ก็ทรงทราบว่า แม้สามีภรรยาคู่นี้ ถึงพร้อมแล้วด้วยเหตุ ถ้าเราจักไปแสดงธรรม เขาแม้ทั้งคู่ก็จักบวชแล้วบรรลุพระอรหัต ถ้าเราจักไม่ไป พรุ่งนี้เขาทั้งสองจักพินาศเพราะห้วงน้ำ.

ในขณะนั้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของนายธนิยะ โดยทางอากาศซึ่งเป็นระยะทาง ๗ โยชน์จากเมืองสาวัตถี ได้ประทับยืนอยู่เบื้องบนกระท่อมของเขา นายธนิยะก็ยังกล่าวคาถานั้นอยู่บ่อยๆ ยังไม่จบ แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วก็ยังกล่าวอยู่นั่นเอง ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับคาถานั้นแล้ว เพื่อจะแสดงว่า ชนทั้งหลายผู้พอใจแล้ว หรือเป็นผู้สละแล้วด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ แต่ก็หาเป็นอย่างนี้ไม่ จึงได้ภาษิตคาถาตอบ ที่เหมือนกันโดยพยัญชนะ แต่ต่างกันโดยอรรถนี้ว่า

เราเป็นผู้ไม่โกรธ มีกิเลสดุจหลักตอปราศไปแล้ว

เรามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่งที่ฝั่งแม่น้ำมหี กระท่อมมีหลังคา

อันเปิดแล้วไฟก็ดับแล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่าน

ปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงเถิด.

ด้วยว่า บททั้งหลายมีบทว่า "ปกฺโกทโน" และบทว่า "อกฺโกธโน" โดยอรรถไม่เข้ากัน (ไม่เหมือนกัน) ดุจฝั่งนี้และฝั่งโน้นของมหาสมุทรฉะนั้น. แต่พยัญชนะบางตัวในคาถาทั้ง ๒ นี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น บางบทในคาถาทั้ง ๒ นี้จะเหมือนโดยพยัญชนะ.

ในคาถาต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งบทที่เหมือนกันโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ส่วนการพรรณนาทั้งโดยพยัญชนะทั้งโดยความแห่งบทที่ต่างกันมีดังนี้ :-

บทว่า อกฺโกธโน คือมีความไม่โกรธเป็นสภาพ ด้วยว่าความโกรธซึ่งเป็นอาฆาตวัตถุมีประการดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในตอนต้นนั้นใด แม้หน่อยหนึ่งบังเกิดขึ้นอยู่แก่คนบางคน ทำใจให้เราเร่าร้อนแล้วก็สงบลงได้. แต่บางคนย่อมทำหน้าสยิ้วด้วยความโกรธใดซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว มีกำลังแรงกว่าความโกรธที่นิดหน่อยนั้น. คนบางคนปรารถนาจะกล่าวคำหยาบด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น จึงทำเหตุสักว่า คางสั่น (ปากสั่น). คนอีกพวกหนึ่งกล่าวคำหยาบด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น. อีกพวกหนึ่งแสวงหาท่อนไม้และศาสตรา เหลียวดูทิศทั้งหลายด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น. อีกพวกหนึ่งจับท่อนไม้และศาสตราด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น. อีกพวกหนึ่งถือท่อนไม้เป็นต้น วิ่งเข้าใส่ด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น. อีกพวกหนึ่งประหาร ๒-๓ ครั้ง ด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น. อีกพวกหนึ่งฆ่าแม้กระทั่งญาติสายโลหิตของตนด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้น. อีกพวกหนึ่งเกิดวิปฏิสาร (เดือดร้อน) ขึ้นด้วยความโกรธที่มีกำลังแรงกว่านั้นแล้วฆ่าตัวเอง ดุจอำมาตย์ชาวกาลคามในเกาะสิงหล.

ก็ด้วยเหตุประมาณเท่านี้ ความโกรธจัดว่าถึงความเพิ่มพูนขึ้นอย่างยิ่ง.

ความโกรธนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละได้แล้วที่โคนต้นโพธิ์นั้นเอง มีรากอันขาดแล้ว ดุจตาลยอดด้วนฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "เราเป็นผู้ไม่โกรธ".

บทว่า วิคตขีโล ได้แก่ มีกิเลสดังหลักตอ.

ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถึงกิเลสเพียงดังตะปูตรึงใจ ๕ เหล่านั้นใดไว้ เพราะความที่จิตเป็นสภาพแข็งกระด้าง. เมื่อฝนอันเป็นเหตุแห่งกุศลมีการฟังพระสัทธรรมเป็นต้น แม้ตกรดอยู่ที่จิตอันเป็นดุจหลักตอ เพราะกิเลสเพียงหลักตอเหล่าใด กุศลก็ไม่งอกขึ้น เปรียบเหมือนแม้เมื่อฝนตกอยู่ตลอด ๔ เดือน ในภูมิภาคอันเป็นเหมือนหลักตอ (มีหินกรวดมาก) ข้าวกล้าทั้งหลายก็งอกขึ้นไม่ได้ฉะนั้น.

กิเลสเพียงดังหลักตอเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละได้แล้วโดยประการทั้งปวงที่ควงแห่งต้นโพธิ์นั่นเอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราเป็นผู้มีกิเลสดุจหลักตอปราศไปแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีการอยู่สิ้นราตรี เพราะฉะนั้น พระองค์จึงชื่อว่ามีการอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง. เหมือนอย่างว่า นายธนิยะนั้นเข้าอยู่ประจำตลอด ๔ เดือนที่ฝั่งแม่น้ำมหามหีนั้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเป็นฉันนั้นก็หามิได้ ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าอยู่ในที่นั้นเพียงคืนนั้นเท่านั้น เพราะความเป็นผู้ทรงใคร่ประโยชน์แก่นายธนิยะนั้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง.

บทว่า วิวฏา ได้แก่ ไม่มีหลังคา. อัตภาพชื่อว่ากุฎี. ด้วยว่าอัตภาพอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์นั้นๆ ท่านเรียกว่ากายบ้าง ว่าคูหาบ้าง ว่าเคหะบ้าง ว่าสันเทหะบ้าง ว่านาวาบ้าง ว่ารถบ้าง ว่าวณะ (แผล) บ้าง ว่าธชะ (ธง) บ้าง ว่าวัมมิกะ (จอมปลวก) บ้าง ว่ากุฎี (กระท่อม) บ้าง ว่ากุฏิกาบ้าง.

ในที่นี้ อัตภาพพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า กุฎี เพราะอาศัยกระดูกเป็นต้น ถึงการนับเข้า (ว่าเป็นกาย) เหมือนกุฎีที่ได้นามว่า เรือนก็เพราะอาศัยไม้เป็นต้น.

สมดังที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ (ในมหาหัตถีปโทปมสูตร) ว่า

ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อากาศอาศัยไม้ อาศัยเถาวัลย์ ดินและหญ้าเป็นธรรมชาติแวดล้อมแล้ว ย่อมถึงการนับว่าเป็นเรือนแม้ฉันใด

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อากาศอาศัยกระดูก อาศัยเอ็น เนื้อ หนัง เป็นธรรมชาติแวดล้อมแล้ว ย่อมถึงการนับว่ารูปฉันนั้นนั่นแล.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๔๖

อีกอย่างหนึ่ง อัตภาพชื่อว่า กุฎี ก็เพราะเป็นที่อยู่ของลิง คือจิต.

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ก็กุฎี คือร่างกระดูกนี้ เป็นที่อยู่ของลิง

เพราะฉะนั้น ลิงจึงออกจากกุฎีที่มีประตู

พยายามอยู่บ่อยๆ ย่อมเที่ยวไปทางประตู.

ฝน คือกิเลสมีราคะเป็นต้น ย่อมรั่วรดซึ่งกุฎีใดบ่อยๆ เพราะสัตว์ทั้งหลายถูกปกปิดไว้ด้วยเครื่องปิด คือตัณหา มานะและทิฏฐิ. กุฎีนั้นมีหลังคาอันเปิดแล้ว

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในคัมภีร์อุทาน) ว่า

ฝนคือกิเลสย่อมรั่วรดสิ่งที่ปกปิด

ย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิด เพราะฉะนั้น พึง

เปิดสิ่งที่ปกปิดไว้เสีย เมื่อเป็นอย่างนี้

ฝนคือกิเลสย่อมไม่รั่วรดสิ่งที่เปิดไว้นั้น.

____________________________

วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๔๖๕ ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๕๙ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๑๘

คาถานี้ท่านกล่าวไว้ในที่ ๒ แห่ง คือในขันธกวินัย และในเถรคาถา

ในบรรดาอาคตสถานทั้ง ๒ แห่งนั้น ในขันธกะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะอาศัยประโยชน์นี้ว่า ภิกษุใดปกปิดอาบัติไว้ กิเลสทั้งหลายและอาบัติทั้งหลาย ย่อมรั่วรดจิตภิกษุนั้นบ่อยๆ ส่วนภิกษุใดไม่ปกปิดอาบัติไว้ กิเลสทั้งหลายและอาบัติทั้งหลายย่อมไม่รั่วรดจิตของภิกษุนั้น.

(ส่วน) ในเถรคาถา ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ใดมีกิเลสดุจหลังคามีราคะเป็นต้น กิเลสนั้นย่อมรั่วรดเรือน คือจิตที่ปกปิดไว้นั้นของผู้นั้น เพราะเรือนนั้นเป็นที่เกิดของกิเลสมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลายมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น หรือผู้ใดเมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้ว ย่อมอดกลั้นไว้.

ฝนคือกิเลสก็ย่อมรั่วรดกระท่อม คืออัตภาพของภิกษุนั่นเองที่ปกปิดไว้ด้วยหลังคา คือกิเลสอันตนอดกลั้นเอาไว้บ่อยๆ การที่หลังคา คือกิเลสอันผู้ใดกำจัดเปิดออกแล้วด้วยลมคืออรหัตมรรคญาณ ฝนคือกิเลสก็ย่อมไม่รั่วรดเรือน คือจิตของผู้นั้น เพราะฉะนั้น เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในที่นี้.

ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำจัดเครื่องปกปิด (หลังคา) ตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยตามที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "กระท่อมมีหลังคาอันเปิดแล้ว".

บทว่า นิพฺพุโต คือเข้าไปสงบแล้ว ด้วยว่า สรีระทั้งหมดนี้ร้อนแล้วด้วยไฟ ๑๑ กองใด ไฟ ๑๑ กองนั้นชื่อว่า คินิ.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค) ว่า

"ร้อนแล้วด้วยไฟ คือราคะเป็นต้น"

____________________________

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๕๕ สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๑

เพราะฉะนั้น พึงตรวจดูความพิสดารจากพระสูตรข้างต้นนั้น.

ไฟนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าดับสนิทแล้วที่ควงแห่งต้นโพธิ์นั่นแล ด้วยน้ำคืออริยมรรค. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ไฟดับแล้ว".

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าทรงตักเตือน คือโอวาทสั่งสอนนายธนิยะผู้ยินดีอยู่ด้วยสิ่งอันไม่ควรยินดี โดยทรงยกเอาสิ่งอื่นมาแสดงอ้างนั่นเทียว

คืออย่างไร?

คือ เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า เราไม่โกรธ ก็ย่อมแสดงว่า ดูก่อนธนิยะ ท่านยินดีว่าเรามีข้าวหุงเสร็จแล้ว ก็ข้าวสุกอันบุคคลพึงหุงด้วยการสิ้นไปแห่งทรัพย์ตลอดชีวิต การสิ้นทรัพย์เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ในบรรดาทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์เพราะการรักษาเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านชื่อว่าเป็นผู้ยินดีลงด้วยทุกข์ซิ. แต่ข้าพเจ้ายินดีอยู่ว่า "เราเป็นผู้ไม่โกรธ" จึงชื่อว่ายินดีแล้ว ด้วยความไม่มีทุกข์ทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า เราไม่มีกิเลสเพียงดังหลักตอ ชื่อว่าย่อมแสดงว่า (ดูก่อนธนิยะ) ท่านยินดีว่า "เรารีดนมเสร็จแล้ว" จึงคิดว่า "เราไม่ต้องทำงานแล้ว" หมดธุระแล้ว จึงยินดี แต่เราพอใจว่า "เราไม่มีกิเลสประดุจหลักตอ" เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว จึงยินดี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า "เราอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำมหีสิ้นราตรีหนึ่ง" ชื่อว่าย่อมแสดงว่า (ดูก่อนธนิยะ) ตัวท่านยินดีอยู่ว่า เราอยู่ร่วมกันที่ฝั่งแม่น้ำมหี (กับด้วยภรรยา สะใภ้ และกรรมกร) ชื่อว่ายินดีแล้ว ด้วยการอยู่ร่วมประจำถึง ๔ เดือน ก็การอยู่ประจำย่อมมีได้ ด้วยการเกี่ยวข้องด้วยที่อยู่ การเกี่ยวข้องด้วยที่อยู่นั้นเป็นความทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวท่านก็ชื่อว่าเป็นผู้พอใจด้วยทุกข์นั่นเอง. ส่วนข้าพเจ้าพอใจอยู่ว่า เราอยู่สิ้นราตรีเดียว ชื่อว่าพอใจด้วยการไม่อยู่ประจำ ก็การไม่อยู่ประจำย่อมมีได้เพราะการไม่เกี่ยวข้องด้วยที่อยู่ และการไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นความสุข ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้พอใจด้วยความสุขทีเดียว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า "กระท่อมมีหลังคาเปิดแล้ว" ชื่อว่าย่อมแสดงว่า (ดูก่อนธนิยะ) ตัวท่านยินดีอยู่ว่า "เรามุงบังกระท่อมแล้ว" ชื่อว่ายินดี เพราะเหตุที่เรือนได้มุงบังไว้แล้ว ก็แม้เมื่อท่านมุงเรือนแล้วก็ตาม ท่านเมื่อถูกห้วงน้ำใหญ่ทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นจากฝน คือกิเลสซึ่งรั่วรดกระท่อม คืออัตภาพของท่านได้พัดไปอยู่ ก็จะถึงความพินาศ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็พึงชื่อว่าเป็นผู้ยินดีด้วยสิ่งที่ไม่ควรยินดีนั่นเอง แต่ข้าพเจ้ายินดีอยู่ว่า "กระท่อมมีหลังคาอันเปิดแล้ว" ชื่อว่ายินดีโดยความที่กระท่อม คืออัตภาพไม่มีหลังคาคือกิเลส ก็เมื่อเราเปิดกระท่อมแล้วอย่างนี้ เราถูกห้วงน้ำทั้ง ๔ ที่เกิดขึ้นจากฝน ซึ่งรั่วรดกระท่อม คืออัตภาพของเรานั้นไม่ได้พัดไปอยู่ จะไม่พึงถึงความพินาศได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ยินดี ด้วยสิ่งที่ควรยินดีเท่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า "ไฟดับแล้ว" ชื่อว่าย่อมแสดงว่า ดูก่อนธนิยะ ท่านยินดีว่า "เราได้ก่อไฟแล้ว" คิดว่า เราผู้ไม่ได้สร้างเครื่องป้องกันอันตรายเลย ได้เป็นผู้สร้างเครื่องป้องกันอันตรายแล้ว แต่ข้าพเจ้ายินดีอยู่ว่า "ไฟดับแล้ว" ชื่อว่ายินดีแล้ว เพราะเหตุที่เราได้ทำเครื่องป้องกันอันตรายไว้แล้ว เพราะไม่มีเครื่องเร่าร้อนแต่ไฟ ๑๑ กอง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า "แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากว่า ท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด" ชื่อว่าย่อมแสดงว่า คำนี้ย่อมงาม (ย่อมถูกต้อง) สำหรับคนทั้งหลายเช่นเราผู้ปราศจากความทุกข์แล้ว ผู้ประสบความสุขแล้ว ผู้ได้ทำกิจทั้งปวงแล้ว เพราะฉะนั้น แน่ะฝน ถ้าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด เพราะเมื่อท่านตกหรือไม่ตกก็ตาม ความเจริญหรือความเสื่อมก็หามีแก่เราไม่. ส่วนตัวท่านกล่าวอย่างนี้ เพราะเหตุไร?

เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว ชื่อว่าตรัสไว้แล้วโดยชอบทีเดียว เพราะว่า ก็พระองค์เมื่อตรัสอย่างนี้ ชื่อว่าทรงตักเตือน คือโอวาทสั่งสอนนายธนิยะผู้ยินดีอยู่ด้วยสิ่งที่ไม่ควรยินดีเลย โดยนำสิ่งอื่นมาเป็นเครื่องอ้างนั่นเอง.

คนเลี้ยงโคชื่อว่าธนิยะ แม้สดับพระคาถานี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วอย่างนี้ ก็ไม่พูดว่าใครนี้กล่าวคาถา พอใจยิ่งด้วยภาษิตนั้น ประสงค์ที่จะฟังคาถาเห็นปานนั้นอีก จึงได้กล่าวคาถาแม้อีกว่า อนฺธกมกสา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า อนฺธกา เป็นชื่อของเหลือบ แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า คำว่า อนฺธกา เป็นชื่อของเหลือบสีน้ำตาล (ปิงฺคลมกฺขิกา) ก็มี ยุงนั้นเองชื่อว่า มกสา.

บทว่า น วิชฺชเร คือ ไม่มี.

ภูมิประเทศอันชุ่มชื้นในคำว่า กจฺเฉ มี ๒ ชนิด คือ ภูมิประเทศอันชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำ ๑ ภูมิประเทศอันชุ่มชื้นใกล้ภูเขา ๑.

ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาภูมิประเทศอันชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำ.

บทว่า รุฬฺหติเณ คือ ในหญ้าที่งอกขึ้น.

บทว่า จรนฺติ ความว่า ย่อมหากิน.

บทว่า วุฏฺฐมฺปิ ได้แก่ ฝนหลายชนิด มีฝนที่มากับลม (ลมเจือฝน) เป็นต้น.

ก็ฝนเหล่านั้น ข้าพเจ้าจักได้ประกาศในอาฬวกสูตร. แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสหมายถึงฝนที่ตกในฤดูฝน (วสฺสวุฎฺฐิ).

บทว่า สเหยฺยุํ คือ พึงอดทน.

คำที่เหลือชัดแล้วทั้งนั้น.

ในคาถาที่ ๓ นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-

เหลือบและยุงเหล่าใด ห้อมล้อมกินเลือด (ของโคทั้งหลาย) อยู่ ย่อมทำให้โคทั้งหลายถึงความพินาศโดยครู่เดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น พอฝนตกลงมาเท่านั้น พวกนายโคบาลเหล่านั้นจึงใช้ดินร่วน (ฝุ่น) และกิ่งไม้ ฆ่าเหลือบและยุงเหล่านั้นเสีย.

นายธนิยะเมื่อแสดงถึงความเกษมแห่งโคทั้งหลาย เพราะเหลือบและยุงเหล่านั้นไม่มี และ (แสดงถึง) ความไม่ลำบาก เพราะได้กล่าวถึงการไม่มีอันตรายในการเดินทางไกล ด้วยการเที่ยวไปในภูมิประเทศที่ชุ่มชื้น ซึ่งมีหญ้างอกแล้ว ชื่อว่าย่อมแสดงว่า โคทั้งหลายของคนเหล่าอื่น ปรากฏอยู่ด้วยการรบกวนของเหลือบและยุง ลำบากอยู่ด้วยการเดินทางไกล ผ่ายผอมไปเพราะได้หญ้าน้อย ไม่พึงอดทนแม้ฝนที่ตกลงมาครั้งเดียวได้ฉันใด โคทั้งหลายของเราจะเป็นอย่างนั้นก็หามิได้ แต่โคทั้งหลายของเราพึงอดทนฝนที่ตกลงมาได้ถึง ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง เพราะไม่มีอันตรายประการดังกล่าวแล้ว.

ลำดับนั้น เพราะเหตุที่นายธนิยะกำลังอยู่ในเกาะในระหว่าง (แม่น้ำทั้งสองสาย) เห็นภัยแล้วก็ผูกแพขึ้น แล้วข้ามแม่น้ำมหามหี ถึงภูมิประเทศที่ชุ่มชื้นนั้นแล้ว ก็สำคัญอยู่ว่า เรามาดี ดำรงอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว จึงได้กล่าวอย่างนี้ แต่เขาก็ยังดำรงอยู่ในที่มีภัยอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงพรรณนาถึงสถานที่ที่นายธนิยะนั้นมา สถานที่พระองค์เสด็จมา ความประเสริฐกว่า และความประณีตกว่านั้น จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า พทฺธา หิ ภิสี เป็นต้น อันเป็นส่วนเสมอกันแห่งเนื้อความ หาได้ตรัสส่วนที่เสมอกันแห่งพยัญชนะไม่.

ในพระคาถาที่ ๔ นั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

แพที่เขาผูกทำให้แผ่ออก คือให้กว้างออก เขาเรียกกันในโลกว่า ภิสี. แต่ในธรรมวินัยของพระอริยเจ้า อริยมรรค ท่านเรียกว่า แพ.

มัคคะ ๑ ปัชชะ ๑ ปถะ ๑ ปันถะ ๑ อัญชสะ ๑

วฏุมายนะ ๑ นาวา ๑ อุตตรเสตุ ๑ กุลละ ๑ ภิสิ ๑

สังกมะ ๑ อัทธานะ ๑ ปภวะ ๑ (แต่ละอย่าง)

ท่านประกาศไว้แล้วในที่นั้นๆ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโอวาทอยู่ ซึ่งนายธนิยะนั้นโดยนัยก่อนนั่นแล ด้วยคาถาแม้นี้ พึงทราบว่า พระองค์ตรัสแล้วซึ่งเนื้อความนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนธนิยะ ท่านผูกแพแล้ว ข้ามแม่น้ำมหี มาถึงที่นี้แล้ว และแพของท่าน ท่านก็จักต้องผูก แม้อีกนั่นเอง และแม่น้ำท่านก็จักต้องข้ามอีก ทั้งที่นั้นจะเป็นที่ปลอดภัยก็หามิได้.

ส่วนแพที่เราทำองค์อริยมรรคให้ร่วมในจิตดวงเดียว แล้วผูกไว้ด้วยเครื่องผูกคือญาณ ด้วยการไม่ก้าวล่วงกันและกัน เพราะไม่มีเครื่องผูกที่จะผูกอีก เพราะไปตามสภาวะที่มีรสอันเดียวกัน เนื่องจากบริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗. ชื่อว่าผูกไว้ดี (เตรียมไว้ดีแล้ว) เพราะใครๆ ในเทวดาและมนุษย์ไม่อาจที่จะแก้ได้ เพราะไม่มีเครื่องประกอบที่จะพึงผูก เราเป็นผู้ข้ามแล้วด้วยแพนั้นถึงประเทศแห่งฝั่งที่เราปรารถนาในกาลก่อนแล้ว และแม้ไปอยู่ จะไปถึงประเทศบางแห่งเท่านั้น เหมือนพระโสดาบันเป็นต้นก็หามิได้. โดยที่แท้ เราไปถึงฝั่งคือความสิ้นไปแห่งอาสวะ หรือฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง คือบรรลุถึงพระนิพพานอันสุขุม ปลอดภัยแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ติณฺโณ ได้แก่ บรรลุสัพพัญญุตญาณ.

บทว่า ปารคโต ได้แก่ บรรลุพระอรหัต.

หากจะมีคำถามว่า พระองค์กำจัดอะไรจึงถึงฝั่งได้?

ตอบว่า พระองค์ทรงกำจัดโอฆะ ๔ อย่างมีกาโมฆะเป็นต้น ข้ามโอฆะแล้ว หรือล่วงพ้นโอฆะแล้วจึงถึงฝั่งได้.

ก็ในบัดนี้ เราไม่มีความต้องการด้วยแพอีก เพราะไม่มีฝั่งที่จะต้องข้ามไป เพราะฉะนั้น การพูดของเราเท่านั้นถูกต้องแล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด.

นายธนิยะสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ว่า โคปี มม อสฺสวา เป็นต้น.

บรรดาบททั้งหลายเหล่านั้น ด้วยบทว่า โคปี นายธนิยะย่อมแสดงถึงภริยา.

บทว่า อสฺสวา ได้แก่ เป็นผู้เชื่อฟัง คือมีปกติฟังคำสั่งไม่ว่าในกิจการใดๆ.

บทว่า อโลลา ความว่า ด้วยว่ามาตุคาม (สตรี) เป็นผู้โลเลด้วยความโลเล ๕ ประการคือ

๑. ความโลเลในอาหาร

๒. ความโลเลในเครื่องประดับ

๓. ความโลเลในบุรุษอื่น

๔. ความโลเลในทรัพย์

๕. ความโลเลในการเดินทาง.

จริงอย่างนั้น มาตุคามโดยที่สุดย่อมบริโภคภัตรตามปกติบ้าง ย่อมเคี้ยวกินของควรเคี้ยวที่มาถึงมือบ้าง ได้ทรัพย์ ๒ เท่า แล้วดื่มสุราบ้าง เพราะเป็นผู้โลเลในอาหารอันต่างด้วยภัตรขนมและสุราเป็นต้น. เพราะโลเลในเครื่องประดับ เมื่อไม่ได้เครื่องประดับอย่างอื่นโดยที่สุดแม้เสยผมด้วยน้ำมันงาเจือน้ำก็ย่อมลูบหน้า. เพราะเหตุที่โลเลในบุรุษอื่น โดยที่สุดแม้แต่บุตร (ของตน) เรียกอยู่ในประเทศเช่นนั้น ก็ย่อมคิดถึงด้วยอำนาจอสัทธรรมก่อน. เพราะโลเลในทรัพย์ ได้พญาหงส์ทองแล้ว ก็เสื่อมจาก (ขน) ทอง (ของพญาหงส์นั้น). เพราะโลเลในการเดินทาง (การเที่ยวเตร่) มาตุคามจึงเป็นผู้มักไปในที่มีสวนเป็นต้น ย่อมทำทรัพย์ทั้งปวงให้ฉิบหาย.

ในคาถานั้น นายธนิยะ เมื่อแสดงอยู่ว่า ความโลเลแม้สักอย่างหนึ่ง ก็ไม่มีแก่ภริยาของเรา จึงกล่าวว่าเป็นผู้ไม่โลเล.

ด้วยสองบทว่า ทีฆรตฺตํ สํวาสิยา นายธนิยะย่อมแสดงว่า "ภรรยาของข้าพเจ้าอยู่ร่วมกันสิ้นกาลนาน นับตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นหนุ่มก็เจริญขึ้นโดยมีใจเดียว ย่อมไม่รู้จักบุรุษอื่น เพราะการมีใจเดียวนั้น".

ด้วยบทว่า มนาปา นายธนิยะย่อมแสดงว่า ภรรยาของข้าพเจ้า เมื่อไม่รู้บุรุษอื่นอย่างนี้ ชื่อว่าย่อมแนบใจของข้าพเจ้าทีเดียว

ด้วยบาทพระคาถาว่า ตสฺสา น สุณามิ กิญฺจิ ปาปํ นายธนิยะย่อมแสดงว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ยินโทษแห่งการประพฤตินอกใจไรๆ ของภรรยานั้นอย่างนี้ว่า ภรรยาของข้าพเจ้านี้มีการหัวเราะหรือการพูดหยอกเย้ากับชายชื่อนี้.

ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงโอวาทนายธนิยะผู้ยินดีอยู่ด้วยภรรยาด้วยคุณเหล่านี้ จึงได้ตรัสคาถานี้ ซึ่งเหมือนกันทั้งโดยอรรถและเหมือนกันโดยพยัญชนะว่า จิตฺตํ มม อสฺสวํ เป็นต้นโดยนัยก่อนนั่นแล.

บททั้งหลายในคาถาที่ ๖ นั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น แต่มีอธิบายดังต่อไปนี้.

ดูก่อนธนิยะ ท่านดีใจว่า ภรรยาของเราเชื่อฟัง แต่ภรรยาของท่านนั้นเชื่อฟังบ้าง ไม่เชื่อฟังบ้าง จิตของผู้อื่นรู้ได้ยาก โดยเฉพาะจิตของมาตุคาม ด้วยว่าบุรุษทั้งหลาย แม้จะเลี้ยงมาตุคามด้วยอาหาร ก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้เลย ก็เพราะเหตุที่จิตเป็นธรรมชาติรักษายากนั้นเอง คนทั้งหลายเช่นท่านไม่อาจที่จะทราบได้ว่า สตรีมีความประพฤติโลเลหรือเชื่อฟัง หรือเป็นที่รักหรือเป็นที่พอใจ หรือเป็นผู้ไม่มีความชั่ว แต่จิตของเราเชื่อฟัง ทำตามโอวาทเป็นไปในอำนาจของเรา เราไม่เป็นไปในอำนาจของจิตนั้น การที่จิตของเรานั้นเชื่อฟังนั้น ได้ปรากฎแล้วแก่ชนทั้งปวง ในเมื่อท่อไฟและท่อน้ำแห่งฉัพพัณณรังสี เป็นไปอยู่ในตอนแสดงยมกปาฏิหาริย์ ด้วยว่า (ในยมกปาฏิหาริย์นั้น) เราเข้าเตโชกสิณ ในเมื่อนิรมิตไฟขึ้นมา เข้าอาโปกสิณ ในเมื่อนิรมิตน้ำ เข้ากสิณมีนีลกสิณเป็นต้น ในเมื่อนิรมิตสีเขียวเป็นต้นขึ้นมา เพราะว่า แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะมีจิต ๒ ดวง เป็นไปไม่พร้อมกัน ก็จิตดวงเดียวเท่านั้นที่เป็นไปในอำนาจอย่างนี้ โดยความเป็นจิตที่เชื่อฟัง ก็จิตนั้นแลพ้นแล้ว เพราะพ้นจากความผูกพันแห่งกิเลสทั้งปวง เพราะเหตุที่หลุดพ้นไปได้ จิตนั้นจึงไม่โลเล ไม่เหมือนกับภรรยาของท่าน. ด้วยว่าจำเดิมแต่กาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร เป็นต้นมา จิตของเราตั้งมั่นอยู่ด้วยดี ก็เพราะเราได้อบรมไว้ด้วยบารมีมีทานและศีลเป็นต้นตลอดกาลนั้น ไม่เหมือนกับภรรยาของท่าน. จิตนี้นั้นชื่อว่าฝึกดีแล้ว เพราะได้ฝึกแล้วด้วยการฝึกอย่างยอดเยี่ยม เพราะเหตุที่ฝึกดีแล้ว (นี้เอง). จิตของเราจึงสลัดการเสพผิดในทวารทั้ง ๖ ด้วยอำนาจของตนได้ จึงชื่อว่าเป็นที่พอใจ เพราะเป็นไปตามอำนาจแห่งความประสงค์ของเราได้ ไม่เหมือนภรรยาของท่าน.

ก็ด้วยคาถานี้ว่า ปาปํ ปน เม น วิชฺชติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงความที่จิตของตนนั้นไม่มีบาป เหมือนกับนายธนิยะแสดงความที่ภรรยาของตนไม่มีความประพฤติเสียหาย.

ก็ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ไม่มีบาปนั้น หาได้บังเกิดขึ้นในกาลที่พระองค์ได้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวไม่ (แต่) พึงทราบว่าได้บังเกิดขึ้นแก่พระองค์ แม้เมื่อครองฆราวาสอยู่ ในกาลที่ทรงมีราคะเป็นต้นตลอดเวลา ๒๙ ปี.

จริงอย่างนั้น แม้ในกาลนั้น กายทุจริตก็ตาม วจีทุจริตก็ตาม มโนทุจริตก็ตามที่วิญญูชนเกลียด ที่สมควรแก่ผู้ครองเรือน ก็หาได้เคยบังเกิดขึ้นแก่พระองค์ไม่. ยิ่งไปกว่านั้น แม้มารจะตามพระตถาคตเจ้าถึง ๗ ปี คือติดตามพระองค์ ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ๖ ปี ซึ่งตรัสรู้แล้ว (อีก) ๑ ปี ด้วยหวังว่า ไฉนหนอ ข้าพเจ้าพึงเห็นความประพฤติชั่วของสมณโคดมนั้น แม้เท่าปลายขนทราย.

มารนั้น ครั้นไม่เห็นความประพฤติเสียหายของพระตถาคตเจ้า ก็เกิดความเบื่อหน่าย จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

เราติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ทุกย่างก้าว

ตลอด ๗ ปี ไม่ได้ประสบแล้ว ซึ่งความผิดของ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสิริ.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕๕

แม้ในครั้งพุทธกาล อุตตรมาณพประสงค์จะเห็นความประพฤติของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงได้ติดตามพระองค์อยู่ถึง ๗ เดือน เขาก็ไม่ได้พบโทษสักอย่างหนึ่งของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงได้ลงความเห็นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีความประพฤติบริสุทธิ์.

ด้วยว่า สิ่งที่พระตถาคตเจ้าไม่ต้องรักษามีอยู่ ๔ ประการ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ตถาคตไม่ต้องรักษา ๔ ประการเหล่านี้

๔ ประการอะไรบ้าง คือ

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ กายทุจริตที่ตถาคตจะพึงรักษา ด้วยคิดว่าขอคนอื่นอย่าได้ทราบกายทุจริตของเราเลยดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต.

๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความประพฤติทางวาจาบริสุทธิ์ วจีทุจริตที่ตถาคตจะพึงรักษา...ฯลฯ

๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความประพฤติทางใจบริสุทธิ์ มโนทุจริตที่ตถาคตจะพึงรักษา...ฯลฯ

๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีอาชีวะบริสุทธิ์ การเลี้ยงชีพผิด (มิจฉาอาชีวะ) ที่ตถาคตเจ้าจะพึงรักษา ด้วยคิดว่าขอคนอื่นอย่าได้ทราบมิจฉาชีพของเราเลยดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต.

เพราะเหตุที่บาปไม่มีแก่จิตของพระตถาคต ในกาลที่พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน บาปก็ไม่มีแก่จิตของพระองค์เหมือนกัน ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า บาปย่อมไม่มีแก่เรา.

พระคาถานั้นมีอธิบายว่า ใครๆ ไม่อาจได้ยินบาปแห่งจิตของเราเลย เหมือนท่าน (นายธนิยะ) ไม่อาจได้ยินความประพฤติชั่วของภรรยาของท่านฉะนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าท่านยินดีแล้วด้วยคุณเหล่านี้ ก็พึงกล่าวว่า แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากว่าท่านปรารถนาก็เชิญตกมาเถิด ก็คำนี้เราก็พึงกล่าว (เหมือนกัน).

นายธนิยะฟังแม้คำนั้นแล้ว ต้องการจะดื่มรสของสุภาษิตแม้ให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เมื่อจะแสดงความที่ตนเป็นไท จึงกล่าวว่า อตฺตเวตฺตนภโตหสฺมิ เป็นต้น.

บรรดาบททั้งหลายเหล่านั้น ด้วยบทว่า อตฺตเวตฺตนภโต นายธนิยะย่อมแสดงว่า เราเลี้ยงตัวเองเท่านั้น ด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่ม เราทำงานของตนจึงมีชีวิตอยู่ได้ หาได้รับค่าจ้างของคนอื่น แล้วทำงานเพื่อคนอื่นไม่. บุตรและธิดาทั้งหลาย ชื่อว่าบุตร บุตรและธิดาเหล่านั้นทั้งปวง ท่านเรียกรวมกันว่าบุตรเหมือนกัน.

บทว่า สมานิยา ได้แก่ ดำรงอยู่ด้วยดี คือไม่แยกกัน.

ด้วยบทว่า อโรคา นายธนิยะย่อมแสดงว่า บุตรและธิดาทุกคนนั่นเองไม่มีอาพาธ ทั้งหมดมีกำลังแข็งแรง.

บาทคาถาว่า เตสํ น สุณามิ กิญฺจิ ปาปํ ความว่า เราไม่ได้ยินความชั่วอะไรๆ ของบุตรและธิดาเหล่านั้นว่า บุตรคนนั้นหรือว่าธิดาคนนี้ เป็นโจร หรือว่าบุตรเหล่านี้เป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น หรือว่าบุตรและธิดาทั้งหลายเป็นคนทุศีล.

เมื่อนายธนิยะกล่าวอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงโอวาท นายธนิยะนั้น จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า นาหํ ภตโก เป็นต้น.

บททั้งหลายแม้ในคาถาที่ ๘ นั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น แต่มีอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ท่านคิดว่า เราเป็นไท จึงดีใจ แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ท่านทำงานของตน แม้มีชีวิตอยู่ ก็ชื่อว่ายังเป็นทาสอยู่นั่นเอง เพราะท่านเป็นทาสของตัณหา ท่านจึงไม่พ้นจากคำที่ว่าเป็นลูกจ้าง.

สมจริงดังที่พระรัฐบาลทูลไว้ว่า สัตวโลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่อิ่ม ไม่เบื่อ ตกเป็นทาสของตัณหา เป็นต้น

____________________________

ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๕๐

แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ เราไม่ใช่ลูกจ้างของใคร เพราะเราไม่ใช่ลูกจ้างของใครอื่น หรือเป็นลูกจ้างของตนเอง เพราะเหตุไร? เพราะเราย่อมเที่ยวไปในโลกทั้งปวง ด้วยความเป็นสัพพัญญู ที่ไม่มีความต้องการ ด้วยว่า เรานับตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร มาจนถึงการตรัสรู้ ก็เป็นคนรับจ้างของพระสัพพัญญุตญาณตลอดมา แต่เมื่อเราได้บรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว เราก็เป็นอยู่ด้วยการเป็นพระสัพพัญญู ที่ไม่มีความต้องการนั่นแล และด้วยความสุขที่เกิดจากโลกุตรสมาธิ ประดุจข้าราชการที่ไม่ต้องการเงินเดือนฉะนั้น บัดนี้ เรานั้นไม่มีความต้องการด้วยค่าจ้างไรๆ ที่จะพึงได้รับ ดุจคนทั้งหลาย เช่นท่านที่ยังละปฏิสนธิไม่ได้จะพึงได้รับกัน เพราะไม่มีกิจไรๆ ที่จะยิ่งขึ้น หรือกิจเพียงเล็กน้อย พระบาลีว่า ภฏิยา ก็มี เพราะฉะนั้น ถ้าท่านยินดี เพราะเห็นว่าตนเป็นไท จะพึงกล่าวว่า แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาเถิด ก็คำนี้ เราเองก็พึงกล่าว (เช่นกัน).

นายธนิยะฟังพระดำรัสแม้นั้นแล้วยังไม่อิ่ม (ด้วยพระดำรัสนั้น) เลย เมื่อแสดงถึงความบริบูรณ์แห่งฝูงโคที่มีอุปการะ ๕ ประเภทของตนด้วยคำที่เป็นสุภาษิต จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า อตฺถิ วสา เป็นต้น.

ในคาถานั้น โคแก่ที่ยังไม่ได้ฝึกทั้งหลาย ชื่อว่า วสา. ลูกโคหนุ่มที่กำลังดื่มน้ำนมทั้งหลาย ชื่อว่า เธนุปา.

อีกอย่างหนึ่ง แม่โคทั้งหลายที่ให้น้ำนม ชื่อว่า เธนุปา. โคทั้งหลายที่มีท้อง ชื่อว่า โคธรณิโย. แม่โคทั้งหลายที่ปรารถนาการผสมพันธุ์กับโคถึกทั้งหลาย ซึ่งเจริญวัยแล้ว ชื่อว่า ปเวณิโย.

ด้วยสองบทว่า อุสโภปิ ควมฺปติ นายธนิยะย่อมแสดงว่า โคจ่าฝูงนั้นแม้ใด อันนายโคบาลทั้งหลายอาบน้ำให้แต่เช้าตรู่ ให้กินอาหารแล้ว ให้เครื่องเจิม ๕ แห่งสวมพวงมาลัยแล้ว ก็ส่งไปด้วยคำว่า แน่ะพ่อ เจ้าจงไป จงให้โคทั้งหลายถึงที่หากิน รักษาแล้วจงนำมา. ก็โคจ่าฝูงนั้นอันนายโคบาลทั้งหลายส่งไปแล้วอย่างนี้ รักษาโคทั้งหลายไม่ให้ไปสู่ที่อโคจร (ที่ไม่ควรไป) ให้เที่ยวไปในที่โคจร (ที่ควรเที่ยวไปหากิน) กีดกันแล้วจากภัยอันเกิดจากสัตว์ร้ายทั้งหลายมีสิงโตและเสือโคร่งเป็นต้น แล้วนำมา โคจ่าฝูงเห็นปานนี้มีอยู่ในฝูงโคของเรา ในบ้านของเรานี้.

เมื่อนายธนิยะกล่าวแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงโอวาทนายธนิยะนั้นเหมือนอย่างนั้น จึงได้ตรัสคาถาตรงกันข้ามนี้ว่า นตฺถิ วสา เป็นต้น.

ก็ในคาถาที่ ๑๐ นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ในศาสนาของเราทั้งหลายนี้ไม่มีปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสที่กลุ้มรุมจิต) กล่าวคือ วสา (โคแก่) เพราะอรรถว่ายังไม่ได้ฝึก และเพราะอรรถว่าเป็นโคแก่ หรือว่าไม่มีอนุสัยกิเลส กล่าวคือโคที่ยังดื่มน้ำนม หมายเอาโคหนุ่มทั้งหลาย เพราะอรรถว่าเป็นมูลของโคแก่ที่ยังไม่ได้ฝึกทั้งหลาย หรือหมายถึงแม่โคนมทั้งหลาย เพราะอรรถว่าไหลออก หรือไม่มีเจตนาที่เป็นไปกับปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร กล่าวคือโคมีครรภ์ เพราะอรรถว่าทรงไว้ซึ่งครรภ์คือปฏิสนธิ หรือว่าไม่มีความปรารถนากล่าวคือปเวณี คือตัณหา เพราะอรรถว่าปรารถนาการประกอบ หรือว่าไม่มีอภิสังขารและวิญญาณ กล่าวคือจ่าฝูง เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าถึงก่อน (เป็นหัวหน้า) และเพราะอรรถว่าประเสริฐที่สุด.

เรานั้นยินดีแล้วในความไม่มี อันเป็นความเกษมจากโยคะทั้งปวงนี้ แต่ท่านซิยินดีแล้วในความมีอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ มีความเศร้าโศกเป็นต้น เพราะฉะนั้น การกล่าวของเราผู้ยินดีแล้วในความเกษมจากโยคะทั้งปวงนี้ จึงถูกต้องแล้ว แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านปรารถนาก็เชิญตกลงมาซิ.

นายธนิยะฟังแม้พุทธภาษิตนั้นแล้ว ปรารถนาจะเข้าถึงอมตรสแห่งสุภาษิต แม้ให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เมื่อจะแสดงสมบัติคือการผูกฝูงโคของตนไว้ที่หลัก จึงกล่าวว่า ขีลา นิขาตา เป็นต้น.

เสาสำหรับผูกโค ชื่อว่า ขีลา.

บทว่า นิขาตา ได้แก่ ที่เขาตอกปักลงไปในพื้นดิน คือเป็นเสาเล็ก (หรือ) ใหญ่ ที่เขาฝังตั้งไว้แล้ว.

บทว่า อสมฺปเวธี คือ ไม่หวั่นไหว.

เชือกสำหรับผูกพิเศษซึ่งประกอบด้วยปมและบ่วงที่เขาทำไว้แล้ว ชื่อว่าทามา.

บทว่า มุญฺชมยา ได้แก่ ที่ทำด้วยหญ้าปล้อง (หญ้ามุงกระต่าย).

บทว่า นวา คือ ทำแล้วไม่นาน (ใหม่).

บทว่า สุสณฺฐานา ได้แก่ มีสัณฐานดี คือปั้นดี ได้แก่มีลักษณะดี.

บทว่า น หิ สกฺขินฺติ ได้แก่ จักไม่อาจเลย.

บทว่า เธนุปาปิ เฉตฺตุํ ความว่า แม้โคหนุ่มทั้งหลายก็จักไม่อาจจะให้ขาดได้เลย.

เมื่อนายธนิยะกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาล เป็นที่แก่รอบแห่งอินทรีย์ของนายธนิยะ เมื่อจะทรงโอวาทเขาโดยนัยก่อนนั้นเอง จึงได้ตรัสคาถาซึ่งแสดงสัจจะ ๔ ประการนี้ว่า อุสโภริว เฉตฺวา เป็นต้น.

พ่อโค คือโคตัวนำฝูง ได้แก่โคถึกตัวเป็นจ่าฝูง ชื่อว่าโคอุสโภ ในคาถานั้น.

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โคที่เป็นใหญ่ในฝูงโค ๑๐๐ ตัว ชื่อว่าโคอุสภะ โคที่เป็นใหญ่ในฝูงโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าโควสภะ โคที่เป็นใหญ่ในฝูงโค ๑๐๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าโคนิสภะ.

อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า โคที่เป็นใหญ่ในคามเขตหนึ่ง ชื่อว่าโคอุสภะ. โคที่เป็นใหญ่ในคามเขต ๒ ตำบล ชื่อว่าโควสภะ. โคที่ไม่ถูกกีดกันในคามเขตทั้งปวง ชื่อว่าโคนิสภะ. โคเหล่านี้ทั้งหมดเป็นการเนิ่นช้า (การพูดถึงโคทั้งหมดเป็นการชักช้า).

ก็อีกอย่างหนึ่ง โคเหล่านี้แม้ทั้งหมด พึงทราบว่า โคอุสภะบ้าง ว่าโควสภะบ้าง ว่าโคนิสภะบ้าง โดยอรรถว่าไม่เทียบเท่ากัน เหมือนอย่างที่เทวดากล่าวไว้ (ในสคาถวรรค สังยุตตนิกาย) ว่า พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้องอาจ (นิสภะ) หนอ เป็นต้น.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๑๒๗

ร อักษร (ในคำว่า อุสโภริว) เป็นการสนธิบท (ตามหลักไวยากรณ์).

บทว่า พนฺธนานิ ได้แก่ เครื่องผูกคือเชือก และเครื่องผูกคือกิเลส ช้างชื่อว่านาคะ.

บทว่า ปูติลตํ ได้แก่ เถาหัวเน่า (เถาหัวด้วนก็เรียก) เหมือนอย่างว่า กายแม้จะมีวรรณะเพียงดังทอง ท่านก็เรียกว่า ปูติกาโย (กายเน่า).

สุนัขแม้จะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี ท่านก็เรียกว่า กุกกุระ (ลูกสุนัข). สุนัขจิ้งจอกแม้จะเกิดในวันนั้น ท่านก็เรียกว่า ชรสิคาละ (สุนัขจิ้งจอกแก่) ฉันใด เถาหัวเน่า (หัวด้วน) แม้จะสดอยู่อย่างนี้ ท่านก็เรียกว่า ปูติลตา (เถาหัวเน่า) เพราะอรรถว่าไม่มีแก่น ฉันนั้น.

บทว่า ปทาลยิตฺวา ได้แก่ ตัดแล้ว. ครรภ์นั้นเป็นที่นอนด้วย ชื่อว่า คพฺภเสยฺยํ (ครรภ์เป็นที่นอน) ในคำว่า คพฺภเสยฺยํ นั้น ชลาพุชะกำเนิดพึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วยคัพภศัพท์. กำเนิดที่เหลือพึงทราบว่า ท่านกล่าวด้วย เสยฺยศัพท์.

____________________________

บาลีเป็น ทาลยิตฺวา

อีกอย่างหนึ่ง กำเนิดเหล่านั้นแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า ท่านกล่าวโดยยกเอาคัพภศัพท์ ขึ้นมาเป็นประธาน.

คำที่เหลือ (ที่ยังไม่ได้พูดถึง) ในคาถาที่ ๑๒ นี้ เมื่อว่าโดยบทแล้วก็เข้าใจง่ายทั้งนั้น

แต่ในคาถาที่ ๑๒ นี้ มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ :-

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ดูก่อนธนิยะ ท่านยินดีด้วยเครื่องผูก แต่เราอึดอัดด้วยเครื่องผูก จึงตัดสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ชนิดเสียได้ ด้วยความเพียรอันมีกำลัง กล่าวคืออริยมรรคที่ ๔ เปรียบเหมือนโคอุสภะตัวใหญ่ซึ่งสมบูรณ์ด้วยกำลัง และความเพียรสลัดเชือกทั้งหลายออกเสียได้ฉะนั้น (เรา) ทำลายสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการเสียได้ด้วยความเพียรอันมีกำลัง กล่าวคืออริยมรรคเบื้องต่ำ ๓ ประการ ดุจช้างทำลายเถาหัวเน่าให้ขาดไปฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง เราตัดคือทำลายอนุสัยเสียได้ ดุจโคอุสภะทำลายเชือกเสียได้ฉะนั้น (เรา) ตัด คือทำลายปริยุฏฐานกิเลสทั้งหลายเสียได้ ดุจช้างทำลายเถาหัวเน่าเสียฉะนั้น ฉะนั้น เราจึงไม่เข้าถึงครรภ์ที่สัตว์จะพึงนอนอีก. เรานั้นพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง อันเป็นที่ตั้งแห่งชาติทุกข์ จึงสบาย แน่ะฝน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงมาเถิด เพราะฉะนั้น (พระองค์) จึงตรัสว่า ถ้าหากว่า แม้ท่านเองต้องการประพฤติให้เหมือนเรา ก็จงตัดเครื่องผูกทั้งหลายเสียเถิด.

ในคาถาที่ ๑๒ นี้ เครื่องผูกทั้งหลายจัดเป็นสมุทัยสัจ การนอนในครรภ์จัดเป็นทุกขสัจ.

การไม่เข้าถึงในคำว่า น อุเปยฺยํ นี้ จัดเป็นนิโรธสัจด้วยอำนาจอนุปาทิเสสนิพพาน การตัดในคำว่า เฉตฺวา ปทาเลตฺวา นี้ จัดเป็นนิโรธสัจด้วยอำนาจสอุปาทิเสสนิพพาน เครื่องตัดและเครื่องทำลาย จัดเป็นมรรคสัจ.

ในที่สุดพระคาถา คนทั้ง ๔ คือ นายธนิยะ ๑ ภรรยาของเขา ๑ และธิดาของเขา ๒ คน ได้ฟังคาถาที่แสดงสัจ ๔ ประการนี้อย่างนี้แล้ว ก็ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.

ลำดับนั้น นายธนิยะเห็นแล้วซึ่งธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปัญญาจักษุ ด้วยศรัทธาซึ่งตั้งมั่นแล้ว อันเกิดขึ้นแล้วในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูลด้วยความเลื่อมใสที่ไม่คลอนแคลน ผู้มีหทัยอันธรรมกายตักเตือนแล้ว คิดแล้วว่า นับตั้งแต่อเวจีเป็นที่สุดจนถึงภวัครพรหม เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสีย คนอื่นใครเล่าจักบันลือสีหนาทที่มีกำลังเช่นนี้ได้ พระศาสดาของเราเสด็จมาแล้วหนอ ด้วยความดำริว่า เราตัดเครื่องผูกทั้งหลายได้แล้ว และการนอนในครรภ์ของเราไม่มี.

ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งรัศมีแห่งพระกาย ซึ่งเป็นราวกะว่าแสงเรืองรองที่รดด้วยน้ำทองอันงดงามไปด้วยข่ายแห่งฉัพพัณณรังสี เข้าไปในบ้านของนายธนิยะ ด้วยประสงค์ว่า บัดนี้ เชิญท่านจงดูตามสบาย.

ครั้งนั้น นายธนิยะเห็นบ้านของตน รุ่งเรืองสว่างไสวไปโดยรอบ ประหนึ่งแสงพระจันทร์และแสงสูรย์สอดส่องเข้าไปข้างใน (บ้าน) และประหนึ่งว่าจะสว่างไสวไปด้วยแสงประทีปตั้งพันดวงที่ลุกโพลงขึ้นโดยรอบฉะนั้น จึงเกิดความคิดขึ้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว.

ก็ในสมัยนั้นเอง แม้ฝนก็ตกลง เพราะเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ฝนได้ตกเต็มทั้งที่ลุ่มทั้งที่ดอน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นินฺนํ ได้แก่ ที่เป็นเปือกตม.

บทว่า ถลํ ได้แก่ ที่ดอน. มีคำอธิบายว่า ฝน เมื่อจะทำที่ดอน และที่ไม่ใช่ที่ดอนให้เต็มเสมอกันหมด เริ่มหลั่งเม็ดลงมาแล้ว.

คำว่า ตาวเทว ความว่า ในขณะใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระรัศมีไป และนายธนิยะปล่อยรัศมีแห่งจิตที่สำเร็จด้วยศรัทธาไปด้วยคิดว่า พระศาสดาของเรามาแล้ว ในขณะนั้นฝนก็ตกลงมา. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาว่า ดวงอาทิตย์ได้ปรากฏขึ้นในขณะนั้นเหมือนกัน.

ก็ในขณะที่นายธนิยะเกิดความระลึกขึ้นได้ ในขณะที่พระตถาคตเจ้าทรงแผ่โอภาสไป และในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นอยู่อย่างนี้ นายธนิยะฟังเสียงฝนที่กำลังตกลง ได้เกิดปีติโสมนัสขึ้น ได้กราบทูลเนื้อความนี้ว่า เป็นลาภของข้าพระองค์ทั้งหลายไม่น้อยทีเดียว ดังนั้น (เนื้อความที่อธิบายในตอนนี้) จึงเป็น ๒ คาถา.

ใน ๒ คาถานั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

เพราะเหตุที่นายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยาได้เห็นธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการแทงตลอดอริยมรรค เห็นรูปกายของพระองค์ด้วยโลกุตรจักษุ และกลับได้สัทธาที่เป็นโลกิยสัทธา ฉะนั้นเขาจึงกล่าวว่า เป็นลาภของข้าพระองค์ไม่น้อยหนอที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า.

คำว่า วต ในคำว่า ลาภา วต โน อนปฺปกา นั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ปลื้มใจ.

บทว่า โน คือ ข้าพระองค์ทั้งหลาย.

บทว่า อนปฺปกา ได้แก่ มาก.

คำที่เหลือเข้าใจง่ายทั้งนั้น.

ส่วนในคำว่า สรณํ ตํ อุเปม นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-

การถึงสรณะของนายธนิยะนั้นสำเร็จแล้วด้วยการบรรลุมรรคนั้นแล แม้ก็จริง ถึงกระนั้นในคำนั้น นายธนิยะนั้นถึงการตกลงทีเดียว บัดนี้เขากระทำการมอบตนด้วยวาจา.

อีกอย่างหนึ่ง เขาเมื่อกระทำที่พึ่งด้วยการมอบตนให้ปรากฏด้วยสามารถแห่งมรรค และทำสรณะที่ไม่หวั่นไหวนั้น ให้ปรากฏด้วยวาจาแก่คนเหล่าอื่น จึงถึงสรณคมน์ด้วยการนอบน้อมด้วยมือ (อีก).

บทว่า จกฺขุมา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า จักขุมา (ผู้มีจักษุ) ด้วยจักษุ ๕ คือ ๑. จักษุปกติ ๒. จักษุทิพย์ ๓. ปัญญาจักษุ ๔. สมันตจักษุ ๕. พุทธจักษุ.

นายธนิยะเมื่อกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์ว่าเป็นที่พึ่ง.

ส่วนคำว่า ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จงเป็นครูของข้าพระองค์ นี้ นายธนิยะทูลขึ้นก็เพื่อทำสรณคมน์ให้บริบูรณ์ ด้วยการเข้าถึงความเป็นศิษย์.

คำว่า ภรรยาด้วย ข้าพระองค์ด้วย เป็นผู้เชื่อฟัง ขอประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคตเจ้านี้ นายธนิยะทูล เมื่อทำสรณคมน์ให้บริบูรณ์ด้วยสามารถแห่งการสมาทาน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจริยํ เป็นชื่อแห่งเมถุนวิรัติ มรรค สมณธรรม ศาสนาและสทารสันโดษ.

ด้วยว่า การงดเว้นจากเมถุน ในคำทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า พฺรหฺมจารี อนาจารี ท่านเรียกว่า พรหมจรรย์.

การงดเว้นจากเมถุนในคำทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนปัญจสิขะ ก็พรหมจรรย์นี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียวดังนี้. ท่านเรียกว่า มรรค.

พรหมจรรย์ ในคำทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมทราบชัดแลว่า เราประพฤติพรหมจรรย์ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ดังนี้. ท่านเรียกว่า สมณธรรม.

พรหมจรรย์ ในคำทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า พรหมจรรย์นี้ นั้นรุ่งเรืองและกว้างขวางแล้วดังนี้. ท่านเรียกว่า ศาสนา.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๗๗

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๑๓๒

พรหมจรรย์ ในคำทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายย่อมไม่นอกใจภรรยาทั้งหลาย

และภรรยาทั้งหลายก็ไม่นอกใจเราทั้งหลาย

เราทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงทั้ง

หลายนอกจากภรรยาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น

แล เราทั้งหลายจึงไม่ตายแต่หนุ่มๆ ดังนี้

ชื่อว่า สทารสันโดษ.

แต่ในคาถานี้ นายธนิยะหมายถึงพรหมจรรย์ คือมรรคเบื้องบน ๓ ประการอันมีพรหมจรรย์คือสมณธรรมเป็นประธาน.

คำว่า สุคเต ได้แก่ ในสำนักของพระสุคต. ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า สุคตะ เพราะพระองค์เสด็จไปด้วยดี ไม่ถึงที่สุด ๒ อย่าง (คือกามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค) เพราะพระองค์ทรงประกอบด้วยการบรรลุถึงอริยมรรคอันงาม และเพราะพระองค์ทรงบรรลุถึงสถานที่กล่าวคือพระนิพพานอันดีงาม.

ก็คำว่า สุคเต นี้เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ในอรรถว่าใกล้ เพราะอธิบายว่า ในสำนักพระสุคต.

คำว่า จรามเส ความว่า พวกเราย่อมประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสุคตใด ท่านก็จงประพฤติพรหมจรรย์นั้นในพระสุคตนั้น เพราะเหตุนั้น นายธนิยะจึงกล่าวการประพฤติพรหมจรรย์นั้นในพระสุคตนี้ว่า จรามเส.

แต่พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า คำว่า เส (ในคำว่า จรามเส) เป็นนิบาต ก็ด้วยคำว่า เส นั้นเอง ในที่นี้ พระอาจารย์ทั้งหลายจึงให้คำจำกัด พระบาลีว่า จรามเส หมายถึงการอ้อนวอน ท่านชอบใจคำใดก็พึงถือเอาคำนั้น.

นายธนิยะทูลขอบรรพชากะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการอ้างถึงการประพฤติพรหมจรรย์อย่างนี้ เมื่อแสดงประโยชน์ของการบรรพชา จึงทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ เป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์.

พระนิพพาน ชื่อว่าฝั่งอื่นแห่งความเกิดและความตาย พวกเราจักถึงพระนิพพานนั้นด้วยอรหัตมรรค.

บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ ทุกข์ในวัฏฏะ.

บทว่า อนฺตกรา ได้แก่ กระทำความไม่มี.

บทว่า ภวามเส คือ ย่อมเป็น.

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า โอหนอ พวกเราพึงเป็น (ผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์) ดังนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบคำนั้นได้โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ในคำว่า จรามเส นี้.

ได้ยินว่า ก็สามีและภรรยาแม้ทั้งสอง แม้ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลขอบรรพชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์พึงให้ข้าพระองค์ทั้งสองบรรพชาเถิด.

ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเห็นสามีภรรยาแม้ทั้งสองนั้นถวายบังคมแล้วกราบทูลขอบรรพชาอยู่ จึงคิดว่า สามีภรรยาทั้งสองนี้ต้องการจะพ้นอำนาจของเราไป เอาเถิด บัดนี้ เราจะทำอันตรายแก่เขาทั้งสองเหล่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงคุณในการครองเรือน จึงกล่าวคาถานี้ว่า นนฺทติ ปุตฺเตหิ ปุตฺติมา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทติ ได้แก่ ยินดี คือชื่นชม.

บทว่า ปุตฺเตหิ ได้แก่ บุตรทั้งหลายและธิดาทั้งหลาย.

คำว่า ปุตฺเตหิ นั้นเป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถว่ากับ หรือใช้ในอรรถว่าด้วย. มีคำอธิบายว่า ย่อมเพลิดเพลินกับบุตรทั้งหลาย หรือย่อมเพลิดเพลินด้วยบุตรทั้งหลายที่เป็นเหตุ (ให้เพลิดเพลิน).

บุคคลผู้มีบุตร ชื่อว่า ปุตฺติมา ท่านกล่าวอย่างนี้ด้วยศัพท์ว่า อิติ.

เทวบุตรผู้ทรงเทริดดอกไม้องค์ใดองค์หนึ่ง ในสวรรค์ชั้นวสวัตดีภูมิ (ปรนิมมิตวสวัตดี) ชื่อมาร.

ด้วยว่ามารนั้นย่อมทำชนใดที่สามารถจะก้าวล่วงฐานะนั้น (ฐานะที่มารไม่ต้องการ) ย่อมห้ามชนนั้นเสียได้ แต่ถ้าชนใดตนไม่อาจจะห้ามได้ มารนั้นก็ปรารภนำความตายแม้แก่ชนนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มาร.

บทว่า ปาปิมา ได้แก่ คนชั่วหรือคนมีความประพฤติชั่ว. คำว่า ปาปิมานี เป็นคำพูดของพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย.

ก็ในคาถาทั้งปวง คำที่เหลือเป็นเช่นนี้ (เหมือนกัน).

อธิบายว่า เปรียบเหมือนว่าคนมีบุตรก็เพลิดเพลินด้วยบุตรทั้งหลาย คนมีโคก็เพลิดเพลินด้วยโคทั้งหลายฉันใด คนย่อมเพลิดเพลินเพราะอุปธิทั้งหลายฉันนั้น คือว่าผู้ใดมีโค แม้ผู้นั้นก็มีโคเป็นที่รัก คือว่าเขาย่อมเพลิดเพลินกับโคเหล่านั้น หรือว่าย่อมเพลิดเพลินด้วยโคทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ปลื้มใจฉันนั้นเหมือนกัน.

มารครั้นกล่าวอย่างนี้ บัดนี้ ย่อมอ้างถึงเหตุที่จะทำให้ประโยชน์นั้นสำเร็จ จึงกล่าวว่า อุปธีหิ นรสฺส นนฺทนา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปธิ ได้แก่ อุปธิ ๔ ประการ คือ

๑. กามุปธิ

๒. ขันธุปธิ

๓. กิเลสุปธิ

๔. อภิสังขารุปธิ.

จริงอยู่ แม้กามทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่า อุปธิ เพราะอรรถแห่งคำนี้ว่า สุข ในอรรถนี้ อันบุคคลย่อมเข้าไปตั้งไว้เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความสุขที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสุขและโสมนัสใดแลที่บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ ชื่อว่า อัสสาทะแห่งกามทั้งหลาย.

____________________________

ม. มู เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๙๗

แม้ขันธ์ทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ อันมีขันธ์เป็นมูล.

แม้กิเลสทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ในอบาย.

แม้อภิสังขารทั้งหลาย ท่านก็เรียกว่า อุปธิ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ในภพ.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอากามุปธิ. กามุปธินั้นมี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจสัตว์และสังขาร.

ในอุปธิทั้ง ๒ อย่างนั้น จะกล่าวถึงอุปธิที่เกี่ยวกับสัตว์ (ก่อน) มาร เมื่อแสดงถึงอุปธิที่เกี่ยวกับสัตว์ จึงกล่าวว่า ปุตฺเตหิ โคหิ เป็นต้น แล้วจึงกล่าวถึงเหตุ (ของอุปธิ) ว่า อุปธีหิ นรสฺส นนฺทนา เป็นต้น.

เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า

ก็เพราะเหตุที่กามุปธิเหล่านี้นำปีติและโสมนัสมาให้ จึงทำให้คนเพลิดเพลิน เพราะฉะนั้น พึงทราบคำนี้ว่า ผู้มีบุตรย่อมเพลิดเพลินด้วยบุตรทั้งหลาย ผู้มีโคก็ย่อมเพลิดเพลินด้วยโคทั้งหลายเหมือนกัน ตัวท่านเองก็มีบุตรและมีโค เพราะฉะนั้น ท่านจงเพลิดเพลินด้วยโคและบุตรเหล่านั้น อย่าได้กลับไปสู่การบรรพชาเลย เพราะความเพลิดเพลินเหล่านี้ย่อมไม่มีแก่นักบวช เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านแม้ปรารภจะพ้นทุกข์ แต่ก็กลับจะมีทุกข์. แม้ในบัดนี้ มารย่อมอ้างถึงเหตุที่ทำให้สำเร็จประโยชน์นั้นว่า น หิ โส นนฺทติ โย นิรูปธิ เป็นต้น.

เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า

เพราะผู้ใดไม่มีอุปธิเหล่านี้ ผู้นั้นพลัดพรากจากญาติทั้งหลายอันเป็นที่รัก ไม่มีอุปกรณ์เครื่องเครื่องใช้สอย ย่อมไม่เพลิดเพลิน ฉะนั้น ตัวท่านเอง เว้นอุปธิเหล่านี้เสีย ออกบวชแล้วก็จักได้รับทุกข์.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า มารผู้มีบาปนี้มาแล้วเพื่อทำอันตรายแก่คนเหล่านี้ เมื่อจะทรงทำลายวาทะของมาร ด้วยอุปมาที่มารนำมานั้นนั่นเอง ประดุจบุคคลทำผลไม้ให้ตกลงด้วยผลไม้ฉะนั้น จึงทรงกลับคาถานั้นนั่นเอง เมื่อจะทรงแสดงว่า อุปธิเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก จึงตรัสว่า โสจติ ปุตฺเตหิ เป็นต้น.

บททั้งปวงในคาถานั้น เมื่อว่าโดยบทแล้ว ก็เข้าใจง่ายทั้งนั้น

แต่มีคำอธิบายดังต่อไปนี้ :-

ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านอย่าได้พูดอย่างนี้ว่า คนมีบุตรย่อมเพลิดเพลินด้วยบุตรทั้งหลาย ด้วยว่าความพลัดพราก ความว่างเว้นจากของที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นนั้นแลย่อมมีได้ วิธีนี้บุคคลไม่อาจจะหลีกพ้นได้ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีหทัยที่ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกมีประมาณยิ่งเสียบแทงแล้ว เพราะเหตุที่ต้องพลัดพรากจากบุตรและภรรยาอันเป็นที่รักที่พอใจเหล่านั้น และจากสัตว์และสิ่งของทั้งหลายมีโค ม้าตัวผู้ม้าตัวเมีย เงินและทองเป็นต้น เป็นบ้าไปก็มี มีจิตฟุ้งซ่านไป ถึงความตายก็มี ได้รับทุกข์ปางตายก็มี เพราะเหตุนั้นเอง คนมีบุตรจึงเศร้าโศกเพราะบุตรก็เพราะตัณหา คนย่อมเศร้าโศกเพราะอุปธิทั้งหลาย เหมือนคนมีบุตรย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลาย คนมีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลายฉะนั้น

เพราะเหตุไร?

เพราะคนย่อมเศร้าโศกเพราะอุปธิทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่คนเศร้าโศกเพราะอุปธิทั้งหลาย ฉะนั้นนั่นแล ผู้ใดไม่มีอุปธิ ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศกเลย ผู้ใดชื่อว่าไม่มีอุปธิ เพราะละความเกี่ยวข้องในอุปธิเสียได้ ผู้นั้นย่อมมีความสันโดษด้วยจีวร อันเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตที่เป็นเครื่องบริหารท้อง จะดำเนินไปด้วยวิธีใดๆ ก็ยึดถือ (ความสันโดษ) เท่านั้น ดำเนินไปอยู่ ก็ย่อมทราบได้ว่า สิ่งอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี ฯลฯ เปรียบเหมือนนกมีแต่ปีก ฯลฯ ก็เพราะฆ่าความเศร้าโศกเสียได้อย่างนี้ ผู้ใดไม่มีอุปธิ ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศกเลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตอย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดไม่มีอุปธิ ผู้ใดไม่มีกิเลส ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศก ด้วยว่า ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ อุปธิทั้งหลายหรือมูลแห่งความเศร้าโศกทั้งหลายก็ย่อมมีอยู่ตราบนั้น ก็เพราะละกิเลสเสียได้ ความเศร้าโศกจึงไม่มี เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตทีเดียว แม้ด้วยประการฉะนี้.

ในที่สุดแห่งเทศนา นายธนิยะและภรรยาทั้งสองได้บวชแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังวัดเชตวันทางอากาศเช่นเดิม.

เขาทั้งสองเหล่านั้น ครั้นบวชแล้วได้ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต พวกโคบาลให้สร้างวิหารเพื่อท่านทั้งสองนั้นในที่เป็นที่อยู่ วิหารนั้นยังปรากฏชื่อว่า โคปาลกวิหาร มาจนทุกวันนี้.

จบอรรถกถาธนิยสูตร แห่งคัมภีร์ขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร