This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๒๖

Other items in this volume

ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑. ปิฐวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๒. ปิฐวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๓. ปิฐวิมานที่ ๓ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๔. ปิฐวิมานที่ ๔ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๕. กุญชรวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๖. นาวาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๗. นาวาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๘. นาวาวิมานที่ ๓ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๙. ปทีปวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๐. ติลทักขิณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๕. อุตตราวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๖. สิริมาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๗. เปสการิยวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑. ทาสีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๒. ลขุมาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๓. อาจามทายิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๔. จัณฑาลิวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๕. ภัททิตถิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๖. โสณทินนาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๗. อุโบสถวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๘. สุนิททาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๙. สุทินนาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑๐. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑๑. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๑. อุฬารวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๒. อุจฉุวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๓. ปัลลังกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๔. ลตาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๕. คุตติลวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๖. ทัททัลลวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๗. เสสวดีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๘. มัลลิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๙. วิสาลักขิวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๑๐. ปาริฉัตตกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑. มัญชิฏฐกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๒. ปภัสสรวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๓. นาควิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๔. อโลมวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๕. กัญชกทายิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๖. วิหารวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๗. จตุริตถีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๘. อัมพวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๙. ปีตวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑๐. อุจฉุวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑๑. วันทนวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑๒. รัชชุมาลาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๒. เรวดีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๓. ฉัตตมาณวกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๔. กักกฏรสทายกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๕. ทวารปาลกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๖. กรณียวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๗. กรณียวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๘. สูจิวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๙. สูจิวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๐. นาควิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๑. นาควิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๒. นาควิมานที่ ๓ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๓. จูฬรถวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๔. มหารถวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๑. อาคาริยวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๒. อาคาริยวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๓. ผลทายกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๔. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๕. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๖. ภิกขาทายกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๗. ยวปาลกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๘. กุณฑลีวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๙. กุณฑลีวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๑๐. อุตตรวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๑. จิตตลดาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๒. นันทนวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๓. มณิถูณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๔. สุวรรณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๕. อัมพวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๖. โคปาลวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๗. กัณฐกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๘. อเนกวัณณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๑๐. เสริสสกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๑๑. สุนิกขิตตวิมานขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑. เขตตูปมาเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๒. สูกรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๓. ปูตีมุขเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๗. สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๘. โคณเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๙. มหาเปสการเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑๐. ขลาตยเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑๑. นาคเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑๒. อุรคเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑. สังสารโมจกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๓. มัตตาเปติวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๔. นันทาเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๕. มัฏฐกุณฑลิเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๖. กัณหเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๗. ธนปาลเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๙. อังกุรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๑. สุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๓. รถการีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๔. ภุสเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๕. กุมารเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๖. เสรินีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๘. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๒ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๒. เสริสสกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๓. นันทิกาเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๔. เรวดีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๕. อุจฉุเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๖. กุมารเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๗. ราชปุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๘. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๑ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๙. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๒ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๐. คณเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๑. ปาฏลีปุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๒. อัมพวนเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๔. โภคสังหรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในเอกกนิบาต วรรคที่ ๑ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๑. สุภูติเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๒. มหาโกฏฐิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๓. กังขาเรวตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๔. ปุณณมันตานีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๕. ทัพพเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๖. สีตวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๗. ภัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๘. วีรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๑๐. ปุณณมาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๑. จูฬวัจจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๒. มหาวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๓. วนวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๔. วนวัจฉสามเณรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๕. กุณฑธานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๖. เพลัฏฐสีสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๗. ทาสกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๘. สิงคาลปิตาเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๙. กุฬเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๑๐. อชิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๑. นิโครธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๒. จิตตกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๓. โคสาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๔. สุคันธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๕. นันทิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๖. อภัยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๗. โลมสกังคิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๘. ชัมพุคามิกปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๙. หาริตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๑๐. อุตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๑. คหุรตีริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๒. สุปปิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๓. โสปากเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๔. โปสิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๕. สามัญญกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๖. กุมาปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๗. กุมาปุตตเถรสหายกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๘. ควัมปติเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๙. ติสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๑๐. วัฑฒมานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑. สิริวัฑฒเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๒. ขทิรวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๓. สุมังคลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๔. สานุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๕. รมนียวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๖. สมิทธิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๗. อุชชยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๘. สัญชยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๙. รามเณยยกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑๐. วิมลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑. โคธิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๒. สุพาหุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๓. วัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๔. อุตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๕. อัญชนาวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๖. กุฏิวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๗. กุฏิวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๘. รมณียกุฏิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๙. โกสัลลวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑๐. สีวลีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๑. วัปปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๒. วัชชีปุตตกเถรถาคาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๓. ปักขเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๔. วิมลโกณฑัญญเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๕. อุกเขปกฏวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๖. เมฆิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๗. เอกธรรมสวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๘. เอกุทนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๙. ฉันนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๑๐. ปุณณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๑. วัจฉปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๒. อาตุมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๓. มาณวเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๔. สุยามนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๕. สุสารทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๖. ปิยัญชหเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๗. หัตถาโรหปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๘. เมณฑสิรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๙. รักขิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๑๐. อุคคเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๑. สมิติคุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๒. กัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๓. สีหเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๔. นีตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๕. สุนาคเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๖. นาคิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๗. ปวิฏฐเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๘. อัชชุนคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๙. เทวสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๑๐. สามิทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๑. ปริปุณณกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๒. วิชยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๓. เอรกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๔. เมตตชิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๕. จักขุปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๖. ขัณฑสุมนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๗. ติสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๘. อภัยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๙. อุตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๑๐. เทวสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๑. เพลัฏฐกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๒. เสตุจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๓. พันธุรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๔. ขิตกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๕. มลิตวัมภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๖. สุเหมันตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๗. ธรรมสังวรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๘. ธรรมสฏปิตุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๙. สังฆรักขิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๑๐. อุสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๑. เชนตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๒. วัจฉโคตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๓. วนวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๔. อธิมุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๕. มหานามเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๖. ปาราปริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๗. ยสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๘. กิมพิลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๙. วัชชีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๑๐. อิสิทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑. อุตตรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๓. วัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๔. คังคาตีริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๕. อชินเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๖. เมฬชินเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๗. ราธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๘. สุราธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๙. โคตมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑๐. วสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๑. มหาจุนทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๒. โชติทาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๓. เหรัญญิกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๔. โสมมิตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๕. สัพพมิตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๖. มหากาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๗. ติสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๘. กิมพิลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๙. นันทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๑๐. สิริมาเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๑. อุตตรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๒. ภัททชิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๓. โสภิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๔. วัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๕. วีตโสกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๖. ปุณณมาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๗. นันทกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๘. ภารตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๙. ภารทวาชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๑๐. กัณหทินนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑. มิคสิรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๒. สิวกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๓. อุปวาณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๔. อิสิทินนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๕. สัมพหุลกัจจานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๖. ขิตณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๗. โสณโปฏิริยปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๘. นิสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๙. อุสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑๐. กัปปฏกุรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑. กุมารกัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๒. ธรรมปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๓. พรหมาลิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๔. โมฆราชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๕. วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๖. จูฬกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๗. อนูปมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๘. วัชชิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๙. สันธิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑. อังคณิกภารทวาชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๒. ปัจจยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๓. พากุลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๔. ธนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๕. มาตังคปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๖. ขุชชโสภิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๗. วารณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๘. ปัสสิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๙. ยโสชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๐. สาฏิมัตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๑. อุบาลีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๒. อุตตรปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๓. อภิภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๔. โคตมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๕. หาริตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๖. วิมลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑. นาคสมาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๒. ภคุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๓. สภิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๔. นันทกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๕. ชัมพุกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๖. เสนกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๗. สัมภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๘. ราหุลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๙. จันทนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑๐. ธรรมิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑๑. สัปปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑๒. มุทิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑. ราชทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๒. สุภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๓. คิริมานันทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๔. สมุนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๕. วัฑฒเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๖. นทีกัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๗. คยากัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๘. วักกลิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๙. วิชิตเสนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๐. ยสทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๑. โสณกุฏิกัณณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๒. โกสิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑. อุรุเวลกัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๒. เตกิจฉกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๓. มหานาคเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๔. กุลลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๖. สัปปทาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๗. กาติยานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๘. มิคชาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๙. เชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๐. สุมนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๒. พรหมทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๓. สิริมัณฑเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๔. สัพพกามเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๑. สุนทรสมุททเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๒. ลกุณฏกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๓. ภัททเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๔. โสปากเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๕. สรภังเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๑. มหากัจจายนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๒. สิริมิตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๓. มหาปันถกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา นวกนิบาต ๑. ภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๑. กาฬุทายีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๒. เอกวิหาริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๓. มหากัปปินเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๔. จูฬปันถกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๕. กัปปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๖. อุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๗. โคตมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. สังกิจจเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต ๑. สีลวเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต ๒. สุนีตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เตรสกนิบาต ๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จุททสกนิบาต ๑. เรวตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จุททสกนิบาต ๒. โคทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา โสฬสกนิบาต ๑. อัญญโกณฑัญญเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา โสฬสกนิบาต ๒. อุทายีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๒. ปาราสริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๓. เตลุกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๔. รัฏฐปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๖. เสลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๗. ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๘. องคุลิมาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๙. อนุรุทธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๑๐. ปาราสริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ๑. ปุสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ๒. สารีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ๓. อานันทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จัตตาฬีสนิบาต ๑. มหากัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญญาสนิบาต ๑. ตาลปุฏเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. วังคีสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑. เถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๒. มุตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๓. ปุณณาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๔. ดิสสาเถรีขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๕. อัญญตราดิสสาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๖. ธีราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๗. อัญญตราธีราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๘. มิตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๙. ภัทราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๐. อุปสมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๑. มุตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๒. ธรรมทินนาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๓. วิสาขาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๔. สุมนาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๕. อุตตราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๖. สุมนวุฐฒปัพพชิตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๗. ธรรมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๘. สังฆาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๑. นันทาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๒. ชันตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๓. อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๕. จิตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๖. เมตติกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๗. มิตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๘. อภยมาตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๙. อภยเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๑๐. สามาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๑. อัญญตรสามาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๒. อุตตมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๓. อัญญตราอุตตมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๔. ทันถิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๕. อุพพิริเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๖. สุกกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๗. เสลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๘. โสมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา จตุกกนิบาต ๑. ภัททกาปิลานีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๒. วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๓. สีหาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๔. นันทาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๕. นันทุตตราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๖. มิตตกาลีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๗. สกุลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๘. โสณาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑๒. จันทาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๒. วาสิฏฐีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๓. เขมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๔. สุชาตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๕. อโนปมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๖. มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๗. คุตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๘. วิชยาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา สัตตกนิบาต ๑. อุตตราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา สัตตกนิบาต ๒. จาลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา สัตตกนิบาต ๓. อุปจาลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา อัฏฐกนิบาต ๑. สีสุปจาลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา นวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. กีสาโคตมีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทวาทสกนิบาต ๑. อุบลวัณณาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา โสฬสกนิบาต ๑. ปุณณิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๑. อัมพปาลีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๒. โรหิณีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๓. จาปาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๔. สุนทรีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติงสนิบาต ๑. สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต ๑. อิสิทาสีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา มหานิบาต ๑. สุเมธาเถรีคาถา

Scripture

ขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๑. อุบาลีเถรคาถา

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation101 lines1 editions

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

อรรถกถาอุบาลีเถรคาถา

คาถาของท่านพระอุบาลีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สทฺธาย อภินิกฺขมฺม.

มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร?

แม้ท่านพระอุบาลีเถระนี้ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในนครหงสาวดี วันหนึ่งฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย ทำกรรมคือบุญญาธิการแล้วได้ปรารถนาฐานันดรนั้น.

ท่านบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในเรือนของช่างกัลบก มารดาและบิดาได้ขนานนามของท่านว่าอุบาลี.

ท่านเจริญวัยแล้ว เป็นที่เลื่อมใสของกษัตริย์ทั้ง ๖ มีท่านอนุรุทธะเป็นต้น เมื่อพระตถาคตเจ้าประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ได้ออกบวชพร้อมกับกษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ที่ออกไปเพื่อต้องการบวช. วิธีบวชของท่านมีมาแล้วในพระบาลี.

ท่านครั้นบรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้รับเอากรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์อยู่ป่าเถิด.

พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ป่า ธุระอย่างเดียวเท่านั้นจักเจริญ แต่เมื่อปฏิบัติอยู่ในสำนักของเราทั้งหลาย ทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ จักบริบูรณ์. พระเถระรับพระพุทธดำรัสแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ไม่นานเลย ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า

ในหงสาวดีนคร พราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สะสมทรัพย์ไว้ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ เป็นนักศึกษา ทรงจำมนต์ไว้ได้ ถึงฝั่งแห่งไตรเพท จบลักษณะอิติหาสและบารมีในธรรมของตน สาวกของพระโคตมพุทธเจ้า เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องเว้นมีสิกขาอย่างเดียวกัน เป็นทั้งผู้จาริก เป็นทั้งดาบสท่องเที่ยวไปตามพื้นดินในครั้งนั้น. ท่านเหล่านั้นห้อมล้อมข้าพเจ้า ชนจำนวนมากบูชาข้าพเจ้า ด้วยสำคัญว่าเป็นพราหมณ์ผู้เปรื่องปราชญ์ แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาอะไร.

ในกาลครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีมานะ กระด้าง ไม่เห็นผู้ที่ควรบูชา

คำว่า พุทฺโธ ไม่มีตลอดเวลาที่พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น. วันคืนล่วงไปๆ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงมีจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงขจัดความมืดทั้งมวลออกไป. เมื่อศาสนาแผ่ออกไปในหมู่กษัตริย์และหนาแน่นขึ้น ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้ามายังนครหงสาวดี.

พระองค์ผู้ทรงมีจักษุได้ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่พระบิดา เวลานั้นบริษัททั้งหลายโดยรอบประมาณ ๑ โยชน์. บรรดามนุษย์ทั้งหลาย ท่านผู้เขาสมมติแล้วในครั้งนั้น ได้แก่ดาบสชื่อสุนันทะ ได้ใช้ดอกไม้บัง (แสงแดด) ตลอดทั่วทั้งพุทธบริษัท ในครั้งนั้น. และเมื่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดทรงประกาศสัจจะทั้ง ๔ ที่ปะรำดอกไม้ บริษัทแสนโกฏิได้บรรลุธรรม. พระพุทธเจ้าทรงหลั่งฝนคือพระธรรม เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ครั้นถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงสรรเสริญสุนันทดาบส.

สุนันทดาบสนี้ เมื่อท่องเที่ยวไปมาในภพที่เป็นเทวโลกหรือมนุษยโลก จักเป็นผู้ประเสริฐกว่าสรรพสัตว์ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย. ในแสนกัปจักมีพระศาสดาในโลกผู้ทรงสมภพจากราชตระกูลพระเจ้าโอกกากราช พระนามว่าโคดม โดยพระโคตร. พระองค์จักทรงมีพุทธชิโนรส ผู้เป็นธรรมทายาทที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นพุทธสาวกโดยนามว่าปุณณมันตานีบุตร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงให้ชนทั้งหมดกระหยิ่มใจ ทรงแสดงพลญาณของพระองค์ จึงได้ทรงสรรเสริญสุนันทดาบส อย่างนี้ในครั้งนั้น. ชนทั้งหลายพากันประนมมือนมัสการสุนันทดาบส กระทำสักการะในพระพุทธเจ้า แล้วชำระคติของตนให้ผ่องใส.

ข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้ว ได้มีความดำริในเรื่องนั้นว่า แม้เราก็จักทำสักการะโดยวิธีที่จะเห็นพระโคตมพุทธเจ้า. ข้าพเจ้าครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงได้คิดถึงกิริยาของข้าพเจ้าว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะประพฤติกรรมในบุญเขตที่ยอดเยี่ยม. ก็ภิกษุผู้เป็นนักปาฐกรูปนี้ พูดได้ทุกอย่างในพระศาสนา ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในพระวินัย เราปรารถนาตำแหน่งนั้น. โภคะของเราไม่มีผู้นับได้ ไม่มีผู้ให้กระเทือนได้ เปรียบเหมือนสาคร เราจะสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้าด้วยโภคะนั้น.

ข้าพเจ้าได้ซื้อสวนชื่อว่าโสภณะ ด้านหน้าพระนครด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง สร้างสังฆารามถวาย. ข้าพเจ้าได้สร้างสังฆารามแต่งเรือนยอดปราสาท มณฑป ถ้ำ คูหาและที่จงกรมให้เรียบร้อย. ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนอบกาย โรงไฟ โรงเก็บน้ำและห้องอาบน้ำถวายแด่พระภิกษุสงฆ์. ข้าพเจ้าได้ถวายปัจจัยนี้ทุกอย่างคือ ตั่ง เตียง ภาชนะ เครื่องใช้สอยและยาประจำวัด. ข้าพเจ้าครั้นเริ่มตั้งอารักขาก็ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ขออะไรๆ อย่าได้เบียดเบียนท่านเลย ข้าพเจ้าได้สร้างที่อยู่อาศัยให้ท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่ไว้ในสังฆารามด้วยทรัพย์จำนวนแสน สร้างที่อยู่อาศัยนั้นอย่างไพบูลย์แล้ว ได้น้อมถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

ข้าพระองค์สร้างพระอารามสำเร็จแล้ว ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์จงทรงรับ ข้าพระองค์จักถวายพระอารามนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียร ผู้ทรงมีจักษุ ขอพระองค์ทรงรับพระวิหารนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นนายก ทรงทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว ทรงรับเครื่องบูชาทั้งหลาย ทรงรับพระอารามนั้น. ข้าพเจ้าได้ทราบการทรงรับของพระสรรเพชญ์ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ได้เตรียมโภชนะไว้ ได้ทูลให้ทรงทราบเวลาแห่งภัต.

เมื่อข้าพเจ้าทูลให้ทรงทราบเวลาแล้ว พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายก พร้อมด้วยพระขีณาสพพันหนึ่ง ได้เสด็จเข้าไปสู่อารามของข้าพเจ้า. ข้าพเจ้ารู้กาลเวลาที่พระองค์และพระขีณาสพทั้งหลายประทับนั่งแล้ว จึงได้ให้ท่านเหล่านั้นอิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.

ครั้นทราบกาลเวลาที่เสวยแล้ว จึงได้ทูลคำนี้ว่า

อารามชื่อว่าโสภณะ ข้าพระองค์ซื้อด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง สร้างด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระมุนีเจ้า ขอพระองค์จงทรงรับอารามนั้น. ด้วยการถวายอารามนี้ และด้วยเจตนาและประณิธาน ข้าพระองค์เมื่อเกิดในภพ ขอให้ได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนา.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นทรงรับสังฆารามที่สร้างเรียบร้อยแล้วได้ประทับนั่งที่ท่ามกลางสงฆ์ ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า

เขาผู้ใดได้มอบถวายสังฆารามที่สร้างเรียบร้อยแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราตถาคตจะกล่าวสรรเสริญเขาผู้นั้น ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเราผู้กล่าวอยู่.

จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถและพลเดินเท้า จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม. เครื่องดุริยางค์หกหมื่นและกลองทั้งหลายที่ตกแต่งไว้อย่างเหมาะสม จักประโคม ห้อมล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลของการถวายสังฆาราม. หญิงสาวแปดหมื่นหกพันนางแต่งตัวอย่างสวยสม นุ่งห่มพัสตราภรณ์ที่สวยงาม ประดับประดาด้วยแก้วมณี และแก้วกุณฑล มีขนตางอน หน้าตายิ้มแย้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวบางร่างน้อย ห้อมล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลของการถวายสังฆาราม.

ผู้นี้จักรื่นเริงใจอยู่ในเทวโลกเป็นเวลาสามหมื่นกัป จักเป็นท้าวสักกะเสวยเทวราชสมบัติถึงพันครั้ง จักได้เสวยสมบัติทั้งหมดที่ราชาแห่งทวยเทพจะพึงประสบ จักเป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่บกพร่อง เสวยเทวราชสมบัติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้นตั้งพันครั้ง เสวยราชสมบัติอันไพบูลย์ในแผ่นดินนับครั้งไม่ถ้วน.

ใน (อีก) แสนกัปจักมีพระศาสดาในโลกผู้ทรงสมภพในราชตระกูลโอกกากราช พระนามว่าโคตมะ โดยพระโคตร. พระองค์จักทรงมีพุทธชิโนรสผู้เป็นธรรมทายาทที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นพุทธสาวกโดยนามว่าอุบาลี. เธอจักบำเพ็ญบารมีในพระวินัย เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ดำรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระชินะ และเป็นผู้หาอาสวะมิได้.

พระสมณโคดมผู้ล้ำเลิศในหมู่ศากยะ ทรงรู้ยิ่งซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้แล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงแต่งตั้งเธอไว้ในเอตทัคคะ.

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสั่งสอนของพระองค์ โดยหมายเอาประโยชน์ใดที่นับไม่ถ้วน ประโยชน์นั้นคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว.

คนต้องราชทัณฑ์ถูกหลาวแทง เมื่อไม่ประสบความสบายเพราะหลาวก็ปรารถนาจะให้พ้นไปทีเดียวฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องอาชญาของภพ ถูกหลาวคือกรรมแทง ถูกเวทนาคือความหิวระหายรบกวน ไม่ประสบความสำราญในภพ ข้าพระองค์ถูกไฟ ๓ กองเผาลนจึงแสวงหาความรอดพ้น ดุจผู้ต้องราชทัณฑ์ฉะนั้น

ชายผู้กล้าหาญถูกยาเบื่อ เขาจะเสาะแสวงหายาขนานศักดิ์สิทธิ์ที่จะแก้ยาเบื่อรักษาชีวิตไว้ เมื่อแสวงหาก็จะพบยาขนานศักดิ์สิทธิ์ที่แก้ยาเบื่อได้ ครั้นดื่มยานั้นแล้วก็จะสบาย เพราะรอดพ้นไปจากพิษยาเบื่อฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นเหมือนนรชนผู้ถูกยาเบื่อ ถูกอวิชชาบีบคั้นแล้ว ต้องแสวงหายาขนานศักดิ์สิทธิ์คือพระสัทธรรม เมื่อแสวงหายาขนานศักดิ์สิทธิ์คือพระธรรม ก็ได้พบคำสั่งสอนของพระศากยมุนี คำสั่งสอนนั้นล้ำเลิศกว่าโอสถทุกอย่าง บรรเทาลูกศรทั้งมวลได้ ครั้นดื่มธรรมโอสถที่ถอนพิษทุกอย่างได้แล้ว ข้าพระองค์ก็สัมผัสพระนิพพานที่ไม่แก่ไม่ตาย มีภาวะเยือกเย็น

คนที่ถูกผีสิงเดือดร้อนเพราะเคราะห์คือผี ต้องเสาะแสวงหาหมอไล่ผี เพื่อให้รอดพ้นจากผี เมื่อแสวงหาก็พึงพบหมอผู้ฉลาดในทางภูตวิทยา หมอนั้นต้องขับภูตผีพร้อมทั้งมูลเหตุให้เขาเพื่อให้พินาศไปฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เดือดร้อนเพราะเคราะห์คือความมืด เสาะแสวงหาแสงสว่างคือญาณ เพื่อให้รอดพ้นจากความมืด จึงได้พบพระศากยมุนีผู้ทรงกำจัดความมืดคือกิเลสออกไปได้ พระองค์ได้ทรงกำจัดความมืดให้ข้าพระองค์ เหมือนหมอผีขับผีฉะนั้น

ข้าพระองค์ตัดทอนกระแสแห่งสงสารได้ขาด กั้นกระแสตัณหาไว้ได้ ถอนภพทั้งหมดขึ้นได้ เหมือนหมอผีขับผีออกไปโดยมูลเหตุฉะนั้น

นกครุฑโฉบเอางูไปเป็นอาหารของตน ยังสระใหญ่ร้อยโยชน์โดยรอบให้กระเพื่อม มันจับงูได้แล้วจะจิกให้ตายเอาหัวห้อยลงพาบินหนีไปตามที่นกต้องการฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็เช่นนั้นเหมือนกัน เป็นเสมือนนกครุฑที่มีกำลัง เมื่อแสวงหาอสังขตธรรม ข้าพระองค์คายโทสะออกไปแล้ว ได้เห็นสันติบทที่เป็นธรรมอันประเสริฐอย่างยอดเยี่ยม นำเอาพระธรรมนั้นไปพำนักอยู่ เหมือนนกครุฑนำเอางูไปพักอยู่ฉะนั้น.

เถาวัลลี ชื่ออาสาวดีเกิดในสวนจิตรลดา เถาวัลลีนั้น หนึ่งพันปีจึงจะออกผล ๑ ผล ทวยเทพจะพากันเฝ้าแหนผลของเถาอาสาวดีนั้น เมื่อมันมีผลระยะนานขนาดนั้น เถาวัลลีนั้นจึงเป็นที่รักของทวยเทพ เมื่อเป็นอย่างนี้ เถาอาสาวดีจึงเป็นเถาวัลลีชั้นยอด

ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์หมายใจไว้แสนกัป ขอบำรุงพระองค์ นมัสการทั้งเช้าทั้งเย็น เหมือนทวยเทพมุ่งหมายเถาอาสาวดีฉะนั้น การปรนนิบัติและการนมัสการของข้าพระองค์ ไม่เป็นหมันไม่เป็นโมฆะ ข้าพระองค์ผู้สงบแล้ว แม้มาแต่ไกลก็ไม่แคล้วคลาดขณะไปได้

ข้าพระองค์ค้นหาอยู่ก็ไม่พบปฏิสนธิในภพ ข้าพระองค์ปราศจากอุปธิ หลุดพ้นแล้ว สงบระงับแล้ว ท่องเที่ยวไปอยู่ อุปมาเสมือนว่า ดอกปทุมบานเพราะแสงพระอาทิตย์ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็เช่นนั้นเหมือนกัน เบิกบานแล้วเพราะพุทธรัศมี ในกำเนิดนกกระยางจะไม่มีตัวผู้ ทุกครั้งที่ฟ้าร้อง มันจะตั้งท้องทุกคราว ตั้งท้องอยู่นานจนกว่าฟ้าจะไม่ร้อง จะพ้นจากภาระ (ตกฟอง) ต่อเมื่อฝนตกฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ได้ตั้งครรภ์คือพระธรรม เพราะเสียงฟ้าคือพระธรรมที่ร้องเพราะเมฆคือพระธรรมของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทรงครรภ์คือบุญอยู่เป็นเวลาแสนกัป จะพ้นภาระ (คลอด) จนกว่าฟ้าคือพระธรรมจะหยุดร้อง

ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อใด พระองค์ (ผู้เสมือนฟ้า) ทรงร้องที่กรุงกบิลพัสดุ์บุรีรมย์ เมื่อนั้น ข้าพระองค์จึงจะพ้นจากภาระ เพราะฟ้าคือพระธรรม (หยุดร้อง) ข้าพระองค์ได้คลอดพระธรรมทั้งหมดเหล่านี้ คือ สุญญตะ (วิโมกข์) ๑ อนิมิตตะ (วิโมกข์) ๑ และอปฺณิหิตะ (วิโมกข์) ๑ (โลกุตระ) ผล ๔ อย่าง ๑.

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสั่งสอนของพระองค์ มุ่งหมายถึงประโยชน์อันใดที่นับประมาณไม่ถ้วน ประโยชน์นั้นคือสันติบท (พระนิพพาน) อันยอดเยี่ยม ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว

ข้าพระองค์ไม่มีผู้เสมอเหมือน ข้าพระองค์ประสบบารมีในพระวินัยแล้ว ทรงจำคำสอนไว้ได้ เหมือนภิกษุผู้แสวงหาคุณผู้เป็นนักพูดแม้ฉะนั้น

ข้าพระองค์ไม่มีความเคลือบแคลงในพระวินัยทั้ง ๕ คัมภีร์ คือทั้งขันธกะและที่แบ่งออกเป็น ๓ คัมภีร์ (จุลวรรค มหาวรรคและบริวารวรรค) หรือทั้งในอักขระ ทั้งในพยัญชนะ ในพระวินัยนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดทั้งในนิคคหกรรม ปฏิกรรม ฐานะและอฐานะ โอสารณกรรมและวุฏฐาปนกรรม ถึงบารมีในพระวินัยทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์ยกบทขึ้นมาตั้งแล้วไขความออกไปโดยกิจ ๒ อย่างแล้ววางไว้ในขันธกะ ในพระวินัย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดล้ำในนิรุตติศาสตร์ ฉลาดทั้งในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ไม่มีสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งในพระศาสนาของพระศาสดา

วันนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในรูป บรรเทาข้อกังขาทุกอย่าง ตัดความสงสัยทั้งสิ้นในพระศาสนาของพระสมณศากยบุตร ทั้งที่เป็นบท (ใหญ่) บทย่อย ทั้งที่เป็นอักขระเป็นพยัญชนะ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในทุกอย่างทั้งในเบื้องต้น ทั้งในเบื้องปลาย

พระราชาผู้ทรงมีกำลัง ทรงกำราบการรบกวนของผู้อื่น ทรงชนะสงครามแล้ว ทรงให้สร้างพระนครขึ้น ณ ที่นั้น ทรงให้สร้างกำแพงบ้าง คูบ้าง เสาเขื่อนบ้าง ซุ้มประตูบ้าง ป้อมบ้างนานาชนิดเป็นจำนวนมากไว้ในพระนครนั้น ทรงให้สร้างทางสี่แยก สนาม ตลาดจ่ายและสภาสำหรับวินิจฉัยสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ไว้ในพระนครนั้น

พระองค์ทรงตั้งเสนาและอำมาตย์ไว้เพื่อปราบหมู่อมิตร เพื่อรู้ช่องทางและมิใช่ช่องทาง และเพื่อรักษาพลนิกายไว้ พระองค์ทรงตั้งคนผู้ฉลาดในการเก็บสิ่งของให้เป็นภัณฑารักษ์ไว้เพื่อให้เป็นผู้เฝ้าสิ่งของ ด้วยพระราชประสงค์ว่าสิ่งของของเราอย่าได้สูญหายไป

ผู้ใดสำเร็จ (การศึกษา) แล้วและปรารถนาความเจริญแก่พระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้นจะประทานเรื่องให้เขาเพื่อปฏิบัติต่อมิตร (ประชาชน).

เมื่อนิมิตเกิดขึ้น พระองค์จะทรงตั้งผู้ฉลาดในลักษณะทั้งหลาย ผู้เป็นนักศึกษาและทรงจำมนต์ไว้ได้ ให้ดำรงอยู่ในความเป็นปุโรหิตผู้สมบูรณ์ด้วยองค์คุณเหล่านี้ เรียกว่ากษัตริย์ พวกเขาจะพากันพิทักษ์รักษาพระราชาทุกเมื่อ เหมือนนกจากพรากรักษาญาติตนที่เป็นทุกข์ฉะนั้นฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีระ พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงเป็นเสมือนกษัตริย์ผู้กำจัดอมิตรได้แล้ว เรียกได้ว่าพระธรรมราชาของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระองค์ทรงกำจัดเหล่าเดียรถีย์บ้าง มารพร้อมทั้งเสนาบ้าง ความมืดมนอนธการบ้างได้แล้ว ได้ทรงเนรมิตนครธรรมขึ้น ทรงทำศีลให้เป็นกำแพง ทรงทำพระญาณของพระองค์ให้เป็นซุ้มประตูไว้ที่พระนครนั้น

ข้าแต่พระธีรเจ้า สัทธาของพระองค์เป็นเสาระเนียด การสังวรเป็นนายทวารบาล สติปัฏฐานเป็นป้อม ข้าแต่พระมุนี พระปัญญาของพระองค์เป็นสนาม และพระองค์ได้ทรงสร้างธรรมวิถี มีอิทธิบาทเป็นทางสี่แยก พระวินัย ๑ พระสูตร ๑ พระอภิธรรม ๑ พระพุทธพจน์ทั้งสิ้นมีองค์ ๙ นี้เป็นธรรมสภาของพระองค์

สุญญตวิหารสมาบัติ ๑ อนิมิตตวิหารสมาบัติ ๑ อปณิหิตสมาบัติ ๑ อเนญชธรรม ๑ นิโรธธรรม ๑ นี้เป็นกุฏีธรรมของพระองค์

ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามว่าสารีบุตร ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทางปัญญา และเป็นผู้ฉลาดในปฏิภาณ

ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์ มีนามว่าโกลิตะ ผู้ฉลาดในจุตูปปาตญาณ ผู้ถึงบารมีด้วยฤทธิ์

ข้าแต่พระมุนี ผู้พิพากษาของพระองค์ มีนามว่ากัสสปะ เป็นผู้เลิศในธุดงคคุณเป็นต้น เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งวงศ์เก่าแก่ มีเดชสูงยากที่จะเข้าถึงได้

ข้าแต่พระมุนี ผู้รักษา (คลัง) พระธรรมของพระองค์ มีนามว่าอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงจำพระธรรมไว้ได้ และรู้ปาฐะทุกอย่างในพระศาสนา

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นมหาฤาษี ทรงตั้งพระเถระเหล่านั้นไปทั้งหมด แล้วทรงมอบหมายการวินิจฉัย (อธิกรณ์) ที่ท่านผู้เป็นปราชญ์แสดงไว้แล้วในพระวินัยให้แก่ข้าพเจ้า พุทธสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็ตามถามปัญหาในพระวินัย ข้าพเจ้าไม่มีความคิดในเรื่องนั้นว่าจะบอกเรื่องอื่นนั่นแหละแก่เขาในพุทธเขตมีพุทธสาวกประมาณเท่าใดในพุทธสาวกจำนวนเท่านั้น ไม่มีผู้เสมอกับข้าพเจ้าในทางพระวินัย เว้นไว้แต่พระมหามุนี และผู้ยิ่งกว่าจักมีแต่ที่ไหน

พระสมณโคดมประทับนั่ง ณ (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนี้ว่า พระอุบาลีไม่มีผู้เสมอเหมือน ทั้งในพระวินัยและขันธกะทั้งหลาย นวังคสัตถุศาสน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมดนั้น หยั่งลงในพระวินัย พุทธสาวกมีประมาณเท่าใด มีปกติเห็นพระวินัยว่า พระวินัยเป็นรากเหง้า (ของนวังคสัตถุศาสน์นั้น)

พระสมณโคดมผู้ประเสริฐกว่าศากยราช ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพเจ้าแล้ว ได้ประทับนั่ง (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงแต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ข้าพเจ้าได้ปรารถนาตำแหน่งนี้มาเป็นเวลาแสนกัป ข้าพเจ้าได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้วถึงบารมีในพระวินัยแล้ว

ข้าพเจ้าได้เป็นช่างกัลบกผู้สร้างความเพลิดเพลินให้ศากยราชมาก่อน ละทิ้งชาตินั้นแล้ว มาเกิดเป็นบุตรพระมหาฤาษี (พุทธชิโนรส)

ในกัปที่ ๒ นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป ได้มีกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน พระนามว่าอัญชสะ ผู้มีเดชไม่มีที่สิ้นสุด มีพระบริวารนับไม่ถ้วน มีทรัพย์มาก. ข้าพเจ้าได้เป็นขัตติยราชสกุลของพระองค์ มีนามว่าจันทนะ เป็นผู้เย่อหยิ่ง เพราะความเมาในชาติ และความเมาในยศ และโภคะ ช้างจำนวนแสนประดับประดาด้วยคชาภรณ์พร้อมสรรพ ตระกูลมาตังคะตกมัน ๓ แห่งห้อมล้อมข้าพเจ้าทุกเมื่อ ข้าพเจ้าประสงค์จะไปอุทยาน มีพลนิกายของตนออกหน้าไป จึงได้ขึ้นช้างต้น (ช้างมิ่งขวัญ) ออกจากพระนครไป

ในครั้งนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าเทวละ ถึงพร้อมด้วยจรณะ มีทวารอันคุ้มครองแล้ว สังวรดีแล้ว ได้มาข้างหน้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ไสช้างต้นเข้าไปได้ล่วงเกินพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ต่อจากนั้น ช้างต้นนั้นก็เกิดเดือดดาลขึ้น ไม่ย่างเท้าไป ข้าพเจ้าเห็นช้างไม่พอใจ จึงได้โกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปยังพระอุทยาน ข้าพเจ้าไม่พบความสำราญ ณ ที่นั้น เหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะ ถูกความกระวนกระวายแผดเผา เหมือนปลาติดเบ็ด พื้นแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต เป็นเสมือนไฟลุกไปทั่วสำหรับข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระบิดา จึงได้ทูลคำนี้ไว้ว่า หม่อมฉันล่วงเกินพระสยัมภูองค์ใด เหมือนยุอสรพิษให้เดือดดาล เหมือนโหมกองไฟ และเหมือนฝึกช้างตกมัน พระชินพุทธเจ้าองค์นั้นผู้มีพระเดชสูงแรงกล้า ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินแล้ว ก่อนที่พวกเราทุกคนจะพินาศไป พวกเราจักพากันขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าหากพวกเราจักไม่ยังพระมุนีนั้นผู้ทรงฝึกองค์แล้ว มีหฤทัยตั้งมั่นแล้ว ให้ทราบไซร้ รัฐของเราจักแหลกลาญ ไม่เกินวันที่ ๗

พระราชาทั้งหลาย คือ สุเมขละ ๑ โกสิยะ ๑ สิคควะ ๑ สัตตกะ ๑ พร้อมด้วยเสนา ตกทุกข์ได้ยาก เพราะล่วงเกินฤาษีทั้งหลาย เมื่อใด ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์โกรธ เมื่อนั้น ฤาษีเหล่านั้นจะบันดาลให้ (โลกนี้) พร้อมทั้งเทวโลกทั้งสาครและบรรพต ให้พินาศไปได้

ข้าพเจ้าจึงประชุมราชบุรุษทั้งหลายในที่ประมาณสามพันโยชน์ เข้าไปหาพระสยัมภู เพื่อต้องการแสดงโทษผิด ทุกคนมีผ้าเปียก และศีรษะเปียกน้ำเหมือนกันหมด กระทำอัญชลี หมอบแทบบาทพุทธเจ้าแล้วได้กล่าวคำวิงวอนนี้ว่า

ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านโปรดประทานอภัยโทษแก่ชนที่ร้องขอ ขอพระมหาวีระบรรเทาความเร่าร้อน และอย่าให้รัฐของพวกข้าพเจ้าพินาศเลย มวลสัตว์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ พร้อมทั้งอสูรเผ่าทานพ พร้อมด้วยรากษส พึงพากันเอาค้อนเหล็กมาตีศีรษะของข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ

ความโกรธจะไม่เกิดขึ้นในพระพุทธเจ้า เหมือนไฟสถิตอยู่ในน้ำไม่ได้ เหมือนพืชไม่งอกบนหิน เหมือนกิมิชาติดำรงชีวิตอยู่ในยาขนานวิเศษไม่ได้ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่กระเทือนหฤทัย เหมือนแผ่นดินไม่กระเทือน สาครที่นับจำนวนน้ำไม่ได้ก็ไม่กระเพื่อม และอากาศที่ไม่มีที่สุดก็ไม่ปั่นป่วน

พระมหาวีระทั้งหลายผู้ฝึกฝนดีแล้ว อดกลั้นได้แล้วและมีตบะ เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทนและอดกลั้นได้แล้ว จะไม่มีการไป พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวคำนี้แล้ว เมื่อจะบรรเทาความเร่าร้อน จึงเหาะขึ้นฟ้าต่อหน้ามหาชนในครั้งนั้น

ข้าแต่พระมหาวีระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็นคนชั้นต่ำ ล่วงเลยกำเนิดนั้นมาแล้ว จึงเข้าไปยังอภยบุรี ข้าแต่พระมหาวีระ แม้ในครั้งนั้น พระองค์ทรงแก้ไขความเร่าร้อนที่แผดเผาข้าพระองค์ คือสถิตมั่นอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้ให้พระสยัมภูอดโทษแล้ว ข้าแต่พระมหาวีระ แม้วันนี้ พระองค์ก็ทรงดับไฟ ๓ กอง ให้ข้าพระองค์ผู้กำลังถูกไฟ ๓ กองเผาลนอยู่ และข้าพระองค์ก็ถึงความเยือกเย็น

ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ข้าพเจ้าจะบอกเนื้อความ คือบท (พระนิพพาน) ตามที่ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วแก่ท่านเหล่านั้น ขอ ท่านทั้งหลายจงฟังคำของข้าพเจ้าผู้กล่าวอยู่ ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ดูหมิ่นพระสยัมภูผู้มีหฤทัยสงบ ผู้มีหฤทัยมั่นคงแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจึงได้เกิดในกำเนิดที่ต่ำทราม ท่านทั้งหลายอย่าพร่าขณะเวลาเลย เพราะผู้ปล่อยขณะเวลาให้ล่วงเลยไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกเสียใจ

ท่านทั้งหลายควรพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจึงจะให้ขณะเวลาประสบผล ไม่ล่วงไปเปล่า ก็ยาเหล่านี้คือยาสำรอก เป็นพิษร้ายกาจสำหรับคนบางพวก แต่เป็นโอสถสำหรับคนบางเหล่า ส่วนยาถ่ายเป็นพิษร้ายกาจสำหรับคนบางพวก แต่เป็นโอสถสำหรับคนบางเหล่า (ฉันใด)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เป็นเสมือนยาสำรอก สำหรับผู้ปฏิบัติ (ผู้เจริญมรรค) เป็นเสมือนยาถ่ายสำหรับผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นเสมือนโอสถสำหรับผู้ได้ผลแล้ว และเป็นบุญเขตสำหรับผู้แสวงหา (โมกขธรรม)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเสมือนยาพิษที่ร้ายกาจ สำหรับผู้ประพฤติผิดจากคำสั่งสอน เผาคนๆ นั้นเหมือนอสรพิษ ต้องยาพิษ ยาพิษชนิดแรงที่คนดื่มแล้วจะผลาญชีวิต (เขาเพียง) ครั้งเดียว ส่วนคนผิดพลาดจากคำสั่งสอน (พุทธศาสนา) แล้วจะหมกไหม้ (ในนรก) นับโกฏิกัป

พระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมข้ามโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกได้ ด้วยขันติธรรม อวิหิงสาธรรมและด้วยความเป็นผู้มีเมตตาจิต เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นจึงทรงเป็นผู้ไม่มีความขึ้งเคียด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเสมือนปฐพีไม่ทรงข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภทั้งในการนับถือและการดูหมิ่น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นจึงทรงเป็นผู้ไม่มีความขึ้งเคียด พระมหามุนีทรงมีพระทัยเท่าๆ กัน สำหรับสรรพสัตว์ ทั้งในพระเทวทัต นายขมังธนู องคุลิมาลโจร พระราหุลและช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ไม่ทรงมีความแค้นเคือง ไม่ทรงมีความรัก สำหรับสัตว์ทั้งหมดคือทั้งเพชฌฆาตและพระโอรส พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยเท่าๆ กัน

คนเห็นอันตรายแล้วพึงประนมมือเหนือศีรษะไหว้ผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เปื้อนอุจจาระอันเจ้าของทิ้งแล้ว ซึ่งเป็นธงของฤาษี พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีตแสนนาน ในปัจจุบันและในอนาคต ทรงบริสุทธิ์เพราะธงนี้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้นั้นจึงเป็นผู้ควรนมัสการ.

ข้าพเจ้าย่อมทรงจำพระวินัยที่ดี ที่เป็นกำหนดหมายของพระศาสดาไว้ด้วยใจ ข้าพเจ้าจักน้อมนมัสการพระวินัยพักผ่อนอยู่ทุกเมื่อ พระวินัยเป็นอัธยาศัยของข้าพเจ้า พระวินัยเป็นที่ยืนและที่จงกรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบรรลุถึงบารมีในพระวินัย ทั้งเป็นผู้ฉลาดในสมถะ.

ข้าแต่พระมหาวีระ ด้วยเหตุนั้น พระอุบาลีจึงไหว้แทบพระยุคลบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้นจักออกจากบ้าน (นี้) ไปบ้าน (โน้น) จากเมือง (นี้) ไปเมือง (โน้น) เที่ยวหานมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและความที่พระธรรมเป็นธรรมดี.

กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์เผาแล้ว ภพทั้งหมดข้าพระองค์ถอนแล้ว อาสวะทั้งหลายสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี การมาของข้าพระองค์ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นการมาดีจริงๆ.

วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ปฏิบัติแล้ว ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เหล่านี้ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ปฏิบัติแล้ว ดังนี้.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๘

ก็ ณ ที่นั้น พระศาสดาทรงให้ท่านเรียนพระวินัยปิฏกทั้งหมดด้วยพระองค์เอง ต่อมาภายหลัง ท่านได้วินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องเหล่านี้คือ เรื่องภารุกัจฉุกะ ๑ เรื่องอัชชุกะ ๑ เรื่องพระกุมารกัสสปะ ๑

เมื่อวินิจฉัยเสร็จแต่ละเรื่อง พระศาสดาได้ทรงประทานสาธุการ ทรงทำการวินิจฉัยทั้ง ๓ เรื่องให้เป็นอุบัติเหตุแล้ว ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าพระวินัยธรทั้งหลาย.

อยู่มาภายหลังในวันอุโบสถ วันหนึ่ง เวลาแสดงปาติโมกข์ ท่านเมื่อโอวาทภิกษุทั้งหลายจึงได้กล่าวคาถาไว้ ๓ คาถาว่า

ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ ๆ ด้วยศรัทธายังใหม่ต่อการศึกษา

ควรคบหากัลยาณมิตร ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน.

ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ๆ ด้วยศรัทธายังใหม่ต่อการศึกษา

ควรพำนักอยู่ในหมู่สงฆ์ผู้ฉลาด ศึกษาพระวินัย (ให้

เข้าใจ).

ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ๆ ด้วยศรัทธายังใหม่ต่อการศึกษา

ต้องเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่ควรและไม่ควร ไม่ควรประพฤติ

ตนเป็นคนออกหน้าออกตา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า เพราะศรัทธา. อธิบายว่า ไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีพ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สทฺธาย ได้แก่ เชื่อผลกรรมและคุณพระรัตนตรัย.

บทว่า อภินิกฺขมฺม ความว่า ออกจากการครองเรือน.

บทว่า นวปพฺพชิโต ได้แก่ เป็นผู้บวชใหม่ คือบวชในปฐมวัยนั่นเอง.

บทว่า นโว ได้แก่ ยังใหม่คือยังรุ่นหนุ่ม ต่อการศึกษาศาสนา.

บทว่า มิตฺเต ภเวยฺย กลฺยาเณ สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต (ควรคบหากัลยาณมิตรผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน) ความว่า ควรคบคือเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้มีลักษณะดังที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า เป็นที่รัก น่าเคารพนับถือ ชื่อว่ามีอาชีพบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากมิจฉาชีพ และชื่อว่าผู้ไม่เกียจคร้าน เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียรแล้ว ได้แก่ควรคบหาสมาคม โดยการรับเอาโอวาทานุสาสนีของท่าน.

บทว่า สงฺฆสฺมึ วิหรํ ได้แก่ พักอยู่ในหมู่คือในชุมนุมสงฆ์ โดยการบำเพ็ญวัตรและปฏิวัตร (วัตรต่างๆ).

บทว่า สิกฺขถ วินยํ พุโธ ความว่า ต้องเป็นผู้ฉลาดในความรู้และความเข้าใจ ศึกษาปริยัติคือพระวินัย ด้วยว่า พระวินัยเป็นอายุ (ชีวิต) ของพระศาสนา เมื่อพระวินัยยังคงอยู่ พระศาสนาก็เป็นอันยังดำรงอยู่. แต่บางอาจารย์กล่าวว่า พุโธ ความหมายก็อย่างนั้นเหมือนกัน.

บทว่า กปฺปากปฺเปสุ ความว่า เป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่ควรและไม่ควร คือเป็นผู้ฉลาดละเมียดละไม (ในสิ่งเหล่านั้น) ด้วยอำนาจพระสูตรและด้วยอำนาจอนุโลมตามพระสูตร.

บทว่า อปุรกฺขโต ได้แก่ ไม่ควรเป็นผู้ออกหน้าออกตา คือไม่มุ่งหวังการเป็นหัวหน้าจากที่ไหนด้วยตัณหาเป็นต้นอยู่. จบอรรถกถาอุบาลีเถรคาถา -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๑. อุบาลีเถรคาถา · Volume 26