This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

ขัคควิสาณสูตร

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation1,277 lines1 editions

อรรถกถาขัคควิสาณสูตร วรรคที่ ๑ คาถาที่ ๑

ขัคควิสาณสูตรเริ่มต้นว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร.

พระสูตรทั้งปวงมีอุบัติ ๔ อย่าง คือ

เพราะอัธยาศัยของตน ๑

เพราะอัธยาศัยของผู้อื่น ๑

เพราะการเกิดขึ้นแห่งเรื่อง ๑

เพราะอำนาจแห่งคำถาม ๑.

จริงอยู่ สูตรทั้งหลายมีทวยตานุปัสสนาสูตรเป็นต้น มีอุบัติเพราะอัธยาศัยของตน. สูตรทั้งหลายมีเมตตาสูตรเป็นต้นมีอุบัติเพราะอัธยาศัยของผู้อื่น. สูตรทั้งหลายมีอุรคสูตรเป็นต้นมีอุบัติเพราะการเกิดขึ้นแห่งเรื่อง. สูตรทั้งหลายมีวัมมิกสูตรเป็นต้นมีอุบัติเพราะอำนาจแห่งคำถาม.

ในสูตรเหล่านั้น ขัคควิสาณสูตรมีอุบัติเพราะอำนาจแห่งคำถามโดยไม่แปลกกัน แต่โดยแปลกกัน เพราะในขัคควิสาณสูตรนี้บางคาถาพระปัจเจกสัมพุทธะนั้นๆ ถูกถามจึงกล่าว บางคาถาไม่ถูกถาม จึงเปล่งอุทานอันสมควรแก่นัยที่ตนสักว่าบรรลุแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น บางคาถามีอุบัติเพราะอำนาจแห่งคำถาม บางคาถามีอุบัติเพราะอัธยาศัยของผู้อื่น บางคาถามีอุบัติเพราะอัธยาศัยของตน.

ในอุบัติเหล่านั้น อุบัติเพราะอำนาจแห่งคำถามโดยไม่แปลกกันนี้นั้น พึงทราบอย่างนี้จำเดิมแต่ต้น.

ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้นแล พระอานนท์ผู้มีอายุไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ได้เกิดปริวิตกในใจอย่างนี้ว่า ความปรารถนาและอภินิหารย่อมปรากฏแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาปรากฏแก่พระสาวกทั้งหลาย แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนั้นไม่ ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปเฝ้าทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า. ท่านพระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามเรื่องนี้ตามลำดับ.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปุพพโยคาวจรสูตรแก่ท่านพระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ ๕ เหล่านี้ คือ บุคคลย่อมบรรลุอรหัตผลในทิฏฐธรรมในเพราะปุพพโยคาวจรก่อนทีเดียว ถ้าไม่บรรลุอรหัตผลในทิฏฐธรรมก่อนทีเดียว ต่อมาก็บรรลุอรหัตผลในเวลาตาย ฯลฯ ต่อมาเป็นเทวบุตรก็บรรลุอรหัตผล ต่อมาก็เป็นขิปปาภิญญบุคคล ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ต่อมาก็ย่อมเป็นพระปัจเจกสัมพุทธะในกาลภายหลัง.

ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสอีกว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอภินิหาร มีปุพพโยคาวจรธรรม เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธะ และสาวกทั้งหลาย พึงประสงค์ความปรารถนาและอภินิหาร.

ท่านพระอานนท์นั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานเท่าไร.

พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานโดยการกำหนดอย่างต่ำที่สุดถึงสี่อสงไขยและแสนกัป โดยกำหนดปานกลาง แปดอสงไขยและแสนกัป. โดยการกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยและแสนกัป. ประเภททั้ง ๓ นั้น พึงรู้ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้าผู้ปัญญาธิกะ ผู้สัทธาธิกะและผู้วิริยาธิกะ.

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าผู้ปัญญาธิกะมีศรัทธาน้อย แต่มีปัญญามาก. ผู้สัทธาธิกะมีปัญญาปานกลาง แต่มีศรัทธามาก. ผู้วิริยาธิกะมีศรัทธาและปัญญาน้อย แต่มีความเพียรมาก.

ก็ข้อที่ บุคคลให้ทานเช่นกับด้วยทานของพระเวสสันดรทุกๆ วันก็ดี สั่งสมบารมีธรรมมีศีลเป็นต้น อันสมควรแก่ญาณนั้นก็ดี ยังไม่ถึงสี่อสงไขยแสนกัปแล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้าในระหว่าง นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุไร

เพราะญาณยังไม่ตั้งท้อง ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยังไม่ถึงความแก่รอบ เปรียบเหมือนข้อที่ข้าวกล้าจะออกรวงได้ โดยล่วงไป ๓ เดือน ๔ เดือน หรือ ๕ เดือน ไม่ถึงกาลนั้นๆ แล้ว บุคคลจะปรารถนาวันละแสนครั้งทุกๆ วันก็ดี รดน้ำวันละแสนครั้งทุกๆ วันก็ดี จะให้ออกรวงได้โดยภายใน ๑ ปักษ์ หรือ ๑ เดือน นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุไร

เพราะข้าวกล้ายังไม่ตั้งท้อง ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยังไม่ถึงความแก่รอบ ชื่อฉันใด.

ข้อที่บุคคลให้ทานเช่นกับด้วยทานของพระเวสสันดรทุกๆ วันก็ดี สั่งสมบารมีธรรมมีศีลเป็นต้น อันสมควรแก่ญาณนั้นก็ดี ยังไม่ถึงสี่อสงไขยแสนกัปแล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้าในระหว่าง นั่นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

เพราะเหตุไร

เพราะญาณยังไม่ตั้งท้อง ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยังไม่ถึงความแก่รอบฉันนั้นเหมือนกัน.

เพราะฉะนั้น พึงทำการบำเพ็ญบารมีตลอดกาลตามที่กล่าวนั่นเทียว เพื่อประโยชน์แก่ความแก่รอบแห่งญาณ. ก็เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าโดยกาลแม้ประมาณเท่านี้ ก็พึงปรารถนาสมบัติ ๘ ประการ ในการสร้างอภินิหาร.

จริงอยู่

อภินิหารนี้ย่อมสำเร็จได้ ก็เพราะการประชุมธรรม ๘ ประการ

คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑

การเห็นพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ ความถึงพร้อมแห่งคุณ ๑

อธิการ ๑ ความพอใจ ๑.

คำว่า อภินิหาร นั่นเป็นชื่อแห่งมูลปณิธาน.

ในการประชุมธรรม ๘ ประการนั้น คำว่า ความเป็นมนุษย์ ได้แก่ มนุษยชาติ. ด้วยว่านอกจากมนุษยชาติแล้ว ปณิธานของบุคคลผู้ดำรงอยู่ในชาติที่เหลือทั้งหลาย แม้ในชาติเทวดาก็ตาม ก็ย่อมสำเร็จไม่ได้ เพราะบุคคลที่ดำรงอยู่ในมนุษยชาตินั้น เมื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ทำบุญกรรมทั้งหลายมีทานเป็นต้นแล้ว พึงปรารถนาความเป็นมนุษย์เท่านั้น ผู้ดำรงอยู่ในมนุษยชาตินั้นพึงตั้งปณิธาน ด้วยว่าอภินิหารย่อมสำเร็จอย่างนี้.

คำว่า ความถึงพร้อมด้วยเพศ ได้แก่ ความเป็นบุรุษ.

ก็ปณิธานของสตรี กะเทยและอุภโตพยัญชนก แม้ดำรงอยู่ในมนุษยชาติ ก็ย่อมสำเร็จไม่ได้ ด้วยว่าบุคคลผู้ดำรงอยู่ในมนุษยชาตินั้น เมื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ทำบุญกรรมทั้งหลายมีทานเป็นต้นแล้ว พึงปรารถนาความเป็นบุรุษเท่านั้น ผู้ดำรงอยู่ในความเป็นบุรุษนั้น พึงตั้งปณิธาน อภินิหารย่อมสำเร็จได้ด้วยประการฉะนี้.

คำว่า เหตุ ได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งอุปนิสัยแห่งพระอรหัต.

ก็บุคคลใดพยายามอยู่ในอัตภาพนั้น สามารถเพื่อบรรลุพระอรหัตได้ อภินิหารย่อมสำเร็จแก่บุคคลนั้น หาสำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ไม่ เหมือนสำเร็จแก่สุเมธบัณฑิต ฉะนั้น ด้วยว่าสุเมธบัณฑิตนั้น บรรพชาที่บาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร ได้เป็นผู้สามารถเพื่อบรรลุพระอรหัตโดยอัตภาพนั้นได้.

คำว่า การเห็นพระศาสดา ได้แก่ การเห็นเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ด้วยว่าอภินิหารย่อมสำเร็จด้วยประการนี้ หาสำเร็จโดยประการอื่นไม่ เหมือนสำเร็จแก่สุเมธบัณฑิตฉะนั้น เพราะสุเมธบัณฑิตนั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร เฉพาะพระพักตร์แล้ว ได้ตั้งความปรารถนา.

คำว่า การบรรพชา ได้แก่ ความเป็นอนาคาริก.

ก็ความเป็นอนาคาริกนั้นแล ย่อมควรในศาสนา หรือในนิกายของดาบสและปริพาชกผู้เป็นกรรมวาทีและกิริยวาที เหมือนควรแก่สุเมธบัณฑิตฉะนั้น ด้วยว่าสุเมธบัณฑิตนั้นเป็นดาบส ชื่อสุเมธ จึงตั้งปณิธาน.

คำว่า ความถึงพร้อมแห่งคุณ ได้แก่ การได้คุณธรรมมีฌานเป็นต้น.

ก็อภินิหารย่อมสำเร็จแก่บุคคลแม้บวชแล้ว ผู้ถึงพร้อมด้วยคุณเท่านั้น ย่อมไม่สำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ เหมือนสำเร็จแก่สุเมธบัณฑิตฉะนั้น ด้วยว่าสุเมธบัณฑิตนั้นได้อภิญญา ๕ และได้สมาบัติ ๘ แล้ว จึงตั้งปณิธาน.

คำว่า อธิการ ได้แก่ การกระทำที่ยิ่ง. อธิบายว่า การบริจาค.

จริงอยู่ อภินิหารย่อมสำเร็จแก่บุคคลผู้ทำการบริจาควัตถุมีชีวิตเป็นต้น แล้วตั้งปณิธานไว้เท่านั้น หาสำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ไม่เหมือนสำเร็จแก่สุเมธบัณฑิตฉะนั้น.

ก็สุเมธบัณฑิตนั้นทำการบริจาคชีวิตแล้วตั้งปณิธานอย่างนี้ว่า

ขอพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย

จงทรงเหยียบข้าพเจ้าไป อย่าได้ทรงเหยียบเปือก

ตมเลย ขอการกระทำยิ่งนี้จักเป็นเพื่อประโยชน์

เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า.

____________________________

ขุ. พุทฺธ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒

คำว่า ความพอใจ ได้แก่ ความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำ ความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำนั้นของบุคคลใดมีกำลัง อภินิหารย่อมสำเร็จแก่บุคคลนั้น.

ก็ความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำนั้น พึงทราบว่า ถ้าบางคนพึงกล่าวว่าใครเล่าไหม้ในนรกตลอดสี่อสงไขยและแสนกัปแล้ว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าดังนี้ไซร้ บุคคลใดได้ฟังคำนั้นแล้วย่อมอุตสาหะเพื่อจะกล่าวว่าเรา ความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำของบุคคลนั้นชื่อว่ามีกำลัง.

อนึ่ง ความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำนั้น พึงทราบว่า ถ้าบางคนพึงกล่าวว่าใครเล่าเหยียบข้ามสกลจักรวาลอันเต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวแล้ว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ใครเล่าเหยียบข้ามสกลจักรวาลอันเกลื่อนกล่นด้วยหอกและหลาวแล้ว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ใครเล่าลุยข้ามสกลจักรวาลอันเต็มด้วยน้ำปริ่มฝั่งแล้ว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ใครเล่าย่ำยีก้าวล่วงสกลจักรวาลซึ่งดารดาษด้วยกอไผ่ชั่วนิรันดร์แล้ว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้ไซร้ บุคคลใดได้ฟังคำนั้นแล้วย่อมอุตสาหะเพื่อจะกล่าวว่าเรา ความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำของบุคคลนั้นชื่อว่ามีกำลัง.

สุเมธบัณฑิตประกอบพร้อมด้วยฉันทะ คือความเป็นผู้ปรารถนาเพื่อจะทำเห็นปานนี้ ได้ตั้งปณิธานแล้วแล.

พระโพธิสัตว์ผู้มีอภินิหารสำเร็จแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่ถึงอภัพฐานะ ๑๘ ประการ.

จริงอยู่ พระโพธิสัตว์นั้น จำเดิมแต่นั้นย่อมไม่เป็นคนบอดแต่กำเนิด ๑ ไม่เป็นคนหนวกแต่กำเนิด ๑ ไม่เป็นคนบ้า ๑ ไม่เป็นคนใบ้ ๑ ไม่เป็นคนแคระ ๑ ไม่เกิดในชนชาติมิลักขะ ๑ ไม่เกิดในท้องของนางทาสี ๑ ไม่เป็นคนนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑ ไม่เป็นคนกลับเพศ ๑ ไม่ทำอนันตริยกรรมห้าอย่าง ๑ ไม่เป็นคนโรคเรื้อน ๑ อัตภาพสุดท้ายไม่เวียนมาในกำเนิดดิรัจฉาน ๑ ไม่มีอัตภาพใหญ่กว่าช้าง ๑ ไม่เกิดในขุปปิปาสิกเปรตและนิชฌามตัณหิกเปรต ๑ ไม่เกิดในจำพวกกาลกัญชิกาสูรทั้งหลาย ๑ ไม่เกิดในอเวจีนรก ๑ ไม่เกิดในโลกันตริกนรก ๑ ไม่เป็นมารในสวรรค์ชั้นกามาวจร ไม่เกิดในอสัญญีภพในรูปาวจรภูมิ ไม่เกิดในภพสุทธาวาส ไม่เกิดในอันติมภพ ไม่ก้าวไปสู่จักรวาลอื่น ๑.

ก็พุทธภูมิ ๔ เหล่านี้ใด คือ อุตสาหะ ๑ อุมมัคคะ ๑ อวัฏฐานะ ๑ หิตจริยา ๑. พระโพธิสัตว์เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธภูมิเหล่านั้น. ในพุทธภูมิ ๔ ประการนั้น ความเพียรเรียกว่า อุตสาหะ. ปัญญาเรียกว่า อุมมัคคะ. อธิษฐานเรียกว่า อวัฏฐานะ. เมตตาภาวนาเรียกว่า หิตจริยา.

ก็อัธยาศัย ๖ ประการ แม้เหล่านี้ใด คือ อัธยาศัยเพื่อเนกขัมมะ อัธยาศัยเพื่อปวิเวก อัธยาศัยเพื่อความไม่โลภ อัธยาศัยเพื่อความไม่โกรธ อัธยาศัยเพื่อความไม่หลง อัธยาศัยเพื่อความสลัดออก ย่อมเป็นไปเพื่อบ่มโพธิญาณ เพราะพระโพธิสัตว์ทั้งหลายประกอบพร้อมด้วยอัธยาศัยเหล่าใด.

พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเพื่อเนกขัมมะ เรียกว่ามีปกติเห็นโทษในกาม. ผู้มีอัธยาศัยเพื่อปวิเวก เรียกว่ามีปกติเห็นโทษในการคลุกคลี. ผู้มีอัธยาศัยเพื่อความไม่โลภ เรียกว่ามีปกติเห็นโทษในโลภะ. ผู้มีอัธยาศัยเพื่อความไม่โกรธ เรียกว่ามีปกติเห็นโทษในโทสะ. ผู้มีอัธยาศัยเพื่อความไม่หลง เรียกว่า มีปกติเห็นโทษในโมหะ และผู้มีอัธยาศัยเพื่อความสลัดออก เรียกว่ามีปกติเห็นโทษในภพทั้งปวง.

สุเมธบัณฑิตผู้โพธิสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยเหล่านั้น.

ถามว่า ก็การปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานเท่าไร?

ตอบว่า การปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายควรนานถึงสองอสงไขยและแสนกัป ต่ำกว่านั้นไม่ควร พึงทราบเหตุในการปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านี้โดยนัยที่กล่าวแล้วในบทก่อนนั่นแล. ก็เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า โดยกาลแม้มีประมาณเท่านี้ พึงปรารถนาสมบัติ ๕ ประการในการสร้างอภินิหาร.

จริงอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นมีเหตุแห่งอภินิหารเหล่านี้ คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ ๑ อธิการ ๑ ความพอใจ ๑.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ ได้แก่ การเห็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่ง.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.

ถามว่า ก็การปรารถนาเป็นพระสาวกทั้งหลายควรนานเท่าไร.

ตอบว่า การปรารถนาเป็นพระอัครสาวกทั้งสอง ควรนานหนึ่งอสงไขยและแสนกัป การปรารถนาเป็นพระอสีติมหาสาวกควรนานแสนกัป ความปรารถนาเป็นพระมารดาพระบิดา อุปัฏฐากและพระโอรสของพระพุทธเจ้า ควรนานแสนกัปเหมือนกัน ต่ำกว่านั้นไม่ควร เหตุในการปรารถนานั้นมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นเทียว.

ก็พระสาวกเหล่านั้นทั้งหมดมีอภินิหารสมบูรณ์ด้วยองค์ ๒ อย่าง คือ อธิการ ๑ ความพอใจ ๑ เท่านั้น.

พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงบำเพ็ญพระบารมีทั้งหลายตลอดกาลมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว ด้วยการปรารถนานี้ ด้วยอภินิหารนี้นั้นแลอย่างนี้ เมื่อจะทรงอุบัติในโลก ก็ทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์หรือตระกูลพราหมณ์.

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมอุบัติในตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลคหบดี ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง. ส่วนพระอัครสาวกทั้งหลายย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ หรือตระกูลพราหมณ์เท่านั้น เหมือนพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

พระพุทธเจ้าทั้งปวงย่อมไม่ทรงอุบัติในกัปกำลังเสื่อม ย่อมทรงอุบัติในกัปกำลังเจริญ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่พบพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมอุบัติในกาลอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น. พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้เองด้วย ทรงสอนให้คนเหล่าอื่นรู้ด้วย. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้เอง แต่ไม่อาจสอนให้คนเหล่าอื่นรู้ ย่อมแทงตลอดอรรถรสเท่านั้น ย่อมไม่แทงตลอดธรรมรส เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมไม่สามารถเพื่อจะยกโลกุตรธรรมเป็นบัญญัติขึ้นแสดงได้. การบรรลุธรรมย่อมมีแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น เหมือนความฝันที่คนใบ้ฝัน และเหมือนกับรสแห่งกับข้าวที่พรานป่าได้ลิ้มในเมืองฉะนั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบรรลุธรรมทั้งหมดอันต่างโดยอิทธิ สมาบัติและปฏิสัมปทา แต่เพราะมีคุณพิเศษจึงต่ำกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่เหนือพระสาวกทั้งหลาย ย่อมยังบุคคลเหล่าอื่นบรรพชา ให้ศึกษาอภิสมาจาร ด้วยอุเทศนี้ว่า พึงทำความขัดเกลาจิต ไม่พึงท้อถอย หรือย่อมทำอุโบสถ ด้วยเหตุเพียงพูดว่า วันนี้ อุโบสถ และเมื่อจะทำอุโบสถย่อมประชุมกันทำที่รัตนมาลา โคนต้นไม้มัญชุสะ ในภูเขาคันธมาทน์แล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสการปรารถนาและอภินิหาร อันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แก่ท่านพระอานนท์แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นๆ แล ผู้ถึงพร้อมด้วยการปรารถนานี้และอภินิหารนี้ จึงตรัสขัคควิสาณสูตรนี้ โดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ.

นี้อุบัติแห่งขัคควิสาณสูตร เพราะอำนาจแห่งคำถาม โดยไม่แปลกกันก่อน.

บัดนี้ พึงทราบอุบัติโดยแปลกกัน ในขัคควิสาณสูตรนั้น พึงทราบอุบัติแห่งคาถานี้อย่างนี้ก่อน.

ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้หยั่งลงสู่ปัจเจกโพธิสัตวภูมิ บำเพ็ญบารมีทั้งหลายตลอดสองอสงไขยแสนกัป บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป เป็นผู้อยู่ในป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร ได้ทำสมณธรรม.

ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บำเพ็ญวัตรนั่นแล้ว ชื่อว่าบรรลุปัจเจกโพธิ ไม่มี. ก็วัตรนั้นเป็นอย่างไร. การนำกรรมฐานไปและการนำกรรมฐานกลับมา ชื่อว่าคตปัจจาคตวัตร.

ข้าพเจ้าพึงกล่าวคตปัจจาคตวัตรนั้นโดยประการแจ่มแจ้ง.

ภิกษุในศาสนานี้บางรูปนำไปแต่ไม่นำกลับ บางรูปนำกลับแต่ไม่นำไป บางรูปทั้งไม่นำไปทั้งไม่นำกลับ บางรูปนำไปด้วยนำกลับด้วย.

ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุใดตื่นแต่เช้าตรู่ ทำเจติยังคณวัตรและโพธิยังคณวัตร รดน้ำที่ต้นโพธิ์ ตักน้ำเต็มหม้อน้ำดื่ม ยืนที่โรงน้ำดื่ม ทำอาจาริยวัตร อุปัชฌายวัตร สมาทานประพฤติวัตรเล็ก ๘๒ วัตรใหญ่ ๑๔ ภิกษุนั้นทำบริกรรมร่างกายเข้าไปสู่เสนาสนะ ยังเวลาให้ล่วงไปในอาสนะสงัดจนถึงเวลาภิกขาจาร รู้เวลา นุ่ง คาดประคดเอว ห่มอุตราสงค์ พาดสังฆาฏิ สะพายบาตร ใส่ใจกรรมฐาน ถึงลานเจดีย์แล้วไหว้เจดีย์และต้นโพธิ์ ห่มในที่ใกล้บ้าน อุ้มบาตรเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑะ และภิกษุเข้าไปอย่างนี้แล้วได้ลาภ มีบุญอันอุบาสกอุบาสิกาสักการะเคารพแล้ว กลับในตระกูลอุปัฏฐาก หรือในศาลาพัก ถูกอุบาสกอุบาสิกาถามปัญหานั้นๆ อยู่ ทิ้งมนสิการนั้นด้วยการแก้ปัญหา และด้วยฟุ้งซ่านในการแสดงธรรมแก่อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นแล้วออกไป แม้กลับมาสู่วิหารแล้ว ถูกภิกษุทั้งหลายถามปัญหาแล้วกล่าวแก้ แสดงธรรมถึงความขวนขวายนั้นๆ ต้องเนิ่นช้ากับภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ตลอดปัจฉาภัตรบ้าง ปุริมยามบ้าง มัชฌิมยามบ้าง ถูกความประพฤติชั่วหยาบทางกายครอบงำ ย่อมนอนแม้ในปัจฉิมยาม ย่อมไม่มนสิการซึ่งกรรมฐานเลย. ภิกษุนี้เรียกว่า นำไปแต่ไม่นำกลับ.

ส่วนภิกษุใดมากด้วยพยาธิ ฉันอาหารแล้ว ย่อมไม่ย่อยไปโดยชอบ ในสมัยใกล้รุ่ง ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ไม่อาจเพื่อทำวัตรตามที่กล่าวแล้ว หรือเพื่อมนสิการกรรมฐาน ปรารถนายาคู หรือเภสัชเท่านั้น ถือบาตรและจีวรเข้าบ้านตามกาลนั้นเทียว ได้ยาคูหรือเภสัช หรือภัตรในบ้านนั้นแล้ว ล้างบาตรนั่งในอาสนะที่ปูแล้วมนสิการกรรมฐาน บรรลุคุณวิเศษหรือไม่บรรลุ กลับวัดอยู่ด้วยมนสิการนั้นเท่านั้น. ภิกษุนี้เรียกว่า นำกลับแต่ไม่นำไป.

ก็ภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนี้ ดื่มยาคู ปรารภวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตในพระพุทธศาสนา นับไม่ถ้วน. ภิกษุดื่มยาคูแล้วบรรลุพระอรหัตไม่มีในอาสนะใด อาสนะนั้นไม่มีในอาสนศาลา ในบ้านนั้นๆ ในเกาะลังกา.

ส่วนภิกษุใดเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ทอดทิ้งธุระ ทำลายวัตรทุกอย่าง มีจิตพัวพันด้วยธรรมดุจตะปูตรึงจิต ๕ อย่าง ไม่ตามประกอบกรรมฐานมนสิการ เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตแล้ว ถูกความเนิ่นช้าเพราะคฤหัสถ์ให้เนิ่นช้าแล้ว เป็นผู้เปล่ากลับออกมา. ภิกษุนี้เรียกว่า ทั้งไม่นำไป ทั้งไม่นำกลับ.

ส่วนภิกษุใดลุกขึ้นแต่เช้าตรู่แล้ว บำเพ็ญวัตรทุกอย่างโดยนัยก่อนนั่นเทียว นั่งขัดสมาธิ มนสิการกรรมฐานอยู่จนถึงเวลาภิกขาจาร.

ชื่อว่ากรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ สัพพัตถกกรรมฐาน ๑ ปาริหาริยกรรมฐาน ๑.

เมตตาและมรณสติ ชื่อว่าสัพพัตถกกรรมฐาน กรรมฐานนั้นเรียกว่าสัพพัตถกะ เพราะเป็นกรรมฐานอันพึงปรารถนาในที่ทั้งปวง. ชื่อว่าเมตตา พึงปรารถนาในที่ทั้งปวงมีอาวาสเป็นต้น.

จริงอยู่ ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตาในอาวาส ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของสพรหมจารีทั้งหลาย อันเพื่อนพรหมจารีนั้นไม่กระทบกระทั่งถึงผาสุกอยู่. ผู้อยู่ด้วยเมตตาในเทวดาทั้งหลายอันเหล่าเทวดารักษาคุ้มครองแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข. ผู้อยู่ด้วยเมตตาในพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้นอันท่านเหล่านั้นนับถือแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข. ผู้อยู่ด้วยเมตตาในบ้านนิคมเป็นต้นอันมนุษย์ทั้งหลายในที่ทั้งปวงมีที่เป็นที่เที่ยวไปเพื่อภิกขาเป็นต้นสักการะเคารพแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข. ผู้ละความใคร่ในชีวิตด้วยการเจริญมรณานุสติ ไม่ประมาทอยู่.

ก็กรรมฐานใดอันภิกษุพึงบริหารทุกเมื่อ ยึดถือแล้วโดยสมควรแก่จริตหรือจตุธาตุววัฏฐานกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอสุภะ ๑๐ กสิณ ๑๐ และอนุสติ ๑๐ เป็นต้น กรรมฐานนั้นเรียกว่าปาริหาริยะ เพราะเป็นกรรมฐานอันภิกษุพึงบริหาร พึงรักษาและพึงเจริญทุกเมื่อ. ปาริหาริยกรรมฐานนั้นนั่นแลเรียกว่ามูลกรรมฐาน ดังนี้บ้าง.

ในกรรมฐานทั้ง ๒ อย่างนั้น ภิกษุมนสิการสัพพัตถกกรรมฐานก่อน แล้วมนสิการปาริหาริยกรรมฐานใดในภายหลัง ข้าพเจ้าจักแสดงปาริหาริยกรรมฐานนั้นโดยจตุธาตุววัฏฐานเป็นประธาน.

ด้วยว่า ภิกษุนี้พิจารณากายตามที่ดำรงอยู่ ตามที่ตั้งอยู่ โดยความเป็นธาตุ มนสิการกรรมฐานโดยเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดอย่างนี้ว่า ธาตุใดแข้นแข็งใน ๒๐ ส่วนซึ่งมีอยู่ในกายนี้ ธาตุนั้นชื่อว่าปฐวีธาตุ. ธาตุใดทำหน้าที่เอิบอาบถึงความเป็นของเหลวใน ๑๒ ส่วน ธาตุนั้นชื่อว่าอาโปธาตุ. ธาตุใดทำความอบอุ่น ถึงความเป็นไออุ่นใน ๔ ส่วน ธาตุนั้นชื่อว่าเตโชธาตุ. ส่วนธาตุใดทำการค้ำจุนมีลักษณะพัดไปมาใน ๖ ส่วน ธาตุนั้นชื่อว่าวาโยธาตุ.

ก็ในกายนี้ ธาตุใดอันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้อง เป็นช่องว่าง ธาตุนั้นชื่อว่าอากาสธาตุ. จิตซึ่งเป็นตัวรู้นั้น ชื่อว่าวิญญาณธาตุ. สัตว์หรือบุคคลอื่นที่นอกเหนือไปจากธาตุทั้ง ๖ นั้น หามีไม่ สัตว์หรือบุคคลนี้ก็คือกองแห่งสังขารล้วนๆ เท่านั้น ดังนี้ รู้กาล ลุกขึ้นจากอาสนะ นุ่งแล้วไปบ้านเพื่อบิณฑบาต โดยนัยที่กล่าวแล้วในตอนต้นนั้นแล. ก็เมื่อจะไปไม่หลงงมงาย เหมือนปุถุชนคนบอดทั้งหลายหลงงมงายอยู่ว่าในการก้าวไปเป็นต้น ตนย่อมก้าวไป การก้าวไปของตนเกิดแล้วดังนี้ หรือว่าเราย่อมก้าวไป การก้าวไปอันเราให้เกิดแล้วดังนี้ ย่อมไปมนสิการอยู่ซึ่งกรรมฐานอันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงอย่างนี้ว่า

ธาตุทั้งหลายซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละประการ บรรดาประการทั้งหลายมีการยกเท้าขึ้นแต่ละข้างเป็นต้นอย่างนี้ว่า เมื่อจิตเกิดขึ้นว่าเราย่อมก้าวไป วาโยธาตุพร้อมทั้งสัมภาระซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับจิตนั้น วาโยธาตุนั้นย่อมแผ่ทั่วร่างกระดูกซึ่งสมมติกันว่ากายอันเป็นธาตุซึ่งสั่งสมมาจากปฐวีธาตุเป็นต้นนี้ ต่อจากนั้น ร่างกระดูกซึ่งสมมติว่ากายนี้ก็ก้าวไปด้วยการแผ่ไปแห่งจิตกิริยาวาโยธาตุ เมื่อร่างกระดูกนั้นก้าวไปอยู่อย่างนี้.

ในการยกเท้าแต่ละข้างขึ้น ในบรรดาธาตุสี่ เตโชธาตุซึ่งร้อนไปตามวาโยธาตุ ก็มีพลังยิ่งขึ้น ธาตุนอกนี้อ่อน แต่ในการนำไป การนำมาและการนำออกทั้งหลาย วาโยธาตุซึ่งพัดไปตามเตโชธาตุ ก็มีกำลังยิ่งเกิดขึ้น ธาตุนอกนี้ก็มีกำลังอ่อน. แต่ในการลง อาโปธาตุซึมซาบไปตามปฐวีธาตุ มีกำลังยิ่งเกิดขึ้น ส่วนธาตุนอกนี้อ่อน. ในการคู้เข้าและการเหยียดออก ปฐวีธาตุซึ่งได้รับการอุดหนุนจากอาโปธาตุ มีกำลังยิ่งเกิดขึ้น ธาตุนอกนี้มีกำลังอ่อน. ธาตุเหล่านั้นย่อมแตกไปในที่นั้นๆ นั่นแล พร้อมกับจิตที่ทำตนให้เกิดขึ้นนั้นๆ ด้วยประการฉะนี้

ในธาตุทั้งสี่นั้น ใครคนหนึ่งย่อมก้าวไป หรือการก้าวไปของใครดังนี้ และรูปธรรมที่เหลือ ซึ่งถูกธาตุทั้งสี่นั้นครอบงำ จิตซึ่งยังรูปธรรมนั้นให้บังเกิดขึ้น และอรูปธรรมที่เหลือซึ่งสัมปยุตด้วยจิตนั้น. รวมความว่า รูปธรรมและอรูปธรรมเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงประการอื่นในอาการทั้งหลายมีการนำไปและการนำมาเป็นต้น ซึ่งนอกเหนือไปจากรูปธรรมและอรูปธรรมนั้น ย่อมแตกทำลายไปในที่นั้นๆ นั่นเทียว เพราะฉะนั้น ธาตุทั้งหลายจึงไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ดังนี้.

ก็กุลบุตรทั้งหลายผู้ใคร่ประโยชน์บวชในศาสนาแล้ว อยู่รวมกันตลอด ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ๖๐ ปีบ้าง ๗๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง กระทำกติกวัตรอยู่ว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีหนี้สิน ไม่มีภัย ไม่ได้บวชเพื่อประโยชน์แก่ชีวิต บวชเพื่อประสงค์จะพ้นจากทุกข์ เพราะฉะนั้น กิเลสเกิดแล้วในการไป ก็จงข่มในการไปนั้นเทียว กิเลสเกิดแล้วในการยืนในการนั่ง ก็จงข่มในการยืนการนั่งนั่นแล กิเลสเกิดแล้วในการนอน ก็จงข่มในการนอนนั่นแหละ.

กุลบุตรเหล่านั้นกระทำกติกวัตรอย่างนี้แล้วไปภิกขาจาร ในระหว่างที่ห่างกันกึ่งอุสุภะ กึ่งคาวุต และคาวุตหนึ่ง มีพลาญหิน ก็มนสิการกรรมฐานตามสัญญานั้นแลไปอยู่ ถ้าในการไปกิเลสเกิดขึ้นแก่ใคร ผู้นั้นย่อมข่มกิเลสนั้นในการไปนั้น เมื่อไม่อาจอย่างนั้นก็ยืนอยู่.

ลำดับนั้น ผู้แม้มาภายหลังเขาก็ยืนอยู่ เธอก็เตือนตนว่า ภิกษุนี้รู้วิตกอันเกิดขึ้นแก่เจ้าแล้ว เจ้าทำกรรมอันไม่สมควรดังนี้ จึงเจริญวิปัสสนาหยั่งลงสู่อริยภูมิในที่นั้นแหละ เมื่อไม่อาจอย่างนั้นก็นั่ง. ลำดับนั้น แม้ผู้มาภายหลังเขาก็นั่งลง มีนัยนั้นเหมือนกัน. แม้เมื่อไม่อาจเพื่อหยั่งลงสู่อริยภูมิ ก็ข่มกิเลสนั้น มนสิการกรรมฐานไปอยู่ย่อมไม่ยกเท้าขึ้นด้วยจิตปราศจากกรรมฐาน ถ้ายกขึ้นก็ต้องกลับมาสู่ประเทศก่อนนั่นแล เหมือนพระมหาปุสสเทวเถระผู้อยู่ที่อาลินทกะในเกาะลังกา ฉะนั้น.

ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอยู่อย่างนี้ถึง ๑๙ ปี. ข่าวว่า แม้พวกมนุษย์เมื่อหว่านและนวดข้าวทำการงานอยู่ในระหว่างทาง เห็นพระเถระไปอย่างนั้น ก็พูดกันว่า พระเถระนี้กลับไปบ่อยๆ คงจะหลงทางหรือลืมอะไรหนอแล. ท่านไม่สนใจเรื่องนั้น กระทำสมณธรรมด้วยจิตที่ประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตในภายใน ๒๐ พรรษา ก็ในวันที่บรรลุพระอรหัต เทวดาผู้สิงสถิตที่สุดท้ายที่จงกรมของพระเถระนั้น ยืนส่องประทีปด้วยนิ้วมือทั้งหลาย มหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมเทวินท์ และสหัมบดีพรหมก็ได้ไปสู่ที่บำรุง และพระติสสเถระผู้อยู่ในป่าเห็นแสงสว่างนั้น จึงถามพระเถระนั้นในวันที่สองว่า ในส่วนราตรีได้มีแสงสว่างในสำนักของท่านผู้มีอายุ นั้นแสงสว่างอะไร. เถระทำไม่สนใจ กล่าวคำมีอาทิว่า ธรรมดา แสงสว่างอาจเป็นแสงประทีปก็ได้ แสงแก้วมณีก็ได้. พระติสสเถระนั้นเรียนว่า ท่านปกปิดหรือ. พระมหาปุสสเทวเถระปฏิญาณว่า ไม่ปกปิดครับ แล้วได้บอก.

และเหมือนพระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาลวัลลิมณฑป. ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร คิดว่าเราจะบูชามหาปธานของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งแรกก่อนแล้ว อธิษฐานการเดินจงกรมตลอด ๗ ปี บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรตลอด ๑๖ ปีอีก ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อยกเท้าขึ้นด้วยจิตประกอบด้วยกรรมฐานอย่างนี้แล เมื่อยกเท้าขึ้นด้วยจิตปราศจากกรรมฐาน ก็จะกลับไปที่ใกล้บ้าน ยืนอยู่ในประเทศที่พึงรังเกียจว่า แม่โคหรือหนอ บรรพชิตหรือหนอ ห่มสังฆาฏิอุ้มบาตร ถึงประตูบ้านแล้ว ตักน้ำจากหนองน้ำ อมน้ำเข้าบ้านด้วยตั้งใจว่า ขอความฟุ้งซ่านในกรรมฐาน อย่าได้มีแก่เรา แม้ด้วยเหตุสักว่าพูดกะมนุษย์ทั้งหลายผู้เข้ามาเพื่อถวายภิกษา หรือไหว้ว่า ขอท่านทั้งหลายจงมีอายุยืน ดังนี้. ก็ถ้ามนุษย์ทั้งหลายถามถึงวันว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ วันนี้เป็นวัน ๗ ค่ำหรือวัน ๘ ค่ำ ท่านก็จะบ้วนน้ำแล้วบอก ถ้าไม่มีผู้ถามถึงวัน ในเวลาออกไปก็จะบ้วนที่ประตูบ้านไป.

เหมือนภิกษุ ๕๐ รูปผู้เข้าจำพรรษาในกลัมพติตถวิหาร ในเกาะลังกานั้นแหละ. ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นได้ทำกติกวัตรในวันวัสสูปนายิกาอุโบสถว่า พวกเรายังไม่บรรลุพระอรหัตแล้วจักไม่พูดกัน เมื่อเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต ก็จะอมน้ำที่ประตูบ้านแล้วเข้าไป เมื่อเขาถามถึงวัน ก็จะกลืนน้ำบอก เมื่อไม่มีใครถามถึงวัน ก็จะบ้วนที่ประตูบ้านแล้วมาวัด มนุษย์ทั้งหลายในที่เหล่านั้น เห็นสถานที่บ้วนน้ำ ก็รู้ว่าวันนี้พระมาหนึ่งรูป วันนี้พระมาสองรูปดังนี้ และคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านั้นไม่พูดกับพวกเราเท่านั้น หรือว่าไม่พูดแม้กะกันและกัน ผิว่า ไม่พูดแม้กะกันและกันไซร้ จักเป็นผู้ทะเลาะกันแน่ เอาเถิด พวกเราจักให้ภิกษุเหล่านั้นขอขมากะกันและกันดังนี้ ทั้งหมดพากันไปวัด.

ครั้นภิกษุ ๕๐ รูปจำพรรษาในวัดนั้นแล้ว ภิกษุ ๒ รูปไม่อยู่ร่วมในโอกาสเดียวกัน แต่นั้น บรรดามนุษย์เหล่านั้น บุรุษผู้มีปัญญาจึงเรียนอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โอกาสสำหรับผู้ทะเลาะกันย่อมไม่เป็นเช่นนี้ ลานเจดีย์ ลานโพธิ์ก็สะอาดดี ไม้กวาดทั้งหลายก็เก็บไว้ดี น้ำดื่มน้ำใช้ก็ตั้งไว้ดี ดังนี้ มนุษย์เหล่านั้นจึงพากันกลับจากวัดนั้น. ภิกษุเหล่านั้นปรารภวิปัสสนาในภายในพรรษานั้นแหละก็บรรลุพระอรหัต ปวารณาวิสุทธิปวารณาในวันมหาปวารณา.

ภิกษุพึงเป็นดุจพระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาลวัลลิมณฑป และดุจพวกภิกษุผู้จำพรรษาในกลัมพติตถวิหารอย่างนี้ ย่างเท้าด้วยจิตอันประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น ไปถึงที่ใกล้บ้าน อมน้ำ สังเกตถนน ดำเนินไปสู่ถนนที่ไม่มีพวกทะเลาะเบาะแว้งกัน มีพวกนักเลงสุราเป็นต้น หรือไม่มีพวกสัตว์มีช้างและม้าที่ดุร้ายเป็นต้น และเมื่อไปบิณฑบาตที่ถนนนั้น ก็ไม่ไปโดยรีบด่วนเหมือนคนรีบร้อน ชื่อว่าปิณฑปาติกธุดงค์ โดยรีบด่วนหามีไม่ แต่ย่อมเดินไปไม่หวั่นไหว เหมือนกับเกวียนที่บรรทุกน้ำเต็ม ถึงสถานที่ซึ่งขรุขระฉะนั้น. ภิกษุนั้นเข้าไปตามลำดับเรือนแล้ว รอเวลาที่สมควรแก่เรือนนั้น เพื่อสังเกตุผู้ประสงค์จะถวาย หรือไม่ประสงค์จะถวาย รับภิกษาแล้วนั่งในโอกาสอันสมควร มนสิการกรรมฐาน เข้าไปตั้งปฏิกูลสัญญาในอาหาร พิจารณาด้วยอำนาจแห่งอุปมาด้วยน้ำมันหยอดเพลา ผ้าพันแผลและเนื้อบุตร ฉันอาหารอันประกอบด้วยองค์แปด ไม่ฉันอาหารเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา ฯลฯ และฉันแล้ว ก็ทำกิจด้วยน้ำ บรรเทาความกระวนกระวายด้วยภัตสักครู่หนึ่ง มนสิการกรรมฐานในภายหลังภัตตลอดปฐมยามและมัชฌิมยามเหมือนในเวลาก่อนภัต.

ภิกษุนี้เรียกว่า นำไปและนำกลับ.

การนำกรรมฐานไปและการนำกรรมฐานกลับนั่น เรียกว่า คตปัจจาคตวัตร ด้วยประการฉะนี้.

ภิกษุเมื่อบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอย่างนี้ ถ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัยก็จะบรรลุพระอรหัตในปฐมวัยนั้นแล ถ้าไม่บรรลุในปฐมวัยไซร้ก็จะบรรลุในมัชฌิมวัย. ถ้าไม่บรรลุในมัชฌิมวัยไซร้ก็จะบรรลุในมรณสมัย. ถ้าไม่บรรลุในมรณะสมัยไซร้ก็จะเป็นเทพบุตรแล้วบรรลุ ถ้าไม่เป็นเทพบุตรบรรลุไซร้ก็จะเป็นพระปัจเจกสัมพุทธะแล้วจะปรินิพพาน ถ้าไม่เป็นพระปัจเจกสัมพุทธะแล้วจะปรินิพพานไซร้ก็จะเป็นผู้มีขิปปาภิญญา เหมือนพระพาหิยเถระบ้าง หรือเป็นผู้มีปัญญามาก เหมือนพระสารีบุตรเถระบ้าง ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ก็พระปัจเจกโพธิสัตว์นี้บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป. เป็นผู้อยู่ในป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรนั่นตลอดสองหมื่นปีทำกาละแล้ว อุบัติในเทวโลกชั้นกามาวจร จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี หญิงทั้งหลายผู้ฉลาดย่อมรู้ฐานะที่ตนมีครรภ์ในวันนั้นนั่นเอง และพระอัครมเหสีนั้นก็เป็นหญิงพระองค์หนึ่ง บรรดาหญิงเหล่านั้นแล. เพราะฉะนั้น พระอัครมเหสีแม้นั่น ครั้นทราบแล้วก็ทรงทูลการตั้งพระครรภ์นั้นแด่พระราชา.

การที่มาตุคาม เมื่อสัตว์ผู้มีปัญญาเกิดในครรภ์แล้ว ย่อมได้การบริหารครรภ์นั่นเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น พระราชาจึงทรงพระราชทานการบริหารพระครรภ์แก่พระนาง. จำเดิมแต่นั้น พระนางย่อมไม่ได้เพื่อจะทรงกลืนพระกระยาหารบางอย่างซึ่งร้อนจัด เย็นจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ขมจัด เพราะเมื่อมารดากลืนอาหารอันร้อนจัด สัตว์ที่อยู่ในครรภ์ก็เป็นดุจอยู่ในโลหกุมภี เมื่อกลืนอาหารเย็นจัดก็เป็นดุจอยู่ในโลกันตนรก เมื่อบริโภคอาหารที่เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัดและขมจัด อวัยวะทั้งหลายของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ก็มีเวทนากล้า เหมือนถูกศัสตราผ่าแล้วราดด้วยน้ำเปรี้ยวเป็นต้นฉะนั้น

ราชบุรุษทั้งหลายจึงห้ามพระนางจากแม้การจงกรม การยืน การนั่งและการนอนเกินไปว่า ขอสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์อย่ามีทุกข์ เพราะการเคลื่อนไหว พระนางย่อมได้เพื่อทรงกระทำการจงกรมเป็นต้นบนพื้นดินพอประมาณ เพื่อประโยชน์แก่การทำให้อ่อน ย่อมทรงได้ข้าวและน้ำที่ดี สบายสมบูรณ์ด้วยสีกลิ่นเป็นต้น.

ราชบุรุษ ครั้นกำหนดแล้วจึงให้พระนางจงกรมให้ลุกขึ้น. พระนางได้รับบริหารพระครรภ์อย่างนี้ ในกาลมีพระครรภ์แก่ก็เสด็จสู่เรือนประสูติ ประสูติพระโอรสในสมัยใกล้รุ่ง ซึ่งถึงพร้อมด้วยธัญลักษณะ บุญลักษณะเช่นกับก้อนมโนศิลาที่ทาด้วยน้ำมันสุก. ต่อจากนั้น ในวันที่ห้า ราชบุรุษทั้งหลายก็นำพระโอรสนั้นซึ่งประดับประดาตกแต่งแล้วถวายแด่พระราชา.

พระราชาทรงยินดี ทรงให้พระพี่เลี้ยง ๖๖ คนเลี้ยงดู พระกุมารทรงเจริญด้วยสมบัติทั้งปวง ต่อกาลไม่นานนัก ก็ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา พระราชาทรงอภิเษกพระกุมารนั้นซึ่งมีพระชันษา ๑๖ ปีเท่านั้นไว้ในราชสมบัติ และทรงให้นักฟ้อน ๓ ประเภทบำรุงเลี้ยงดูพระกุมารนั้น.

พระราชโอรสได้อภิเษกแล้ว ทรงครองราชสมบัติโดยพระนามว่า พรหมทัต ในพระนครสองหมื่นนคร ในชมพูทวีปทั้งสิ้น. ก็ในกาลก่อน ชมพูทวีปมีพระนครถึงแปดหมื่นสี่พันนคร พระนครเหล่านั้นเมื่อเสื่อมก็เหลือสี่หมื่นนคร แต่ในกาลที่มีความเสื่อมทุกอย่างก็เหลือสองหมื่นนคร. พระเจ้าพรหมทัตนี้ทรงอุบัติในกาลที่มีความเสื่อมทุกอย่าง เพราะฉะนั้น พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงมีพระนครสองหมื่นนคร ปราสาทสองหมื่นองค์ ช้างสองหมื่นเชือก ม้าสองหมื่นตัวรถสองหมื่นคัน ทหารเดินเท้าสองหมื่นคน นางสนมและหญิงนักฟ้อนสองหมื่นนาง และอำมาตย์สองหมื่นคน.

พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงเสวยมหาราชสมบัติอยู่ทรงทำกสิณบริกรรมอย่างนี้ ทรงยังอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น ก็เพราะธรรมดาพระราชาที่ได้อภิเษกแล้ว พึงประทับนั่งในที่ทำการวินิจฉัยคดีแน่แท้ เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งทรงเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ประทับนั่งในโรงวินิจฉัย ในที่นั้น มหาชนได้ทำเสียงดังกึกก้อง พระองค์ทรงพระราชดำริว่าเสียงนี้เป็นอุปกิเลสแก่สมาบัติดังนี้ เสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาท ประทับนั่งด้วยพระราชดำริว่าเราจะเข้าสมาบัติ ก็ไม่อาจเพื่อจะเข้าได้ สมาบัติเสื่อมแล้ว เพราะความฟุ้งซ่านในราชสมบัติ แต่นั้น ทรงพระราชดำริว่าราชสมบัติประเสริฐ หรือว่าสมณธรรมประเสริฐ. ต่อจากนั้น ทรงทราบว่าความสุขในราชสมบัติมีนิดหน่อย มีโทษมาก ส่วนความสุขในสมณธรรม มีอานิสงส์มากไพบูลย์ และอันอุดมบุรุษซ่องเสพ แล้วตรัสสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า เจ้าจงปกครองราชสมบัตินี้โดยราชธรรมโดยสม่ำเสมอ อย่าได้ทำการอันไม่เป็นธรรม ทรงมอบราชสมบัติทั้งหมด เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับอยู่ด้วยความสุขในสมาบัติ ใครๆ ไม่ได้เพื่อเข้าเฝ้า นอกจากมหาดเล็กผู้ถวายน้ำล้างพระพักตร์ ไม้ชำระพระทนต์ และผู้นำพระกระยาหารเป็นต้น.

ต่อมา พอประมาณกึ่งเดือนผ่านไป พระมเหสีตรัสถามว่า พระราชาไม่ทรงปรากฏในที่ใดเลย บรรดาการเสด็จไปอุทยาน การตรวจพล และการดูการฟ้อนรำเป็นต้น พระองค์เสด็จไป ณ ที่ไหน ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระนาง พระนางส่งข่าวสารถึงอำมาตย์ว่า เมื่อเจ้ารับราชสมบัติแล้ว แม้ตัวฉันเองก็เป็นอันเจ้ารับด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงมา จงสำเร็จการอยู่ร่วมกับฉัน.

อำมาตย์นั้นปิดหูทั้งสองข้างแล้วทูลปฏิเสธว่า ขออย่าได้ยินเรื่องนั่น พระนางก็ส่งข่าวสารไปอีกถึง ๒-๓ ครั้ง ทรงคุกคามอำมาตย์ผู้ไม่ปรารถนาว่า ถ้าท่านไม่ยอมกระทำ เราจะถอดท่านจากตำแหน่งเสีย หรือจะฆ่าท่านเสีย. อำมาตย์นั้นกลัวคิดว่า ธรรมดามาตุคามมีความปรารถนารุนแรง พึงให้กระทำแม้อย่างนี้ ในกาลบางคราวก็ได้ดังนี้. ในวันหนึ่งได้ไปในที่ลับสำเร็จการอยู่ร่วมกับพระนางบนที่บรรทมอันทรงสิริ. พระนางทรงมีบุญ มีสัมผัสอันเป็นสุข. อำมาตย์นั้นถูกราคะอันเกิดจากสัมผัสของพระมเหสีนั้นย้อมแล้ว ก็ได้แอบไปบ่อยๆ ที่พระตำหนักของพระนางนั้น เขาหมดความระแวงเริ่มเข้าไป ดุจเป็นเจ้าของเรือนของตนโดยลำดับ.

ต่อแต่นั้นมา พวกราชบุรุษก็กราบทูลเรื่องเป็นไปนั้นแด่พระราชา พระราชาไม่ทรงเชื่อ ก็กราบทูลครั้งที่ ๒ บ้าง ครั้งที่ ๓ บ้าง. ลำดับนั้น พระองค์ประทับนั่งทรงเห็นด้วยพระองค์เอง ได้ตรัสสั่งให้ประชุมอำมาตย์ทุกคน แล้วตรัสบอกเรื่องเป็นไปนั้น. อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า อำมาตย์นี้มีความผิดต่อพระราชา สมควรตัดมือ สมควรตัดเท้า ดังนี้ ได้แสดงกรรมกรณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ให้นอนหงายบนหลาว.

พระราชาตรัสว่า เราพึงเกิดความเบียดเบียนในเพราะฆ่า จองจำ และเฆี่ยนตีอำมาตย์นั่น จะพึงมีปาณาติบาตในเพราะปลงชีวิต จะพึงมีอทินนาทานในเพราะริบทรัพย์ พอละด้วยกรรมเห็นปานนี้ที่อำมาตย์นี้ทำแล้ว เราจะปลดอำมาตย์นี้จากราชสมบัติของเราเสีย อำมาตย์ทั้งหลายได้เนรเทศอำมาตย์นั้นแล้ว. อำมาตย์นั้นถือเอาทรัพย์สมบัติและบุตรภรรยาของตนไปสู่ต่างประเทศ. พระราชาในประเทศนั้นทรงสดับแล้วตรัสถามว่า เจ้ามาทำไม.

อ. ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะบำรุงพระองค์ พระเจ้าข้า.

พระราชาพระองค์นั้นทรงรับอำมาตย์นั้น อำมาตย์ได้รับความไว้วางพระหฤทัยโดยกาลล่วงไปเล็กน้อย ได้ทูลเรื่องนั้นกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระพุทธเจ้าเห็นน้ำผึ้งซึ่งไม่มีตัว ผู้กินน้ำผึ้งนั้นก็ไม่มี. พระราชาทรงพระราชดำริว่า อำมาตย์ประสงค์จะล้อเล่น จึงกล่าวเรื่องนั้น ทำไมเล่า แล้วไม่ทรงฟัง.

อำมาตย์นั้นได้โอกาสพรรณนาให้ดีกว่าเดิมแล้ว ทูลบอกอีก. พระราชาตรัสถามว่า นั่นอะไร. นั่นคือราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เธอประสงค์จะนำฉันไปตายหรือ. อำมาตย์นั้นทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ พระองค์อย่าได้ตรัสอย่างนั้น ถ้าไม่ทรงเชื่อก็จงทรงส่งคนทั้งหลายไป. พระราชาพระองค์นั้นทรงส่งคนทั้งหลายไปแล้ว คนเหล่านั้นไปแล้ว ขุดซุ้มประตู ขึ้นทางพระตำหนักบรรทมของพระราชา. พระราชาทรงเห็นแล้วตรัสถามว่า พวกเจ้ามาเพื่ออะไร. พวกคนเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์เป็นโจร. พระราชาจึงตรัสสั่งให้ประทานทรัพย์แก่พวกโจรเหล่านั้น แล้วโอวาทว่า พวกเจ้าอย่าได้ทำอย่างนี้อีก แล้วก็ทรงปล่อยไป. พวกคนเหล่านั้นมาทูลแด่พระราชาของตนนั้น พระราชานั้นทรงทดลองเหมือนอย่างนั้นแหละ ๒-๓ ครั้ง ทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าพรหมทัตทรงมีศีล แล้วก็ทรงตระเตรียมจตุรงคเสนา เสด็จเข้าสู่นครหนึ่งในระหว่างเขตแดน ทรงส่งพระราชสาส์นให้แก่อำมาตย์ในนครนั้นว่า ท่านจะให้นครแก่เรา หรือว่าจะรบ.

อำมาตย์นั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระเจ้าพรหมทัตว่า ขอพระองค์จงสั่งว่า ข้าพเจ้าจะรบหรือจะให้นคร. พระราชาทรงส่งไปว่า เราไม่พึงรบ เจ้าให้นครแล้ว จงมาในที่นี้. อำมาตย์นั้นได้กระทำอย่างนั้น.

ฝ่ายพระราชาผู้ปฏิปักษ์ทรงยึดนครนั้นแล้วก็ส่งทูตไปสู่นครอื่น แม้ในนครที่เหลือทั้งหลายก็เหมือนอย่างนั้น.

อำมาตย์แม้เหล่านั้นทูลบอกแด่พระเจ้าพรหมทัตเหมือนอย่างนั้น ถูกท้าวเธอตรัสว่าไม่พึงรบ พึงมาในที่นี้ แล้วมาสู่พระนครพาราณสี. แต่นั้น อำมาตย์ทั้งหลายทูลแด่พระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์จะรบกับพระราชาผู้ปฏิปักษ์นั้น. พระราชาตรัสห้ามว่าปาณาติบาตจักมีแก่เรา อำมาตย์ทั้งหลายทูลให้พระราชาทรงยินยอมด้วยอุบายต่างๆ ว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์จักจับพระราชานั้นทั้งเป็นแล้วนำมาในที่นี้ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จมาดังนี้ ก็เริ่มเพื่อจะไป.

พระราชาตรัสว่า ถ้าพวกเจ้าจะไม่ทำการนำศัตราไป การประหารด้วยศัสตราและการปล้นสดมภ์ เราจะไป. อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ พวกข้าพระองค์จะไม่ทำ จะแสดงภัยแล้วให้หลบหนีไปดังนี้แล้ว จึงเตรียมจตุรงคเสนา ตามประทีปทั้งหลายไว้ในหม้อทั้งหลายแล้ว ไปในราตรี. พระราชาผู้ปฏิปักษ์ทรงยึดพระนครพาราณสีได้ในวันนั้น ทรงพระราชดำริว่า บัดนี้ เราจะเตรียมพร้อมเพื่ออะไรดังนี้ แล้วจึงให้เลิกการเตรียมพร้อมเสียในราตรี ทรงประมาท หลับสนิทพร้อมด้วยพลนิกาย.

ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายนำพระเจ้าพาราณสีไปสู่ค่ายของพระราชาผู้ปฏิปักษ์ แล้วก็ให้ดับประทีปจากหม้อทุกใบเสีย แล้วได้ทำเสียงแห่งกองทัพซึ่งโชติช่วงพร้อมกัน. อำมาตย์ของพระราชาผู้ปฏิปักษ์เห็นพลมีกำลังมาก ตกใจกลัว เข้าไปเฝ้าพระราชาของตนแล้วทำเสียงดังว่า ขอพระองค์จงลุกขึ้น จงเสวยน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวผึ้ง. อำมาตย์คนที่ ๒ -ที่ ๓ ก็ได้ทำอย่างนั้นเหมือนกัน.

พระราชาผู้ปฏิปักษ์ทรงตื่นขึ้นด้วยเสียงนั้น ทรงถึงความกลัวความสะดุ้ง เสียงกึกก้องดังขึ้นตั้งร้อย พระราชาผู้ปฏิปักษ์นั้นทรงพระราชดำริว่า เราเชื่อคำพูดของคนอื่นจึงถึงเงื้อมมือของศัตรู ทรงบ่นเพ้อถึงคำนั้นๆ ตลอดทั้งคืน. ในวันที่ ๒ จึงทรงคิดได้ว่า พระเจ้าพรหมทัตทรงเป็นพระราชาทรงธรรมไม่พึงลงโทษ เราจะไปขอโทษพระองค์ดังนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระราชา ทรงคุกพระชานุทั้งสองลงแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอดโทษต่อความผิดของข้าพระองค์เถิด.

พระราชาทรงโอวาทพระราชาผู้ปฏิปักษ์นั้นแล้วตรัสว่า ท่านจงลุกขึ้น ข้าพเจ้ายกโทษให้แก่ท่าน. พระราชาผู้ปฏิปักษ์นั้นพอพระราชาตรัสเท่านั้น ก็ทรงถึงความโล่งพระทัยอย่างยิ่ง ทรงได้ราชสมบัติในชนบทซึ่งใกล้เคียงพรหมแดนของพระเจ้ากรุงพาราณสี ทั้งสองพระองค์นั้นได้เป็นพระสหายกันและกัน.

ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตทรงเห็นเสนาทั้งสองฝ่ายต่างชื่นชมยืนร่วมกันอยู่ จึงทรงพระราชดำริว่า หยดโลหิตแม้เพียงแมลงวันตัวเล็กๆ ดื่มได้ก็ไม่บังเกิดในหมู่มหาชนนี้ เพื่อประโยชน์แก่การตามรักษาจิตของเราคนเดียว โอ! ดีจริงหนอ โอ! ดีนักแล ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุขเถิด จงอย่ามีเวร จงอย่าเบียดเบียนกันดังนี้แล้ว ทรงยังเมตตาฌานให้เกิดขึ้น ทรงทำเมตตาฌานนั้นแลให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ทรงบรรลุความเป็นสยัมภู.

อำมาตย์ทั้งหลายได้ประชุมกันกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตนั้นผู้มีความสุขด้วยมรรคสุข ผลสุข ประทับนั่งบนคอช้างว่า ข้าแต่มหาราช กาลนี้เป็นการเสด็จขึ้นสู่พระยาน ขอพระองค์พึงกระทำสักการะแก่หมู่พลผู้ชนะ พึงพระราชทานอาหารและเสบียงแก่หมู่พลผู้แพ้.

พระเจ้าพรหมทัตนั้นตรัสว่า ดูก่อนพนาย เราไม่ใช่พระราชา เราชื่อว่า พระปัจเจกสัมพุทธะ. อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า พระองค์ตรัสอะไร พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เป็นเช่นนี้.

พระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนพนาย พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีผมและหนวดประมาณ ๒ องคุลี ทรงบริขาร ๘.

พระองค์ทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ทันใดนั้น เพศคฤหัสถ์ก็อันตรธานไป เพศบรรพชิตเข้ามาแทนที่ พระองค์ทรงมีพระเกสาและพระมัสสุประมาณ ๒ องคุลี ประกอบพร้อมด้วยบริขาร ๘ เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษา ๑๐๐ พรรษา พระองค์ทรงเข้าจตุตถฌาน ทรงเหาะขึ้นจากคอช้างไปสู่เวหาส ประทับนั่งบนดอกปทุม.

อำมาตย์ทั้งหลายไหว้แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงบำเพ็ญกรรมฐานอะไร ทรงบรรลุอย่างไร.

พระองค์ทรงเห็นแจ้งวิปัสสนา ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์ทรงได้เมตตาฌานกรรมฐานและบรรลุ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงตรัสอุทานกถา พยากรณกถา และคาถานี้ว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ แปลว่า บุคคลวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเสสุ ได้แก่ ที่เหลือลง.

บทว่า ภูเตสุ ได้แก่ ในสัตว์ทั้งหลาย.

ความสังเขปในคาถานี้มีเพียงเท่านี้

ส่วนความพิสดาร ข้าพเจ้าจักกล่าวในรัตนสุตตวัณณนา.

บทว่า นิธาย ได้แก่ วางแล้ว. บทว่า ทณฺฑํ ได้แก่ อาชญาทางกาย วาจาและใจ. คำว่า ทณฺฑํ นั่นเป็นชื่อของทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น.

จริงอยู่ กายทุจริต ชื่อว่าทัณฑ์ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้ลงโทษ. อธิบายว่า เบียดเบียน คือให้ถึงความพินาศ.

วจีทุจริต และมโนทุจริตก็เหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง การลงโทษด้วยการประหารนั่นเทียว ชื่อทัณฑ์. อธิบายว่า วางทัณฑ์นั่นแล้วดังนี้บ้าง.

บทว่า อวิเหฐยํ คือ ไม่เบียดเบียน.

บทว่า อญฺญตรมฺปิ ได้แก่ แม้ผู้ใดผู้หนึ่ง. บทว่า เตสํ ได้แก่ บรรดาสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น.

บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย ความว่า ไม่พึงปรารถนาบุตรคนใดเลย ในบุตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ บุตรเกิดจากตน ๑ บุตรเกิดในเขต ๑ บุตรบุญธรรม ๑ บุตรคือลูกศิษย์ ๑.

บทว่า กุโต สหายํ ความว่า จะพึงปรารถนาสหายนั่น แต่ที่ไหน ด้วยหวังว่าพึงปรารถนาสหาย.

บทว่า เอโก ความว่า ผู้เดียวด้วยเพศ กล่าวคือบรรพชา ผู้เดียวด้วยอรรถว่าไม่มีเพื่อน ผู้เดียวด้วยการละตัณหา ผู้เดียวด้วยอรรถว่ามีกิเลสปราศไปแล้วโดยส่วนเดียว ผู้เดียวด้วยอรรถว่าตรัสรู้ชอบโดยเฉพาะซึ่งปัจเจกโพธิญาณแต่ผู้เดียว.

จริงอยู่ บุคคลเป็นไปในท่ามกลางสมณะตั้งพัน ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตัดความเกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์เสียได้ ผู้เดียวด้วยเพศกล่าวคือบรรพชาอย่างนี้. ชื่อว่าผู้เดียว ด้วยอรรถว่ายืนคนเดียว นั่งคนเดียว นอนคนเดียว เปลี่ยนอิริยาบถคนเดียว เป็นไปคนเดียว ผู้เดียวด้วยอรรถว่าไม่มีเพื่อนอย่างนี้. ชื่อว่าผู้เดียว ด้วยอรรถว่าละตัณหาอย่างนี้ว่า

คนมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวอยู่สิ้นกาลนาน

ไม่ก้าวล่วงสังสาร ซึ่งมีความเป็นอย่างนี้ ไม่มี

ความเป็นอย่างอื่น ภิกษุมีสติ ปราศจากตัณหา

ไม่ยึดมั่น รู้โทษนั้นแล้ว พึงละเว้นตัณหา อัน

เป็นแดนเกิดของทุกข์เสีย ดังนี้.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๙

ชื่อว่าผู้เดียว ด้วยอรรถว่ามีกิเลสปราศไปแล้วโดยส่วนเดียวอย่างนี้ว่า กิเลสทั้งปวงอันภิกษุนั้นละแล้ว มีรากเหง้าถูกตัดขาดแล้ว เป็นดุจต้นตาล ฯลฯ มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. ชื่อว่าผู้เดียว ด้วยอรรถอย่างนี้ว่าเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ รู้เอง ตรัสรู้ชอบเฉพาะซึ่งปัจเจกโพธิญาณได้ด้วยตนเองนั้นแล. ผู้เดียว ด้วยอรรถว่าตรัสรู้ชอบเฉพาะซึ่งปัจเจกโพธิญาณอย่างนี้.

บทว่า จเร ได้แก่ จริยา ๘ เหล่านี้ คือ

๑. อิริยาปถจริยา ในอิริยาบถ ๔ สำหรับผู้ถึงพร้อมด้วยปณิธิ

๒. อายตนจริยา ในอายตนะภายใน สำหรับผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย

๓. สติจริยา ในสติปัฏฐาน ๔ สำหรับผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท

๔. สมาธิจริยา ในฌาน ๔ สำหรับผู้ตามประกอบซึ่งอธิจิต

๕. ญาณจริยา ในอริยสัจ ๔ สำหรับผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธิ

๖. มรรคจริยา ในอริยมรรค ๔ สำหรับผู้ปฏิบัติชอบ

๗. ปกติจริยา ในสามัญผล ๔ สำหรับผู้บรรลุผล

๘. โลกัตถจริยา ในสัตว์ทั้งหลาย สำหรับพระพุทธเจ้าทั้ง ๓.

ในพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ นั้น พระปัจเจกพุทธะและพระสาวกมีโลกัตถจริยาเพียงบางส่วน. สมดังที่ท่านกล่าวว่า คำว่า จริยา ได้แก่ จริยา ๘ ความพิสดารก็คือ อิริยาปถจริยา. อธิบายว่า พึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจริยาเหล่านั้น.

____________________________

ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๖๖๗

อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า จริยา ๘ แม้อื่นเหล่านี้ใด คือ

บุคคลเมื่อน้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วยศรัทธา. เมื่อประคองย่อมประพฤติด้วยวิริยะ. เมื่อเข้าไปตั้งมั่นย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ไม่ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ เมื่อรู้ชัดย่อมประพฤติด้วยปัญญา เมื่อรู้แจ้งย่อมประพฤติวิญญาณ. กุศลธรรมทั้งหลายย่อมสืบต่อสำหรับบุคคลผู้ปฏิบัติอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าประพฤติอายตนจริยา บุคคลปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุถึงคุณวิเศษ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าประพฤติด้วยจริยาพิเศษ พึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจริยาเหล่านั้น.

นอของแรดชื่อว่าขัคควิสาณ ในบทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป นี้ ข้าพเจ้าจักประกาศเนื้อความแห่งกัปปศัพท์โดยพิสดารในมงคลสุตตวัณณนา แต่ในขัคควิสาณสุตตวัณณนานี้ บัณฑิตพึงทราบการเปรียบเทียบ ดุจในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า บุคคลนี้ปรึกษาอยู่กับสาวกผู้สมควรแก่พระศาสดาหนอ. อธิบายว่า ผู้เป็นเช่นกับนอแรด.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๐๐

การพรรณนาเนื้อความตามบทในคาถานี้เพียงเท่านี้ก่อน แต่บัณฑิตพึงทราบโดยอนุสนธิแห่งการอธิบายอย่างนี้ อาชญามีประการดังกล่าวนี้ใดอันบุคคลให้เป็นไป คือไม่วางในสัตว์ทั้งหลาย ครั้นเมื่ออาชญานั้นอันเราไม่ให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เราชื่อว่าวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ด้วยเมตตาอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออาชญานั้น และด้วยการนำเข้ามาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอื่น และเพราะวางอาชญาได้แล้วนั้นแล ชื่อว่าไม่เบียดเบียนบรรดาสัตว์เหล่านั้นแม้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ลำบาก เหมือนสัตว์ทั้งหลายผู้ยังไม่วางอาชญาย่อมเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยท่อนไม้บ้าง ศาสตราบ้าง ฝ่ามือบ้าง ก้อนดินบ้างฉะนั้น อาศัยเมตตากรรมฐานนี้แล้วพิจารณาเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณในสัตว์เหล่านั้น และสังขตธรรมอื่นจากนั้น ตามกระแสแห่งเมตตากรรมฐานนั้นแล จึงได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณนี้. คำอธิบายเพียงเท่านี้ก่อน.

ส่วนอนุสนธิดังนี้ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสดังนี้แล้ว อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระองค์จะเสด็จไป ณ ที่ไหน. ลำดับนั้น ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงระลึกว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ อยู่ที่ไหน ครั้นทรงรู้แล้วจึงตรัสว่าที่ภูเขาคันธมาทน์. จึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โอ! บัดนี้ พระองค์ทรงทอดทิ้ง ไม่ทรงปรารถนาพวกข้าพระองค์ดังนี้. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านี้ตรัสว่า บุคคลไม่พึงปรารถนาบุตร.

อธิบายในคาถานั้นดังนี้

บัดนี้ เราไม่พึงปรารถนาบุตรแม้คนใดเลย ในบรรดาบุตรที่เกิดจากตนเป็นต้น แต่จะพึงปรารถนาสหายผู้เช่นท่านแต่ที่ไหน เพราะฉะนั้น แม้ในพวกท่านทั้งหลาย ผู้ใดต้องการเพื่อจะไปพร้อมกับเรา หรือเพื่อเป็นเช่นเรา ผู้นั้นพึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้นผู้อันอำมาตย์เหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระองค์ทรงทอดทิ้งไม่ทรงปรารถนาพวกข้าพระองค์เลย จึงตรัสว่า เราไม่พึงปรารถนาบุตร จะพึงปรารถนาสหายแต่ที่ไหน. ทรงเห็นคุณแห่งการเที่ยวไปแต่ผู้เดียวของพระองค์ โดยเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว ทรงพระปราโมทย์ ทรงเกิดปีติโสมนัส จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

พระปัจเจกพุทธเจ้าครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนเพ่งดูอยู่นั่นเอง ก็ได้เหาะขึ้นทางอากาศ เสด็จไปสู่ภูเขาคันธมาทน์ ชื่อว่า ภูเขาคันธมาทน์ อยู่เลยภูเขา ๗ ลูก (ในหิมวันตประเทศ) คือ จูฬกาลบรรพต มหากาฬ บรรพต นาคปลิเวฏฐนาบรรพต จันทสัมภรบรรพต สุริยสัมภรบรรพต สุวัณณปัสสบรรพต และหิมวันตบรรพต.

ที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นมีเงื้อมผา ชื่อว่านันทมูลกะ เป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และมีคูหา ๓ คูหา คือ สุวรรณคูหา มณิคูหา รชตคูหา. ที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นมีต้นไม้ ชื่อมัญชุสกะ ที่ประตูมณิคูหา สูง ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ ต้นไม้นั้นบานสะพรั่งทั่วไปในน้ำ หรือบนบก โดยพิเศษในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมาถึง ข้างหน้าต้นไม้นั้นมีโรงรัตนะทุกอย่าง ในโรงรัตนะนั้น ลมสำหรับกวาดย่อมพัดหยากเยื่อ ลมสำหรับเกลี่ยพื้นย่อมพัดทรายที่แล้วด้วยแก้วทุกอย่างให้ราบเรียบ ลมสำหรับรดย่อมพัดเอาน้ำจากสระอโนดาตมารด ลมสำหรับทำกลิ่นหอมย่อมพัดเอากลิ่นหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมทั้งหมดมาจากภูเขาหิมวันต์ ลมสำหรับโปรยย่อมพัดเอาดอกไม้ทั้งหลายมาโปรยลง ลมสำหรับปูลาดย่อมปูลาดในที่ทั้งปวง ในวันที่พระปัจเจกพุทธะเกิดขึ้นและในวันอุโบสถ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงนั่งประชุมในที่เหล่าใด อาสนะทั้งหลายเป็นอันปูแล้วในที่เหล่านั้นทุกเมื่อ นี้เป็นปกติในภูเขาคันธมาทน์นั้น พระปัจเจกพุทธะผู้ตรัสรู้ชอบเอง โดยเฉพาะได้เสด็จไปในภูเขาคันธมาทน์นั้น ประทับนั่ง ณ อาสนะที่ปูลาดแล้ว.

แต่นั้น ถ้าในเวลานั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้เหล่าอื่นมีอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น ก็ประชุมในขณะนั้น ย่อมนั่งบนอาสนะที่ปูแล้ว และครั้นนั่งแล้ว ก็เข้าสมาบัติบางอย่างแล้วก็ออก ต่อจากนั้น สังฆเถระก็ถามกรรมฐานกะพระปัจเจกพุทธเจ้าที่มาใหม่ว่า บรรลุได้อย่างไร เพื่อประโยชน์แก่อนุโมทนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง.

แม้ในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ตรัสอุทานคาถาและพยากรณคาถาของพระองค์นั้นแล.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าอันท่านพระอานนท์ทูลถาม ก็ตรัสคาถานั้นอีกเหมือนกัน

และพระอานนท์ก็ได้กล่าวในคราวทำสังคายนา.

คาถาแต่ละคาถาได้กล่าวถึง ๔ ครั้ง คือ ในฐานะที่พระเจ้าพรหมทัตตรัสรู้โดยชอบเฉพาะซึ่งปัจเจกสัมโพธิญาณ ๑ ที่มัญชุสกมาลา ๑ ในกาลที่พระอานนท์ทูลถาม ๑ ในสังคีติกาล ๑ ด้วยประการฉะนี้แล. ปฐมคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------

คาถาที่ ๒

คาถาว่า สํสคฺคชาตสฺส ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

พระปัจเจกโพธิสัตว์แม้นี้กระทำสมณธรรมโดยนัยก่อนนั่นแล ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ตลอด ๒๐,๐๐๐ ปี ในที่สุดทำกสิณบริกรรม ยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นและกำหนดนามและรูป ทำการพิจารณาลักษณะ ยังไม่บรรลุอริยมรรค เกิดในพรหมโลก.

เขาจุติจากพรหมโลกนั้นแล้ว เกิดในครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี เมื่อให้เจริญเติบโตโดยนัยก่อนนั่นเทียว จำเดิมแต่นั้น ก็ไม่ทรงรู้ความแปลกกันว่า นี้สตรี นี้บุรุษ เพราะอาศัยเหตุนั้น จึงไม่ทรงยินดีในมือของสตรีทั้งหลาย ย่อมไม่อดทนแม้เหตุสักว่าการอบ การอาบและการประดับเป็นต้น บุรุษทั้งหลายเท่านั้นเลี้ยงดูพระราชกุมารนั้น ในเวลาให้เสวยน้ำนม พวกนางนมทั้งหลายก็สวมเสื้อแปลงเพศเป็นบุรุษให้เสวยน้ำนม พระกุมารนั้นสูดกลิ่นของสตรีทั้งหลาย ทรงลุกขึ้นกันแสง แม้ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ไม่ทรงปรารถนาเพื่อแตะต้องสตรีทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระญาติทั้งหลายจึงขนานพระนามของพระกุมารนั้นว่า อนิตฺถิคนฺโธ.

ครั้นพระกุมารนั้นมีพระชันษาได้ ๑๖ พระชันษา พระราชาทรงพระราชดำริว่า เราจักให้กุมารดำรงวงศ์ตระกูล ทรงนำราชกัญญาอันสมควรแก่พระกุมารนั้น แต่ตระกูลต่างๆ แล้วตรัสสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า เจ้าจงให้พระกุมารยินดี.

อำมาตย์มีความประสงค์เพื่อให้พระกุมารนั้นทรงยินดีด้วยอุบายทั้งหลาย ได้กั้นม่านในที่ไม่ไกลจากพระกุมารนั้น ให้นักฟ้อนทั้งหลายประเล้าประโลม. พระกุมารทรงสดับเสียงที่ขับร้องและประโคม จึงตรัสว่านั่นเสียงของใคร. อำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ นั่นเป็นเสียงของนักฟ้อนทั้งหลายของพระองค์ ผู้มีบุญทั้งหลายย่อมมีนักฟ้อนทั้งหลายเช่นนี้ ข้าแต่พระสมมติเทพ พระองค์ทรงมีบุญมาก ขอพระองค์จงทรงอภิรมย์. พระกุมารทรงตีอำมาตย์ด้วยท่อนไม้ให้ไล่ออกไป. อำมาตย์นั้นกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาได้ตรัสสั่งอำมาตย์อีกว่า เจ้าจงไปพร้อมกับพระมารดาของพระกุมาร แล้วให้พระกุมารยินดี.

พระกุมารนั้นถูกคนเหล่านั้นบีบคั้นอย่างยิ่งอยู่ จึงได้ประทานทองคำอันประเสริฐ แล้วตรัสสั่งพวกช่างทองว่า ท่านทั้งหลายจงทำรูปสตรีให้งาม. พวกช่างทองเหล่านั้นก็ได้ทำรูปสตรี ซึ่งประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเช่นกับพระวิษณุกรรมเนรมิต แล้วแสดงแก่พระกุมาร. พระกุมารทอดพระเนตรแล้วสั่นพระเศียรด้วยความอัศจรรย์ ส่งไปแก่พระมารดาและพระบิดา ด้วยพระดำรัสว่า ถ้าหม่อมฉันได้สตรีเช่นนี้ก็จะยอมรับ. พระมารดาและพระบิดาก็ทรงดำริว่า บุตรของพวกเรามีบุญมาก นางทาริกาบางคนที่ได้เคยทำบุญร่วมกับบุตรนั้น จักเกิดแล้วในโลกแน่แท้ ดังนี้แล้ว จึงให้ยกรูปทองคำนั้นขึ้นสู่รถ ตรัสสั่งแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า เชิญเถิด ท่านปรารถนาพึงแสวงหาทาริกาเช่นนี้.

อำมาตย์เหล่านั้นนำไปสู่มหาชนบท ๑๖ แห่ง ไปสู่บ้านนั้นๆ เห็นประชุมชนในที่ใดๆ มีท่าน้ำเป็นต้น จึงตั้งรูปทองคำดุจเทวดาไว้ในที่นั้นๆ ทำการบูชาด้วยดอกไม้และเครื่องอลังการนานาชนิด ผูกเพดานยืนอยู่ในที่สุดข้างหนึ่ง ด้วยคิดว่า ถ้าจักมีใครๆ เคยเห็นเคยได้ยินสตรี ซึ่งมีรูปงามเห็นปานนี้ไซร้ เขาจักพูดขึ้นดังนี้ แล้วเที่ยวไปสู่ชนบททั้งปวงด้วยอุบายนั่น เว้นมัททรัฐแต่รัฐเดียว ดูแคลนว่ามัททรัฐนั้นเป็นรัฐเล็ก ไม่ไปในมัททรัฐนั้นก่อน แล้วกลับ.

ลำดับนั้น อำมาตย์เหล่านั้นมีความคิดว่า พวกเราจะต้องไปสู่แม้มัททรัฐก่อน ขอพระราชาอย่าได้ส่งพวกเราผู้เข้าสู่กรุงพาราณสีไปอีกดังนี้ จึงได้ไปสู่สาคลนครในมัททรัฐ.

ก็ในสาคลนครมีพระราชาพระนามว่า มัททวะ พระธิดาของพระเจ้ามัททวะนั้น มีพระชันษาได้ ๑๖ ปี มีพระรูปโฉมสวยงามยิ่งนัก และนางวรรณทาสีของพระธิดานั้น ก็ไปสู่ท่าน้ำ เพื่อประโยชน์แก่การตักน้ำอาบ เห็นรูปทองคำนั้นซึ่งอำมาตย์ทั้งหลายตั้งไว้ในที่นั้นแต่ไกลเทียว ก็พูดว่า พระราชบุตรีทรงส่งพวกเราเพื่อประโยชน์แก่น้ำ ก็เสด็จมาเสียเอง แล้วเข้าไปใกล้พูดว่า สตรีนี้ไม่ใช่เจ้านายของพวกเรา เจ้านายของพวกเราสวยงามยิ่งกว่าสตรีนี้.

พวกอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชา ทูลขอทาริกาโดยนัยอันสมควร.

พระราชาแม้นั้น ก็ทรงพระราชทาน.

ต่อแต่นั้น พวกอำมาตย์ได้ส่งข่าวทูลพระเจ้ากรุงพาราณสีว่าทาริกาได้แล้ว พระองค์จักเสด็จมาเอง หรือพวกข้าพระองค์เท่านั้นจะนำมาดังนี้

พระองค์ส่งข่าวไปว่า เมื่อเราไปจักเป็นการเบียดเบียนชนบท พวกท่านเท่านั้นจงนำทาริกานั้นมา. อำมาตย์ทั้งหลายพาทาริกาออกจากพระนคร ส่งข่าวไปถวายพระกุมารว่า ทาริกาเช่นกับรูปทองคำได้แล้ว พระกุมารแม้ทรงสดับข่าวนั้น ก็ถูกราคะครอบงำ เสื่อมจากปฐมฌาน พระองค์ทรงส่งทูตคนอื่นๆ ว่า พวกท่านจงนำมาเร็ว พวกท่านจงนำมาเร็ว.

พวกอำมาตย์นั้นถึงกรุงพาราณสีโดยพักคืนเดียวเท่านั้นในที่ทั้งปวง ยืนอยู่ในภายนอกพระนคร ส่งข่าวถวายพระราชาว่า พึงเข้าไปในวันนี้หรือไม่.

พระราชาตรัสสั่งว่า เรานำนางทาริกาจากตระกูลประเสริฐที่สุด ทำมงคลกิริยาแล้วจักให้เข้ามา ด้วยสักการะอันใหญ่ พวกท่านจงนำนางทาริกานั้นไปสู่อุทยานก่อน.

อำมาตย์เหล่านั้นได้ทำตามพระราชโองการแล้ว นางทาริกานั้นเป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง บอบช้ำแล้วเพราะการกระทบกระแทกแห่งยาน มีโรคลมเกิดขึ้น เพราะความเมื่อยล้าจากเดินทางไกล จึงได้ทำกาละเสียในคืนนั้นเอง ดุจดอกไม้ที่เหี่ยวไปฉะนั้น.

พวกอำมาตย์คร่ำครวญว่า พวกเราฉิบหายแล้วจากสักการะ พระราชาก็ดี ชาวนครก็ดีต่างก็คร่ำครวญว่าตระกูลวงศ์พินาศแล้ว ความวุ่นวายใหญ่ได้มีแล้วในพระนคร.

พระกุมารพอได้สดับเท่านั้น ก็ทรงเกิดความเศร้าโศกอันยิ่งใหญ่. ต่อแต่นั้น พระกุมารก็ทรงปรารภเพื่อขุดรากเหง้าแห่งความเศร้าโศก พระองค์ทรงดำริว่า ธรรมดาความโศกนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด แต่ย่อมมีแก่ผู้เกิดแล้ว เพราะฉะนั้น ความโศกมีเพราะอาศัยชาติ ก็ชาติมีเพราะอาศัยอะไรเล่า แต่นั้น ทรงมนสิการโดยแยบคายด้วยอานุภาพแห่งภาวนาในกาลก่อนอย่างนี้ว่า ชาติมีเพราะอาศัยภพ ทรงเห็นปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลม ทรงพิจารณาสังขารทั้งหลาย ประทับนั่ง ณ ที่นั้นนั่นแล ก็ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ.

อำมาตย์ทั้งหลายเห็นพระกุมารนั้น ทรงมีความสุขด้วยความสุขอันเกิดจากมรรคผล มีพระอินทรีย์สงบ พระมานัสสงบ ประทับอยู่ จึงประนมมือกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ ขอพระองค์อย่าทรงเศร้าโศกเลย ชมพูทวีปใหญ่ ข้าพระองค์จักนำมาซึ่งทาริกาอื่นที่งามกว่า.

พระกุมารนั้นตรัสว่า เราไม่เศร้าโศก แต่หมดความเศร้าโศกแล้ว เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.

คำนั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่นี้ เป็นเช่นกับคาถาแรก เว้นการพรรณนาคาถา.

ก็ในการพรรณนาคาถา บทว่า สํสคฺคชาตสฺส ได้แก่ ผู้เกี่ยวข้องเกิดแล้ว ในคาถานั้น ความเกี่ยวข้องมี ๕ อย่าง คือ

๑. ทัสสนสังสัคคะ ความเกี่ยวข้องเพราะการเห็น

๒. สวนสังสัคคะ ความเกี่ยวข้องเพราะการฟัง

๓. กายสังสัคคะ ความเกี่ยวข้องทางกาย

๔. สมุลลาปนสังสัคคะ ความเกี่ยวข้องเพราะการสนทนา

๕. สัมโภคสังสัคคะ ความเกี่ยวข้องเพราะกินร่วมกัน.

ในความเกี่ยวข้อง ๕ อย่างนั้น ราคะเกิดด้วยอำนาจแห่งจักขุวิญญาณวิถี เพราะเห็นซึ่งกันและกัน ชื่อว่าทัสสนสังสัคคะ.

ธิดาของกุฎุมพีผู้มีจิตรักใคร่ เพราะเห็นภิกษุหนุ่มชื่อทีฆภาณกะ ผู้อยู่ในกัลยาณวิหาร ซึ่งกำลังไปสู่กาลทีฆวาปีคามเพื่อบิณฑบาต ในสีหลทวีป ไม่ได้ภิกษุหนุ่มนั้นด้วยอุบายบางอย่าง ก็ทำกาลกิริยา และภิกษุหนุ่มรูปนั้นเองเห็นผ้านุ่งของธิดานั้น ก็คิดว่าเราไม่ได้อยู่ร่วมกับนางผู้นุ่งผ้าเห็นปานนี้ แล้วหัวใจแตกตาย เป็นตัวอย่างในทัสสนสังสัคคะนั้น.

ก็ราคะเกิดด้วยอำนาจแห่งโสตวิญญาณวิถี เพราะฟังสมบัติมีรูปเป็นต้นที่คนอื่นทั้งหลายพูดถึง หรือเพราะตนได้ฟังเสียงหัวเราะ เสียงพูดจาและเสียงเพลงขับ ชื่อว่าสวนสังสัคคะ.

แม้ในสวนสังสัคคะนั้น ภิกษุหนุ่มชื่อติสสะผู้อยู่ในถ้ำปัญจัคคฬะ กำลังเหาะทางอากาศ ได้ฟังเสียงของธิดาช่างมีดผู้อยู่ในคิริคาม ไปสระปทุมพร้อมกับกุมารี ๕ นางอาบน้ำแล้วยกดอกไม้ร้องเพลงด้วยเสียงดัง ก็เสื่อมจากคุณวิเศษ เพราะกามราคะ ถึงความพินาศเป็นตัวอย่าง.

ราคะเกิดเพราะลูบคลำอวัยวะของกันและกัน ชื่อว่ากายสังสัคคะ. ก็ในกายสังสัคคะนี้มีภิกษุหนุ่มชื่อธรรมภาสกะเป็นตัวอย่าง.

ได้ยินว่า ภิกษุหนุ่มกล่าวธรรมในมหาวิหาร เมื่อมหาชนมาในมหาวิหารนั้น แม้พระราชาก็เสด็จไปพร้อมกับชาววัง แต่นั้นราคะกล้าได้เกิดแก่พระราชธิดา เพราะอาศัยรูปและเสียงของภิกษุหนุ่มนั้น และเกิดแม้แก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้น. พระราชาทรงเห็นเหตุนั้น ทรงกำหนดแล้ว ให้ล้อมด้วยกำแพงคือม่าน เธอทั้งสองนั้นก็เคล้าคลึงโอบกอดซึ่งกันและกัน ชนทั้งหลายเลิกผ้าม่านแลดูอีก ก็เห็นเธอทั้งสองถึงแก่ความตายแล้ว.

ก็ราคะเกิดเพราะการสนทนาปราศรัยกะกันและกัน ชื่อว่าสมุลลาปนสังสัคคะ.

ราคะเกิดในเพราะทำการบริโภคร่วมกันกับภิกษุณีทั้งหลาย ชื่อว่าสัมโภคสังสัคคะ.

ในสังสัคคะแม้ทั้งสองนั้น ภิกษุและภิกษุณีถึงอาบัติปาราชิกเป็นตัวอย่าง.

ได้ยินว่า ในการฉลองมหาวิหาร ชื่อมิรจิวัฏฏกะ พระเจ้าทุฏฐคามณีอภยมหาราชทรงจัดแจงมหาทานอังคาสพระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย ในการฉลองมหาวิหารนั้น เมื่อถวายข้าวยาคูร้อน สามเณรีผู้ยังใหม่กว่าสงฆ์ได้ถวายวลัยงาแก่สามเณรผู้ใหม่กว่าสงฆ์ซึ่งไม่มีเชิงรองบาตร ได้ทำการเจรจาปราศรัยกัน. เธอแม้ทั้งสองนั้นอุปสมบทแล้วได้ ๖๐ พรรษา ไปสู่ฝั่งโน้นได้รับบุพสัญญา เพราะการเจรจาปราศรัยกะกันและกัน ก็เกิดสิเนหาในทันที ทันใดนั้นเองล่วงละเมิดสิกขาบท ต้องอาบัติปาราชิก.

ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกัน ด้วยความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่งในความเกี่ยวข้อง ๕ อย่าง ราคะอันมีกำลังย่อมเกิดขึ้น เพราะราคะในกาลก่อนเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้. แต่นั้น ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย คือทุกข์นี้มีประการต่างๆ มีความโศกและความคร่ำครวญเป็นต้น ทั้งที่เป็นทิฏฐธรรมและสัมปรายิกภพย่อมเกิดขึ้น คือย่อมบังเกิด ย่อมมี ย่อมเกิด ติดตามความเยื่อใยนั้นนั่นเอง. ส่วนอาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า ได้แก่การปล่อยใจในอารมณ์ แต่นั้น ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความเยื่อใย ดังนี้แล.

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ครั้นตรัสอรรถคาถานี้มีประเภทแห่งเนื้อความอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ทุกข์มีความโศกเป็นต้นนี้ใด ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย เรานั้นได้ขุดรากเหง้าของทุกข์นั้น จึงบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ. ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์เหล่านั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พวกข้าพระองค์พึงทำอย่างไร.

ลำดับนั้น พระองค์จึงตรัสว่า พวกท่านหรือพวกอื่น ผู้ใดต้องการพ้นจากทุกข์นี้ ผู้นั้นแม้ทั้งหมดเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเยื่อใย พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น.

ก็คำว่า เล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเยื่อใยนี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายเอาคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย.

อีกอย่างหนึ่ง พึงเชื่อมความอย่างนี้ว่า ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้มีความเกี่ยวข้องเกิดแล้ว ด้วยความเกี่ยวข้องตามที่กล่าวแล้ว ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย เราเล็งเห็นทุกข์นั้นอันเกิดแต่ความเยื่อใย ทำความเสียดแทงตามที่มาแล้ว จึงบรรลุดังนี้

พึงทราบว่า บาทที่ ๔ พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งอุทาน โดยนัยที่กล่าวแล้วในก่อนนั่นเทียว.

บททั้งปวงนอกจากนั้น เป็นเช่นกับที่กล่าวแล้วในคาถาต้นนั้นแล. สังสัคคคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓

คาถาว่า มิตฺเต สุหชฺเช ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

พระปัจเจกโพธิสัตว์นี้อุบัติโดยนัยที่กล่าวแล้วในคาถาแรกนั้นเทียว

เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ยังปฐมฌานให้เกิดแล้ว ทรงพิจารณาว่าสมณธรรมประเสริฐ หรือว่าราชสมบัติประเสริฐ ทรงมอบราชสมบัติในมือของอำมาตย์ ๔ คนแล้วทรงกระทำสมณธรรม. อำมาตย์ทั้งหลายแม้พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงทำโดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ก็รับสินบนทำโดยอธรรม อำมาตย์เหล่านั้นไม่รับสินบนก็ทำโดยอธรรม รับสินบนแล้วทำเจ้าของทั้งหลายให้แพ้.

ในกาลครั้งหนึ่ง ให้ราชวัลลภคนหนึ่งให้แพ้ ราชวัลลภนั้นเข้าไปเฝ้าพร้อมกับพวกพนักงานห้องเครื่องของพระราชา ทูลบอกเรื่องทั้งหมด. ในวันที่ ๒ พระราชาเสด็จไปสู่สถานที่วินิจฉัยด้วยพระองค์เอง แต่นั้น หมู่มหาชนได้ร้องเสียงดังว่า พวกอำมาตย์ทำเจ้าของมิให้เป็นเจ้าของ ได้กระทำเสียงดังเหมือนการรบใหญ่.

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จลุกจากสถานที่วินิจฉัย เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับนั่งเพื่อทรงเข้าสมาบัติ แต่ไม่อาจเพื่อทรงเข้าได้ เพราะทรงฟุ้งซ่านด้วยเสียงนั้น พระองค์ทรงพิจารณาว่า เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติ สมณธรรมประเสริฐกว่าดังนี้ แล้วทรงสละความสุขในราชสมบัติ ทรงยังสมาบัติให้เกิดขึ้นอีก ทรงพิจารณาเห็นโดยนัยที่กล่าวในกาลก่อนนั่นแล ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกสัมโพธิญาณ และถูกทูลถามถึงกรรมฐาน จึงได้ตรัสคาถานี้.

ในคาถานั้น คนทั้งหลาย ชื่อว่ามิตร ด้วยอำนาจแห่งความรักใคร่. ชื่อว่าสหาย เพราะความเป็นผู้มีใจดี. ก็คนบางพวกเป็นมิตรเท่านั้นไม่เป็นสหาย เพราะความเป็นผู้ใคร่ประโยชน์เกื้อกูลอย่างเดียว. บางพวกเป็นสหายเท่านั้นไม่เป็นมิตร เพราะให้เกิดสุขทางใจในการทั้งหลายมีการมา การยืน การนั่งและการพูดเจรจาเป็นต้น. บางพวกเป็นทั้งสหายเป็นทั้งมิตร ด้วยอำนาจแห่งธรรมทั้งสองนั้น.

มิตรสหายเหล่านั้นมี ๒ พวก คือ ฆราวาส ๑ บรรพชิต ๑.

ใน ๒ พวกนั้น ฆราวาสมี ๓ พวก คือ ผู้มีอุปการะ ๑ ผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ ผู้อนุเคราะห์ ๑. บรรพชิตโดยพิเศษคือ ผู้บอกประโยชน์ มิตรสหายเหล่านั้นประกอบด้วยองค์ ๔ อย่างนี้

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรสหายผู้มีอุปการะ พึงทราบด้วยฐานะ ๔ อย่างคือ

๑. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว

๒. รักษาทรัพย์สมบัติของมิตรผู้ประมาทแล้ว

๓. เป็นที่พึ่งพำนักของมิตรผู้กลัว

๔. เมื่อกรณียกิจเกิดขึ้น ก็เพิ่มโภคทรัพย์ให้มากกว่าที่ออกปากขอ.

อนึ่ง ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรสหายผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์ พึงทราบด้วยฐานะ ๔ อย่าง คือ

๑. บอกความลับแก่มิตร

๒. ปกปิดความลับของมิตร

๓. ไม่ทอดทิ้งมิตรในคราวมีอันตราย

๔. ชีวิตก็สละได้เพื่อประโยชน์แก่มิตร.

อนึ่ง ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรสหายผู้อนุเคราะห์ พึงทราบด้วยฐานะ ๔ อย่าง คือ

๑. ไม่ดีใจเพราะมิตรยากจน

๒. ดีใจเพราะมิตรมั่งมี

๓. ป้องกันคนติเตียนมิตร

๔. สรรเสริญคนยกย่องมิตร.

อนึ่ง ดูก่อนคฤหบดีบุตร มิตรสหายผู้บอกประโยชน์ พึงทราบด้วยฐานะ ๔ อย่าง คือ

๑. ห้ามจากการทำบาป

๒. ให้ตั้งอยู่ในคุณความดี

๓. ให้ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง

๔. บอกทางสวรรค์ให้

____________________________

ที. ปา. ข้อ ๑๑/เล่ม ๑๙๓

เพราะฉะนั้น ฆราวาสท่านประสงค์เอาในที่นี้ แต่โดยอรรถ ฆราวาสและบรรพชิตแม้ทั้งหมดก็ควร.

บทว่า มิตฺเต สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน ความว่า เอ็นดู คือประสงค์เพื่อนำเข้ามาซึ่งสุขแก่มิตรสหายเหล่านั้น.

บทว่า หาเปติ อตฺถํ ความว่า ยังประโยชน์ ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ให้เสื่อม คือให้พินาศ

อีกอย่างหนึ่ง ยังประโยชน์ ๓ อย่าง แม้ด้วยอำนาจแห่งประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น และประโยชน์ทั้ง ๒ อย่างนั้น ให้เสื่อม คือให้พินาศ ย่อมยังประโยชน์ให้เสื่อม คือย่อมให้พินาศ ด้วยการยังวัตถุที่ได้แล้วให้พินาศ และด้วยการไม่ให้เกิดสิ่งที่ยังไม่ได้บ้าง ด้วยวิธีทั้งสองบ้าง.

บทว่า ปฏิพทฺธจิตฺโต ความว่า บุคคลแม้ตั้งตนไว้ในฐานะต่ำต้อยกว่า เราเว้นจากคนนี้จักไม่เป็นอยู่ คนนั่นเป็นคติของเรา คนนั่นเป็นผู้นำของเราดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้ว. แม้ตั้งตนไว้ในฐานะสูงส่งว่า คนเหล่านี้เว้นเราเสียแล้วย่อมไม่เป็นอยู่ เราเป็นคติของคนเหล่านั้น เป็นผู้นำของคนเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้ว.

ก็ผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้วอย่างนี้ ท่านประสงค์เอาในพระสูตรนี้.

บทว่า เอตํ ภยํ ท่านกล่าวหมายถึงภัยที่ยังประโยชน์ให้เสื่อมนั่น คือความเสื่อมจากสมบัติของตน.

บทว่า สนฺถเว ความว่า การเชยชมมี ๓ อย่าง ด้วยสามารถแห่งการเชยชม คือ ตัณหา ทิฏฐิและมิตร.

ในการเชยชม ๓ อย่างนั้น ตัณหาแม้ ๑๐๘ ประเภท ชื่อว่าตัณหาสันถวะ. ทิฏฐิแม้ ๖๒ ประเภท ชื่อว่าทิฏฐิสันถวะ. การอนุเคราะห์มิตร ด้วยความเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้ว ชื่อว่ามิตรสันถวะ.

มิตรสันถวะนั้น ท่านประสงค์เอาในพระสูตรนี้ ด้วยว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเสื่อมจากสมาบัติก็เพราะมิตรสันถวะนั้น ด้วยเหตุนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เราเล็งเห็นภัยนั่นในการชมเชย จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ.

คำที่เหลือพึงทราบว่า เป็นเช่นกับคำที่กล่าวแล้วนั้นแล. มิตตสุหัชชคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๔

คาถาว่า วํโส วิสาโล ดังนี้ มีอุบัติเหตุอย่างไร ?

ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๓ องค์บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป. บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรสิ้น ๒๐,๐๐๐ ปี อุบัติในเทวโลก เคลื่อนจากเทวโลกนั้นแล้ว ผู้เป็นหัวหน้าเกิดในราชตระกูลในกรุงพาราณสี. นอกนี้เกิดในราชตระกูล ในปัจจันตประเทศ.

ทั้งสองนั้นเรียนกรรมฐาน สละราชสมบัติ บวชเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยลำดับ อยู่ที่เงื้อมนันทมูลกะ.

ในวันหนึ่งออกจากสมาบัติ ระลึกว่า พวกเราทำกรรมอะไรจึงบรรลุถึงโลกุตรสุขนี้ พิจารณาอยู่ ได้เห็นจริยาของตนในกัสสปพุทธกาล. ลำดับนั้น ระลึกอีกว่าคนที่ ๓ อยู่ที่ไหน เห็นคนที่ ๓ เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ระลึกถึงคุณของหัวหน้านั้น คิดว่าโดยปกติเทียว พระราชาพระองค์นั้นทรงถึงพร้อมด้วยคุณมีความเป็นผู้ปรารถนาน้อยเป็นต้น ทรงโอวาทพวกเรา ผู้ประพฤติอดทนต่อคำพูด ทรงติเตียนบาป เอาเถิด พวกเราแสดงอารมณ์แล้ว จะเปลื้องพระองค์ ดังนี้ แสวงหาโอกาสอยู่.

ในวันหนึ่ง เห็นพระราชาพระองค์นั้นทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง กำลังเสด็จไปสู่พระราชอุทยาน แล้วเหาะไปทางอากาศยืนอยู่ที่โคนก่อไม้ไผ่ ที่ประตูพระราชอุทยาน มหาชนกำลังแลดูพระราชาด้วยการดูพระราชาของตน.

ต่อจากนั้น พระราชาทรงแลดูว่า มีใครหนอแลขวนขวายในการดูเรา ทรงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และพร้อมกับทรงเห็นนั่นเทียว พระองค์ทรงเกิดความเสน่หาในพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. พระองค์จึงเสด็จลงจากคอช้าง เสด็จเข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นด้วยอากัปกิริยาอันสงบ แล้วตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมีชื่ออย่างไร.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทูลตอบว่า มหาบพิตร พวกอาตมาชื่อว่าผู้ไม่เกี่ยวข้อง.

ร. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่ว่าผู้ไม่เกี่ยวข้อง มีประโยชน์อย่างไร.

ป. มหาบพิตร ประโยชน์ คือความไม่เกี่ยวข้อง.

ต่อแต่นั้น เมื่อจะแสดงกอไผ่นั้นจึงทูลว่า

มหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษมีดาบในมือ ตัดรากกอไผ่นั้นซึ่งเกี่ยวพันราก ลำต้นและกิ่งโดยประการทั้งปวงอยู่ ดึงมาก็ไม่อาจยกขึ้นแม้ฉันใด พระองค์ถูกตัณหาพายุ่งเกี่ยวให้นุงทั้งข้างในและข้างนอก เป็นผู้เกี่ยวข้องซ่านไป ติดอยู่ในตัณหาพายุ่งนั้นฉันนั้นเหมือนกัน. หน่อไม้ไผ่นี้แม้จะอยู่ในท่ามกลางก่อไผ่นั้น แต่เพราะกิ่งยังไม่เกิด จึงไม่ติดกับอะไรอยู่ และใครก็อาจเพื่อจะตัดยอดหรือรากยกไปได้แม้ฉันใด พวกอาตมาไม่เกี่ยวข้องในที่ไหนๆ ย่อมเที่ยวไปทั่วทิศฉันนั้นเหมือนกัน แล้วเข้าฌานที่ ๔ ในทันใดนั้นแล เมื่อพระราชาทรงดูอยู่นั่นเทียว ก็เหาะไปสู่เงื้อมภูเขานันทมูล.

แต่นั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า แม้เราพึงเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้ในกาลไหนหนอแล แล้วประทับนั่งในที่นั้นแล พระองค์ทรงเห็นแจ้งได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ถูกถามถึงกรรมฐานโดยนัยก่อนเทียว จึงตรัสพระคาถานี้.

ในคาถานั้น บทว่า วํโส ได้แก่ ไม้ไผ่.

บทว่า วิสาโล ได้แก่ กว้างขวาง. วอักษรลงในอรรถอวธารณะ หรือ เอวอักษร. เอวอักษรในที่นี้พึงเห็นด้วยการสนธิ. เอวอักษรเชื่อมกับบทปลายของบทว่า วิสาโล ข้าพเจ้าจะประกอบเอวอักษรนั้นในภายหลัง.

บทว่า ยถา ได้แก่ การเปรียบเทียบ. บทว่า วิสตฺโต ได้แก่ ติดแล้ว คือพาให้นุง เย็บให้ติดกัน. บทว่า ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ คือ ในบุตร ธิดา และภริยา. บทว่า ยา อเปกฺขา ได้แก่ ตัณหาอันใด คือความเยื่อใยอันใด.

บทว่า วํสกฬีโรว อสชฺชมาโน คือ ไม่ข้องอยู่เหมือนหน่อไม้.

มีอธิบายอย่างไร

ไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยวก่ายกันฉันใด ความเยื่อใยในบุตรและภรรยาแม้นั้น ชื่อว่าข้องอยู่แล้ว เพราะความเป็นธรรมเย็บวัตถุเหล่านั้นตั้งอยู่ฉันนั้น เรานั้นเห็นโทษในความเยื่อใยอย่างนี้ว่าข้องอยู่แล้วด้วยความเยื่อใยนั้น ดุจไม้ไผ่กอใหญ่ฉะนั้น แล้วตัดเยื่อใยนั้นด้วยมรรคญาณ ไม่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่งตัณหามานะและทิฏฐิในรูปเป็นต้น หรือในทิฏฐิเป็นต้น หรือในโลภะเป็นต้น หรือในกามภพเป็นต้น หรือในกามราคะเป็นต้น ดุจหน่อไม้ไผ่นี้ จึงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ ดังนี้.

บทที่เหลือพึงทราบ โดยนัยก่อนนั่นแล. วังสกฬีรคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๕

คาถาว่า มิโค อรญฺญมฺหิ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่งเป็นพระโยคาวจร ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป. ทำกาลกิริยาแล้ว เกิดในตระกูลเศรษฐีอันมั่งคั่ง มีทรัพย์มากมีโภคะมาก ในกรุงพาราณสี. เขาเป็นคนมีราคะ เพราะเหตุนั้น จึงประพฤติล่วงภรรยาคนอื่น ได้ถึงแก่กรรมในชาตินั้นแล้วเกิดในนรก หมกไหม้ในนรกนั้นแล้ว ได้ถือปฏิสนธิเป็นหญิงในท้องของภรรยาเศรษฐี ด้วยเศษวิบากที่เหลือ. ร่างกายทั้งหลายของสัตว์ทั้งหลายที่มาจากนรก ย่อมเป็นของร้อน เพราะเหตุนั้น ภรรยาเศรษฐีทรงครรภ์นั้นด้วยท้องที่ร้อนโดยลำบากยากเข็ญ ได้คลอดเด็กหญิงโดยกาล.

นางจำเดิมแต่วันเกิดแล้ว เป็นที่เกลียดชังของมารดาบิดา และพวกพ้องบริชนที่เหลือ และเจริญวัยแล้ว บิดามารดาให้ในตระกูลใดก็เป็นที่เกลียดชังของสามี พ่อผัวแม่ผัวในตระกูลแม้นั้น ครั้นเขาประกาศนักษัตร บุตรเศรษฐีเมื่อไม่ปรารถนาเพื่อจะเล่นกับธิดาของเศรษฐีนั้น นำนางแพศยาเล่นกีฬา.

นางได้ฟังจากสำนักของทาสีทั้งหลาย จึงเข้าไปหาบุตรเศรษฐี ค่อนว่าด้วยประการต่างๆ ว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ธรรมดาสตรีแม้ถ้าเป็นน้องสาวของพระราชาทั้ง ๑๐ พระองค์ก็ดี เป็นธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิก็ดี แม้ถึงอย่างนั้นก็เป็นผู้ทำงานรับใช้สามี เมื่อสามีไม่พูดเจรจาด้วยก็เสวยทุกข์ ดุจถูกยกขึ้นสู่หลาว จึงพูดว่า ถ้าดิฉันควรแก่การอนุเคราะห์ก็พึงอนุเคราะห์ ถ้าไม่ควรอนุเคราะห์ก็พึงทิ้งเสีย ดิฉันจักไปสู่ตระกูลญาติของตน.

บุตรเศรษฐีกล่าวว่า ช่างเถิด นางคนสวย เจ้าอย่าเศร้าโศก จงเตรียมการเล่น พวกเราจักเล่นนักษัตร.

ธิดาเศรษฐีเกิดอุตสาหะด้วยเหตุสักว่าการปราศัยแม้มีประการเพียงนั้น จึงคิดว่า พรุ่งนี้เราจักเล่นนักษัตร แล้วจัดแจงของเคี้ยวและของบริโภคจำนวนมาก. ในวันที่สอง บุตรเศรษฐีไม่บอก เลยไปในสนามกีฬา. นางคิดว่าจักส่งไปในบัดนี้ นั่งแลดูทางอยู่ เห็นตะวันสายแล้วจึงส่งคนทั้งหลาย คนเหล่านั้นกลับมาบอกว่าบุตรเศรษฐีไปแล้ว นางจึงถือของเคี้ยวและของบริโภคที่ตระเตรียมนั้นทั้งหมดขึ้นสู่ยาน ปรารภเพื่อจะไปสู่อุทยาน.

ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าที่เงื้อมนันทมูลกะออกจากนิโรธในวันที่ ๗ ล้างหน้าที่สระอโนดาต เคี้ยวไม้สีฟันนาคลดา นึกอยู่ว่าวันนี้จักเที่ยวไปภิกษา ณ ที่ไหน เห็นธิดาเศรษฐีนั้น ก็รู้ว่าธิดาเศรษฐีนี้ทำสักการะในเราแล้ว กรรมนั้นจักถึงความหมดสิ้นไป ยืนที่พื้นมโนศิลากว้าง ๖๐ โยชน์ ที่ใกล้เงื้อมนั้น นุ่งแล้วถือบาตร จีวร เข้าฌานซึ่งมีอภิญญาเป็นบาท เหาะมาลงที่สวนทางของธิดาเศรษฐีนั้น มุ่งหน้าไปสู่กรุงพาราณสี.

ทาสีทั้งหลายเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นแล้ว บอกแก่ธิดาเศรษฐี.

นางเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นแล้ว ลงจากยาน ไหว้โดยเคารพ รับบาตรให้เต็มด้วยขาทนียะและโภชนียะที่ถึงพร้อมด้วยรสทั้งปวง และปิดด้วยดอกปทุม ทำดอกปทุมไว้ใต้บาตร ถือกำดอกไม้ เข้าไปหาพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ถวายบาตรที่มือของท่าน ไหว้แล้ว มือถือกำดอกไม้ ตั้งปรารถนาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเกิดในชาติใดๆ ก็ขอให้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของมหาชนในชาตินั้นๆ เหมือนดอกไม้นี้เถิด.

ครั้นตั้งปรารถนาอย่างนี้แล้ว จึงตั้งปรารถนาแม้ครั้งที่ ๒ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ การอยู่ในครรภ์เป็นทุกข์ ขอปฏิสนธิพึงมีในดอกปทุมเท่านั้น โดยไม่ต้องอาศัยครรภ์นั้นเถิด.

แล้วตั้งปรารถนาแม้ครั้งที่ ๓ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มาตุคามอันมหาชนพึงรังเกียจ แม้พระธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิก็ยังไปสู่อำนาจบุรุษ เพราะฉะนั้น ขอดิฉันอย่าถึงความเป็นสตรี พึงเป็นบุรุษเถิด.

ตั้งปรารถนาแม้ครั้งที่ ๔ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอดิฉันพึงก้าวล่วงสังสารทุกข์นี้ บรรลุพระอรหัตอันเป็นอมตะที่ท่านได้บรรลุแล้วในที่สุดเถิด.

ครั้นทำความปรารถนา ๔ อย่างนี้แล้ว เอากำดอกปทุมนั้นบูชาพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วทำความปรารถนาที่ ๕ นี้ว่า ขอดิฉันจงมีกลิ่นและวรรณะเป็นเช่นกับดอกปทุมนั่นเถิด.

ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ารับบาตรและกำดอกไม้แล้ว ยืนในอากาศทำอนุโมทนาแก่ธิดาเศรษฐี ด้วยคาถานี้ว่า

ขอสิ่งที่ต้องการ ที่ปรารถนาจงสำเร็จแก่ท่าน

โดยเร็วพลันเถิด ขอความดำริทั้งปวงจงเต็ม

เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ดังนี้.

แล้วอธิษฐานว่า ขอธิดาเศรษฐีจงเห็นเราผู้กำลังไปเถิด แล้วไปสู่เงื้อมนันทมูลกะ.

ปีติใหญ่เกิดแล้วแก่ธิดาเศรษฐี เพราะเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น อกุศลกรรมที่ทำไว้ในระหว่างภพก็สิ้นไป เพราะไม่มีโอกาส. นางเป็นผู้บริสุทธิ์ ดุจภาชนะทองแดงที่ขัดด้วยมะขามเปรี้ยว ทันใดนั้น ชนทั้งหมดในตระกูลผัวและตระกูลญาติทั้งปวงก็ยินดีต่อนาง ต่างก็คิดว่าพวกเราจะทำอะไร แล้วส่งคำที่น่ารักและเครื่องบรรณาการไปให้. บุตรเศรษฐีก็ส่งคนทั้งหลายไปว่า พวกท่านจงนำธิดาเศรษฐีมาเร็วๆ เราระลึกได้มาสู่อุทยานแล้ว และจำเดิมแต่นั้น ก็รักนางปกครองดุจจันทน์ที่ลูบไล้ที่อก ดุจมุกดาหารที่ห้อยไว้ และดุจระเบียบดอกไม้.

นางดำรงอยู่ในชาตินั้น เสวยอิสริยสุขและโภคสุขตลอดอายุแล้ว ตายไปเกิดในดอกปทุมในเทวโลกโดยความเป็นบุรุษ เทพบุตรนั้น แม้เมื่อจะไปก็ไปบนกลีบปทุมเท่านั้น เมื่อจะยืนก็ดี นั่งก็ดี นอนก็ดี ก็ย่อมยืนนั่งนอน แม้บนกลีบปทุมเท่านั้น และเทพทั้งหลายจึงได้ขนานนามเทวบุตรนั้นว่า มหาปทุมเทวบุตร เทวบุตรนั้นท่องเที่ยวไปมาในเทวโลก ๖ ชั้นเท่านั้นด้วยอานุภาพนั้นด้วยประการฉะนี้.

ก็โดยสมัยนั้น พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงมีสตรี ๒๐,๐๐๐ นาง แม้พระราชาก็ไม่ทรงได้พระโอรสในท้องของสตรีแม้นางหนึ่งเลย. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ พระราชโอรสที่จะสืบตระกูลวงศ์ พระองค์พึงทรงปรารถนา และเมื่อไม่มีพระราชโอรสที่เกิดจากพระองค์ แม้พระราชโอรสเกิดในเขตก็จะทรงดำรงตระกูลวงศ์ได้ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงให้สตรีนักฟ้อนที่เหลือเว้นพระมเหสีประพฤติตามลำพังว่า พวกเจ้าจงทำการฟ้อนรำโดยธรรมตลอดเจ็ดวัน แม้อย่างนั้นก็ไม่ได้พระโอรส. อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระมเหสีทรงมีบุญและมีปัญญา เลิศกว่าสตรีทั้งปวง ชื่อไฉนพระองค์พึงทรงได้พระราชโอรส ในพระครรภ์แม้ของพระมเหสี. พระราชาตรัสบอกเนื้อความนั่นแก่พระมเหสี.

พระนางทูลว่า จริง มหาราช สตรีใดกล่าวคำสัจ รักษาศีล สตรีนั้นพึงได้บุตร เพราะสตรีเว้นจากหิริและโอตตัปปะแล้ว บุตรจะมีได้แต่ที่ไหน พระนางเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทรงสมาทานศีล ๕ ทรงนึกถึงบ่อยๆ.

เมื่อพระราชธิดาผู้มีศีลทรงนึกถึงศีล ๕ พอมีพระทัยปรารถนาพระราชโอรสเกิดขึ้น อาสน์ของท้าวสักกะก็หวั่นไหว.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงนึกอยู่ ทรงรู้ความนั้น ทรงดำริว่า เราจักให้พรคือบุตรแก่ราชธิดาผู้มีศีลดังนี้ แล้วเหาะมาประทับยืนตรงพระพักตร์ของพระเทวีแล้ว ตรัสว่า

ดูก่อนพระเทวี พระองค์ทรงปรารถนาอะไร.

พระราชโอรส มหาราช.

ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี เราจะให้พระโอรสแก่พระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงคิด ดังนี้แล้ว เสด็จสู่เทวโลก ทรงนึกอยู่ว่า ในเทวโลกนี้ เทวบุตรผู้สิ้นอายุมีอยู่หรือหนอ ทรงทราบว่า มหาปทุมเทวบุตรนี้จะเคลื่อนจากเทวโลกนี้ เพื่อบังเกิดในเทวโลกชั้นสูงดังนี้ แล้วเสด็จไปสู่วิมานของมหาปทุมเทวบุตรนั้น ตรัสขอว่า ดูก่อนพ่อมหาปทุม เจ้าจงไปสู่มนุษยโลก. เทวบุตรนั้นทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าตรัสอย่างนั้นเลย มนุษยโลกน่าเกลียด.

ส. ดูก่อนพ่อ คนทำบุญในมนุษยโลกแล้วเกิดในเทวโลกนี้ เจ้าจงไปเพื่อดำรงอยู่ในมนุษยโลกนั้นบำเพ็ญบารมีทั้งหลายเถิด พ่อ!

ม. ข้าแต่มหาราช การอยู่ในครรภ์เป็นทุกข์ ข้าพระองค์ไม่อาจเพื่ออยู่ในครรภ์นั้น.

ส. ดูก่อนพ่อ เจ้าจะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ในครรภ์เล่า ด้วยว่าเจ้าได้ทำกรรมโดยประการที่ตนจักเกิดในกลีบปทุมเท่านั้น ไปเถิด พ่อ!

เทวบุตรนั้น เมื่อถูกท้าวสักกะตรัสบ่อยๆ จึงยอมรับคำเชิญ.

ต่อแต่นั้น มหาปทุมเทวบุตรเคลื่อนจากเทวโลก เกิดในกลีบปทุม ในสระโบกขรณี ใกล้พระแท่นศิลา ในพระราชอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี.

ก็ในคืนนั้น พระมเหสีทรงพระสุบินในสมัยใกล้รุ่ง เป็นเหมือนมีสตรี ๒๐,๐๐๐ นางแวดล้อม เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน ได้พระโอรสในกลีบปทุม ในสระโบกขรณี ใกล้พระแท่นศิลา. พระนางทรงรักษาศีลในราตรีจวนสว่าง เสด็จไปที่พระแท่นศิลาอย่างนั้นเทียว ทรงเห็นดอกปทุมดอกหนึ่ง ดอกปทุมนั้นไม่อยู่ใกล้ฝั่ง ไม่อยู่ลึก และพร้อมกับทรงเห็นนั้นแล พระนางก็ทรงเกิดความเยื่อใยในพระโอรสในดอกปทุมนั้น พระนางเสด็จเข้าไปตามลำพังพระองค์ ทรงจับดอกนั้น พอพระนางทรงจับดอกเท่านั้น กลีบทั้งหลายก็แย้มออก. พระนางทรงเห็นทารกดุจรูปทองคำที่ติดอยู่ในกลีบนั้น ครั้นทรงเห็นแล้วเทียวก็ทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า เราได้บุตรแล้ว.

มหาชนก็เปล่งเสียงสาธุการตั้งพัน และพระนางก็ทรงส่งข่าวถวายพระราชา.

พระราชาทรงสดับแล้ว จึงตรัสถามว่า ได้บุตรที่ไหน และทรงสดับโอกาสที่ได้แล้ว จึงตรัสว่า อุทยานและปทุมในสระโบกขรณี เป็นเขตของเราเท่านั้น เพราะฉะนั้น บุตรคนนี้ชื่อว่าบุตรเกิดในเขต เพราะเกิดในเขตของเรา ตรัสให้เสด็จเข้าสู่พระนคร ทรงให้สตรี ๒๐,๐๐๐ นางทำหน้าที่พระพี่เลี้ยง สตรีใดๆ ให้พระกุมารทรงรู้ ทรงเคี้ยวพระขาทนียะที่ทรงปรารถนาแล้วๆ สตรีนั้นๆ ย่อมได้ทรัพย์พันหนึ่ง ชาวพระนครพาราณสีทั้งสิ้นเคลื่อนไหว ชนทั้งปวงส่งบรรณาการตั้งพันถวายพระกุมาร

พระกุมารถูกมหาชนนำสิ่งนั้นๆ ทูลว่า จงทรงเคี้ยวสิ่งนี้ จงเสวยสิ่งนี้ ก็ทรงเบื่อระอาด้วยโภชนะ ก็เสด็จไปสู่ซุ้มพระทวาร ทรงเล่นกับก้อนครั่ง.

ในกาลครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งอาศัยกรุงพาราณสี อยู่ที่อิสิปตนะ. ท่านลุกขึ้นตามกาล ทำกิจทั้งปวงมีเสนาสนวัตร บริกรรมร่างกายและมนสิการเป็นต้น ออกจากที่หลีกเร้น นึกอยู่ว่าวันนี้จักรับภิกษาที่ไหน เห็นสมบัติของพระกุมารแล้ว พิจารณาว่า ในกาลก่อน พระกุมารนี้ทรงทำกรรมอะไรดังนี้ รู้ว่าพระกุมารนี้ได้ถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเช่นเราแล้วตั้งปรารถนา ๔ อย่าง ในปรารถนา ๔ อย่างนั้น ๓ อย่างสำเร็จแล้ว อีกอย่างหนึ่งยังไม่สำเร็จก่อน เราจักให้อารมณ์โดยอุบายแก่พระกุมารนั้น ดังนี้แล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระกุมารด้วยอำนาจแห่งภิกขาจริยา.

พระกุมารทรงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว ตรัสว่า ข้าแต่พระสมณะ ท่านอย่ามาในที่นี้ ด้วยว่าคนเหล่านั้นพึงกล่าวแม้กะท่านว่า จงเคี้ยวสิ่งนี้ จงกินสิ่งนี้. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นกลับจากที่นั้นด้วยคำพูดคำเดียวเท่านั้น เข้าไปสู่เสนาสนะของตน.

ฝ่ายพระกุมารตรัสกะชนว่า สมณะนี้พอถูกเราพูดแล้วก็กลับ โกรธแก่เราหรือหนอ. แต่นั้น แม้อันชนเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายเป็นผู้โกรธเป็นเบื้องหน้าหามิได้ ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจัยที่คนอื่นถวายด้วยใจเลื่อมใส ดังนี้ ทรงดำริว่าสมณะนั่นคงเป็นอย่างนั้น จึงทูลแด่พระมารดาและพระบิดาว่า จักยังพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นให้อดโทษดังนี้แล้ว เสด็จทรงช้าง เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนะด้วยอานุภาพพระราชาอันยิ่งใหญ่ ทรงเห็นฝูงเนื้อจึงตรัสถามว่า เหล่านั้นชื่ออะไร.

บ. เหล่านั้นชื่อว่า เนื้อ พระเจ้าข้า.

ก. เนื้อเหล่านั้นกล่าวว่า จงเคี้ยวสิ่งนี้ จงกินสิ่งนี้ จงลิ้มสิ่งนี้ ดังนี้แล้วปฏิบัติอยู่ มี หรือ ไม่มี.

บ. ไม่มีพระเจ้าข้า ที่ใดมีหญ้าและน้ำหาง่าย เนื้อทั้งหลายก็อยู่ในที่นั้น.

พระกุมารทรงคิดว่า เนื้อเหล่านี้ถึงไม่มีใครรักษา ก็ย่อมอยู่ในที่ที่ปรารถนาฉันใด ในกาลใดหนอแล แม้เราก็พึงอยู่ฉันนั้น ดังนี้แล้ว ทรงยึดถือข้อนั้นเป็นอารมณ์.

ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้ารู้การเสด็จมาของพระกุมารนั้นแล้ว กวาดทางแห่งเสนาสนะ และที่จงกรมทำให้เกลี้ยง แล้วแสดงรอยเท้าเดินจงกรม ๑-๒-๓ รอย กวาดโอกาสแห่งที่เป็นที่อยู่ในกลางวันและบรรณศาลา ทำให้เกลี้ยงแล้วแสดงรอยเท้าเข้าไป แต่ไม่แสดงรอยเท้าออกมา แล้วไปในที่อื่น.

พระกุมารเสด็จไปในที่นั้น ทรงเห็นประเทศนั้นซึ่งกวาดทำให้เกลี้ยงแล้ว ทรงคิดว่าชะรอยพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ในที่นั่น ทรงสดับคำที่บริชนทูลแล้วตรัสว่า ก็พระสมณะนั่นโกรธแม้แต่เช้า บัดนี้เห็นช้างและม้าเป็นต้น เหยียบโอกาสของตนก็จะพึงโกรธยิ่งขึ้น พวกท่านจงนั่งในที่นี้เท่านั้นดังนี้แล้ว เสด็จลงจากคอช้าง พระองค์เดียวเท่านั้นเสด็จเข้าสู่เสนาสนะ ทรงเห็นรอยเท้าในโอกาสที่กวาดดีแล้วตามข้อวัตร มีพระทัยเลื่อมใสว่า พระสมณะนี้จงกรมอยู่ในที่นี้ คงไม่คิดถึงการค้าขายเป็นต้น ชะรอยจะคิดถึงประโยชน์เกื้อกูลของตนเท่านั้น แน่แท้. เสด็จขึ้นสู่ที่จงกรม ทรงกระทำให้ห่างไกลจากวิตกอันหนาแน่น ประทับนั่งบนแผ่นศิลา ทรงมีอารมณ์เดียวเกิดพร้อมแล้ว เสด็จเข้าสู่บรรณศาลา ทรงเห็นแจ้งอยู่ ทรงบรรลุปัจเจกโพธิญาณ

ครั้นปุโรหิตทูลถามถึงกรรมฐาน โดยนัยก่อนนั่นแล ประทับนั่งบนนภากาศ ตรัสพระคาถานี้ว่า

มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา อพนฺโธ

เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย

วิญฺญู นโร เสริตํ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกแล้ว ย่อมไปหากินตาม

ความปรารถนาฉันใด นรชนผู้รู้แจ้ง เพ่งความ

ประพฤติตามความพอใจของตน พึงเที่ยวไป

แต่ผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

บทว่า มิโค ได้แก่ เนื้อ ๒ ชนิด คือ เนื้อกินหญ้า ๑ เนื้อกินรากเหง้า ๑.

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า มิโค นั่น เป็นชื่อของสัตว์ ๔ เท้า ที่อยู่ในป่าทั้งหมด.

อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านประสงค์เอาเนื้อกินรากเหง้า.

บทว่า อรญฺญมฺหิ ได้แก่ ในป่าที่เหลือ เว้นบ้านและอุปจารของบ้าน. ก็ในคาถานี้ท่านประสงค์เอาป่า. อธิบายว่า ในอุทยาน.

คำว่า ยถา เป็นคำเปรียบเทียบ.

บทว่า อพนฺโธ ความว่า ที่บุคคลไม่ผูกแล้ว ด้วยวัตถุทั้งหลายมีเครื่องผูกคือเชือกเป็นต้น.

บทว่า เยนิจฺฉกํ ความว่า เนื้อย่อมปรารถนาเพื่อไป โดยทิศาภาคใดๆ ย่อมไปหากิน โดยทิศาภาคนั้นๆ.

สมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เนื้อในป่า เที่ยวในป่า ในป่าใหญ่ ไม่ระแวงไป ไม่ระแวงยืน ไม่ระแวงหมอบ ไม่ระแวงนอน นั้นเพราะเหตุอะไร. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเนื้อไม่ไปสู่ทางของนายพรานแม้ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าปฐมฌานอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าได้กระทำมารให้มืด ให้ไม่มีเท้า ครั้นฆ่าแล้วก็ไปสู่ที่ที่มารผู้บาปไม่เห็นได้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๘

บทว่า วิญฺญู นโร ได้แก่ คนเป็นบัณฑิต.

บทว่า เสริตํ ได้แก่ ความประพฤติตามความพอใจของตน คือความประพฤติที่ไม่เนื่องกับบุคคลอื่น. ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกแล้ว ย่อมไปหากินตามความปรารถนาฉันใด แม้เราก็ตัดเครื่องผูกคือตัณหาได้อย่างนั้นแล้ว ก็พึงไปฉันนั้น นรชนผู้รู้แจ้งคือบัณฑิต เพ่งความประพฤติตามความพอใจของตน พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียวแล. มิคอรัญญคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๖

คาถาว่า อามนฺตนา โหติ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?

อำมาตย์ทั้งหลายได้เข้าไปเฝ้า ในสมัยเป็นที่บำรุงใหญ่ของพระเจ้ากรุงพาราณสี ในอำมาตย์เหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งทูลขอการไปในที่สุดส่วนหนึ่งว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ สิ่งที่พึงฟังมีอยู่ดังนี้ เขาก็ลุกไป. คนหนึ่งทูลขอกะพระองค์ผู้ประทับนั่งในที่บำรุงใหญ่อีก. คนหนึ่งทูลขอช้างกะพระองค์ผู้ประทับนั่งบนคอช้าง. คนหนึ่งทูลขอม้ากะพระองค์ผู้ประทับนั่งบนหลังม้า. คนคนหนึ่งทูลขอรถทองกะพระองค์ผู้ประทับนั่งในรถทอง. คนหนึ่งทูลขอวอกะพระองค์ผู้ประทับนั่งในวอแล้วไปสู่อุทยาน พระราชาเสด็จลงจากวอประทานให้. คนอื่นทูลขอกะพระองค์ผู้กำลังเสด็จไปสู่จาริกในชนบท.

พระราชาทรงสดับคำของคนแม้นั่น เสด็จลงจากคอช้าง เสด็จไปสถานที่แห่งหนึ่ง.

พระองค์ทรงเอือมระอาด้วยอำมาตย์เหล่านั้นอย่างนี้แล้ว ทรงผนวช. อำมาตย์ทั้งหลายเจริญด้วยอิสริยยศ ในอำมาตย์เหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งไปทูลกะพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงพระราชทานชนบท ชื่อโน้นให้แก่พระองค์. พระราชาตรัสว่าคนชื่อนี้ปกครองชนบทนั้นอยู่. เขาไม่เอื้อเฟื้อพระดำรัสของพระราชาแล้วทูลว่า ข้าพระองค์จะไป จะยึดชนบทนั้นครอบครองดังนี้ แล้วไปในชนบทนั้นทำการทะเลาะ แม้ทั้งสองมาสู่พระราชสำนักอีก ทูลบอกโทษของกันและกัน.

พระราชาทรงพระราชดำริว่า เราไม่อาจให้คนทั้งสองนี้ให้ยินดีได้ ทรงเห็นความโลภของอำมาตย์เหล่านั้น ทรงเห็นแจ้ง ทรงทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ และพระองค์ทรงเปล่งอุทานนี้ โดยนัยก่อนนั้นแลว่า

อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ

วาเส ฐาเน คมเน จาริกาย

อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

การปรึกษาในที่อยู่ ที่ยืน ในการไป ในการเที่ยวย่อมมี

ในท่ามกลางแห่งสหาย บุคคลเพ่งความประพฤติตาม

ความพอใจที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ่งเล็งแล้ว พึงเที่ยวไป

แต่ผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น ดังนี้.

เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า

การปรึกษาโดยประการนั้นๆ โดยนัยว่า ท่านจงฟังสิ่งนี้ของข้าพเจ้า ท่านจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้าเป็นต้น ในที่อยู่กล่าวคือที่พักกลางวัน ในการยืนกล่าวคือการบำรุงใหญ่ ในการไปกล่าวคือการไปสู่อุทยาน ในการเที่ยวกล่าวคือการเที่ยวในชนบท ย่อมมีแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่แล้วในท่ามกลางแห่งสหาย.

เพราะฉะนั้น เราเบื่อหน่ายในการปรึกษาในท่ามกลางแห่งสหายนั้น เมื่อเล็งเห็นการบรรพชาที่มีอานิสงส์มาก มีสุขโดยส่วนเดียวอันอริยชนเสพแล้ว แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นบรรพชาที่พวกคนชั่วทั้งปวงซึ่งถูกความโลภครอบงำแล้ว ไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา. และเพ่งความประพฤติตามความพอใจด้วยการไม่ตกอยู่ในอำนาจของบุคคลอื่น และด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยธรรมที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ่งเล็งแล้ว ปรารภวิปัสสนา ได้บรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณโดยลำดับ.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อามันตคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๗

คาถาว่า ขิฑฺฑา รติ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ในกรุงพาราณสี มีพระราชาพระนามว่า เอกปุตติกพรหมทัต ก็พระราชโอรสพระองค์เดียวนั้นเป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัย เป็นผู้เสมอด้วยชีวิตของพระองค์. พระองค์ได้พาพระราชโอรสเป็นไปในพระอิริยาบถทั้งปวง.

ในวันหนึ่ง พระองค์เมื่อเสด็จไปสู่พระราชอุทยาน ไม่ทรงพาพระราชโอรสนั้นเสด็จไป. พระกุมารสิ้นพระชนม์ด้วยพยาธิซึ่งเกิดขึ้นในวันนั้นเท่านั้น. อำมาตย์ทั้งหลายคิดว่า แม้พระหทัยของพระราชาพึงแตก เพราะความเสน่หาในพระราชโอรส จึงไม่ทูลบอก พากันถวายพระเพลิงพระราชโอรสนั้นเสีย.

พระราชาทรงเมาด้วยความเมาในน้ำจัณฑ์ในพระราชอุทยาน จึงไม่ทรงระลึกถึงพระราชโอรสในเวลาทรงสนานและเสวยเป็นต้น. แม้ในวันที่สอง ก็ทรงระลึกไม่ได้เหมือนกัน.

ลำดับนั้น ทรงเสวยพระกระยาหาร ประทับนั่งแล้วทรงระลึกได้ จึงตรัสว่าจงนำบุตรให้แก่เรา. พวกอำมาตย์ทูลบอกเรื่องนั้นโดยวิธีอันสมควรแด่พระองค์.

ตั้งแต่นั้น พระราชาถูกความโศกครอบงำ ประทับนั่งเท่านั้น ทรงกระทำในพระทัยโดยแยบคายว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ก็เกิดดังนี้. พระองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมโดยลำดับอย่างนี้ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกสัมโพธิญาณ.

บทที่เหลือเป็นเช่นกับที่กล่าวแล้วในสังสัคคคาถานั้นแล เว้นอรรถวัณณนาแห่งคาถา.

ก็ในอรรถวัณณนา บทว่า ขิฑฺฑา ได้แก่ การเล่น.

การเล่นนั้นมี ๒ อย่าง คือ การเล่นทางกาย ๑ การเล่นทางวาจา ๑.

การเล่นมีอาทิอย่างนี้ว่า ย่อมเล่นด้วยช้างทั้งหลายบ้าง ด้วยม้าทั้งหลายบ้าง ด้วยรถทั้งหลายบ้าง ชื่อว่าการเล่นทางกาย. การเล่นมีอาทิอย่างนี้ว่า การขับร้อง การกล่าวสรรเสริญ มุขเภรี ชื่อว่าการเล่นทางวาจา.

บทว่า รติ ได้แก่ การยินดีในเบญจกามคุณ. บทว่า วิปุลํ ความว่า ซึมซาบไปทั่วอัตภาพทั้งสิ้นโดยฐานะจนถึงจรดเยื่อกระดูก.

คำที่เหลือชัดแล้วทั้งนั้น ก็พึงทราบแม้การประกอบอนุสนธิในคาถานี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วในสังสัคคคาถาและบททั้งปวงอื่นจากนั้น. ขิฑฑารติคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๘

คาถาว่า จาตุทฺทิโส ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๕ องค์บวชแล้วในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป. บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรตลอด ๒๐,๐๐๐ ปีแล้ว อุบัติในเทวโลก เคลื่อนจากเทวโลกนั้นแล้ว.

บรรดาท่านทั้ง ๕ นั้น ผู้หัวหน้าเป็นพระราชาในกรุงพาราณสี ที่เหลือ ๔ ท่านเป็นพระราชาธรรมดา พระราชาแม้ทั้ง ๔ นั้นทรงเรียนกรรมฐาน ทรงสละราชสมบัติแล้วผนวช เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าโดยลำดับ อยู่ในเงื้อมนันทมูลกะ.

ในวันหนึ่ง ออกจากสมาบัติแล้ว นึกถึงกรรมของตนและสหาย โดยนัยที่กล่าวแล้วในวังสกฬีรคาถานั้นแล ครั้นรู้แล้ว ก็แสวงหาโอกาสเพื่อแสดงอารมณ์โดยอุบายแก่พระเจ้ากรุงพาราณสี.

ก็พระราชาพระองค์นั้นทรงสะดุ้งตื่นในราตรีถึง ๓ ครั้ง ทรงกลัวร้องพระสุรเสียงผิดแปลก ทรงวิ่งสู่พื้นใหญ่ แม้ถูกปุโรหิตลุกขึ้นตามกาลทูลถามถึงการบรรทมเป็นสุข ก็ตรัสบอกเรื่องนั้นทั้งหมดว่า อาจารย์ เราจะมีความสุขแต่ที่ไหน.

ฝ่ายปุโรหิตคิดว่า โรคนี้ไม่อาจจะกำจัดให้หายขาดได้ด้วยการประกอบยามีการถ่ายท้องเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราเกิดอุบายที่จะให้ทรงเสวยยา จึงทูลพระราชาให้สะดุ้งกลัวยิ่งขึ้นว่า ข้าแต่มหาราช นั่นเป็นบุพนิมิตแห่งการเสื่อมจากราชสมบัติและอันตรายแก่พระชนมชีพเป็นต้น จึงทูลชวนพระราชานั้นประกอบการบูชายัญว่า ขอพระองค์พึงจัดช้างม้ารถเป็นต้น และเงินทองมีประมาณเท่านี้ๆ เป็นทักขิณาบูชายัญ เพื่อให้อันตรายนั้นสงบ ดังนี้.

แต่นั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นสัตว์หลายพันถูกนำมารวมไว้เพื่อประโยชน์แก่การบูชายัญ จึงคิดว่า พระราชาเมื่อทรงกระทำกรรมนี้แล้ว จะเป็นผู้แนะนำให้ตรัสรู้ได้ยาก เอาเถิด พวกเราจะรีบไปเปลื้องพระองค์ก่อนเทียว แล้วมาโดยนัยที่กล่าวแล้วในวังสกฬีรคาถานั่นแล เที่ยวบิณฑบาตไปที่ลานฆ่าสัตว์ในพระลานหลวง.

พระราชาประทับยืนที่สีหบัญชร ทรงแลดูพระลานหลวงอยู่ ทรงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น และพระองค์ก็ทรงเกิดพระสิเน่หาพร้อมกับการเห็นนั้นแล. แต่นั้นทรงให้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นมา ทรงให้นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ที่พื้นสำหรับตากอากาศ (ระเบียง) ทรงให้ฉันโดยเคารพแล้ว ตรัสถามพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทำภัตกิจเสร็จแล้วว่า พวกท่านชื่ออะไร.

ป. มหาบพิตร พวกอาตมาชื่อว่า มาจากทิศทั้ง ๔

ร. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คำว่าทิศทั้ง ๔ นี้ มีประโยชน์อย่างไร?

ป. มหาบพิตร ในทิศทั้ง ๔ พวกอาตมาไม่มีภัย หรือความสะดุ้งแห่งจิตอะไรๆ ณ ที่ไหนเลย

ร. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภัยนั้นย่อมไม่มีแก่ท่าน เพราะเหตุอะไร?

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทูลว่า มหาบพิตร เพราะพวกอาตมาเจริญเมตตา เจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะเหตุนั้น ภัยนั้นจึงไม่มีแก่พวกอาตมา ดังนี้แล้วลุกจากอาสนะไปสู่ที่อยู่ของตน.

แต่นั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า สมณะเหล่านี้กล่าวว่าภัยย่อมไม่มี เพราะการเจริญเมตตาเป็นต้น แต่พวกพราหมณ์กล่าวสรรเสริญการฆ่าสัตว์หลายพัน คำของพวกไหนหนอแลเป็นคำจริง.

ลำดับนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำรินี้ว่า สมณะทั้งหลายย่อมกล่าวสิ่งที่บริสุทธิ์ ด้วยสิ่งที่บริสุทธิ์เท่านั้น ส่วนพวกพราหมณ์กล่าวสิ่งที่บริสุทธิ์ ด้วยสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ และใครๆ ไม่อาจล้างสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ คำของพวกบรรพชิตเท่านั้นเป็นคำจริงดังนี้

พระราชานั้นทรงเจริญพรหมวิหารแม้ทั้ง ๔ มีเมตตาเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุขเถิด. ตรัสสั่งอำมาตย์ทั้งหลายด้วยพระทัยแผ่ไปด้วยประโยชน์เกื้อกูลว่า ท่านทั้งหลายจงปล่อยสัตว์ทั้งหมด ขอให้สัตว์ทั้งหลายได้ดื่มน้ำที่เย็น กินหญ้าที่เขียว และลมเย็นจงรำเพยพัดสัตว์เหล่านั้น.

อำมาตย์เหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น.

แต่นั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า เราพ้นแล้วจากบาปกรรมด้วยคำของกัลยาณมิตรทั้งหลาย ประทับนั่ง ณ ที่นั้นเอง ทรงเห็นแจ้ง ทรงทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ และครั้นอำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ข้าแต่มหาราช ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารแล้ว ขอพระองค์จงเสวย จึงตรัสพระดำรัสทั้งปวงว่าเราไม่ใช่พระราชา โดยนัยก่อนนั้นแล แล้วตรัสอุทานพยากรณคาถานี้.

ในคาถานั้น บทว่า จาตุทฺทิโส ได้แก่ ผู้อยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่.

ที่ชื่อว่า จาตุทฺทิโส แม้เพราะอรรถว่า บุคคลนั้นมีทิศทั้งสี่แผ่พรหมวิหารภาวนา โดยนัยมีอาทิว่าแผ่ตลอดทิศหนึ่งอยู่. ชื่อว่าไม่เดือดร้อน เพราะอรรถว่าไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย หรือสังขารทั้งหลายด้วยภัยในทิศเหล่านั้นทิศใดทิศหนึ่ง.

____________________________

องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๒๖

บทว่า สนฺตุสฺสมาโน ความว่า ยินดีด้วยสามารถความยินดี ๑๒ อย่าง.

บทว่า อิตริตเรน ได้แก่ ด้วยปัจจัยสูงต่ำ.

ในบาทพระคาถาว่า ปริสฺสยานํ สหิตา อจฺฉมฺภี นั้นชื่อว่า ปริสฺสยา ด้วยอรรถว่าครอบงำ หรือยังกายและจิตให้เสื่อม ย่อมครอบงำกายและจิตเหล่านั้น ทำสมบัติของกายและจิตเหล่านั้นให้เสื่อมเสีย.

คำว่า ปริสฺสยา นั้นเป็นชื่อของอันตรายทางกายและทางจิต ที่เป็นภายนอกมีสีหะและเสือโคร่งเป็นต้น และที่เป็นภายในมีกามฉันทะเป็นต้น.

ชื่อว่า สหิตา เพราะอรรถว่าครอบงำอันตรายเหล่านั้นด้วยอธิวาสนขันติ และด้วยธรรมมีวิริยะเป็นต้น. อธิบายว่า ไม่หวาดเสียว เพราะไม่มีภัยที่จะทำความแข็งกระด้าง.

เราเห็นคุณในการปฏิบัติอย่างนี้ว่า

บุคคลยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้เหมือนสมณะ ๔ รูปเหล่านั้น ดำรงอยู่ในสันโดษอันเป็นปทัฏฐานแห่งการปฏิบัตินี้ อยู่ในทิศทั้งสี่ด้วยการเจริญเมตตาเป็นต้นในทิศทั้งสี่ และเป็นผู้ไม่เดือดร้อน เพราะไม่มีการกระทำความเบียดเบียนในสัตว์และสังขารทั้งหลาย บุคคลนั้นชื่อว่าครอบงำเสียซึ่งอันตรายมีประการที่กล่าวแล้ว เพราะความเป็นผู้อยู่ในทิศทั้งสี่ และชื่อว่าเป็นผู้ไม่หวาดเสียว เพราะความเป็นผู้ไม่เดือดร้อนดังนี้แล้ว ปฏิบัติโดยแยบคาย เป็นผู้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง เรารู้ว่า บุคคลยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้เหมือนสมณะเหล่านั้นเป็นผู้อยู่ในทิศทั้งสี่ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล ปรารถนาอยู่ซึ่งความเป็นผู้อยู่ในทิศทั้งสี่อย่างนี้แล้ว ปฏิบัติโดยแยบคายบรรลุแล้ว เพราะฉะนั้น แม้คนอื่นเมื่อปรารถนาฐานะเช่นนี้ เป็นผู้ครอบงำเสียซึ่งอันตราย เพราะเป็นผู้อยู่ในทิศทั้งสี่ และไม่หวาดเสียว เพราะความเป็นผู้ไม่เดือดร้อน พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนนอแรดฉะนั้น.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จาตุททิสคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๙

คาถาว่า ทุสฺสงฺคหา ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสีทรงสิ้นพระชนม์ ต่อจากนั้น เมื่อวันเป็นที่เศร้าโศกผ่านไปแล้ว อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายทรงปรารถนาพระมเหสีในกิจนั้นๆ แน่แท้ ดังข้าพระองค์ขอวโรกาส ขอพระองค์ทรงโปรดนำพระเทวีองค์อื่นมาเถิด.

พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พนายจงรู้.

อำมาตย์เหล่านั้นแสวงหาอยู่ รู้ว่า พระราชาในประเทศใกล้เคียง สวรรคตแล้ว พระเทวีของพระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติ และพระนางทรงมีพระครรภ์ พระนางนี้ทรงเหมาะสมแก่พระราชา ดังนี้แล้ว ทูลขอพระนาง.

พระนางตรัสว่า ธรรมดาหญิงมีครรภ์ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าท่านรอจนกว่าข้าพเจ้าคลอดก็ตกลงตามนั้น ถ้ารอไม่ได้ก็จงแสวงหาหญิงอื่นเถิด.

อำมาตย์เหล่านั้นทูลบอกเนื้อความนั้นแด่พระราชา.

พระราชาตรัสว่า แม้พระนางทรงมีครรภ์ก็ช่างเถิด จงนำมา. อำมาตย์เหล่านั้นนำมาแล้ว พระราชาทรงอภิเษกพระนางนั้นแล้ว ทรงพระราชทานโภคทรัพย์ทั้งหมดแก่พระมเหสี และทรงสงเคราะห์ด้วยการสงเคราะห์นานาชนิดแก่บริชนทั้งหลายของพระนาง พระนางประสูติพระโอรสตามกาลอันสมควร พระราชาทรงกระทำพระโอรสแม้นั้นในพระเพลาและในพระอุระ ทุกพระอิริยาบถเหมือนพระโอรสของพระองค์อยู่.

แต่นั้นบริชนของพระเทวีคิดว่า พระราชาทรงสงเคราะห์พระกุมารเหลือเกิน พระราชหฤทัยทรงโปรดปรานอย่างยิ่ง เอาเถิด พวกเราจะยุยงพระกุมารนั้นให้แตกกัน. ลำดับนั้น จึงทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า พระองค์เป็นพระโอรสของพระราชาของพวกข้าพระองค์ ไม่ใช่เป็นพระโอรสของพระราชาพระองค์นี้ ขอพระองค์อย่าถึงความคุ้นเคยในพระราชาพระองค์นี้.

ลำดับนั้น พระกุมารอันพระราชาตรัสว่า มาซิ ลูก! ก็ดี ทรงจับแม้ที่พระหัตถ์ดึงมาก็ดี ก็ไม่ทรงสนิทกับพระราชาเหมือนในกาลก่อน.

พระราชาทรงพิจารณาว่า นั่นอะไรๆ ทรงทราบประพฤติการณ์นั้นแล้ว ทรงพระราชาดำริว่า เออ! ชนเหล่านั้น เราแม้สงเคราะห์แล้วอย่างนี้ ยังประพฤติปฏิปักษ์ต่อตระกูลเทียว ทรงเอือมระอา จึงทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวช.

แม้อำมาตย์และบริชนมากรู้ว่า พระราชาทรงผนวชแล้ว ก็ออกบวช.

มนุษย์ทั้งหลายรู้ว่า พระราชาพร้อมกับบริชนบวชแล้วก็นำปัจจัยอันประณีตน้อมถวาย พระราชาให้ถวายปัจจัยอันประณีตตามลำดับผู้แก่ ในบรรพชิตเหล่านั้น บรรพชิตเหล่าใดได้ปัจจัยดี บรรพชิตเหล่านั้นก็ดีใจ พวกบรรพชิตนอกนี้ก็เพ่งโทษว่า พวกเราทำกิจทั้งปวงมีการกวาดบริเวณเป็นต้น แต่ได้ภัตเลวและผ้าเก่า.

ท้าวเธอทรงทราบเรื่องแม้นั้นแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เออ! เมื่อถวายปัจจัยตามลำดับผู้แก่ บรรพชิตทั้งหลายก็เพ่งโทษ โอ! บริษัทนี้สงเคราะห์ได้ยาก ดังนี้แล้ว ทรงถือบาตรและจีวรแต่พระองค์เดียวเสด็จเข้าป่า ปรารภวิปัสสนา ได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ และชนทั้งหลายผู้มาในที่นั้นทูลถามกรรมฐาน ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก

อโถ คหฎฺฐา ฆรมาวสนฺตา

อปฺโปสฺสุโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

แม้บรรพชิตบางพวกก็สงเคราะห์ได้ยาก

อนึ่ง คฤหัสถ์อยู่ครองเรือนสงเคราะห์ได้ยาก

บุคคลเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตรของผู้อื่น

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

คาถานั้นโดยเนื้อความชัดแล้วเทียว แต่โยชนามีดังนี้

บรรพชิตพวกหนึ่งเหล่าใดถูกความไม่ยินดีครอบงำแล้ว แม้บรรพชิตเหล่านั้นก็สงเคราะห์ได้ยาก และอนึ่ง คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็สงเคราะห์ได้ยากเหมือนกัน เราเกลียดความเป็นผู้สงเคราะห์ได้ยากนั้น ปรารภวิปัสสนา ได้บรรลุแล้วดังนี้.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล. ทุสสังคหคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๐

คาถาว่า โอโรปยิตฺวา ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระนามว่า จาตุมาสิกพรหมทัต ในกรุงพาราณสี เสด็จไปสู่พระราชอุทยานในเดือนต้นแห่งฤดูร้อน ทรงเห็นต้นทองหลางซึ่งสล้างด้วยใบหนาสีเขียว ในภูมิภาคอันเป็นที่รื่นรมย์ในพระราชอุทยานนั้น ตรัสว่าจงจัดที่นอนให้เราที่โคนต้นทองหลาง. ทรงเล่นในพระราชอุทยานแล้ว ทรงบรรทมที่โคนต้นทองหลางนั้นจนถึงเวลาเย็น เสด็จไปสู่พระราชอุทยานในเดือนท่ามกลางแห่งฤดูร้อนอีก ในกาลนั้น ต้นทองหลางผลิดอกแล้ว แม้ในกาลนั้นก็ทรงกระทำอย่างนั้น เสด็จไปสู่พระราชอุทยานในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อนอีก ในกาลนั้น ต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้ว เป็นเหมือนต้นไม้แห้ง แม้ในกาลนั้น พระองค์ยังไม่ทรงเห็นต้นไม้นั้นเลย ตรัสสั่งให้จัดที่บรรทมที่โคนต้นทองหลางนั้นแหละ ตามที่ทรงประพฤติมาในกาลก่อน.

อำมาตย์ทั้งหลายแม้รู้อยู่ ก็จัดที่บรรทมในโคนต้นทองหลางนั้น เพราะกลัวว่าพระราชาตรัสสั่งแล้ว.

พระองค์ทรงเล่นในพระราชอุทยาน ในสมัยเย็น ทรงบรรทมที่โคนต้นทองหลางนั้น ทรงเห็นต้นไม้นั้นแล้ว ทรงพระราชดำริว่า

ในกาลก่อน ต้นไม้นี้สล้างด้วยใบ น่าดูยิ่งนักเหมือนสำเร็จแล้วด้วยแก้วมณี ต่อแต่นั้น ก็เป็นต้นไม้ มีดอกบานสะพรั่งเช่นกับหน่อแก้วประพาฬที่วางไว้ในระหว่างกิ่งซึ่งมีสีเขียว น่าดูดุจทองคำมีสิริ และภายใต้ภูมิภาคแห่งต้นทองหลางนั้นเล่า ก็เกลื่อนกล่นด้วยทรายเช่นกับแล้วมุกดาหาร ดารดาษไปด้วยดอกซึ่งหลุดออกจากขั้ว เป็นดุจปูลาดด้วยผ้ากัมพลแดง วันนี้ ต้นไม้ชื่อนั้นยืนต้นอยู่เหลือแต่กิ่งเหมือนต้นไม้แห้ง

โอ! ต้นไม้นี้ถูกชราเข้ากระทบแล้วย่อมร่วงโรยไปดังนี้แล้ว ทรงได้อนิจจสัญญาว่า แม้อนุปาทินนกสังขารยังถูกชรากระทบได้ ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงอุปาทินนกสังขารเล่า และพระองค์เมื่อทรงเห็นแจ้งซึ่งสังขารทั้งปวงตามทำนองแห่งอนิจจสัญญานั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง และโดยความเป็นอนัตตา ทรงปรารถนาว่า โอหนอ! แม้เราพึงปราศจากเพศคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองหลางสลัดใบฉะนั้น ทรงบรรทมโดยปรัศว์เบื้องขวาบนพื้นพระที่บรรทมนั้นนั่นแล ก็ทรงทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณโดยลำดับ.

ในกาลเสด็จไปจากพระราชอุทยานนั้น ครั้นอำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ข้าแต่มหาราช ได้เวลาเสด็จกลับแล้วพระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า เราไม่ใช่พระราชาเป็นต้น จึงตรัสพระคาถาโดยนัยก่อนนั่นแลว่า

โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ

สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา โกวิฬาโร

เฉตฺวาน ธีโร คิหิพนฺธนานิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

นักปราชญ์ละเหตุอันเป็นเครื่องปรากฏแห่งคฤหัสถ์

ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่น

ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ได้แล้ว

พึงเที่ยวผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในคาถานั้น บทว่า โอโรปยิตฺวา ความว่า ทิ้งแล้ว นำออกแล้ว.

บทว่า คิหิพฺยญฺชนานิ ความว่า ผม หนวด ผ้าขาว เครื่องประดับ ระเบียบของหอม ของลูบไล้ สตรี บุตร ทาสีทาสเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมแสดงความเป็นคฤหัสถ์ให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า คิหิพฺยญชนานิ แปลว่า เครื่องปรากฏแห่งคฤหัสถ์.

บทว่า สญฺฉินฺนปตฺโต ความว่า มีใบหล่นแล้ว.

บทว่า เฉตฺวาน คือ ตัดแล้วด้วยมรรคญาณ.

บทว่า ธีโร ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยมรรค วิริยะ.

บทว่า คิหิพนฺธนานิ ได้แก่ เครื่องผูกคือกาม. เพราะกามทั้งหลายเป็นเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ทั้งหลาย.

เนื้อความตามบทมีเท่านี้ก่อน ส่วนอธิบายมีดังนี้

ก็พระราชาทรงดำริอย่างนี้ว่า โอหนอ แม้เราละเหตุอันเป็นเครื่องปรากฏแห่งคฤหัสถ์แล้ว พึงเป็นเหมือนต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นฉะนั้น ทรงปรารภวิปัสสนา บรรลุแล้วดังนี้.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนนั่นแล. โกวิฬารคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์แล้ว วรรคที่ ๑ จบ -----------------------------------------------------

วรรคที่ ๒

คาถาที่ ๑๑-๑๒

คาถาว่า สเจ ลเภถ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระปัจเจกโพธิสัตว์ ๒ องค์บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป. บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรตลอด ๒๐,๐๐๐ ปีแล้วบังเกิดในเทวโลก เคลื่อนจากเทวโลกนั้นแล้ว คนพี่เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสี คนน้องเป็นบุตรของปุโรหิต.

ทั้งสองนั้นถือปฏิสนธิในวันเดียวกัน ออกจากครรภ์มารดาในวันเดียวกัน เป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน. บุตรปุโรหิตเป็นคนมีปัญญา เขาได้ทูลพระราชบุตรว่า ข้าแต่พระสหาย พระองค์จักได้ราชสมบัติโดยล่วงไปแห่งพระบิดา ข้าพระองค์จักได้ตำแหน่งปุโรหิต พระองค์ได้รับการศึกษาดีแล้ว ควรเพื่อครอบครองราชสมบัติให้เป็นสุข มาเถิด พวกเราจักเรียนศิลป์ด้วยกัน.

แต่นั้น ท่านแม้ทั้งสองเป็นผู้มีกรรมได้สั่งสมแล้วในชาติก่อนเที่ยวหาภิกษาในคามและนิคมเป็นต้น ไปสู่บ้านในชนบทชายแดน.

ก็พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเข้าไปสู่บ้านนั้น ในเวลาภิกขาจาร. ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วเกิดความอุตสาหะย่อมปูอาสนะ น้อมขาทนียะโภชนียะอันประณีตถวาย นับถือบูชา.

สหายทั้งสองนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ผู้มีตระกูลสูงเช่นพวกเราไม่มี เออก็มนุษย์เหล่านี้ผิปรารถนาก็ให้ภิกษาแก่พวกเรา ถ้าไม่ปรารถนาก็ไม่ให้ แต่ย่อมกระทำสักการะเห็นปานนี้แก่บรรพชิตเหล่านี้ บรรพชิตเหล่านี้คงรู้ศิลป์บางอย่างแน่นอน เอาเถิด พวกเราจะเรียนศิลปะในสำนักของบรรพชิตเหล่านั้นดังนี้.

สหายทั้งสองนั้น ครั้นมนุษย์ทั้งหลายกลับแล้ว ได้โอกาสจึงอ้อนวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายย่อมรู้ศิลปะใด โปรดให้พวกกระผมศึกษาศิลปะนั้นด้วย.

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า ผู้ยังไม่ได้บวชไม่อาจศึกษาได้.

สหายทั้งสองนั้นจึงขอบรรพชาแล้วบวช.

ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายได้บอกอภิสมาจาริกวัตรแก่บรรพชิตทั้งสองนั้น โดยนัยมีอาทิว่า ท่านพึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่มอย่างนี้ แล้วมอบบรรณศาลาให้รูปละหลังว่า ความยินดียิ่งในความเป็นผู้อยู่คนเดียว เป็นความสำเร็จแห่งศิลปะนี้ เพราะฉะนั้น พึงนั่งคนเดียวเท่านั้น พึงจงกรม พึงยืน พึงนอนคนเดียว.

แต่นั้นบรรพชิตทั้งสองนั้นเข้าสู่บรรณศาลาของตนๆ แล้วนั่ง.

บุตรปุโรหิตได้ความตั้งมั่นแห่งจิต จำเดิมแต่เวลานั่งแล้วได้ฌาน. ราชบุตรกระสันโดยครู่เดียวเท่านั้นก็มาสู่สำนักของบุตรปุโรหิตนั้น. บุตรปุโรหิตนั้นเห็นราชบุตรนั้น จึงถามว่า อะไร เพื่อน.

ร. ผมกระสัน

ปุ. ถ้าเช่นนั้น จงนั่ง

ราชบุตรนั้นนั่งในที่นั้นชั่วครู่แล้วกล่าวว่า สหาย! ได้ยินว่า ความยินดียิ่งในความเป็นผู้อยู่คนเดียว เป็นการสำเร็จแห่งศิลปะนี้. บุตรปุโรหิตกล่าวว่า อย่างนั้น เพื่อน! ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปสู่โอกาสที่ตนนั่งนั้นแล เราจักเรียนความสำเร็จแห่งศิลปะนี้. ราชบุตรนั้นไปแล้วโดยครู่เดียวเท่านั้นก็กระสันอีกจึงมาถึง ๓ ครั้งโดยนัยก่อนนั่นแล. แต่นั้นบุตรปุโรหิตก็ส่งราชบุตรกลับเหมือนอย่างนั้น. ครั้นราชบุตรไปแล้วคิดว่า ราชบุตรนี้ประกาศกรรมของตนและของเรา จึงมาในที่นี้เนืองๆ. ท่านจึงออกจากบรรณศาลาเข้าสู่ป่า.

ฝ่ายราชบุตรนั่งในบรรณศาลาของตน เป็นผู้กระสันแม้อีกโดยครู่เดียวเท่านั้น จึงมาสู่บรรณศาลาของบุตรปุโรหิตนั้น แม้ค้นหาทางนี้และทางโน้นก็ไม่พบบุตรปุโรหิตนั้น จึงคิดว่า ผู้ใดแม้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์นำบรรณาการมา ก็ไม่ได้เพื่อเห็นเรา ผู้ชื่อนั้น เมื่อเรามาแล้ว ก็ไม่ประสงค์เพื่อจะให้เห็นเลย ก็หลีกไปเสีย โอ! แน่ะจิต เจ้าช่างไม่ละอาย เจ้านำเราใดมาในที่นี้ถึงสี่ครั้ง บัดนี้ เรานั้นจักไม่เป็นไปในอำนาจของเจ้า แต่จักให้เจ้าเท่านั้นเป็นไปในอำนาจของเราแน่นอนดังนี้ แล้วเข้าไปสู่เสนาสนะของตน ปรารภวิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว เหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลกะ

ฝ่ายบุตรปุโรหิตนอกจากศาลานี้เข้าป่าแล้ว ปรารภวิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ได้ไปเหมือนอย่างนั่นเทียว.

พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้ทั้งสองนั้นนั่งบนพื้นมโนศิลาแล้ว ได้กล่าวอุทานคาถาเหล่านี้รูปละ ๑ คาถาว่า

สเจ ลเภถ นิปกํ สหายํ

สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ

อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ

จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมา

ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายมีปัญญาเครื่องรักษาตน

ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็น

นักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงำอันตรายทั้งปวง เป็น

ผู้มีใจชื่นชม มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้น.

โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ

สทฺธึจรํ สาธุวิหาริ ธีรํ

ราชาว รฎฺฐํ วิชิตํ ปหาย

เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโค

หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน

ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนัก

ปราชญ์ไซร้ พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว ดุจพระราชาทรงละ

แว่นแคว้นอันพระองค์ทรงชนะแล้วเสด็จไปแต่ผู้เดียว

ดุจพญาช้างชื่อมาตังคะละโขลง เที่ยวอยู่ในป่าแต่ตัว

เดียว ฉะนั้น ดังนี้.

ในคาถานั้น บทว่า นิปกํ ได้แก่ บัณฑิตผู้รอบคอบโดยปกติ คือฉลาดในกสิณบริกรรมเป็นต้น. บทว่า สาธุวิหารึ ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยอัปปนาวิหารหรืออุปจาร. บทว่า ธีรํ ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยธิติ.

ในคาถานั้น ท่านกล่าวถึงความถึงพร้อมด้วย ธิติ ด้วยอรรถว่า นิปกะ. แต่ในอรรถกถานี้ อธิบายว่าผู้ถึงพร้อมด้วยธิตินั่นเอง. ความบากบั่นไม่ท้อถอยชื่อว่า ธิติ. คำว่า ธิติ นั่นเป็นชื่อแห่งความเพียรอันเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ จ นหารู จ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าธีระ แม้เพราะอรรถว่ามีบาปอันลอยแล้ว.

บาทคาถาว่า ราชาว รฏฺฐํ วิชิตํ ปหาย ความว่า พระราชาผู้ปรปักษ์ทรงทราบว่า แว่นแคว้นที่ชนะแล้วนำความฉิบหายมาให้ ทรงสละราชสมบัติ ทรงเที่ยวไปแต่พระองค์เดียวฉันใด บุคคลละสหายที่เป็นพาลแล้ว พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียวฉันนั้น.

อีกประการหนึ่ง บทว่า ราชาว รฏฺฐํ ความว่า พระเจ้าสุตตโสมทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เสด็จเที่ยวไปแต่พระองค์เดียวฉันใด และพระมหาชนกทรงละแว่นแคว้นที่ทรงชนะแล้ว เสด็จเที่ยวไปแต่พระองค์เดียวฉันใด บุคคลพึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียวฉันนั้น.

เนื้อความแห่งคาถานั้นมีเท่านี้.

ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายมีปัญญาเครื่องรักษาตนผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงำอันตรายทั้งปวง เป็นผู้มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น.

บทที่เหลืออาจเพื่อรู้ได้ด้วยทำนองที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้อธิบายให้พิสดาร. สหายคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๓

คาถานี้ว่า อทฺธา ปสํสาม ดังนี้ มีอุบัติตั้งแต่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้วในพื้นระเบียง เป็นเช่นกับอุบัติในจาตุททิสคาถานั่นแล.

ส่วนความแปลกกันมีดังนี้ :-

พระราชาพระองค์นั้นทรงสะดุ้งในราตรีถึง ๓ ครั้งฉันใด พระราชานี้หาเป็นฉันนั้นไม่ ทั้งยัญก็ไม่ปรากฏแก่พระองค์ ท้าวเธอทรงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ที่พื้นระเบียงแล้ว ตรัสถามว่า พวกท่านชื่ออะไร?

ป. มหาบพิตร พวกอาตมาชื่อว่าผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ

ร. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คำว่าผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษนี้ มีประโยชน์อย่างไร?

ป. พวกอาตมาได้สิ่งที่ดีหรือไม่ดี ก็ไม่มีอาการผิดแปลกบริโภค มหาบพิตร.

พระราชาทรงสดับเช่นนั้นแล้ว ทรงพระราชดำรินี้ว่า เอาเถิด เราจะพิจารณาสมณะเหล่านี้ว่า เป็นเช่นนี้หรือไม่. ในวันนั้นทรงอังคาสด้วยข้าวปลายเกรียนกับส้มผักดอง. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็บริโภคไม่แสดงอาการผิดแปลกเหมือนบริโภคอมตะ.

พระราชาทรงพระราชดำริว่า สมณะเหล่านี้เป็นผู้ไม่แสดงอาการผิดแปลก เพราะได้ปฏิญญาแล้วในวันที่หนึ่ง เราจักรู้ในพรุ่งนี้ จึงทรงนิมนต์เพื่อบริโภคในวันพรุ่งนี้. แม้ในวันที่ ๒ จากนั้นก็ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้เหล่านั้นก็บริโภคเหมือนเดิม.

ลำดับนั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า บัดนี้ เราจักถวายสิ่งที่ดีกว่าทดลองดู ดังนี้แล้วทรงนิมนต์อีก ทรงกระทำสักการะใหญ่ตลอดสองวัน ทรงอังคาสด้วยขาทนียะโภชนียะอันประณีต. พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้เหล่านั้นก็บริโภคไม่แสดงอาการผิดแปลกเหมือนเดิม กล่าวมงคลถวายพระราชาแล้วหลีกไป.

พระราชาครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นหลีกไปไม่นาน จึงทรงพระราชดำริว่า พระสมณะเหล่านั้นบริโภคโภชนะไม่มีโทษ โอหนอ! แม้เราก็พึงบริโภคโภชนะไม่มีโทษดังนี้แล้ว ทรงสละมหาราชสมบัติ สมาทานบรรพชา ปรารภวิปัสสนา เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงยังอารมณ์ของพระองค์ให้แจ่มแจ้งในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่โคนต้นไม้รกฟ้า ตรัสพระคาถานี้ว่า

อทฺธา ปสํสาม สหายสมฺปทํ

เสฏฺฐา สมา เสวิตพฺพา สหายา

เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

เราย่อมสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น

พึงคบสหายผู้ประเสริฐสุด ผู้เสมอกัน กุลบุตรไม่ได้

สหายผู้ประเสริฐสุดและเสมอกันเหล่านี้แล้ว พึงเป็น

ผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอ

แรด ฉะนั้น ดังนี้.

คาถานั้นว่าโดยอรรถแห่งบทตื้นทั้งนั้น.

ก็สหายทั้งหลายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้นที่เป็นอเสขะ ในบทนี้ สหายสมฺปทํ นี้อย่างเดียวเท่านั้นพึงทราบว่า สหายผู้ถึงพร้อม.

ส่วนโยชนาในบทนี้ มีดังนี้

สหายผู้ถึงพร้อมนี้ใดที่กล่าวแล้ว เราย่อมสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อมนั้นแน่แท้. อธิบายว่า เราชื่นชมโดยส่วนเดียวเท่านั้น.

อย่างไร. คือ พึงคบสหายผู้ประเสริฐสุด ผู้เสมอกัน.

เพราะเหตุอะไร.

เพราะเมื่อกุลบุตรคบสหายผู้ประเสริฐสุดด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้นของตน ธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดแล้วย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์.

เมื่อคบสหายผู้เสมอกัน ธรรมทั้งหลายที่ได้แล้วย่อมไม่เสื่อม เพราะทรงความเสมอกันและกัน และเพราะกำจัดความรังเกียจ แต่กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ ไม่ได้คบสหายผู้ประเสริฐสุด และผู้เสมอกันเหล่านั้น เว้นมิจฉาชีพมีการหลอกลวงเป็นต้น บริโภคโภชนะที่เกิดขึ้นโดยธรรมและโดยเสมอ และไม่ให้ปฏิฆานุสัยในโภชนะนั้นเกิดขึ้น เป็นผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น เพราะแม้เราเที่ยวไปอย่างนี้ จึงบรรลุสมบัตินี้แล. อนวัชชโภชิคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๔

คาถาว่า ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

พระเจ้ากรุงพาราณสีพระองค์หนึ่งเสร็จเข้าที่บรรทมในกลางวันในคิมหสมัย และในพระราชสำนักของพระองค์ นางวรรณทาสีกำลังบดจันทร์เหลืองอยู่ ในแขนข้างหนึ่งของนางมีกำไลทองหนึ่งวง ในแขนอีกข้างหนึ่งมีกำไลทองสองวงกระทบกัน กำไลทองหนึ่งวงนอกนี้ไม่กระทบ.

พระราชาทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงทรงแลดูนางทาสีบ่อยๆ พลางทรงพระราชดำริว่า ในการอยู่เป็นหมู่ย่อมมีการกระทบกัน ในการอยู่คนเดียวย่อมไม่มีการกระทบเหมือนอย่างนั้นแล.

โดยสมัยนั้น พระเทวีผู้ทรงประดับประดาด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ์ ประทับยืนถวายงานพัดอยู่ พระนางทรงดำริว่า พระราชาชะรอยจะมีพระหทัยปฏิพัทธ์ในนางวรรณทาสี ทรงให้นางทาสีนั้นลุกออกไป ทรงปรารภเพื่อจะทรงบดด้วยพระองค์เอง ในพระพาหาทั้งสองข้างของพระนางมีกำไลทองหลายวงกระทบกันเกิดเสียงดังมาก.

พระราชาทรงเอือมระอายิ่งขึ้น ทั้งที่บรรทมด้วยปรัศว์เบื้องขวา ทรงปรารภวิปัสสนา ได้ทำให้แจ้งซึ่งพระปัจเจกโพธิญาณ.

พระเทวีทรงถือจันทน์ เสด็จเข้าเฝ้าพระราชาพระองค์นั้น ซึ่งบรรทมเป็นสุขด้วยความสุขอันยอดเยี่ยม ทูลว่า มหาราช หม่อมฉันจะไล้ทา. พระราชาตรัสว่า ออกไป อย่าไล้ทา. พระนางทูลว่า อะไร มหาราช!. พระราชาตรัสว่า เราไม่ใช่ราชา.

อำมาตย์ทั้งหลายฟังการสนทนานั้นของพระราชาและพระเทวีนั้นอย่างนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า. พระราชาผู้อันอำมาตย์เหล่านั้นทูลเรียกด้วยวาทะว่า มหาราช จึงตรัสว่า แน่ะพนาย เราไม่ใช่ราชา.

บทที่เหลือเป็นเช่นกับคำที่กล่าวแล้ว ในคาถาต้นนั้นแล.

ส่วนคาถาวัณณนามีดังนี้ว่า

ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ

กมฺมารปุตฺเตน สุนิฏฺฐิตานิ

สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภุชสฺมึ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลแลดูกำไลทองสองอันงามผุดผ่องที่

บุตรแห่งนายช่างทองให้สำเร็จด้วยดีแล้ว

กระทบกันอยู่ในข้อมือ พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรดฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา ได้แก่ แลดูแล้ว.

บทว่า สุวณฺณสฺส ได้แก่ ทองคำ.

บาลีที่เหลือว่า วลฺยานิ เป็นคำที่นำมาเพิ่มเข้า เพราะอรรถของคำที่เหลือ มีเนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปภสฺสรานิ ได้แก่ อันแพรวพราวเป็นปกติ. อธิบายว่า มีแสงรุ่งเรือง.

บทที่เหลือเป็นบทมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

ส่วนโยชนาดังนี้ว่า

เราแลดูกำไรทองกระทบกันอยู่ในข้อมือ จึงคิดว่า เมื่อมีการอยู่เป็นหมู่ย่อมมีการกระทบกัน เมื่อมีการอยู่คนเดียว หากระทบกันไม่ จึงปรารภวิปัสสนา ได้บรรลุแล้ว.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. สุวัณณนาคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๕

คาถาว่า เอวํ ทุติเยน ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

พระเจ้ากรุงพาราณสีพระองค์หนึ่งยังทรงพระเยาว์ มีพระประสงค์จะทรงผนวช จึงตรัสสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านจงรับพระเทวีปกครองราชสมบัติเถิด เราจักบวช. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ก็ราชสมบัติที่ไม่มีพระราชาอันพวกข้าพระองค์ไม่สามารถเพื่อจะรักษาได้ พระราชาในประเทศใกล้เคียงทั้งหลายจะมาแย่งชิงราชสมบัติไป ขอพระองค์จงทรงรอจนกว่าพระโอรสองค์หนึ่งทรงเกิดก่อน ดังนี้แล้ว ทูลให้พระราชาทรงยินยอม.

พระราชาทรงมีพระทัยอ่อน จึงทรงรับ.

ต่อมา พระเทวีทรงพระครรภ์. พระราชาตรัสสั่งอำมาตย์เหล่านั้นแม้อีกว่า พระเทวีทรงครรภ์แล้ว พวกท่านจงอภิเษกบุตรที่เกิดแล้วไว้ในราชสมบัติ ปกครองราชสมบัติเถิด เราจักบวช. พวกอำมาตย์ทูลให้พระราชาทรงยินยอมแม้อีกว่า ข้าแต่มหาราช ข้อนั่นเป็นการรู้ได้ยากว่า พระเทวีจักประสูติพระโอรส หรือพระธิดา ขอพระองค์จงทรงรอประสูติกาลก่อนเถิด. ต่อมา พระนางก็ประสูติพระโอรส. แม้ในกาลนั้น พระราชาก็ตรัสสั่งอำมาตย์ทั้งหลายเหมือนอย่างนั้น. พวกอำมาตย์ก็ทูลให้พระราชาทรงยินยอมแม้อีก ด้วยเหตุเป็นอันมากว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงรอจนกว่าพระโอรสทรงมีพระกำลังแข็งแรงก่อนเถิด.

แต่นั้น เมื่อพระกุมารทรงมีพละกำลังแข็งแรงแล้ว พระราชาจึงตรัสให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหลายแล้ว ตรัสว่า กุมารนี้มีกำลังแข็งแรงแล้ว พวกท่านจงอภิเษกกุมารนั้นในราชสมบัติ ปฏิบัติเถิด ดังนี้ ไม่ทรงประทานพระวโรกาสให้แก่พวกอำมาตย์ ตรัสสั่งให้นำบริขารทั้งปวงมีผ้ากาสวพัสตร์เป็นต้นมาจากภายในตลาด ทรงผนวชในภายในเมืองนั่นเอง แล้วเสด็จออกไปเหมือนพระเจ้ามหาชนก.

บริชนทั้งปวงคร่ำครวญนานัปการ ติดตามพระราชา. พระราชาเสด็จไปจนถึงปลายเขตแดนของพระองค์ ทรงทำรอยขีดด้วยไม้ธารพระกร ตรัสว่า อย่าพึงข้ามรอยขีดนี้. มหาชนนอนบนพื้นเอาศีรษะจรดที่รอยขีดคร่ำครวญอยู่ ทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า บัดนี้พระราชาทรงวางอาชญาแก่พระองค์ พระราชาจักทรงทำอย่างไร แล้วให้พระกุมารนั้นเสด็จข้ามรอยขีดไป. พระกุมารทรงร้องว่า เสด็จพ่อ! เสด็จพ่อ! แล้วทรงวิ่งไปทันพระราชา. พระราชาทรงพระราชดำริว่า เราปกครองมหาชนนั่นเสวยราชสมบัติ บัดนี้ เราไม่อาจเพื่อจะปกครองเด็กคนเดียวหรือไร ทรงพาพระกุมารเสด็จเข้าป่า ทรงเห็นบรรณศาลาที่พระปัจเจกพุทธเจ้าในปางก่อนอยู่ในป่านั้น จึงประทับอยู่พร้อมกับพระราชโอรส.

ลำดับนั้น พระกุมารทรงเคยชินแต่ในที่บรรทมอันประเสริฐเป็นต้น แต่เมื่อบรรทมในที่ลาดด้วยหญ้า หรือบนพระแท่นที่ถักด้วยเชือก ถูกหนาวและลมเป็นต้นกระทบก็ทรงกันแสงทูลว่าหนาวเสด็จพ่อ ร้อนเสด็จพ่อ แมลงวันตอมเสด็จพ่อ หม่อมฉันหิวเสด็จพ่อ กระหายเสด็จพ่อ ดังนี้.

พระราชาต้องทรงปลอบโยนพระกุมารนั้น ยังราตรีให้ผ่านไป แม้ในกลางวันก็ต้องเสด็จเที่ยวบิณฑบาตนำภัตไปมอบให้พระกุมารนั้น ภัตนั้นเป็นภัตปนคละกัน มากด้วยข้าวฟ่าง ลูกเดือยและแกงถั่วเป็นต้น พระกุมารทรงหิวก็เสวยภัตแม้นั้น ด้วยอำนาจความหิว ต่อกาลไม่นานนักก็ทรงผ่ายผอม เหมือนดอกประทุมที่วางไว้ในที่ร้อนฉะนั้น.

ส่วนพระปัจเจกโพธิสัตว์ไม่ทรงแสดงอาการผิดแปลกเลย ทรงเสวยด้วยกำลังแห่งการพิจารณา แต่นั้น พระองค์ก็ทรงให้พระกุมารยินยอมตรัสว่า แน่ะพ่อ! อาหารอันประณีตย่อมได้ในพระนคร พวกเราจะไปในพระนครนั้น. พระกุมารทูลว่า ตกลง เสด็จพ่อ. แต่นั้น ก็ทรงนำพระกุมารนั้นเสด็จกลับตามทางที่เสด็จกลับมานั่นเทียว.

ฝ่ายพระเทวีพระมารดาของพระกุมาร ทรงดำริว่า บัดนี้ พระราชาทรงพาพระกุมารไปประทับอยู่ในป่าคงไม่นานนัก คงจักเสด็จกลับโดยกาล ๒-๓ วันเท่านั้นจึงทรงให้ล้อมรั้วในสถานที่ทรงขีดด้วยไม้ธารพระกรนั่นแล แล้วประทับอยู่.

ลำดับนั้น พระราชาประทับยืนในที่ไม่ไกลจากรั้วนั้น ทรงส่งไปว่า แน่ะพ่อ มารดาของเจ้านั่งอยู่ในที่นั่น เจ้าจงไป ดังนี้ และประทับยืนดูอยู่จนกว่าพระกุมารนั้นเสด็จถึงที่นั้น ด้วยพระดำริว่า ใครๆ ไม่พึงเบียดเบียนกุมารนั้น.

พระกุมารได้เสด็จไปสู่สำนักของพระมารดา ก็บุรุษผู้อารักขาทั้งหลายเห็นพระกุมารนั้นแล้วทูลบอกแด่พระเทวี พระเทวีทรงมีสตรีนักฟ้อนรำ ๒๐,๐๐๐ นางแวดล้อมแล้วเสด็จไปรับ และตรัสถามเรื่องราวของพระราชา ครั้นทรงสดับว่าจักเสด็จมาภายหลัง จึงทรงส่งมนุษย์ทั้งหลาย.

ฝ่ายพระราชาก็เสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ในทันทีทันใดนั่นเอง.

มนุษย์ทั้งหลายไม่เห็นพระราชาก็กลับมา แต่นั้นพระเทวีทรงปราศจากความหวัง ทรงพาพระราชโอรสกลับถึงพระนคร ทรงอภิเษกพระกุมารนั้นไว้ในพระราชสมบัติ.

ฝ่ายพระราชาเสด็จถึงที่อยู่ของพระองค์แล้ว ประทับนั่งในที่อยู่นั้น ทรงเห็นแจ้ง ทรงทำให้แจ้งซึ่งพระปัจเจกโพธิญาณ ตรัสอุทานคาถานี้ในท่ามกลางแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่โคนต้นไม้รกฟ้าว่า

เอวํ ทุติเยน สหา มมสฺส

วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา

เอตํ ภยํ อายตึ เปกฺขมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง

หรือการข้องอยู่ด้วยอำนาจแห่งความเยื่อใย

พึงมีได้อย่างนี้ บุคคลเล็งเห็นภัยนี้ในอนาคต

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

คาถานั้น โดยอรรถแห่งบทตื้นทั้งนั้น

ส่วนอธิบายในคาถานั่นมีดังนี้

การพูดจาของเราให้พระกุมารนั้นยินยอมอยู่ กับพระกุมารที่สองนั่นผู้เสวยหนาวและร้อนเป็นต้นนี้ใด การข้องอยู่ด้วยอำนาจแห่งความเยื่อใยพึงมีได้ในการพูดจานั้น ถ้าเราไม่สละการพูดจาและการข้องอยู่นี้เสีย ต่อแต่นั้น การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง หรือการข้องอยู่ในอนาคตก็จะเป็นเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราเมื่อเล็งเห็นภัยในอนาคตนี้ว่า การพูดจาและการข้องอยู่ทั้งสองนั่น เป็นเหตุทำอันตรายแก่การบรรลุคุณวิเศษดังนี้ จึงทิ้งการพูดจาและข้องอยู่นั้นเสีย ปฏิบัติโดยแยบคายแล้ว ก็ได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อายติภยคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๖

คาถาว่า กามาหิ จิตฺรา ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี เศรษฐีบุตรยังหนุ่มได้ตำแหน่งเศรษฐี เศรษฐีบุตรนั้นมีปราสาท ๓ หลังสำหรับ ๓ ฤดู.

เศรษฐีบุตรนั้นบำรุงบำเรอด้วยสมบัติทั้งปวงเหมือนเทพ กุมารทั้งที่ยังหนุ่มอยู่ได้ปรึกษากับมารดาและบิดาว่า ลูกจักบวช.

มารดาบิดาเหล่านั้นก็ห้ามเขา เศรษฐีบุตรนั้นก็ยืนยันเหมือนเดิมนั้นแล มารดาและบิดาก็ห้ามเขาอีกว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าเป็นผู้ละเอียดอ่อน การบรรพชาทำได้ยาก เป็นเช่นกับเดินไปมาบนคมมีดโกน. เขาก็ยืนยันเช่นเดิมนั้นแล.

มารดาบิดาเหล่านั้นคิดว่า ถ้าบุตรนี้บวช พวกเราก็เสียใจ ถ้าห้ามเขา เขานั่นก็จะเสียใจ ช่างเถิด ความเสียใจจงมีแก่พวกเรา และอย่ามีแก่บุตรนั่นดังนี้แล้ว ก็อนุญาต.

แต่นั้น เศรษฐีบุตรนั้นไม่คำนึงถึงบริชนทั้งหมดที่คร่ำครวญอยู่ ไปสู่ป่าอิสิปตนะ บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เสนาสนะอันโอฬารย่อมไม่ถึงแก่เขา เขาต้องปูเสื่อลำแพนบนเตียงแล้วนอน เขาเคยชินแต่ในที่นอนอันประเสริฐ เป็นทุกข์อย่างยิ่งตลอดคืน ทำบริกรรมสรีระแม้แต่เช้าแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตพร้อมกับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ในพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ท่านผู้แก่ย่อมได้อาสนะที่เลิศและบิณฑะที่เลิศ ผู้ใหม่ย่อมได้อาสนะตามมีตามเกิดและโภชนะอันเลว. เศรษฐีบุตรนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แม้ด้วยโภชนะอันเลวนั้น โดยล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้นก็ผ่ายผอม มีวรรณะเศร้าหมอง เบื่อหน่ายในสมณธรรม ซึ่งยังไม่ถึงความแก่รอบตามที่ควร ต่อแต่นั้นก็ส่งทูตไปบอกแก่มารดาบิดาแล้วสึก.

เศรษฐีบุตรนั้นได้กำลังต่อกาลเล็กน้อยเท่านั้นก็ใคร่เพื่อจะบวชอีก ต่อแต่นั้นก็บวชแล้วสึก แม้โดยทำนองนั้นเทียว ในวาระที่ ๓ บวชแล้วปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้วกล่าวอุทานคาถานี้ กล่าวแม้พยากรณ์คาถานี้แล ในท่ามกลางของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้อีกว่า

กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา

วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ

อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ

ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณ

ทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น

ดังนี้.

ในคาถานั้น บทว่า กามา ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑.

ในกาม ๒ อย่างนั้น ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นที่รักของใจเป็นต้น ชื่อว่าวัตถุกาม. ธรรมทั้งหลายอันเป็นประเภทแห่งราคะแม้ทั้งหมด เรียกว่ากิเลสกาม.

ก็ในคาถานี้ ท่านประสงค์เอาวัตถุกาม.

กามทั้งหลายชื่อว่างามวิจิตร ด้วยอำนาจแห่งประการหลายอย่างมีรูปเป็นต้น. ชื่อว่ามีรสอร่อย ด้วยอำนาจแห่งความยินดีของชาวโลก. ชื่อว่าเป็นที่รื่นรมย์ใจ เพราะอรรถว่ายังใจของปุถุชนคนโง่ให้รื่นรมย์.

บทว่า วิรูปรูเปน ความว่า ด้วยรูปแปลกๆ. มีอธิบายว่า ด้วยสภาพหลายอย่าง.

จริงอยู่ กามเหล่านั้นชื่อว่างามวิจิตร ด้วยอำนาจแห่งรูปเป็นต้น. ชื่อว่ามีรูปแปลกๆ ด้วยอำนาจแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น แม้ในรูปเป็นต้นแสดงความพอใจด้วยรูปแปลกๆ นั้น หรือโดยประการนั้นๆ ย่อมย่ำยีจิต คือไม่ให้เพื่ออภิรมย์ในบรรพชาด้วยประการอย่างนั้น.

บทที่เหลือในคาถานั้นปรากฏชัดแล้ว.

แม้คำนิคมอันบัณฑิตประกอบด้วยบท ๒ บท หรือ ๓ บท ก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในคาถาต้นๆ นั่นแล. กามคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๗

คาถาว่า อีตี จ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ฝีได้บังเกิดแก่พระราชาในกรุงพาราณสี เวทนากล้าเป็นไปอยู่ แพทย์ทั้งหลายกราบทูลว่า เว้นจากการผ่าตัดแล้วจะไม่มีความผาสุก. พระราชาทรงให้อภัยแก่แพทย์เหล่านั้นแล้ว ตรัสสั่งให้ทำการผ่าตัด.

แพทย์เหล่านั้นผ่าตัดแล้ว นำพระปุพโพและพระโลหิตออก กระทำให้หมดเวทนาแล้วพันผ้าพันแผล ทูลตักเตือนโดยชอบในเนื้อและอาหารเศร้าหมอง.

พระราชาทรงมีพระสรีระผอม เพราะโภชนะเศร้าหมอง และฝีของพระองค์ก็แห้ง พระองค์ทรงสำคัญว่าหายแล้ว จึงเสวยพระกระยาหารที่รสเลิศ และแผลซึ่งเกิดจากพระกระยาหารนั้นก็กำเริบเช่นนั้นอีก ฝีของพระองค์ก็ถึงซึ่งสภาพเช่นเดิมอีกนั้นเทียว พระองค์ทรงให้ทำการผ่าตัดอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ถูกแพทย์ทั้งหลายทูลบอกเลิกแล้ว ทรงเบื่อหน่าย สละราชสมบัติอันใหญ่ ทรงเห็นแจ้งในป่า ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ โดย ๗ ปี ได้ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

อีตี จ คณฺโฑ จ อุปทฺทโว จ

โรโค จ สลฺลญฺจ เมตํ

เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลเห็นภัย คือจัญไร ฝี อุปัทวะ โรค ลูกศร

และความน่ากลัวนี้ ในกามคุณทั้งหลายแล้ว

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปยังเงื้อมภูเขานันทมูลกะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอติ ได้แก่ ความจัญไร.

คำว่า อีติ นี้เป็นชื่อแห่งเหตุของความพินาศอันเป็นส่วนของอกุศลที่จรมา. เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านั้นก็ชื่อว่าจัญไร เพราะอรรถว่าเป็นเหตุนำมาซึ่งความพินาศหลายอย่าง และเพราะเป็นเหตุให้ตกต่ำอย่างหนัก.

แม้ฝีย่อมหลั่งออกซึ่งของไม่สะอาด คือบวมขึ้นและแก่จัดก็แตกออก เพราะฉะนั้น กามคุณเหล่านั้นชื่อว่าฝี เพราะเป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดคือกิเลส และเพราะความเป็นของแตกออก เพราะความเป็นของบวมขึ้นแล้วแก่จัดด้วยความเกิด ความแก่และความแตกสลาย.

ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะอรรถว่าประทุษร้าย. อธิบายว่า ยังความฉิบหายให้เกิด ย่อมย่ำยีคือครอบงำ.

คำว่า อุปทฺทโว นั่นเป็นชื่อแห่งอาชญากรรมทั้งหลายมีราชทัณฑ์เป็นต้น เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านั้นชื่อว่าอุปัทวะ เพราะเป็นเหตุไม่ให้ก้าวลงสู่พระนิพพานที่ตนยังไม่รู้ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะทั้งปวง.

ก็เพราะกามคุณเหล่านั้นยังความเดือดร้อนคือกิเลสให้เกิดขึ้น ยังความไม่มีโรค กล่าวคือศีลให้ถึงความเหลาะแหละ ย่อมปล้นความไม่มีโรคตามปกตินั้นเสีย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าโรค เพราะอรรถว่าปล้นความไม่มีโรคนี้.

แต่ชื่อว่าลูกศร เพราะอรรถว่าตามเข้าไปในภายใน เพราะอรรถว่ากระทำความเดือดร้อนในภายใน และเพราะอรรถว่าเป็นของที่นำออกได้แสนยาก.

ชื่อว่าภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในทิฏฐธรรมและในสัมปรายิกภพ.

สองบทว่า เม เอตํ สนธิเป็น เมตํ แปลว่า ของเรานี้.

บทที่เหลือในคาถานี้ปรากฏชัดแล้ว

แม้คำนิคมก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วแล. อีติคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๘

คาถาว่า สีตญฺจ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี พระราชาพระนามว่า สีตาลุกพรหมทัต ท้าวเธอทรงผนวชแล้ว ประทับอยู่ในกุฏิป่า ก็ครั้นประเทศนั้นหนาวก็มีความหนาว เมื่อร้อนก็มีความร้อนเท่านั้น เพราะเป็นประเทศตั้งอยู่ในที่โล่ง ภิกษาในโคจรคามก็ไม่ได้ตามความต้องการ แม้น้ำดื่มสำหรับผู้ดื่มก็หาได้ยาก แม้ลมเหลือบสัตว์เลื้อยคลานก็เบียดเบียน.

พระองค์ทรงพระราชดำริดังนี้ว่า ในที่ประมาณกึ่งโยชน์จากนี้มีประเทศที่สมบูรณ์ อันตรายทางสรีระเหล่านั้นแม้ทั้งหมดย่อมไม่มีในประเทศนั้น อย่าเลย เราพึงไปในประเทศนั้น เมื่ออยู่เป็นผาสุกก็อาจบรรลุสุขได้.

พระองค์ทรงมีพระราชดำริอีกว่า ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายไม่ควรตกอยู่ในอำนาจปัจจัย และย่อมยังจิตเห็นปานนั้นให้เป็นไปในอำนาจ จะไม่เป็นไปในอำนาจของจิต เราจักไม่ไปละ. ครั้นทรงพิจารณาแล้ว ไม่เสด็จไป ทรงพิจารณาจิตที่เกิดแล้วอย่างนี้ถึงสามครั้งแล้ว เสด็จกลับ ตั้งแต่นั้นก็ประทับอยู่ในป่านั้นเทียวตลอด ๗ ปี ทรงปฏิบัติชอบอยู่ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ

วาตาตเป ฑํสสิรึสเป จ

สพฺพานิเปตานิ อภิสมฺภวิตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลพึงครอบงำอันตรายเหล่านี้แม้ทั้งปวง

คือ หนาว ร้อน หิว ระหาย ลม แดด เหลือบ

และสัตว์เลื้อยคลานแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด ฉะนั้น.

ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่เงื้อมแห่งภูเขานันทมูลกะ.

ในคาถานั้น บทว่า สีตญฺจ ได้แก่ หนาว ๒ ชนิด คือ ธาตุในภายในกำเริบเป็นปัจจัย ๑ ธาตุในภายนอกกำเริบเป็นปัจจัย ๑. ร้อนก็เหมือนกัน.

บทว่า ฑํสา ได้แก่ แมลงสีเหลือง.

บทว่า สิรึสปา ความว่า ทีฆชาติเหล่าใดเหล่าหนึ่งเสือกคลานไป.

บทที่เหลือปรากฏชัดแล้ว.

แม้คำนิคมก็พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล. สีตาลุกคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๑๙

คาถาว่า นาโค ว ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี พระราชาพระองค์หนึ่งเสวยราชสมบัติเป็นเวลา ๒๐ ปี สวรรคตแล้วไหม้อยู่ในนรกตลอด ๒๐ ปีเหมือนกัน เกิดในกำเนิดช้าง ในหิมวันตประเทศ มีขันธ์เกิดดีแล้ว มีร่างกายทั้งสิ้นมีสีเหมือนดอกปทุม โอฬารเป็นจ่าโขลง เป็นช้างใหญ่. ลูกช้างทั้งหลายแลย่อมเคี้ยวกินกิ่งไม้ที่พญาช้างนั้นหักแล้ว แม้ในเวลาก้าวลงสู่น้ำ ช้างพังทั้งหลายก็ลูบไล้พญาช้างด้วยเปือกตม

เรื่องทั้งหมดเป็นเหมือนเรื่องของพญาช้างปาลิไลยกะ.

พญาช้างนั้นเบื่อหน่ายหลีกออกจากโขลง แต่นั้นโขลงช้างก็ติดตามพญาช้างนั้นอีก ตามรอยเท้า. พญาช้างหลีกไปอย่างนี้ถึง ๓ ครั้งก็ถูกติดตามอีก จึงคิดต่อไปว่า บัดนี้ พระนัดดาของเราเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี เอาเถิด เราพึงไปสู่อุทยานแห่งชาติก่อนของตน พระนัดดานั้นจักรักษาเราในอุทยานนั้น.

ครั้นโขลงช้างหลับในกลางคืนแล้ว จึงละโขลงไปสู่อุทยานนั้นนั่นแล.

คนรักษาพระราชอุทยานเห็นแล้ว ทูลบอกแด่พระราชา. พระราชาทรงดำริว่าเราจักจับช้างดังนี้แล้ว ทรงแวดล้อมด้วยเสนาเสด็จไป ช้างก็เดินมุ่งหน้าต่อพระราชานั่นเทียว.

พระราชาทรงพระราชดำริว่าช้างนี้เดินมามุ่งหน้าเรา จึงผูกสอดลูกธนู ประทับยืนอยู่

แต่นั้นช้างคิดว่า พระราชานั่นพึงยิงเราแน่ จึงพูดด้วยวาจามนุษย์ว่า พรหมทัต! อย่ายิงเรา เราเป็นปู่ของท่าน. พระราชาตรัสว่า ท่านพูดอะไร จึงตรัสถามเรื่องราวทั้งหมด แม้พญาช้างก็บอกเรื่องราวเกี่ยวกับราชสมบัติ ความเป็นไปในนรกและในกำเนิดช้างทั้งหมด

ส่วนพระราชาทรงประเล้าประโลมว่า อย่ากลัว อย่าให้ใครๆ สะดุ้ง ดังนี้แล้ว ทรงให้บำรุงอาหาร เครื่องลาด และเครื่องช้างแก่พญาช้าง.

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปประทับบนคอช้าง ทรงพระราชดำริว่า ช้างนี้เคยเสวยราชสมบัติเป็นเวลา ๒๐ ปี ตกนรกแล้วเกิดในกำเนิดดิรัจฉานด้วยวิบากที่ยังเหลือนั่นแล เมื่อไม่อดกลั้นซึ่งการกระทบกระทั่งกันในเพราะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ จึงมาในที่นี้ โอ! การอยู่เป็นหมู่เป็นทุกข์ ส่วนการอยู่คนเดียวเท่านั้นเป็นสุข ดังนี้ จึงทรงปรารภวิปัสสนาในที่นั้นแหละ ทรงกระทำให้แจ้ง ซึ่งปัจเจกโพธิญาณ.

อำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระราชาพระองค์นั้นผู้เป็นสุขด้วยโลกุตรสุข ประนมมือกราบทูลว่า ได้เวลาเสด็จสู่พระยานแล้ว มหาราช.

ลำดับนั้น พระองค์จึงตรัสว่า เราไม่ใช่ราชา แล้วตรัสพระคาถานี้โดยนัยก่อนนั่นแลว่า

นาโคว ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา

สญฺชาตกฺขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร

ยถาภิรนฺตํ วิหรํ อรญฺเญ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลพึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด

เปรียบเหมือนช้างใหญ่ที่เกิดในตระกูลปทุม

มีขันธ์เกิดดีแล้ว ละโขลงอยู่ในป่าตามอภิรมย์

ฉะนั้น ดังนี้

คาถานั้นโดยอรรถแห่งบทปรากฏชัดแล้ว แต่การประกอบอธิบายในคาถานั่นมีดังนี้ ก็คาถานั้นแลปรากฏแล้วด้วยอำนาจแห่งยุติ แต่ไม่ปรากฏชัดด้วยอำนาจแห่งการตามสดับ.

อธิบายว่า ช้างนี้ชื่อว่า นาค เพราะอรรถว่าไม่มาสู่พื้นที่ที่ไม่ได้ฝึก เพราะความที่ตนฝึกดีแล้วในศีลทั้งหลายที่มนุษย์พอใจ หรือเพราะความที่ตนมีร่างกายใหญ่ฉันใด แม้เราก็พึงเป็นนาค เพราะไม่มาสู่พื้นที่ที่ยังไม่ได้ฝึก เพราะความที่ตนฝึกดีแล้วในศีลทั้งหลายที่พระอริยเจ้าพอใจ เพราะไม่ทำบาป และเพราะไม่กลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก หรือเพราะความที่ตนมีสรีระคือคุณใหญ่ ชื่อในกาลไรหนอฉันนั้น.

อนึ่ง ช้างนั้นละโขลงแล้วอยู่ในป่าตามอภิรมย์ด้วยความสุขที่เที่ยวไปโดดเดี่ยว พึงเที่ยวไปตัวเดียวเหมือนนอแรดฉันใด ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราก็ฉันนั้น อยู่ในป่าตามอภิรมย์ด้วยวิหารสุขโดยส่วนเดียว ได้แก่ด้วยความสุขที่เกิดจากฌาน คืออยู่ในป่าโดยประการที่ตนจะมีความสุข หรือเท่าที่เราปรารถนา พึงเที่ยวไปผู้เดียวคือพึงประพฤติเหมือนนอแรด.

อนึ่ง ช้างนั่นชื่อว่ามีขันธ์เกิดดีแล้ว เพราะมีขันธ์ตั้งดีแล้วฉันใด ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราก็พึงชื่อว่ามีขันธ์เกิดดีแล้ว เพราะความเป็นผู้ใหญ่ด้วยศีลขันธ์อันเป็นอเสกขะฉันนั้น.

อนึ่ง ช้างนั้นชื่อว่าปทุมี เพราะมีร่างกายเช่นกับดอกปทุม หรือเพราะเกิดแล้วในตระกูลช้างปทุมฉันใด ชื่อกาลไหนหนอ แม้เราก็พึงชื่อว่าปทุม เพราะความเป็นผู้มีกายตรงเหมือนดอกปทุม หรือเพราะเกิดแล้วในดอกปทุม คืออริยชาติฉันนั้น.

อนึ่ง ช้างนั้นโอฬารด้วยเรี่ยวแรงกำลังและเชาว์เป็นต้น ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราก็พึงโอฬารด้วยคุณธรรมมีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์เป็นต้น หรือด้วยศีล สมาธิและปัญญาเป็นเครื่องแทงตลอดเป็นต้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าเมื่อคิดอย่างนี้จึงปรารภวิปัสสนา ได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล. นาคคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๐

คาถาว่า อฏฺฐาน ตํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชบุตรของพระเจ้าพาราณสี ยังทรงพระเยาว์ มีพระประสงค์จะทรงผนวช จึงทรงปรึกษาพระมารดาและพระบิดา พระมารดาและพระบิดาทรงห้ามพระองค์. พระราชบุตรนั้นแม้ถูกห้ามอยู่ ก็ทรงยืนยันว่าหม่อมฉันจักบวช.

แต่นั้นพระมารดาและพระบิดาตรัสเรื่องทั้งหมดเหมือนเรื่องเศรษฐีบุตรที่กล่าวแล้วในกาลก่อน ทรงอนุญาตแล้ว แต่ทรงให้ปฏิญญาว่าก็ครั้นบวชแล้วพึงอยู่ในอุทยานเท่านั้น.

พระองค์ทรงกระทำตามปฏิญญา.

พระมารดาของพระองค์มีหญิงนักฟ้อนรำ ๒๐,๐๐๐ นางแวดล้อมแล้วเสด็จไปสู่พระราชอุทยาน ทรงให้พระราชบุตรดื่มยาคู ทรงให้เคี้ยวของขบเคี้ยวเป็นต้น ทรงสนทนากับพระราชบุตรนั้น จนถึงสมัยเที่ยงวัน ทรงจัดพวกบุรุษคอยปฏิบัติแล้ว เสด็จสู่พระนคร.

ส่วนพระบิดาเสด็จมาในเวลาเที่ยงวัน ทรงให้พระราชบุตรเสวยแล้ว แม้พระองค์ก็ทรงเสวย สนทนากับพระราชบุตรนั้นตลอดวัน ในเวลาเย็นทรงจัดพวกบุรุษคอยปฏิบัติ แล้วเสด็จเข้าพระนคร.

พระราชบุตรนั้นไม่สงัดตลอดคืนและวันอย่างนี้อยู่.

ก็โดยสมัยนั้นแล พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าอาทิจจพันธุ์ อยู่ที่เงื้อมภูเขานันทมูลกะ ท่านระลึกถึงอยู่ได้เห็นพระราชบุตรนั้นว่า พระกุมารนี้ทรงอาจเพื่อจะผนวช แต่ไม่อาจเพื่อจะตัดความเกี่ยวข้องได้ ต่อนั้นก็นึกว่าพระกุมารนี้จักเบื่อหน่ายด้วยธรรมดาของตนหรือไม่ ในลำดับนั้นก็รู้ว่าเมื่อทรงเบื่อหน่ายด้วยธรรมดา จักมีช้านานอย่างยิ่ง คิดว่าเราจักแสดงอารมณ์แก่พระกุมารนั้น จึงมาจากพื้นมโนศิลา โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั่นเทียว อยู่ที่พระราชอุทยาน.

ราชบุรุษเห็นแล้วทูลพระราชาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระเจ้าข้า. พระราชาทรงมีพระทัยยินดีแล้วว่า บัดนี้ บุตรของเราไม่กระสันแล้ว จักอยู่พร้อมด้วยพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงบำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าโดยเคารพ ทรงร้องขอให้อยู่ในพระราชอุทยานนั้นแล ทรงให้ทำสิ่งทั้งปวงมีบรรณศาลา ที่พักกลางวัน และที่จงกรมเป็นต้น ทรงนิมนต์ให้อยู่.

พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นอยู่ในพระราชอุทยานนั้น ในวันหนึ่งได้โอกาสแล้ว ทูลถามพระกุมารว่า พระองค์เป็นอะไร?

ก. เราเป็นบรรพชิต

ป. ชื่อว่า บรรพชิตทั้งหลายไม่เป็นเช่นนี้.

เมื่อพระกุมารทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรพชิตทั้งหลายเป็นเช่นไร อะไรไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า. พระปัจเจกพุทธเจ้าทูลว่า พระองค์ไม่เพ่งดูสิ่งที่ไม่สมควรแก่พระองค์ พระมารดาของพระองค์เสด็จมาในเวลาเช้า พร้อมกับสตรี ๒๐,๐๐๐ นาง ทรงทำให้พระราชอุทยานไม่สงัด. พระบิดาเสด็จมาในเวลาเย็น พร้อมกับพลกายมาก บุรุษผู้ปรนนิบัติทั้งหลายมาตลอดคืนทั้งสิ้น ทำพระราชอุทยานไม่สงัดมิใช่หรือ ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายไม่เป็นเช่นกับพระองค์ แต่เป็นเช่นนี้ แล้วแสดงวิหารแห่งหนึ่งในหิมวันตประเทศด้วยฤทธิ์ แก่พระกุมารที่ประทับยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแล.

พระกุมารนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในวิหารนั้น ยืนห้อยแขน กำลังเดินจงกรม และกำลังทำการย้อมและการเย็บเป็นต้น จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายอย่ามาในที่นี้ และบรรพชาท่านทั้งหลายก็อนุญาตแล้ว. พระอาทิจจพันธุ์ปัจเจกพุทธเจ้านั้นทูลว่า ถูกแล้ว การบรรพชาอนุญาตแล้ว ชื่อว่าสมณะทั้งหลาย จำเดิมแต่กาลที่ตนบวชแล้ว ย่อมได้เพื่อทำการสลัดออกจากทุกข์เพื่อตน และเพื่อไปสู่ประเทศที่ตนต้องการและปรารถนา เหตุมีประมาณเท่านี้ย่อมควรดังนี้แล้ว ยืนในอากาศได้กล่าวกึ่งคาถานี้ว่า

อฏฺฐาน ตํ สงฺคณิการตสฺส

ยํ ผุสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺตึ

การที่บุคคลผู้ยินดีแล้วด้วยการคลุกคลีด้วยคณะ

จะพึงบรรลุวิมุตติอันมีในสมัยนั้น ไม่เป็นฐานะ

ที่จะมีได้ ดังนี้แล้ว

เมื่อโอกาสปรากฏอยู่ จึงไปยังเงื้อมแห่งภูเขานันทมูลกะ.

เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้วอย่างนี้ พระกุมารนั้นเสด็จเข้าบรรณศาลาของพระองค์แล้วทรงบรรทม. ฝ่ายบุรุษผู้อารักขาประมาทว่า บัดนี้ พระกุมารทรงบรรทมแล้ว จักเสด็จไปไหน จึงก้าวสู่ความหลับ. พระกุมารทรงทราบว่า บุรุษผู้อารักขานั้นประมาทแล้ว ก็ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าสู่ป่า และทรงสงัดในป่านั้น ทรงปรารภวิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว เสด็จไปสู่สถานของพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าในที่นั้นทูลถามว่าพระองค์ทรงบรรลุได้อย่างไร ก็ได้ตรัสกึ่งคาถาที่พระอาทิจจพันธุ์กล่าวแล้วทำให้บริบูรณ์.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า บทว่า อฏฺฐาน ตํ ความว่า นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. อธิบายว่า มิใช่เหตุ.

ท่านทำการลบนิคหิตเสีย ดุจในประโยคว่า อริยสจฺจานทสฺสนํ แปลว่า การเห็นอริยสัจทั้งหลาย เป็นต้น.

____________________________

ขุ. ขุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๖

บทว่า สงฺคณิการตสฺส ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งแล้วด้วยคณะ.

บทว่า ยํ นั่นเป็นตติยาวิภัตติ ดุจในประโยคว่า ยํ หิริยติ หิริยิตพฺเพน เป็นต้น.

บทว่า ผุสฺสเย ความว่า พึงบรรลุ.

บทว่า สามยิกํ วิมุตฺตึ ได้แก่ โลกิยสมาบัติ.

____________________________

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๘๐๐

จริงอยู่ โลกิยสมาบัตินั้น เรียกว่าวิมุตติอันมีในสมัย เพราะพ้นจากอกุศลธรรมทั้งหลายอันเป็นข้าศึก ในสมัยที่ได้สมาธิยังไม่แนบแน่นและแนบแน่นนั่นเอง.

พระกุมารตรัสว่า เราใคร่ครวญคำของพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าอาทิจจพันธุ์ อย่างนี้ว่า การที่บุคคลผู้ยินดีแล้วด้วยการคลุกคลีด้วยคณะ จะพึงบรรลุวิมุตติอันมีในสมัยนั้น นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือนั้นไม่เป็นเหตุที่จะมีได้ ดังนี้แล้ว ละความยินดีด้วยการคลุกคลีด้วยคณะ ปฏิบัติโดยแยบคายอยู่ จึงได้บรรลุดังนี้.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. อัฏฐานคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์ วรรคที่ ๒ จบ -----------------------------------------------------

วรรคที่ ๓

คาถาที่ ๒๑

คาถาว่า ทิฏฺฐีวิสูกานิ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งในกรุงพาราณสี เสด็จไปในที่ลับ ทรงพระราชดำริว่า ร้อนเป็นต้นซึ่งกำจัดหนาวเป็นต้นมีอยู่ฉันใด วิวัฏฏะซึ่งกำจัดวัฏฏะฉันนั้น มีอยู่หรือว่าไม่มีดังนี้.

พระองค์จึงตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านรู้วิวัฏฏะหรือ?

อำมาตย์เหล่านั้นทูลว่า รู้ พระมหาราช.

พระราชาตรัสถามว่า นั้นเป็นอย่างไร. แต่นั้น อำมาตย์ทั้งหลายทูลบอกสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ โดยนัยมีอาทิว่า โลกมีที่สุด.

ลำดับนั้น พระราชาทรงทราบว่า อำมาตย์เหล่านี้ย่อมไม่รู้ อำมาตย์เหล่านี้แม้ทั้งหมดเป็นคนเจ้าทิฏฐิ ทรงเห็นความที่อำมาตย์เหล่านั้นเป็นผู้แย้ง และไม่ควรด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงพระราชดำริว่า วิวัฏฏะซึ่งกำจัดวัฏฏะมีอยู่ เราพึงแสวงหาวิวัฏฏะนั้น แล้วทรงสละราชสมบัติผนวช ทรงเห็นแจ้ง ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว ก็ตรัสอุทานคาถานี้ และพยากรณคาถา ในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า

ทิฏฺฐีวิสูกานิ อุปาติวตฺโต

ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค

อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ อนญฺญเนยฺโย

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

เราล่วงพ้นทิฏฐิอันเป็นข้าศึกได้แล้ว ถึงความ

เป็นผู้เที่ยง ได้มรรคแล้ว เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้น

แล้ว อันผู้อื่นไม่พึงแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

คาถานั้นมีเนื้อความว่า บทว่า ทิฏฺฐีวิสูกานิ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อย่าง.

จริงอยู่ ทิฏฐิเหล่านั้นชื่อว่าเป็นข้าศึก เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิในมรรค เพราะอรรถว่าขัดแย้ง และเพราะอรรถว่าทิ่มแทง. ชื่อว่าทิฏฐิวิสูกะ เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึกต่อทิฏฐิอย่างนี้ หรือทิฏฐินั้นนั่นเองเป็นข้าศึก จึงชื่อว่าทิฏฐิวิสูกะ.

บทว่า อุปาติวตฺโต คือ ก้าวล่วงแล้วด้วยทัสสนมรรค.

บทว่า ปตฺโต นิยามํ ความว่า บรรลุแล้วซึ่งความเป็นผู้เที่ยง เพราะไม่มีความตกต่ำเป็นธรรมดา และเพราะมีการตรัสรู้ชอบเป็นเบื้องหน้า หรือบรรลุปฐมมรรค กล่าวคือความเที่ยงที่สมบูรณ์แล้ว.

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวความสำเร็จในปฐมมรรค และการได้เฉพาะซึ่งปฐมมรรค ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ บัดนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงแสดงการได้เฉพาะซึ่งมรรคที่เหลือ ด้วยบทนี้ว่า ปฏิลทฺธมคฺโค ดังนี้.

บทว่า อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ ความว่า เป็นผู้มีปัจเจกพุทธญาณเกิดขึ้นแล้ว.

พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงผลด้วยบทนี้.

บทว่า อนญฺญเนยฺโย ความว่า อันบุคคลเหล่าอื่นไม่พึงแนะนำว่า สิ่งนี้จริง สิ่งนี้ไม่จริง.

พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงความเป็นผู้รู้เองด้วยบทนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดล่วงพ้นความไม่มีแห่งความเป็นผู้อันผู้อื่นไม่พึงแนะนำในปัจเจกโพธิญาณที่บรรลุแล้ว หรือล่วงพ้นทิฏฐิอันเป็นข้าศึกได้แล้วด้วยสมถวิปัสสนาด้วยตนเอง ถึงความเป็นผู้เที่ยงด้วยมรรคต้น มีมรรคอันได้เฉพาะแล้วด้วยมรรคที่เหลือทั้งหลาย หรือมีญาณเกิดแล้วด้วยผลญาณ ได้บรรลุแล้วซึ่งญาณทั้งปวงด้วยตนเองเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้นั้นชื่อว่า อนญฺญเนยฺโย อันผู้อื่นไม่พึงแนะนำ.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. ทิฏฐิวิสูกคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๒

คาถาว่า นิลฺโลลุโป ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า วิเสท (พ่อครัว) ของพระเจ้าพาราณสี ปรุงพระกระยาหารในระหว่างน้อมเข้าถวายด้วยความปรารถนาว่า การเห็นโภชนะที่ฟูใจ เป็นรสที่ประเสริฐ ทำอย่างไรหนอ พระราชาพึงพระราชทานทรัพย์แก่เรา. พระกระยาหารนั้นยังความประสงค์ที่จะเสวยให้เกิดขึ้นแก่พระราชาด้วยกลิ่นเท่านั้น จึงทำให้พระเขฬะเกิดขึ้นในพระโอษฐ์ แต่พอพระองค์ทรงใส่พระกระยาหารคำแรกลงในพระโอษฐ์ ประสาทสำหรับรับรส ๗ พัน ก็ซาบซ่านดุจถูกน้ำอมฤตฉะนั้น.

วิเสทคิดว่า บัดนี้ พระราชาจักทรงพระราชทานแก่เรา.

ฝ่ายพระราชาทรงพระราชดำริว่า พ่อครัวสมควรแก่สักการะ แต่ครั้นทรงลิ้มรสแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เกียรติศัพท์ที่ชั่วพึงระบือถึงเราผู้สักการะว่า พระราชานี้เป็นผู้โลภติดในรส จึงไม่ตรัสอะไร.

ฝ่ายวิเสทก็คิดว่า พระราชาจักพระราชทานรางวัลในบัดนี้ จนกระทั่งเสวยพระกระยาหารเสร็จอย่างนี้ แม้พระราชาก็ไม่ตรัสอะไร เพราะทรงกลัวการติเตียน.

ลำดับนั้น วิเสทคิดว่า พระราชานี้ไม่มีชิวหาวิญญาณ ในวันที่ ๒ จึงนำพระกระยาหารไม่ดีเข้าทูลถวาย. พระราชาเมื่อเสวยอยู่แม้ทรงรู้ว่า วันนี้ พ่อครัวควรแก่การตะคอก ควรแก่การข่ม ทรงพิจารณาดุจในก่อนก็ไม่ตรัสอะไร เพราะทรงกลัวการติเตียน.

แต่นั้น วิเสทคิดว่า พระราชาไม่ทรงรู้พระกระยาหารที่ดีที่ไม่ดีดังนี้แล้ว ถือเอาสิ่งของที่ตนสั่งสมไว้ทั้งหมด ปรุงพระกระยาหารอย่างใดอย่างหนึ่งถวายแด่พระราชา.

พระราชาทรงเบื่อหน่ายว่า โอหนอ! ความโลภ เราบริโภคตลอด ๒๐,๐๐๐ ปี ก็ไม่ได้แม้มาตรว่าภัต เพราะความโลภของพ่อครัวนี้ ดังนี้แล้ว ทรงสละพระราชสมบัติ ทรงผนวช เห็นแจ้งอยู่ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ตรัสพระคาถานี้โดยนัยก่อนนั่นแลว่า

นิลฺโลลุโป นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส

นิมฺมกฺโข นิทฺธฺนตกสาวโมโห

นิราสโย สพฺพโลเก ภวิตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่มีความกระหาย

ไม่ลบหลู่ มีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดเสียแล้ว

ไม่มีความอยาก ครอบงำโลกทั้งปวงได้แล้ว

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า นิลฺโลลุโป ได้แก่ ผู้ไม่มีความโลภ เพราะบุคคลใดถูกความอยากในรสครอบงำแล้ว บุคคลนั้นย่อมโลภจัดและโลภบ่อยๆ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า โลลุโป ผู้มีความโลภ. เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเมื่อจะปฏิเสธความโลภนั้น จึงกล่าวว่า นิลฺโลลุโป ผู้ไม่โลภ.

ในบทนี้ว่า นิกฺกุโห นี้ บุคคลใดไม่มีเรื่องหลอกลวง ๓ อย่าง บุคคลนั้นเรียกว่า นิกฺกุโห ผู้ไม่หลอกลวง แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นในคาถานี้ มีอธิบายอย่างนี้ว่า ไม่หลอกลวง เพราะไม่ถึงความกระหยิ่มในโภชนะอันฟูใจเป็นต้น.

ในบทว่า นิปฺปิปาโส นี้ ความอยากดื่ม ชื่อว่าความกระหาย ชื่อว่าไม่มีความกระหาย เพราะไม่มีความกระหายนั้น.

อธิบายว่า เว้นแล้วจากความเป็นผู้ใคร่จะบริโภคด้วยความโลภในรสดี.

ในบทว่า นิมฺมกฺโข นี้ การลบหลู่มีการยังคุณของคนอื่นให้เสื่อมเสียเป็นลักษณะ. ชื่อว่าไม่ลบหลู่ เพราะไม่มีการลบหลู่นั้น.

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวหมายถึงความไม่มีการลบหลู่คุณของพ่อครัว ในกาลที่ตนยังเป็นคฤหัสถ์.

ในบทว่า นิทฺธนฺตกสาวโมโห นี้ ธรรม ๖ อย่าง คือ ๓ อย่างมีราคะเป็นต้น และ ๓ อย่างมีกายทุจริตเป็นต้น

พึงทราบว่า กสาวะ น้ำฝาด ด้วยอรรถว่าไม่เลื่อมใสตามความเป็นจริง และด้วยอรรถว่าให้ละภาวะตน ให้ถือภาวะอื่น.

เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า

ในธรรม ๖ อย่างนั้น กสาวะ ๓ เป็นไฉน

กสาวะ ๓ เหล่านี้ คือ ราคกสาวะ โทสกสาวะ โมหกสาวะ.

กสาวะ ๓ แม้อื่นอีก คือ กายกสาวะ วจีกสาวะ มโนกสาวะ.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๔๘

ชื่อว่ามีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดเสียแล้ว เพราะกำจัดโมหะอันเป็นมูลรากแห่งกสาวะ ๕ เว้นโมหะ ในบรรดากสาวะ ๖ นั้น และกำจัดกสาวะ ๖ อย่างเหล่านั้นทั้งหมดเสียแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดเสียแล้ว เพราะกำจัดกายกสาวะ วจีกสาวะและมโนกสาวะทั้ง ๓ อย่างนั้น และโมหะเสียแล้ว. ในบรรดากสาวะนอกนี้ ความที่บุคคลกำจัดราคกสาวะได้แล้ว ก็เป็นอันกำจัดโทสกสาวะได้ด้วย เพราะไม่ลบหลู่สำเร็จแล้ว ด้วยความเป็นผู้ไม่โลภเป็นต้นนั่นเทียว.

บทว่า นิราสโย คือ ไม่มีตัณหา.

บทว่า สพฺพโลเก ได้แก่ ในโลกทั้งสิ้น. อธิบายว่า ในภพทั้ง ๓ หรือในอายตนะ ๑๒ คืองดเว้นภวตัณหาและวิภวตัณหาแล้ว.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

อีกอย่างหนึ่ง นักศึกษาครั้นกล่าวบาททั้ง ๓ แล้วพึงทำการเชื่อมในบาทนี้แม้อย่างนี้ว่า พึงเที่ยวไปผู้เดียว หรือแม้อย่างนี้ว่า พึงอาจเพื่อเที่ยวไปผู้เดียว ดังนี้. นิลโลลุปคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๓

คาถาว่า ปาปํ สหายํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งในกรุงพาราณสี ทรงกระทำประทักษิณพระนครอยู่ด้วยอานุภาพแห่งพระราชาอันยิ่งใหญ่ ทรงเห็นมนุษย์ทั้งหลายขนข้าวเปลือกเก่าเป็นต้นออกจากยุ้งฉางไว้ในภายนอก จึงตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า ดูก่อนพนาย นี้อะไร? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช บัดนี้ ข้าวเปลือกใหม่จักเกิดขึ้น มนุษย์เหล่านี้จึงทิ้งข้าวเปลือกเก่า เพื่อทำที่ว่างสำหรับข้าวเปลือกใหม่เหล่านั้น.

พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพนาย วัตถุสำหรับนางสนมและพลกายเป็นต้น บริบูรณ์แล้วหรือ?

อ. อย่างนั้น พระมหาราช บริบูรณ์แล้ว.

ร. ดูก่อนพนาย ถ้าอย่างนั้น จงให้สร้างโรงทาน เราจักให้ทาน อย่าให้ข้าวเปลือกเหล่านี้เสียไปเปล่าๆ

ลำดับนั้น อำมาตย์ผู้มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่งทูลว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล พวกพาลและพวกบัณฑิตแล่นไป ท่องเที่ยวไปจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้แล้ว ทูลห้ามพระราชานั้น.

แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวเธอก็ทรงเห็นคนทั้งหลายยื้อแย่งยุ้งฉาง จึงตรัสสั่งอย่างนั้นเหมือนกัน.

แม้ครั้งที่ ๓ อำมาตย์เจ้าทิฏฐินั้นก็ทูลห้ามพระราชาพระองค์นั้นว่า ข้าแต่มหาราช ทานนี้ คนโง่บัญญัติไว้ ดังนี้เป็นต้น.

พระองค์ทรงเบื่อหน่ายว่า เราไม่ได้เพื่อให้แม้ของตนเอง เราจะมีประโยชน์อะไรกับสหายผู้ลามกเหล่านี้ ทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวชแล้ว ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ และทรงติเตียนสหายผู้ลามกนั้น จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

ปาปํ สหายํ ปรวชฺชเยถ

อนตฺถทสฺสึ วิสเม นิวิฏฺฐํ

สยํ น เสเว ปสุตํ ปมตฺตํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามก ไม่พึงเสพด้วยตนเองซึ่ง

สหายผู้ชี้บอกความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ใน

กรรมอันไม่เสมอ ผู้ข้องอยู่ ผู้ประมาท พึงเที่ยวไปผู้

เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

คาถานั้น มีความสังเขปดังนี้

สหายนี้ใด ชื่อว่าลามก เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยทิฏฐิ ๑๐ อย่าง.

ชื่อว่าอนัตถทัสสี เพราะอรรถว่าชี้บอกความฉิบหายแม้แก่คนเหล่าอื่น และตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ มีกายทุจริตเป็นต้น.

กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์พึงเว้นสหายผู้ลามกนั้น ไม่พึงเสพด้วยตนเองซึ่งสหายผู้ชี้บอกความฉิบหาย ผู้ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ.

อธิบายว่า ไม่พึงคบด้วยอำนาจของตนด้วยประการนี้ ก็ถ้าตกอยู่ในอำนาจของคนอื่นไซร้ ตนเองจะอาจทำอะไรได้เล่า.

บทว่า ปสุตํ ได้แก่ ผู้ซ่านไป.

อธิบายว่า ผู้ข้องแล้วในอารมณ์นั้นๆ ด้วยอำนาจทิฏฐิ.

บทว่า ปมตฺตํ ได้แก่ ผู้ปล่อยจิตในกามคุณทั้งหลาย หรือผู้เว้นจากกุศลภาวนา. กุลบุตรไม่พึงเสพ คือไม่พึงคบ ไม่พึงเข้าไปใกล้สหายนั้น คือผู้เป็นเช่นนั้น โดยที่แท้พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น ดังนี้แล. ปาปสหายคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๔

คาถาว่า พหุสฺสุตํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในกาลก่อน ปัจเจกโพธิสัตว์ ๘ องค์บวชแล้วในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป. บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรแล้วเกิดในเทวโลก.

เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นกับที่กล่าวแล้วในอนวัชชโภชิคาถานั่นแล.

ส่วนความแปลกกัน ดังนี้ :-

พระราชาทรงให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งแล้ว จึงตรัสว่า พวกท่านชื่อว่าอะไร.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร พวกอาตมาชื่อว่าพหูสูต.

พระราชาทรงมีพระราชหฤทัยยินดีว่า เราชื่อว่าสุตพรหมทัต ย่อมไม่ถึงความอิ่มด้วยสุตะ เอาเถิด เราจักฟังสัทธรรมเทศนาอันมีนัยวิจิตรในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ดังนี้แล้วถวายน้ำทักขิโณทก ทรงอังคาสแล้ว ในที่สุดแห่งภัตกิจ ทรงรับบาตรของพระสังฆเถระ ทรงไหว้ ประทับนั่งข้างหน้า ด้วยพระดำรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงธรรมกถาเถิด.

พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นทูลว่า มหาบพิตร ขอมหาราชจึงมีความสุข จงสิ้นราคะเถิด แล้วลุกไป.

พระราชาทรงพระราชดำริว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ไม่ใช่พหูสูต องค์ที่ ๒ จักเป็นพหูสูต จึงทรงนิมนต์เพื่อฉันในพรุ่งนี้ ด้วยพระราชดำริว่า เราจักฟังพระธรรมเทศนาอันวิจิตรในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดจนถึงลำดับองค์สุดท้ายด้วยประการอย่างนี้.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแม้ทั้งหมดแสดงบทหนึ่งให้แปลกกันแล้ว กล่าวบทที่เหลือเป็นเช่นกับบทต้นว่า ขอพระมหาราชจงสิ้นโทสะ จงสิ้นโมหะ จงสิ้นคติ จงสิ้นวัฏฏะ จงสิ้นอุปธิ จงสิ้นตัณหา ดังนี้แล้ว จึงลุกไป.

ลำดับนั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้กล่าวว่าพวกอาตมาเป็นพหูสูต แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่มีกถาอันวิจิตรเลย คำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นกล่าวแล้วจะมีประโยชน์อะไร ทรงปรารภแล้ว เพื่อทรงพิจารณาอรรถแห่งถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น

ครั้นทรงพิจารณาอยู่ว่าจงสิ้นราคะดังนี้ ก็ทรงทราบว่า เมื่อราคะสิ้นแล้ว โทสะก็ดี โมหะก็ดี กิเลสทั้งหลายอื่นก็ดี ย่อมเป็นอันสิ้นแล้วด้วย จึงทรงพอพระราชหฤทัยว่า พระสมณะเหล่านี้เป็นพหูสูตโดยตรง เปรียบเหมือนบุรุษชี้แสดงแผ่นดินใหญ่ หรืออากาศด้วยนิ้วมือ ก็ไม่เป็นอันชี้แสดงประเทศสักนิ้วมือเลย แต่ความจริงแล เป็นอันชี้แสดงแผ่นดินและอากาศเหมือนกันฉันใด พระสมณะเหล่านี้ เมื่อชี้แสดงอรรถองค์ละข้อก็เป็นอันชี้แสดงอรรถอันหาปริมาณไม่ได้ ฉันนั้น.

แต่นั้นท้าวเธอทรงปรารถนาอยู่ซึ่งความเป็นพหูสูต เห็นปานนั้นว่า ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราจักเป็นพหูสูตอย่างนี้ ทรงสละราชสมบัติ ผนวชแล้วเห็นแจ้งอยู่ ได้ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

พหุสฺสุตํ ธมฺมธรํ ภเชถ

มิตฺตํ อุฬารํ ปฏิภาณวนฺตํ

อญฺญาย อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม

ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณ รู้จักประโยชน์

ทั้งหลาย กำจัดความสงสัยได้แล้ว พึงเที่ยว

ไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในคาถานั้น มีเนื้อความโดยย่อดังนี้

บทว่า พหุสฺสุตํ ความว่า มิตรผู้พหูสูตมี ๒ อย่าง คือ ผู้พหูสูตทางปริยัติ เชี่ยวชาญโดยเนื้อความในไตรปิฎก ๑ ผู้พหูสูตทางปฏิเวธ เพราะความที่มรรค ผล วิชชา และอภิญญาอันตนแทงตลอดแล้ว ๑.

ผู้มีอาคมมาแล้ว ชื่อว่าผู้ทรงธรรม. ก็ผู้ประกอบพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอันยิ่ง ชื่อว่าผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม. ผู้มียุตตปฏิภาณ ๑ ผู้มีมุตตปฏิภาณ ๑ ผู้มียุตตมุตตปฏิภาณ ๑ ชื่อว่ามีปฏิภาณ.

พึงทราบผู้มีปฏิภาณ ๓ อย่างด้วยอำนาจแห่งปริยัติปฏิภาณ ปริปุจฉาปฏิภาณและอธิคมนปฏิภาณ.

จริงอยู่ ปริยัติย่อมแจ่มแจ้งแก่มิตรใด มิตรนั้นชื่อว่าปริยัติปฏิภาณ.

การสอบถามย่อมแจ่มแจ้งแก่มิตรใด ผู้สอบถามอรรถ ญาณ ลักษณะและฐานาฐานะ มิตรนั้นชื่อว่าปริปุจฉาปฏิภาณ.

ธรรมมีมรรคเป็นต้นอันมิตรใดแทงตลอดแล้ว มิตรนั้นชื่อว่าปฏิเวธปฏิภาณ.

บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณนั้นคือมีรูปเห็นปานนั้น แต่นั้นรู้จักประโยชน์ทั้งหลายมีอเนกประการ โดยต่างด้วยประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่นและประโยชน์ทั้งสอง หรือโดยต่างด้วยทิฏฐธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ด้วยอานุภาพแห่งมิตรนั้น แต่นั้นกำจัดความสงสัยได้แล้ว ในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยทั้งหลายมีอาทิว่า ในอดีตกาล เราได้มีแล้วหรือหนอ ดังนี้แล้วนำออกไปซึ่งความเคลือบแคลงให้หมดไป มีกิจทั้งปวงอันทำแล้วอย่างนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้นแล. พหุสสุตคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๕

คาถาว่า ขิฑฺฑํ รตึ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ในกรุงพาราณสี พระราชาพระนามว่า วิภูสกพรหมทัต เสวยยาคูหรือพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ ทรงให้ตกแต่งพระองค์ ด้วยเครื่องประดับนานาชนิด ทรงส่องพระวรกายทั้งสิ้นในพระฉายใหญ่ ทรงเอาเครื่องประดับที่ไม่ต้องการออกเสีย ให้พนักงานตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างอื่น.

ในวันหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงกระทำอย่างนี้ ก็ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารตอนเที่ยง ครั้งนั้นพระองค์ยังตกแต่งไม่เสร็จเลย ก็ทรงโพกพระเศียรด้วยผืนผ้า แล้วเสด็จเข้าที่บรรทมในกลางวัน เมื่อพระองค์เสด็จลุกขึ้น ทรงกระทำอย่างนั้นแม้อีก พระอาทิตย์ก็อัสดง.

ในวันที่ ๒ ก็ดี ในวันที่ ๓ ก็ดีก็ทรงกระทำอย่างนั้น เมื่อพระองค์ทรงขวนขวายในการตกแต่งอย่างนั้นก็เกิดพระโรคปวดในพระปฤษฎางค์.

พระองค์ทรงพระราชดำริดังนี้ว่า โอ! โธเอ๋ย เราแม้ตกแต่งอยู่ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด ก็ไม่พอใจในเครื่องประดับที่สมควรนี้ ยังความโลภให้เกิดขึ้นได้ ก็ขึ้นชื่อว่าความโลภนั้น ทำให้คนถึงอบาย เอาเถอะ เราจะข่มความโลภนั้น ดังนี้แล้ว ทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ก็ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

ขิฑฺฑํ รตึ กามสุขญฺจ โลเก

อนลงฺกริตฺวาน อนเปกฺขมาโน

วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลไม่พอใจการเล่น ความยินดีและกามสุขในโลก

แล้วไม่เพ่งเล็งอยู่ เว้นจากฐานะแห่งการประดับ มีปกติ

กล่าวคำสัตย์พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

การเล่น ความยินดีในคาถานั้น ได้กล่าวแล้วในกาลก่อนเทียว.

บทว่า กามสุขํ ได้แก่ ความสุขในวัตถุกาม.

จริงอยู่ วัตถุกามทั้งหลาย เรียกว่าสุข เพราะเป็นอารมณ์เป็นต้นของความสุข. เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปมีอยู่ ความสุข ติดตามสุข ดังนี้. บุคคลไม่พอใจ คือไม่กระทำว่าพอละซึ่งการเล่น ความยินดี และกามสุขนั่นในโอกาสโลกนี้อย่างนี้แล้ว ไม่ถือสิ่งนั่นว่า ก่อความเดือดร้อน หรือไม่ถือสิ่งนั้นว่าเป็นสาระ.

____________________________

สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๓๑

บทว่า อนเปกฺขมาโน ความว่า มีปกติไม่เพ่งเล็ง คือไม่มีความอยาก ไม่มีความทะยานอยาก.

ในคำว่า วิภูสนฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที เอโก จเร นี้ พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า เครื่องประดับมี ๒ อย่าง คือเครื่องประดับสำหรับฆราวาส ๑ เครื่องประดับสำหรับบรรพชิต ๑.

ก็เครื่องประดับสำหรับฆราวาสมีผ้าสาฎก ผ้าโพก ดอกไม้และของหอมเป็นต้น ส่วนเครื่องประดับสำหรับบรรพชิตมีเครื่องตกแต่ง คือบาตรเป็นต้น เครื่องประดับนั่นเอง ชื่อว่าวิภูสนัฏฐานะ เว้นจากฐานะแห่งการประดับนั้นด้วยวิรัติแม้ ๓ อย่าง.

ชื่อว่ามีปกติกล่าวคำสัตย์ เพราะพูดไม่ผิด ดังนี้แล. วิภูสนัฏฐานคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๖

คาถาว่า ปุตฺตญฺจ ทารํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร ?

ได้ยินว่า พระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ทรงอภิเษกแล้วในกาลยังทรงพระเยาว์นั้นเทียว เสวยราชสมบัติ. พระองค์ทรงเสวยพระสิริราชสมบัติ ดุจพระปัจเจกโพธิสัตว์ที่กล่าวแล้วในปฐมคาถา.

ในวันหนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า เราเสวยราชสมบัติย่อมทำทุกข์แก่ชนมาก เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยบาปนี้ เพื่อประโยชน์แก่การเสวยคนเดียวเล่า เราจะยังสุขใหญ่ให้เกิดขึ้นดังนี้แล้ว ทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ

ธนานิ ธญฺญานิ พนฺธวานิ

หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลละบุตร ภรรยา บิดา มารดา ทรัพย์

ข้าวเปลือก พวกพ้อง และกามซึ่งตั้งอยู่

ตามส่วนแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน

นอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนานิ ได้แก่ รัตนะทั้งหลายมีแก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทองเป็นต้น.

บทว่า ธญฺญานิ ได้แก่ อปรธัญชาติ ๗ อย่าง อันต่างด้วยข้าวสาลี ข้าวจ้าว ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือยและหญ้ากับแก้.

บทว่า พนฺธวานิ ได้แก่ พวกพ้อง ๔ ประเภท คือ ญาติ โคตร มิตรและเพื่อนเรียนศิลปะ.

บทว่า ยโถธิกานิ คือ ซึ่งตั้งอยู่ตามส่วนของตนๆ นั่นเทียว.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. ปุตตทารคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๗

คาถาว่า สงฺโค เอโส ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งพระนามว่า ปาทโลลพรหมทัต. ท้าวเธอเสวยยาคู หรือพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ ทรงชมนักฟ้อน ๓ ประเภทในปราสาททั้ง ๓.

คำว่า นักฟ้อน ๓ ประเภท ได้แก่ นักฟ้อนที่มาจากพระราชาในอดีต ๑ นักฟ้อนที่มาจากพระราชาถัดมา ๑ นักฟ้อนที่ตั้งขึ้นในรัชกาลของพระองค์ ๑.

ในวันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปสู่ปราสาทของนักฟ้อนรุ่นสาวแต่เช้าตรู่ สตรีนักฟ้อนทั้งหลายคิดว่า พวกเราจักให้พระราชาทรงรื่นเริง จึงประกอบการฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคมอันน่าจับใจยิ่ง ดุจพวกนางอัปสรของท้าวสักกะจอมทวยเทพฉะนั้น พระราชาไม่ทรงพอพระราชหฤทัยว่า การฟ้อนรำของนักฟ้อนรุ่นสาวทั้งหลายนั่นไม่อัศจรรย์ จึงเสด็จไปสู่ปราสาทของนักฟ้อนรุ่นกลาง สตรีนักฟ้อนแม้เหล่านั้นก็ได้กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน. พระองค์ไม่พอพระราชหฤทัยในสตรีนักฟ้อนรุ่นกลางแม้นั้นเหมือนกัน จึงเสด็จไปสู่ปราสาทของนักฟ้อนรุ่นใหญ่ สตรีนักฟ้อนแม้เหล่านั้นก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน.

พระราชาทรงเห็นการฟ้อนรำเป็นเช่นกับการเล่นกระดูก เพราะสตรีนักฟ้อนเหล่านั้นเป็นคนแก่เฒ่าล่วง ๒-๓ รัชกาลมาแล้ว และทรงฟังเสียงขับร้องอันไม่ไพเราะ จึงเสด็จสู่ปราสาทของนักฟ้อนรุ่นสาว ปราสาทของนักฟ้อนรุ่นกลางไปๆ มาๆ อย่างนี้ ก็ไม่ทรงพอพระราชหฤทัยในที่แห่งไหนเลย ทรงพระราชดำริว่า สตรีนักฟ้อนเหล่านี้ประสงค์จะให้เรารื่นเริง ดุจเหล่านางอัปสรของท้าวสักกะจอมทวยเทพฉะนั้น จึงประกอบการฟ้อนรำ การขับร้องและการประโคม เต็มความสามารถทุกอย่าง เรานั้นไม่พอใจในที่แห่งไหนเลย ทำให้โลภะเจริญขึ้นเท่านั้น ก็ขึ้นชื่อว่าโลภะนั้นเป็นธรรมพึงให้ไปสู่อบาย เอาเถิด เราจะข่มโลภะ ดังนี้แล้วทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวชแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่ก็ทรงทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ

อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย

คณฺโฑ เอโส อิติ ญตฺวา มติมา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บัณฑิตทราบว่า ความเกี่ยวข้องในเวลาบริโภค

เบญจกามคุณนี้ มีสุขน้อย มีความยินดีน้อย

มีทุกข์มาก ดุจหัวฝีดังนี้แล้ว มีความรู้ พึงเที่ยว

ไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

คาถานั้นมีอรรถว่า บทว่า สงฺโค เอโส ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงการอุปโภคของตน ด้วยว่าความเกี่ยวข้องนั้น ชื่อว่าสังคะ เพราะอรรถว่าสัตว์ทั้งหลายข้องอยู่ในเบญจกามคุณนั้น ดุจช้างตกอยู่ในเปือกตมฉะนั้น.

บทว่า ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ ความว่า ในกาลแห่งบริโภคเบญจกามคุณนี้ ชื่อว่ามีสุขน้อย เพราะอรรถว่าลามก โดยให้เกิดความสำคัญผิด หรือโดยเนื่องด้วยกามาวจรธรรม.

มีอธิบายว่ามีนิดหน่อย คือมีชั่วคราว ดุจสุขในการชมดูการฟ้อนรำที่แสงฟ้าแลบให้สว่างขึ้นฉะนั้น.

โทษของกามทั้งหลาย พึงทราบว่ามีความยินดีน้อย เป็นเพียงหยดน้ำ เมื่อเทียบกับทุกข์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในโลกนี้ย่อมสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการประกอบศิลปะใด คือการคิด การนับ ดังนี้เป็นต้น โดยที่แท้มีทุกข์ยิ่งคือมาก เป็นเช่นกับน้ำในสมุทรทั้งสี่.

เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๙๘

บทว่า คณฺโฑ เอโส ความว่า เบญจกามคุณนี้เปรียบเหมือนเบ็ด ด้วยสามารถแสดงความยินดีแล้วคร่ามา.

บทว่า อิติ ญตฺวา มติมา ความว่า บุรุษผู้บัณฑิตที่มีความรู้ รู้อย่างนี้แล้วก็พึงละกามทั้งหมดเสีย เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้นแล. สังคคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๘

คาถาว่า สนฺทาลยิตฺวาน ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในพระนครพาราณสี มีพระราชาพระนามว่า อนิวัตตพรหมทัต. ท้าวเธอเสด็จเข้าสู่สงครามทรงปราชัยแล้วไม่เสด็จกลับ หรือทรงปรารภพระราชกิจอย่างอื่นยังไม่สำเร็จ ก็ไม่เสด็จกลับ เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงเรียกพระองค์อย่างนั้น.

ในวันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน. ก็โดยสมัยนั้น ไฟป่าได้ลุกไหม้ ไฟนั้นไหม้ไม้แห้งและวัตถุมีหญ้าเป็นต้นที่ตกหล่น ลามไปไม่หวนกลับ พระราชาทรงเห็นไฟนั้นแล้ว ทรงยังนิมิตอันเปรียบด้วยไฟนั้นให้เกิดขึ้นว่า ไฟป่านี้ฉันใด ไฟ ๑๑ อย่างก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไหม้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไปไม่หวนกลับ ก่อทุกข์ใหญ่ให้เกิดขึ้น ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราเพื่อไม่ให้ทุกข์นี้หวนกลับ พึงเผาไหม้กิเลสทั้งหลายด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ เหมือนไฟนี้ไปไม่หวนกลับ.

แต่นั้น พระองค์เสด็จไปสักครู่ ทรงเห็นชาวประมงทั้งหลายกำลังจับปลาในแม่น้ำ ปลาใหญ่ตัวหนึ่งติดข่ายของชาวประมงเหล่านั้น ได้ทำลายข่ายหนีไป. ชาวประมงเหล่านั้นร้องว่า ปลาทำลายข่ายหนีไปแล้ว. พระราชาทรงฟังคำแม้นั้น จึงยังนิมิตอันเปรียบเทียบด้วยปลานั้นให้เกิดขึ้นว่า ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราพึงทำลายข่ายคือตัณหาและทิฏฐิ ด้วยอริยมรรคญาณไปไม่ติดขัดดังนี้.

พระราชานั้นทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวชแล้ว ปรารภวิปัสสนา ได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณและตรัสอุทานคาถานี้ว่า

สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ

ชาลํ ว เฉตฺวา สลิลมฺพุจารี

อคฺคี ว ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย

เหมือนปลาทำลายข่ายหนีไป

เหมือนไฟไม่หวนกลับมาสู่ที่ไหม้แล้ว

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทที่ ๒ แห่งคาถานั้น วัตถุที่สำเร็จด้วยด้ายเรียกว่า ชาลํ ข่าย.

น้ำ เรียกว่า อัมพุ. ชื่อว่า อัมพุจารี ปลา เพราะอรรถว่าว่ายไปในน้ำนั้น. คำว่า อัมพุจารี นั้นเป็นชื่อของปลา ปลาที่ว่ายไปในน้ำ ชื่อว่า สลิลัมพุจารี.

มีอธิบายว่า ดุจปลาทำลายข่ายในน้ำแห่งนทีนั้น.

ในบาทที่ ๓ สถานที่ถูกไฟไหม้ เรียกว่า ทฑฺฒํ แปลว่าที่ไหม้แล้ว.

มีอธิบายว่า ไฟย่อมไม่หวนกลับไปสู่สถานที่ไหม้แล้ว คือไม่มาในที่ไหม้แล้วนั้นโดยแท้ฉันใด บุคคลไม่กลับสู่ที่แห่งกามคุณที่ไฟ คือมรรคญาณไหม้แล้ว คือไม่มาในที่แห่งกามคุณนั้นโดยแท้ ฉันนั้น.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล. สันทาลนคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๒๙

คาถาว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในพระนครพาราณสี พระราชาพระนามว่า จักขุโลลพรหมทัต ทรงโปรดการดูนักฟ้อน เหมือนพระเจ้าปาทโลลพรหมทัต.

ส่วนความแปลกกัน ดังนี้ :-

พระเจ้าปาทโลลพรหมทัตทรงไม่พอพระราชหฤทัยแล้ว เสด็จไป ณ ที่นั้นๆ พระเจ้าจักขุโลลพรหมทัตนี้ทรงเห็นนักฟ้อนนั้นๆ แล้ว ทรงเพลิดเพลินยิ่งนัก เสด็จเที่ยวทำตัณหาให้เจริญอยู่ ด้วยการทอดพระเนตรดูนักฟ้อนที่เยื้องกราย

ได้ยินว่า พระองค์ทรงเห็นภริยาของกุฎุมพีคนหนึ่งที่มาดูนักฟ้อน ทรงยังราคะให้เกิดขึ้น แต่นั้น ทรงสลดพระราชหฤทัยว่า เรายังตัณหานี้เจริญอยู่อีก จักเป็นผู้เต็มในอบาย เอาเถิด เราจักข่มราคะนั้นดังนี้แล้ว ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ.

เมื่อจะทรงติเตียนความประพฤติในครั้งก่อนของพระองค์ จึงตรัสอุทานคาถานี้ เพื่อทรงแสดงคุณอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการประพฤตินั้นว่า

โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาทโลโล

คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน

อนวสฺสุโต อปริฑยฺหมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลผู้มีจักษุทอดลงแล้ว ไม่คะนองเท้า

มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีใจอันรักษา

แล้ว ผู้อันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว และไฟคือ

กิเลสไม่แผดเผาอยู่ พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ ได้แก่ ผู้มีจักษุทอดลงต่ำ.

มีอธิบายว่า ผู้วางที่ต่อทั้ง ๗ ตามลำดับแล้ว เพ่งดูชั่วแอก เพื่องดเว้นและดูสิ่งที่ควรละ แต่ไม่ใช่เอากระดูกคางกระทบกับกระดูกอก เพราะผู้มีจักษุทอดลงอย่างนี้ ไม่สมควรแก่สมณะ.

บทว่า น จ ปาทโลโล ความว่า ไม่เดินส่ายไป ดุจลากเท้าจ้ำไป เพราะรีบจะเข้าไปในท่ามกลางหมู่อย่างนี้ว่า ที่ ๒ สำหรับคนหนึ่ง ที่ ๓ สำหรับคน ๒ คน หรือเว้นจากการเที่ยวไปนานและการเที่ยวไปไม่กลับ.

บทว่า คุตฺตินฺทฺริโย ได้แก่ มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วยอำนาจที่กล่าวไว้แผนกหนึ่งในคาถานี้.

บทว่า รกฺขิตมานสาโน ความว่า มานัสนั่นเองชื่อว่ามานสานะ มานสานะนั้นอันบุคคลนั้นรักษาแล้ว เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า รกฺขิตมานสาโน แปลว่ามีใจอันตนรักษาแล้ว.

มีอธิบายว่า มีจิตอันตนรักษาแล้วโดยประการที่จิตไม่แปดเปื้อนด้วยกิเลสทั้งหลาย.

บทว่า อนวสฺสโต ความว่า ผู้เว้นจากการรั่วรดของกิเลสในอารมณ์นั้นๆ ด้วยการปฏิบัตินี้.

บทว่า อปริฑยฺหมาโน ความว่า เพราะเว้นจากการรั่วรดอย่างนี้เอง อันไฟคือกิเลสทั้งหลายไม่แผดเผาอยู่ หรืออันไฟคือกิเลสทั้งหลายไม่รั่วรดแล้วในภายนอก ไม่แผดเผาอยู่ในภายใน.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. โอกขิตตจักขุคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๐

คาถาว่า โอหารยิตฺวา ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี พระราชาพระนามว่า จาตุมาสิกพรหมทัต พระองค์อื่นนี้ เสด็จไปทรงกีฬาในพระราชอุทยานทุก ๔ เดือน. ในวันหนึ่ง ท้าวเธอเมื่อเสด็จเข้าพระราชอุทยาน ในเดือนท่ามกลางแห่งฤดูร้อน ทรงเห็นต้นทองหลางดุจต้นปาริฉัตรในสวรรค์ซึ่งมีคาคบสะพรั่งด้วยดอก สล้างด้วยใบ ใกล้พระทวารแห่งพระราชอุทยาน จึงทรงเด็ดเอาดอกหนึ่งแล้ว เสด็จเข้าสู่พระราชอุทยาน.

แต่นั้น อำมาตย์แม้คนหนึ่งคิดว่า พระราชาทรงเด็ดเอาดอกงาม จึงยืนขึ้นบนคอช้างนั่นแล เด็ดเอาดอกหนึ่ง.

โดยอุบายนั่นเทียว พลกายทั้งหมดจึงเด็ดเอาบ้าง ผู้ไม่ได้ดอกก็เด็ดเอาแม้ซึ่งใบ ต้นไม้นั้นจึงปราศจากใบและดอก เหลือแต่ลำต้นเท่านั้น.

ในสมัยเย็น พระราชาเสด็จออกจากพระราชอุทยาน ทรงเห็นต้นไม้นั้น ทรงพระราชดำริอยู่ว่า ต้นไม้นี้ใครกระทำหรือ ในเวลาเรามาก็สะพรั่งด้วยดอกสวยงามเป็นเช่นกับแก้วประพาฬ ในระหว่างกิ่งซึ่งมีสีดุจแก้วมณี บัดนี้กลายเป็นต้นไม้ปราศจากใบและดอกเสียแล้ว ทรงเห็นต้นไม้ไม่ผลิดอกมีใบเหลืองหล่นเกลื่อนกล่น ในที่ใกล้ต้นไม้นั้นแล ก็ครั้นทรงเห็นแล้ว พระองค์ทรงพระราชดำริดังนี้ว่า ต้นไม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความโลภของชนมาก เพราะมีกิ่งสะพรั่งด้วยดอก เพราะเหตุนั้น จึงถึงความย่อยยับเพียงชั่วครู่เท่านั้น.

ส่วนต้นไม้อื่นนี้คงดำรงอยู่เหมือนเดิม เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ราชสมบัติแม้นี้พึงเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ เหมือนต้นไม้ที่มีดอก.

ส่วนความเป็นภิกษุไม่พึงเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ เพราะฉะนั้น ราชสมบัติแม้นี้ยังไม่ถูกแย่งชิง เหมือนต้นไม้นี้ตราบใด เราพึงเป็นผู้ปกปิดด้วยผ้ากาสาวะ ดุจต้นทองหลางอื่นนี้ เกลื่อนกล่นด้วยใบเหลืองแล้ว บวชตราบนั้น.

พระราชานั้นทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ แล้วตรัสอุทานคาถานี้ว่า

โอหารยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ

สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา ปาริฉตฺโต

กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลละเพศแห่งคฤหัสถ์ ดุจต้นทองหลางมีใบร่วง

หล่นแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต

เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทนี้ว่า กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า ออกจากเรือนแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ.

บทที่เหลืออาจเพื่อรู้ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้กล่าวให้พิสดาร. ปาริจฉัตตกคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

วรรคที่ ๓ จบ

วรรคที่ ๔

คาถาที่ ๓๑

คาถาว่า รเสสุ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีพระองค์หนึ่งทรงแวดล้อมด้วยบุตรอำมาตย์ทั้งหลายในพระราชอุทยาน ทรงเล่นกีฬาในสระโบกขรณีที่มีแผ่นศิลา วิเสทถือเอารสแห่งเนื้อทั้งปวงปรุงพระกระยาหารในระหว่าง ซึ่งปรุงดีอย่างยิ่งดุจอมฤตแล้วน้อมถวายแด่พระองค์.

พระราชานั้นทรงถึงความติดในพระกระยาหารนั้น ไม่ทรงประทานอะไรให้แก่ใครเลย เสวยแต่พระองค์เดียว เมื่อทรงเล่นในน้ำและเสด็จออกในเวลามืด ก็รีบเสวย ไม่ได้นึกถึงบริชนซึ่งพระองค์เคยเสวยด้วยกันมาแต่กาลก่อน.

ต่อมาภายหลัง พระองค์ทรงนึกได้ว่า โอ! เราทำบาปที่เราถูกความอยากในรสครอบงำ ลืมนึกถึงปวงชน กินแต่ผู้เดียว เอาเถิด เราจะข่มความอยากในรสดังนี้แล้ว ทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ก็ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ทรงติเตียนการปฏิบัติในครั้งก่อนของพระองค์ จึงตรัสอุทานคาถานี้ อันแสดงถึงข้อปฏิบัติอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติครั้งก่อนนั้นว่า

รเสสุ เคธํ อกรํ อโลโล

อนญฺญโปสี สปทานจารี

กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

ภิกษุไม่กระทำความยินดีในรสทั้งหลาย ไม่โลเล

ไม่เลี้ยงคนอื่น มีปกติเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ

ตรอก ผู้มีจิตไม่ผูกพันในตระกูล พึงเที่ยวไปผู้

เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า รเสสุ ความว่า ไม่กระทำความยินดี คือไม่กระทำความติดในรสอันควรลิ้มทั้งหลาย อันต่างโดยรสเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม เฝื่อนและรสฝาดเป็นต้น.

มีอธิบายว่า ไม่ยังความอยากให้เกิดขึ้น.

บทว่า อโลโล ความว่า ไม่วุ่นวายในรสพิเศษทั้งหลายว่า เราจักลิ้มรสนี้.

บทว่า อนญฺญโปสี ความว่า เว้นจากคนมีสัทธิวิหาริก อันตนจะพึงเลี้ยงดูเป็นต้น. มีอธิบายว่า ยินดีแล้ว ด้วยเหตุสักว่าการสำรวมทางกาย.

อีกอย่างหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงว่า ในกาลก่อน เราเป็นผู้วุ่นวายในการกระทำความยินดีในรสทั้งหลายที่อุทยานแล้ว เป็นผู้เลี้ยงคนอื่นฉันใด เราไม่เป็นฉันนั้น. เป็นผู้วุ่นวายด้วยตัณหาใดแล้ว ทำความยินดีในรสทั้งหลาย ภิกษุละตัณหานั้น ไม่เลี้ยงคนอื่น เพราะอัตภาพอื่นอันมีตัณหาเป็นมูลไม่เกิดต่อไป.

อีกอย่างหนึ่ง กิเลส เรียกว่า อญฺโญ (อื่น) เพราะอรรถว่าหักรานประโยชน์. ในข้อนี้มีอธิบายอย่างนี้ว่า ภิกษุชื่อว่า ไม่เลี้ยงคนอื่น เพราะไม่เลี้ยงกิเลสเหล่านั้น.

บทว่า สปทานจารี ความว่า มีปกติเที่ยวไปด้วยการไม่ข้ามลำดับ คือมีปกติเที่ยวไปตามลำดับ ไม่ละลำดับแห่งเรือน เข้าไปสู่ตระกูลของคนมั่งคั่งและตระกูลของคนยากจน เพื่อบิณฑบาตเนืองๆ.

บทว่า กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต ความว่า ผู้มีจิตไม่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจแห่งกิเลส ในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ในบรรดาตระกูลทั้งหลายมีตระกูลกษัตริย์เป็นต้น เป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ ดุจพระจันทร์.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. รสเคธคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๒

คาถาว่า ปหาย ปญฺจาวรณานิ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งในพระนครพาราณสีทรงได้ปฐมฌาน.

ท้าวเธอทรงสละราชสมบัติ เพื่อทรงตามรักษาฌาน ทรงผนวชแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่ ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ เพื่อจะทรงแสดงสัมปทาแห่งการปฏิบัติของพระองค์ จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส

อุปกฺกิเลส พฺยปนุชฺช สพฺเพ

อนิสฺสิโต เฉตฺวา สิเนหโทสํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลละธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต ๕ อย่าง

บรรเทาอุปกิเลสทั้งปวงแล้ว ผู้อันทิฏฐิไม่

อาศัย ตัดโทษคือความเยื่อใยได้แล้ว พึง

เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อาวรณานิ ได้แก่ นิวรณ์ทั้งหลายนั้นแล.

นิวรณ์เหล่านั้นโดยอรรถได้กล่าวแล้วในอุรคสูตร.

ก็นิวรณ์เหล่านั้น เพราะกั้นจิต ดุจหมอกเป็นต้นปิดบังดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต ละนิวรณ์เหล่านั้นด้วยอุปจารหรือด้วยอัปปนา.

บทว่า อุปกฺกิเลส ได้แก่ อกุศลธรรมทั้งหลายซึ่งเข้ามาเบียดเบียนจิต หรือธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น ที่กล่าวแล้วในสูตรทั้งหลายมีวัตโถปมสูตรเป็นต้น.

บทว่า พฺยปนุชฺช ความว่า บรรเทาแล้ว คือให้พินาศแล้ว. อธิบายว่า ละแล้วด้วยวิปัสสนามรรค.

บทว่า สพฺเพ ได้แก่ ที่เหลือลง.

บุคคลถึงพร้อมด้วยสมถะและวิปัสสนาอย่างนี้ ชื่อว่าผู้อันทิฏฐิไม่อาศัย เพราะความที่ทิฏฐินิสสัยอันท่านละแล้วด้วยปฐมมรรค ตัดโทษคือความเยื่อใยอันติดตามไตรธาตุได้แล้วด้วยมรรคที่เหลือทั้งหลาย.

มีอธิบายว่า ตัดตัณหาราคะได้แล้ว ก็ความเยื่อใยนั่นแลเรียกว่าโทษ คือความเยื่อใย.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. อาวรณคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๓

คาถาว่า วิปิฏฺฐิกตฺวาน ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งในกรุงพาราณสี ทรงได้จตุตถฌาน. ท้าวเธอทรงสละราชสมบัติเพื่อทรงตามรักษาฌาน ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ ทรงทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ.

เมื่อจะทรงแสดงสัมปทาแห่งการปฏิบัติของพระองค์ จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

วิปิฏฺฐิกตฺวาน สุขํ ทุกฺขญฺจ

ปุพฺเพว จ โสมนสฺสโทมนสฺสํ

ลทฺธานุเปกฺขํ สมถํ วิสุทฺธํ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลละสุข ทุกข์ โสมนัสและโทมนัส

ในก่อนได้ ได้อุเบกขา และสมถะอัน

บริสุทธิ์แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือน

นอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิปิฏฺฐิกตฺวาน ความว่า ทำไว้ข้างหลัง คือทิ้งแล้ว สละแล้ว.

บทว่า สุขํ ทุกฺขญฺจ ได้แก่ ความสำราญทางกายและความไม่สำราญทางกาย.

บทว่า โสมนสฺสโทมนสฺสํ ได้แก่ ความสำราญทางใจและความไม่สำราญทางใจ.

บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน.

บทว่า สมถํ ได้แก่ สมถะในจตุตถฌานนั่นเทียว.

บทว่า วิสุทฺธํ ความว่า ชื่อว่าอันบริสุทธิ์แล้ว เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย กล่าวคือนิวรณ์ ๕ วิตก วิจาร ปิติและสุข. อธิบายว่า ปราศจากอุปกิเลสแล้ว ดุจทองคำที่ไล้ดีแล้ว.

ก็โยชนามีดังนี้

ละสุขและทุกข์ อธิบายว่า ทุกข์ในอุปจารภูมิแห่งปฐมฌานนั่นเทียว สุขในอุปจารภูมิแห่งตติยฌาน.

มีอธิการว่า ละโสมนัสและโทมนัสในก่อนได้ เพราะนำ จ อักษรที่กล่าวไว้ข้างต้นไปไว้ข้างหน้าอีก ด้วย จ อักษรนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงว่า ละโสมนัสในอุปจารแห่งจตุตถฌาน และโทมนัสในอุปจารแห่งทุติยฌานนั่นเอง.

จริงอยู่ อุปจารแห่งจตุตถฌานและอุปจารแห่งทุติยฌานเหล่านั้น เป็นฐานะในการละโสมนัสและโทมนัสเหล่านั้นโดยทางอ้อม. แต่โดยทางตรง ปฐมฌานเป็นฐานะในการละทุกข์ ทุติยฌานเป็นฐานะในการละโทมนัส ตติยฌานเป็นฐานะในการละสุข จตุตถฌานเป็นฐานะในการละโสมนัส.

เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ภิกษุเข้าปฐมฌานอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดแล้วในปฐมฌานนั้น ย่อมดับไม่มีส่วนเหลือ ดังนี้เป็นต้น.

____________________________

สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๙๕๗

ข้อความนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในอรรถกถาธรรมสังคหะ ชื่ออัฏฐสาลินี. เพราะบุคคลละทุกข์โทมนัสและสุขในก่อนได้ คือในฌานทั้ง ๓ มีปฐมฌานเป็นต้น แล้วจึงละโสมนัสในจตุตถฌานนั้นเอง ได้อุเบกขาอันสงบบริสุทธิ์ ด้วยปฏิปทานี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียว.

บทที่เหลือในที่ทั้งปวงปรากฏชัดแล้วแล. วิปิฏฐิกัตวาคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๔

คาถาว่า อารทฺธวิริโย ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระเจ้าปัจจันตราชาพระองค์หนึ่ง (พระเจ้าขุททกราช) ทรงมีพลกายเป็นทหารประมาณหนึ่งพัน ทรงมีพระราชสมบัติน้อย แต่มีพระปัญญามาก.

ในวันหนึ่ง ท้าวเธอทรงพระราชดำริว่า เราเป็นผู้ขัดสนแม้ก็จริง แต่เรามีปัญญาอาจเพื่อจะยึดเอาชมพูทวีปทั้งสิ้นได้ดังนี้ แล้วก็ทรงส่งทูตแก่พระเจ้าสามันตรราชว่า ในภายในเจ็ดวัน จงให้ราชสมบัติแก่เรา หรือจงให้การรบ. ต่อจากนั้น พระองค์ทรงประชุมเหล่าอำมาตย์ของพระองค์แล้ว ตรัสว่า ข้าพเจ้ายังไม่ได้ปรึกษาพวกท่านเลย ได้ทำการผลุนผลันได้ส่งทูตอย่างนี้แก่พระราชาชื่อโน้น จะพึงทำอย่างไร?

อำมาตย์เหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อาจที่จะทรงเรียกทูตนั้นกลับหรือ?

ร. ไม่อาจ ทูตนั้นไปแล้ว

อ. ถ้าอย่างนั้น พวกข้าพระองค์ก็ถูกพระองค์ให้พินาศแล้ว เพราะเหตุนั้น การตายด้วยมือของคนอื่นเป็นทุกข์ เอาเถิด พวกข้าพระองค์จะฆ่ากันตาย จะฆ่าตัวตาย จะผูกคอตาย จะดื่มยาพิษตาย.

ในอำมาตย์เหล่านั้น อำมาตย์แต่ละคนได้พรรณนาถึงความตายอย่างนี้เท่านั้น แต่นั้น พระราชาตรัสว่าจะมีประโยชน์ด้วยอำมาตย์เหล่านี้ ดูก่อนพนาย ฉันมีทหารอยู่ดังนี้.

ขณะนั้น ทหารหนึ่งพันนั้นลุกขึ้นทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์เป็นทหาร. พระราชาทรงพระราชดำริว่า เราจักทดลองทหารเหล่านั้นดังนี้แล้ว ทรงให้เตรียมเชิงตะกอนไว้ ตรัสว่า ดูก่อนพนาย ฉันได้ทำการผลุนผลันชื่อนี้ พวกอำมาตย์คัดค้านการกระทำของฉันนั้น ฉันนั้นจะกระโดดเข้าสู่เชิงตะกอน ใครบ้างจะกระโดดเข้าพร้อมกับฉัน ใครยอมสละชีวิตเพื่อฉัน.

ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พวกทหาร ๕๐๐ คนพากันลุกขึ้นทูลว่า ข้าพระองค์จะกระโดดเข้าไป มหาราช.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะทหาร ๕๐๐ อีกพวกว่า ดูก่อนพ่อ บัดนี้พวกเธอจักทำอย่างไร? ทหาร ๕๐๐ เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช นี้ไม่ใช่การกระทำของลูกผู้ชาย นั่นเป็นการประพฤติของผู้หญิง ความจริง พระมหาราชทรงส่งทูตแก่อริราชแล้ว พวกข้าพระองค์จักรบกับพระราชานั้นจนสิ้นชีวิต.

แต่นั้น พระราชาตรัสว่า พวกท่านยอมสละชีวิตเพื่อเราดังนี้แล้ว ทรงตระเตรียมจตุรงคินีเสนา ทรงแวดล้อมด้วยทหารพันหนึ่งนั้น เสด็จไปประทับนั่ง ณ ชายแดนรัชสีมา.

ฝ่ายพระเจ้าปฏิราชนั้นทรงสดับประพฤติการณ์นั้นแล้ว ทรงดีพระทัยว่า เอ้อเฮอ! เจ้าขุททกราชแม้นั้นไม่พอแม้แก่ทาสของเราดังนี้แล้ว ทรงยกกองทัพทั้งหมดเสด็จออกเพื่อรบ.

พระเจ้าขุททกราชาทรงเห็นพระเจ้าปฏิราชนั้นผู้ยกทัพออกมาประเชิญหน้า จึงตรัสกะพลกายว่า ดูก่อนพ่อ พวกท่านไม่มากทั้งหมดจงรวมกันถือดาบและโล่ วิ่งไปตรงข้างหน้าพระราชานี้โดยเร็ว. ทหารเหล่านั้นได้กระทำตามพระดำรัส.

ขณะนั้น กองทัพนั้นแตกออกเป็น ๒ ฝ่ายเปิดช่องว่างให้ พวกทหารเหล่านั้นจึงได้จับพระราชานั้นทั้งเป็น พวกทหารเหล่าอื่นก็หลบหนีไป พระเจ้าขุททกราชทรงวิ่งไปข้างหน้า ด้วยพระดำริว่าจักฆ่าพระราชานั้น.

พระเจ้าปฏิราชทรงทูลขออภัยกะพระเจ้าขุททกราชนั้น.

ต่อแต่นั้น พระเจ้าขุททกราชทรงประทานอภัยแก่พระเจ้าปฏิราชนั้น ทรงให้พระเจ้าปฏิราชนั้นทำการสาบาน ทำให้เป็นพวกของพระองค์แล้ว ทรงเริ่มเพื่อจะจับพระราชาองค์อื่นทั้งเป็นอีก จึงเสด็จไปพร้อมกับพระเจ้าปฏิราชนั้น ประทับยืน ณ ชายแดนรัชสีมาของพระเจ้าปฏิราชนั้น ทรงส่งข่าวไปว่าจงให้ราชสมบัติแก่เรา หรือจงให้การรบ.

พระราชานั้นทรงพระราชดำริว่า เราไม่กล้ารบคนเดียวได้ จึงทรงมอบราชสมบัติ.

โดยอุบายนั่นแล พระราชาทั้งหลายรบอยู่ พระราชาเหล่านั้นก็จักทรงพ่ายแพ้. พระราชาเหล่านั้นจึงไม่ทรงรบ ยอมมอบราชสมบัติให้ พระเจ้าขุททกราชจึงทรงพาพระราชาทั้งหมด จับพระเจ้ากรุงพาราณสีในที่สุด. พระราชาพระองค์นั้นทรงมีพระราชา ๑๐๑ พระองค์แวดล้อม ทรงครอบครองราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น เสวยสิริราชสมบัติ.

ในกาลต่อมา พระองค์ทรงพระราชดำริว่า ในกาลก่อน เราเป็นผู้ขัดสน ได้เป็นใหญ่แห่งชมพูทวีปทั้งสิ้นด้วยญาณสมบัติของตน ญาณของเราใดประกอบด้วยโลกิยวิริยะ ญาณนั้นย่อมไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา ย่อมไม่เป็นไปเพื่อปราศจากราคะ ดีทีเดียว ถ้าเราพึงแสวงหาโลกุตรธรรมด้วยญาณนี้.

ลำดับนั้น จึงทรงพระราชทานราชสมบัติแก่พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงส่งพระราชบุตรและพระมเหสีกลับชนบทของตนเรียบร้อยแล้ว ทรงสมาทานบรรพชา ปรารภวิปัสสนา ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ.

เมื่อจะทรงแสดงวิริยสมบัติของพระองค์ จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

อารทฺธวิริโย ปรมตฺถปตฺติยา

อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺตี

ทฬฺหนิกฺขโม ถามพลูปปนฺโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลปรารภความเพียรเพื่อบรรลุปรมัตถประโยชน์

มีจิตไม่หดหู่ มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน มีความ

บากบั่นมั่นคง ถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังกายและกำลัง

ญาณ พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในคาถานั้น ชื่อว่าปรารภความเพียร เพราะอรรถว่าบุคคลนั้นปรารภความเพียรแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงความเพียรมีวิริยารัมภะเป็นต้นของตน ด้วยบทนี้.

นิพพานเรียกว่าปรมัตถะ เพื่อบรรลุปรมัตถประโยชน์ด้วยการบรรลุนิพพานนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงผลอันพึงบรรลุด้วยวิริยารัมภะ ด้วยบทนี้.

พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงความที่จิตและเจตสิกอันพลวิริยะสนับสนุนแล้ว เป็นธรรมชาติไม่หดหู่ ด้วยบทว่า อลีนจิตฺโต นี้. แสดงความไม่เฉื่อยชาแห่งกายในการยืนการนั่งและการจงกรมเป็นต้น ด้วยบทว่า อกุสีตวุตฺติ นี้. แสดงความเพียรที่ตั้งมั่น ซึ่งเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ จ นฺหารุ จ ด้วยบทว่า ทฬฺหนิกฺกโม นี้.

บุคคลตั้งความเพียรนั้นในกิจทั้งหลายมีการศึกษาตามลำดับเป็นต้น เรียกว่าย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะด้วยกาย.

อีกอย่างหนึ่ง แสดงความเพียรที่สัมปยุตด้วยมรรค ด้วยบทนี้.

จริงอยู่ ความเพียรนั้นชื่อว่า นิกขมะ เพราะเป็นความเพียรที่ได้แล้วด้วยการภาวนามั่นคง และเพราะเป็นความเพียรที่ออกจากธรรมที่เป็นปฏิปักษ์โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้บุคคลผู้สมังคีด้วยความเพียรนั้น จึงชื่อว่า ทัฬหนิกกมะ เพราะอรรถว่าบุคคลนั้นมีความบากบั่นมั่นคง.

____________________________

องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๕๑ ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๕๗

บทว่า ถามพลุปปนฺโน ความว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังกายและกำลังญาณ ในขณะแห่งมรรค.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังอันเป็นเรี่ยวแรง เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังเรี่ยวแรง.

มีอธิบายว่า ไม่ถึงพร้อมแล้วด้วยกำลังญาณ.

พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะแสดงการประกอบวิปัสสนาญาณ จึงยังความที่ความเพียรนั้นเป็นประธานให้สำเร็จโดยแยบคาย ด้วยบทนี้.

อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบบาทแม้ทั้งสามด้วยอำนาจแห่งความเพียรที่เป็นเบื้องต้น ท่ามกลางและที่อุกฤษฏ์.

บทที่เหลือมีนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. อารัทธวิริยคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๕

คาถาว่า ปฏิสลฺลานํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

คาถานี้มีอุบัติเช่นเดียวกับอาวรณคาถานั่นเทียว จึงไม่มีความแปลกกันอย่างใดเลย แต่พึงทราบวินิจฉัยในอัตถวัณณนา.

บทว่า ปฏิสลฺลานํ ได้แก่ การหมุนกลับจากสัตว์สังขารเหล่านั้นๆ แล้วหลีกเร้น. อธิบายว่า ความคบตนผู้เดียว ความเป็นผู้มีคนเดียว กายวิเวก.

จิตวิเวกเรียกว่า ฌาน เพราะแผดเผาธรรมที่เป็นข้าศึก และเพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์และลักษณะ. ในบทนั้น สมาบัติแปดเรียกว่า ฌาน เพราะแผดเผาธรรมอันเป็นข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น และเพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์.

ในคาถานี้ วิปัสสนา มรรคและผล ชื่อว่า ฌาน เพราะแผดเผาธรรมอันเป็นข้าศึกมีสัตตสัญญาเป็นต้น และเพราะเข้าไปเพ่งลักษณะนั่นเอง.

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌานเท่านั้น ไม่ละ คือไม่สละ ไม่ปล่อยซึ่งการหลีกเร้นและฌานนั่นด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ธมฺเมสุ ความว่า ในธรรมมีเบญจขันธ์เป็นต้น. ที่เข้าถึงวิปัสสนา.

บทว่า นิจฺจํ ได้แก่ เนืองนิตย์ สม่ำเสมอ บ่อยๆ.

บทว่า อนุธมฺมจารี ความว่า ประพฤติวิปัสสนาธรรมอันไปตาม เพราะปรารภธรรมเหล่านั้นเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่าธรรม. ธรรมอันอนุโลมแก่ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าอนุธรรม. คำว่า อนุธรรมนั่นเป็นชื่อของวิปัสสนา.

ในคาถานั้น เมื่อควรจะกล่าว ธมฺมานํ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็กล่าวว่า ธมฺเมสุ ด้วยการเปลี่ยนวิภัตติ เพื่อสะดวกแก่การผูกคาถา.

บทว่า อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ ความว่า บุคคลพิจารณาเห็นโทษมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้น ในภพทั้งสามด้วยวิปัสสนา กล่าวคือความเป็นผู้ประพฤติตามธรรมนั้น พึงทราบว่าบรรลุแล้วซึ่งกายวิเวกและจิตวิเวกนี้ ด้วยปฏิปทากล่าวคือวิปัสสนาอันถึงยอดอย่างนี้ พึงเที่ยวไปผู้เดียว. พึงทราบการประกอบดังนี้แล. ปฏิสัลลานคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๖

คาถาว่า ตณฺหกฺขยํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระเจ้ากรุงพาราณสีพระองค์หนึ่ง ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ สัตว์ทั้งหลายมีหัวใจหมุนไปแล้ว เพราะความงามแห่งพระวรกายของท้าวเธอ จึงไปข้างหน้าบ้าง ไปข้างหลังบ้าง ไปโดยข้างทั้งสองบ้าง ก็ยังกลับมาแหงนดูพระราชาพระองค์นั้นแล.

ก็ตามปกติแล้ว ชาวโลกไม่อิ่มในการดูพระพุทธเจ้า และในการดูพระจันทร์เพ็ญ สมุทรและพระราชา.

ในขณะนั้น แม้ภรรยาของกุฏุมพีคนหนึ่งขึ้นปราสาทชั้นบน เปิดหน้าต่างยืนแลดูอยู่ พระราชาพอทรงเห็นนางเท่านั้น ก็มีพระราชหฤทัยปฏิพัทธ์ จึงตรัสสั่งอำมาตย์ว่า ดูก่อนพนาย เจ้าจงรู้ก่อนว่าสตรีนี้มีสามีแล้วหรือยังไม่มีสามี.

อำมาตย์นั้นไปแล้วกลับมาทูลว่า มีสามีแล้ว พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระราชาทรงพระราชดำริว่า ก็สตรีนักฟ้อน ๒๐,๐๐๐ นางเหล่านี้ อภิรมย์เราคนเดียวเท่านั้น ดุจเหล่านางอัปสร บัดนี้ เรานั้นไม่ยินดีด้วยนางเหล่านั้น เกิดตัณหาในสตรีของบุรุษอื่น แม้ตัณหานั้นเกิดขึ้นก่อนก็จะฉุดไปสู่อบายเท่านั้นดังนี้แล้ว ทรงเห็นโทษของตัณหาแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เอาเถิด เราจะข่มตัณหานั้น. ทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ ก็ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว จึงตรัสอุทานคาถานี้ว่า

ตณฺหกฺขยํ ปฏฺฐยํ อปฺปมตฺโต

อเนลมูโค สุตฺวา สติมา

สงฺขาตธมฺโม นิตโต ปธานวา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลผู้ปรารถนาความสิ้นตัณหา พึงเป็นผู้

ไม่ประมาท ไม่เป็นคนบ้าคนใบ้ มีการสดับ

มีสติ มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว เป็นผู้เที่ยง

มีเพียร พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด

ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหกฺขยํ ได้แก่ พระนิพพาน หรือความไม่เป็นไปแห่งตัณหาที่มีโทษอันตนเห็นแล้วอย่างนี้นั่นเอง.

บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ ผู้มีปกติกระทำติดต่อ.

บทว่า อเนลมูโค ได้แก่ ไม่เป็นคนบ้าน้ำลาย.

อีกอย่างหนึ่ง คนไม่บ้าและคนไม่ใบ้ เป็นบัณฑิต. มีอธิบายว่า คนเฉลียวฉลาด.

สุตะอันให้ถึงหิตสุขของบุคคลนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นชื่อว่าสุตวา มีการสดับ. มีอธิบาย ผู้ถึงพร้อมด้วยอาคม.

บทว่า สติมา ได้แก่ ผู้ระลึกถึงกิจทั้งหลายที่ทำไว้นานเป็นต้นได้.

บทว่า สงฺขาตธมฺโม ได้แก่ มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว ด้วยการพิจารณาธรรม.

บทว่า นิยโต ได้แก่ ถึงความเที่ยงด้วยอริยมรรค.

บทว่า ปธานวา ได้แก่ ถึงพร้อมแล้วด้วยวิริยคือสัมมัปปธาน.

บาลีนั้น พึงประกอบสับเปลี่ยนลำดับว่า

บุคคลผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยธรรมทั้งหลาย มีความไม่ประมาทเป็นต้นเหล่านั้น มีเพียรด้วยความเพียรอันให้ถึงความเที่ยง เป็นผู้เที่ยงโดยถึงความเที่ยง ด้วยความเพียรนั้น แต่นั้นมีธรรมอันกำหนดรู้แล้วด้วยการบรรลุพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.

ก็พระอรหันต์ เรียกว่าผู้มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว เพราะไม่มีธรรมที่จะพึงกำหนดรู้อีก เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้มีธรรมอันตนกำหนดแล้วแล และพระเสขะและปุถุชนเหล่าใด มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๙๘-๙๙

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ตัณหักขยคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๗

คาถาว่า สีโห ว ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระเจ้ากรุงพาราณสีพระองค์หนึ่ง มีพระราชอุทยานอยู่ในที่ไกล พระองค์ต้องเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน เสด็จลงจากพระยานในระหว่างมรรคา ด้วยพระราชดำริว่า เราไปสู่ท่าน้ำแล้วจักล้างหน้า.

ก็ในประเทศนั้น นางราชสีห์ตกลูกราชสีห์แล้วไปหากิน.

ราชบุรุษเห็นลูกราชสีห์นั้นแล้ว ทูลว่า ลูกราชสีห์ พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงพระราชดำริว่า ได้ยินว่า ราชสีห์ไม่กลัวใคร จึงตรัสสั่งให้ตีวัตถุมีกลองเป็นต้น เพื่อทดลองลูกราชสีห์นั้น. ลูกราชสีห์ฟังเสียงนั้นก็นอนตามเดิม. พระราชาตรัสสั่งให้ตีวัตถุถึงสามครั้ง ในครั้งที่ ๓ ลูกราชสีห์ก็ชูศีรษะขึ้น แลดูบริษัททั้งหมดแล้วนอนเหมือนเดิม.

ขณะนั้น พระราชาตรัสว่า แม่ของลูกราชสีห์นั้นยังไม่กลับมาตราบใด พวกเราจะไปตราบนั้น เมื่อจะเสด็จไป ทรงพระราชดำริว่า ลูกราชสีห์แม้เกิดในวันนั้นก็ไม่สะดุ้ง ไม่กลัว ชื่อในกาลไหนหนอ เราพึงตัดความสะดุ้งเพราะตัณหาและทิฏฐิแล้ว ไม่พึงสะดุ้ง ไม่พึงกลัว.

พระองค์ทรงยึดอารมณ์นั้น เสด็จไปอยู่ ทรงเห็นลมพัดไม่ติดตาข่ายทั้งหลายที่พวกชาวประมงจับปลาแล้ว คลี่ตากไว้บนกิ่งไม้ทั้งหลาย ทรงยึดนิมิตแม้นั้นอีกว่า ชื่อในกาลไหนหนอ แม้เราพึงทำลายข่ายคือตัณหาทิฏฐิและข่ายคือโมหะ ไปไม่ติดขัดเช่นนั้น.

ต่อมา พระองค์เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน ประทับนั่งที่ฝั่งสระโบกขรณีที่มีแผ่นศิลา ทรงเห็นปทุมทั้งหลายที่ต้องลมแล้ว โอนเอนไปถูกน้ำ เมื่อปราศจากลม ก็ตั้งอยู่ตามที่เดิมอีก ไม่เปียกน้ำ จึงทรงถือนิมิตแม้นั้นว่า เมื่อไรหนอ แม้เราเกิดแล้วในโลก ไม่พึงติดในโลกดำรงอยู่ เหมือนปทุมเหล่านี้ เกิดในน้ำ ไม่เปียกน้ำดำรงอยู่ ฉะนั้น.

พระราชานั้นทรงพระราชดำริบ่อยๆ ว่า เราไม่พึงสะดุ้ง ไม่พึงติด ไม่พึงเปียก เหมือนราชสีห์ ลมและปทุม ฉะนั้น แล้วทรงสละราชสมบัติ ผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ก็ทรงทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต

วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน

ปทุมํ ว โตเยน อลิมฺปมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลไม่สะดุ้งในธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น

เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียง ไม่ข้องอยู่ใน

ธรรมมีขันธ์ และอายตนะเป็นต้น เหมือนลม

ไม่ข้องอยู่ในข่าย ไม่ติดอยู่ด้วยความยินดีและ

ความโลภ เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ

พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สีโห ได้แก่ สีหะ ๔ ประเภท คือ ติณสีหะ นรสีหะ กาฬสีหะ เกสรสีหะ. เกสรสีหะ ท่านกล่าวว่าเลิศกว่าสีหะ ๓ ประเภทนั้น

เกสรสีหะนั้นเทียว ท่านประสงค์เอาในคาถานี้.

บทว่า วาโต ได้แก่ ลมหลายชนิดด้วยอำนาจแห่งลมที่พัดมาทางทิศตะวันออกเป็นต้น.

บทว่า ปทุมํ ว ได้แก่ ปทุมหลายชนิดด้วยอำนาจแห่งปทุมแดงและปทุมขาวเป็นต้น.

ในลมและปทุมเหล่านั้น ลมอย่างใดอย่างหนึ่ง ปทุมอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควรทั้งนั้น.

ในคาถานั้น เพราะความสะดุ้งย่อมมีได้ เพราะความรักตน และความรักตน ก็คือความติดด้วยอำนาจตัณหา แม้ความติดด้วยอำนาจตัณหานั้นย่อมมีได้ เพราะความโลภที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิหรือที่ปราศจากทิฏฐิ. ก็ความโลภนั้นคือตัณหานั่นเอง.

ก็ในคาถานั้น ความข้องย่อมมีด้วยโมหะสำหรับบุคคลผู้เว้นจากการพิจารณา และโมหะก็คืออวิชชา ในการนั้น การละตัณหาย่อมมีได้ด้วยสมถะ การละอวิชชามีได้ด้วยวิปัสสนา เพราะฉะนั้น บุคคลละความรักตนด้วยสมถะแล้ว ไม่สะดุ้งในธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียงฉะนั้น ละโมหะด้วยวิปัสสนาปัญญาแล้ว ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่ายฉะนั้น ละโลภะและทิฏฐิที่สัมปยุตด้วยโลภนั่นเองด้วยสมถะนั้นแล ไม่ติดอยู่ด้วยความโลภ คือความยินดีในภพทั้งปวง เหมือนปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น.

ก็ในที่นี้ ศีลเป็นปทัฏฐานของสมถะ สมถะคือสมาธิ วิปัสสนาคือปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อธรรมทั้งสองนั้น สำเร็จอย่างนี้แล้ว ขันธ์ทั้ง ๓ ก็เป็นอันสำเร็จแล้ว.

ในขันธ์ ๓ อย่างนั้น บุคคลเป็นผู้กล้าหาญด้วยศีลขันธ์ เขาย่อมไม่สะดุ้ง เพราะความที่ตนประสงค์เพื่อจะโกรธในอาฆาตวัตถุทั้งหลาย เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียงฉะนั้น ผู้มีสภาพอันแทงตลอดแล้วด้วยปัญญาขันธ์ ย่อมไม่ข้องอยู่ในธรรมอันต่างด้วยขันธ์เป็นต้น เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่ายฉะนั้น ผู้มีราคะไปปราศแล้วด้วยสมาธิขันธ์ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยราคะ เหมือนปทุมไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น

บุคคลไม่สะดุ้ง ไม่ข้องอยู่ ไม่ติด ด้วยอำนาจแห่งการละอวิชชาตัณหา และอกุศลมูล ๓ ตามความเป็นจริง ด้วยสมถวิปัสสนา และด้วยศีลขันธ์ สมาธิขันธ์และปัญญาขันธ์ บัณฑิตพึงทราบด้วยประการฉะนี้.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อสันตสันตคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๘

คาถาว่า สีโห ยถา ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีพระองค์หนึ่งทรงทิ้งทางบ้านใหญ่และบ้านน้อย เพื่อทรงปราบปัจจันตชนบทที่กำเริบให้สงบ ทรงถือทางดงดิบซึ่งเป็นทางตรง เสด็จไปด้วยเสนาหมู่ใหญ่.

ก็โดยสมัยนั้น ราชสีห์กำลังนอนตากแดดอ่อนอยู่ที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ราชบุรุษเห็นราชสีห์นั้นแล้ว ทูลแด่พระราชา.

พระราชาทรงพระราชดำริว่าได้ยินว่าราชสีห์ไม่สะดุ้งด้วยเสียง จึงตรัสสั่งให้ทำเสียง ด้วยเสียงกลอง สังข์และบัณเฑาะว์เป็นต้น ราชสีห์ก็นอนอย่างนั้นเทียว ทรงให้ทำเสียงแม้ในครั้งที่สองก็นอนอย่างนั้น ทรงให้ทำเสียงแม้ครั้งที่สาม ราชสีห์จึงคิดว่าศัตรูของเรามีอยู่ ก็ลุกขึ้นยืนผงาดด้วยเท้าทั้งสี่ บันลือสีหนาท พลกายทั้งหลายมีควาญช้างเป็นต้น ได้ฟังเสียงบันลือนั้นเทียวก็ลงจากพาหนะมีช้างเป็นต้น วิ่งเข้าพงหญ้า หมู่ช้างและหมู่ม้าก็วิ่งเตลิดไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่.

แม้ช้างพระที่นั่งของพระราชาก็พาพระราชาบุกป่าทึบเป็นต้นหนีไป พระองค์เมื่อไม่สามารถเพื่อให้ช้างพระที่นั่งหยุดได้ จึงทรงเหนี่ยวโหนกิ่งไม้ตกลงพื้นดินแล้ว เสด็จไปโดยทางแคบที่เดินได้คนเดียว เสด็จถึงสถานเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงตรัสถามพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ ที่นั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าได้ฟังเสียงบ้างไหม?

ป. ได้ฟัง พระมหาบพิตร

ร. เสียงอะไร พระผู้เป็นเจ้า

ป. ทีแรก เสียงกลอง เสียงสังข์เป็นต้น ภายหลัง เสียงราชสีห์.

ร. พระผู้เป็นเจ้ากลัวไหม? ขอรับ

ป. ไม่กลัวเสียงอะไรเลย พระมหาบพิตร

ร. ก็พระผู้เป็นเจ้าอาจเพื่อกระทำข้าพเจ้ามิให้กลัวเช่นนี้ไหม?

ป. อาจ พระมหาบพิตร ถ้าพระองค์ทรงผนวช

ร. ข้าพเจ้าจะผนวช พระเจ้าข้า.

แต่นั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายให้พระราชาพระองค์นั้นทรงผนวชแล้ว ให้ทรงศึกษาอภิสมาจาริกวัตร โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั้นแล. พระราชาแม้พระองค์นั้นก็ทรงเจริญวิปัสสนา โดยนัยตามที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั่นเทียว ก็ทรงกระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห

ราชา มิคานํ อภิภุยฺยจารี

เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลพึงเสพเสนาสนะอันสงัด เป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว

เช่นกับนอแรด เหมือนราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลัง ข่มขี่

ครอบงำหมู่เนื้อเที่ยวไป ฉะนั้น ดังนี้

ในคาถานั้น ราชสีห์เป็นสัตว์มีความอดทน มีการฆ่าสัตว์และมีเชาว์เร็ว เกสรราชสีห์เท่านั้น ท่านประสงค์เอาในคาถานี้ พลังแห่งเขี้ยวของราชสีห์นั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น ราชสีห์นั้น จึงชื่อว่า ทาฐพลี มีเขี้ยวเป็นกำลัง.

สองบทว่า ปสยฺห อภิภุยฺย พึงประกอบพร้อมด้วย จารี ศัพท์ว่า ปสยฺหจารี อภิภุยฺยจารี.

ในสองศัพท์นั้น ราชสีห์ชื่อว่า ปสยฺยหจารี เพราะเที่ยวข่มขี่เบียดเบียน ข่มไว้จับยึดไว้.

ชื่อว่า อภิภุยฺยจารี เพราะเที่ยวครอบงำให้สะดุ้งทำไว้ในอำนาจ ราชสีห์นี้นั้นเที่ยวข่มขี่ด้วยกำลังกาย เที่ยวครอบงำด้วยเดช.

ในสองศัพท์นั้น ถ้าใครพึงกล่าวว่า ราชสีห์เที่ยวข่มขี่ครอบงำซึ่งอะไรดังนี้ไซร้ แต่นั้น พึงทำสัตตมีวจนะว่า มิคานํ ให้เป็นทุติยาวจนะ เปลี่ยนเป็น มิเค ปสยฺห อภิภุยฺยจารี แปลว่าเที่ยวข่มขี่ครอบงำ ซึ่งเนื้อทั้งหลาย.

บทว่า ปนฺตานิ ได้แก่ ที่ไกล.

บทว่า เสนาสนานิ ได้แก่ สถานที่อยู่อาศัย.

บทที่เหลืออาจเพื่อรู้ โดยนัยตามที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั่นแล เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้กล่าวไว้ให้พิสดาร ทาฐพลิคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๓๙

คาถาว่า เมตฺตํ อุเปกฺขํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งทรงได้เมตตาฌาน ท้าวเธอทรงพระราชดำริว่า ราชสมบัติกระทำอันตรายต่อความสุขในฌาน จึงทรงสละราชสมบัติเพื่อทรงรักษาฌานไว้ ทรงผนวชแล้ว ทรงเห็นแจ้งอยู่ได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ได้ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺตึ

อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล

สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลเสพอยู่ ซึ่งเมตตาวิมุตติ กรุณาวิมุตติ

มุทิตาวิมุตติ และอุเบกขาวิมุตติ ในกาลอัน

สมควรไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวง พึงเที่ยว

ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น ดังนี้.

ในคาถานั้น ความเป็นผู้ใคร่เพื่อนำเข้ามาซึ่งหิตสุข โดยนัยว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุขเถิด ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าเมตตา. ความเป็นผู้ใคร่เพื่อนำออกไปซึ่งอหิตทุกข์ โดยนัยว่า โอหนอ! ขอเราพึงพ้นจากทุกข์นี้ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่ากรุณา. ความเป็นผู้ใคร่เพื่อไม่ให้พลัดพรากจากหิตสุข โดยนัยว่า สัตว์ผู้เจริญทั้งหลายเพลิดเพลินหนอ เพลิดเพลินดีแท้ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่ามุทิตา. ความเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ทั้งหลายว่า จักปรากฏด้วยกรรมของตนดังนี้ ชื่อว่าอุเบกขา.

แต่ท่านกล่าวเมตตาแล้วกล่าวอุเบกขา แล้วกล่าวมุทิตาในภายหลัง โดยสับเปลี่ยนลำดับ ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การผูกคาถา.

บทว่า วิมุตฺตึ ความว่า ก็ธรรมแม้ ๔ เหล่านั้น ชื่อว่าวิมุตติ เพราะเป็นธรรมพ้นแล้วจากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหลายของตน.

เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า

บุคคลเสพอยู่ ซึ่งเมตตาวิมุตติ

กรุณาวิมุตติ มุทิตาวิมุตติ และอุเบกขา

วิมุตติ ในกาลอันสมควร.

ในคาถานั้น บทว่า อาเสวมาโน ความว่า อบรมอยู่ซึ่งธรรมทั้งสามด้วยอำนาจแห่งฌานหมวดสามและหมวดสี่ ซึ่งอุเบกขาด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน.

บทว่า กาเล ความว่า บุคคลเจริญเมตตาแล้ว ออกจากเมตตานั้นแล้วเสพกรุณา ออกจากกรุณานั้นแล้วเสพมุทิตา ออกจากมุทิตานั้น หรือจากฌานอันไม่มีปีตินอกนี้แล้วเสพอุเบกขา เรียกว่าเสพอยู่ในกาล. หรือเรียกว่าเสพอยู่ในกาลอันผาสุก เพื่อจะเสพ.

บทว่า สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน ความว่า ไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวงในทิศทั้งสิบ.

จริงอยู่ เพราะความที่ธรรมทั้งหลายมีเมตตาเป็นต้นอันตนเจริญแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็เป็นผู้ไม่น่าเกลียด และปฏิฆะอันก่อความโกรธในสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบระงับ. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงกล่าวว่าไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวงดังนี้.

ความสังเขปในคาถานี้มีเท่านี้. ส่วนเมตตาทิกถา ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาธรรมสังคหะ ชื่ออัฏฐสาลินี.

บทที่เหลือเป็นเช่นกับนัยก่อนนั่นแล. อัปปมัญญาคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๔๐

คาถาว่า ราคญฺจ โทสํ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อมาตังคะ องค์สุดท้ายของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่อาศัยพระนครราชคฤห์. ในกาลนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ของพวกเราอุบัติแล้ว เทวดาทั้งหลายพากันมา เพื่อประโยชน์ในการบูชาพระโพธิสัตว์ เห็นมาตังคปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้วกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์! ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย! พระพุทธเจ้าอุบัติแล้วในโลก.

พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นออกจากนิโรธ ได้ฟังเสียงนั้นแล้วเห็นความสิ้นไปแห่งชีวิตของตนเทียว จึงเหาะไปที่ภูเขาชื่อว่ามหาปปาต ในหิมวันตประเทศซึ่งเป็นที่ปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ใส่โครงกระดูกของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานแล้วในกาลก่อนลงในเหว นั่งที่พื้นศิลา ได้กล่าวคาถานี้ว่า

ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ

สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ

อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

บุคคลละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว

ทำลายสังโยชน์ทั้งหลายแล้ว ไม่สะดุ้ง

ในเวลาสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในคาถานั้น ราคะ โทสะ และโมหะ ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในอุรคสูตร.

บทว่า สํโยชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐. ทำลายสังโยชน์เหล่านั้นแล้วด้วยมรรคนั้นๆ.

บทว่า อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ ความว่า การจุติ คือการแตกดับแห่งจิต เรียกว่าความสิ้นชีวิต. ชื่อว่าไม่สะดุ้ง เพราะละความใคร่ในการสิ้นชีวิตนั้นแล้ว.

พระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้านั้นแสดงอุปาทิเสสนิพพานธาตุแก่ตน แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในเวลาจบคาถาด้วยประการฉะนี้แล. ชีวิตสังขยคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

คาถาที่ ๔๑

คาถาว่า ภชนฺติ ดังนี้ มีอุบัติอย่างไร?

ได้ยินว่า พระราชาพระองค์หนึ่งในพระนครพาราณสี ทรงครอบครองราชสมบัติกว้างขวาง มีประการที่กล่าวแล้วในคาถาต้นนั้นแล ท้าวเธอทรงพระประชวรหนัก ทุกขเวทนาเป็นไปอยู่ สตรี ๒๐,๐๐๐ นางต่างก็ทำการนวดพระหัตถ์และพระบาทเป็นต้น.

อำมาตย์ทั้งหลายคิดว่า บัดนี้ พระราชาพระองค์นี้จักไม่รอดชีวิต เอาเถิด พวกเราจักแสวงหาที่พึ่งแห่งตนดังนี้ แล้วไปสู่พระราชสำนักของพระราชาพระองค์อื่น ก็ทูลขอการบำรุง. อำมาตย์เหล่านั้นบำรุงอยู่ในพระราชสำนักนั้นนั่นแล ก็ไม่ได้อะไรเลย.

ฝ่ายพระราชาทรงหายพระประชวรแล้ว ตรัสถามว่า อำมาตย์ชื่อนี้และชื่อนี้ ไปไหน? แต่นั้น ทรงสดับประพฤติการณ์นั้นแล้วสั่นพระเศียร ทรงนิ่งแล้ว.

อำมาตย์แม้เหล่านั้นสดับว่า พระราชาหายประชวรแล้ว เมื่อไม่ได้อะไรๆ ในพระราชสำนักของพระราชาพระองค์อื่นนั้น ประสบความเสื่อมอย่างยิ่ง จึงกลับมาอีก ถวายบังคมพระราชาแล้ว ยืนอยู่ในที่สุดส่วนหนึ่ง. อำมาตย์เหล่านั้นถูกพระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อ พวกท่านไปไหนมา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมมติเทพ พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงทุรพลภาพแล้ว จึงไปสู่ชนบทชื่อโน้น เพราะกลัวต่อการเลี้ยงชีวิต พระราชาทรงสั่นพระเศียรแล้ว ทรงพระราชดำริว่า เอาเถอะ เราพึงทดลองอำมาตย์เหล่านี้ว่าจะพึงทำอย่างนี้แม้อีกหรือไม่.

พระราชาพระองค์นั้นทรงแสดงพระองค์ประสบเวทนาหนัก ดุจถูกพระโรคให้ทรงพระประชวรในกาลก่อนกำเริบ ทรงกระทำความห่วงใยในการประชวร สตรีทั้งหลายก็แวดล้อมทำกิจทุกอย่างเช่นก่อนนั้นแล. อำมาตย์แม้เหล่านั้นก็พาชนนั้นมากกว่าเดิม หลีกไปอย่างนั้นอีก.

พระราชาทรงกระทำเช่นกับที่กล่าวแล้วทั้งหมดถึงครั้งที่ ๓ อย่างนี้ แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็หลีกไปเหมือนเดิม.

แต่นั้น พระราชาทรงเห็นอำมาตย์เหล่านั้นมาแล้วแม้ในครั้งที่ ๔ ทรงเบื่อหน่ายว่า โอ! อำมาตย์เหล่านี้ทิ้งเราผู้ป่วยไม่เยื่อใยหนีไป กระทำชั่วหนอ ดังนี้แล้ว ทรงสละราชสมบัติ ทรงผนวชเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิญาณแล้ว ตรัสอุทานคาถานี้ว่า

ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา

นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา

อตฺตฏฺฐปญฺญา อสุจี มนุสฺสา

เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

มนุษย์ทั้งหลายผู้ไม่สะอาด มีปัญญามุ่งประโยชน์ตน

ผู้ไม่มีเหตุย่อมคบหาสมาคมมิตรผู้หาได้ยากในทุก

วันนี้ เพราะมีเหตุเป็นประโยชน์ บุคคลพึงเที่ยวไปผู้

เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ภชนฺติ ความว่า แอบเข้าไปนั่งใกล้ด้วยร่างกาย.

บทว่า เสวนฺติ ความว่า ย่อมบำเรอด้วยอัญชลีกรรมเป็นต้นและด้วยความเป็นผู้รับใช้. เหตุเป็นประโยชน์ของมนุษย์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น มนุษย์เหล่านั้นจึงมีเหตุเป็นประโยชน์.

อธิบายว่า เหตุอื่นในการคบและการเสพไม่มี. เหตุของมนุษย์เหล่านั้นอย่างนี้ มีอธิบายว่า ย่อมเสพเพราะเหตุแห่งตน.

บทว่า นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา ความว่า ชื่อว่าผู้ไม่มีเหตุ เพราะเหตุแห่งการได้ประโยชน์อย่างนี้ว่าพวกเราจักได้ประโยชน์บางอย่างจากคนนี้ มาเป็นมิตรผู้ประกอบพร้อมด้วยความเป็นมิตรอันประเสริฐที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า

มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑

มิตรบอกประโยชน์ ๑ มิตรอนุเคราะห์ ๑.

ดังนี้อย่างเดียว ซึ่งหาได้ยากในทุกวันนี้.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๙๖ สิงฺคาลกสุตฺต

ปัญญาของมนุษย์เหล่านั้นตั้งอยู่แล้วในตน มนุษย์เหล่านั้นเห็นแก่ตนเท่านั้น ไม่เห็นแก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้น มนุษย์เหล่านั้นจึงชื่อว่ามีปัญญามุ่งประโยชน์ตน.

ได้ยินว่า ศัพท์ อตฺตตฺถปญฺญา แม้นี้เป็นบาลีเก่า.

มีอธิบายว่า ปัญญาของมนุษย์เหล่านั้นย่อมเพ่งถึงประโยชน์ทั้งหลายที่เห็นในปัจจุบันเท่านั้น ย่อมไม่เพ่งถึงประโยชน์ในอนาคต.

____________________________

ยุ. ทิฏฺฐฏฺฐปญฺญา.

บทว่า อสุจี ความว่า ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอันไม่สะอาดคืออันไม่ประเสริฐ.

บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั่นแล. การณัตถคาถาวัณณนา จบบริบูรณ์

วรรคที่ ๔ ประกอบด้วยคาถา ๑๑ คาถาจบ

ขัคควิสาณสูตรนั้น มีคาถาจำนวน ๔๑ คาถา ผู้ศึกษาพึงประกอบตามสมควรในคาถาทั้งปวง โดยนัยแห่งโยชนาที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในคาถาบางแห่งนั่นแล แล้วพึงทราบทั้งโดยอนุสนธิทั้งโดยอรรถดังพรรณนามาฉะนี้ แต่เราไม่ได้ประกอบในคาถาทั้งปวง เพราะเกรงว่าจะพิสดารเกินไป ดังนี้แล. จบอรรถกถาขัคควิสาณสูตร แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย

ชื่อปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ขัคควิสาณสูตร