This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation485 lines1 editions

พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการสละชีวิตของพระอานนทเถระทีเดียว ตรัสพระธรรมเทศนานี้

มีคำเริ่มต้นว่า เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ ดังนี้.

ส่วนเรื่องราวก็คงเหมือนกับเรื่องที่กล่าวมาแล้ว นั่นแล.

ก็ในวันหนึ่ง พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระอานนท์ผู้มีอายุสละชีวิตของตน เพื่อประโยชน์แก่พระตถาคต กระทำกิจอันยากที่ผู้อื่นจะกระทำได้ ท่านเห็นช้างนาลาคิรีแล้ว แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ไม่ยอมกลับเลยทันที น่าชมเชยพระอานนทเถระผู้มีอายุ กระทำกิจที่ผู้อื่นกระทำได้ยาก. พระศาสดาทรงพระดำริว่า ถ้อยคำสรรเสริญคุณของพระอานนท์กำลังเป็นไปอยู่ เราควรไปในที่นั้น จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ในบัดนี้

เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว

จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่บัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงในกาลก่อน อานนท์แม้บังเกิดแล้ว ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ได้ยอมเสียสละชีวิตของตน เพื่อประโยชน์แก่ตถาคตแล้วเหมือนกัน ดังนี้ แล้วจึงทรงดุษณีภาพ

เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่าสังยมะ (บาลีเป็นสังยมนะบ้าง สัญญมนะบ้าง) มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่าเขมา. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์มีหมู่หงส์เก้าหมื่นหกพันแวดล้อมเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏ

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมาเทวีได้ทรงพระสุบินนิมิต ในเวลาใกล้รุ่งว่า มีพญาหงส์ทอง ๒ ตัว มาจับอยู่ที่พระราชบัลลังก์ แล้วแสดงธรรมกถาด้วยเสียงอันไพเราะ เมื่อพระนางเทวีประทานสาธุการ ทรงสดับธรรมกถาอยู่ ยังมิทันเอิบอิ่มในการสดับธรรมทีเดียว ราตรีก็สว่างเสียแล้ว พญาหงส์ทั้งสอง ครั้นแสดงธรรมแล้ว จึงพากันบินออกไปทางช่องพระแกล แม้พระนางก็รับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงรีบลุกขึ้นช่วยกันจับ ช่วยกันจับหงส์ที่กำลังบินหนีไป กำลังเหยียดพระหัตถ์อยู่นั่นแล ก็ตื่นจากพระบรรทม เหล่านางกำนัลได้ยินพระราชเสาวนีย์ของพระนาง ก็พากันแย้มสรวลเล็กน้อยว่า หงส์ที่ไหนกัน พระนางจึงทรงทราบ ในขณะนั้นว่า ทรงสุบินนิมิตไป จึงทรงดำริว่า สิ่งที่ไม่เป็นความจริง เราจะไม่ฝันเห็น พญาหงส์ที่มีสีประดุจทองคำคงจักมีอยู่ในโลกนี้เป็นแน่แท้ แต่ถ้าเราจักทูลพระราชาว่า หม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมของพญาหงส์ทองทั้งหลาย พระองค์จะตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าหงส์ทองทั้งหลาย เรายังไม่เคยเห็นเลย และธรรมดาว่า หงส์ทั้งหลายจะกล่าวถ้อยคำได้ ก็ไม่เคยมีมาเลย ดังนี้ ก็จักเป็นผู้ไม่ทรงขวนขวายให้ แต่เมื่อเราทูลว่า เราตั้งครรภ์มีอาการแพ้ท้องแล้ว พระองค์คงจักทรงสืบเสาะแสวงหาโดยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ความปรารถนาของเรา จักสำเร็จสมดังมโนรถ ด้วยอาการอย่างนี้

พระนางจึงแสร้งแสดงอาการประชวร ให้สัญญาแก่เหล่านางกำนัล ทรงบรรทมนิ่งอยู่ พระราชาประทับนั่ง ณ พระราชอาสน์ มิได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาง ในเวลาที่พระนางเคยเข้าเฝ้า จึงตรัสถามว่า พระนางเขมาไปไหน. ทรงสดับว่า ประชวร จึงเสด็จไปยังสำนักของพระนาง ประทับนั่ง ณ ประเทศส่วนหนึ่ง ข้างที่พระบรรทม ทรงลูบพระปฤษฎางค์ ตรัสถามว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ พระนางทูลตอบว่า ขอเดชะ ความไม่สบายอย่างอื่นมิได้มี แต่อาการทรงครรภ์บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน.

พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนาง ถ้าเช่นนั้นจงบอกมาเถิด เธอปรารถนาสิ่งใด เราจะน้อมนำสิ่งนั้นมาให้เธอโดยเร็ว พระนางทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันปรารถนาจะทำการบูชาด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นแก่พญาหงส์ทองตัวหนึ่ง. ซึ่งจับอยู่ที่ราชบัลลังก์ มีเศวตฉัตรอันยกขึ้นไว้แล้วให้สาธุการ สดับธรรมกถา (ของพญาหงส์นั้น) ถ้าหม่อมฉันได้อย่างนี้ การได้ด้วยประการดังนี้นั้นเป็นการดี ถ้าหากไม่ได้ชีวิตของหม่อมฉันก็จะไม่มี.

ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงปลอบเอาพระทัยพระนางว่า ถ้าสุพรรณหงส์มีอยู่ในมนุษยโลก เธอก็คงจักได้สมประสงค์ อย่าเสียใจไปเลย แล้วเสด็จออกจากห้องอันมีสิริ ตรัสปรึกษากับพวกอำมาตย์ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระนางเขมาเทวีตรัสกะเราว่า หม่อมฉันได้สดับธรรมกถาของพญาหงส์ทอง จึงจะมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้แล้วชีวิตของหม่อมฉัน ก็จะไม่มี หงส์ที่มีสีดุจทองคำยังมีอยู่บ้างหรือ. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่เคยเห็น ทั้งไม่เคยได้ยินเลย พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ก็มีใครจะพึงรู้จักบ้าง. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า พวกพราหมณ์ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสสั่งให้เชิญพราหมณ์ทั้งหลายมา ทรงกระทำสักการะแล้ว ตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ทั้งหลาย หงส์ที่มีสีดังทองคำยังมีอยู่บ้างหรือ. พวกพราหมณ์ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์ดิรัจฉาน ๖ จำพวกเหล่านี้ คือ ปลา ปู เต่า เนื้อ นกยูง หงส์ มีมาในมนต์ของข้าพเจ้าทั้งหลายว่า มีสีดุจทองคำ บรรดาสัตว์ทั้ง ๖ จำพวกนี้ ขึ้นชื่อว่าเหล่าหงส์ที่เกิดในตระกูลธตรฐ เป็นสัตว์ฉลาดประกอบด้วยความรู้ นับทั้งพวกมนุษย์ด้วย ย่อมเป็นสัตว์ที่มีพรรณประหนึ่งทองคำ รวมเป็น ๗ จำพวก ด้วยประการฉะนี้.

พระราชาทรงดีพระทัยตรัสถามว่า เหล่าหงส์ที่เกิดในตระกูลธตรฐนั้นอยู่ที่ไหนเล่า ท่านอาจารย์. พวกพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ทราบพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า มีใครรู้จักพวกหงส์เหล่านั้นบ้าง. เมื่อพวกพราหมณ์ทูลว่า พวกบุตรนายพรานจักทราบ จึงตรัสสั่งให้เรียกพวกนายพราน ในแคว้นของพระองค์มาประชุมกันทั้งหมด แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อ ชื่อว่าหงส์ตระกูลธตรฐมีสีดังทองคำ อยู่ ณ ที่ไหน.

ลำดับนั้น นายพรานคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ได้ทราบมาว่า ตระกูลแห่งญาติทั้งหลายกล่าวสืบๆ กันมาว่า หงส์เหล่านั้นอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏ ในประเทศหิมวันต์. พระราชาตรัสถามว่า ก็ท่านพอจะรู้อุบายที่จะจับหงส์เหล่านั้นได้หรือ. พวกนายพรานกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่ทราบ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า ก็ชนเหล่าไหนจักทราบเล่า. พวกนายพรานกราบทูลว่า พวกพราหมณ์ พระเจ้าข้า. ท้าวเธอจึงรับสั่งให้เรียกพราหมณ์ที่เป็นบัณฑิตมาแล้ว ตรัสบอกความที่พวกหงส์มีพรรณดังทองคำ มีอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏแล้ว ตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายยังจะรู้จักอุบายที่จะจับหงส์เหล่านั้นหรือ. พวกพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ประโยชน์อะไรที่จะต้องไปจับหงส์เหล่านั้น ถึงภูเขาจิตตกูฏนั้น ข้าพระองค์จักนำหงส์เหล่านั้นมาสู่ที่ใกล้พระนครแล้ว จักจับเอาด้วยอุบาย.

พระราชาตรัสถามว่า ก็อุบายอะไรเล่า. พวกพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์จงตรัสสั่งให้ขุดสระใหญ่ ชื่อว่าเขมะ ประมาณ ๓ คาวุตทางทิศเหนือแต่พระนคร ให้เต็มด้วยน้ำแล้วปลูกธัญชาติต่างๆ กระทำให้ดารดาษไปด้วยดอกบัวเบญจพรรณ ให้นายพรานผู้ฉลาดคนหนึ่งอยู่ประจำรักษา อย่าให้หมู่มนุษย์เข้าไปใกล้ ให้คนอยู่ ๔ มุมสระ คอยประกาศอภัย สกุณชาติต่างๆ ชนิดก็จักลงจากทิศทั้งหลายซึ่งเห็นได้. หงส์เหล่านั้นได้สดับว่า สระนั้นเป็นที่เกษมสำราญ โดยที่เล่าลือกันสืบๆ มาก็จักพากันมา เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์พึงให้ดักด้วยบ่วง อันทำด้วยขนสัตว์ แล้วจับเอาหงส์เหล่านั้นเถิด.

พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงให้สร้างสระมีประการดังกล่าวแล้ว ในประเทศที่พวกพราหมณ์เหล่านั้นทูลบอก แล้วตรัสสั่งให้เรียกนายพรานผู้ฉลาดมา ทรงปลอบประโลมนายพรานนั้นว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงเลิกกระทำการงานของตนเสียเถิด เราจักเลี้ยงดูบุตรและภรรยาของท่านเอง ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว พึงรักษาสระเขมะ ให้พวกมนุษย์ถอยกลับแล้ว ประกาศอภัยในมุมสระทั้ง ๔ พึงบอกถึงฝูงนกที่มาแล้ว และมาแล้วแก่เรา เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งหลายมาแล้ว ท่านจักได้สักการะใหญ่ แล้วให้รักษาสระเขมะ. จำเดิมแต่นั้นมา นายพรานนั้นก็ปฏิบัติอยู่ในที่นั้น โดยนัยที่พระราชาตรัสสั่งไว้ทีเดียว ก็นายเนสาทนั้นปรากฏชื่อว่า นายเขมเนสาท ดังนี้ทีเดียว เพราะรักษาสระเขมะ และจำเดิมแต่นั้นมา สกุณชาติทั้งหลายต่างๆ ชนิดก็พากันลงสู่สระนั้น.

พวกหงส์ต่างๆ พากันมาด้วยเสียงประกาศชักชวนกันต่อๆ มาว่า เขมสระไม่มีภัย. ทีแรกพวกติณหงส์มาก่อน แล้วพวกบัณฑุหงส์ก็พากันมา ด้วยเสียงประกาศของพวกติณหงส์เหล่านั้น แล้วพวกมโนศิลาวรรณหงส์ ก็พากันมาด้วยเสียงประกาศของพวกบัณฑุหงส์ แล้วเสตหงส์ก็พากันมาด้วยเสียงประกาศของพวกมโนศิลาวรรณหงส์นั้น ต่อจากนั้น พวกปากหงส์ก็พากันมา ด้วยเสียงประกาศของเสตหงส์เหล่านั้น

ครั้นพวกหงส์เหล่านั้นมาแล้ว นายเขมเนสาทจึงได้มาเฝ้า กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หงส์มากินอาหารในสระถึง ๕ ประเภทแล้ว พวกหงส์มีสีดังทองคำ ก็คงจักมาใน ๒-๓ วันนี้เป็นแน่ เพราะพวกปากหงส์มาแล้ว ขอพระองค์อย่าได้ทรงวิตกไปเลย พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศทั่วไปในพระนครว่า บุคคลอื่นอย่าพึงเข้าไปในเขมสระนั้น บุคคลผู้ใดเข้าไป บุคคลผู้นั้นจักถึงการตัดมือและเท้า และถูกริบเรือนด้วย. จำเดิมแต่วันนั้นมา ใครๆ ก็ไม่อาจเข้าไปในสระนั้น

ก็พวกปากหงส์ทั้งหลายอาศัยอยู่ในถ้ำทอง ใกล้ภูเขาจิตตกูฏ แม้ปากหงส์เหล่านั้นเป็นสัตว์มีกำลังมาก อนึ่ง วรรณะแห่งสรีระของพวกปากหงส์เหล่านั้น ก็มิได้ผิดแปลกกับหงส์ตระกูลธตรฐ ก็ธิดาแห่งพญาหงส์ปากราชมีวรรณะประดุจทองคำ พญาปากหงส์นั้นดำริว่า ธิดาของเรานี้สมควรแก่ธตรฐราชหงส์ที่มีความยิ่งใหญ่ จึงส่งนางไปให้เป็นบาทบริจาริกาของพญาหงส์ธตรฐนั้น นางได้เป็นที่รักที่เจริญของพญาหงส์ธตรฐนั้น เพราะเหตุนั้นแล ตระกูลหงส์ทั้งสองนั้น จึงได้เกิดมีความคุ้นเคยกันอย่างสนิทสนม.

อยู่มาวันหนึ่ง พวกหงส์ที่เป็นบริวารของพระโพธิสัตว์ ถามพวกปากหงส์ว่า ทุกๆ วันนี้ พวกท่านไปเที่ยวหาอาหารกินที่ไหน พวกเราไปหาอาหารกินในเขมสระ ใกล้เมืองพาราณสี ก็พวกท่านไปเที่ยวหากินที่ไหนเล่า เมื่อพวกหงส์เหล่าธตรฐบอกว่า พวกเราไปหาอาหารกินในที่โน้นๆ พวกปากหงส์จึงกล่าวพรรณนาคุณเขมสระว่า ทำไม พวกท่านจึงไม่ไปยังสระเขมะ ด้วยว่า สระนั้นเป็นที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกลาดไปด้วยสกุณชาติต่างๆ ชนิด ดารดาษไปด้วยดอกบัวเบญจพรรณ สมบูรณ์ด้วยพืชพรรณ ธัญญาหาร และผลไม้ต่างๆ มีหมู่ภมรต่างๆ ชนิดบินว่อนอยู่อึงมี่ ในมุมสระทั้ง ๔ มีเสียงประกาศอภัย เป็นไปอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ไม่ว่ามนุษย์ไรๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ได้เลย จะป่วยกล่าวไปไย ถึงการกระทำอันตรายอย่างอื่นๆ เล่า สระมีคุณเห็นปานนี้แล

พวกเหล่าหงส์ธตรฐเหล่านั้น ได้สดับคำของพวกปากหงส์แล้ว จึงพากันไปบอกแก่สุมุขหงส์ว่า ได้ยินว่า มีสระสระหนึ่งชื่อเขมะ มีคุณภาพเห็นปานนี้ อยู่ใกล้เมืองพาราณสี พวกปากหงส์ไปเที่ยวหาอาหารกินในสระนั้น แม้ท่านก็จงบอกแก่พญาหงส์ธตรฐที่มีความเป็นใหญ่ยิ่ง ถ้าพระองค์อนุญาต แม้พวกข้าพเจ้าก็จะพึงไปหาอาหารในที่นั้นบ้าง สุมุขหงส์จึงบอกแก่พญาหงส์

แม้พญาหงส์นั้นก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลายมีเล่ห์เหลี่ยมมาก มีความคิดแหลม ฉลาดในอุบาย น่าจะมีเหตุในที่นั้น ขึ้นชื่อว่าสระย่อมไม่มีในที่นั้น ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ บัดนี้ ชะรอยจะมีใครมาขุดไว้ และจักขุดไว้ เพื่อคอยดักจับพวกเราเป็นแน่. พญาหงส์จึงกล่าวกะสุมุขหงส์ว่า ท่านอย่าพอใจไปในที่นั้นเลย สระนั้น พวกมนุษย์เหล่านั้นมิได้ขุดไว้ตามธรรมดาของตน คงจะขุดไว้เพื่อต้องการจับพวกเรา ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลาย มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย มีความคิดแหลม ฉลาดในอุบาย ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปในที่โคจรของตนตามเดิมเถิด พวกหงส์ทองก็ได้บอกแก่สุมุขหงส์ว่า พวกเราใคร่จะไปยังเขมสระ ดังนี้ ถึงสองครั้งสามครั้ง สุมุขหงส์จึงบอกความที่พวกหงส์เหล่านั้นใคร่จะไปในสระนั้นแก่พระมหาสัตว์.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า พวกญาติทั้งหลายของเรา จงอย่าได้ลำบากเพราะอาศัยเราเลย ถ้ากระนั้น เราทั้งหลายจะไปด้วยกัน มีหงส์เก้าหมื่นหกพันแวดล้อมเป็นบริวาร พากันไปหากินในสระนั้น เล่นหงส์กีฬาแล้วบินกลับมายังเขาจิตตกูฏ.

ฝ่ายนายพรานเขมกะ ในเวลาที่หงส์เหล่านั้นมาเที่ยวบินกลับไปแล้ว จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า พวกหงส์ทองเหล่านั้นพากันมาแล้ว พระราชาทรงดีพระทัยตรัสสั่งว่า ดูก่อนสหายเขมกะ ท่านจงพยายามจับหงส์ทองนั้นไปให้ สักตัวหนึ่งหรือสองตัว เราจักให้ยศใหญ่แก่ท่าน แล้วจึงประทานเครื่องเสบียง ส่งนายพรานนั้นไป นายเขมกเนสาทนั้นไปถึงที่สระนั้นแล้ว จึงนั่งนิ่งอยู่ในเรือนกรงที่มีสัณฐานดังตุ่ม พิจารณาดูทำเลหากินของพวกหงส์

ธรรมดาว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีปกติไม่ประพฤติมักได้ เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงจิกกินข้าวสาลี โดยลำดับ จำเดิมแต่ที่ที่ตนร่อนลง. ฝ่ายหงส์นอกนั้นเที่ยวจิกกินข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง. ลำดับนั้น บุตรนายพรานจึงคิดว่า หงส์ตัวนี้มีปกติไม่ประพฤติมักได้ เราควรดักหงส์ตัวนี้เถิด. ในวันรุ่งขึ้น เมื่อหงส์ทั้งหลายยังไม่ทันร่อนลงมาสู่สระนั่นแล จึงนั่งในเรือนกรงที่มีสัณฐานดังตุ่มนั้นแล้ว ค่อยๆ กระเถิบไปสู่ที่นั้น แล้วจึงซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า ในที่ไม่ไกลนัก แลดูอยู่ตามช่อง.

ในขณะนั้น พระมหาสัตว์มีหงส์เก้าหมื่นหกพันเป็นเบื้องหน้า ร่อนลงในสถานที่ที่ตนเคยร่อนลงแล้วในวันวานนั่นเอง จับอยู่ที่แอ่งจิกกินข้าวสาลีไปพลาง. นายเนสาทแลดูตามช่องลูกกรง เห็นอัตภาพของพระโพธิสัตว์นั้น ถึงแล้วซึ่งส่วนอันงามเลิศด้วยรูปร่าง จึงคิดว่า หงส์ตัวนี้มีร่างกายโตเท่าดุมเกวียน มีพรรณดุจทองคำ มีรอยแดง ๓ รอยคาดอยู่ที่คอ มีรอยพาดลงไปทางลำคอไปโดยระหว่างท้อง ๓ รอย มีรอยแล่นไปตลอดโดยส่วนแห่งเบื้องหางอีก ๓ รอย ย่อมรุ่งเรือง ประดุจลิ่มทองคำ ที่บุคคลวางไว้บนกลุ่มไหมกัมพลแดง หงส์ตัวนี้คงเป็นพญาแห่งหงส์เหล่านี้เป็นแน่แท้ เราจักจับหงส์ตัวนี้แหละ. แม้พญาหงส์เที่ยวหาอาหารได้เป็นอันมาก เล่นกีฬาในน้ำ มีฝูงหงส์แวดล้อมกลับไปยังเขาจิตตกูฏทีเดียว พระโพธิสัตว์เที่ยวหากินอาหาร โดยทำนองนี้ตลอดกาลประมาณ ๕-๖ วัน.

ในวันที่ ๗ นายพรานเขมกะขวั้นเชือกเส้นใหญ่ ที่ทำด้วยขนหางม้าสีดำให้มั่นคง กระทำให้เป็นบ่วงมีคัน ทราบโดยถ่องแท้ว่า ในวันพรุ่งนี้ พญาหงส์จักร่อนลงในที่นี้ จึงดักบ่วงไว้ใต้น้ำ. ในวันรุ่งขึ้น พญาหงส์เมื่อโผลงมา จึงเอาเท้าถลำลงไปในบ่วง. ทันใดนั้น บ่วงของนายพรานนั้นก็รวบรัดเท้าไว้ เหมือนมีใครมาฉุดคร่าด้วยลวดเหล็ก. พญาหงส์นั้นจึงคิดว่า เราจักกระตุกบ่วงนั้นให้ขาด จึงรวบรวมกำลังฉุดคร่ามาแล้วให้ตกลงไป. ในครั้งแรก หนังอันมีสีประดุจทองคำก็ขาดไป ในครั้งที่สอง เนื้อซึ่งมีสีประดุจผ้ากัมพลก็ขาดไป ในครั้งที่สาม เส้นเอ็นก็ได้ขาดไปจนจรดกระดูก.

พระโพธิสัตว์ดำริว่า ในครั้งที่สี่ เท้าคงขาดแน่. ธรรมดาว่า พระราชาเป็นผู้มีอวัยวะอันเลวทราม ไม่เหมาะสมเลย จึงมิได้กระทำความพยายามอีกต่อไป ทุกขเวทนาได้แผ่ซ่านไปอย่างแรงกล้า พระโพธิสัตว์จึงดำริว่า ถ้าเราร้องแสดงอาการว่า ติดบ่วง พวกญาติของเราก็จักตกใจ ไม่ทันได้กินอาหาร บินหนีไป ทั้งที่ตนกำลังหิวจัดอยู่ทีเดียว ก็จักตกลงไป ในท่ามกลางมหาสมุทร พระองค์จึงทรงอดกลั้นต่อทุกขเวทนา แม้ตกอยู่ในอำนาจบ่วง ก็ทำทีเป็นเหมือนจิกกินข้าวสาลีอยู่ ในเวลาที่หงส์เหล่านั้นกินอาหารอิ่มหนำแล้ว เล่นหงส์กีฬาอยู่ จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า ติดบ่วง. หงส์ทั้งหลายได้ยินเสียงนั้น ต่างก็กลัวตายเป็นกำลัง จึงมุ่งหน้าตรงไปยังเขาจิตตกูฏเป็นพวกๆ บินหนีไปโดยนัยก่อนนั่นแล.

สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีคิดว่า ภัยนี้บังเกิดขึ้นแก่มหาราชบ้างหรือไม่หนอ เราจักทราบเหตุนั้น จึงรีบบินไปค้นหาในระหว่างแห่งหมู่หงส์ที่บินไปข้างหน้า โดยนัยดังกล่าวแล้วแต่หนหลังทีเดียว มิได้เห็นพระมหาสัตว์ในหมู่แม้ทั้งสามหมู่ คิดว่า ภัยนี้บังเกิดขึ้นแก่มหาราชของเรานี้เป็นแน่แท้ทีเดียว จึงหวนกลับมา ก็ได้เห็นพระมหาสัตว์ติดบ่วง มีร่างกายเปื้อนโลหิตเร่าร้อนอยู่ ด้วยความทุกข์ จับอยู่บนหลังเปือกตม จึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่ากลัวเลย ข้าพระองค์จะสละชีวิตของข้าพระองค์ ให้นายพรานปล่อยพระองค์เสีย ร่อนลงมาปลอบประโลมพระมหาสัตว์ จับอยู่บนหลังเปือกตม. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า เมื่อหงส์เก้าหมื่นหกพันทิ้งเราหนีไป สุมุขหงส์นี้กลับมาแต่ตัวเดียว เธอจักทิ้งเราหนีไป ในเวลาที่บุตรนายพรานมาแล้วหรือไม่หนอ เป็นสัตว์มีกายเปื้อนด้วยโลหิตห้อยอยู่ที่ปลายบ่วงทีเดียว

ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ด้วยสามารถจะทดลองใจว่า

หงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมบินหนีไป ดูก่อนสุมุขะผู้มีขนเหลือง มีผิวพรรณดังทองคำ ท่านจงบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด

หมู่ญาติละทิ้งเรา ซึ่งตกอยู่ในอำนาจบ่วงตัวเดียว บินหนีไปไม่เหลียวหลังเลย ท่านจะอยู่ผู้เดียวทำไม

ดูก่อนสุมุขะผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย ท่านจงกลับไปเสียเถิด ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี ท่านอย่าคลายความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ จงหนีไปเสียตามความปรารถนาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยเมริตา ความว่า ถูกภัยรุกราน ถูกภัยคุกคาม คือหวั่นไหวด้วยภัย.

คำว่า หริ และคำว่า เหม ในบทที่สาม เป็นชื่อของทองคำเหมือนกันนั่นแหละ แม้หงส์นั้นมีพรรณเหมือนทองคำ เพราะมีหนังเป็นสีทอง เพราะเหตุนั้น พญาหงส์จึงเรียกสุมุขหงส์นั้นอย่างนี้.

คำว่า สุมุข คือ ดูก่อนพ่อผู้มีหน้าตาดี.

บทว่า อนเปกฺขมานา ได้แก่ พวกญาติเหล่านั้น มิได้แลดูหมดความห่วงใย.

บทว่า ปเตว ได้แก่ พ่อจงบินกลับไปเสียเถิด.

บทว่า อนีฆาย ความว่า พ่ออย่าได้คลายความเพียร เพราะความหมดทุกข์อันจะพึงถึง เพราะไปเสียจากที่นี่.

สุมุขหงส์เสนาบดีสดับคำนั้น จึงคิดว่า พญาหงส์นี้ยังไม่รู้จักว่า เราเป็นมิตรแท้ ย่อมกำหนดเราว่า เป็นมิตรไม่มีความรักใคร่ เราจักแสดงความรักแก่พญาหงส์นี้ ดังนี้

ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า

ข้าแต่พญาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์ แม้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย ความเป็นอยู่หรือความตายของข้าพระองค์ จักมีพร้อมกับพระองค์

ข้าแต่พญาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์ แม้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย พระองค์ไม่ควรจะชักชวนข้าพระองค์ให้ประกอบในกรรมอันประกอบด้วยความอันไม่ประเสริฐเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์เป็นสหาย สหชาติของพระองค์ เป็นผู้ดำรงอยู่ในจิตของพระองค์ ใครๆ ก็รู้ว่า ข้าพระองค์เป็นเสนาบดีของพระองค์ ข้าพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะกล่าวอวดอ้างในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร

ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ละทิ้งพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะกล่าวกะฝูงหงส์เหล่านั้นได้อย่างไร ข้าพระองค์จักยอมสละชีวิตไว้ในที่นี้ ไม่สามารถจะทำกิจอันไม่ประเสริฐได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ แม้อันความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจถูกต้องแล้ว ก็ไม่ยอมละทิ้งพระองค์.

บทว่า อนริยสํยุตฺเต ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยความอันไม่ประเสริฐ เพราะเป็นกรรมที่บุคคลผู้ประทุษร้ายมิตรทั้งหลาย ผู้ไม่ประเสริฐพึงกระทำ.

บทว่า กมฺเม ได้แก่ กรรมที่จะต้องละทิ้งพระองค์ไป.

บทว่า สกุมาโร ได้แก่ เป็นเด็กเสมอกัน. อธิบายว่า เป็นกุมารที่ถือปฏิสนธิในวันเดียวกัน ทำลายฟองไข่ในวันเดียวกัน แล้วเติบโตเจริญมาด้วยกัน.

บทว่า สขา ตฺยมฺหิ ได้แก่ ข้าพระองค์เป็นสหายที่รักเสมอด้วยดวงตาข้างขวาของพระองค์.

บทว่า สจิตฺเต ได้แก่ ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในจิตของพระองค์ ย่อมเป็นไปในอำนาจของพระองค์. อธิบายว่า เมื่อพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพระองค์ก็มีชีวิตอยู่ เมื่อพระองค์สิ้นชีวิต ข้าพระองค์ก็สิ้นชีวิตเหมือนกัน. บาลีเป็น สํจิตฺเต ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในจิตของพระองค์ ตั้งอยู่ด้วยดีแล้ว.

บทว่า ญาโต ได้แก่ รู้จักกันทั่วไป ปรากฏในระหว่างหงส์ทั้งหมด.

บทว่า วิกตฺถิสฺสํ ความว่า ข้าพระองค์ถูกหงส์เหล่านั้นถามว่า พญาหงส์ไปไหน จักบอกว่าอย่างไร.

บทว่า กินฺเต วกฺขามิ ความว่า ข้าพระองค์จักกล่าวกะหมู่หงส์ที่ถาม ถึงข่าวคราวของพระองค์เหล่านั้นว่าอย่างไร.

เมื่อสุมุขหงส์บันลือสีหนาทด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว

พระมหาสัตว์ เมื่อจะพรรณนาคุณของสุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวว่า

ดูก่อนสุมุขะ ท่านไม่อาจจะละทิ้งเรา ผู้เป็นทั้งนาย ทั้งสหาย ชื่อว่าตั้งอยู่ในทางอันประเสริฐนี้แล เป็นธรรมเนียมของโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย. จริงอยู่ เมื่อเรายังเห็นท่าน ความกลัวย่อมไม่เกิดขึ้นเลย ท่านจักให้เราผู้เป็นอยู่อย่างนี้รอดชีวิตได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอโส ธมฺโม ได้แก่ นี้แล เป็นสภาพของบัณฑิตในปางก่อนทั้งหลาย.

บทว่า ภตฺตารํ สขารํ มํ ได้แก่ เป็นทั้งนายด้วย เป็นทั้งเพื่อนด้วย.

บทว่า ภยํ ได้แก่ ความสะดุ้งตกใจกลัว ย่อมไม่เกิดแก่เรา เหมือนกับว่า เราอยู่ในท่ามกลางหมู่หงส์บนภูเขาจิตตกูฏ ฉะนั้น.

บทว่า มยฺหํ ได้แก่ พ่อจักให้เรารอดชีวิต.

เมื่อหงส์ทั้งสองนั้นกำลังพูดกันอยู่อย่างนี้ทีเดียว นายลุททบุตรยืนอยู่ที่ขอบสระ เห็นหงส์บินหนีไปถึง ๓ หมู่แล้ว จึงมองดูสถานที่ที่ตนดักบ่วงไว้ว่า เป็นอย่างไรหนอ เห็นพระโพธิสัตว์ห้อยอยู่ที่คันบ่วง มีความโสมนัสเกิดขึ้นแล้ว เหน็บชายกระเบนหยักรั้ง ถือไม้ค้อนลุยลงไป ดังว่าไฟบรรลัยกัลป์ เสือกศีรษะในเบื้องบน ไปยังเลนที่จะต้องเหยียบด้วยเท้า พุ่งตัวไปข้างหน้ารีบเข้าไปจนใกล้.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งสองที่ประเสริฐ ซึ่งประพฤติธรรมอันประเสริฐ กำลังโต้ตอบกันด้วยประการฉะนี้ นายพรานถือท่อนไม้กระชับแน่น รีบเดินเข้ามา สุมุขหงส์เห็นนายพรานนั้นกำลังเดินมา จึงได้ร้องเสียงดัง ยืนอยู่ข้างหน้าพญาหงส์ ปลอบพญาหงส์ที่หวาดกลัว ให้เบาใจด้วยคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย อย่าทรงกลัวเลย ด้วยว่า บุคคลทั้งหลายเช่นกับพระองค์ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จะประกอบความเพียรอันสมควร ประกอบด้วยธรรม พระองค์จะพ้นจากบ่วงด้วยความเพียร อันผ่องแผ้วนั้นได้โดยพลัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวุตฺตินํ ได้แก่ ประพฤติอยู่ในคลองธรรมอันประเสริฐ.

บทว่า ภุสํ ได้แก่ มีกำลังมั่นคงแข็งแรง.

บทว่า อปริพฺรูหยิ ความว่า สุมุขหงส์ เมื่อจะกล่าวคำว่า พระองค์อย่ากลัวเลย ดังนี้เป็นต้น อันมาแล้วในคาถาอันเป็นลำดับต่อไป ได้ร้องเสียงดัง คือได้ส่งเสียงดัง.

บทว่า อฏฺฐาสิ ความว่า สุมุขหงส์นั้นโดยยอมสละชีวิต แล้วยืนข้างหน้าพญาหงส์ ด้วยคิดว่า ถ้านายพรานจักประหารพญาหงส์ เราก็จักรับการประหารนั้นเสียเอง.

บทว่า วิสฺสาสยํ คือ ให้โล่งใจให้คล่องใจ.

บทว่า พยถํ ได้แก่ พญาหงส์ตัวหวาดกลัวแล้ว สุมุขหงส์ได้ปลอบพญาหงส์ให้เบาใจ ด้วยคำว่า มา ภายิ นี้.

บทว่า ตาสิทา ได้แก่ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความเพียรเช่นกับพระองค์.

บทว่า โยคํ คือ ประกอบด้วยญาณวิริยะ.

บทว่า ยุตฺตํ คือ เหมาะสม.

บทว่า ธมฺมูปสญฺหิตํ คือ อาศัยเหตุ.

บทว่า เตน ปริยาปทาเนน คือ ด้วยความเพียรเป็นเครื่องประกอบอันบริสุทธิ์ ดังที่ข้าพระองค์ได้กล่าวแล้วนั้น.

บทว่า ปโมกขสิ แปลว่า พระองค์จักหลุดพ้น.

สุมุขหงส์ปลอบพระมหาสัตว์ให้เบาใจ อย่างนี้แล้วจึงไปยังที่ใกล้นายลุททบุตร เปล่งวาจาภาษามนุษย์อันไพเราะว่า ดูก่อนสหาย ท่านชื่อไร. เมื่อนายพรานตอบว่า ดูก่อนพญาหงส์ตัวมีผิวพรรณดังทอง เรามีชื่อว่าเขมกะ จึงกล่าวว่า ดูก่อนเขมกะผู้เป็นสหาย ท่านอย่าได้กระทำความสำคัญว่า หงส์ที่ติดในบ่วงอันท่านดักไว้นั้น เป็นหงส์ธรรมดาสามัญ หงส์ที่ติดบ่วงของท่านนี้ คือพญาหงส์ธตรฐ ประเสริฐกว่าหงส์เก้าหมื่นหกพัน ถึงพร้อมด้วยญาณและศีลาจารวัตร ดำรงอยู่ในฝ่ายแห่งความสรรเสริญ หงส์นี้ไม่สมควรที่ท่านจะฆ่าเสียเลย ข้าพเจ้าจักกระทำกิจที่ควรกระทำด้วยสรีระนี้แก่ท่าน แม้พญาหงส์นี้มีพรรณประดุจทองคำ ถึงตัวข้าพเจ้าก็มีพรรณดุจทองคำเช่นเดียวกัน แต่ข้าพเจ้าจักยอมสละชีวิตของตน เพื่อประโยชน์แก่พญาหงส์นี้ หากว่า ท่านประสงค์จะเอาขนปีกทั้งหลายของพญาหงส์นี้ ก็จงเอาขนปีกของข้าพเจ้าเถิด ถ้าแม้ว่า ท่านประสงค์จะเอาหนังเนื้อเอ็นกระดูกอย่างหนึ่ง ก็จงเอาจากสรีระของข้าพเจ้าผู้เดียว หรือถ้าท่านประสงค์จะกระทำพญาหงส์นั้นให้เป็นหงส์กีฬา(หงส์เต้นระบำ) ก็จงกระทำข้าพเจ้าผู้เดียว ถ้าท่านประสงค์จะให้บังเกิดทรัพย์ ก็จงเอาพญาหงส์นั้นขายทั้งเป็นๆ กระทำทรัพย์ให้บังเกิดขึ้น ขอท่านอย่าได้ฆ่าพญาหงส์ ตัวประกอบด้วยคุณมีญาณเป็นต้นนี้ เสียเลย เพราะถ้าท่านจักฆ่าพญาหงส์นั้น ท่านจักไม่พ้นจากอบายมีนรกเป็นต้น

สุมุขหงส์กล่าวคุกคาม นายพรานนั้นด้วยภัยในอบายมีนรกเป็นต้นให้เชื่อถือถ้อยคำอันไพเราะของตน แล้วกลับไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์อีก ปลอบประโลมพระองค์ให้เบาใจ แล้วยืนอยู่.

นายเนสาทสดับคำของสุมุขหงส์นั้น จึงคิดว่า หงส์นี้แม้เป็นสัตว์ดิรัจฉานยังกระทำมิตรธรรมเห็นปานนี้ อันไม่น่าจะกระทำกับมนุษย์เลย แท้จริง แม้พวกมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังไม่อาจจะกระทำมิตรธรรมได้อย่างนี้ ดูช่างน่าอัศจรรย์ พญาหงส์นี้เป็นสัตว์ถึงพร้อมด้วยปัญญา กล่าววาจาไพเราะชื่อว่าเป็นผู้แสดงธรรม ย่อมกระทำสรีระทั้งสิ้นของเรา ให้เต็มไปด้วยปีติและโสมนัส เขามีโลมชาติชูชัน ทิ้งท่อนไม้ตั้งอัญชลีไว้เหนือศีรษะ ประหนึ่งว่านอบน้อมนมัสการพระอาทิตย์ ยืนกล่าวสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อยู่.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

นายพรานได้ฟังคำสุภาษิตของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ขนลุกชูชัน นอบน้อมอัญชลีแก่สุมุขหงส์ แล้วถามว่า เราไม่เคยได้ฟัง หรือไม่เคยได้เห็น นกพูดภาษามนุษย์ได้ ท่านแม้จะเป็นนก ก็พูดภาษาอันประเสริฐ เปล่งวาจาภาษามนุษย์ได้

พญาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้นแล้ว ทำไมจึงเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งไปหมด เพราะเหตุใด ท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺชลิสฺสูปนามยิ ความว่า นายพรานนั้นน้อมอัญชลีแก่สุมุขหงส์นั้น คือกระทำการชมเชยสุมุขหงส์นั้น ด้วยคาถาอันเป็นลำดับต่อไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานุสํ ได้แก่ ภาษาอันเป็นของมนุษย์.

บทว่า อริยํ ได้แก่ ดี ไม่มีโทษ.

บทว่า จชนโต คือ กล่าวอยู่ มีคำที่ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนสหาย ท่านแม้เป็นนกก็ได้กล่าววาจาภาษามนุษย์กับเราในวันนี้ กล่าววาจาอันไม่มีโทษ เปล่งวาจาภาษามนุษย์ เราเห็นแล้วโดยประจักษ์ เพราะว่า สิ่งอัศจรรย์นี้ เราไม่เคยได้ยินมา ไม่เคยได้เห็นมา ในกาลก่อนแต่นี้เลย.

บทว่า กินฺนุ ตายํ ความว่า ท่านเข้าไปใกล้นกใด นกนั้นย่อมเป็นอะไรกับท่าน.

สุมุขหงส์ถูกนายพรานผู้มีจิตชื่นชม ไต่ถามด้วยถ้อยคำอย่างนี้แล้ว จึงดำริว่า นายพรานนี้ เป็นผู้มีใจอ่อนเกิดแล้ว บัดนี้เราจักแสดงคุณของเรา เพื่อให้นายพรานนี้มีใจอ่อนยิ่งขึ้นไปอีกทีเดียว จึงกล่าวว่า

ดูก่อนนายพราน ผู้เป็นศัตรูของนก พญาหงส์เป็นราชาของข้าพเจ้า ทรงตั้งข้าพเจ้าให้เป็นเสนาบดี ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์ ซึ่งเป็นอธิบดีของหงส์ ในคราวมีอันตรายได้ พญาหงส์นี้เป็นนายของหมู่หงส์เป็นอันมากและของข้าพเจ้า อย่าให้พระองค์พึงถึงความพินาศเสียเลย ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เพราะเหตุที่พญาหงส์นี้เป็นนายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงยินดีรื่นรมย์อยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นุสฺสเห ได้แก่ ไม่สามารถจะทิ้งไปได้.

บทว่า มหาคณายํ ได้แก่ แม้ของหมู่หงส์ใหญ่.

บทว่า มา เอโก ความว่า เมื่ออำมาตย์ราชเสวกเช่นข้าพเจ้ายังมีอยู่ ขอพระองค์อย่าได้ถึงความพินาศ แต่ผู้เดียวเลย.

บทว่า ยถา ตํ ได้แก่ ข้าพเจ้ากล่าวไว้ฉันใด ก็ฉันนั้นแล.

บทว่า สมฺม คือผู้เป็นมิตรที่รัก.

บทว่า ภตฺตายํ อภิรโต รเม ความว่า พระองค์เป็นนาย ข้าพเจ้าจึงยินดียิ่งแด่พระองค์ รื่นรมย์อยู่ในที่ใกล้ ไม่เบื่อหน่าย.

นายเนสาทสดับถ้อยคำอันไพเราะ ทั้งอาศัยธรรมของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ก็เกิดความโสมนัสยินดี มีโลมชาติชูชัน คิดว่า ถ้าเราจักฆ่า พญาหงส์ที่ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเช่นนี้ คงจักไม่พ้นจากอบายทั้ง ๔ ไปได้ พระราชาทรงพระประสงค์จะกระทำเราอย่างใด ก็จงทรงกระทำอย่างนั้นเถิด เราจะกระทำพญาหงส์นี้ ให้เป็นรางวัลแก่สุมุขหงส์แล้ว จักปล่อยไป จึงได้กล่าวคาถาว่า

ดูก่อนหงส์ ท่านย่อมนอบน้อมก้อนอาหาร ชื่อว่ามีความประพฤติธรรมอันประเสริฐ ข้าพเจ้าจะปล่อยนายของท่าน ท่านทั้งสองจงไปตามสบายเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวุตฺติ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบแล้ว ด้วยวัตรของท่านผู้ประเสริฐ ด้วยอาจาระทั้งหลาย กล่าวคือการรักษามิตรธรรม.

บทว่า โย ปิณฺฑมปจายสิ ความว่า ท่านใดบูชาก้อนอาหารที่ได้แล้วจากสำนักของนาย.

บทว่า คจฺฉถูโภ ความว่า ท่านแม้ทั้งสองจงยังหมู่ญาติ ซึ่งมีหน้าอันชุ่มด้วยน้ำตาให้ร่าเริงอยู่ จงไปตามความสบายเถิด.

ก็นายเนสาท ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปใกล้พระมหาสัตว์ ด้วยจิตอันอ่อนโยนแล้ว โน้มคันบ่วงลงมา ให้จับอยู่ที่หลังเปือกตม แก้พระมหาสัตว์นั้นออกจากคันบ่วง อุ้มขึ้นนำออกจากสระ ให้จับอยู่บนลานหญ้าแพรกอ่อน ค่อยๆ แก้บ่วงที่รัดเท้าทั้งสองออก เข้าไปตั้งไว้ ซึ่งความรักในพระมหาสัตว์อย่างแรงกล้า ไปตักน้ำมาล้างเลือด ลูบคลำอยู่ไปมาด้วยเมตตาจิต

ขณะนั้น ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของนายเนสาทนั้น เส้นเอ็นกับเส้นเอ็น เนื้อกับเนื้อ หนังกับหนัง ก็ติดต่อสนิทกัน เท้าก็หายเป็นปกติ มิได้มีส่วนผิดแปลกกับอวัยวะส่วนอื่นๆ เลย.

พระโพธิสัตว์ถึงความสุขสบายแล้ว จับอยู่โดยความเป็นปกติทีเดียว.

สุมุขหงส์เห็นพญาหงส์ ได้รับความสบายเพราะอาศัยตน ก็เกิดความโสมนัสยินดี จึงคิดว่า นายเนสาทชื่อว่าได้กระทำอุปการะไว้แก่เรา เป็นอันมากมีอยู่ ส่วนเรายังไม่มีอุปการะแก่เขาเลย ก็ถ้านายเนสาทนี้จับเอาเราไป เพื่อประโยชน์แก่พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น นำไปยังสำนักของอิสรชนเหล่านั้น จักได้ทรัพย์มาก ถ้าเขาจับเอาไปเพื่อประโยชน์แก่ตน ขายเราแล้วจักได้ทรัพย์เหมือนกัน เราจักถามเขาดูก่อน.

ลำดับนั้น สุมุขหงส์ เมื่อจะกล่าวถามนายเนสาทนั้น เพราะความที่ตนใคร่ที่จะกระทำอุปการะ จึงกล่าวคาถาว่า

ดูก่อนสหาย ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้งหลาย ด้วยประโยชน์ของตน ข้าพเจ้าจะขอรับทักษิณาอภัยของท่านนี้.

ดูก่อนนายพราน ถ้าท่านไม่ได้ดักหงส์และนกทั้งหลาย ด้วยประโยชน์ของตน ท่านไม่มีอิสระ ถ้าท่านปล่อยเราทั้งสองเสีย ท่านก็ชื่อว่ากระทำความเป็นขโมย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ความว่า ดูก่อนนายเนสาทผู้เป็นสหาย ถ้าท่านดักบ่วงหงส์และนกอันเหลือทั้งหลาย ด้วยประโยชน์ของตน คือเพื่อประโยชน์แก่ตน.

บทว่า อนิสฺสโร ความว่า ท่านเป็นผู้ไม่มีอิสระที่จะปล่อยข้าพเจ้าเสีย จงไปยังสำนักของผู้ที่บังคับท่านนั้นเถิด พึงกระทำการลักแต่อย่ากระทำหนี้เลย.

นายเนสาทสดับคำนั้น จึงกล่าวว่า เรามิได้จับท่านทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่ตนเลย แต่พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่าสังยมะ มีรับสั่งให้เราจับ แล้วจึงเล่าเรื่องทั้งหมด จำเดิมแต่กาลที่ พระนางเทวีทรงเห็นสุบินนิมิตจนกระทั่งถึงพระราชาทรงทราบความที่พวกหงส์ทองเหล่านั้นมาแล้ว จึงตรัสสั่งว่า ดูก่อนเขมกะผู้เป็นสหาย ท่านจงพยายามจับหงส์สักตัวหนึ่งหรือสองตัวให้ได้ เราจักให้ยศแก่ท่าน แล้วประทานเสบียงส่งไป

สุมุขหงส์สดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงคิดว่า นายเนสาทนี้มิได้เห็นแก่ชีวิตของตน ปล่อยเราไปเสีย ชื่อว่ากระทำกิจอันยากที่คนอื่นจะกระทำได้ ถ้าเราจักไปยังภูเขาจิตตกูฏจากที่นี่

อานุภาพแห่งบุญบารมีของพญาหงส์ธตรฐก็จะไม่ปรากฏ และ

มิตรธรรมของเราก็จักไม่ปรากฏ

ทั้งบุตรนายพรานก็จักไม่ได้ยศใหญ่

พระราชาก็จักมิได้ตั้งอยู่ในศีล ๕

ความปรารถนาของพระเทวีก็จักไม่ถึงที่สุด

จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะปล่อยข้าพเจ้ายังไม่ได้ ท่านต้องแสดงข้าพเจ้าแก่พระราชา ท้าวเธอจักทรงกระทำข้าพเจ้าตามพอพระทัย.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาพระองค์ใด จงนำข้าพเจ้าไปให้ถึงพระราชาพระองค์นั้น ตามปรารถนาเถิด พระเจ้าสังยมนะจักทรงกระทำตามพระประสงค์ ในพระราชนิเวศน์นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺเสว ความว่า ท่านจงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของพระเจ้าสังยมราชนั้นเถิด.

บทว่า ตตฺถ คือ ในพระราชนิเวศน์นั้น.

บทว่า ยถาภิญฺญํ ความว่า พระองค์จักทรงกระทำตามพระราชประสงค์ คือตามความพอพระทัย.

นายเนสาทสดับคำนั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านที่เจริญ ท่านอย่าพอใจให้พระราชาทอดพระเนตรเลย ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายเป็นที่น่าเกรงกลัว พึงกระทำท่านให้เป็นหงส์ระบำ หรือไม่ก็พึงฆ่าท่านเสีย. ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกล่าวกะนายเนสาทนั้นว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหายผู้ให้ชีวิต ท่านอย่าได้คิดถึงข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าได้ทำคนหยาบช้าเช่นท่าน ให้อ่อนโยนด้วยธรรมกถา ไฉนจักทำพระราชาให้เกิดความอ่อนโยนบ้างไม่ได้ ด้วยว่า พระราชาทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด รู้จักวาจาที่เป็นสุภาษิตหรือทุพภาษิต ท่านจงนำข้าพเจ้าทั้งสองไปยังสำนักของพระราชาโดยเร็วเถิด แต่เมื่อจะนำไป อย่านำไปด้วยการผูกมัด จงยังข้าพเจ้าให้เกาะในกรงดอกไม้นำไป

อนึ่ง เมื่อท่านจะกระทำกรงดอกไม้ ท่านจงกระทำกรงของพญาหงส์ธตรฐให้ใหญ่ คาดด้วยดอกบัวสีขาว ส่วนของข้าพเจ้าจงกระทำให้เล็ก คาดด้วยดอกบัวสีแดง แล้วจงพาพญาหงส์ธตรฐไปข้างหน้า พาข้าพเจ้าไปข้างหลัง กระทำให้ต่ำเล็กน้อย แล้วจงนำไปแสดงแด่พระราชาเถิด.

นายพรานนั้นสดับคำของสุมุขหงส์นั้นแล้ว จึงคิดว่า สุมุขหงส์คงจะปรารถนาเฝ้าพระราชา ให้ประทานยศใหญ่แก่เรา ก็เกิดความโสมนัสยินดี เอาเถาวัลย์อ่อนๆ มากระทำให้เป็นกรง คาดด้วยดอกปทุมแล้ว ได้พาไปโดยนัยดังกล่าวแล้วทีเดียว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

นายพรานอันสุมุขหงส์กล่าว ด้วยประการอย่างนี้แล้ว จึงเอามือทั้งสองประคอง พญาหงส์ทองตัวมีสีดังทองคำ ค่อยๆ วางลงในกรง นายพรานพาพญาหงส์ทั้งสอง ซึ่งมีผิวพรรณอันผุดผ่อง คือสุมุขหงส์และพญาหงส์ธตรฐ ซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌโวทหิ คือ วางลงไว้แล้ว.

บทว่า ภสฺสรวณฺณิเน คือ มีพรรณอันถึงพร้อมด้วยรัศมี.

ในเวลาที่นายลุททบุตรพาหงส์ทั้งสองไปด้วยอาการอย่างนี้ พญาหงส์ธตรฐระลึกถึงพระราชธิดาของพญาปากหงส์ ซึ่งเป็นภรรยาของตน จึงเรียกสุมุขหงส์แล้วพร่ำรำพัน ด้วยอำนาจกิเลส.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐ อันนายพรานนำไปอยู่ ได้กล่าวกะสุมุขหงส์ว่า ดูก่อนสุมุขะ เรากลัวนัก ด้วยนางหงส์ที่มีผิวพรรณดังทองคำ มีขาได้ลักษณะ นางรู้ว่าเราถูกฆ่า ก็จักฆ่าตนเสียโดยแท้. ดูก่อนสุมุขะ ก็ราชธิดาของพญาปากหงส์ นามว่าสุเหมา ซึ่งมีผิวงามดังทองคำ จักร่ำไห้อยู่ เหมือนนางนกกระเรียนที่กำพร้า ร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทรฉะนั้น เป็นแน่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภายามิ ความว่า เรากลัวต่อมรณภัย.

บทว่า สามาย แปลว่า ด้วยนางที่มีผิวพรรณดังทองคำ.

บทว่า ลกฺขณูรุยา แปลว่า มีขาอันถึงพร้อมด้วยลักษณะ.

บทว่า วธมญฺญาย ความว่า เมื่อนางรู้ว่าเราถูกฆ่า คือเป็นผู้มีความสำคัญว่า สามีอันเป็นที่รักของเราถูกฆ่าตายเสียแล้ว.

บทว่า วธิสฺสติ ความว่า จักฆ่าตัวตายด้วยคิดว่า เมื่อสามีอันเป็นที่รักของเราตายแล้ว ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่.

บทว่า ปากหํสา คือ ราชธิดาของพญาปากหงส์.

บทว่า สุเหมา คือ ราชธิดาที่มีพระนามอย่างนี้.

บทว่า เหมสุตฺตจา คือ มีผิวหนังงดงามดุจทองคำ.

บทว่า โกญฺจีว ความว่า นางคงจักร้องไห้คร่ำครวญอยู่เป็นแน่แท้ เสมือนหนึ่งนางนกกระเรียน เมื่อผัวจมลงสู่สมุทร กล่าวคือน้ำเค็ม ตายเสียแล้ว ก็ย่อมว้าเหว่คร่ำครวญอยู่ ฉะนั้นแล.

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า พญาหงส์นี้เป็นผู้สมควรที่จะสั่งสอนผู้อื่น มาพร่ำรำพันไปด้วยอำนาจกิเลส เพราะอาศัยมาตุคาม เกิดเป็นประหนึ่ง เวลาที่น้ำมีอาการร้อน และเป็นประหนึ่ง เวลาที่นาอันไม่มีรั้วล้อมกั้น ถ้ากระไร เราพึงประกาศโทษมาตุคาม ด้วยกำลังแห่งญาณของตน พึงยังพญาหงส์นี้ให้รู้สึก

จึงได้กล่าวคาถาว่า

การที่พระองค์เป็นใหญ่กว่าโลกคือหงส์ ใครๆ ไม่สามารถจะประมาณคุณได้ เป็นครูของหมู่คณะใหญ่ พึงตามเศร้าโศกถึงหญิงคนเดียวอย่างนี้ เหมือนไม่ใช่ความประพฤติของผู้มีปัญญา

ลมย่อมพัดพานทั้งกลิ่นหอมและกลิ่นเหม็น เด็กอ่อนย่อมเก็บผลไม้ทั้งดิบทั้งสุก คนตาบอดผู้โลภในรสอาหาร ย่อมถือเอาอาหาร ฉันใด ธรรมดาหญิงก็ฉันนั้น พระองค์ไม่รู้จักตัดสินใจในเหตุทั้งหลาย ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนคนเขลา

พระองค์จะถึงมรณกาลแล้ว ยังไม่ทรงทราบถึงกิจที่ควรและไม่ควร พระองค์เห็นจะเป็นกึ่งคนบ้า บ่นเพ้อไปต่างๆ ทรงสำคัญหญิงว่าเป็นผู้ประเสริฐ แท้จริง หญิงเหล่านี้เป็นของทั่วไป แก่คนเป็นอันมาก เหมือนโรงสุราเป็นสถานที่ทั่วไป แก่พวกนักเลงสุรา ฉะนั้น

อนึ่ง หญิงเหล่านี้มีมารยาเหมือนพยับแดด เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศก เป็นเหตุเกิดโรคและอันตราย

อนึ่ง หญิงเหล่านี้เป็นคนหยาบคาย เป็นเครื่องผูกมัด เป็นบ่วง เป็นถ้ำ ที่อยู่ของมัจจุราช บุรุษใดพึงหลงระเริงใจในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นชื่อว่า เป็นคนเลวทรามในหมู่นระ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺโต คือ เป็นผู้ยิ่งใหญ่.

บทว่า โลกสฺส คือ แก่โลกของหมู่หงส์.

บทว่า อปฺปเมยฺโย ได้แก่ ใครๆ ไม่พึงอาจจะประมาณด้วยคุณทั้งหลายได้.

บทว่า มหาคณี ได้แก่ เป็นครูของคณะอันประกอบแล้วด้วยคณะใหญ่.

บทว่า เอกิตฺถึ ความว่า ท่านผู้เจริญเห็นปานนี้ พึงตามเศร้าโศกถึงหญิงคนเดียว ความตามเศร้าโศกนี้ ประหนึ่งมิใช่ของผู้มีปัญญาเลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงมีความสำคัญพระองค์ ว่าเป็นผู้โง่เขลา ในวันนี้เอง.

บทว่า อาเทติ คือ ย่อมถือเอา.

บทว่า เฉกปาปกํ คือ ทั้งดีทั้งชั่ว.

บทว่า อามกปกกํ คือ ดิบด้วยสุกด้วย.

บทว่า โลโล คือ โลภในรส.

มีคำที่ท่านอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาว่า ลมย่อมพัดสระดอกปทุมเป็นต้น ซึ่งมีกลิ่นหอม และพัดสถานที่อันเต็มไปด้วยกองหยากเยื่อเป็นต้น ซึ่งมีกลิ่นเหม็น ย่อมพัดเอากลิ่นทั้งหอมทั้งเหม็นทั้งสองอย่าง ด้วยประการฉะนี้ ฉันใด อนึ่ง เด็กเล็กๆ นั่งอยู่ใต้ต้นมะม่วง และต้นหว้าทั้งหลาย เอื้อมมือออกไปเก็บผลทั้งที่ยังดิบและสุก ซึ่งหล่นลงมาแล้วเคี้ยวกิน ฉันใด อนึ่ง คนตาบอดผู้โลภในรสอาหาร เมื่อเขายกภัตรเข้ามาให้ ย่อมถือเอาอาหารทั้งที่มีแมลงและไม่มีแมลงทุกอย่าง ฉันใด ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายย่อมถือเอา คือย่อมคบแม้คนตาบอด คนเข็ญใจ คนมีตระกูลสูง คนไม่มีตระกูล คนรูปสวย คนรูปชั่ว ทั้งหมด ด้วยอำนาจกิเลสฉันนั้น เหมือนกัน ข้าแต่มหาราช พระองค์มาบ่นรำพัน เพราะเหตุแห่งหญิงทั้งหลาย ผู้มีธรรมอันลามก เช่นกับลมและเด็กเล็กๆ และคนตาบอด.

บทว่า อตฺเถสุ หมายเอาทั้งเหตุและมิใช่เหตุ.

บทว่า มนโท คือ อันธพาล.

บทว่า ปฏิภาสิ มํ คือ ย่อมตั้งขึ้นเฉพาะข้าพเจ้า.

บทว่า กาลปริยายํ ความว่า พระองค์ถึงเวลาใกล้มรณะเห็นปานนี้แล้ว ยังไม่รู้สึกอีกว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ในเวลานี้ สิ่งนี้ควรกล่าว สิ่งนี้ไม่ควรกล่าวในกาลนี้.

บทว่า อฑฺฒอุมฺมตฺโต ได้แก่ ชะรอยว่าเป็นบ้าไปครึ่งหนึ่ง.

บทว่า อุทีเรสิ ความว่า พระองค์บ่นรำพันเพ้อ เหมือนบุรุษที่ดื่มสุราแล้ว แต่ไม่เมามายจนเกินไป บ่นถึงสิ่งโน้นบ้าง สิ่งนี้บ้างต่างๆ นานา.

บทว่า เสยฺยา คือ เลิศสูงสุด.

บรรดาบททั้งหลาย บทว่า มายา เป็นต้น ความว่า ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงทั้งหลาย เป็นผู้มีมารยาด้วยอรรถว่า หลอกลวง เปรียบเหมือนพยับแดดด้วยอรรถว่า เป็นสิ่งที่ใครๆ เข้าไปจับต้องถือเอาไม่ได้ เป็นผู้มีความเศร้าโศก เพราะเป็นปัจจัยแห่งความเศร้าโศกเป็นต้น เป็นผู้มีโรค และมีอันตรายเป็นอเนกประการ ทั้งชื่อว่าเป็นคนหยาบคาย เพราะกระด้างกระเดื่อง ด้วยกิเลสมีความโกรธเป็นต้น อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าหญิงเหล่านี้เป็นเครื่องผูกมัด เพราะบุคคลถูกผูกมัดด้วยเครื่องจำมีขื่อคาเป็นต้น ก็เพราะอาศัยหญิงเหล่านี้ อนึ่ง หญิงเหล่านี้แหละชื่อว่า เป็นพระยามัจจุราช อันสิงอยู่ในถ้ำ คือสรีระ ก็พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ก็ตัดศีรษะเสียด้วยขวานอันคม แล้วเสียบไว้ที่ปลายหลาว ก็เพราะโจรพวกนี้อาศัยกามเป็นเหตุ มีกามเป็นแดนมอบให้ซึ่งผล มีกามเป็นอธิกรณ์ทีเดียว.

ลำดับนั้น พญาหงส์ธตรฐแสดงว่า พ่อยังไม่รู้จักคุณของมาตุคาม พวกบัณฑิตเท่านั้นจึงจะรู้จัก ใครๆ ไม่ควรติเตียนหญิงเหล่านี้เลย เพราะความที่ตนเป็นผู้มีจิตหลงใหลไฝ่ฝันในมาตุคาม จึงกล่าวคาถาว่า

วัตถุใด ชนท่านผู้เจริญทั้งหลายรู้จักดีแล้ว ใครควรจะติเตียนวัตถุนั้นเล่า ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย มีคุณมาก เกิดแล้วในโลก ความคะนองอันบุคคลตั้งไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น ความยินดีอันบุคคลตั้งเฉพาะไว้แล้วในหญิงเหล่านั้น

พืชทั้งหลาย (มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกและพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น) ย่อมงอกขึ้นในหญิงเหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นพึงเจริญ บุรุษไรมาเกี่ยวข้องชีวิตหญิงด้วยชีวิตของตนแล้ว พึงเบื่อหน่ายในหญิงเหล่านั้น

ดูก่อนสุมุขะ ท่านนั่นแหละ ไม่ต้องคนอื่นละ ก็ประกอบในประโยชน์ของหญิงทั้งหลาย เมื่อภัยเกิดขึ้นแก่ท่านในวันนี้ ความคิดจึงเกิดขึ้น เพราะความกลัว

จริงอยู่ บุคคลทั้งปวงผู้ถึงความสงสัยในชีวิต มีความหวาดกลัว ย่อมอดกลั้นความกลัวไว้ได้ เพราะว่า บัณฑิตทั้งหลายเป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะอันใหญ่ ย่อมประกอบในประโยชน์อันมากที่ประกอบได้

พระราชาทั้งหลาย ย่อมทรงปรารถนาความกล้าหาญของมนตรีทั้งหลาย เพื่อทรงประสงค์ที่จะได้ความกล้าหาญนั้น ป้องกันอันตราย และสามารถป้องกันพระองค์เองด้วย

วันนี้ ท่านจงกระทำด้วยประการที่ พวกพนักงานเครื่องต้นของพระราชา อย่าเชือดเฉือนเราทั้งสอง ในโรงครัวใหญ่เถิด จริงอย่างนั้น สีแห่งขนปีกทั้งหลาย จะฆ่าท่านเสีย เหมือนขุยไม้ไผ่ ฉะนั้น

ท่าน แม้นายพรานจะปล่อยแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะบินหนีไป ยังเข้ามาใกล้บ่วงเองอีกทำไมเล่า วันนี้ ท่านถึงความสงสัยในชีวิตแล้ว จงถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่ายื่นปากออกไปเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ความว่า วัตถุกล่าวคือมาตุคามใด อันท่านผู้เจริญด้วยปัญญาทั้งหลายบัญญัติแล้ว คือปรากฏแก่ท่านเหล่านั้นทีเดียว มิได้ปรากฏแก่พวกชนพาล.

บทว่า มหาภูตา ได้แก่ มีคุณมากคือมีอานิสงส์มาก.

บทว่า อุปปชฺชิสุ ความว่า บังเกิดก่อน เพราะเพศหญิงปรากฏเป็นครั้งแรกในกาลแห่งปฐมกัลป์.

บทว่า ตาสุ ความว่า ดูก่อนพ่อสุมุขะ ความคะนองกายและความคะนองวาจา อันบุคคลตั้งมั่น คือตั้งลงฝั่งไว้ในหญิงเหล่านั้น และความยินดีในกามคุณ ก็ตั้งอยู่เฉพาะในหญิงเหล่านั้นด้วย.

บทว่า วีชานิ ความว่า พืชเป็นต้นว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก และพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ย่อมงอกขึ้นในหญิงเหล่านั้น.

บทว่า ยทิทํ คือ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ แม้ทั้งหมด.

บทว่า ปชายเร ความว่า พญาหงส์ย่อมแสดงว่า ย่อมเจริญพร้อมแล้ว ในท้องของหญิงเหล่านั้นแล.

บทว่า นิพฺพิเช แปลว่า หมดความอาลัยใยดี.

บทว่า ปาณมาสชฺช ปาณิภิ ความว่า ใครๆ ที่เอาชีวิตของตน เข้าคลุกเคล้ากับชีวิตของหญิงเหล่านั้น ถึงกับสละชีวิตของตน จึงได้หญิงนั้นมาแล้ว จะพึงเบื่อหน่ายเสียได้เล่า.

บทว่า นาญฺโญ ความว่า ดูก่อนพ่อสุมุขะ ไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่นละ เมื่อเราอยู่ในท่ามกลางหมู่หงส์ ที่พื้นภูเขาจิตตกูฏ มองไม่เห็นพ่อ จึงถามว่า สุมุขหงส์ไปไหน หงส์ทั้งหลายตอบว่า สุมุขหงส์นี้พามาตุคามไปเสวยความยินดีอย่างสูงสุด อยู่ในถ้ำทอง พ่อนั่นแล ย่อมประกอบในประโยชน์ของหญิงอย่างนี้ คือเป็นผู้ประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้วทีเดียว ไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่น.

บทว่า ตสฺส ตฺยชฺช ความว่า พญาหงส์นั้นกล่าวดังนี้ ด้วยหมายความว่า เมื่อความกลัวตาย บังเกิดขึ้นแก่พ่อในวันนี้ ชะรอยว่า พ่อจะกลัวมรณภัยนี้ จึงเกิดความคิดอันละเอียด ซึ่งแสดงถึงโทษของมาตุคามนี้ขึ้น.

บทว่า สพฺโพ หิ คือ ผู้ใดผู้หนึ่ง.

บทว่า สํสยปฺปตฺโต คือ ผู้ที่ถึงความสงสัยในชีวิต.

บทว่า ภีรุ ได้แก่ แม้เป็นผู้มีความหวาดสะดุ้งกลัว ก็ระงับความกลัวไว้ได้.

บทว่า มหนฺตาโน ความว่า ส่วนชนเหล่าใดย่อมเป็นบัณฑิตด้วย ตั้งอยู่ในฐานะใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะใหญ่.

บทว่า อตฺเถ ยุญฺชนฺติ ทุยฺยุเช ความว่า ชนเหล่านั้นย่อมประกอบ คือ สืบต่อพยายามในประโยชน์นั้น ให้เกิดความอุตสาหะว่า อย่ากลัวพ่อเลย พ่อจงเป็นนักปราชญ์เถิด จึงได้กล่าวไว้อย่างนี้.

บทว่า อาปทํ ความว่า คนกล้าหาญย่อมป้องกันเสียได้ ซึ่งอันตรายอันจะมีมาถึงนาย เพราะฉะนั้น พระราชาทั้งหลายจึงทรงปรารถนา ความกล้าหาญของเหล่ามนตรี เพื่อประโยชน์อย่างนี้แล.

บทว่า อตฺตปริยายํ อธิบายว่า อีกอย่างหนึ่ง คนกล้านั้น ย่อมอาจที่จะกระทำการคุ้มครองตนเองได้ด้วย.

บทว่า วิกนฺตึสุ แปลว่า เชือดแล้ว.

มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า

ดูก่อนสหายสุมุขะ เราตั้งพ่อไว้ในตำแหน่ง อันเป็นลำดับกับตัวเราเอง เพราะฉะนั้น พ่อครัวของพระราชา อย่าได้เชือดเฉือนเราทั้งสองในวันนี้ เพื่อต้องการเนื้อโดยประการใด ท่านจงกระทำโดยประการนั้นเถิด เพราะว่า สีแห่งขนปีกของเราทั้งหลาย ซึ่งเป็นเช่นนั้น จะฆ่าพ่อเสีย.

บทว่า ตํ วธิ ความว่า พญาหงส์กล่าวอย่างนี้ ด้วยความประสงค์ที่จะให้เข้าใจว่า สีอย่างนี้ สีอย่างนี้นั้นจะฆ่าพ่อเสีย เหมือนขุยไผ่ที่อาศัยต้นไผ่เกิดขึ้น ก็ย่อมจะฆ่าไม้ไผ่เสียฉะนั้น คือสีอย่างนี้ อย่าฆ่าท่านและเราเสียเลย.

บทว่า มุตฺโตสิ ความว่า พ่อเป็นผู้อันนายลุททบุตรปล่อยแล้ว คือสละแล้วพร้อมกับเรา ด้วยคำอย่างนี้ว่า ท่านจงกลับไปยังเขาจิตตกูฏตามสบายเถิด ดังนี้แล้ว อย่าปรารถนาที่จะติดบ่วงอีกเลย.

บทว่า สยํ อธิบายว่า พ่อปรารถนาจะเฝ้าพระราชา ชื่อว่าเข้าถึงการถูกฆ่าเองทีเดียว ภัยของเราทั้งสองนี้มาแล้ว เพราะอาศัยพ่ออย่างนี้.

บทว่า โสสชฺช ความว่า ในวันนี้พ่อถึงความสงสัยในชีวิตแล้ว.

บทว่า อตฺถํ คณฺหาหิ มา มุขํ ความว่า พ่อจงถือเอาเหตุที่จะให้ปล่อยพวกเราในบัดนี้เถิด คือว่า เราทั้งสองจะหลุดพ้นได้โดยประการใด ก็จงพยายามโดยประการนั้นเถิด พ่อกล่าวคำเป็นต้นว่า ลมย่อมพัดกลิ่นหอมและเหม็นฉันใด ดังนี้ ขออย่าได้ยื่นปากออก เพื่อประสงค์จะติเตียนหญิงเลย.

พระมหาสัตว์ ครั้นสรรเสริญมาตุคามอย่างนี้แล้ว กระทำให้สุมุขหงส์หมดคำพูดที่จะโต้ตอบได้ ทราบว่า สุมุขหงส์นั้นมีความเสียใจ เพื่อจะกล่าวยกย่องสุมุขหงส์ในกาลบัดนี้ จึงกล่าวคาถาว่า

ท่านนั้นจงประกอบความเพียรที่สมควร อันประกอบด้วยธรรม จงประพฤติการแสวงหาทาง ที่จะช่วยให้เรารอดชีวิต ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของท่านเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ความว่า ดูก่อนสุมุขะผู้เป็นสหายพ่อนั้น.

บทว่า โยคํ ความว่า บัดนี้ พ่อจงประกอบความเพียรที่เราเคยประกอบไว้ในกาลก่อน จงประพฤติการแสวงหาให้เรารอดชีวิต.

บทว่า ตว ปริยาปทาเนน คือ ด้วยความเพียรเครื่องประกอบอันบริสุทธิ์ของพ่อนั้น. บาลีว่า ปริโยทาเตน ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ด้วยการป้องกัน อธิบายว่า อันเป็นของของพ่อ เพราะพ่อกระทำเอง จงประพฤติหาช่องทางให้เรารอดชีวิตด้วยเถิด.

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นจึงคิดว่า พญาหงส์กลัวต่อมรณภัยยิ่งนัก ไม่รู้จักกำลังของเรา เราจักเฝ้าพระราชาได้สนทนากันบ้างเล็กน้อยแล้วจักทราบ เราจักให้พญาหงส์นี้เบาใจเสียก่อน จึงกล่าวคาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ที่ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย อย่าทรงกลัวเลย ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยญาณวิริยะเช่นพระองค์ ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรที่สมควร อันประกอบด้วยธรรม พระองค์จะหลุดพ้นจากบ่วง ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของข้าพระองค์ โดยเร็วพลัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสา ได้แก่ บ่วงคือความทุกข์

เมื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น สนทนากันอยู่ด้วยภาษาของนกฉะนี้ นายลุททบุตรมิได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ได้แต่พาเอาพญาหงส์ทั้งสองนั้นไปด้วยหาบแล้ว ก็เข้าไปยังกรุงพาราณสีอย่างเดียว นายพรานนั้นถูกมหาชนผู้มีความแปลกประหลาด อันเกิดแต่ความอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีติดตามไปอยู่ ก็ไปถึงประตูพระราชวัง กราบทูลความที่ตนมาถึงแล้ว แด่พระราชา.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

นายพรานนั้นเข้าไปยังประตูพระราชวัง พร้อมด้วยหาบหงส์แล้ว จึงสั่งนายประตูว่า ท่านจงไปกราบทูลถึงเราแด่พระราชาว่า พญาหงส์ธตรฐนี้มาแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิเวเทถ มํ ความว่า นายพรานเข้าไปสั่งนายประตูว่า ท่านทั้งสองจงกราบทูลถึงเราแด่พระราชา อย่างนี้ว่า นายพรานเขมกะกลับมาแล้ว.

บทว่า ธตรฏฺฐายํ ความว่า จงกราบทูลให้ทรงทราบต่อไปว่า พญาหงส์ธตรฐนี้ก็มาถึงแล้ว.

นายประตูรีบไปกราบทูลตามคำสั่ง พระราชาทรงปลื้มพระทัยตรัสสั่งว่า จงมาเร็วๆ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งบนราชบัลลังก์อันมีเศวตฉัตรยกชั้นไว้แล้ว ทอดพระเนตรเห็น นายพรานเขมกะนำเอาพญาหงส์ขึ้นมาสู่พระลานหลวง ทรงมองดูพญาหงส์ทั้งสองตัวมีสีดุจทองคำ จึงทรงพระดำริว่า ความปรารถนาของเราสำเร็จสมประสงค์แล้ว จึงทรงบังคับอำมาตย์ทั้งหลาย ถึงกิจที่ควรกระทำแก่นายพรานนั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ได้ยินว่า พระเจ้าสังยมนะทอดพระเนตรเห็น หงส์ทองทั้งสองตัวรุ่งเรืองด้วยบุญ หมายรู้ด้วยลักษณะ แล้วตรัสรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และเครื่องบริโภคแก่นายพราน เงินเป็นสิ่งกระทำความปรารถนาแก่เขา เขาปรารถนาประมาณเท่าใด ท่านทั้งหลายจงให้แก่เขาประมาณเท่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺญสงกาเส ได้แก่ มีบุญเช่นเดียวกับตน.

บทว่า ลกฺขณสมฺมเต ได้แก่ สมมติกันว่าประเสริฐรู้กันโดยทั่วๆ ไปแล้ว.

บทว่า ขลุ เป็นนิบาต เชื่อมข้อความด้วยบทเบื้องต้นว่า ได้ยินว่า พระราชาทรงทอดพระเนตรหงส์ทั้งสองนั้น ดังนี้.

บทว่า เทถ ความว่า พระราชา เมื่อจะทรงกระทำอาการคือความเลื่อมใสให้ปรากฏเป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามงฺกโร หิรญฺญสฺส ความว่า เงินทองย่อมเป็นกิริยาแห่งความใคร่ของเขา.

บทว่า ยาวนฺตํ ความว่า นายพรานนี้ประสงค์ทรัพย์สินสักเท่าใดๆ ท่านทั้งหลายก็จงให้เงิน มีประมาณเท่านั้นแก่เขาเถิด.

พระราชาตรัสสั่งให้กระทำอาการ คือความเลื่อมใสอย่างนี้ ทรงบันเทิงด้วยความปีติและโสมนัส รับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถิด จงไปตบแต่งประดับนายพรานนี้แล้วนำกลับมา.

ลำดับนั้น พวกอำมาตย์จึงพาเขาลงจากพระราชนิเวศน์ ให้ช่างกัลบกตัดผมโกนหนวด แล้วอาบน้ำลูบไล้ทาตัวประดับ ด้วยเครื่องอลังการ เสร็จแล้วจึงนำกลับมาเฝ้าพระราชา.

ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้หมู่บ้าน ๑๒ หมู่ที่เก็บส่วยได้แสนกหาปณะในปีหนึ่ง รถที่เทียมม้าอาชาไนย และเรือนหลังใหญ่ที่ตบแต่งไว้แล้ว ได้ประทานยศใหญ่แก่นายพรานเขมกะนั้น

นายพรานนั้น ครั้นได้ยศใหญ่แล้ว ปรารภที่จะประกาศการงานของตน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หงส์สองตัวที่ข้าพระองค์นำมาถวายพระองค์นี้ มิใช่หงส์ธรรมดาสามัญ ด้วยว่า หงส์มีชื่อว่าธตรฐ เป็นพระราชาแห่งหมู่หงส์เก้าหมื่นหกพัน ตัวนี้มีชื่อว่าสุมุขะ เป็นเสนาบดี.

ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย หงส์ทองสองตัวนี้ ท่านจับมาได้อย่างไร.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มีความผ่องใส แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนเขมกะผู้สหาย ก็สระโบกขรณีนี้เต็มไปด้วยฝูงหงส์ตั้งอยู่ (น้ำเต็มเปี่ยม) อย่างไร ท่านจึงถือบ่วงเดินเข้าไปใกล้พญาหงส์ ซึ่งอยู่ในท่ามกลางฝูงหงส์ ที่น่าชอบใจเกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงหงส์ที่เป็นญาติ ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลางได้ และจับเอามาได้อย่างไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสนฺนตฺตํ ได้แก่ ผู้มีภาวะผ่องใส คือถึงความโสมนัสยินดีแล้ว.

บทว่า ยทายํ ความว่า ดูก่อนเขมกะสหายที่รัก ถ้าหากว่าสระโบกขรณีของเรานี้ เต็มไปด้วยฝูงหงส์ตั้งเก้าหมื่นหกพันตั้งอยู่ไซร้.

บทว่า กถํ รุจี มชฺฌคตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านถือเอาบ่วงเดินเข้าไป ใกล้พญาหงส์ที่สูงสุด ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลาง และมิใช่หงส์ชั้นเล็ก ซึ่งอยู่ในท่ามกลางฝูงหงส์ทั้งหลายอันน่ารักน่าดู น่าพึงพอใจเหล่านั้นได้อย่างไร และท่านจับเอามาได้อย่างไร.

นายเขมกะสดับถ้อยคำของพระราชานั้น จึงกราบทูลว่า

วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท แอบอยู่ในตุ่ม คอยติดตามรอยเท้าของพญาหงส์นี้ ซึ่งกำลังเข้าไปยังที่ถือเอาเหยื่อ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์นั้น ซึ่งกำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ จึงดักบ่วงลงในที่นั้น ข้าพระองค์จับพญาหงส์นั้นมาได้ด้วยอุบายอย่างนี้ พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทานานิ ความว่า ที่สำหรับยึดเอาเป็นที่หากิน. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า อุปาสโต คือ เข้าไปใกล้.

บทว่า ปทํ คือ รอยเท้าที่พญาหงส์เหยียบลงในพื้นที่สำหรับหากิน.

บทว่า ฆฏสฺสิโต คือ อาศัยอยู่ในกรงที่ทำคล้ายๆ ตุ่ม.

บทว่า อถสฺส ความว่า ลำดับนั้น ครั้นถึงวันที่ ๖ ข้าพระองค์ก็ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์นี้ ซึ่งเที่ยวแสวงหาที่ถือเอาอาหาร.

บทว่า เอวนฺตํ อธิบายว่า นายพรานนั้นกราบทูลอุบายที่ตนจับพญาหงส์ทั้งหมด ด้วยคำว่า ข้าพระองค์จับพญานกนั้นมาได้ด้วยวิธีอย่างนี้แล.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า นายพรานผู้นี้ แม้ยืนกราบทูลอยู่ที่ประตูวัง ก็กราบทูลถึงการมาของพญาหงส์ธตรฐตัวเดียว แม้บัดนี้ก็ยังกราบทูลอยู่อีกว่า ขอพระองค์จงทรงรับพญาหงส์ธตรฐนี้ตัวเดียวเถิด เหตุอะไรจะพึงมีในข้อนี้หนอ

จึงตรัสคาถาว่า

ดูก่อนนายพราน หงส์นี้มีอยู่สองตัว ไฉนท่านจึงกล่าวว่ามีตัวเดียว จิตของท่านวิปริตไปแล้วหรือไร หรือว่าท่านคิดจะหาประโยชน์อะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปลฺวฏฐํ คือ ความแปรปรวน.

บทว่า อาทู กินฺนุ ชิคึสสิ ความว่า หรือว่าท่านคิดเห็นอย่างไรหนอ พระราชาตรัสถามว่า ท่านปรารถนาจะถือเอาพญาหงส์ที่เหลืออยู่อีกตัวหนึ่งนี้ไปให้คนอื่น จึงคิดหรือ.

ลำดับนั้น นายเนสาทจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ จิตของข้าพระองค์จะได้วิปริตก็หาไม่ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาที่จะให้หงส์ที่เหลืออีกตัวหนึ่งนี้แก่ผู้อื่น ด้วยว่าเมื่อข้าพระองค์ดักบ่วงไว้ หงส์ตัวเดียวเท่านั้นติดบ่วง

เมื่อจะกระทำเนื้อความให้แจ่มแจ้ง จึงทูลว่า

หงส์ตัวที่มีพื้นแดง มีสีงดงาม ดุจทองคำกำลังหลอม รอบๆ คอจรดทรวงอกนั้น เข้ามาติดบ่วงของข้าพระองค์ แต่หงส์ตัวที่ผุดผ่องนี้มิได้ติดบ่วง เมื่อจะกล่าวถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์ ได้ยืนกล่าวถ้อยคำอันประเสริฐกะพญาหงส์ที่ติดบ่วง ซึ่งกระสับกระส่ายอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลหิตกา ตาลา ได้แก่ พื้นมีสีแดงคือมีรอยแดง ๓ รอย.

บทว่า อุรํ สํหจฺจ ได้แก่ รอยแดง ๓ รอยนี้พาดลงไปทางลำคอจนจรดทรวงอก.

มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราช พญาหงส์ตัวที่มีรอยแดง ๓ รอย มีรัศมีงดงาม ประดุจทองคำมีสีสุกเหล่านี้ วงล้อมรอบคอลากไปถึงทรวงอกตั้งอยู่นั้น ตัวเดียวเท่านั้น เข้าไปติดในบ่วงของข้าพระองค์.

บทว่า ภสฺสโร คือ บริสุทธิ์ ถึงพร้อมแล้วด้วยรัศมี.

บทว่า อาตุรํ คือ เป็นไข้ กำลังได้รับทุกข์.

บทว่า อฏฺฐาสิ ความว่า ส่วนพญาหงส์นี้ ครั้นทราบว่าพญาหงส์ธตรฐติดบ่วง จึงบินกลับมาปลอบเอาใจพญาหงส์ธตรฐนี้ แต่กระทำการต้อนรับในเวลาที่ข้าพระองค์ไปถึง กระทำการปฏิสันถารด้วยถ้อยคำอันไพเราะกับข้าพระองค์ในท่ามกลางอากาศทีเดียว กล่าวสรรเสริญคุณของพญาหงส์ธตรฐ ด้วยถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์มากมาย กระทำใจของข้าพระองค์ให้อ่อนโยนแล้ว ได้ยืนอยู่ข้างหน้าพญาหงส์อีกทีเดียว ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้สดับถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของสุมุขหงส์ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส จึงได้ปล่อยพญาหงส์ธตรฐไป พญาหงส์ธตรฐพ้นจากบ่วงด้วยประการฉะนี้ อันการที่ข้าพระองค์นำเอาพญาหงส์ทั้งสองตัวนี้มาในที่นี้นั้น สุมุขหงส์ตัวเดียวได้กระทำขึ้น.

นายเขมกเนสาทนั้นกราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อย่างนี้. พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงมีพระประสงค์ใคร่จะสดับธรรมกถาของสุมุขหงส์ เมื่อพระองค์ทรงกระทำสักการะแก่นายลุททบุตรอยู่ทีเดียว พระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว แสงประทีปสว่างไสวอยู่ทั่วไป อิสรชนมีกษัตริย์เป็นต้นมาประชุมกันเป็นอันมาก แม้พระนางเขมาเทวีทรงแวดล้อมด้วยนางฟ้อนต่างๆ ประทับนั่งข้างพระปรัศว์เบื้องขวาของพระราชา.

ในขณะนั้น พระราชาทรงพระประสงค์จะให้สุมุขหงส์แสดงธรรมกถา จึงตรัสคาถาว่า

ดูก่อนสุมุขหงส์ เหตุไรหนอ ท่านจึงยืนขบคางอยู่ในบัดนี้ หรือว่าท่านมาถึงบริษัทของเราแล้ว กลัวภัย จึงไม่พูด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หนุ สํหจฺจ ความว่า ได้ยินว่า ท่านมีถ้อยคำอันไพเราะ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงยืนปิดปากเสียในกาลนี้.

บทว่า อาทู คือ บางครั้ง.

บทว่า ภยา ภีโต ได้แก่ หรือว่าท่านกลัวภัย อันเกิดจากอำนาจราชศักดิ์ในบริษัท จึงไม่พูด.

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนมิได้เกรงกลัวภัย จึงกล่าวคาถาว่า

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนมิได้เกรงกลัวภัย จึงกล่าวคาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี ข้าพระองค์เข้ามาสู่บริษัทของพระองค์แล้ว จะกลัวภัยก็หาไม่ ข้าพระองค์จักไม่พูดเพราะกลัวภัยก็หาไม่ แต่เมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ข้าพระองค์จึงจักพูด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิเส ความว่า ก็แต่ว่า ข้าพระองค์นั่งคอยโอกาสที่จะพูดอยู่ด้วยคิดว่า เมื่อประโยชน์เห็นปานนั้นบังเกิดขึ้น เราจึงจักพูด.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงกระทำความแย้มสรวล เพราะทรงประสงค์จะให้สุมุขหงส์นั้นกล่าวถ้อยคำเพิ่มเติมขึ้นอีก จึงตรัสว่า

เราไม่เห็นบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ พลรถ พลเดินเท้า เกราะ โล่ และนายขมังธนูผู้สวมเกราะของท่านเลย ดูก่อนสุมุขหงส์ ท่านอาศัยสิ่งใด หรือว่าเข้าไปในสถานที่ใดแล้ว ไม่กลัวสิ่งที่จะพึงกลัว เราไม่เห็นสิ่งนั้น หรือสถานที่นั้น แม้เป็นเงิน ทอง หรือนครที่สร้างไว้อย่างดี ซึ่งมีคูรายรอบ ยากที่จะไปได้ มีหอรบและเชิงเทิน อันมั่นคงเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสรํ ความว่า เรายังมองไม่เห็นบุคคลผู้ถืออาวุธยืนแวดล้อม เพื่อต้องการรักษาในที่สุดบริษัทของท่านเลย.

บทว่า อสฺส ในบทว่า นาสฺส นั่นเป็นเพียงนิบาต.

บทว่า จมฺมํ ได้แก่ หนังสำหรับป้องกันตัว.

บทว่า กีตํ วา ได้แก่ แผ่นโลหะ บางทีท่านกล่าวว่า เป็นแผ่นจานกระเบื้องก็มี. พระราชาทรงแสดงว่า แม้ผู้ที่ถือจานกระเบื้องก็ยังไม่มีในสำนักของท่านเลย.

บทว่า วมฺมิเน ได้แก่ ผูกสอดแล้วด้วยเกราะ.

บทว่า น หิรญฺญํ ความว่า ท่านอาศัยสิ่งใด จึงไม่มีความกลัวภัย เรายังมองไม่เห็นสิ่งนั้นแม้จะเป็นเงินในสำนักของท่านเลย.

สุมุขหงส์ เมื่อถูกพระราชาตรัสถามอย่างนี้ว่า อะไรเป็นเหตุที่ท่านไม่กลัว เมื่อจะบอกถึงเหตุนั้น จึงกราบทูลคาถาต่อไปว่า

ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ หรือนคร หรือทรัพย์ เพราะข้าพระองค์ไปสู่ทางโดยสถานที่มิใช่ทาง ข้าพระองค์เป็นสัตว์เที่ยวไปในอากาศ ก็พระองค์ทรงสดับข่าวว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต และเป็นผู้ละเอียดคิดข้ออรรถ ถ้าพระองค์ทรงดำรงมันอยู่ในในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอันมีอรรถ ด้วยว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว แม้จะเป็นสุภาษิต ก็จักทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้ ผู้ไม่ประเสริฐ มักตรัสคำเท็จ ผู้หยาบช้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสเรน ได้แก่ บริวารผู้รักษา.

บทว่า อตฺโถ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีกิจด้วยสิ่งนี้ เพราะอะไร เพราะข้าพระองค์สร้างหนทางไปโดยสถานที่อันมิใช่ทาง คือโดยอันที่ไม่ใช่ทางของบุคคลผู้เช่นกับพระองค์ เพราะว่า ข้าพระองค์เที่ยวไปในอากาศ.

บทว่า ปณฺฑิตาตฺยมฺหา ความว่า ได้ยินว่า พระองค์ทรงสดับว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต พระองค์มีพระประสงค์จะใคร่สดับธรรม จากสำนักของข้าพระองค์ จึงให้จับข้าพระองค์ทั้งสองมาด้วยเหตุนั้นแล.

บทว่า สจฺเจ จสสุ ความว่า ก็ถ้าพระองค์เป็นผู้ดำรงอยู่ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอาศัยเหตุ.

บทว่า อสจฺจสฺส ความว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าว ถึงจะเป็นสุภาษิตก็จะกระทำอะไรแก่พระองค์ ผู้เว้นขาดแล้วจากวจีสัจจะได้ ประดุจเข็มที่ทำด้วยงา ย่อมไม่มีประโยชน์แก่สมณะฉะนั้น.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวกะเราว่า เราเป็นผู้กล่าวเท็จ มิใช่ผู้ประเสริฐ เรากระทำอะไรไว้เล่า. ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกราบทูลกะพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าอย่างนั้น พระองค์จงทรงสดับเถิด แล้วกราบทูลว่า

พระองค์ได้ตรัสสั่งให้ขุดสระชื่อว่าเขมะนี้ ตามถ้อยคำของพวกพราหมณ์ และพระองค์รับสั่งให้ประกาศอภัยทั่วสิบทิศ หงส์เหล่านั้นจึงได้พากันบินลงสู่สระโบกขรณีอันมีน้ำใสสะอาด ในสระโบกขรณีนั้นมีอาหารอย่างเพียงพอ และไม่มีการเบียดเบียนนกทั้งหลายเลย

พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว จึงพากันบินมาในสระของพระองค์ พวกข้าพระองค์นั้นๆ ก็ถูกบ่วงรัดไว้ นี่เป็นคำตรัสเท็จของพระองค์ บุคคลกระทำมุสาวาท และความโลภ คือความอยากได้อันลามกเป็นเบื้องหน้าแล้ว ก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลกทั้งสอง ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่น่าเพลิดเพลิน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ได้แก่ ตวํ ตัวพระองค์เอง.

บทว่า เขมํ ได้แก่ สระโบกขรณีซึ่งมีชื่ออย่างนี้.

บทว่า ฆุฏฺฐ ได้แก่ พระองค์รับสั่งให้บุคคลยืนประกาศอยู่ ที่มุมสระทั้ง ๔ มุม.

บทว่า ทสธา ได้แก่ พระองค์ประกาศอภัยนั้นในทิศทั้งสิบเหล่านี้.

บทว่า โอคฺคยฺห ได้แก่ จากสำนักของหงส์ที่บินลงแล้ว จึงมาแล้ว.

บทว่า ปหูตํ ขาทนํ ได้แก่ มีอาหารสำหรับกิน เป็นต้นว่า ดอกปทุม ดอกอุบลและข้าวสาลีอย่างเพียงพอ.

บทว่า อิทํ สุตฺวา ความว่า ได้ยินอภัยโทษนี้ จากสำนักของหงส์เหล่านั้น ซึ่งบินลงยังสระโบกขรณีของพระองค์แล้ว จึงกลับมาแล้ว.

บทว่า ตวนฺติเก ความว่า ข้าพระองค์จึงพากันมายังสระโบกขรณีที่พระองค์ได้ขุดขึ้นในสำนักของพระองค์.

บทว่า เต เต ได้แก่ พวกข้าพระองค์นั้นๆ ก็ได้พากันติดบ่วงของพระองค์.

บทว่า ปุรกฺขตฺวา ได้แก่ กระทำไว้ข้างหน้า.

บทว่า อิจฺฉาโลภํ ได้แก่ ความโลภอันลามก กล่าวคือความอยากได้.

บทว่า อุโภสนฺธึ ความว่า บุคคลผู้ประพฤติธรรมอันลามกเหล่านี้ กระทำไว้ในเบื้องหน้าย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลก ชื่อว่า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิอันเป็นสุคติ.

บทว่า อสาตํ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงนรก.

สุมุขหงส์กระทำพระราชาให้ขวยเขินพระทัย ในท่ามกลางบริษัทอย่างนี้ทีเดียว ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามสุมุขหงส์นั้นว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ ใช่ว่าเรามีความประสงค์ จะไปจับท่านมาฆ่ากินเนื้อก็หาไม่ แต่เราทราบว่า ท่านเป็นบัณฑิต ประสงค์จะฟังถ้อยคำอันเป็นสุภาษิต จึงได้ให้จับท่านมา.

เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

ดูก่อนสุมุขหงส์ เรามิได้ทำผิด ทั้งมิได้จับท่านมาด้วยความโลภ ก็เราได้สดับมาว่า ท่านทั้งหลายเป็นบัณฑิต เป็นผู้ละเอียด และคิดข้ออรรถ ทำไฉน ท่านทั้งหลายจึงจะมากล่าววาจาอันอาศัยอรรถในที่นี้ ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้สหาย นายพรานผู้นี้เราสั่งไป จึงไปจับเอาท่านมา ด้วยความประสงค์นั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาปรชฺฌาม ความว่า เราฆ่าท่านเสีย จึงจะชื่อว่าประพฤติผิด แต่เรามิได้ฆ่าท่านเลย.

บทว่า โลภาย มคฺคหึ ความว่า ทั้งเราประสงค์จะกินเนื้อท่าน จึงได้จับท่านมา ด้วยความโลภก็หาไม่.

บทว่า ปณฺฑิตาตฺยตฺถ ความว่า แต่เราได้ยินว่า ท่านเป็นบัณฑิต.

บทว่า อตฺถจินฺตถา ได้แก่ จะคิดค้นข้อความอันลี้ลับได้.

บทว่า อตถวตึ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุ.

บทว่า ตถา แปลว่า ด้วยเหตุนั้น.

บทว่า วุตฺโต แปลว่า เป็นผู้อันเรากล่าวแล้ว.

บทว่า สุมุข มคฺคหิ คือ ร้องเรียกว่า ดูก่อนสุมุขะเอ๋ย ม อักษร กระทำการเชื่อมบท.

บทว่า อคฺคหิ ความว่า เราจับมาเพื่อให้แสดงธรรมต่างหาก.

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์มีประสงค์เพื่อจะทรงสดับคำอันเป็นสุภาษิต ทรงกระทำกิจอันไม่สมควรเสียแล้ว แล้วกราบทูลว่า

ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี เมื่อชีวิตน้อมเข้าไป ใกล้ความตายแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย ถึงมรณกาลแล้ว จะไม่พึงกล่าววาจาอันมีเหตุเลย

ผู้ใดฆ่าเนื้อด้วยเนื้อต่อ ฆ่านกด้วยนกต่อ หรือดักผู้เลื่องลือด้วยเสียงที่เลื่องลือ จะมีอะไรเป็นความเลวทราม ยิ่งกว่าความเลวทรามของผู้นั้น

ก็ผู้ใดพึงกล่าววาจาอันประเสริฐ แต่ประพฤติธรรมไม่ประเสริฐ ผู้นั้นย่อมพลาดจากโลกทั้งสอง คือโลกนี้และโลกหน้า บุคคลได้รับยศแล้วไม่พึงมัวเมา

ถึงความทุกข์อันเป็นเหตุสงสัยในชีวิตแล้ว ไม่พึงเดือดร้อน พึงพยายามในกิจทั้งหลายร่ำไป และพึงปิดช่องทั้งหลาย

ชนเหล่าใดเป็นผู้เจริญ ถึงเวลาใกล้ตาย ไม่ล่วงเลยประโยชน์อย่างยิ่ง ประพฤติธรรมในโลกนี้ ชนเหล่านั้นย่อมไปสู่ไตรทิพย์ด้วยประการอย่างนี้

ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้ว ขอจงทรงรักษาธรรมในพระองค์ และได้ทรงโปรดปล่อยพญาหงส์ธตรฐ ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสมิ ได้แก่ น้อมเข้าไปใกล้ความตาย.

บทว่า กาลปริยายํ ความว่า พระองค์ถึงวาระใกล้มรณกาลแล้ว จักไม่กล่าวอะไรเลย พระองค์ผูกมัดผู้ที่จะแสดงธรรมกถาแล้ว ขู่ให้กลัวด้วยมรณภัย คิดว่า เราจักฟังธรรมดังนี้ ชื่อว่า กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว.

บทว่า มิเคน ได้แก่ เนื้อที่ได้รับการฝึกหัดไว้เป็นอย่างดีแล้ว.

บทว่า หนฺติ ก็คือ หนติ (เป็นเอกวจนะ) แปลว่า ย่อมฆ่า.

บทว่า ปกขินา ได้แก่ นกที่นำมาล่อนั่นแหละ.

บทว่า สุเตน วา ได้แก่ สระดอกปทุม เช่นเดียวกับเนื้อและนกต่ออันปรากฏเสียงลือกันว่า เขมสระไม่มีภัย.

บทว่า สุตํ ได้แก่ ผู้แสดงธรรมที่เลื่องลือกันอย่างนี้ว่า ท่านผู้เป็นบัณฑิต มีปกติกล่าวถ้อยคำอันวิจิตร.

บทว่า กีเลย ความว่า ผู้ใดดักผู้เลื่องลือ คือพึงเบียดเบียนทำให้เดือดร้อน ด้วยเครื่องผูกคือบ่วง ด้วยคิดว่า เราจักฟังธรรม.

บทว่า ตโต ความว่า สิ่งอะไรอย่างอื่นที่จะเลวทรามของชนเหล่านั้น ยังมีอยู่อีกเล่า.

บทว่า อริยรุทํ ความว่า ผู้ใดกล่าวคำอันประเสริฐ คือถ้อยคำอันดีแต่ปาก.

บทว่า ธมฺมวสฺสิโต ได้แก่ อาศัยธรรมอันเลวทรามนั้นด้วยการกระทำ.

บทว่า อุโภ คือ จากโลกทั้งสองคือเทวโลกและมนุษยโลก.

บทว่า อิธ เจว ความว่า บุคคลนี้แม้บังเกิดในโลกนี้บังเกิดในโลกหน้า คือบุคคลเห็นปานนี้ ชื่อว่ากำจัดเสียจากโลกแห่งสุคติทั้งสองเสียแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียว.

บทว่า ปตฺตสํสยํ ได้แก่ บุคคลแม้ถึงความสงสัยในชีวิต คือถึงความทุกข์แล้วก็ไม่พึงลำบาก.

บทว่า สํวเร วิวรานิ จ ความว่า พึงปิดพึงกั้นเสีย ซึ่งช่องทะลุของตน.

บทว่า วุฑฺฒา ได้แก่เป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยคุณ.

บทว่า สมฺปตฺตา กาลปริยายํ ได้แก่ เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเวลาใกล้มรณกาล ไม่ล่วงพ้นไปได้แล้ว.

บทว่า เอเวเต ตัดบทเป็น เอวํ เอเต

บทว่า อิทํ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุที่ข้าพระองค์กราบทูลไว้แล้วนี้.

บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ทั้งธรรมที่เป็นประเพณีทั้งธรรมที่เป็นสุจริต.

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

ชาวพนักงานทั้งหลาย จงนำน้ำ น้ำมันทาเท้า และอาสนะอันมีค่ามากมาเถิด เราจะปล่อยพญาหงส์ธตรฐ ซึ่งเรืองยศออกจากกรง และสุมุขหงส์เสนาบดีที่มีปัญญา เป็นผู้ละเอียดคิดอรรถที่ยากได้ง่าย

ผู้ใด เมื่อพระราชามีสุข ก็สุขด้วย เมื่อพระราชามีทุกข์ ก็ทุกข์ด้วย ผู้เช่นนี้แลย่อมสมควร เพื่อจะบริโภคก้อนข้าวของนายได้ เหมือนสุมุขหงส์เป็นราชสหายทั่วไปแก่สัตว์มีชีวิต ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ ได้แก่ น้ำสำหรับล้างเท้า.

บทว่า ปชฺชํ ได้แก่ น้ำมันชโลมเท้า.

บทว่า สุเข ได้แก่ เมื่อทรงสำราญอยู่.

พวกชาวพนักงานมีอำมาตย์เป็นต้นได้ฟังรับสั่งของพระราชาแล้ว จึงนำอาสนะมาเพื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น แล้วจึงล้างเท้าของพญาหงส์ทั้งสองนั้น ซึ่งจับอยู่บนอาสนะด้วยน้ำหอม ชโลมด้วยน้ำมันที่เคี่ยวให้เดือดแล้วตั้งร้อยครั้ง.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐเข้าไปเกาะตั่ง อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำมี ๘ เท้า น่ารื่นรมย์ใจ เกลี้ยงเกลา ลาดด้วยผ้าแคว้นกาสี สุมุขหงส์เข้าไปเกาะเก้าอี้ อันล้วนแล้วไปด้วยทองคำ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง ในลำดับแห่งพญาหงส์ธตรฐ ชนชาวกาสีเป็นอันมากต่างถือเอาโภชนะ อันเลิศที่เขาส่งไปถวายพระราชา นำเข้าไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น ด้วยภาชนะทองคำ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏฺฐํ ได้แก่ เป็นตั่งที่สำเร็จขึ้นด้วยการกระทำ.

บทว่า กาสิกวตฺถินํ ได้แก่ เป็นตั่งที่ปูลาดด้วยผ้าอันมาจากแคว้นกาสี.

บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ ตั่งที่เขาสานไว้ในท่ามกลาง.

บทว่า เวยฺยคฺฆปริสิพฺพิตํ ได้แก่ ตั่งสำหรับเป็นที่ประทับนั่งของพระอัครมเหสีในวันมงคล หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง.

บทว่า กาญฺจนปตฺเตหิ ได้แก่ ภาชนะทองคำ.

บทว่า ปุถู ได้แก่ เป็นจำนวนมาก.

บทว่า กาสิโย ได้แก่ ชนผู้อยู่ในแคว้นกาสี.

บทว่า อภิหาเรสุํ คือ น้อมเข้าไป.

บทว่า อคฺคํ รญฺโญ ปวาสิตํ ความว่า ชนชาวกาสีเป็นอันมาก นำเอาโภชนะมีรสอันเลิศต่างๆ ที่พวกเขาใส่ไว้ในจานทอง ๑๐๘ ใบ สำหรับส่งไปถวายพระราชา เข้าไปเพื่อประโยชน์เป็นบรรณาการแก่พญาหงส์.

ก็เมื่ออำมาตย์น้อมนำโภชนะนั้นเข้าไปอย่างนี้แล้ว พระเจ้ากาสิกราชทรงรับภาชนะทองคำจากมือของพวกอำมาตย์เหล่านั้น ด้วยพระหัตถ์แล้ว จึงทรงน้อมนำเข้าไปด้วยพระองค์เอง เพื่อจะทรงยกย่อง พญาหงส์ทั้งสองนั้นจึงจิกกินข้าวตอก อันระคนด้วยน้ำผึ้งจากภาชนะนั้น และจึงดื่มน้ำหวาน

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นอาการที่นำมาล้วนแต่ของดีเลิศ และความเลื่อมใสของพระราชา จึงได้กระทำปฏิสันถาร.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พญาหงส์ธตรฐที่ฉลาด เห็นโภชนะอันเลิศที่เขานำมาให้ อันพระเจ้ากาสีประทานส่งไป จึงได้ถามธรรมเนียม เครื่องปฏิสันถารในกาลเป็นลำดับนั้นว่า

พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธแลหรือ ทรงสำราญดีอยู่หรือ ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ..

พระราชาตรัสว่า

ดูก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ อนึ่ง เรามีความสำราญดี และเราก็ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม.

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า

โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์แลหรือ และอำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.

พระราชาตรัสตอบว่า

โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของเรา.

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า

พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉมและพระยศ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์แลหรือ.

พระราชาตรัสตอบว่า

พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามอัธยาศัยของเรา.

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า

พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ทรงปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอแลหรือ.

พระราชาตรัสตอบว่า

เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ.

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า

พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษแลหรือ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติคล้อยตามอธรรมแลหรือ.

พระราชาตรัสตอบว่า

เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อยตามธรรม ละทิ้งอธรรม.

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุอันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ.

พระราชาตรัสตอบว่า

ดูก่อนพญาหงส์ เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุอันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่ เราตั้งอยู่แล้วในธรรม ๑๐ ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก

เราเห็นกุศลธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้ คือ ทาน ศีล การบริจาคความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความไม่พิโรธ แต่นั้นมีปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิดแก่เรา

ก็สุมุขหงส์นี้ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเรา ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิต จึงเปล่งวาจาอันหยาบคาย ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา

คำของสุมุขหงส์นี้ ย่อมไม่เป็นเหมือนคำของคนมีปัญญา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา ได้แก่ มองเห็นเครื่องดื่มและเครื่องบริโภคอันเลิศมากมายเหล่านั้น.

บทว่า เปสิตํ ได้แก่ ที่พระราชาให้นำมาแล้วทรงน้อมเข้าไปให้.

บทว่า ขตฺตธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมสำหรับกระทำปฏิสันถาร ในบุคคลผู้กระทำคราวแรก.

บทว่า ตโต ปุจฺฉิ อนนฺตรา คือ ในกาลนั้น.

บทว่า กจฺจิ นุ โภโต ความว่า คาถา ๖ คาถาที่พญาหงส์ธตรฐทูลถามตามลำดับ ล้วนมีเนื้อความกล่าวไว้แล้วแต่หนหลังทีเดียว.

บทว่า อนุปฺปีฬํ ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงบีบคั้นชาวเมือง เหมือนบุคคลบีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์บ้างหรือ.

บทว่า อกุโตจิอุปทฺทวํ ได้แก่ หาอันตรายจากที่ไหนๆ มิได้เลย.

บทว่า สเมน อนุสาสสิ ได้แก่ พระองค์ทรงปกครองแคว้นนี้ โดยธรรม โดยสม่ำเสมออยู่หรือ.

บทว่า สนฺโต ได้แก่ ท่านผู้เป็นสัปบุรุษซึ่งประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.

บทว่า นิรงฺกตฺวา คือ ไม่ละทิ้งธรรม.

บทว่า อนาคตํ ทีฆํ ได้แก่ พระองค์ทรงเห็นชัดพระชนมายุของพระองค์ อันเป็นอนาคตว่า ยังเป็นไปยั่งยืนอยู่หรือ.

บทว่า สมเวกฺขสิ ความว่า พญาหงส์ธตรฐทูลถามว่า พระองค์ทรงทราบว่า อายุสังขารเป็นของน้อยหรือ.

บทว่า มทนีเย คือ ในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่นำความมึนเมามา.

บทว่า น สนฺตสิ คือ ไม่ทรงหวาดกลัว มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พระองค์เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในกามคุณทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น มิได้ทรงสะดุ้งกลัวต่อปรโลก เพราะทรงกระทำกุศลมีทานเป็นต้นหรือ.

บทว่า ทสสุ หมายเอาราชธรรม ๑๐ ประการ

เจตนาที่เป็นไปในทานเป็นต้น ชื่อว่าทาน

ศีล ๕ และศีล ๑๐ เป็นต้น ชื่อว่าศีล

การบริจาคไทยธรรม ชื่อว่าบริจาค

ความเป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่าความซื่อตรง

ความเป็นผู้อ่อนโยน ชื่อว่าความอ่อนโยน

กรรมคือการรักษาอุโบสถ ชื่อว่าตบะ

ส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา ชื่อว่าความไม่โกรธ

ส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา ชื่อว่าความไม่เบียดเบียน

ความอดกลั้น ชื่อว่าความอดทน

ความไม่ขัดเคือง ชื่อว่าความไม่พิโรธ.

บทว่า อจินฺเตตฺวา ได้แก่ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเราเหล่านี้.

บทว่า ภาวโทสํ คือ โทษที่เกิดแก่จิต.

บทว่า อนญฺญาย แปลว่า ไม่รู้.

บทว่า อสฺมากํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าโทษที่เกิดขึ้นแก่จิตของเรา ย่อมไม่มี หงส์สุขุมะนี้มิได้ทราบถึงสิ่งที่ตัวควรจะรู้นั้น จึงได้กล่าววาจาหยาบคายออกมา.

บทว่า อโยนิโส คือ โดยมิใช่อุบาย.

บทว่า ยานสมาสุ ความว่า หงส์สุขุมะนี้ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา.

บทว่า นยิทํ ตัดบทเป็น น อิทํ อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คำของสุมุขหงส์นี้ จึงเหมือนคำของผู้มีปัญญาก็หาไม่ คือด้วยเหตุนี้แล สุมุขหงส์จึงปรากฏแก่เราเหมือนมิใช่เป็นบัณฑิต.

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า พระราชาทรงประกอบไปด้วยคุณอันใหญ่ ถูกเรารุกราน และโกรธเคืองพระองค์ เราจักขอขมาโทษพระองค์เสียเถิด จึงกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ ความพลั้งพลาดนั้นมีแก่ข้าพระองค์ โดยความรีบร้อน ก็เมื่อพญาหงส์ธตรฐติดบ่วง ข้าพระองค์มีความทุกข์มากมาย

ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนบิดาเป็นที่พึ่งของบุตร และดุจแผ่นดินเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ ฉะนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชกุญชร ขอพระองค์ได้ทรงโปรดงดโทษให้แก่ ข้าพระองค์ผู้ถูกความผิดครอบงำด้วยเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสารํ ได้แก่ ความพลาดพลั้งทุกอย่าง.

บทว่า เวเคน ได้แก่ ข้าพระองค์ เมื่อจะกราบทูลข้อความนี้ ได้กราบทูลไปโดยความรีบร้อน คือโดยความผลุนผลัน.

บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ความทุกข์อันเป็นไปทางจิต ได้มีแก่ข้าพระองค์มากมาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงได้กราบทูลคำนั้นออกไป ด้วยอำนาจความโกรธ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงอดโทษนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด.

บทว่า ปุตฺตานํ ได้แก่ พระองค์เปรียบเหมือนเป็นบิดาของบุตรทั้งหลาย.

บทว่า ธรณีริว ได้แก่ อนึ่งเล่า ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนแผ่นดินเป็นที่พำนักอาศัยของเหล่าสัตว์ ฉะนั้น.

บทว่า อธิปนฺนานํ ได้แก่ ข้าพระองค์ผู้กำลังถูกโทษ คือความผิดท่วมทับแล้ว.

บทว่า ขมสฺสุ ความว่า สุมุขหงส์นั้นลงจากอาสนะ ประคองอัญชลีด้วยปีกทั้งสองข้างแล้ว จึงกราบทูลคำนี้ไว้.

ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงสวมกอดสุมุขหงส์นั้นแล้ว ทรงพาไปให้เกาะบนตั่งทองคำ เมื่อจะทรงรับการแสดงโทษ จึงตรัสว่า

เราย่อมอนุโมทนาแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ เพราะท่านไม่ปกปิดความในใจ ดูก่อนหงส์ ท่านซื่อตรง จงทำลายความข้องใจเสียเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทาม ความว่า เรายอมอดโทษนั้นแก่ท่าน

บทว่า ยํ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านมิได้ซ่อนเร้นสิ่งที่ควรจะปิดบังในใจของตน.

บทว่า ขีลํ ได้แก่ เสาเขื่อนแห่งจิต คือหลักตอแห่งจิต.

ก็พระราชา ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเลื่อมใสธรรมกถาของพระมหาสัตว์ และความซื่อตรงของสุมุขหงส์ จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดา ผู้มีความเลื่อมใส ต้องกระทำอาการแสดงความเลื่อมใส

เมื่อจะทรงมอบสิริราชสมบัติของพระองค์ แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึงตรัสคาถาว่า

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ในนิเวศน์ของเรา ผู้เป็นพระเจ้ากาสี คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์อันมากมาย แก้วมณี สังข์ ไข่มุก ผ้า จันทน์แดง และเหล็กอีกมาก เราขอให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดนี้แก่ท่าน และขอสละความเป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ คือ ที่เก็บเอาไว้.

บทว่า มุตฺตา ได้แก่ แก้วมุกดาทั้งที่เจียระไนแล้ว และยังมิได้เจียระไน.

บทว่า มณโย ได้แก่ เครื่องใช้ที่ทำด้วยแก้วมณีทั้งหลาย.

บทว่า สงฺขมุตฺตญฺจ ได้แก่ แก้วสังข์ทักษิณาวัฏ และแก้วไข่มุกดีกลม ประดุจผลมะขามป้อม.

บทว่า วตฺถิกํ ได้แก่ ผ้าเนื้อละเอียดซึ่งนำมาจากแคว้นกาสี.

บทว่า อชินํ ได้แก่ หนังมฤคเหลือง.

บทว่า โลหํ กาฬายสํ ได้แก่ โลหะมีสีแดงและโลหะมีสีดำ.

บทว่า อิสฺสริยํ ความว่า เราขอสละราชสมบัติในพระนครพาราณสี มีอาณาเขตกว้างยาว ๑๒ โยชน์กับเศวตฉัตรประดับมาลาทองให้แก่ท่าน.

ก็พระราชา ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงทรงบูชาพญาหงส์ แม้ทั้งสองนั้น ด้วยเศวตฉัตร มอบราชสมบัติให้.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสนทนากับพระราชา จึงกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นอันพระองค์ทรงยำเกรง และทรงสักการะโดยแท้ ขอพระองค์ทรงเป็น พระอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสอง ซึ่งประพฤติอยู่ในธรรมทั้งหลายเถิด

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอาจารย์ผู้ปราบปรามข้าศึก ข้าพระองค์ทั้งสองอันพระองค์ทรงยอมอนุญาตแล้ว จักกระทำประทักษิณพระองค์แล้ว จักกลับไปหาหมู่ญาติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ.

บทว่า อาจริโย ความว่า พระองค์เป็นผู้ฉลาดกว่าข้าพระองค์ทั้งสอง เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์เถิด. อีกอย่างหนึ่ง พระมหาสัตว์ทูลว่า อนึ่ง พระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสองเถิด เพราะพระองค์ตรัสราชธรรม ๑๐ ประการ และเพราะพระองค์ทรงแสดงโทษแก่สุมุขหงส์แล้ว ทรงกระทำการงดโทษ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสอง ด้วยเหตุที่ให้ศึกษามรรยาท แม้ในวันนี้เถิด.

บทว่า ปสฺเสมุรินฺทม ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ย่ำยีซึ่งข้าศึก ข้าพระองค์จักเห็นหมู่ญาติทั้งหลาย.

พระราชาประทานอนุญาตให้พญาหงส์ทั้งสองนั้นกลับไป. แม้เมื่อพระโพธิสัตว์แสดงธรรมอยู่ทีเดียว อรุณขึ้นมาแล้ว.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

พระเจ้ากาสีทรงดำริ และทรงปรึกษาข้อความตามที่ได้กล่าวมา ตลอดราตรีทั้งปวง แล้วทรงอนุญาตพญาหงส์ทั้งสอง ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถากถํ ความว่า พระเจ้ากาสิราชทรงพระดำริถึงเนื้อความอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระองค์ควรจะดำริ และทรงปรึกษากับพญาหงส์ทั้งสองนั้น.

บทว่า อนุญฺญสิ ได้แก่ พระองค์ทรงอนุญาตว่า ท่านทั้งสองจงพากันกลับไปเถิด.

พระโพธิสัตว์อันพระราชานั้นทรงอนุญาตอย่างนี้แล้ว จึงทูลถวายโอวาทพระราชาว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาท จงเสวยราชสมบัติโดยชอบธรรมเถิด แล้วให้พระราชาประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ ประการ พระราชาทรงน้อมข้าวตอกอันระคนด้วยน้ำผึ้งและน้ำหวาน เข้าไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้นด้วยภาชนะทองคำ ในเวลาที่เสร็จอาหารกิจแล้ว จึงทรงบูชาด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้ เป็นต้น ทรงเอาผอบทองคำประคองพระโพธิสัตว์ ยกขึ้นด้วยพระองค์เอง ฝ่ายพระนางเขมาเทวีทรงยกสุมุขหงส์ขึ้น.

ลำดับนั้น ท้าวเธอทั้งสองจึงให้เผยสีหบัญชร แล้วตรัสว่า

ดูก่อนนาย ท่านทั้งสองจงกลับไป ในเวลามีอรุณขึ้นเถิด แล้วทรงปล่อยพญาหงส์นั้น.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต เมื่อราตรีสว่างจ้า พญาหงส์ทั้งสองก็พากันบินไปจาก พระราชนิเวศน์ของพระเจ้ากาสี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิคาหิสุํ ได้แก่ แล่นขึ้นไปสู่อากาศ.

พระมหาสัตว์บินขึ้นไปจากผอบทองคำ แล้วประเล้าประโลมพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้เสียพระทัยไปเลย พระองค์พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ทรงประพฤติในโอวาทของข้าพระองค์เถิด ดังนี้แล้ว จึงพาสุมุขหงส์บินไปยังภูเขาจิตตกูฏทีเดียว ฝ่ายหงส์เก้าหมื่นหกพัน แม้เหล่านั้นแล พากันบินออกจากถ้ำทอง จับอยู่บนพื้นภูเขา เห็นพญาหงส์นั้นบินกลับมา จึงบินไปต้อนรับห้อมล้อมแล้ว หงส์ทั้งสองนั้นแวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติ เข้าไปยังภูเขาจิตตกูฏ.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

หงส์เหล่านั้นเห็นพญาหงส์ทั้งสองที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีโรคกลับมาถึง จึงพากันส่งเสียงว่า เกเก ได้เกิดเสียงอื้ออึงขึ้น หงส์มีความเคารพนายเหล่านั้น ได้ปัจจัยมีปีติโสมนัส เพราะนายหลุดพ้นกลับมา พากันกระโดดโลดเต้น เข้าไปห้อมล้อมโดยรอบ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกรุํ ได้แก่ ได้เปล่งเสียงดังลั่นเซ็งแซ่ไปหมด.

บทว่า ปรเม คือ สูงสุด.

บทว่า เกเก ความว่า พวกหงส์เหล่านั้น ได้กระทำเสียงว่า เกเก ด้วยเสียงร้องตามภาษาของตน.

บทว่า ภตฺตุคารวา ได้แก่ เต็มไปด้วยความเคารพในพญาหงส์ที่เป็นนาย.

บทว่า ปริกรึสุ ความว่า หงส์เหล่านั้นมีความยินดี ด้วยเหตุที่นายพ้นจากภัยมาได้ จึงพากันเข้าไปห้อมล้อมนายนั้นอยู่โดยรอบ.

บทว่า ลทฺธปจฺจยา ได้แก่ ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.

พวกหงส์เหล่านั้น ครั้นห้อมล้อมอยู่อย่างนี้แล้ว จึงพากันไต่ถามว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์พ้นมาได้อย่างไร. พระมหาสัตว์จึงเล่าถึงความที่ตนพ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และเล่าถึงกิจการที่กระทำกันในราชตระกูล และกิจการที่นายลุททบุตรกระทำ ให้พวกหงส์เหล่านั้นฟัง ฝูงหงส์ได้สดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงกล่าวอวยพรอีกว่า สุมุขหงส์เสนาบดี และนายพราน จงเป็นผู้มีความสุขนิราศทุกข์ มีชีวิตอยู่ยืนยาวนานเถิด.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า

ประโยชน์ทั้งปวงของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตร ย่อมให้สำเร็จความสุขความเจริญ เหมือนพญาหงส์ธตรฐและสุมุขหงส์ สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตร เกิดประโยชน์ให้สำเร็จความสุขความเจริญ กลับมายังหมู่ญาติ ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตวตํ ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร.

บทว่า ปทกฺขิณา ได้แก่ ย่อมสำเร็จความสุข และประกอบไปด้วยความเจริญ.

บทว่า ธตรฏฐา ความว่า เปรียบเหมือนพญาหงส์เหล่าธตรฐ แม้ทั้งสองนั้น คือพญาหงส์และสุมุขหงส์เสนาบดี สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรทั้งสอง คือพระราชาและนายลุททบุตร.

บทว่า ญาติสงฆมุปาคมุ ความว่า ประโยชน์ของหงส์ทั้งสองนั้น กล่าวคือการได้กลับมาถึงหมู่ญาติ ย่อมประกอบไปด้วยความสุขความเจริญ เกิดแล้วคือว่าประโยชน์ทั้งหลายของผู้สมบูรณ์ ด้วยกัลยาณมิตรแม้เหล่าอื่น ก็ย่อมประกอบไปด้วยความสุขความเจริญอย่างนี้ เหมือนกัน.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่ว่า อานนท์จะสละชีวิตเพื่อเราตถาคตในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ ถึงเมื่อก่อน อานนท์ก็ได้สละชีวิตเพื่อตถาคตมาแล้ว เหมือนกัน.

แล้วจึงทรงประมวลชาดกว่า

นายพรานในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุชื่อว่า ฉันนะ ในกาลนี้

พระนางเขมาเทวี ได้มาเป็นภิกษุณีชื่อว่า เขมา

พระราชา ได้มาเป็น สารีบุตร

สุมุขหงส์เสนาบดี ได้มาเป็นภิกษุชื่อว่า อานนท์

บริษัทนอกนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท

ส่วนพญาหงส์ธตรฐ ได้มาเป็น เราตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร