This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation44 lines1 editions

อรรถกถาจักขุปาลเถรคาถา

คาถาของท่านพระจักขุปาลเถระ เริ่มต้นว่า อนฺโธหํ หตเนตฺ โตมฺหิ.

เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?

แม้พระเถระนั้นก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนกำลังทำการฉลองพระสถูปอยู่ ถือเอาดอกไม้ไปบูชาพระสถูปแล้ว.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้ว ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของกุฏุมพีชื่อว่ามหาสุวัณณะ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าปาละ.

ในเวลาที่เขาเที่ยววิ่งเล่นไปมาได้ มารดาก็คลอดบุตรอีกคนหนึ่ง. มารดาบิดาตั้งชื่อบุตรคนใหม่ว่า จุลปาละ เรียกบุตรคนก่อนว่า มหาปาละ.

ครั้นบุตรทั้งสองเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็ผูกพันไว้ด้วยเครื่องผูกคือเรือน

ในสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในพระวิหาร ชื่อว่าเชตวัน ณ กรุงสาวัตถี. ในพี่น้องสองคนนั้น มหาปาลกุฏุมพีผู้พี่ไปสู่วิหารพร้อมกับอุบาสกทั้งหลายผู้ไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธาจิตแล้ว มอบทรัพย์สมบัติให้เป็นภาระของน้องชายคนเล็กแต่ผู้เดียว ตนเองบรรพชาได้อุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักของอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ตลอด ๕ พรรษา

ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว เรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา ได้ภิกษุผู้เป็นสหายประมาณ ๖๐ รูปแสวงหาที่อยู่อันเหมาะแก่การเจริญภาวนา พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น อาศัยปัจจันตคาม (บ้านชายแดน) แห่งหนึ่ง อยู่ในบรรณศาลาราวป่าที่เหล่าอุบาสกผู้มีปกติอยู่ในบ้านสร้างถวาย บำเพ็ญสมณธรรม.

โรคตาเกิดแก่ท่านแล้ว หมอก็จัดยาถวาย ท่านไม่ปฏิบัติตามวิธีที่หมอสั่ง ด้วยเหตุนั้น โรคของท่านจึงกำเริบ.

ท่านคิดว่า สำหรับเราการเข้าไประงับโรคคือกิเลสเท่านั้น ประเสริฐกว่าการบำบัดโรคตา ดังนี้แล้วไม่สนใจ (การเยียวยารักษา) โรคตา ได้เป็นผู้หมั่นประกอบขวนขวายเฉพาะในวิปัสสนาอย่างเดียวเท่านั้น.

เมื่อท่านขวนขวายการเจริญภาวนาอยู่ ตาทั้งสองก็แตกและกิเลสทั้งหลายก็ดับ ไม่ก่อนไม่หลังกัน (พร้อมกัน) ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสกแล้ว.

สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เป็นโลกนาถ สมควรรับเครื่องบูชา นิพพานแล้ว ได้มีการฉลองพระสถูปอย่างมโหฬาร เมื่อการฉลองพระสถูปแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ กำลังดำเนินไปอยู่ เรานำเอาดอกผักตบไปบูชาที่พระสถูป ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระสถูปด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูปด้วยดอกไม้.

และในกัปที่ ๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๕ พระองค์ทรงพระนามเหมือนกันว่าโสมเทวะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๑๔๗

ครั้งนั้น เมื่อพระเถระเข้าอยู่ในวิหารด้วยโรคตา พวกอุบาสกอุบาสิกาเห็นภิกษุทั้งหลายเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต จึงถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงไม่มา ทราบความนั้นแล้วเป็นผู้อันความเศร้าโศกครอบงำ นำบิณฑบาตไปถวาย พูด (ปลอบใจ) ว่าท่านขอรับ ขอท่านอย่าได้คิดอะไรเลย บัดนี้พวกกระผมนำบิณฑบาตมาถวายแล้ว จักปรนนิบัติท่านเอง ดังนี้แล้วก็กระทำตามนั้น.

ภิกษุทั้งหลาย (๖๐ รูป) ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระแล้ว บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก.

ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว กล่าวกะพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมจะไปพระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระศาสดา.

พระเถระกล่าวว่า เราเป็นคนทุพพลภาพ ไม่มีจักษุทั้งหนทางก็มีอันตราย เมื่อท่านทั้งหลายไปพร้อมกับเราจักมีอันตราย ท่านทั้งหลายจงล่วงหน้าไปเถิด ครั้นถึงแล้วจงถวายบังคมพระศาสดา และไหว้พระมหาเถระทั้งหลายแทนเราด้วย จงบอกเรื่องราวของเราแก่จูลปาลกุฏุมพี (ผู้เป็นน้องชาย) ให้ส่งคนมาให้.

ภิกษุเหล่านั้นวิงวอนซ้ำอีก ไม่ได้โอกาสที่จะนำพระเถระไปด้วย (พระเถระไม่ยอมไป) จึงรับคำพระเถระว่า ดีละขอรับ ต่างเก็บงำเสนาสนะแล้วบอกลาอุบาสก ไปสู่เชตวันมหาวิหารโดยลำดับ ถวายบังคมพระศาสดา และไหว้พระมหาเถระทั้งหลาย แทนพระเถระ (ตามคำสั่ง).

ในวันที่สองจึงเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี บอกข่าวนั้นแกจูฬปาลกุฏุมพี เมื่อเขาพูดว่า ท่านขอรับ หลานชายของผมคนนี้ชื่อว่าปาลิตะ ผมจักส่งหลานชายไป. จึงพูดว่า หนทางมีอันตราย ลำพังคฤหัสถ์คนเดียวไม่สามารถจะไปได้ เพราะฉะนั้น ควรให้เขาบรรพชาเสียก่อน แล้วยังนายปาลิตให้บรรพชาส่งไปแล้ว

ปาลิตสามเณรเดินทางไปยังสำนักของพระเถระโดยลำดับ แนะนำตนแก่พระเถระ แล้วพาพระเถระเดินทางมา ในระหว่างทางได้ฟังเสียงเพลงที่หญิงเก็บฟืนคนหนึ่งขับอยู่ ที่ราวป่าใกล้บ้านหลังหนึ่ง เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ (ในนาง) จึงปล่อยปลายไม้เท้า กล่าวว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงยืนรอสักครู่จนกว่าผมจะมา แล้วตรงไปยังสำนักของนาง แล้วถึงศีลวิบัติในที่นั้น.

พระเถระก็คิดว่า เราได้ยินเสียงหญิงขับเพลงในบัดนี้นี่เอง และสามเณรก็ช้าอยู่ ชะรอยสามเณรจักถึงศีลวิบัติเป็นแน่.

ฝ่ายสามเณรมาแล้วกล่าวว่า ท่านขอรับเราไปกันเถิด.

พระเถระถามว่า เธอเกิดเป็นคนลามกเสียแล้วหรือ?

สามเณรก็นิ่งเสีย แม้พระเถระจะถามบ่อยๆ ก็ไม่ตอบ. พระเถระจึงกล่าวว่า คนลามกอย่างเธอไม่มีหน้าที่ถือไม้เท้าของเรา เธอจงไปเสียเถิด ดังนี้ เมื่อสามเณรกล่าวว่า หนทางมีอันตรายมาก ทั้งท่านก็ตาบอด ท่านจักเดินไปอย่างไรได้.

เมื่อจะแสดงความนี้ว่า ดูก่อนคนพาล แม้เมื่อเรานอนตายอยู่ในที่นี้ก็ดี นอนดิ้นไปมาอยู่ก็ดี ขึ้นชื่อว่าการเดินทางไปกับคนเช่นเธอไม่มี ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาว่า

เราเป็นคนบอด มีนัยน์ตาอันโรคกำจัดแล้ว

เดินทางไกลอยู่ เรายอมนอนอยู่ ณ ที่นี้ จัก

ไม่ไปกับเพื่อนผู้ลามก ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺโธ ได้แก่ เป็นผู้มีตาพิการ.

บทว่า หตเนตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีจักษุพินาศแล้ว.

ด้วยบทว่า หตเนตฺโต นั้นย่อมส่งความให้พิเศษออกไปถึงความเป็นคนบอดตามที่กล่าวแล้วว่า เราเป็นคนบอด เพราะความเป็นผู้มีตาอันลมกำจัดแล้ว ด้วยสามารถแห่งประโยควิบัติ.

อีกอย่างหนึ่ง เพื่อจะแสดงว่า บทว่า อนฺโธ นี้ เป็นการแสดงความพิกลพิการของตาเนื้อ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เลื้ยงดูมารดาบิดาผู้ชรา ตาบอด ดังนี้ไม่ใช่แสดงถึงความวิกลพิการของปัญญาจักษุ ดังในประโยคมีอาทิว่า ปริพาชกทั้งหลายเหล่านี้แม้ทั้งปวง เป็นคนบอด เป็นผู้ไม่มีดวงตา (เห็นธรรม) และดุจในประโยคมีอาทิว่า เป็นคนบอด มีตาข้างเดียว มีตาสองข้าง ดังนี้

พระเถระจึงกล่าวบทว่า หตเนตฺโตสฺมิ ไว้ด้วย พระเถระแสดงถึงความเป็นคนบอดอย่างสูงยิ่ง (บอดสนิท) ด้วยบทว่า หตเนตฺโตสฺมิ นั้น.

บทว่า กนฺตารทฺธานปกฺขนฺโท ความว่า เข้าไปตามทางไกลในป่าใหญ่อันกันดาร. อธิบายว่า ไม่ใช่ดำเนินไปสู่ทางไกลคือสงสารอันรกชัฏไปด้วยกันดารมีชาติกันดารเป็นต้น เพราะว่า พระเถระนี้ก้าวล่วงทางไกลอันกันดารเช่นนั้นได้แล้ว ดำรงอยู่.

บทว่า สยมาโนปิ ความว่า แม้นอนอยู่ คือว่าเมื่อเท้าทั้งสองข้างไม่นำมา ถึงจะนอนเกลือกกลิ้งไปมาอยู่ที่พื้นดินด้วยอกและด้วยเข่าทั้งสอง ก็จะไปเอง.

บทว่า น สหาเยน ปาปเกน ประกอบความว่า จักไม่ไปกับคนลามกผู้เป็นสหายเช่นท่าน.

ปาลิตสามเณรฟังดังนั้นแล้วเกิดความสลดใจ คิดว่า กรรมอันมีโทษสาหัส หนักมากหนอ อันเรากระทำแล้วดังนี้ ประคองแขนทั้งสองร้องไห้คร่ำครวญ วิ่งเข้าชัฏป่าไปแล้ว.

ครั้งนั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ (ของท้าวสักกะ) แสดงอาการเร่าร้อนด้วยเดชแห่งศีลของพระเถระ ด้วยเหตุนั้น ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้นแล้วเสด็จไปยังสำนักของพระเถระ ให้พระเถระรู้จักพระองค์ดุจคนเดินทางไปกรุงสาวัตถี ถือปลายไม้เท้า ย่นหนทางแล้วนำพระเถระไปในพระนครสาวัตถี ในตอนเย็นวันนั้นเอง แล้วนิมนต์ให้พระเถระนั่งพักบนแผ่นกระดานในบรรณศาลาที่จูลปาลิตกุฏุมพีสร้างไว้ใกล้พระเชตวันนั้นแล้ว (บอก) ให้พระเถระรู้ความที่ตนมาแล้วโดยเพศแห่งสหาย (ผู้ร่วมทาง) ของท่านแล้วเสด็จหลีกไป.

แม้จูลปาลิตกุฏุมพีก็อุปัฏฐากพระเถระด้วยความเคารพจนตลอดชีวิตฉะนี้แล.

จบอรรถกถาจักขุปาลเถรคาถา -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร