This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation49 lines1 editions

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หํโส ปลาสมวจ ดังนี้.

เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก.

ส่วนในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสควรจะรังเกียจแท้ กิเลสแม้จะมีประมาณน้อยก็ทำให้ถึงความพินาศได้เหมือนหน่อต้นไทร. แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลายก็รังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจมาแล้วเหมือนกัน ครั้นตรัสแล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดหงส์ทอง เจริญวัยแล้วอยู่ในถ้ำทอง ณ เขาจิตตกูฏ กินข้าวสาลีที่เกิดเองในสระที่เกิดเอง ณ หิมวันตประเทศแล้วกลับมา. ในหนทางที่พระโพธิสัตว์นั้นไปๆ มาๆ มีต้นทองหลางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง. พระโพธิสัตว์นั้น แม้เมื่อไปก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วก็ไป แม้เมื่อกลับมาก็พักที่ต้นทองหลางนั้นแล้วจึงมา.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคุ้นเคยกับเทวดาผู้บังเกิดอยู่ที่ต้นทองหลางนั้น เวลาต่อมา นางนกตัวหนึ่งกินผลไทรสุกที่ต้นไทรต้นหนึ่ง แล้วบินมาจับที่ต้นทองหลางนั้น ถ่ายคูถลงในระหว่างค่าคบ แต่นั้นจึงเกิดหน่อไทรขึ้น ในเวลามีขนาดได้ ๔ นิ้ว ต้นทองหลางงดงาม เพราะเป็นต้นทองหลางที่มีหน่อแดงและใบเขียว.

พระยาหงส์เห็นดังนั้น จึงเรียกรุกขเทวดามาพูดว่า

ท่านปลาสเทวดาผู้สหาย ธรรมดาต้นไทรเกิดที่ต้นไม้ใด เมื่อโตขึ้นย่อมทำต้นไม้นั้นให้ฉิบหาย ท่านจงอย่าให้ต้นไม้นี้เติบโตเลย มันจักทำวิมานของท่านให้พินาศ ท่านจงถอนมันทิ้งเสียก่อนทีเดียว ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ควรจะรังเกียจ ก็ควรจะรังเกียจ.

เมื่อปรึกษากับปลาสเทวดา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

พระยาหงส์ได้กล่าวกะปลาสเทวดาว่า ดูก่อนสหาย ต้นไทรเกิดติดอยู่ที่ค่าคบของท่านแล้ว มันเจริญเติบโตขึ้นจะตัดสิ่งอันเป็นที่รักของท่านเสีย.

ก็บาทที่หนึ่งในคาถานี้ พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วจึงตรัสไว้.

บทว่า ปลาสํ ได้แก่ ปลาสเทวดา. บทว่า สมฺม แปลว่า เพื่อน.

บทว่า องฺกสฺมึ ได้แก่ ที่ค่าคบ.

บทว่า โส เต มมฺมานิ เฉจฺฉติ ความว่า ต้นไทรนั้นเจริญเติบโตที่ค่าคบนั้นแล้ว จักตัดชีวิตประดุจข้าศึกฉะนั้น. จริงอยู่ สังขารที่มีชีวิตท่านเรียกว่า มัมมะ ในที่นี้.

ปลาสเทวดาได้ฟังดังนั้น มิได้เชื่อถือคำของพระโพธิสัตว์นั้น

จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

ต้นไทรจงเจริญเติบโตเถิด ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึ่งของมัน ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตร แล้วบุตรกลับเป็นที่พึ่งของมารดาบิดา ฉะนั้น.

คำอันเป็นคาถานั้น มีความว่า ดูก่อนสหาย ท่านยังไม่รู้ ต้นไทรนี้จะเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าในตอนมันเติบโต ข้าพเจ้าจักเป็นที่พึ่งของต้นไทรนี้ เหมือนมารดาบิดาเป็นที่พึ่งของบุตรในคราวเป็นเด็กอ่อนฉะนั้น อนึ่ง ต้นไทรนี้จักเป็นที่พึ่งแม้ของข้าพเจ้าในภายหลังตอนแก่ เหมือนบุตรเติบโตขึ้นแล้วย่อมเป็นที่พึ่งของมารดาบิดาในภายหลังตอนแก่ ฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระยาหงส์จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-

ท่านให้ต้นไม้ซึ่งอาจนำภัยมาดังข้าศึก เจริญเติบโตขึ้นที่ค่าคบเพราะเหตุใด เหตุนั้น เราขอบอกท่านให้รู้แล้วจะไป ความเจริญเติบโตของต้นไทรนั้น ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตฺวํ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านให้เกษียรพฤกษ์นี้ชื่อว่าน่ากลัว เพราะเป็นผู้ให้ความน่ากลัว ประดุจข้าศึกเจริญอยู่ที่ค่าคบ. บทว่า อามนฺต โข ตํ ความว่า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเรียกท่านมาปรึกษาให้รู้แล้วก็จะไป.

บทว่า วุฑฺฒิมสฺส ความว่า ความเจริญของต้นไทรนั้น ไม่ชอบใจข้าพเจ้าเลย.

ก็แหละพระยาหงส์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกางปีกบินไปยังภูเขาจิตตกูฏทีเดียว ตั้งแต่นั้นก็ไม่ได้มาอีกเลย ในเวลาต่อมา ต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้น ก็มีรุกขเทวดาตนหนึ่งบังเกิดที่ต้นไทรนั้น ต้นไทรนั้นเจริญขึ้นหักรานต้นทองหลาง วิมานของเทวดาพร้อมกับกิ่งไม้ทั้งหลายก็ร่วงลงไป.

ในกาลนั้น เทวดานั้นจึงกำหนดคำของพระยาหงส์ได้ ร่ำไห้ว่า พระยาหงส์เห็นภัยในอนาคตข้อนี้จึงกล่าวไว้ ส่วนเราไม่กระทำตามคำพูดของพระยาหงส์

แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-

บัดนี้ ต้นไทรนี้ทำให้เราหวาดกลัว ภัยอันใหญ่หลวงได้มาถึงเรา เพราะไม่รู้สึกถึงคำของพระยาหงส์ อันใหญ่หลวงซึ่งควรเปรียบด้วยขุนเขาสิเนรุราช.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทานิ โข มํ ภายติ ความว่า ต้นไทรนี้ทำให้เรายินดีในตอนยังอ่อน บัดนี้ ทำให้กลัวหวาดสะดุ้ง.

บทว่า มหาเนรุนิทสฺสนํ ความว่า เพราะได้ฟังคำของพระยาหงส์อันใหญ่หลวงดุจภูเขาสิเนรุ แล้วไม่รู้สึกจึงไม่ได้ถอนต้นไทรนี้เสียในคราวยังอ่อนอยู่.

ด้วยบทว่า มหา เม ภยมาคตํ นี้ เทวดาคร่ำครวญว่า บัดนี้ ภัยใหญ่มาถึงเราแล้ว.

ฝ่ายต้นไทรก็เจริญเติบโตขึ้นหักรานต้นทองหลางทั้งต้นได้กระทำให้เป็นสักแต่ตอเท่านั้น. วิมานของเทวดาก็หายไปหมดสิ้น.

ผู้ใดเมื่อเจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยให้พินาศไปเสีย ความเจริญของผู้นั้น ผู้ฉลาดไม่สรรเสริญ นักปราชญ์รังเกียจความพินาศ จึงเพียรพยายามตัดรากเหง้าของอันตรายนั้นเสีย.

คาถาที่ ๕ ดังกล่าวมานี้เป็นอภิสัมพุทธคาถา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลปฺปสตฺถา ความว่า อันท่านผู้ฉลาดทั้งหลายสรรเสริญแล้ว. บทว่า ฆสเต แปลว่า ย่อมกิน. อธิบายว่า ทำให้พินาศ.

บทว่า ปตารยิ แปลว่า ย่อมกลิ้งเกลือก คือย่อมพยายาม.

ทรงอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเจริญขึ้นทำที่พึ่งอาศัยของตนให้พินาศ ความเจริญของผู้นั้น บัณฑิตไม่สรรเสริญ ส่วนนักปราชญ์ คือท่านผู้สมบูรณ์ความรู้รังเกียจความดับคือความพินาศอย่างนี้ว่า ความดับสูญจักมีแก่เราเพราะอันตรายนี้ ย่อมพากเพียรเพื่อขจัดรากเหง้าของอันตรายทั้งภายในหรือภายนอกนั้นเสีย.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุ ๕๐๐ รูปได้บรรลุพระอรหัต.

หงส์ทองในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาปลาสชาดกที่ ๑๐ -----------------------------------------------------

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. วรรณาโรหชาดก ว่าด้วย ผู้มีใจคอหนักแน่น

๒. สีลวีมังสชาดก ว่าด้วย ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นผู้เสมอกัน

๓. หิริชาดก ว่าด้วย การกระทำที่ส่อให้รู้ว่ามิตรหรือมิใช่มิตร

๔. ขัชโชปนกชาดก ว่าด้วย เห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ

๕. อหิตุณฑิกชาดก ว่าด้วย ลิงกับหมองู

๖. คุมพิยชาดก ว่าด้วย เปรียบวัตถุกามเหมือนยาพิษ

๗. สาลิยชาดก ว่าด้วย ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว

๘. ตจสารชาดก ว่าด้วย คนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็น

๙. มิตตวินทุกชาดก ว่าด้วย จักรกรดพัดบนหัว

๑๐. ปลาสชาดก ว่าด้วย เหตุที่จะต้องหนีจากไป

จบ วรรณาโรหวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ๑