This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

พุทธาปทาน

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation2,007 lines1 editions

วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น คาถาเริ่มต้นพระคัมภีร์

ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หาบุคคล

เปรียบปานมิได้ ผู้เสด็จขึ้นสู่สาครคือไญยธรรม ผู้ข้ามสาคร

คือสงสารได้แล้ว ด้วยเศียรเกล้า.

ขอไหว้พระธรรมอันยอดเยี่ยมสงบละเอียดลึกซึ้ง เห็น

ได้แสนยาก อันกระทำภพน้อยและภพใหญ่ให้บริสุทธิ์ ซึ่ง

พระสัมพุทธเจ้าบูชาแล้ว ด้วยเศียรเกล้า.

ขอไหว้พระสงฆ์ผู้ปราศจากทุกข์ ไม่มีเครื่องข้องคือ

กิเลส ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลผู้สูงสุด มีอินทรีย์สงบ ผู้ปราศ

จากอาสวะ ด้วยเศียรเกล้า.

ด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรัยอันวิเศษซึ่งข้าพเจ้า

ได้ตั้งใจกระทำโดยพิเศษนั้น ข้าพเจ้าอันพระเถระทั้งหลาย

ผู้เป็นปราชญ์ยิ่งกว่าปราชญ์ ผู้รู้อาคมคือพระปริยัติ ผู้เป็น

วิญญูชนมียศใหญ่ ได้ขอร้องด้วยการเอื้อเฟื้อแล้วๆ เล่าๆ

เป็นพิเศษว่า ท่านขอรับ ท่านควรแต่งอรรถกถาอปทาน ว่า

ด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมาในกาลก่อน.

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักแสดงอรรถสังวรรณนาอัน

งดงามแห่งอปทาน ว่าด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมาในกาล

ก่อน ซึ่งแสดงข้อแนะนำอันพิเศษในพระไตรปิฎกที่ยังเหลือ

อยู่ตามนัยแห่งพระบาลีทีเดียว โดยกล่าวถึงด้วยวิธีนี้ว่า เรื่อง

ราวอันดีเยี่ยมนี้ใครกล่าว กล่าวไว้ที่ไหน เมื่อไรและเพื่ออะไร.

เพราะฉะนั้น เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในนิทานทั้งหลาย

ข้าพเจ้าจะกล่าววิธีนั้นๆ อันแปลกจากกันตามที่เกิดก่อนหลัง

จะเป็นเครื่องทำให้การเล่าเรียนและทรงจำได้ง่ายขึ้น.

ในชั้นเดิม เรื่องราวนั้นท่านรจนาไว้ในภาษาสิงหล

และในอรรถกถาของเก่า ย่อมไม่ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่

สาธุชนต้องการ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยนัยตามอรรถกถา

ของเก่านั้น เว้นข้อความที่คลาดเคลื่อนเสีย ประกาศแต่เนื้อ

ความที่พิเศษออกไป จักกระทำการพรรณนาเนื้อความที่

แปลกและดีที่สุดแล.

นิทานกถา

ก็เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้ว่า "เรื่องราวอันดีเยี่ยมนี้ ใครกล่าว กล่าวไว้ที่ไหนและกล่าวไว้เมื่อไร " และว่า "ข้าพเจ้าจักทำการพรรรนาเนื้อความ" ดังนี้ การพรรณนาเนื้อความแห่งอปทานนี้นั้น เมื่อข้าพเจ้าแสดงนิทานทั้งสามนี้ คือทูเรนิทาน (นิทานในกาลไกล) อวิทูเรนิทาน (นิทานในกาลไม่ไกล) สันติเกนิทาน (นิทานในกาลใกล้) พรรณนาอยู่ จักทำให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งดี เพราะผู้ฟังอปทานนั้น เข้าใจแจ่มแจ้งมาแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงจักแสดงนิทานเหล่านั้น แล้วจึงจะพรรณนาอปทานนั้นต่อไป.

บรรดานิทานนั้น เบื้องต้นพึงทราบปริเฉทคือการกำหนดขั้นตอนของนิทานเหล่านั้นเสียก่อน. ก็กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระมหาสัตว์กระทำอภินิหาร ณ เบื้องบาทมูลแห่งพระพุทธทีปังกรจนถึงจุติจากอัตภาพพระเวสสันดรบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน. กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่ควงไม้โพธิ์ จัดเป็นอวิทูเรนิทาน. ส่วนสันติเกนิทานจะหาได้ในที่นั้นๆ แห่งพระองค์เมื่อประทับอยู่ในที่นั้นๆ แล.

ทูเรนิทานกถา

ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อว่าทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้

เล่ากันมาว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัปนับแต่ภัทรกัปนี้ไป ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดี ในนครนั้น มีพราหมณ์ชื่อสุเมธ อาศัยอยู่ เขามีกำเนิดมาดีจากทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีครรภ์อันบริสุทธิ์นับได้เจ็ดชั่วตระกูล ใครๆ จะคัดค้านดูถูกเกี่ยวกับเรื่องชาติมิได้ มีรูปสวยน่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง เขาไม่กระทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์เท่านั้น.

มารดาบิดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขายังรุ่นหนุ่ม ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์ของเขานำเอาบัญชีทรัพย์สินมา เปิดห้องอันเต็มด้วยทอง เงิน แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น แล้วบอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมาร ทรัพย์สินเท่านี้เป็นของมารดา เท่านี้เป็นของบิดา เท่านี้เป็นของปู่ตาและทวด แล้วเรียนว่า ขอท่านจงครอบครองทรัพย์สินมีประมาณเท่านี้เถิด.

สุเมธบัณฑิตคิดว่า บิดาและปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว เมื่อไปสู่ปรโลกจะถือเอาแม้ทรัพย์กหาปณะหนึ่งไปด้วยก็หามิได้ แต่เราควรจะทำเหตุที่จะถือเอาทรัพย์ไปให้ได้ ครั้นคิดแล้วเขาจึงกราบทูลแด่พระราชา ให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนคร ให้ทานแก่มหาชน แล้วบวชเป็นดาบส.

ก็เพื่อที่จะให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้ง ควรจะกล่าวสุเมธกถาไว้ ณ ที่นี้ด้วย.

แต่สุเมธกถานี้นั้นมีมาแล้วในพุทธวงศ์โดยสิ้นเชิงก็จริง ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยจะปรากฏชัดแจ้งนัก เพราะมีมาโดยเป็นคาถาประพันธ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวสุเมธกถานั้น พร้อมทั้งคำที่แสดงคาถาประพันธ์ไว้ในระหว่างๆ ด้วย.

สุเมธกถา

ก็ในที่สุดแห่งสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรอีกแสนกัป ได้มีพระนครได้นามว่า อมรวดี และอีกนามหนึ่งว่า อมร อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ ประการซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ในพุทธวงศ์ว่า

ในสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัป มีพระนครหนึ่งนามว่า อมร

เป็นเมืองสวยงามน่าดู น่ารื่นรมย์ใจ สมบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ

อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ ประการ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า ได้เป็นเมืองอึกทึกด้วยเสียงทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์ เสียงสัมตาล (ดนตรีชนิดหนึ่งทำด้วยไม้) และเสียงที่ ๑๐ ว่า เชิญกิน เชิญดื่ม เชิญขบเคี้ยว. ก็ท่านถือเอาเพียงเอกเทศของเสียง ๑๐ ประการนั้นเท่านั้น แล้วกล่าวคาถานี้ไว้ในพุทธวงศ์ว่า

กึกก้องด้วยเสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์

เสียงรถ และเสียงเชิญด้วยข้าวและน้ำว่า เชิญกิน เชิญดื่ม.

แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า

พระนครอันสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกประการ

เพียบพร้อมด้วยกิจการทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้ง ๗

ขวักไขว่ไปด้วยเหล่าชนนานาชาติ มั่งคั่งประหนึ่งเทพนคร

เป็นที่อยู่อาศัยของคนมีบุญ.

ในนครอมรวดี มีพราหมณ์นามว่า สุเมธ มีสมบัติ

สะสมไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากหลาย เป็นผู้

คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ได้ เรียนจบไตรเพท ถึงความสำเร็จ

ในลักขณศาสตร์ อิติหาสศาสตร์ และธรรมเนียมพราหมณ์

ของตน.

อยู่มาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตนั้นอยู่ในที่ลับ ณ พื้นปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ นั่งขัดสมาธิคิดอยู่อย่างนี้ว่า ดูก่อนบัณฑิต ธรรมดาว่าการถือปฏิสนธิในภพใหม่เป็นทุกข์ การแตกทำลายแห่งสรีระในที่ที่เกิดแล้วๆ ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน อันตัวเราย่อมมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตายเป็นธรรมดา เราผู้เป็นอย่างนี้ควรแสวงหาอมตมหานิพพานอันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีทุกข์ มีความสุข เยือกเย็น เป็นทางสายเดียวที่พ้นจากภพ มีปกตินำไปสู่พระนิพพาน จะพึงมีแน่นอน.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ตอนนั้น เราอยู่ในที่สงบนั่งคิดอย่างนี้ว่า การเกิดในภพ

ใหม่ และการแตกทำลายของสรีระเป็นทุกข์. เรานั้นมีความเกิด

ความแก่ ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จักแสวงหาพระนิพพาน อัน

ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม.

ไฉนหนอ เราพึงไม่เยื่อใย ไร้ความต้องการ ละทิ้งร่างกาย

เน่าซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิดนี้เสีย แล้วไปเสีย ทางนั้นมีอยู่

และจักมี ทางนั้นไม่อาจเป็นเหตุหามิได้ เราจักแสวงหาทางนั้น

เพื่อหลุดพ้นจากภพให้ได้.

ต่อแต่นั้น ก็คิดให้ยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าสุข เป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์ ย่อมมีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่ แม้สิ่งที่ปราศจากภพอันเป็นปฏิปักษ์ต่อภพนั้น ก็พึงมีฉันนั้น และเมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นอันเป็นเครื่องสงบความร้อนนั้น ก็ย่อมมีอยู่ฉันใด แม้พระนิพพานอันเป็นเครื่องสงบระงับไฟคือราคะเป็นต้น ก็พึงมีฉันนั้น แม้ธรรมอันงดงาม ไม่มีโทษ เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นบาปลามก ก็ย่อมมีอยู่ฉันใด เมื่อความเกิดอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพานกล่าวคือการไม่เกิด เพราะความเกิดทั้งปวงหมดสิ้นไป ก็พึงมีฉันนั้น.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้ชื่อว่าสุขก็ย่อมมีฉันใด เมื่อภพมีอยู่

แม้ความไม่มีภพ ก็พึงปรารถนาได้ฉันนั้น.

เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอีกอย่าง ก็ต้องมีฉันใด

เมื่อไฟสามกองมีอยู่ แม้ความดับเย็น ก็พึงปรารถนาได้

ฉันนั้น.

เมื่อความชั่วมีอยู่ ความดีงาม ก็ต้องมีฉันใด เมื่อความ

เกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิด ก็พึงปรารถนาได้ฉันนั้น.

ท่านคิดข้ออื่นต่อไปอีกว่า

บุรุษผู้ตกลงไปในหลุมคูถ เห็นสระใหญ่ดาดาษด้วยดอกปทุม ๕ สีแต่ไกล ควรแสวงหา (ทางไป) สระนั้นว่า เราจะไปยังสระใหญ่นั้นทางไหนหนอ การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็นโทษผิดของสระไม่ เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด เมื่อสระน้ำคือพระอมตมหานิพพานอันเป็นเครื่องชำระมลทินคือกิเลส มีอยู่ การไม่แสวงหาสระน้ำคืออมตมหานิพพานนั้น หาได้เป็นโทษผิดของสระน้ำคืออมตมหานิพพานไม่ เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันนั้นเหมือนกัน.

อนึ่ง บุรุษถูกพวกโจรล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของทางไม่ แต่เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด บุรุษผู้ถูกกิเลสทั้งหลายห่อหุ้มยึดไว้ เมื่อทางอันเยือกเย็นเป็นที่ไปสู่พระนิพพานมีอยู่ แต่ไม่แสวงหาทาง หาเป็นโทษผิดของทางไม่ แต่ เป็นโทษผิดของบุรุษเท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.

อนึ่ง บุรุษผู้ถูกพยาธิเบียดเบียน เมื่อหมอผู้เยียวยาพยาธิมีอยู่ ถ้าไม่หาหมอให้เยียวยาพยาธินั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของหมอไม่ แต่เป็นโทษผิดของบุรุษเท่านั้นฉันใด ผู้ใดถูกพยาธิคือกิเลสเบียดเบียน ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในทางเป็นที่เข้าไปสงบกิเลสซึ่งมีอยู่ ข้อนั้นเป็นโทษผิดของผู้นั้นเท่านั้น หาเป็นโทษผิดของอาจารย์ผู้ทำกิเลสให้พินาศไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

บุรุษผู้ตกอยู่ในหลุมคูถ เห็นสระมีน้ำเต็มเปี่ยม ไม่ไปหา

สระนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของสระไม่ ฉันใด เมื่อสระคือ

อมตะสำหรับเป็นเครื่องชำระมลทินคือกิเลสมีอยู่ เขาไม่ไปหา

สระนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของสระคืออมตะไม่ ฉันนั้น.

คนเมื่อถูกศัตรูรุมล้อม เมื่อทางหนีไปมีอยู่ ก็ไม่หนีไป

ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของทางไม่ ฉันใด คนที่ถูกกิเลสกลุ้มรุม

เมื่อทางปลอดภัยมีอยู่ ไม่ไปหาทางนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษ

ผิดของทางที่ปลอดภัยนั้นไม่ ฉันนั้น.

คนผู้เจ็บป่วย เมื่อหมอรักษาโรคมีอยู่ ไม่ยอมให้หมอ

รักษาความเจ็บป่วยนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของหมอนั้นไม่

ฉันใด คนผู้ได้รับทุกข์ถูกความเจ็บป่วย คือกิเลสเบียดเบียน

แล้วไม่ไปหาอาจารย์นั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของอาจารย์ผู้

แนะนำไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ท่านยังคิดข้ออื่นต่อไปอีกว่า

คนผู้ชอบแต่งตัว พึงทิ้งซากศพที่คล้องคออยู่แล้วไป

สบายฉันใด แม้เราก็พึงทิ้งร่างกายเปื่อยเน่านี้เสีย ไม่มีอาลัย

ห่วงใยเข้าไปยังนครคือนิพพาน ฉันนั้น.

อนึ่ง ชายหญิงทั้งหลายถ่ายอุจจาระและปัสสาวะรดบน

พื้นอันสกปรก ย่อมไม่เก็บอุจจาระหรือปัสสาวะนั้นใส่พกหรือ

เอาชายผ้าห่อไป ต่างรังเกียจ ไม่มีความอาลัยเลยกลับทิ้งไป

เสียฉันใด แม้เราก็เป็นผู้ไม่มีความอาลัย ควรละทิ้งร่างกายอัน

เปื่อยเน่า เข้าไปยังนครคือพระอมตนิพพาน ฉันนั้น.

อนึ่ง ธรรมดานายเรือไม่มีความอาลัยทิ้งเรือลำเก่าคร่ำคร่าไปฉันใด แม้เราก็ละทิ้งร่างกายนี้อันมีของไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลทั้ง ๙ แห่ง ไม่มีความห่วงใย เข้าไปยังนิพพานบุรีฉันนั้น.

อนึ่ง บุคคลพกพาเอารัตนะต่างๆ เดินทางไปกับพวกโจร เพราะกลัวรัตนะของตนจะฉิบหาย จึงทิ้งพวกโจรนั้นเสีย แล้วเดินทางที่ปลอดภัยฉันใด กรัชกายแม้นี้ก็เป็นเสมือนโจรปล้นรัตนะฉันนั้น.

ถ้าเราจักกระทำความอยากไว้ในกรัชกายนี้ ธรรมรัตนะคืออริยมรรคกุศลของเราจักพินาศไป เพราะฉะนั้น เราละทิ้งกายนี้อันเสมือนกับโจรแล้วเข้าไปยังนครคือพระอมตมหานิพพาน จึงจะควร.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

บุรุษปลดเปลื้องซากศพที่น่าเกลียด ซึ่งผูกไว้ที่คอออก

เสียแล้วไป มีความสุขอยู่อย่างเสรีโดยลำพังตนเองได้ ฉันใด

คนก็ควรละทิ้งร่างกายเน่าที่มากมูลด้วยซากศพนานาชนิด

ไม่มีอาลัย ไม่มีความต้องการไปเสีย ฉันนั้น.

ชายหญิงทั้งหลายถ่ายกรีสลงในที่ถ่ายอุจจาระ เป็นผู้

ไม่อาลัย ไม่ต้องการไปเสีย ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน

จะละทิ้งร่างกายนี้ อันเต็มด้วยซากศพนานาชนิด แล้วไป

เสียเหมือนคนถ่ายอุจจาระแล้วละทิ้งส้วมไป ฉันนั้น.

เจ้าของละทิ้งเรือเก่าคร่ำคร่าผุพัง น้ำรั่วเข้าไปได้ ไม่มี

ความอาลัย ไม่มีความต้องการไปเสีย ฉันใด เราก็ฉันนั้น

เหมือนกัน จักละทิ้งร่างกายนี้ ซึ่งมีช่องเก้าช่องหลั่งไหลออก

เป็นนิจไปเสีย เหมือนเจ้าของทิ้งเรือเก่าไปฉะนั้น.

บุรุษเดินไปกับพวกโจร ถือห่อของไปด้วย เห็นภัยที่จะ

เกิดจากการตัดห่อของ จึงทิ้งพวกโจรไป แม้ฉันใด กายนี้ก็

ฉันนั้นเหมือนกัน เสมือนมหาโจร เราจักละทิ้งกายนี้ไปเสีย

เพราะกลัวแต่การตัดกุศลให้ขาด.

สุเมธบัณฑิตคิดเนื้อความอันประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ด้วยอุปมาชนิดต่างๆ อย่างนี้แล้ว สละกองโภคทรัพย์นับไม่ถ้วนในเรือนของตนแก่เหล่าชนมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วในหนหลัง ให้มหาทาน ละวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย แล้วออกจากอมรนครคนเดียวเท่านั้น อาศัยภูเขาชื่อธรรมิกะในป่าหิมพานต์ สร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาและที่จงกรมใกล้อาศรมนั้น เพื่อจะละโทษคือนิวรณ์ ๕ และเพื่อจะนำมาซึ่งพละกล่าวคืออภิญญาอันประกอบด้วยคุณอันเป็นเหตุ ๘ ประการซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ดังนี้ จึงละทิ้งผ้าสาฎกที่ประกอบด้วยโทษ ๙ ประการไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการบวชเป็นฤาษี.

ท่านบวชอย่างนี้แล้ว ละทิ้งบรรณศาลานั้นอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปยังโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เลิกละธัญญวิกัติ ข้าวชนิดต่างๆ ทุกชนิด หันมาบริโภคผลไม้ป่า เริ่มตั้งความเพียรด้วยอำนาจการนั่ง การยืนและการจงกรม ภายใน ๗ วันนั่นเองก็ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ท่านได้บรรลุอภิญญาพละตามที่ปรารถนาด้วยประการอย่างนี้.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิแก่คนยากจน

อนาถา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์. ในที่ไม่ไกลป่าหิมพานต์มีภูเขา

ชื่อธรรมิกะ เราสร้างอาศรมอย่างดีไว้ สร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้

ทั้งยังสร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใกล้อาศรมนั้น

เราได้อภิญญาพละอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ.

เราเลิกใช้ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ หันมา

นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ. เราละทิ้ง

บรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปสู่โคนไม้

อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูก

โดยสิ้นเชิง หันมาบริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็น

อเนกประการ เราเริ่มตั้งความเพียรในที่นั่งที่ยืนและที่จงกรม ใน

อาศรมบทนั้น ภายใน ๗ วัน เราก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้.

ก็ด้วยบาลีว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าวถึงอาศรม บรรณศาลาและที่จงกรม ไว้ราวกะว่า สุเมธบัณฑิตสร้างด้วยมือของตนเอง แต่ในคาถานี้ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ท้าวสักกะทรงเห็นพระมหาสัตว์ว่าเข้าป่าหิมพานต์แล้ว วันนี้จักเข้าไปถึงธรรมิกบรรพต จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า นี่แน่ะพ่อ สุเมธบัณฑิตออกไปด้วยคิดว่าจักบวช เธอจงเนรมิตที่อยู่ให้แก่สุเมธบัณฑิตนั้น.

วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นรับพระดำรัสของท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงเนรมิตอาศรมอันน่ารื่นรมย์ บรรณศาลาอันสนิทดีและที่จงกรมอันรื่นรมย์ใจ.

แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาอาศรมบทนั้นอันสำเร็จด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ในครั้งนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ที่ภูเขาธรรมิกบรรพตนั้น.

อาศรมเราได้สร้างไว้ดีแล้ว บรรณศาลาเราได้สร้างไว้

อย่างดี เราได้สร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใกล้

อาศรมนั้นด้วย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกโต มยฺหํ แปลว่า เราสร้างอาศรมไว้ดีแล้ว.

บทว่า ปณฺณสาลา สุมาปิตา ความว่า แม้ศาลามุงด้วยใบไม้ เราก็ได้สร้างไว้อย่างดี.

บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ความว่า ชื่อว่าโทษของที่จงกรมมี ๕ อย่าง เหล่านี้คือแข็งและขรุขระ ๑ มีต้นไม้ภายใน ๑ ปกคลุมด้วยรกชัฏ ๑ แคบเกินไป ๑ กว้างเกินไป ๑.

จริงอยู่ เมื่อพระโยคีจงกรมบนที่จงกรม มีพื้นดินแข็งและขรุขระ เท้าทั้งสองจะเจ็บปวดเกิดการพองขึ้น จิตไม่ได้ความแน่วแน่ กัมมัฏฐานจะวิบัติ แต่กัมมัฏฐานจะถึงพร้อม ก็เพราะได้อาศัยการอยู่ผาสุกในพื้นที่อ่อนนุ่มและเรียบ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พื้นที่แข็งและขรุขระเป็นโทษประการที่ ๑.

เมื่อมีต้นไม้อยู่ภายใน หรือท่ามกลาง หรือที่สุดของที่จงกรม เมื่ออาศัยความประมาทเดินจงกรม หน้าผากหรือศีรษะย่อมกระทบ เพราะฉะนั้น ที่จงกรมมีต้นไม้อยู่ภายใน จึงเป็นโทษประการที่ ๒.

พระโยคีเมื่อจงกรมอยู่ในที่จงกรมอันปกคลุมด้วยชัฏหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น ในเวลามืดค่ำก็จะเหยียบงูเป็นต้นตาย หรือถูกงูเป็นต้นนั้นกัดได้รับทุกขเวทนา เพราะฉะนั้น ที่จงกรมอันปกคลุมด้วยชัฏ (รกรุงรัง) จึงเป็นโทษประการที่ ๓.

เมื่อพระโยคีจงกรมอยู่ในที่จงกรมแคบเกินไป โดยความกว้างประมาณศอกหนึ่งหรือครึ่งศอก เล็บบ้าง นิ้วบ้าง จะสะดุดขอบจงกรม เข้าแล้วจะแตก เพราะฉะนั้น ที่จงกรมแคบเกินไป จึงเป็นโทษประการที่ ๔.

เมื่อพระโยคีจงกรมอยู่ในที่จงกรมกว้างเกินไป จิตย่อมพล่าน ไม่ได้ความแน่วแน่ เพราะฉะนั้น ความที่จงกรมกว้างเกินไป จึงเป็นโทษประการที่ ๕.

ก็ที่อนุจงกรม ส่วนกว้างประมาณศอกหนึ่งในด้านทั้งสอง ประมาณด้านละหนึ่งศอก. ที่จงกรมส่วนยาว ประมาณ ๖๐ ศอก พื้นอ่อนนุ่มเกลี่ยทรายไว้เรียบ ย่อมควร เหมือนที่จงกรมของพระมหามหินทเถระผู้ทำชาวเกาะให้เลื่อมใสในเจติยคีรีวิหารที่จงกรมของท่านได้เป็นเช่นนั้น.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราได้สร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการ ไว้ใกล้อาศรมนั้น.

บทว่า อฏฺฐคุณสมุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสมณสุข ๘ ประการ.

ชื่อว่าสมณสุข ๘ ประการ เหล่านี้คือ ไม่มีการหวงแหนทรัพย์และข้าวเปลือก ๑ แสวงหาบิณฑบาตที่ไม่มีโทษ ๑ บริโภคบิณฑบาตที่เย็น ๑ ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุบีบคั้นชาวรัฐ ในเมื่อราชสกุลบีบคั้นชาวรัฐถือเอาทรัพย์ที่มีค่า หรือดีบุกและกหาปณะเป็นต้น ๑ ปราศจากความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ๑ ไม่กลัวโจรปล้น ๑ ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ๑ ไม่ถูกขัดขวางในทิศทั้งสี่ ๑.

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ผู้อยู่ในอาศรมนั้นสามารถได้รับความสุขทั้ง ๘ ประการนี้ เราจึงสร้างอาศรมนั้นอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการนี้.

บทว่า อภิญฺญาพลมาหรึ ความว่า ภายหลังเมื่อเราอยู่ในอาศรมนั้นกระทำกสิณบริกรรม แล้วเริ่มวิปัสสนาโดยความเป็นของไม่เที่ยงและโดยความเป็นทุกข์ เพื่อต้องการให้อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้น แล้วจึงได้วิปัสสนาพละอันทรงเรี่ยวแรง. อธิบายว่า เราอยู่ในอาศรมนั้น สามารถนำเอาพละนั้นมาได้ด้วยประการใด เราได้สร้างอาศรมนั้นให้สมควรแก่วิปัสสนาพละ เพื่อต้องการอภิญญาด้วยประการนั้น.

ในคำว่า สาฏกํ ปชหึ ตตฺถ นวโทสมุปาคตํ นี้ มีคำที่จะกล่าวไปโดยลำดับดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตอาศรมที่ประกอบด้วยกระท่อมที่เร้น และที่จงกรมเป็นต้น ดารดาษด้วยไม้ดอกและไม้ผลน่ารื่นรมย์ มีบ่อน้ำมีรสอร่อย ปราศจากเนื้อร้ายและนกที่มีเสียงร้องน่าสะพรึงกลัว ควรแก่ความสงบสงัด จัดพนักพิงไว้ในที่สุดทั้งสองด้านแห่งที่จงกรมอันตกแต่งแล้ว เนรมิตศิลามีสีดังถั่วเขียว มีพื้นเรียบ ไว้ในท่ามกลางที่จงกรม เพื่อจะได้นั่ง.

สำหรับภายในของบรรณศาลา ได้เนรมิตสิ่งของทุกอย่างที่จะเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่บรรพชิตอย่างนี้คือบริขารดาบสมีชฎาทรงกลม ผ้าเปลือกไม้ ไม้สามง่าม และคนโทน้ำเป็นต้น ที่ปะรำมีหม้อน้ำ สังข์ตักน้ำดื่มและขันตักน้ำดื่ม ที่โรงไฟมีกระเบื้องรองถ่านและฟืนเป็นต้น ที่ฝาบรรณศาลาได้เขียนอักษรไว้ว่า ใครๆ มีประสงค์จะบวช จงถือเอาบริขารเหล่านี้แล้วบวชเถิด เสร็จแล้วกลับไปยังเทวโลก.

สุเมธบัณฑิตตรวจที่อันผาสุกอันสมควรแก่การอยู่อาศัยของตนตามแนวซอกเขา ณ เชิงเขาหิมพานต์ ได้เห็นอาศรมอันน่ารื่นรมย์ซึ่งท้าวสักกะประทาน อันวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ ณ ที่แม่น้ำไหลกลับ จึงไปยังท้ายที่จงกรม มิได้เห็นรอยเท้า จึงคิดว่าบรรพชิตทั้งหลายแสวงหาภิกษาหารในหมู่บ้านใกล้ เหน็ดเหนื่อยมาแล้ว จักเข้าไปบรรณศาลาแล้ว นั่งอยู่เป็นแน่แท้ จึงรออยู่หน่อยหนึ่งแล้วคิดว่า ชักช้าเหลือเกิน เราอยากจะรู้นัก จึงเปิดประตูบรรณศาลาเข้าไปข้างในแล้วมองดูรอบๆ ได้อ่านอักษรที่ฝาหนังแผ่นใหญ่ แล้วคิดว่า กัปปิยบริขารเหล่านี้เป็นของเรา เราจักถือเอากัปปิยบริขารเหล่านี้บวช จึงเปลื้องคู่ผ้าสาฎกที่ตนนุ่งห่มทิ้ง

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราละทิ้งผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเข้าไปอย่างนี้แล้วเปลื้องผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น.

ด้วยบทว่า นวโทสมุปาคตํ นี้ ท่านแสดงว่า เราเมื่อจะละทิ้งผ้าสาฎก เพราะได้เห็นโทษ ๙ ประการ จึงได้ละทิ้งไปเสีย.

จริงอยู่ สำหรับผู้บวชเป็นดาบส โทษ ๙ ประการย่อมปรากฏในผ้าสาฎก คือความเป็นของมีค่ามาก เป็นโทษอันหนึ่ง, เกิดขึ้นเพราะเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น เป็นโทษอันหนึ่ง, เศร้าหมองเร็วเพราะการใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะว่าผ้าสาฎกเศร้าหมองแล้วจะต้องซักต้องย้อม. การที่เก่าไปเพราะการใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, จริงอยู่ สำหรับผ้าที่เก่าแล้วจะต้องทำการชุนหรือทำการปะผ้า. แสวงหาใหม่กว่าจะได้ก็แสนยาก เป็นโทษอันหนึ่ง, ไม่เหมาะสมแก่การบวชเป็นดาบส เป็นโทษอันหนึ่ง, เป็นของทั่วไปแก่ศัตรู เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะว่าจะต้องคุ้มครองไว้โดยประการที่ศัตรูจะถือเอาไปไม่ได้. การอยู่ในฐานะเป็นเครื่องประดับของผู้ใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, เป็นความมักมากในของใช้ประจำตัวสำหรับผู้ถือเที่ยวไป เป็นโทษอันหนึ่ง.

บทว่า วากจีรํ นิวาเสสึ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร ในครั้งนั้น เราเห็นโทษ ๙ ประการเหล่านี้ จึงละทิ้งผ้าสาฎกแล้วนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้คือถือเอาผ้าเปลือกไม้ซึ่งเอาหญ้ามุงกระต่ายมาทำให้เป็นชิ้นๆ แล้วถักทำขึ้น เพื่อต้องการใช้เป็นผ้านุ่งและผ้าห่ม.

บทว่า ทฺวาทสคุณมุปาคตํ แปลว่า ประกอบด้วยอานิสงส์ ๑๒ ประการ.

จริงอยู่ ผ้าเปลือกไม้มีอานิสงส์ ๑๒ ประการ คือข้อว่ามีราคาถูก ดี สมควร นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ก่อน

ข้อว่าสามารถทำด้วยมือของตนเองได้ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒

ข้อที่ว่าจะค่อยๆ สกปรกเพราะการใช้สอย แม้เมื่อจะซักก็ไม่เนิ่นช้าเสียเวลา นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓

แม้เมื่อเก่าก็ไม่มีการจะต้องเย็บ เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔

เมื่อแสวงหาใหม่ก็กระทำได้ง่าย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕

เหมาะสมแก่การบวชเป็นดาบส เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๖

พวกศัตรูไม่ต้องการใช้สอย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๗

ไม่อยู่ในฐานะเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ใช้สอย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๘

ในเวลาครองเป็นของเบา เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๙

ความเป็นผู้มักน้อยในปัจจัยคือจีวร เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๐

การเกิดขึ้นแห่งผ้าเปลือกไม้เป็นของชอบธรรมและไม่มีโทษ เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๑

เมื่อผ้าเปลือกไม้หายไปก็ไม่เสียดาย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๒.

ในบทว่า อฏฺฐโทสสมากิณฺณํ ปชหึ ปณฺณสาลกํ นี้มีคำถามสอดเข้ามาว่า เราละทิ้งอย่างไร?

ตอบว่า ได้ยินว่า สุเมธบัณฑิตนั้นเปลื้องคู่ผ้าสาฎกอย่างดีออก แล้วถือเอาผ้าเปลือกไม้สีแดงเช่นกับพวงดอกอโนชา ซึ่งคล้องอยู่ที่ราวจีวรเอามานุ่ง แล้วห่มผ้าเปลือกไม้อีกผืนหนึ่ง ซึ่งมีสีดุจสีทอง ทับลงบนผ้าเปลือกไม้ที่นุ่งนั้น แล้วกระทำหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ เช่นกับสัณฐานดอกบุนนาคให้เป็นผ้าเฉวียงบ่า สวมชฎากลมแล้วสอดปิ่นไม้แก่นเข้ากับมวยผม เพื่อกระทำให้แน่น วางคนโทน้ำซึ่งมีสีดังแก้วประพาฬไว้ในสาแหรก เช่นกับข่ายแก้วมุกดา ถือหาบซึ่งโค้งในที่สามแห่ง แล้วคล้องคนโทน้ำไว้ที่ปลายหาบข้างหนึ่ง คล้องขอกระเช้าและไม้สามง่ามเป็นต้นที่ปลายหาบข้างหนึ่ง แล้วเอาหาบซึ่งบรรจุบริขารดาบสวางลงบนบ่า มือขวาถือไม้เท้าออกจากบรรณศาลา เดินจงกรมกลับไปกลับมาในที่จงกรมใหญ่ประมาณ ๖๐ ศอก.

แลดูเพศของตนแล้วคิดว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว การบรรพชาของเรางดงามหนอ ชื่อว่าการบรรพชานี้อันท่านผู้เป็นวีรบุรุษทั้งหลายทั้งปวงมีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญชมเชยแล้ว เครื่องผูกมัดของคฤหัสถ์เราละได้แล้ว เราเป็นผู้ออกเนกขัมมะแล้ว การบรรพชาอันยอดเยี่ยม เราได้แล้ว เราจักกระทำสมณธรรม เราจักได้สุขในมรรคและผล ดังนี้แล้วเกิดความอุตสาหะ วางหาบดาบสบริขารลงแล้วนั่งบนแผ่นศิลามีสีดังถั่วเขียวในท่ามกลางที่จงกรม ประหนึ่งดังรูปปั้นทองคำฉะนั้น.

ได้ยับยั้งอยู่ตลอดส่วนของวัน ในเวลาเย็นจึงเข้าบรรณศาลา นอนบนเสื่อที่ถักด้วยแขนงไม้ข้างเตียงหวาย ให้ตัวได้รับอากาศอันสดชื่นแล้วตื่นขึ้นตอนใกล้รุ่ง คำนึงถึงการมาของตนว่า

เราเห็นโทษในการครองเรือนจึงสละโภคทรัพย์นับไม่ถ้วน และยศอันหาที่สุดมิได้ เข้าป่าบวชแสวงหาเนกขัมมะ จำเดิมแต่บัดนี้ไป เราจะประพฤติด้วยความประมาทย่อมไม่ควร ด้วยว่าแมลงวันคือมิจฉาวิตกย่อมกัดกินผู้ที่ละความสงัดเที่ยวไป เราพอกพูนความสงัดในบัดนี้ จึงจะควร เพราะเราเห็นการครองเรือนโดยความเป็นของมีแต่กังวล จึงออกบวช.

ก็บรรณศาลานี้น่าพอใจ พื้นที่ก็ทำการปรับไว้ดี มีสีดังผลมะตูมสุก ฝาผนังขาวมีสีดังเงิน หลังคามุงด้วยใบไม้มีสีดังเท้านกพิราบ เตียงหวายมีสีดังเครื่องปูลาดอันตระการตา สถานที่อยู่เป็นที่อยู่ได้อย่างผาสุก ความพร้อมมูลแห่งเรือนของเรา เสมือนว่าจะยิ่งไปกว่าบรรณศาลานี้ ไม่ปรากฏให้เห็น จึงเมื่อจะค้นหาโทษของบรรณศาลา ก็ได้เห็นโทษ ๘ ประการ.

จริงอยู่ ในการใช้สอยบรรณศาลามีโทษ ๘ ประการ คือการแสวงหาด้วยการรวบรวมทัพพสัมภาระกระทำด้วยการเริ่มอย่างใหญ่หลวง เป็นโทษข้อที่ ๑.

การจะต้องซ่อมแซมอยู่เป็นนิตย์ เพราะเมื่อหญ้า ใบไม้และดินเหนียวร่วงหล่นลงจะต้องเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางไว้ ณ ที่เดิมแล้วๆ เล่าๆ เป็นโทษข้อที่ ๒.

ธรรมดาเสนาสนะจะต้องถึงแก่ท่านผู้แก่กว่า เมื่อเราถูกปลุกให้ลุกขึ้นในคราวที่มิใช่เวลา ความแน่วแน่ของจิตก็จะมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น การที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นจึงเป็นโทษข้อที่ ๓.

การกระทำร่างกายให้อ่อนแอ โดยกำจัดความหนาวและความร้อนเป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๔.

ผู้เข้าไปสู่เรือนอาจทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะเหตุนั้น การปกปิดข้อครหาได้ เป็นโทษข้อที่ ๕.

การทำความหวงแหนว่า "เป็นของเรา" เป็นโทษข้อที่ ๖.

ธรรมดามีเรือนแสดงว่าต้องมีคู่ เป็นโทษข้อที่ ๗.

การเป็นของสาธารณ์ทั่วไปแก่คนมาก เพราะเป็นของสาธารณ์สำหรับสัตว์มีเล็น เรือดและตุ๊กแกเป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๘.

พระมหาสัตว์เห็นโทษ ๘ ประการนี้ จึงละทิ้งบรรณศาลาเสียด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า เราละทิ้งบรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ ดังนี้.

บทว่า อุปาคมึ รุกฺขมูลํ คุเณ ทสหุปาคตํ ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า เราห้ามที่มุงบัง เข้าหาโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ.

ในการอยู่โคนไม้นั้นมีคุณ ๑๐ ประการนี้ คือมีความริเริ่มน้อย เป็นคุณข้อที่ ๑ เพราะเพียงแต่เข้าไปเท่านั้นก็อยู่ที่นั้นได้.

การปฏิบัติรักษาน้อย เป็นคุณข้อที่ ๒ เพราะโคนไม้นั้นจะกวาดหรือไม่กวาดก็ตาม ก็ใช้สอยได้สบายเหมือนกัน.

การที่ไม่ต้องถูกปลุกให้ลุกขึ้น เป็นคุณข้อที่ ๓.

ไม่ปกปิดข้อครหา เมื่อจะทำชั่วที่โคนไม้นั้นย่อมละอายใจ เพราะเหตุนั้น การปกปิดข้อครหาไม่ได้ เป็นคุณข้อที่ ๔.

ไม่ทำร่างกายให้อึดอัด เหมือนกับอยู่กลางแจ้ง เพราะเหตุนั้น การที่ร่างกายไม่อึดอัด เป็นคุณข้อที่ ๕.

ไม่มีการต้องทำความหวงแหนไว้ เป็นคุณข้อที่ ๖.

ห้ามความอาลัยว่าเป็นบ้านเรือนเสียได้ เป็นคุณข้อที่ ๗.

ไม่มีการไล่ไปด้วยคำว่า เราจักปัดกวาดเช็ดถูที่นั้น พวกท่านจงออกไป เหมือนดังในบ้านเรือนอันทั่วไปแก่คนจำนวนมาก เป็นคุณข้อที่ ๘.

ผู้อยู่ก็มีความปีติอิ่มเอิบใจ เป็นคุณข้อที่ ๙.

การไม่มีความห่วงใย เพราะเสนาสนะคือโคนไม้หาได้ง่ายในที่ที่ผ่านไป เป็นคุณข้อที่ ๑๐.

พระมหาสัตว์เห็นคุณ ๑๐ ประการเหล่านี้จึงกล่าวว่า เราเข้าหาโคนไม้ ดังนี้.

พระมหาสัตว์กำหนดเหตุมีประมาณเท่านี้เหล่านี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้นจึงเข้าไปภิกขาจารยังหมู่บ้าน. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในหมู่บ้านที่ท่านไปถึงได้ถวายภิกษาด้วยความอุตสาหะใหญ่.

ท่านทำภัตกิจเสร็จแล้วมายังอาศรม นั่งลงแล้วคิดว่า เรามิได้บวชด้วยหวังใจว่าจะได้อาหาร ธรรมดาอาหารอันละเอียดนี้ย่อมเพิ่มพูนความเมาเพราะมานะ และความเมาในความเป็นบุรุษ และที่สุดทุกข์อันมีอาหารเป็นมูล ย่อมมีไม่ได้ ถ้ากระไร เราพึงเลิกละอาหารที่เกิดจากข้าวที่เขาหว่านและปลูก บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง.

จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์ก็ได้กระทำตามนั้น พากเพียรพยายามอยู่ ในภายในสัปดาห์เดียวเท่านั้น ก็ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้บังเกิดได้.

เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า

เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดยเด็ดขาด มาบริโภคผลไม้

ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอันมาก เราเริ่มตั้งความเพียร

ในการนั่ง การยืนและการเดินจงกรมอย่างนั้น ในภายในสัปดาห์

หนึ่ง ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้.

เมื่อสุเมธดาบสบรรลุอภิญญาพละอย่างนี้แล้ว ให้เวลาล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากสมาบัติ. พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก. ในการถือปฏิสนธิ การประสูติ การตรัสรู้และการประกาศพระธรรมจักรของพระศาสดาพระองค์นั้น หมื่นโลกธาตุแม้ทั้งสิ้นสะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหวร้องลั่น. บุพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้นแล้ว. สุเมธดาบสยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในสมาบัติ ไม่ได้ยินเสียงนั้นและไม่ได้เห็นบุพนิมิตเหล่านั้นด้วย.

เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า

เมื่อเราบรรลุถึงความสำเร็จเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระศาสนา

อย่างนี้ พระชินเจ้าผู้เป็นโลกนายก ทรงพระนามว่าทีปังกร

เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เมื่อพระองค์เสด็จอุบัติ ประสูติ ตรัสรู้และ

แสดงพระธรรมเทศนา เราเอิบอิ่มอยู่ด้วยความยินดีในฌาน

มิได้เห็นนิมิตทั้ง ๔ ประการแล.

ในกาลนั้น พระทศพลพระนามว่าทีปังกร มีพระขีณาสพสี่แสนห้อมล้อมแล้ว เสด็จจาริกไปถึงรัมมนคร เสด็จประทับอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร.

____________________________

บางแห่งเป็นรัมมกนคร

ชนชาวรัมมนครได้ทราบข่าวว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นใหญ่กว่าสมณะ ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณอันยิ่งยอด ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงรัมมนครของพวกเราแล้ว เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร ต่างพากันถือเภสัชมีเนยใสและเนยข้นเป็นต้น และผ้าเครื่องนุ่งห่ม ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ก็พากันหลั่งไหลไปจนถึงที่พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ประทับ เข้าเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง สดับพระธรรมเทศนา ทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น แล้วพากันลุกจากอาสนะหลีกไป.

ในวันรุ่งขึ้น ชนเหล่านั้นต่างพากันตระเตรียมมหาทาน ประดับพระนครตกแต่งหนทางที่จะเสด็จมาแห่งพระทศพล ในที่มีน้ำขังก็เอาดินถม ทำพื้นที่ดินให้ราบเรียบ โรยทรายอันมีสีดังแผ่นเงิน โปรยข้าวตอกและดอกไม้ เอาผ้าย้อมสีต่างๆ ยกเป็นธงชายและธงแผ่นผ้า ตั้งต้นกล้วยและแถวหม้อน้ำเต็ม.

ในกาลนั้น สุเมธดาบสเหาะจากอาศรมของตนขึ้นสู่อากาศ แล้วเหาะไปทางส่วนเบื้องบนของคนเหล่านั้น เห็นพวกเขาร่าเริง ยินดีกัน จึงคิดว่ามีเหตุอะไรหนอ จึงลงจากอากาศยืนอยู่ ณ ข้างหนึ่ง ถามคนทั้งหลายว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านพากันประดับประดาหนทางอันไม่สม่ำเสมอในที่นี้ เพื่อใครกัน.

เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า

ในเขตแดนอันเป็นปัจจันตประเทศ พวกมนุษย์มีใจ

ยินดี นิมนต์พระตถาคต แล้วชำระแผ้วถางหนทางสำหรับ

เสด็จดำเนินมาของพระองค์ สมัยนั้น เราออกไปจากอาศรม

ของตน สะบัดผ้าเปลือกไม้ (ให้เรียบร้อย) แล้ว ทีนั้นก็เหาะ

ไปในอัมพร

เราได้เห็นชนเกิดความยินดี ต่างร่าเริง ดีใจปราโมทย์

จึงลงจากท้องฟ้า ไต่ถามคนทั้งหลายทันทีว่า มหาชนเกิด

ความดีใจ ต่างยินดีร่าเริงปราโมทย์ พวกเขาชำระแผ้วถาง

ถนนหนทางเพื่อใครกัน.

มนุษย์ทั้งหลายจึงเรียนว่า ท่านสุเมธผู้เจริญ ท่านไม่ทราบหรือ พระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกมาถึงนครของพวกเรา เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร พวกเราทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมา จึงพากันตกแต่งทางเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

ลำดับนั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า แม้เพียงคำประกาศว่า พุทโธ ก็หาได้ยากในโลก จะป่วยกล่าวไปใยถึงการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า แม้เราก็ควรจะร่วมกับคนเหล่านี้ตกแต่งทางเพื่อพระทศพลด้วย. ท่านจึงกล่าวกะคนเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านทั้งหลายตกแต่งทางนี้เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอท่านจงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เราก็จักตกแต่งทางพร้อมกับพวกท่าน.

คนเหล่านั้นรับปากว่า ดีแล้ว ต่างรู้กันอยู่ว่า สุเมธดาบสมีฤทธิ์ จึงกำหนดเอาโอกาสที่น้ำขังให้ไปด้วยคำว่า ท่านจงตกแต่งที่นี้.

สุเมธดาบสถือเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้วคิดว่า เราสามารถจะตกแต่งโอกาสนี้ด้วยฤทธิ์ได้ โอกาสคือที่ว่างซึ่งเราตกแต่งด้วยฤทธิ์อย่างนี้ จะไม่ทำเราให้ดีใจนัก วันนี้ เราควรกระทำการขวนขวายด้วยกาย จึงขนดินมาถมลงในสถานที่นั้น.

เมื่อสถานที่นั้นของสุเมธดาบสยังตกแต่งไม่เสร็จเลย พระทีปังกรทศพลห้อมล้อมด้วยพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีอานุภาพมากสี่แสน เมื่อเหล่าเทวดาบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์เป็นต้น บรรเลงดนตรีทิพย์ ขับสังคีตทิพย์ เมื่อเหล่ามนุษย์บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น และดนตรีอันเป็นของมนุษย์ พระองค์ได้เสด็จดำเนินตามทางที่ตกแต่งประดับประดานั้น ด้วยพุทธลีลาอันหาอุปมามิได้ ประดุจราชสีห์เยื้องกรายบนมโนศิลาฉะนั้น.

สุเมธดาบสลืมตาทั้งสองขึ้นมองดูพระวรกายของพระทศพลผู้เสด็จดำเนินมาตามทางที่ตกแต่งไว้ ซึ่งถึงความงามด้วยพระรูปโฉมอันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สวยงามด้วยพระอนุยัญชนะ ๘๐ แวดวงด้วยพระรัศมีด้านละวา เปล่งพระพุทธรัศมีอันหนาทึบมีพรรณ ๖ ประการเป็นวงๆ และเป็นคู่ๆ เหมือนสายฟ้าแลบมีประการต่างๆ ในพื้นท้องฟ้าซึ่งมีสีดังแก้วมณีฉะนั้น จึงคิดว่า วันนี้ เราควรบริจาคชีวิตเพื่อพระทศพล พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าทรงเหยียบเปือกตม แต่จงทรงเหยียบบนหลังเราเสด็จไปพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสนองค์ เหมือนกับเหยียบสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลและสุขแก่เราตลอดกาลนาน ครั้นคิดแล้วจึงสยายผม แล้วเอาหนังเสือ ชฎามณฑลและผ้าเปลือกไม้ปูลาดลงบนเปือกตมอันมีสีดำ แล้วนอนลงบนหลังเปือกตม ประหนึ่งว่าสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

พวกมนุษย์เหล่านั้นถูกเราถามแล้ว ต่างยืนยันว่า

พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นพระชินะ โลกนายกพระนาม

ว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก คนทั้งหลายชำระแผ้ว

ถางถนนหนทาง เพื่อพระพุทธเจ้านั้น.

ทันใดนั้น ปีติเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ

เรากล่าวว่า พุทโธ พุทโธ อยู่ ก็ได้เสวยโสมนัส. เรายืนอยู่

ในที่นั้นยินดีแล้ว กลับสลดใจคิดว่า เราจักปลูกพืชลงไว้

ในที่นี้ ขณะอย่าได้ล่วงเลยไปเสียเปล่า (แล้วกล่าวว่า) ถ้า

ท่านทั้งหลายชำระแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า ก็จงให้

โอกาสที่ว่างแห่งหนึ่งแก่เรา แม้เราก็จะชำระแผ้วถางถนน

หนทาง ทีนั้น คนเหล่านั้นได้ให้ที่ว่างแก่เรา เพื่อชำระแผ้ว

ถางหนทาง.

เวลานั้นเราคิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ พลางแผ้วถางหน

ทาง. เมื่อที่ว่างของเรายังแผ้วถางไม่เสร็จ พระชินเจ้ามหามุนี

ทีปังกรพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่

ปราศจากมลทิน ได้เสด็จดำเนินทางมา การต้อนรับก็มีขึ้น

กลองมากมายก็บรรเลงขึ้น เหล่าคนและเทวดาต่างร่าเริง

พากันประกาศสาธุการ เหล่าเทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวก

มนุษย์ก็เห็นเหล่าเทวดา แม้ทั้งสองพวกนั้น ต่างก็ประคอง

อัญชลี เดินตามพระตถาคต.

แม้ทั้งสองพวกนั้น คือพวกเทวดาบรรเลงดนตรีทิพย์

พวกมนุษย์บรรเลงดนตรีของมนุษย์ เดินตามพระตถาคต.

เหล่าเทวดาที่เหาะมาทางอากาศ ก็โปรยปรายดอกมณฑารพ

ดอกปทุม และดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ. เหล่า

เทวดาที่เหาะมาทางอากาศ โปรยผงจันทน์ และของหอม

อย่างดีล้วนเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ.

เหล่าคนผู้อยู่บนพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอกช้างน้าว

ดอกกระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดไปทั่ว

ทุกทิศ

เราสยายผมออกแล้วลาดผ้าเปลือกไม้คากรองและหนัง

เสือบนเปือกตมนั้นแล้ว นอนคว่ำลงด้วยความปรารถนาว่า

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย จงทรงเหยียบ

เราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบที่เปือกตมเลย ข้อนั้นจักเป็นไป

เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ดังนี้.

สุเมธดาบสนั้นนอนบนหลังเปือกตมนั้นแล ลืมตาทั้งสองขึ้นอีก เห็นพระพุทธสิริของพระทีปังกรทศพล จึงคิดว่า ถ้าเราพึงต้องการ ก็พึงเผากิเลสทั้งปวงเป็นสังฆนวกะเข้าไปสู่รัมมนครได้ แต่เราไม่มีกิจด้วยการเผากิเลส ด้วยเพศที่ใครไม่รู้จักแล้วบรรลุพระนิพพาน ถ้ากระไรเราพึงเป็นดังพระทศพลทีปังกร บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณอย่างสูงยิ่งแล้วขึ้นสู่ธรรมนาวาให้มหาชนข้ามสงสารสาครได้แล้ว จึงปรินิพพานภายหลัง ข้อนี้สมควรแก่เรา.

ต่อจากนั้นจึงประมวลธรรม ๘ ประการ กระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วจึงนอนลง.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อเรานอนบนแผ่นดิน ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า วันนี้

เราเมื่อปรารถนาอยู่ ก็จะพึงเผากิเลสของเราได้.

จะมีประโยชน์อะไรแก่เราเล่าด้วยการทำให้แจ้งธรรม

ในที่นี้ ด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.

จะมีประโยชน์อะไรแก่เราด้วยลูกผู้ชายผู้มีรูปร่างแข็งแรง

ข้ามฝั่งไปผู้เดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จักให้

มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ข้ามฝั่งไปด้วย.

ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้ ที่เรากระทำแล้วด้วยความ

เป็นลูกผู้ชายผู้ยอดเยี่ยม เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว

จักให้เหล่าชนมากมายข้ามฝั่งไปด้วย.

เราตัดกระแสคือสงสาร ทำลายภพทั้งสามแล้วขึ้นสู่

ธรรมนาวา จักให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามไปด้วย ดังนี้.

ก็เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า

ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้ เพราะประชุมธรรม

๘ ประการไว้ได้ คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วย

เพศ ๑ เหตุ ๑ การได้เห็นพระศาสดา ๑ การได้บรรพชา ๑

ความสมบูรณ์ด้วยคุณ ๑ การกระทำอันยิ่งใหญ่ ๑ ความเป็น

ผู้มีฉันทะ ๑.

จริงอยู่ เมื่อบุคคลดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์เท่านั้น แล้วประกาศความ [ปรารถนา] เป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของนาค ครุฑ เทวดาหรือท้าวสักกะ หาสำเร็จไม่.

แม้ในอัตภาพมนุษย์ เมื่อเขาดำรงอยู่ในเพศบุรุษเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ ความปรารถนาของหญิงหรือของบัณเฑาะก์ กะเทยและอุภโตพยัญชนก หาสำเร็จไม่.

แม้สำหรับบุรุษ เมื่อเขาสมบูรณ์ด้วยเหตุ ที่จะบรรลุพระอรหัตในอัตภาพนั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ นอกนี้หาสำเร็จไม่.

แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุ เมื่อปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อเขาปรารถนาในที่ใกล้พระเจดีย์หรือที่โคนต้นโพธิ์ ก็หาสำเร็จไม่.

แม้สำหรับผู้ปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ดำรงอยู่ในเพศบรรพชาเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้ดำรงอยู่ใน เพศคฤหัสถ์ หาสำเร็จไม่.

แม้สำหรับผู้บวชแล้ว เมื่อได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้เว้นจากคุณสมบัตินี้ หาสำเร็จไม่.

แม้ผู้ที่สมบูรณ์แล้วด้วยคุณก็ตาม ผู้ใดได้บริจาคชีวิตของตนแก่พระพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้นั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับคนนอกนี้ หาสำเร็จไม่.

แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่ ความปรารถนาย่อมจะสำเร็จแก่ผู้มีฉันทะ อุตสาหะ ความพยายามและการแสวงหาอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันกระทำความเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนนอกนี้หาสำเร็จไม่.

ในข้อที่ฉันทะจะต้องยิ่งใหญ่นั้น มีข้อความอุปมาดังต่อไปนี้ :-

ก็ถ้าจะพึงเป็นอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถที่จะใช้กำลังแขนของตนข้ามห้องจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งเป็นน้ำผืนเดียวกันหมด จนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่าผู้ใดจะสามารถกวาดห้องจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งปกคลุมด้วยกอไผ่แล้วเหยียบย่ำไปด้วยเท้าจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, หรือว่าผู้ใดสามารถเอาหอกปักห้องจักรวาลทั้งสิ้น แล้วเอาเท้าเหยียบห้องจักรวาลซึ่งเต็มด้วยใบหอกติดๆ กันจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่า ผู้ใดสามารถเอาเท้าทั้งสองเหยียบห้องจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลวจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้,

ผู้ใดไม่สำคัญเหตุเหล่านั้นแม้สักเหตุเดียวว่าเป็นของที่ตนทำได้ยาก แต่เป็นผู้ที่ประกอบด้วยฉันทะ อุตสาหะ วายามะและการแสวงหาอันยิ่งใหญ่ อย่างนี้ว่า เราจักข้ามแม้สิ่งนี้หรือไปจนถึงฝั่งให้ได้ ความปรารถนาของผู้นั้นเท่านั้นย่อมสำเร็จ คนนอกนี้หาสำเร็จไม่. เพราะฉะนั้น สุเมธดาบสได้ประชุมธรรม ๘ ประการนี้ไว้ได้หมด จึงกระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงนอนลง.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรเสด็จมาแล้ว ทรงยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์ด้วยประสาทมีวรรณะ ๕ ประการ ประหนึ่งว่าเปิดสีหบัญชรแก้วมณี ทรงเห็นสุเมธดาบสนอนอยู่เหนือหลังเปือกตม จึงทรงดำริว่า ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของดาบสนี้จะสำเร็จหรือไม่หนอ จึงทรงส่งอนาคตังสญาณใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่า ล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทั้งที่ทรงประทับยืนอยู่นั่นแหละ ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางบริษัทว่า ท่านทั้งหลายเห็นดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตมหรือไม่.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า.

พระองค์จึงตรัสว่า

ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จ ด้วยว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม, ก็ในอัตภาพนั้น พระนครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัยของเขา พระเทวีพระนามว่ามายาจักเป็นพระมารดา พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระบิดา พระเถระนามว่าอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าโกลิตะจักเป็นทุติยสาวก พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระเถรีนามว่าเขมาจักเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาจักเป็นทุติยสาวิกา ดาบสนี้มีญาณแก่กล้าแล้วจักออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียรใหญ่ รับข้าวปายาสที่ควงไม้นิโครธแล้ว บริโภคที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑ์ จักตรัสรู้พร้อมเฉพาะที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร

รับเครื่องบูชา ทรงยืน ณ เบื้องศีรษะ ได้ตรัสคำนี้กะเราว่า

พวกท่านจงดูดาบสผู้เป็นชฎิลผู้นี้ ซึ่งมีตบะสูง เขาจัก

ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ในกัปที่นับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ไป.

เขาจักเป็นพระตถาคต จักออกจากนครชื่อกบิลพัสดุ์ อัน

น่ารื่นรมย์ เริ่มตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยา.

พระตถาคตจะนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ประคองข้าว

ปายาสไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ที่นั้น.

พระชินเจ้านั้นเสวยข้าวปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้ว

เสด็จไปยังควงไม้โพธิ์ ตามทางที่เขาตกแต่งไว้ดีแล้ว.

ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่มิมีใครยิ่งกว่า

ทรงกระทำประทักษิณโพธิมัณฑ์แล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถ

พฤกษ์.

พระมารดาผู้เป็นชนนีของท่านผู้นี้ จักมีนามว่ามายา

พระบิดาจักมีนามว่าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมีนามว่าโคดม.

พระโกลิตะและพระอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวกผู้หา

อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น พระอุปัฏฐาก

นามว่าอานนท์ จักอุปัฏฐากพระชินเจ้านั้น.

พระเขมาและพระอุบลวรรณา จักเป็นอัครสาวิกาผู้หา

อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น. ต้นไม้ที่ตรัสรู้

ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกกันว่าต้นอัสสัตถพฤกษ์ ดังนี้.

สุเมธดาบสได้ฟังดังนั้น ได้มีความโสมนัสว่า นัยว่า ความปรารถนาของเราจักสำเร็จ. มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรแล้ว ต่างพากันร่าเริงยินดีว่า นัยว่าสุเมธดาบสเป็นพืชแห่งพระพุทธเจ้า เป็นหน่อแห่งพระพุทธเจ้า และพวกเขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่ามนุษย์เมื่อจะข้ามแม่น้ำ เมื่อไม่อาจข้ามตามท่าตรงได้ ย่อมข้ามโดยท่าข้างใต้ฉันใด แม้เราทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ได้มรรคและผลในศาสนาของพระทศพลทีปังกร ก็พึงสามารถทำให้แจ้งมรรคและผลต่อหน้าท่าน ในกาลที่ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ดังนี้แล้วพากันตั้งความปรารถนาไว้.

ฝ่ายพระทศพลทีปังกรสรรเสริญพระโพธิสัตว์แล้ว บูชาด้วยดอกไม้ ๘ กำมือ ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป. พระขีณาสพนับได้สี่แสนแม้เหล่านั้น ก็บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ส่วนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็บูชาอย่างนั้นเหมือนกัน ไหว้แล้วพากันหลีกไป.

ในเวลาที่คนทั้งปวงหลีกไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึงลุกขึ้นจากที่นอนแล้วคิดว่า เราจักเลือกเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย จึงนั่งขัดสมาธิบนยอดกองดอกไม้. เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งอย่างนี้แล้ว เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นให้สาธุการแล้วกล่าวกันว่า ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า ในกาลที่พระโพธิสัตว์ครั้งเก่าก่อนนั่งขัดสมาธิด้วยคิดว่าจักเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย ชื่อว่าบุรพนิมิตอันใดย่อมปรากฏ แม้บุรพนิมิตเหล่านั้นทั้งหมดก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวกเราก็รู้ข้อนั้นว่า นิมิตเหล่านี้ปรากฏแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าโดยแน่แท้ ท่านจงประคองความเพียรของตนไว้ให้มั่นคงเถิด แล้วกล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์ด้วยคำสรรเสริญนานัปการ.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

คนและเทวดาได้ฟังพระดำรัสนี้ของพระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีผู้

เสมอ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ต่างยินดีว่า นัยว่าดาบสนี้เป็นพืช

ของพระพุทธเจ้า.

เสียงโห่ร้องดังลั่นไป มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาในหมื่นโลก-

ธาตุ ต่างปรบมือหัวเราะเริงร่า ประคองอัญชลีนมัสการอยู่.

ถ้าพวกเราจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้ไซร้

ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน.

มนุษย์ทั้งหลายเมื่อข้ามน้ำ พลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้า

ก็จะยึดท่าข้างใต้ข้ามแม่น้ำใหญ่ได้ ฉันใด.

พวกเราแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น ถ้าพ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้

ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน.

พระทีปังกรผู้รู้แจ้งโลกผู้ควรรับเครื่องบูชา ทรงระบุกรรม

ของเราแล้ว จึงทรงยกพระบาทเบื้องขวาเสด็จไป.

พระชินบุตรทั้งหมดที่มีอยู่ในที่นั้น ได้กระทำประทักษิณ

เรา คน นาค คนธรรพ์ต่างก็กราบไหว้แล้วหลีกไป.

เมื่อพระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์เสด็จล่วงทัศนวิสัย

ของเราแล้ว เรามีจิตร่าเริงยินดี ลุกขึ้นจากอาสนะในขณะนั้น.

ครั้งนั้น เรามีความสุขด้วยความสุข มีความปราโมทย์

ด้วยความปราโมทย์ ท่วมท้นด้วยความปีติ นั่งขัดสมาธิอยู่.

ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้

ชำนาญในฌาน บรรลุถึงอภิญญาบารมีแล้ว.

ในหมื่นโลกธาตุ พระฤาษีผู้จะเสมอเหมือนเราย่อมไม่มี

เราเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในธรรมคือฤทธิ์ จึงได้ความสุข

เช่นนี้.

ในการนั่งขัดสมาธิของเรา เทวดาและมนุษย์ผู้อยู่ในหมื่น

โลกธาตุ เปล่งเสียงบันลือลั่นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า

แน่แท้.

นิมิตใด จักปรากฏในการนั่งขัดสมาธิของพระโพธิสัตว์

ทั้งหลายในกาลก่อน นิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้.

ความหนาวก็เหือดหาย ความร้อนก็ระงับ นิมิตเหล่านั้น

ก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

หมื่นโลกธาตุปราศจากเสียง ไม่มีความยุ่งเหยิง นิมิต

เหล่านั้นปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

พายุใหญ่ก็ไม่พัด น้ำก็ไม่ไหล นิมิตเหล่านั้นปรากฏแล้ว

ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ดอกไม้ที่เกิดบนบกและที่เกิดในน้ำ ทั้งหมดต่างบานใน

ทันใดนั้น ดอกไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็บานแล้วในวันนี้ ท่าน

จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

เครือเถาหรือต้นไม้ที่ทรงผลในขณะนั้น เครือเถาและ

ต้นไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ออกผลในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ

พุทธเจ้าแน่แท้.

รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศและที่อยู่ในภาคพื้นดินต่าง

ส่องแสงโชติช่วงอยู่ในทันใดนั้น รัตนะแม้เหล่านั้นต่างส่องแสง

อยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ดนตรีทั้งของมนุษย์ และของทิพย์บรรเลงอยู่ในขณะนั้น

ดนตรีทั้งสองชนิดแม้นั้นก็ขับขานในวันนี้ ท่านจักให้เป็นพระ

พุทธเจ้าแน่แท้.

ท้องฟ้ามีดอกไม้งดงาม ย่อมตกเป็นฝนในทันใด ท้องฟ้า

แม้เหล่านั้นก็ตกลงเป็นฝนในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า

แน่แท้.

มหาสมุทรก็ม้วนตัว หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว ทั้งสองอย่าง

แม้นั้นก็มีเสียงลั่นในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ไฟแม้ในนรก ในหมื่นโลกธาตุก็ดับในขณะนั้น ไฟแม้

นั้นก็ดับแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

พระอาทิตย์ปราศจากมลทิน สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏใน

ขณะนั้น แม้สิ่งเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ

พุทธเจ้าแน่แท้.

น้ำพุ่งขึ้นจากแผ่นดินในทันทีทันใด โดยที่ฝนมิได้ตกเลย

แม้น้ำก็พุ่งขึ้นแล้วจากแผ่นดินในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธ

เจ้าแน่แท้.

หมู่ดาวนักขัตฤกษ์ก็สว่างไสวในมณฑลท้องฟ้า พระจันทร์

ก็ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรง ที่อาศัยอยู่ในซอกเขา ก็ออก

จากที่อยู่ของตน ๆ สัตว์แม้เหล่านั้นก็ทิ้งที่อยู่อาศัยในวันนี้

ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ความไม่ยินดีย่อมไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย

ต่างมีความยินดีด้วยกันในขณะนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นต่างก็ยินดี

ด้วยกันในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

โรคทั้งหลายสงบลงในขณะนั้น และความหิวก็พินาศไป

แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธ

เจ้าแน่แท้.

คราวนั้น ราคะก็เบาบาง โทสะ โมหะก็พินาศไป ราคะ

โทสะ โมหะทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปราศจากไปแล้ว ท่านจักได้

เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ในกาลนั้น ภัยก็ไม่มี แม้ในวันนี้ความไม่มีภัยนั้นก็

ปรากฏแล้ว พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระ

พุทธเจ้าแน่แท้.

ธุลีย่อมไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน แม้ในวันนี้ ข้อนั้นก็ปรากฏแล้ว

พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็ถอยห่างไป กลิ่นทิพย์ก็ฟุ้งตลบ

อยู่ กลิ่นแม้นั้นก็ฟุ้งตลบอยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า

แน่แท้.

เทวดาทั้งปวงยกเว้นพวกอรูปพรหมย่อมปรากฏ เทวดา

ทั้งปวงแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ

พุทธเจ้าแน่แท้.

ชื่อว่านรกมีเพียงใด นรกทั้งหมดย่อมปรากฏในขณะนั้น

นรกทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็น

พระพุทธเจ้าแน่แท้.

ในคราวนั้น ฝาผนัง บานประตูและแผ่นหิน ไม่มีเครื่อง

กีดขวางได้ แม้สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นที่ว่างไปในวันนี้ ท่านจัก

ได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ในขณะนั้น ไม่มีการจุติและอุปบัติ แม้ข้อนั้นก็ปรากฏ

แล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่น อย่าหวนกลับ จง

ก้าวหน้าไป แม้เราทั้งหลายก็ย่อมรู้แจ้งข้อนี้ว่า ท่านจักได้

เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระทีปังกรทศพล และเทวดาในหมื่นจักรวาล เกิดความอุตสาหะยิ่งกว่าประมาณ จึงคิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เปล่า ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างอื่น เหมือนอย่างว่า ก้อนดินที่ขว้างไปในอากาศจะต้องตกแน่นอน สัตว์เกิดแล้วจะต้องตาย เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์ก็ต้องขึ้น ราชสีห์ออกจากที่อยู่ก็จะต้องบันลือสีหนาท หญิงมีครรภ์แก่ก็จะต้องคลอดเป็นของมีแน่นอนฉันใด ธรรมดาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นของแน่นอนไม่เปล่า. เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เราฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และของเทวดาในหมื่น

จักรวาลทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความร่าเริงยินดีปราโมทย์ จึงคิด

อย่างนี้ในเวลานั้นว่า

พระชินพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นสอง มีพระ

ดำรัสไม่เปล่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง

เราจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.

ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้า ย่อมตกลงในแผ่นดิน

แน่นอนฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง. พระพุทธเจ้า

ทั้งหลายไม่มีพระดำรัสอันไม่เป็นจริง เราจะได้เป็นพระพุทธ

เจ้าแน่แท้.

ความตายของสัตว์ทั้งมวลเป็นของแน่นอนและเที่ยง

ตรงแม้ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย

เป็นของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.

เมื่อถึงเวลาสิ้นราตรี พระอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอน ฉันใด

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายก็เป็นของ

แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.

ราชสีห์ลุกขึ้นจากที่นอน จะต้องบันลือสีหนาทแน่นอน

ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็น

ของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.

หญิงทั้งหลายผู้มีครรภ์จะต้องคลอดแน่นอน ฉันใด

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็นของ

แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.

สุเมธดาบสนั้นกระทำการตกลงอย่างนี้ว่า เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เพื่อที่จะใคร่ครวญถึงธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธเจ้า จึงคิดว่าธรรมอันกระทำให้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนหนอ อยู่เบื้องบนหรือเบื้องล่าง หรืออยู่ในทิศใหญ่และทิศน้อย เมื่อคิดค้นธรรมธาตุทั้งสิ้นไปโดยลำดับก็ได้เห็นทานบารมีข้อที่ ๑ ที่พระโพธิสัตว์แต่เก่าก่อนทั้งหลายถือปฏิบัติเป็นประจำ จึงกล่าวสอนตนอย่างนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญทานบารมีข้อแรกให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า หม้อน้ำที่คว่ำไว้ย่อมคายน้ำออกหมด ไม่นำกลับเข้าไปฉันใด ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่เหลียวแลทรัพย์ ยศ บุตรและภรรยาหรืออวัยวะน้อยใหญ่ ให้สิ่งที่เขาต้องการอยากได้ทั้งหมด แก่ยาจกผู้มาถึงกระทำมิให้มีส่วนเหลือ จักได้นั่งที่โคนต้นโพธิ์เป็นพระพุทธเจ้า

ครั้นกล่าวสอนตนแล้ว จึงอธิษฐานทานบารมีข้อแรก กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เอาเถอะ เราจะเลือกเฟ้นธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธ

เจ้า ทั้งทางโน้นและทางนี้ ทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ทั้งสิบทิศ

ตลอดถึงธรรมธาตุ.

ครั้นเมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่อย่างนั้น จึงได้เห็นทานบารมี

ข้อที่ ๑ เป็นเส้นทางใหญ่ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน

ประพฤติตามคลองธรรมสืบกันมาแล้ว.

ท่านจงสมาทานบารมีข้อที่ ๑ นี้ กระทำให้มั่นก่อน จงถึง

ความเป็นทานบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ.

หม้อน้ำเต็มเปี่ยม ใครผู้ใดผู้หนึ่งคว่ำปากลง น้ำย่อมไหล

ออกหมด น้ำย่อมไม่ขังอยู่ในหม้อนั้นแม้ฉันใด ท่านก็ฉันนั้น

เหมือนกัน เห็นยาจกไม่ว่าจะต่ำทราม สูงส่งและปานกลาง จง

ให้ทานให้หมด เหมือนหม้อน้ำที่เขาคว่ำปากลงไว้ฉะนั้น.

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า ธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธเจ้า จะไม่พึงมีประมาณเท่านี้เลย จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ ๒ จึงได้มีความคิดอันนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป แม้ศีลบารมี ท่านก็ต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า ธรรมดาว่าเนื้อทรายจามรีไม่เห็นแก่ชีวิต รักษาเฉพาะขนหางของตนเท่านั้นฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น จำเดิมแต่นี้ไป อย่าได้เห็นแม้แก่ชีวิต รักษาเฉพาะศีลเท่านั้นจักได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วได้อธิษฐานศีลบารมีข้อที่ ๒ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีประมาณเท่านี้ เรา

จักเลือกเฟ้นธรรมแม้อย่างอื่นอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นศีลบารมีข้อที่ ๒

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานศีลบารมีข้อที่ ๒ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

จงถึงความเป็นศีลบารมี หากท่านปรารถนาเพื่อจะบรรลุพระ

โพธิญาณ.

จามรี หางคล้องติดในที่ไหนก็ตาม ปลดขนหางออก

ไม่ได้ ก็ยอมตายในที่นั้นแม้ฉันใด ท่านจงบำเพ็ญศีลให้

บริบูรณ์ในภูมิทั้ง ๔ จงรักษาศีลไว้ทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษา

ขนหางฉันนั้นเถิด.

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีประมาณเท่านี้เลย จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็น เนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้เนกขัมมบารมีให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้อยู่ในเรือนจำมาเป็นเวลานาน มิได้มีความรักใคร่ในเรือนจำนั้นเลย โดยที่แท้รำคาญอย่างเดียว ไม่อยากอยู่ ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงทำภพทั้งปวงให้เป็นเช่นกับเรือนจำ รำคาญอยากจะพ้นไปจากภพทั้งปวง มุ่งหน้าต่อเนกขัมมะคือการออกจากกามเท่านั้น ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยอาการอย่างนี้ แล้วได้อธิษฐานเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ความจริง พุทธธรรมเหล่านี้จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจัก

เลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

คราวนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเนกขัมมบารมี

ข้อที่ ๓ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ในก่อนถือปฏิบัติเป็น

ประจำแล้ว.

ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ นี้ กระทำให้มั่น

ก่อน จงถึงความเป็นเนกขัมมบารมี หากท่านปรารถนาจะบรรลุ

พระโพธิญาณ.

บุรุษอยู่มานานในเรือนจำ ลำบากเพราะความทุกข์ มิได้

ทำความยินดีให้เกิดในเรือนจำนั้น แสวงหาความพ้นออกไป

อย่างเดียว ฉันใด ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ เป็น

ผู้มุ่งหน้าออกบวช เพื่อพ้นจากภพนั้นเถิด.

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงเท่านี้ จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็นปัญญาบารมีข้อที่ ๔ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้ปัญญาบารมีให้บริบูรณ์ ท่านอย่าได้เว้นใครๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นต่ำ ชั้นกลางและชั้นสูง พึงเข้าไปหาบัณฑิตแม้ทั้งหมดไต่ถามปัญหา. เหมือนอย่างว่า ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่ละเว้นตระกูลไรๆ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลชั้นต่ำเป็นต้น เที่ยวไปบิณฑบาตตามลำดับ ได้อาหารพอยังชีพโดยพลันฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น เข้าไปหาบัณฑิตทั้งปวง ไต่ถามปัญหา จักได้เป็นพระพุทธเจ้า

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานปัญญาบารมีข้อที่ ๔ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมเหล่านี้จักไม่มีเพียงเท่านี้ เราจักเฟ้นหาธรรม

แม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

เราเมื่อค้นหาอยู่ในคราวนั้น ก็ได้เห็นปัญญาบารมีข้อที่ ๔

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานปัญญาบารมีข้อที่ ๔ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

จงถึงความเป็นปัญญาบารมี ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิ

ญาณ.

ภิกษุเมื่อขออยู่ ไม่เว้นตระกูลต่ำ สูงและปานกลาง ย่อม

ได้อาหารเป็นเครื่องยังชีพด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ท่านเมื่อ

ไต่ถามชนผู้รู้อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ถึงความเป็นปัญญาบารมี จัก

ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงเท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้เห็นวิริยบารมีข้อที่ ๕ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้วิริยบารมีให้บริบูรณ์ เหมือนอย่างว่า พญาราชสีห์มฤคราชเป็นผู้มีความเพียรมั่นในอิริยาบถทั้งปวงฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น เป็นผู้มีความเพียรมั่นในอิริยาบถทั้งปวง ในภพทุกภพ เป็นผู้มีความเพียร ไม่ย่อหย่อน จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานวิริยบารมีข้อที่ ๕ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเฟ้น

หาธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

ครั้งนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นวิริยบารมีข้อที่ ๕ ที่

ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานวิริยบารมีข้อที่ ๕ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

จงถึงความเป็นวิริยบารมี ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิ

ญาณ.

พญาราชสีห์มฤคราชเป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อนใน

การนั่ง การยืนและการเดิน ประคองใจไว้ในกาลทุกเมื่อแม้ฉันใด

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงประคองความเพียรไว้ให้มั่นตลอดทุก

ภพ ถึงความเป็นวิริยบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.

ลำดับนั้น เมื่อสุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็นขันติบารมีข้อที่ ๖ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้ขันติบารมีให้บริบูรณ์ ท่านพึงเป็นผู้อดทนทั้งในการยกย่องนับถือและในการดูถูกดูหมิ่น. เหมือนอย่างว่า คนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็มิได้กระทำความรักและความขัดเคืองเพราะการกระทำอันนั้น ย่อมอด ย่อมทน ย่อมกลั้นไว้ได้ ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อดทนได้ทั้งในการนับถือ ทั้งในการดูหมิ่น จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานขันติบารมีข้อที่ ๖ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือก

เฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

ในคราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นขันติบารมีข้อที่ ๖

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ชั้นก่อนๆ ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานขันติบารมีข้อที่ ๖ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

มีใจไม่ลังเลในขันติบารมีนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ.

ธรรมดาแผ่นดินย่อมอดกลั้นสิ่งทั้งปวงที่เขาทิ้งลง

สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ไม่กระทำการขัดเคือง เพราะการ

กระทำนั้นแม้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อดทน

ต่อการนับถือและการดูหมิ่นของคนทั้งปวง ถึงความเป็นขันติ

บารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.

ลำดับนั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น แล้วใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็นสัจจบารมีข้อที่ ๗ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้สัจจบารมีให้บริบูรณ์ แม้เมื่ออสนีบาตจะตกลงบนกระหม่อมก็ตาม ท่านอย่าได้กล่าวมุสาวาททั้งรู้อยู่ ด้วยอำนาจฉันทะเป็นต้น เพื่อต้องการทรัพย์เป็นต้น. เหมือนอย่างว่าธรรมดาดาวประกายพรึกในฤดูทั้งปวง หาได้ละวิถีโคจรของตนโคจรไปในวิถีอื่นไม่ ย่อมจะโคจรไปในวิถีของตนเท่านั้นฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน อย่าได้ละสัจจะกล่าวมุสาวาทเลย จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานสัจจบารมีข้อที่ ๗ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมทั้งหลาย จะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น เราจัก

เลือกเฟ้นธรรมแม้ข้ออื่น ๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

คราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นสัจจบารมีข้อที่ ๗ ที่

ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานสัจจบารมีข้อที่ ๗ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

มีคำพูดไม่เป็นสองในข้อนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.

ธรรมดาดาวประกายพรึกเป็นดุจคันชั่ง คือเที่ยงตรงใน

โลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่ว่าในสมัย ฤดูหรือปีก็ตามย่อมไม่

โคจรและเวียนออกนอกวิถีโคจร แม้ฉันใด

แม้ท่าน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ออกไปนอกทางสัจจะ

ทั้งหลาย ถึงความเป็นสัจจบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิ-

ญาณได้.

ลำดับนั้น สุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็นอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงบำเพ็ญแม้อธิษฐานบารมีให้บริบูรณ์ ท่านพึงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานที่ได้อธิษฐานไว้. เหมือนอย่างว่า ธรรมดาภูเขาถูกลมพัดในทิศทั้งปวง ไม่หวั่นไหว ไม่เขยื้อน คงตั้งอยู่ในที่ของตนฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่หวั่นไหวในการอธิษฐานคือการตั้งใจมั่นของตน จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานซึ่งอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมทั้งหลายจักไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือก

เฟ้นธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

ในคราวนั้นเราเลือกเฟ้นอยู่ก็ได้เห็นอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้น จักบรรลุพระสัมโพธิ

ญาณได้.

ภูเขาหินไม่หวั่นไหว คงตั้งอยู่ตามเดิม ไม่สะเทือนเพราะ

ลมแรงกล้า คงตั้งอยู่ในที่ของตนเอง แม้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น

เหมือนกัน จงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานในกาลทั้งปวง ถึง

ความเป็นอธิษฐานบารมีแล้ว จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.

ลำดับนั้น สุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงนี้เท่านั้น จึงใคร่ครวญให้ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้เห็นเมตตาบารมีข้อที่ ๙ จึงได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้เมตตาบารมีให้บริบูรณ์ ท่านพึงเป็นผู้มีจิตเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งในสิ่งที่เป็นประโยชน์และในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เหมือนอย่างว่า ธรรมดาน้ำย่อมไหลแผ่ความเย็นเป็นเช่นเดียวกัน ทั้งแก่คนชั่วทั้งแก่คนดีฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีจิตเป็นอย่างเดียวด้วยเมตตาจิตในสัตว์ทั้งปวงอยู่ จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานเมตตาบารมีข้อที่ ๙ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้น

ธรรมแม้ข้ออื่นๆ ที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

คราวนั้น เมื่อเราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นเมตตาบารมีข้อที่ ๙

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานเมตตาบารมีข้อที่ ๙ นี้ กระทำให้มั่นก่อน

จงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนด้วยเมตตา ถ้าท่านปรารถนาเพื่อ

จะบรรลุพระโพธิญาณ.

ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็นไปให้คนดีและคนเลวโดย

เสมอกัน ชะล้างมลทินคือธุลีออกได้ แม้ฉันใด

แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญเมตตาให้สม่ำเสมอ

ในชนที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูล ท่านถึงความเป็นเมตตาบารมีแล้ว

จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.

ลำดับนั้น สุเมธดาบสนั้นคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายจะไม่พึงมีเพียงเท่านั้น จึงพิจารณาให้ยิ่งขึ้นไปก็ได้เห็นอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ แล้วได้มีความคิดดังนี้ว่า

ดูก่อนสุเมธบัณฑิต จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงบำเพ็ญแม้อุเบกขาบารมีให้บริบูรณ์ พึงวางใจเป็นกลางทั้งในสุขและทั้งในทุกข์. เหมือนอย่างว่า ธรรมดาแผ่นดินเมื่อคนทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ย่อมทำใจเป็นกลางอยู่ ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน วางใจเป็นกลางอยู่ในสุขและทุกข์ ก็จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ครั้นคิดแล้วจึงอธิษฐานอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ กระทำให้มั่นแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ก็พุทธธรรมเหล่านี้ จักไม่มีเพียงนี้เท่านั้น เราจักเลือกเฟ้น

ธรรมแม้ข้ออื่นๆ อันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ.

คราวนั้น เราเลือกเฟ้นอยู่ ก็ได้เห็นอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ในก่อน ถือปฏิบัติเป็นประจำ.

ท่านจงสมาทานอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ นี้ กระทำให้มั่น

ก่อน ท่านเป็นผู้มั่นคงประดุจตราชู จักบรรลุพระสัมโพธิญาณ.

ธรรมดาแผ่นดินย่อมวางเฉย ในของไม่สะอาดและของ

สะอาดที่คนทิ้งลง เว้นจากความโกรธและความยินดีทั้งสองนั้น

ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเป็นประดุจตาชั่งในสุข

และทุกข์ในกาลทุกเมื่อ ถึงความเป็นอุเบกขาบารมีแล้ว จักบรรลุ

พระสัมโพธิญาณได้.

ต่อแต่นั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า พุทธการกธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายพึงปฏิบัติในโลกนี้ มีเพียงนี้เท่านั้น เว้นบารมี ๑๐ เสียธรรมเหล่าอื่นย่อมไม่มี บารมีทั้ง ๑๐ นี้แม้ในอากาศเบื้องบนก็ไม่มี แม้ในแผ่นดินเบื้องล่างก็ไม่มี แม้ในทิศทั้งหลายมีทิศตะวันออกเป็นต้นก็ไม่มี แต่จะตั้งอยู่เฉพาะในภายในหทัยของเราเท่านั้น.

ครั้นได้เห็นว่าบารมีเหล่านั้นตั้งอยู่เฉพาะในหทัยอย่างนั้น จึงอธิษฐานบารมีเหล่านั้นทั้งหมดกระทำให้มั่น พิจารณาอยู่แล้วๆ เล่าๆ พิจารณากลับไปกลับมา ยึดเอาตอนปลายทวนมาให้ถึงต้น ยึดเอาตอนต้นทวนให้ถึงตอนปลาย ยึดเอาตอนกลางให้จบลงตอนสุดข้างทั้งสอง ยึดเอาที่สุดจากข้างทั้งสองให้จบลงตอนกลาง.

การบริจาคสิ่งของภายนอก จัดเป็นทานบารมี การบริจาคอวัยวะน้อยใหญ่ จัดเป็นทานอุปบารมี การบริจาคชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี เพราะเหตุนั้น ท่านสุเมธดาบส จึงพิจารณาสมติงสบารมี คือบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ประดุจคนหมุนเครื่องยนต์หีบน้ำมันไปมา และเหมือนเอาเขามหาเมรุให้เป็นโม่กวนมหาสมุทรในจักรวาลฉะนั้น.

เมื่อสุเมธดาบสนั้นพิจารณาบารมี ๑๐ อยู่อย่างนั้น ด้วยเดชแห่งธรรม มหาปฐพีนี้หนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ร้องลั่น สะท้านเลื่อนลั่นหวั่นไหว เหมือนมัดไม้อ้อที่ถูกช้างเหยียบ และเหมือนเครื่องยนต์หีบอ้อยที่กำลังหีบอ้อยอยู่ หมุนคว้างไม่ต่างอะไรกับวงล้อเครื่องปั้นหม้อ และวงล้อเครื่องยนต์หีบน้ำมัน.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณในโลก มีเพียงเท่านี้

นั้น ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ก็ไม่มี นอกไปจากนี้ก็ไม่มี ท่านจงตั้งมั่น

อยู่ในธรรมนั้น.

เมื่อเราพิจารณาธรรมเหล่านี้ พร้อมทั้งสภาวะ รส และ

ลักษณะ ด้วยเดชแห่งธรรม แผ่นดินทั้งหมื่นโลกธาตุหวั่นไหว.

แผ่นดินไหว ร้องลั่น ดังเครื่องยนต์หีบอ้อยที่หีบอยู่ เมทนีดล

เลื่อนลั่น เหมือนวงล้อเครื่องยนต์หีบน้ำมันฉะนั้น.

เมื่อมหาปฐพีไหวอยู่ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในรัมมนครไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ได้ ต่างสลบล้มลง ประหนึ่งว่าศาลาใหญ่ถูกลมยุคันตวาตโหมพัดฉะนั้น ภาชนะดินมีหม้อเป็นต้นกลิ้งกระทบกันและกันแตกละเอียด.

มหาชนสะดุ้งกลัว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบข้อนี้เลยว่า แผ่นดินนี้ นาคทำให้หมุน หรือว่าบรรดาภูต ยักษ์และเทวดาพวกใดพวกหนึ่งทำให้หมุน. อีกประการหนึ่ง มหาชนแม้ทั้งหมดนี้ถูกทำให้เดือดร้อน ความชั่วหรือความดีจักมีแก่โลกนี้ ขอพระองค์จงตรัสบอกเหตุนั้นแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยเถิด.

ลำดับนั้น พระศาสดาครั้นได้ทรงสดับถ้อยคำของชนเหล่านั้น จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย อย่าคิดอะไรเลย ภัยอันมีต้นเหตุมาจากเหตุนี้ ไม่มีแก่พวกท่าน ผู้ที่เราพยากรณ์ให้ไว้ในวันนี้ว่า สุเมธบัณฑิตจักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมในอนาคตนั้น บัดนี้พิจารณาบารมี ๑๐ เมื่อเขาพิจารณาไตร่ตรองอยู่ เพราะเดชแห่งธรรม โลกธาตุตลอดทั้งหมื่นหนึ่งจึงไหวและร้องลั่นไปพร้อมกันทีเดียว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ในที่อังคาสพระพุทธเจ้า บริษัทมีประมาณเท่าใด บริษัท

มีประมาณเท่านั้น ในที่นั้น ต่างตัวสั่นเป็นลมล้มลงบนแผ่นดิน.

หม้อน้ำหลายพัน และหม้อข้าวหลายร้อย ในที่นั้นกระทบ

กันและกันแตกละเอียด.

มหาชนหวาดเสียวสะดุ้งกลัวหัวหมุน มีใจว้าวุ่น จึงประชุม

กัน แล้วพากันไปเฝ้าพระพุทธทีปังกร. กราบทูลว่า

อะไรจักมีแก่โลก ดีหรือชั่ว หรือชาวโลกทั้งปวงจะถูกทำให้

เดือดร้อนวุ่นวาย ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ขอจงทรงบรรเทาเหตุ

นั้น.

คราวนั้น พระมหามุนีทีปังกรทรงให้พวกเขาเข้าใจด้วยพระ

ดำรัสว่า พวกท่านจงวางใจเสียเถิด อย่าได้กลัวเลย ในการไหวของ

แผ่นดินนี้.

วันนี้ เราได้พยากรณ์บุคคลใดว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า

บุคคลนั้นพิจารณาธรรมเก่าก่อนที่พระชินเจ้าเคยถือปฏิบัติมา.

เมื่อเขาพิจารณาถึงธรรมอันเป็นพุทธภูมิโดยไม่เหลืออยู่

ด้วยเหตุนั้น โลกธาตุหนึ่งหมื่นนี้ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก จึงได้

ไหว.

มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระตถาคตแล้ว ต่างร่าเริงยินดี พากันถือเอาดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ออกจากรัมมนครเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ บูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไหว้แล้วกระทำประทักษิณแล้วเข้าไปยังรัมมนครตามเดิม.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์พิจารณาบารมี ๑๐ อธิษฐานความเพียรกระทำให้มั่น แล้วลุกจากอาสนะไป.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ทันใดนั้น ใจของพวกเขาก็เย็น เพราะได้ฟังพระดำรัส

ของพระพุทธเจ้า ทุกคนจึงพากันเข้าไปหาเรากราบไหว้อีก.

เรายึดมั่นพระพุทธคุณ กระทำใจให้มั่น แล้วนมัสการ

พระพุทธเจ้าทีปังกร ลุกขึ้นจากอาสนะไปในคราวนั้น.

ลำดับนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นประชุมกันบูชาพระโพธิสัตว์ผู้ลุกขึ้นจากอาสนะ ด้วยดอกไม้และของหอมอันเป็นทิพย์ ไหว้แล้วป่าวประกาศคำสรรเสริญอันเป็นมงคลมีอาทิว่า

ข้าแต่ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า วันนี้ท่านตั้งความปรารถนายิ่งใหญ่ไว้ที่ใกล้บาทมูลของพระทีปังกรทศพล ความปรารถนานั้นจงสำเร็จแก่ท่าน โดยหาอันตรายมิได้ ความกลัวหรือความหวาดเสียว อย่าได้มีแก่ท่าน โรคแม้มีประมาณน้อยจงอย่าเกิดขึ้นในร่างกาย ท่านจงรีบเร่งบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์แล้วรู้แจ้งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ต้นไม้ที่เผล็ดดอกออกผลย่อมเผล็ดดอกและออกผลตามฤดูกาล ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน อย่าได้ล่วงเลยฤดูกาลนั้น จงได้สัมผัสพระสัมโพธิญาณอันอุดมโดยพลัน.

ก็แหละครั้นป่าวประกาศอย่างนี้แล้ว ได้กลับไปยังเทวสถานของตนๆ ตามเดิม.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ผู้อันเทวดาทั้งหลายสรรเสริญแล้วจึงคิดว่า เราจักบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ดังนี้แล้วอธิษฐานความเพียรกระทำให้มั่น แล้วได้เหาะขึ้นสู่ท้องฟ้าไปสู่ป่าหิมพานต์ทันที.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างโปรยปรายดอกไม้

ทิพย์และดอกไม้อันเป็นของมนุษย์ แก่เขาผู้ลุกขึ้นจากอาสนะ.

เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวกนั้น ต่างก็ประกาศความ

สวัสดีว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่ ขอท่านจงได้สิ่งนั้น

ตามความปรารถนา.

ขอสรรพเสนียดจัญไรจงบำราศไป ขอความโศกและโรค

จงพินาศไป อันตรายทั้งหลายจงอย่าได้มีแก่ท่าน ท่านจงได้

สัมผัสพระโพธิญาณอันอุดมโดยเร็วพลัน.

เมื่อถึงฤดูกาล ต้นไม้ทั้งหลายที่มีดอก ย่อมผลิดอก

แม้ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงเบิกบานด้วยพุทธญาณ

ฉันนั้นเถิด.

พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐

ให้บริบูรณ์ ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงบำเพ็ญบารมี ๑๐

ให้บริบูรณ์ ฉันนั้นเถิด.

พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ตรัสรู้ที่ต้นโพธิมณฑล

ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์ของพระชินเจ้า

ฉันนั้นเถิด.

พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ประกาศพระธรรมจักร

ฉันใด ข้าแต่มหาวีระ ขอท่านจงประกาศพระธรรมจักร ฉันนั้น

เถิด.

พระจันทร์บริสุทธิ์ไพโรจน์ในวันเพ็ญ ฉันใด ขอท่านจง

มีใจเต็มเปี่ยมรุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ ฉันนั้นเถิด.

พระอาทิตย์พ้นจากราหู ย่อมสว่างจ้าด้วยความร้อน ฉันใด

ขอท่านจงพ้นจากโลก ไพโรจน์ด้วยสิริ ฉันนั้นเถิด.

แม่น้ำสายใดสายหนึ่ง ย่อมไหลลงยังทะเลใหญ่ ฉันใด

ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกจงประชุมกันในสำนักของท่าน ฉันนั้น

เถิด.

ในกาลนั้น สุเมธดาบสนั้นอันเทวดาและมนุษย์ชมเชย

และสรรเสริญแล้ว สมาทานธรรม ๑๐ ประการ เมื่อจะบำเพ็ญ

ธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์จึงเข้าไปสู่ป่าใหญ่แล้ว. จบสุเมธกถา

ฝ่ายชนชาวรัมมนคร ครั้นเข้าไปยังนครแล้วก็ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดาได้ทรงแสดงธรรมแก่พวกเขา ให้มหาชนดำรงอยู่ในสรณะเป็นต้น แล้วเสด็จออกจากรัมมนครไป.

ต่อจากนั้น พระองค์ทรงดำรงอยู่ตลอดชั่วพระชนมายุ ทรงกระทำพุทธกิจครบทุกอย่างแล้ว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุโดยลำดับ.

คำทั้งหมดที่ควรจะกล่าวในเรื่องนั้น พึงทราบโดยพิสดารตามนัยที่กล่าวไว้ในพุทธวงศ์แล.

จริงอยู่ ท่านกล่าวไว้ในพุทธวงศ์นั้นว่า

ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นอังคาสพระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์

แล้ว ได้ถึงพระศาสดาทีปังกรพระองค์นั้นเป็นสรณะ.

พระตถาคตทรงยังบางคนให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ บางคนให้

ตั้งอยู่ในศีล ๕ อีกพวกให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐. ทรงประทานสามัญผล

อันสูงสุดทั้ง ๔ แก่บางคน ทรงประทานธรรมที่ไม่มีสิ่งใดเสมอคือ

ปฏิสัมภิทาแก่บางคน. บางคน พระนราสภก็ทรงประทานสมาบัติ ๘

อันประเสริฐ บางคนก็ทรงมอบให้วิชชา ๓ และอภิญญา ๖.

พระมหามุนีทรงสั่งสอนหมู่ชน ด้วยความพยายามนั้น เพราะ

เหตุนั้น ศาสนาของพระโลกนาถจึงได้แผ่ไพศาลไป.

พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าทีปังกร ผู้มีพระหนุใหญ่ มีต้น

พระศอดังคอของโคผู้ ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น ทรงปลด

เปลื้องทุคติให้.

พระมหามุนีทรงเห็นชนที่พอจะแนะนำให้ตรัสรู้ได้ แม้ใน

ที่แสนโยชน์ ก็เสด็จเข้าไปหาโดยครู่เดียว ให้เขาตรัสรู้ได้.

ในการตรัสรู้มรรคผลครั้งแรก พระพุทธเจ้าให้สัตว์ร้อยโกฏิ

ได้ตรัสรู้ ในการตรัสรู้มรรคผลครั้งที่สอง พระนาถะให้สัตว์เก้าโกฏิ

ได้ตรัสรู้.

ก็ในกาลใด พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมในเทวพิภพ ใน

กาลนั้น การตรัสรู้มรรคผลครั้งที่สามได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ.

การประชุมของพระศาสดาทีปังกรได้มี ๓ ครั้ง การประชุม

ครั้งแรกมีชนแสนโกฏิ.

อีกครั้ง เมื่อพระชินเจ้าประทับอยู่วิเวกที่ยอดเขานารทะ พระ

ขีณาสพผู้ปราศจากมลทินร้อยโกฏิประชุมกัน.

ในกาลใด พระมหาวีระประทับอยู่บนยอดเขาสุทัสสนะ ใน

กาลนั้น พระมหามุนีทรงห้อมล้อมด้วยพระขีณาสพเก้าหมื่นโกฏิ.

สมัยนั้นเราเป็นชฎิลมีตบะกล้า สำเร็จอภิญญา ๕ เหาะไป

กลางอากาศ.

การตรัสรู้ธรรม โดยการนับว่าได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่น สอง

หมื่นการตรัสรู้ธรรมมิได้นับว่า ได้มีแก่หนึ่งคนหรือสองคน

ในกาลนั้น ศาสนานี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร แผ่

ไปกว้างขวาง ชนรู้กันมากมาย แพร่หลายบริสุทธิ์ผุดผ่อง.

พระขีณาสพสี่แสนได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ห้อมล้อมพระ

ทีปังกรผู้ทรงรู้แจ้งโลกอยู่ทุกเมื่อ.

สมัยนั้นใครๆ ก็ตาม จะละภพมนุษย์ไป เขาเหล่านั้นมิได้

บรรลุพระอรหัต ยังเป็นเสขบุคคล จะต้องถูกเขาตำหนิติเตียน.

พระพุทธศาสนาก็เบิกบานไปด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ เป็น

พระขีณาสพ ปราศจากมลทิน งดงามอยู่ในกาลทุกเมื่อ.

พระศาสดาทีปังกร มีนครนามว่ารัมมวดี มีกษัตริย์นามว่า

สุเทวะเป็นพระชนก มีพระเทวีนามว่าสุเมธาเป็นพระชนนี.

พระองค์ทรงครองเรือนอยู่หมื่นปี มีปราสาทอย่างดีที่สุด

สามหลัง ชื่อว่าหังสา โกญจา และมยุรา.

มีเหล่านารีแต่งตัวสวยงามจำนวนสามแสน มีจอมนารีนาม

ว่า ปทุมา มีพระโอรสนามว่า อุสภักขันธะ.

พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกบวชด้วยยาน

คือช้าง พระชินเจ้าทรงตั้งปธานความเพียรอยู่ ๑๐ เดือนถ้วน.

พระมุนีทรงบำเพ็ญเพียรทางใจได้ตรัสรู้แล้ว พระมหามุนี

ทีปังกรผู้สงบ อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว.

พระมหาวีระทรงประกาศพระธรรมจักร ในตำหนักอัน

ประกอบด้วยสิริในนันทาราม ประทับนั่งที่โคนต้นซึก ได้ทรง

กระทำการย่ำยีพวกเดียรถีย์.

มีพระอัครสาวก คือพระสุมังคละและพระติสสะ พระศาสดา

ทีปังกรมีพระอุปัฏฐากนามว่าสาคตะ.

มีพระอัครสาวิกา คือพระนางนันทาและพระนางสุนันทา

ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกกันว่าต้นปิปผลิ.

มีอัครอุปัฏฐากนามว่าตปุสสะและภัลลิกะ นางสิริมาและ

นางโกณาเป็นอุปัฏฐายิกาของพระศาสดาทีปังกร.

พระมหามุนีทีปังกรมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก ทรงงดงาม

ประดุจต้นไม้ประจำทวีป และดุจต้นพญาไม้สาละมีดอกบาน

สะพรั่ง.

รัศมีของพระองค์วิ่งวนไปรอบ ๆ ๑๒ โยชน์ พระมเหสีเจ้า

พระองค์นั้นมีพระชนมายุได้แสนปี พระองค์ดำรงอยู่เพียงนั้น

ทรงยังชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามได้แล้ว.

พระองค์พร้อมทั้งสาวกทรงยังพระสัทธรรมให้สว่างไสว

ยังมหาชนให้ข้ามได้แล้ว ทรงรุ่งโรจน์ดุจกองไฟแล้วนิพพานไป.

พระฤทธิ์ พระยศ และพระจักรรัตนะที่พระบาททั้งสอง

ทั้งหมดนั้นอันตรธานหายไปแล้ว สังขารทั้งปวงเป็นของว่างเปล่า

แน่แท้ ดังนี้.

พระชินเจ้าผู้ศาสดาพระนามว่าทีปังกร เสด็จนิพพานที่

นันทาราม ณ ที่นั้นมีพระชินสถูปของพระองค์สูง ๓๖ โยชน์แล.

ก็ในกาลต่อจากพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ล่วงมาได้หนึ่งอสงไขย พระศาสดาพระนามว่าโกณฑัญญะ เสด็จอุบัติขึ้น. แม้พระศาสดาพระองค์นั้นก็ได้มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาตครั้งแรกมีพระสาวกแสนโกฏิ สันนิบาตครั้งที่ ๒ มีพระสาวกพันโกฏิ, สันนิบาตครั้งที่ ๓ มีพระสาวกเก้าสิบโกฏิ.

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์แสนโกฏิมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดาทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วทรงแสดงธรรม.

พระโพธิสัตว์นั้นทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว สละราชสมบัติออกบวช เรียนพระไตรปิฎก ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดขึ้น มีฌานไม่เสื่อม ไปเกิดในพรหมโลก.

ก็พระโกณฑัญญพุทธเจ้ามีนครชื่อว่ารัมมวดี กษัตริย์พระนามว่าสุนันทะ เป็นพระชนก พระเทวีพระนามว่าสุชาดา เป็นพระชนนี. พระเถระทั้งสอง คือพระภัททะและพระสุภัททะ เป็นพระอัครสาวก. พระเถระนามว่าอนุรุทธะ เป็นพระอุปัฏฐาก. พระเถรีทั้งสอง คือพระติสสาและพระอุปติสสา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นขานางเป็นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีรกายสูง ๘๘ ศอก ประมาณพระชนมายุได้แสนปี.

ต่อจากพระทีปังกร ก็มีพระนายกพระนามว่าโกณฑัญญะ

มีพระเดชหาที่สุดมิได้ มีพระยศนับไม่ได้ มีพระคุณหา

ประมาณมิได้ เข้าถึงได้แสนยาก.

ในกาลต่อจากพระโกณฑัญญพุทธเจ้านั้น ล่วงไปหนึ่งอสงไขย ในกัปเดียวกันนั่นเอง มีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ บังเกิดขึ้นแล้ว คือ พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ามังคละ ได้มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง ในการประชุมครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ แสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ เก้าสิบโกฏิ.

ได้ยินว่า พระภาดาต่างพระมารดาของพระองค์ พระนามว่าอานันทกุมาร ได้เสด็จมายังสำนักของพระศาสดา เพื่อต้องการฟังธรรมพร้อมกับบริษัทนับได้เก้าสิบโกฏิ พระศาสดาตรัสอนุบุพพิกถาแก่พระองค์ พระองค์พร้อมกับบริษัทได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. พระศาสดาทรงตรวจดูบุพจริยาของกุลบุตรเหล่านั้น ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นเอง เขาทั้งหมดก็ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ สมบูรณ์ด้วยอากัปกิริยาประดุจพระเถระมีพรรษาได้ ๖๐ ถวายบังคมพระศาสดาแล้วห้อมล้อมอยู่. นี้ได้เป็นการประชุมพระสาวกครั้งที่ ๓ ของพระองค์.

ก็พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ได้มีพระรัศมีจากพระสรีระโดยรอบประมาณ ๘๐ ศอกเท่านั้นฉันใด แต่ของพระมังคละนั้นหาเป็นเหมือนฉันนั้นไม่ ก็พระรัศมีจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่เป็นนิตยกาล. ต้นไม้ แผ่นดิน ภูเขาและทะเลเป็นต้น โดยที่สุดจนชั้นหม้อข้าวเป็นต้น ได้เป็นเหมือนหุ้มด้วยแผ่นทองคำ.

อนึ่ง ประมาณพระชนมายุของพระองค์ได้เก้าหมื่นปี ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เป็นต้นไม่สามารถจะส่องแสงด้วยรัศมีของตน การกำหนดกลางคืนและกลางวันไม่ปรากฏมีตอนกลางวัน เหล่าสัตว์ท่องเที่ยวไปด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้านั่นแหละเหมือนกับแสงสว่างของพระอาทิตย์ ชาวโลกกำหนดขั้นตอนของกลางคืนและกลางวัน ด้วยอำนาจแห่งดอกไม้ที่บานในตอนเย็น และนกร้องเป็นต้นในตอนเช้า.

ถามว่า ก็พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ไม่มีอานุภาพนี้หรือ?

ตอบว่า ไม่มีหามิได้.

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น เมื่อทรงมุ่งหวัง จะพึงแผ่พระรัศมีไปตลอดหมื่นโลกธาตุหรือยิ่งกว่านั้น ก็พระรัศมีจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ามังคละ ได้แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่เป็นนิตย์ทีเดียว เหมือนพระรัศมีด้านละวาของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ด้วยอำนาจความปรารถนาในกาลก่อน.

ได้ยินว่า ในคราวยังประพฤติจริยาของพระโพธิสัตว์ พระองค์ดำรงอยู่ในอัตภาพเช่นกับพระเวสสันดร พร้อมทั้งบุตรและภรรยา อยู่ที่ภูเขาเช่นกับเขาวังกบรรพต.

ครั้งนั้น มียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่าขรทาฐิกะ ได้ทราบว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการให้ทาน จึงเข้าไปหาด้วยเพศของพราหมณ์ ขอทารกทั้งสองกะพระมหาสัตว์.

พระมหาสัตว์ตรัสว่า พราหมณ์ เราให้บุตรน้อยทั้งสอง ดังนี้แล้วร่าเริงบันเทิงใจ ได้ให้ทารกทั้งสอง ทำให้แผ่นดินมีน้ำเป็นขอบเขตหวั่นไหว. ยักษ์ยืนพิงพนักพิงในที่สุดของที่จงกรม เมื่อพระมหาสัตว์กำลังเห็นอยู่นั่นแหละ ได้กินทารกทั้งสองเหมือนกำรากไม้ แม้เพราะมองดูยักษ์ ได้เห็นปากของมันกำลังหลั่งสายเลือดออกมาประดุจเปลวไฟ ในปากที่พออ้าขึ้น ความโทมนัสแม้เท่าปลายผมมิได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์

ก็เมื่อพระมหาสัตว์นั้นคิดอยู่ว่า ทานอันเราให้ดีแล้วหนอ ปีติและโสมนัสอย่างใหญ่หลวงก็เกิดขึ้นในสรีระ เขาปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งทานของเรานี้ ในอนาคตกาล ขอให้รัศมีจงฉายออกจากสรีระโดยทำนองนี้ทีเดียว เพราะอาศัยความปรารถนา รัศมีทั้งหลายจึงฉายออกจากพระสรีระของพระองค์ตอนเป็นพระพุทธเจ้า แผ่ซ่านไปตลอดที่ประมาณเท่านี้.

บุรพจริตของพระองค์แม้อื่นอีกก็ยังมี.

ได้ยินว่า พระองค์ในกาลเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เห็นพระเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง คิดว่าเราควรบริจาคชีวิตแก่พระพุทธองค์นี้ จึงพันสรีระทั้งสิ้น โดยทำนองอย่างพันประทีปด้าม เอาเนยใสใส่เต็มถาดทองคำมีค่าหนึ่งแสน สูงประมาณศอกกำ จุดไส้พันไส้ในถาดทองนั้น เอาถาดทองนั้นทูนศีรษะแล้วให้จุดไฟทั่วตัว กระทำประทักษิณพระเจดีย์ให้เวลาล่วงไปตลอดทั้งคืน. เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นแม้จะพยายามอยู่อย่างนั้นจนอรุณขึ้น ความร้อนก็มิได้ระคายเคืองแม้สักว่าขุมขน ได้เป็นเหมือนเวลาเข้าไปยังห้องดอกปทุม.

จริงอยู่ ชื่อว่าธรรมนี้ย่อมรักษาคนผู้รักษาตน.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติ

ดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดี

แล้ว ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ ดังนี้.

เพราะผลแห่งกรรมแม้นี้ แสงสว่างจากสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงได้แผ่ไปตั้งอยู่ตลอดหมื่นโลกธาตุ.

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเป็นพราหมณ์นามว่าสุรุจิ คิดว่าจักนิมนต์พระศาสดา จึงเข้าไปเฝ้าฟังธรรมกถาอันไพเราะแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้.

พระศาสดาตรัสถามว่า พราหมณ์ ท่านต้องการภิกษุเท่าไร? พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุผู้เป็นบริวารของพระองค์มีประมาณเท่าไร. ในคราวนั้น พระศาสดาทรงมีการประชุมเป็นครั้งแรกพอดี เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่ามีภิกษุแสนโกฏิ. พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์พร้อมกับภิกษุทั้งหมดจงทรงรับภิกษาของข้าพระองค์เถิด.

พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.

พราหมณ์ทูลนิมนต์เพื่อให้เสวยในวันพรุ่งนี้แล้ว จึงไปเรือนคิดว่าเราอาจถวายยาคู ภัตและผ้าเป็นต้น แก่ภิกษุทั้งหลายประมาณเท่านี้ได้ แต่ที่สำหรับนั่งจักมีได้อย่างไร.

ความคิดนั้นของเรา ทำให้เกิดความร้อนแก่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวเทวราชผู้ประทับอยู่ในที่สุดแปดหมื่นสี่พันโยชน์. ท้าวสักกะทรงดำริว่า ใครหนอมีความประสงค์จะให้เราเคลื่อนจากที่นี้ จึงทรงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ ก็ได้เห็นพระมหาบุรุษ จึงทรงดำริว่า พราหมณ์นามว่าสุรุจิ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วคิดเพื่อต้องการที่นั่ง แม้เราก็ควรไปในที่นั้นแล้วถือเอาส่วนบุญ จึงทรงนิรมิตร่างเป็นช่างไม้ ถือมีดและขวานไปปรากฏเบื้องหน้าของมหาบุรุษกล่าวว่า ใครๆ มีกิจที่จะต้องทำด้วยการจ้างบ้าง.

พระมหาบุรุษเห็นช่างไม้นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านจักทำงานอะไร.

ท้าวสักกะตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าศิลปะที่เราจะไม่รู้ ย่อมไม่มี ผู้ใดจะให้ทำงานใด จะเป็นบ้านหรือมณฑปก็ตาม เรารู้ที่จะให้งานนั้นแก่ผู้นั้น. พระมหาบุรุษกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เรามีงาน. ท้าวสักกะตรัสถามว่า งานอะไรนาย.

พระมหาบุรุษกล่าวว่า เรานิมนต์ภิกษุแสนโกฏิมาฉันพรุ่งนี้ เราจักกระทำมณฑปสำหรับนั่งของภิกษุเหล่านั้น. ท้าวสักกะตรัสว่า ธรรมดาเรากระทำได้ ถ้าท่านสามารถให้ค่าจ้างเรา.

พระมหาบุรุษกล่าวว่า เราสามารถ พ่อ.

ท้าวสักกะจึงกล่าวว่า ดีแล้ว เราจักทำ แล้วไปแลดูสถานที่แห่งหนึ่ง. สถานที่ประมาณสิบสองสิบสามโยชน์ได้มีพื้นราบเรียบ เสมือนมณฑลกสิณ. ท้าวสักกะนั้นทรงแลดูแล้วคิดว่า ในที่มีประมาณเท่านี้ มณฑปอันล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗ จงผุดขึ้น. ทันใดนั้น มณฑปก็ชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นมา.

มณฑปนั้นที่เสาอันล้วนด้วยทองคำ มีปุ่มล้วนด้วยเงิน ที่เสาอันล้วนด้วยเงิน มีปุ่มล้วนด้วยทองคำ ที่เสาอันล้วนด้วยแก้วมณี มีปุ่มล้วนด้วยแก้วประพาฬ ที่เสาล้วนด้วยแก้วประพาฬ มีปุ่มล้วนด้วยแก้วมณี ที่เสาอันล้วนด้วยรัตนะทั้ง ๗ มีปุ่มล้วนด้วยรัตนะทั้ง ๗. ต่อจากนั้น จึงทรงแลดูด้วยพระดำริว่า ตาข่ายกระดึงจงห้อยย้อยในระหว่างๆ ของมณฑป. พร้อมกับทรงมองดูเท่านั้น ตาข่ายก็ห้อยย้อยลง เสียงอันไพเราะของตาข่ายกระดึงซึ่งถูกลมอ่อนรำเพยพัดก็เปล่งเสียงออกมา ดุจเสียงดนตรีอันประกอบด้วยองค์ ๕ ดูราวกับเวลาที่สังคีตทิพย์บรรเลงอยู่ฉะนั้น.

เมื่อท้าวสักกะทรงพระดำริว่า ขอให้พวงของหอมและพวงดอกไม้จงห้อยย้อยลงในระหว่างๆ พวงดอกไม้ทั้งหลายก็ห้อยย้อยลง. พระองค์ทรงพระดำริว่า ขออาสนะและแท่นรองนั่งของภิกษุนับได้แสนโกฏิ จงชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นมา ในทันใดนั้น สิ่งเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมา. ทรงพระดำริว่า ที่ทุกๆ มุม ขอให้ตุ่มน้ำผุดขึ้นมามุมละใบ ตุ่มน้ำทั้งหลายก็ผุดขึ้นมา.

ท้าวสักกะทรงนิรมิตสิ่งของมีประมาณเท่านี้เสร็จแล้ว จึงไปยังสำนักของพราหมณ์กล่าวว่า มาเถิด เจ้า ท่านจงตรวจดูมณฑปของท่าน แล้วจงให้ค่าจ้างเรา. พระมหาบุรุษจึงไปตรวจดูมณฑป และเมื่อกำลังตรวจดูอยู่นั่นแล สรีระทั้งสิ้นได้สัมผัสกับปีติมีวรรณะ ๕ ชนิดตลอดเวลา.

ลำดับนั้น เขามองดูมณฑปแล้วได้มีความคิดดังนี้ว่า มณฑปนี้ ผู้ที่เป็นมนุษย์กระทำไม่ได้ แต่เพราะอัธยาศัยของเรา คุณของเรา ภพของท้าวสักกะจักร้อนขึ้นเป็นแน่ แต่นั้น ท้าวสักกะเทวราชจักสร้างมณฑปนี้ขึ้น. เขาคิดว่า การถวายทานเพียงวันเดียวเท่านั้นในมณฑปเห็นปานนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย เราจักถวายสัก ๗ วัน.

จริงอยู่ ทานภายนอกแม้มีประมาณเท่านั้น ย่อมไม่สามารถทำความยินดีให้แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่าความยินดีจะมีได้ เพราะอาศัยการบริจาคของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในคราวตัดศีรษะที่ประดับแล้ว ควักนัยน์ตาทั้งสองข้างที่หยอดแล้ว หรือเพิกเนื้อหทัยให้ไป.

จริงอยู่ เมื่อพระโพธิสัตว์แม้ของพวกเราสละทรัพย์ห้าแสนกหาปณะทุกวัน ให้ทานที่ประตูทั้ง ๔ ประตูและที่ท่ามกลางนคร ในเรื่องสีวิราชชาดก ทานนั้นไม่สามารถทำความยินดีในการบริจาคให้เกิดขึ้นได้ แต่ในกาลใด ท้าวสักกเทวราชแปลงตัวมาในรูปของพราหมณ์ ขอนัยน์ตาทั้งสองข้าง ในกาลนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ควักนัยน์ตาเหล่านั้นให้ไปนั่นแหละ ความร่าเริงจึงจะเกิดขึ้น จิตมิได้มีความเป็นอย่างอื่นแม้สักเท่าปลายผม ขึ้นชื่อว่าความอิ่มใจเพราะอาศัยทานที่ให้แล้วอย่างนี้ มิได้มีแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเลย. เพราะเหตุนั้น พระมหาบุรุษแม้นั้นก็คิดว่า เราควรถวายทานแก่ภิกษุนับได้แสนโกฏิ ตลอด ๗ วัน จึงนิมนต์ให้นั่งในมณฑปนั้น แล้วได้ถวายทานชื่อว่าควปานะ ตลอด ๗ วัน.

ที่เรียกว่าควปานะนั้น ได้แก่โภชนะที่เขาใส่นมสดจนเต็มหม้อใหญ่ๆ แล้วตั้งบนเตา ใส่ข้าวสารนิดหน่อยลงในนมสดที่เคี่ยวจนงวดแล้วปรุงด้วยน้ำผึ้ง น้ำตาลป่นและเนยใสที่เคี่ยวแล้ว. แต่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นไม่อาจอังคาสได้ แม้เทวดาทั้งต้องสลับกันจึงจะอังคาสได้. แม้ที่ประมาณ ๑๒-๑๓ โยชน์ก็ไม่อาจจุภิกษุทั้งหลายได้เพียงพอ แต่ภิกษุเหล่านั้นนั่งได้ด้วยอานุภาพของตน.

ก็ในวันสุดท้าย พระมหาบุรุษให้ล้างบาตรของภิกษุทุกรูป แล้วบรรจุเต็มด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อย เพื่อต้องการให้เป็นเภสัช แล้วได้ถวายพร้อมกับไตรจีวร ผ้าสาฎกที่เป็นจีวรที่ภิกษุผู้เป็นสังฆนวกะได้รับมีราคาถึงหนึ่งแสน.

พระศาสดา เมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า บุรุษนี้ได้ถวายมหาทานเห็นปานนี้ เขาจักได้เป็นอะไรหนอ ได้ทรงเห็นว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่งสองอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จึงตรัสเรียกพระมหาบุรุษมาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาลชื่อมีประมาณเท่านี้ ตัวท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้ามีนามว่าโคตมะ.

พระมหาบุรุษได้ฟังพยากรณ์นั้นแล้ว คิดว่า นัยว่าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เราจะต้องการอะไรด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช จึงละทิ้งสมบัติเห็นปานนั้น ประหนึ่งก้อนเขฬะ แล้วบวชในสำนักของพระศาสดา เรียนเอาพุทธพจน์ได้แล้ว ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิด ในเวลาสิ้นอายุได้บังเกิดในพรหมโลก.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ามังคละได้มีนครชื่อว่าอุตตระ แม้บิดาก็เป็นกษัตริย์พระนามว่าอุตตระ แม้พระมารดาก็เป็นพระเทวีพระนามว่าอุตตรา พระเถระทั้งสองคือพระสุเทวะและพระธรรมเสนะ ได้เป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าปาลิตะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสองคือพระนางสีวลีและพระนางอโสกา ได้เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกากะทิงเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีระสูงได้ ๘๘ ศอก. เมื่อพระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่เก้าหมื่นปีแล้วปรินิพพาน จักรวาลทั้งหมื่นหนึ่งได้มืดหมด โดยพร้อมกันทีเดียว. มนุษย์ทั้งหลายในจักรวาลทั้งสิ้น ได้ร้องไห้ปริเทวนาการอย่างใหญ่หลวง.

กาลภายหลังของพระโกณฑัญญะ พระนายกพระนามว่ามังคละ

ทรงถือดวงประทีปคือพระธรรม กำจัดความมืดในโลก ฉะนี้แล.

ในกาลหลังแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จปรินิพพาน กระทำหมื่นโลกธาตุให้มืดด้วยประการอย่างนี้แล้ว พระศาสดาพระนามว่าสุมนะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก แม้พระองค์ก็มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง. ในการประชุมครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ที่กาญจนบรรพต มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.

คราวนั้นพระมหาสัตว์ได้เป็นพญานาคนามว่าอตุละ มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก. พระมหาสัตว์นั้นได้สดับว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว อันหมู่ญาติห้อมล้อมออกจากนาคพิภพ ให้กระทำการบรรเลงด้วยดนตรีทิพย์ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งมีภิกษุแสนโกฏิเป็นบริวาร ยังมหาทานให้เป็นไป ถวายผ้าองค์ละคู่แล้วตั้งอยู่ในสรณคมน์ทั้งสาม.

พระศาสดาแม้นั้นก็ทรงพยากรณ์เขาว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้มีนครชื่อว่าเมขละ พระราชาพระนามว่าสุทัตตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสิริมา เป็นพระมารดา พระเถระทั้งสองคือพระสรณะและพระภาวิตัตตะ เป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าอุเทนะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสองคือพระนางโสณาและพระนางอุปโสณา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกากะทิงเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๙๐ ศอก ประมาณพระชนมายุได้เก้าหมื่นปีพอดี.

กาลภายหลังของพระพุทธเจ้าพระนามว่ามังคละ

มีพระนายกพระนามว่าสุมนะ หาผู้เสมอมิได้โดย

ธรรมทั้งปวง ทรงสูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ฉะนี้แล.

ในกาลภายหลังแห่งพระสุมนะพระองค์นั้น พระศาสดาพระนามว่าเรวตะ ได้เสด็จอุบัติขึ้น. สาวกสันนิบาตแม้ของพระองค์ได้มี ๓ ครั้ง ในสันนิบาตครั้งแรกนับไม่ได้ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ ก็เช่นกัน.

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์ชื่อว่าอติเทวะ ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ตั้งอยู่ในสรณะทั้งสาม ประคองอัญชลีไว้เหนือศีรษะ ได้ฟังพระคุณในการละกิเลสของพระศาสดาพระองค์นั้น จึงได้บูชาด้วยผ้าอุตราสงค์คือผ้าห่ม. แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์เขาว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีพระนครชื่อว่าสุธัญญวดี กษัตริย์พระนามว่าวิปุละ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าวิปุลา เป็นพระมารดา พระเถระทั้งสองคือพระวรุณะและพระพรหมเทวะ เป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าสัมภวะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสองคือพระนางภัททาและพระนางสุภัททา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกากะทิงเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุหกหมื่นปีแล.

กาลภายหลังแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุมนะ

มีพระนายกพระนามว่าเรวตะ หาผู้เปรียบปาน

มิได้ หาผู้เสมอเหมือนมิได้ ไม่มีผู้เทียมทัน เป็น

พระชินเจ้าผู้สูงสุด ฉะนี้แล.

ในกาลภายหลังแห่งพระเรวตะนั้น พระศาสดาพระนามว่าโสภิตะ ได้เสด็จอุบัติขึ้น แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ.

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์นามว่าอชิตะ ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วตั้งอยู่ในสรณะสาม ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. แม้พระองค์ก็ได้ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีพระนครชื่อว่าสุธรรม พระราชาพระนามว่าสุธรรม เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสุธรรมา เป็นพระมารดา พระเถระทั้งสองคือพระอสมะและพระสุเนตตะ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าอโนมะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรีทั้งสองคือพระนางนกุลาและพระนางสุชาดา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกากะทิงเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระองค์มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีประมาณพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.

กาลภายหลังแห่งพระพุทธเจ้าเรวตะ ก็มีพระนายก

พระนามว่าโสภิตะ มีพระทัยตั้งมั่น มีพระทัยสงบ

ไม่มีผู้เสมอหาคนเปรียบมิได้ ฉะนี้แล.

ในกาลภายหลังแห่งพระโสภิตะนั้นล่วงไปได้อสงไขยหนึ่ง ในกัปเดียวกันมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ คือ พระอโนมทัสสี พระปทุมะและพระนารทะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งแรกมีภิกษุแปดแสน ครั้งที่ ๒ เจ็ดแสน ครั้งที่ ๓ หกแสน.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นเสนาบดีของยักษ์ตนหนึ่ง มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. เป็นอธิบดีของยักษ์หลายแสนโกฏิ พระโพธิสัตว์นั้นได้สดับว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จึงได้มาถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ได้มีพระนครชื่อว่าจันทวดี พระราชาพระนามว่ายสวา เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่ายโสธรา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระนิสภะและพระอโนมะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าวรุณะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางสุนทรีและพระนางสุมนา ต้นรกฟ้าเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุประมาณได้แสนปีแล.

ในกาลภายหลังพระโสภิตพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่าอโนมทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า มีพระยศนับไม่ได้ มี

พระเดชยากที่ใครๆ จะก้าวล่วงได้ ฉะนี้แล.

ในกาลภายหลังแห่งพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีพระศาสดาพระนามว่าปทุมะ เสด็จอุบัติขึ้น แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุสามแสน ครั้งที่ ๓ มีภิกษุสองแสน ผู้อยู่ในชัฏป่ามหาวัน ในป่าไม่มีบ้าน.

ครั้งนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในไพรสณฑ์นั้นนั่นเอง พระโพธิสัตว์เป็นราชสีห์ เห็นพระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติ มีจิตเลื่อมใสจึงไหว้แล้วทำประทักษิณ เกิดปีติโสมนัสบันลือสีหนาทขึ้น ๓ ครั้ง ตลอด ๗ วันมิได้ละปีติอันมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เพราะสุขอันเกิดจากปีตินั่นเอง จึงไม่ออกไปหากิน กระทำการบริจาคชีวิต ได้เข้าไปยืนเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่.

เมื่อล่วงไปได้ ๗ วัน พระศาสดาทรงออกจากนิโรธ ทอดพระเนตรเห็นราชสีห์ ได้ทรงดำริว่า เขายังจิตให้เลื่อมใสแม้ในภิกษุสงฆ์ ก็จักไหว้พระสงฆ์ แล้วทรงดำริว่าขอภิกษุสงฆ์จงมา. ทันใดนั้นเอง ภิกษุทั้งหลายก็มา ฝ่ายราชสีห์ก็ทำจิตให้เลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์. พระศาสดาทรงตรวจดูใจของราชสีห์นั้นแล้วทรงพยากรณ์ว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมะ ได้มีนครชื่อว่าจัมปกะ พระราชาพระนามว่าอสมะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าอสมา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระสาละและพระอุปสาละ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าวรุณะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางรามาและพระนางสุรามา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่าโสณพฤกษ์ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุแสนปีแล.

กาลภายหลังแห่งพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้า

พระนามว่าปทุมะโดยพระนาม ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า

ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบปานได้ ฉะนี้แล.

ในกาลภายหลังแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมะนั้น มีพระศาสดาพระนามว่านารทะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดหมื่นโกฏิ.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บวชเป็นฤาษี เป็นผู้ปฏิบัติชำนาญในอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้กระทำการบูชาด้วยจันทน์แดง. พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีพระนครชื่อว่าธัญญวดี มีกษัตริย์พระนามว่าสุเทวะ เป็นพระบิดา มีพระเทวีพระนามว่าอโนมา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระภัททสาละและพระชิตมิตตะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าวาเสฏฐะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางอุตตราและพระนางผัคคุนี ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่ามหาโสณพฤกษ์ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.

ต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมะ พระสัมพุทธเจ้า

พระนามว่านารทะโดยพระนาม เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒

เท้า ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เปรียบปานได้ ฉะนี้แล.

ก็ในกาลต่อจากพระนารทะพุทธเจ้า ในที่สุดแสนกัปแต่กัปนี้ไป ในกัปเดียวมีพระพุทธพระองค์เดียวพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ที่เวภารบรรพต มีภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดหมื่นโกฏิ.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นผู้ครองแคว้นใหญ่ชื่อว่าชฎิละ ได้ถวายทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์ มิได้มีในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ. เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงได้ถึงพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นสรณะ

พระองค์ได้มีนครชื่อว่าหังสวดี กษัตริย์พระนามว่าอานันทะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสุชาดา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระเทวละและพระสุชาตะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าสุมนะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางอมิตาและพระนางอสมา มีต้นสาละเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก รัศมีจากพระสรีระแผ่ไปจดที่ ๑๒ โยชน์โดยรอบ มีพระชนมายุแสนปีแล.

ต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่านารทะ พระชินสัมพุทธเจ้า

พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ผู้ไม่กระเพื่อม

ไหว มีอุปมาดังสาคร ฉะนี้แล.

กาลต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระนั้น ล่วงไปได้สามหมื่นกัป ในกัปเดียวกันมีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระสุเมธะและพระสุชาตะ ได้บังเกิดขึ้นแล้ว.

แม้พระสุเมธพุทธเจ้าก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกในสุทัสสนนคร มีพระขีณาสพร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นมาณพชื่อว่าอุตตระ สละทรัพย์แปดสิบโกฏิที่ฝังเก็บไว้นั่นแล ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฟังธรรมแล้วตั้งอยู่ในสรณะสาม แล้วออกบวช. พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ได้มีนครชื่อว่าสุทัสสนะ พระราชาพระนามว่าสุทัตตะ เป็นพระบิดา แม้พระมารดาก็ได้เป็นพระเทวีพระนามว่าสุทัตตา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระสรณะและพระสัพพกามะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าสาคระ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางรามาและพระนางสุรามา ต้นสะเดาเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ มีพระนายก

พระนามว่าสุเมธะ ผู้ที่ใครๆ จะเข้าถึงได้ยาก มีพระเดชกล้า

เป็นพระมุนีผู้สูงสุดในโลกทั้งปวง ฉะนี้แล.

กาลต่อจากพระสุเมธพุทธเจ้า มีพระศาสดาพระนามว่าสุชาตะ อุบัติขึ้น. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุหกล้าน ครั้งที่ ๒ ห้าล้าน ครั้งที่ ๓ สี่ล้าน.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ได้สดับว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าฟังธรรม จึงถวายราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมกับรัตนะทั้ง ๗ แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วบวชในสำนักของพระศาสดา.

ชาวรัฐทั้งสิ้นต่างถือเอาเงินที่เกิดขึ้นในรัฐ จัดการกิจของคนผู้ทะนุบำรุงวัดให้สำเร็จ แล้วได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอดกาลเป็นนิจ.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้มีนครชื่อว่าสุมังคละ พระราชาพระนามว่าอุคคตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าปภาวดี เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระสุทัสสนะและพระสุเทวะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่านารทะ มีพระอัครสาวิกา ๒ พระองค์คือพระนางนาคาและพระนางนาคสมานา มีต้นไผ่ใหญ่เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้.

ได้ยินว่า ต้นไผ่ใหญ่นั้นมีช่องกลวงน้อย มีลำต้นทึบ มีกิ่งใหญ่ๆ พุ่งขึ้นข้างบนแลดูเจิดจ้าประดุจกำหางนกยูง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีพระสรีระสูง ๕๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.

ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล มีพระนายกพระนามว่าสุชาตะ มี

พระหนุดังคางราชสีห์ มีลำพระศอดังคอโคผู้ หาผู้ประมาณ

มิได้ อันใครๆ เข้าถึงได้ยาก ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า ในที่สุดหนึ่งพันแปดร้อยกัปแต่กัปนี้ไป ในกัปเดียวกันมีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ คือพระปิยทัสสี พระอรรถทัสสีและพระธรรมทัสสี.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดสิบโกฏิ.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นมาณพชื่อว่ากัสสป เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว จึงให้สร้างสังฆารามโดยบริจาคทรัพย์แสนโกฏิ ตั้งอยู่ในสรณะและศีล.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ต่อล่วงไปหนึ่งพันแปดร้อยกัป จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าอโนมะ พระราชาพระนามว่าสุทินนะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าจันทา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระปาลิตะและพระสรรพทัสสี มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าโสภิตะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางสุชาตาและพระนางธรรมทินนา มีต้นกุ่มเป็นไม้ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระสุชาตพุทธเจ้า พระสยัมภูพระนามว่า

ปิยทัสสี ผู้นำโลก อันใครๆ เข้าถึงได้ยาก ผู้เสมอกับ

พระพุทธเจ้าที่ไม่มีผู้เสมอ มีพระยศใหญ่ ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระปิยทัสสีพุทธเจ้านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอรรถทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุเก้าล้านแปดแสน ครั้งที่ ๒ มีภิกษุแปดล้านแปดแสน ครั้งที่ ๓ มีภิกษุเท่านั้นเหมือนกัน.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นดาบสมีฤทธิ์มากชื่อว่าสุสีมะ นำเอาฉัตรที่ทำด้วยดอกมณฑารพมาจากเทวโลก แล้วบูชาพระศาสดา. แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีนครชื่อว่าโสภณะ พระราชาพระนามว่าสาคระ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสุทัสสนา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระสันตะและพระอุปสันตะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าอภยะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางธรรมาและพระนางสุธรรมา ต้นจำปาเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก รัศมีจากพระสรีระได้แผ่ไปตั้งอยู่ประมาณหนึ่งโยชน์โดยรอบ มีพระชนมายุแสนปีแล.

ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล พระอรรถทัสสีผู้องอาจในหมู่ชน

ขจัดความมืดอย่างใหญ่แล้ว ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ

อันอุดม ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระอรรถทัสสีพุทธเจ้านั้น พระศาสดาพระนามว่าธรรมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ มีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ มีภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ มีภิกษุแปดสิบโกฏิ.

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกเทวราช ได้กระทำการบูชาด้วยดอกไม้หอมอันเป็นทิพย์และดนตรีทิพย์. พระศาสดา แม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าสรณะ พระราชาพระนามว่าสรณะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสุนันทา เป็นพระมารดา พระเถระ ๒ องค์คือพระปทุมะและพระผุสสเทวะ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสุเนตตะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรี ๒ องค์คือพระนางเขมาและพระนางสัพพกามา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นรัตตังกุรพฤกษ์เป็นไม้ที่ตรัสรู้ ต้นมะกล่ำเครือก็เรียก.

ก็พระสรีระของพระองค์สูงได้ ๘๐ ศอก พระชนมายุได้แสนปีแล.

ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล พระธรรมทัสสีผู้มีพระยศใหญ่

ทรงกำจัดความมืดมนอนธการแล้วรุ่งโรจน์อยู่ในโลก

พร้อมทั้งเทวโลก ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระธรรมทัสสีพุทธเจ้านั้น ในที่สุดเก้าสิบสี่กัปแต่นี้ไป ในกัปเดียวมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ พระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.

แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ.

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นดาบสชื่อว่ามังคละ มีเดชกล้า สมบูรณ์ด้วยอภิญญาพละ นำเอาผลหว้าใหญ่มาถวายพระตถาคต. พระศาสดาเสวยผลหว้านั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดเก้าสิบสี่กัปจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีนครชื่อว่าเวภาระ พระราชาพระนามว่าชยเสนะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสุผัสสา เป็นพระมารดา พระเถระ ๒ องค์คือพระสัมพละและพระสุมิตตะ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าเรวตะ เป็นพระอุปัฏฐาก พระเถรี ๒ องค์คือพระนางสีวลาและพระนางสุรามา เป็นพระอัครสาวิกา ต้นกรรณิการ์เป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุได้แสนปีแล.

หลังจากพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า พระโลกนายกพระนามว่า

สิทธิธัตถะ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง เหมือนพระอาทิตย์

โผล่ขึ้นแล้ว ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระสิทธัตถพุทธเจ้านั้น ในที่สุดเก้าสิบสองกัปแต่นี้ไปมีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์บังเกิดในกัปเดียวกัน คือ พระติสสะและพระผุสสะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าติสสะ มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง. สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นกษัตริย์พระนามว่าสุชาตะ มีโภคสมบัติมาก มียศยิ่งใหญ่ บวชเป็นฤาษี ได้ถึงความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก สดับว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว จึงถือเอาดอกมณฑารพ ดอกปทุมและดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ ไปบูชาพระตถาคตผู้เสด็จดำเนินไปในท่ามกลางบริษัท ๔ ได้กระทำเพดานดอกไม้ในอากาศ.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในที่สุด ๙๒ กัปแต่นี้ไปจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าเขมะ กษัตริย์พระนามว่าชนสันธะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าปทุมา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระพรหมเทวะและพระอุทยะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าสุมนะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางผุสสาและพระนางสุทัตตา ต้นประดู่ลายเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุแสนปีแล.

กาลต่อจากพระสิทธัตถพุทธเจ้า ก็มีพระติสสพุทธเจ้าซึ่ง

ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบปาน มีเดชหาที่สุดมิได้

มีพระยศนับมิได้ เป็นนายกผู้เลิศในโลกแล.

กาลต่อจากพระติสสพุทธเจ้านั้นไป พระศาสดาพระนามว่าผุสสะ (บางแห่งเป็นปุสสะ) ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว. แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุหกล้าน ครั้งที่ ๒ ห้าล้าน ครั้งที่ ๓ สามล้านสองแสน.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นกษัตริย์พระนามว่าวิชิตาวี ทรงละราชสมบัติใหญ่ บวชในสำนักของพระศาสดา เรียนพระไตรปิฎกแล้วแสดงธรรมกถาแก่มหาชน และบำเพ็ญศีลบารมี.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่ากาสี พระราชาพระนามว่าชยเสนะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าสิริมา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระสุรักขิตะและพระธรรมเสนะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าสภิยะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางจาลาและพระนางอุปจาลา มีต้นมะขามป้อมเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๕๘ ศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปีแล.

ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล ได้มีพระศาสดาพระนามว่าผุสสะ

เป็นผู้ยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบมิได้ เป็นผู้เสมอด้วยพระพุทธ

เจ้าซึ่งหาผู้เสมอมิได้ ทรงเป็นนายกผู้เลิศในโลก ฉะนี้แล.

กาลต่อจากพระผุสสะพระองค์นั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่นี้ไป พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.

แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรก มีภิกษุหกล้านแปดแสน ครั้งที่ ๒ หนึ่งแสน ครั้งที่ ๓ แปดหมื่น.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นนาคราชชื่อว่าอตุละ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ได้ถวายตั่งใหญ่ทำด้วยทอง ขจิตด้วยแก้ว ๗ ประการแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์เขาว่า ในกัปที่ ๙๑ แต่นี้ไปจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าพันธุมดี พระราชาพระนามว่าพันธุมะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าพันธุมดี เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระขัณฑะและพระติสสะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าพระอโสกะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางจันทาและพระนางจันทมิตตา มีต้นแคฝอยเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระรัศมีจากพระสรีระได้แผ่ไปตั้งอยู่ ๗ โยชน์ ในกาลทุกเมื่อ มีพระชนมายุแปดหมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระผุสสพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

วิปัสสีโดยพระนาม ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ผู้มีจักษุญาณ

ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระวิปัสสีพระองค์นั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่นี้ไปได้มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือพระสิขีและพระเวสสภู.

แม้พระสิขีผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุหนึ่งแสน ครั้งที่ ๒ แปดหมื่น ครั้งที่ ๓ เจ็ดหมื่น.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาพระนามว่าอรินทมะ ได้ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วถวายช้างแก้วซึ่งประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ แล้วได้ถวายกัปปิยภัณฑ์ให้มีขนาดเท่าตัวช้าง.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่นี้ไปจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีนครชื่อว่าอรุณวดี กษัตริย์พระนามว่าอรุณ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่าปภาวดี เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระอภิภูและพระสัมภวะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าเขมังกร มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางสขิลาและพระนางปทุมา มีต้นบุณฑริก (ต้นมะม่วง) เป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๗๐ ศอก พระรัศมีจากพระสรีระได้แผ่ไปตั้งอยู่ ๓ โยชน์ มีพระชนมายุเจ็ดหมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระวิปัสสี ได้มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี

เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า เป็นพระชินเจ้าซึ่งไม่มีผู้เสมอ

หาบุคคลเปรียบปานมิได้ ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระสิขีพระองค์นั้น พระศาสดาพระนามว่าเวสสภู เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.

แม้พระองค์มีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง สันนิบาตครั้งแรกมีภิกษุแปดหมื่น ครั้งที่ ๒ เจ็ดหมื่น ครั้งที่ ๓ หกหมื่น.

ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชาพระนามว่าสุทัสสนะ ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วบวชในสำนักของพระเวสสภูนั้น สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณ มากไปด้วยความยำเกรงและความปีติในพระพุทธรัตนะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่นี้ไปจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าอโนมะ พระราชาพระนามว่าสุปปตีตะ เป็นพระบิดา พระเทวีพระนามว่ายสวดี เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระโสณะและพระอุตตระ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าอุปสันตะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางรามาและพระนางสุรามา มีต้นสาละเป็นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๖๐ ศอก มีพระชนมายุหกหมื่นปีแล.

ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล พระชินเจ้าพระองค์นั้น พระนามว่า

เวสสภู โดยพระนาม ไม่มีผู้เสมอ หาบุคคลเปรียบปานมิได้

เสด็จอุบัติแล้วในโลก ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระเวสสภูนั้น ในกัปนี้มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะและพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะมีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น ในสันนิบาตนั้นมีภิกษุสี่หมื่น.

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชานามว่าเขมะ ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวร และเภสัชมียาหยอดตาเป็นต้นแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา แล้วบวช.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะมีนครชื่อว่าเขมะ พราหมณ์นามว่าอัคคิทัตตะ เป็นพระบิดา พราหมณีนามว่าวิสาขา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระวิธุระและพระสัญชีวะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าพุทธิชะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางสามาและพระนางจัมปา มีต้นซึกใหญ่เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๔๐ ศอก มีพระชนมายุสี่หมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระเวสสภู มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ

โดยพระนาม ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า ประมาณไม่ได้ เข้าถึง

ได้โดยยาก ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระกกุสันธะนั้น พระศาสดาพระนามว่าโกนาคมนะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.

แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น ในสาวกสันนิบาตนั้นมีภิกษุสามหมื่น.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาพระนามว่าปัพพตะ อันหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา สดับพระธรรมเทศนาแล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว ถวายผ้าปัตตุณณะ (ผ้าไหมที่ซักแล้ว) ผ้าจีนปฏะ (ผ้าขาวในเมืองจีน) ผ้าโกไสย (ผ้าทอด้วยไหม) ผ้ากัมพล (ผ้าทำด้วยขนสัตว์) ผ้าทุกูละ (ผ้าทำด้วยเปลือกไม้) และเครื่องลาดขนสัตว์ทำด้วยทอง แล้วบวชในสำนักของพระศาสดา.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนครชื่อว่าโสภวดี พราหมณ์นามว่ายัญญทัตตะ เป็นพระบิดา พราหมณีนามว่าอุตตรา เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระภิยยสะและพระอุตตระ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าโสตถิชะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางสมุททาและพระนางอุตตรา มีต้นมะเดื่อเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๓๐ ศอก มีพระชนมายุสามหมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระกกุสันธะ มีพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

โกนาคมนะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า เป็นพระชินเจ้าผู้

โลกเชษฐ์องอาจในหมู่คน ฉะนี้แล.

ในกาลต่อจากพระโกนาคมนะนั้น พระศาสดาพระนามว่ากัสสปะ อุบัติขึ้นแล้ว แม้พระองค์ก็มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น, ในสาวกสันนิบาตนั้นมีภิกษุสองหมื่น.

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นมาณพชื่อว่าโชติปาละ สำเร็จไตรเพท เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งบนแผ่นดินและกลางหาว ได้เป็นมิตรของช่างหม้อชื่อว่าฆฏิการะ พระโพธิสัตว์นั้นไปเฝ้าพระศาสดาพร้อมกับช่างหม้อนั้น ได้ฟังธรรมกถาแล้วบวช ลงมือทำความเพียร เล่าเรียนพระไตรปิฎกทำพระพุทธศาสนาให้งดงาม เพราะถึงพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติน้อยใหญ่.

พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

นครที่ประสูติของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีนามว่าพาราณสี พราหมณ์นามว่าพรหมทัตตะ เป็นพระบิดา พราหมณีนามว่าธนวดี เป็นพระมารดา มีพระอัครสาวก ๒ องค์คือพระติสสะและพระภารทวาชะ มีพระอุปัฏฐากชื่อว่าสรรพมิตตะ มีพระอัครสาวิกา ๒ องค์คือพระนางอนุฬาและพระนางอุรุเวฬา มีต้นนิโครธเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ มีพระสรีระสูง ๒๐ ศอก มีพระชนมายุสองหมื่นปีแล.

กาลต่อจากพระโกนาคมนะ พระสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่ากัสสปะโดยพระโคตร ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า เป็น

พระธรรมราชา ผู้ทรงทำแสงสว่าง ฉะนี้แล.

ก็ในกัปที่พระทีปังกรทศพลเสด็จอุบัติขึ้นนั้น แม้จะมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ถึง ๓ พระองค์ แต่พระโพธิสัตว์มิได้รับการพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่แสดงพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นไว้ในที่นี้ แต่ในอรรถกถา เพื่อที่จะแสดงพระพุทธเจ้าแม้ทั้งหมดตั้งแต่พระทีปังกรไป จึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า

พระสัมพุทธเจ้าเหล่านี้ คือพระตัณหังกร พระเมธังกร

พระสรณังกร พระทีปังกรสัมพุทธเจ้า พระโกณฑัญญะผู้สูงสุด

กว่านระ

พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตมุนี

พระอโนมทัสสี พระปทุมะ พระนารทะ พระปทุมุตตระ

พระสุเมธะ พระสุชาตะ พระปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่

พระอัตถทัสสี พระธรรมทัสสี พระสิทธัตถะผู้โลกนายก

พระติสสะ พระผุสสสัมพุทธเจ้า พระวิปัสสี พระสิขี

พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระกัสสปะ

ผู้นายก

ล้วนปราศจากราคะ มีพระหทัยตั้งมั่น ทรงบรรเทา

ความมืดอย่างใหญ่ได้ เหมือนพระอาทิตย์ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

พระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นพร้อมทั้งพระสาวก ลุกโพลงแล้ว

ประดุจกองไฟ เสด็จปรินิพพานแล้ว.

บรรดาพระพุทธเจ้าเหล่านั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายได้กระทำอธิการไว้ในสำนักของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์มีพระทีปังกรเป็นต้นมาตลอดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป. ก็กาลต่อจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้แล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์อื่น.

ก็พระโพธิสัตว์ได้รับคำพยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์มีพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล้ว จึงทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรมมีความเป็นผู้มีทานบารมีเป็นต้นที่พระโพธิสัตว์นี้ประมวลธรรม ๘ ประการนี้ที่ว่า

อภินีหารคือความปรารถนาอย่างจริงจัง ย่อมสำเร็จเพราะ

ประมวลธรรม ๘ ประการเข้าไว้คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความ

สมบูรณ์ด้วยเพศ (ชาย) ๑ เหตุ (ที่จะได้บรรลุพระอรหัต) ๑

ได้พบเห็นพระศาสดา ๑ ได้บรรพชา ๑ สมบูรณ์ด้วยคุณ

(คือได้อภิญญาและสมาบัติ) ๑ การกระทำอันยิ่ง (สละชีวิต

ถวายพระพุทธเจ้า) ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ (อุตสาหะพากเพียร

มาก) ๑.

แล้วกระทำอภินีหารไว้ที่บาทมูลของพระทีปังกร แล้วกระทำความอุตสาหะว่า เอาเถอะ เราจะค้นหาธรรม อันกระทำความเป็นพระพุทธเจ้าทั่วทุกด้าน ซึ่งได้เห็นแล้วว่า ครั้งนั้น เราค้นหาอยู่ก็ได้พบเห็นทานบารมีข้อแรก บำเพ็ญมาจนกระทั่งอัตภาพเป็นพระเวสสันดร และเมื่อดำเนินมาก็ดำเนินมาเพราะได้ประสบอานิสงส์ของพระโพธิสัตว์ผู้ที่ได้กระทำอภินีหารไว้ ซึ่งท่านพรรณนาไว้ว่า

นรชนผู้สมบูรณ์ด้วยองค์คุณทุกประการ ผู้เที่ยงต่อ

พระโพธิญาณอย่างนี้ ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนานแท้ด้วย

ร้อยโกฏิกัป

จะไม่เกิดในอเวจีมหานรก และในโลกันตรนรกก็

เช่นกัน แม้เมื่อเกิดในทุคติ จะไม่เกิดเป็นนิชฌามตัณหิก-

เปรต ขุปปิปาสาเปรต และกาลกัญชิกาสูร

ไม่เป็นสัตว์ตัวเล็กๆ เมื่อเกิดในมนุษย์ก็จะไม่เป็น

คนตาบอดแต่กำเนิด

ไม่เป็นคนหูหนวก ไม่เป็นคนใบ้ ไม่เกิดเป็นสตรี

ไม่เป็นอุภโตพยัญชนกะและกะเทย.

นรชนผู้เที่ยงต่อพระโพธิญาณ จะไม่ติดพันในสิ่งใด

พ้นจากอนันตริยกรรม เป็นผู้มีโคจรสะอาดในที่ทุกสถาน

ไม่ซ่องเสพมิจฉาทิฏฐิ เพราะเห็นกรรมและผลของการ

กระทำ แม้จะไปเกิดในสวรรค์ก็จะไม่เกิดเป็นอสัญญีสัตว์

ในเหล่าเทพชั้นสุทธาวาส ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเกิด.

เป็นสัตบุรุษ น้อมใจไปในเนกขัมมะ พรากจากภพน้อยใหญ่

ประพฤติแต่ประโยชน์แก่โลก บำเพ็ญบารมีทั้งปวง ดังนี้.

ก็เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอยู่ ไม่มีปริมาณของอัตภาพที่บำเพ็ญเพื่อความเป็นผู้มีทานบารมี คือกาลเป็นพราหมณ์ชื่อว่าอกิตติ กาลเป็นพราหมณ์ชื่อสังขะ กาลเป็นพระเจ้าธนัญชัย กาลเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะ กาลเป็นมหาโควินทะ กาลเป็นพระเจ้านิมิมหาราช กาลเป็นพระจันทกุมาร กาลเป็นวิสัยหเศรษฐี กาลเป็นพระเจ้าสีวิราช กาลเป็นพระเวสสันดรราชา.

ก็โดยแท้จริง ในสสบัณฑิตชาดก ความเป็นทานบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำการบริจาคตนอย่างนี้ว่า

เราเห็นเขาเข้ามาเพื่อภิกษา จึงบริจาคตนของตน ผู้เสมอ

ด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นผู้มีศีลบารมี คือในกาลเป็นสีลวนาคราช กาลเป็นจัมเปยยนาคราช กาลเป็นภูริทัตตนาคราช กาลเป็นพญาช้างฉัตทันต์ กาลเป็นชัยทิสราชบุตร กาลเป็นอลีนสัตตุกุมาร ก็เหลือที่จะนับได้.

ก็โดยที่แท้ ในสังขปาลชาดก ความเป็นผู้มีศีลบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำการบริจาคตนอยู่อย่างนี้ว่า

เราถูกแทงด้วยหลาวก็ดี ถูกแทงด้วยหอกก็ดี มิได้โกรธ

พวกลูกของนายบ้านเลย นี้เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์สละราชสมบัติใหญ่ บำเพ็ญความเป็นผู้มีเนกขัมมบารมี คือในกาลเป็นโสมนัสสกุมาร กาลเป็นหัตถิปาลกุมาร กาลเป็นอโยฆรบัณฑิต จะนับประมาณมิได้.

ก็โดยที่แท้ ในจูฬสุตโสมชาดก ความเป็นเนกขัมมบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้สละราชสมบัติออกบวช เพราะความเป็นผู้ไม่มีความติดข้องอย่างนี้ว่า

เราสละราชสมบัติใหญ่ที่อยู่ในเงื้อมมือ ประดุจก้อนเขฬะ

เมื่อละทิ้ง ไม่มีความข้องเลย นี้เป็นเนกขัมมบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นผู้มีปัญญาบารมี คือในกาลเป็นวิธุรบัณฑิต กาลเป็นมหาโควินทบัณฑิต กาลเป็นกุททาลบัณฑิต กาลเป็นอรกบัณฑิต กาลเป็นโพธิปริพาชก กาลเป็นมโหสถบัณฑิต จะนับประมาณมิได้.

ก็โดยที่แท้ ในสัตตุภัสตชาดก ความเป็นปัญญาบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้แสดงงูที่อยู่ในกระสอบ ในคราวเป็นเสนกบัณฑิตว่า

เราใช้ปัญญาใคร่ครวญอยู่ ได้ช่วยปลดเปลื้องพราหมณ์ให้พ้นจาก

ทุกข์ ผู้เสมอด้วยปัญญาของเราไม่มี นี้เป็นปัญญาบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

อนึ่ง อัตภาพที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญความเป็นวิริยบารมีเป็นต้น ก็เหลือที่ประมาณได้.

ก็โดยที่แท้ ในมหาชนกชาดก ความเป็นวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ว่ายข้ามมหาสมุทรอยู่อย่างนี้ว่า

ในท่ามกลางน้ำ เราไม่เห็นฝั่งเลย พวกมนุษย์ถูกฆ่าตายหมด

เราไม่มีจิตเป็นอย่างอื่นเลย นี้เป็นวิริยบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

ในขันติวาทีชาดก ความเป็นขันติบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้อดกลั้นมหันตทุกข์ได้ เหมือนไม่มีจิตใจอย่างนี้ว่า

เมื่อพระเจ้ากาสีฟาดฟันเราผู้เหมือนไม่มีจิตใจ ด้วยขวาน

อันคมกริบ เราไม่โกรธเลย นี้เป็นขันติบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

ในมหาสุตโสมชาดก ความเป็นสัจบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้สละชีวิตตามรักษาสัจจะอยู่อย่างนี้ว่า

เราเมื่อจะตามรักษาสัจวาจา ได้สละชีวิตของเราปลดเปลื้อง

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ได้แล้ว นี้เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

ในมูคปักขชาดก ความเป็นอธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้สละแม้ชีวิตอธิษฐานวัตรอยู่อย่างนี้ว่า

มารดาบิดามิได้เป็นที่เกลียดชังของเรา ทั้งยศใหญ่ก็มิได้

เป็นที่เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา

เพราะฉะนั้น เราจึงอธิษฐานวัตร ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

ในสุวรรณสามชาดก ความเป็นเมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ไม่เหลียวแลแม้แต่ชีวิต มีความเมตตาอยู่อย่างนี้ว่า

ใครๆ ก็ทำให้เราสะดุ้งไม่ได้ ทั้งเราก็มิได้หวาดกลัวต่อใครๆ

เราอันกำลังเมตตาค้ำชู จึงยินดีอยู่ในป่าได้ทุกเมื่อ ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

ในโลมหังสชาดก ความเป็นอุเบกขาบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้เมื่อพวกเด็กชาวบ้านยังความสุขและความทุกข์ให้เกิดขึ้น ด้วยการถ่มน้ำลายใส่เป็นต้น และด้วยการนำดอกไม้และของหอมเข้ามาบูชาเป็นต้น ก็ไม่ประพฤติล่วงเลยอุเบกขาอย่างนี้ว่า

เราหนุนซากศพเหลือแต่กระดูก สำเร็จการนอนในป่าช้า

พวกเด็กชาวบ้านพากันเข้ามาแสดงรูป (อาการ) นานัปการ ดังนี้.

จัดเป็นปรมัตถบารมี.

นี้เป็นความสังเขปในที่นี้ ส่วนข้อความพิสดารนั้นพึงถือเอาจากจริยาปิฎก.

พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีทั้งหลายอย่างนี้แล้ว ดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร กระทำบุญใหญ่อันเป็นเหตุให้แผ่นดินใหญ่ไหวเป็นต้น อย่างนี้ว่า

แผ่นดินนี้หาจิตใจมิได้ ไม่รู้สึกสุขและทุกข์ แม้แผ่นดิน

นั้นก็ได้ไหวแล้วถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังทานของเรา ดังนี้.

ในเวลาสิ้นสุดแห่งอายุ จุติจากอัตภาพนั้นได้ไปเกิดในดุสิตพิภพ. ฐานะมีประมาณเท่านี้ จำเดิมแต่บาทมูลของพระพุทธเจ้าทีปังกร จนถึงพระโพธิสัตว์นี้บังเกิดในดุสิตบุรี พึงทราบว่า ชื่อทูเรนิทาน ด้วยประการฉะนี้.

จบทูเรนิทานกถา

อวิทูเรนิทานกถา

ก็เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในดุสิตบุรีนั่นแล ชื่อว่าความโกลาหล คือความแตกตื่นเรื่องพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว.

จริงอยู่ ในโลกย่อมมีความโกลาหล ๓ ประการเกิดขึ้น คือ โกลาหลเรื่องกัป ๑ โกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้า ๑ โกลาหลเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ ๑.

บรรดาโกลาหลทั้งสามนั้น เทพชั้นกามาวจรชื่อว่าโลกพยูหะทราบว่าล่วงไปแสนปี เหตุเกิดตอนสิ้นกัปจักมี จึงปล่อยศีรษะสยายผม มีหน้าร้องไห้เอามือทั้งสองเช็ดน้ำตา นุ่งผ้าแดง ทรงเพศผิดรูปร่างเหลือเกิน เที่ยวบอกกล่าวไปในถิ่นมนุษย์อย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ล่วงแสนปีจากนี้ไป เหตุเกิดตอนสิ้นกัปจักมี โลกนี้จักพินาศ แม้มหาสมุทรจะเหือดแห้ง มหาปฐพีนี้กับขุนเขาสิเนรุ จักถูกไฟไหม้ จักพินาศ โลกาวินาศ จักมีจนกระทั่งพรหมโลก ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จงบำรุงมารดาบิดา จงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ในตระกูล นี้ชื่อว่าโกลาหลเรื่องกัป.

เหล่าโลกบาลเทวดาทราบว่า ก็เมื่อล่วงไปพันปี พระสัพพัญญูพุทธเจ้าจักอุบัติขึ้นในโลก จึงเที่ยวป่าวร้องว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เมื่อล่วงพันปีแต่นี้ไป พระสัพพัญญูพุทธเจ้าจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก นี้ชื่อว่าโกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้า.

เทวดาทั้งหลายทราบว่า ล่วงไปร้อยปี พระเจ้าจักรพรรดิจักอุบัติขึ้น จึงเที่ยวป่าวร้องว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย โดยล่วงร้อยปีแต่นี้ไป พระเจ้าจักรพรรดิจักอุบัติขึ้นในโลก นี้ชื่อว่าโกลาหลเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิ.

โกลาหลทั้ง ๓ ประการนี้เป็นเรื่องใหญ่.

บรรดาโกลาหลทั้งสามนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นได้ฟังเสียงโกลาหลเรื่องพระพุทธเจ้าแล้วจึงร่วมประชุมกัน ได้ทราบว่า สัตว์ชื่อโน้นจักได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปหาเขาแล้วพากันอ้อนวอน และเมื่ออ้อนวอนอยู่ก็จะอ้อนวอนในเพราะบุรพนิมิตทั้งหลาย.

ก็ในครั้งนั้น เทวดาแม้ทั้งปวงนั้นพร้อมกับท้าวจาตุมหาราช ท้าวสักกะ ท้าวสุยามะ ท้าวสันดุสิต ท้าวสุนิมมิต ท้าววสวัตดีและท้าวมหาพรหม พากันประชุมในจักรวาลเดียวกัน แล้วไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ในดุสิตพิภพ ต่างอ้อนวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ มา หาได้ปรารถนาสักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติและจักรพรรดิสมบัติบำเพ็ญไม่ แต่ท่านปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณ บำเพ็ญเพื่อต้องการจะรื้อขนสัตว์ออกจากโลก ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บัดนี้นั้นเป็นกาลที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นสมัยที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์มิได้ให้ปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายทันที จะตรวจดูปัญจมหาวิโลกนะ คือสิ่งที่จะต้องเลือกใหญ่ ๕ ประการ คือกาล ทวีป ประเทศ ตระกูลและกำหนดอายุของมารดา.

ใน ๕ ประการนั้น พระโพธิสัตว์จะตรวจดูกาลข้อแรกว่า เป็นกาลสมควรหรือกาลไม่สมควร.

ในเรื่องกาลนั้น กาลแห่งอายุที่เจริญเกินกว่าแสนปี ชื่อว่าเป็นกาลไม่สมควร. เพราะเหตุไร? เพราะว่า ในกาลนั้น ชาติ ชราและมรณะของสัตว์ทั้งหลายไม่ปรากฏ และพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ย่อมไม่มี เมื่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พวกเขาจะคิดว่าพระองค์ตรัสข้อนี้ชื่ออะไร จึงย่อมไม่เห็นสำคัญว่าจะควรฟังและควรเชื่อ แต่นั้น การตรัสรู้มรรคผลก็จะมีไม่ได้ เมื่อไม่มีการตรัสรู้มรรคผล ศาสนาคือคำสอนจะไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์. เพราะฉะนั้น กาลนั้นจึงเป็นกาลไม่สมควร.

แม้กาลแห่งอายุหย่อนกว่าร้อยปี ก็ชื่อว่าเป็นกาลไม่สมควร เพราะเหตุไร? เพราะว่าในกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาและโอวาทที่ให้แก่สัตว์ผู้มีกิเลสหนา ย่อมไม่ตั้งอยู่ในฐานเป็นโอวาท จะปราศจากไปเร็วพลัน เหมือนรอยไม้ขีดในน้ำ เพราะฉะนั้น แม้กาลนั้นก็เป็นกาลไม่สมควร.

กาลแห่งอายุตั้งแต่แสนปีลงมาและตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่าเป็นกาลสมควร และกาลนั้นก็เป็นกาลแห่งอายุร้อยปี.

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ก็มองเห็นกาลว่า เป็นกาลที่ควรบังเกิด.

จากนั้น เมื่อจะตรวจดูทวีป ได้ตรวจดูทวีปทั้ง ๔ พร้อมทั้งทวีปบริวาร จึงเห็นทวีปหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บังเกิดในทวีปทั้งสามบังเกิดเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น.

จากนั้นก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่าชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่ มีประมาณหมื่นโยชน์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ จึงตรวจดูโอกาสก็ได้เห็นมัชฌิมประเทศ.

ชื่อว่ามัชฌิมประเทศ คือประเทศที่ท่านกล่าวไว้ในวินัยอย่างนี้ว่า ในทิศตะวันออก มีนิคมชื่อกชังคละ ถัดจากนั้นไปเป็นมหาสาลประเทศ ถัดจากมหาสาลประเทศนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีแม่น้ำชื่อว่าสัลลวดี ถัดจากแม่น้ำสัลลวดีนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศใต้ มีนิคมชื่อว่าเสตกัณณิกะ ถัดจากเสตกัณณิกนิคมนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศตะวันตก มีพราหมณคามชื่อว่าถูนะ ถัดจากนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ. ในทิศเหนือ มีภูเขาชื่อว่าอุสีรธชะ ถัดจากนั้นออกไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเข้ามาเป็นมัชฌิมประเทศ.

มัชฌิมประเทศนั้นยาวสามร้อยโยชน์ กว้างสองร้อยห้าสิบโยชน์ วัดโดยรอบได้เก้าร้อยโยชน์ ดังนั้น ในประเทศนั้น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิและขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาลและคหบดีมหาศาล ผู้มเหสักข์เหล่าอื่นย่อมเกิดขึ้น และนครชื่อว่ากบิลพัสดุ์นี้ก็ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศนี้ พระโพธิสัตว์จึงได้ถึงความตกลงใจว่า เราควรบังเกิดในนครนั้น.

ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์เมื่อจะเลือกดูตระกูล จึงเห็นตระกูลว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่บังเกิดในตระกูลแพศย์หรือตระกูลศูทร แต่จะบังเกิดในตระกูลทั้งสองเท่านั้นคือตระกูลกษัตริย์หรือตระกูลพราหมณ์ที่โลกยกย่องแล้ว ก็บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกยกย่องแล้ว เราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะ จักเป็นพระบิดาของเรา.

ต่อจากนั้นจึงเลือกดูมารดาได้เห็นว่า ธรรมดามารดาของพระพุทธเจ้าย่อมไม่เป็นหญิงเหลาะแหละ ไม่เป็นนักเลงสุรา แต่จะเป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแสนกัป เป็นผู้มีศีลห้าไม่ขาดเลย จำเดิมแต่เกิดมา. ก็พระเทวีพระนามว่ามหามายานี้ทรงเป็นเช่นนี้ พระนางมหามายานี้จักเป็นพระมารดาของเรา เมื่อตรวจดูว่าพระนางจะมีพระชนมายุเท่าไร ก็เห็นว่าหลังจาก ๑๐ เดือนไปแล้วจะมีพระชนมายุได้ ๗ วัน.

พระโพธิสัตว์ตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้ ด้วยประการดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถึงกาลที่เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อจะกระทำการสงเคราะห์เทวดาทั้งหลาย จึงได้ให้ปฏิญญาแล้วส่งเทวดาเหล่านั้นไปด้วยคำว่า ขอพวกท่านไปได้ อันเทวดาชั้นดุสิตห้อมล้อมแล้วเข้าไปสู่นันทนวัน ในดุสิตบุรี.

จริงอยู่ ในเทวโลกทุกชั้นมีนันทนวันทั้งนั้น ในนันทนวันนั้น เทวดาทั้งหลายจะเที่ยวคอยเตือนให้พระโพธิสัตว์นั้นระลึกถึงโอกาสแห่งกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อนว่า ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด.

พระโพธิสัตว์นั้นอันเทวดาทั้งหลายผู้เตือนให้ระลึกถึงกุศลอย่างนี้ ห้อมล้อมเที่ยวไปอยู่ในนันทนวันนั่นแล ได้จุติแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางมหามายาเทวี.

เพื่อที่จะให้เรื่องการถือปฏิสนธินั้นชัดแจ้ง จึงมีถ้อยคำบรรยายโดยลำดับ ดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า ครั้งนั้น ในนครกบิลพัสดุ์ได้มีการนักขัตฤกษ์เดือน ๘ อย่างเอิกเกริก มหาชนเล่นงานนักขัตฤกษ์กัน. ฝ่ายพระนางมหามายาเทวี ตั้งแต่วันที่ ๗ ก่อนวันเพ็ญ ทรงร่วมเล่นงานนักขัตฤกษ์ที่เพียบพร้อมด้วยดอกไม้และของหอมอันสง่าผ่าเผย ไม่มีการดื่มสุรา. ในวันที่ ๗ ตั้งแต่เช้าตรู่ สรงสนานด้วยน้ำเจือน้ำหอม ทรงสละพระราชทรัพย์สี่แสน ถวายมหาทานแล้วทรงประดับด้วยเครื่องราชอลังการทั้งปวง เสวยพระกระยาหารอย่างดี ทรงอธิษฐานองค์อุโบสถ เสด็จเข้าห้องอันมีสิริที่ประดับตกแต่งแล้ว บรรทมเหนือพระสิริไสยาสน์ ก้าวลงสู่ความหลับ ได้ทรงพระสุบินดังนี้ว่า

นัยว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ พระองค์ยกพระนางขึ้นไปพร้อมกับพระที่ไสยาสน์ แล้วนำไปยังป่าหิมพานต์วางลงบนพื้นมโนศิลามีประมาณ ๖๐ โยชน์ ภายใต้ต้นสาละใหญ่มีขนาด ๗ โยชน์ แล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น เหล่าพระเทวีของท้าวมหาราชเหล่านั้นพากันมานำพระเทวีไปยังสระอโนดาต ให้สรงสนาน เพื่อที่จะชำระล้างมลทินของมนุษย์ออก แล้วให้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ให้ทรงลูบไล้ด้วยของหอม ให้ทรงประดับดอกไม้ทิพย์. ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น มีภูเขาเงินลูกหนึ่ง ภายในภูเขาเงินนั้นมีวิมานทอง พวกเขาให้ตั้งพระที่ไสยาสน์อันเป็นทิพย์ มีเบื้องพระเศียรอยู่ทางทิศตะวันออก ในวิมานทองนั้น แล้วให้บรรทม.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เป็นช้างตัวประเสริฐสีขาว ท่องเที่ยวไปในภูเขาทองลูกหนึ่งซึ่งมีอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น ได้ลงจากภูเขาทองนั้นแล้วขึ้นไปยังภูเขาเงิน เดินมาทางทิศเหนือ ได้เอางวงซึ่งมีสีดังพวงเงินจับดอกปทุมสีขาว เปล่งเสียงโกญจนาทเข้าไปยังวิมานทอง กระทำประทักษิณพระที่ไสยาสน์ของพระมารดา ๓ ครั้ง ได้เป็นเสมือนผ่าพระปรัศว์เบื้องขวาเข้าสู่พระครรภ์.

พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิด้วยนักขัตฤกษ์เดือน ๘ หลัง ด้วยประการฉะนี้.

วันรุ่งขึ้น พระเทวีทรงตื่นบรรทมแล้วกราบทูลพระสุบินนั้นแด่พระราชา. พระราชารับสั่งให้เชิญพราหมณ์ชั้นหัวหน้าประมาณ ๖๔ คนเข้าเฝ้า ให้ปูลาดอาสนะอันควรค่ามากบนพื้นที่ฉาบทาด้วยโคมัยสด มีเครื่องสักการะอันเป็นมงคลที่กระทำด้วยข้าวตอกเป็นต้น ให้ใส่ข้าวปายาสชั้นเลิศที่ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดเต็มถาดทองและเงิน เอาถาดทองและเงินนั้นแหละครอบแล้วได้ประทานแก่เหล่าพราหมณ์ผู้นั่งอยู่บนอาสนะนั้น และทรงให้พราหมณ์เหล่านั้นอิ่มหนำด้วยสิ่งของอื่นๆ มีการประทานผ้าใหม่ และแม่โคแดงเป็นต้น.

ทีนั้น จึงรับสั่งให้บอกพระสุบินแก่พราหมณ์เหล่านั้นผู้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง แล้วตรัสถามว่า จักมีเหตุการณ์อะไร.

พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงพระปริวิตกเลย พระเทวีทรงตั้งพระครรภ์แล้ว และพระครรภ์ที่ตั้งขึ้นนั้น เป็นครรภ์บุรุษ มิใช่ครรภ์สตรี พระองค์จักมีพระโอรส ถ้าพระโอรสนั้นทรงครองเรือน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าเสด็จออกจากเรือนทรงผนวช จักได้เป็นพระพุทธเจ้ามีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก.

ก็ในขณะที่พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดานั่นแหละ เหมือนโลกธาตุทั้งสิ้นได้สะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกันทันที.

ปุพพนิมิต ๓๒ ประการได้ปรากฏขึ้นแล้วในหมื่นจักรวาล ได้แสงสว่างหาประมาณมิได้แผ่ซ่านไป, พวกคนตาบอดกลับได้ดวงตา ประหนึ่งว่ามีความประสงค์จะดูพระสิรินั้นของพระโพธิสัตว์นั้น, พวกคนหูหนวกได้ยินเสียง, พวกคนใบ้พูดจาได้, พวกคนค่อมก็มีตัวตรง, พวกคนง่อยก็กลับเดินได้ด้วยเท้า, สัตว์ทั้งปวงที่ถูกจองจำก็หลุดพ้นจากเครื่องจองจำมีขื่อคาเป็นต้น ไฟในนรกทั้งปวงก็ดับ, ในเปรตวิสัย ความหิวระหายก็ระงับ, เหล่าสัตว์เดียรัจฉานก็ไม่มีความกลัว. โรคของสัตว์ทั้งปวงก็สงบ, สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างก็พูดจาด้วยถ้อยคำอันน่ารัก, ม้าทั้งหลายต่างหัวเราะด้วยอาการอันไพเราะ, ช้างทั้งหลายต่างก็ร้อง, ดนตรีทุกชนิดต่างก็เปล่งเสียงกึกก้องของตนๆ, เครื่องอาภรณ์ที่สวมอยู่ในมือเป็นต้นของพวกมนุษย์ ไม่กระทบกันเลย ก็เปล่งเสียงได้, ทั่วทุกทิศแจ่มใส, สายลมอ่อนเย็นทำความสุขให้เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลายก็รำเพยพัด, เมฆฝนที่มิใช่กาลก็ตกลงมา, น้ำก็พุแม้จากแผ่นดินไหลไป, พวกนกก็งดการบินไปในอากาศ, แม่น้ำทั้งหลายก็หยุดนิ่งไม่ไหล. มหาสมุทรมีน้ำมีรสหวาน, พื้นน้ำก็ดาดาษด้วยปทุม ๕ สี มีทั่วทุกแห่ง, ดอกไม้ทุกชนิดทั้งที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำก็เบ่งบาน, ดอกปทุมชนิดลำต้นก็บานที่ลำต้น, ดอกปทุมชนิดกิ่งก็บานที่กิ่ง, ดอกปทุมชนิดเครือเถาก็บานที่เครือเถา, ดอกปทุมชนิดก้านก็ชำแรกพื้นศิลาทึบ เป็นดอกบัวซ้อนๆ กันออกมา, ดอกปทุมชนิดห้อยในอากาศก็บังเกิดขึ้น, ฝนดอกไม้ก็ตกลงมารอบด้าน, ดนตรีทิพย์ต่างก็บรรเลงในอากาศ,

โลกธาตุทั่วทั้งหมื่นได้เป็นประหนึ่งพวงมาลัยที่เขาหมุนแล้วขว้างไป เป็นประหนึ่งกำดอกไม้ที่เขาบีบแล้วผูกมัดไว้ เป็นเสมือนอาสนะดอกไม้ที่เขาตกแต่งประดับประดาไว้ และเป็นเสมือนพัดวาลวิชนีที่กำลังโบก ซึ่งมีระเบียบดอกเป็นอันเดียวกัน จึงได้อบอวลไปด้วยความหอมของดอกไม้และธูป ถึงความโสภาคย์ยิ่งนัก.

จำเดิมแต่การถือปฏิสนธิของพระโพธิสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิแล้วอย่างนี้ เพื่อที่จะป้องกันอันตรายแก่พระโพธิสัตว์และมารดาของพระโพธิสัตว์ เทวบุตร ๔ องค์ถือพระขรรค์คอยให้การอารักขา. ความคิดเกี่ยวกับราคะในบุรุษทั้งหลาย มิได้เกิดขึ้นแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์ พระนางมีแต่ถึงความเลิศด้วยลาภและความเลิศด้วยยศ มีความสุข มีพระวรกายไม่ลำบาก และทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ผู้อยู่ในภายในพระครรภ์ เหมือนเส้นด้ายสีเหลืองที่ร้อยไว้ในแก้วมณีใสฉะนั้น.

ก็เพราะเหตุที่ครรภ์ที่พระโพธิสัตว์อยู่ เป็นเสมือนห้องพระเจดีย์ สัตว์อื่นไม่อาจอยู่หรือใช้สอยได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาของพระโพธิสัตว์จึงสวรรคตแล้วไปอุบัติในดุสิตบุรี. เหมือนอย่างว่า หญิงอื่นๆ ไม่ถึง ๑๐ เดือนบ้าง เลยไปบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง คลอดบุตรฉันใด พระมารดาของพระโพธิสัตว์หาเหมือนอย่างนั้นไม่. ก็พระมารดาของพระโพธิสัตว์นั้นบริหารพระโพธิสัตว์ไว้ด้วยพระครรภ์ตลอด ๑๐ เดือน แล้วประทับยืนประสูติ ข้อนี้เป็นธรรมดาของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์.

ฝ่ายพระมหามายาเทวีทรงบริหารพระโพธิสัตว์ด้วยพระครรภ์ตลอด ๑๐ เดือนประดุจบริหารน้ำมันด้วยบาตรฉะนั้น มีพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว มีพระราชประสงค์จะเสด็จไปยังเรือนแห่งพระญาติ จึงกราบทูลแด่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชว่า ข้าแต่สมมติเทพ หม่อมฉันปรารถนาจะไปยังเทวทหนครอันเป็นของตระกูล พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงรับว่าได้ แล้วรับสั่งให้ทำหนทางจากนครกบิลพัสดุ์จนถึงนครเทวทหะให้ราบเรียบ ให้ประดับด้วยเครื่องประดับมีต้นกล้วย หม้อน้ำเต็ม ธงชายและธงแผ่นผ้าเป็นต้น ให้พระเทวีประทับนั่งในสีวิกาทอง ให้อำมาตย์พันคนหาม ทรงส่งไปด้วยบริวารมากมาย.

ก็ป่าสาลวันอันเป็นมงคลชื่อว่าลุมพินีวัน แม้ของชนชาวพระนครทั้งสอง ได้มีอยู่ในระหว่างนครทั้งสอง. สมัยนั้น ป่าสาลวันทั้งสิ้นมีดอกบานเป็นถ่องแถวเดียวกัน ตั้งแต่โคนจนถึงปลายกิ่ง. ตามระหว่างกิ่งและระหว่างดอก มีหมู่ภมร ๕ สีและหมู่นกนานัปการเที่ยวร้องอยู่ด้วยเสียงอันไพเราะ ลุมพินีวันทั้งสิ้นได้เป็นเสมือนจิตรลดาวัน เป็นประหนึ่งสถานที่มาดื่มซึ่งเขาจัดไว้อย่างดีสำหรับพระราชาผู้มีอานุภาพมาก.

พระเทวีทอดพระเนตรเห็นดังนั้น เกิดมีพระประสงค์จะทรงเล่นในสาลวัน. อำมาตย์ทั้งหลายจึงพาพระเทวีเข้าไปยังสาลวัน. พระนางเสด็จเข้าถึงโคนต้นสาละอันเป็นมงคลแล้ว ได้มีพระประสงค์จะจับกิ่งสาละ กิ่งสาละได้น้อมลงเข้าไปใกล้พระหัตถ์ของพระเทวี ประหนึ่งยอดหวายที่ทอดลงอย่างอ่อนช้อยฉะนั้น. พระนางทรงเหยียดพระหัตถ์จับกิ่ง. ก็ในขณะนั้นเอง ลมกัมมัชวาตของพระเทวีเกิดปั่นป่วน ลำดับนั้น มหาชนจึงวงม่านเพื่อพระนางแล้วถอยออกไป ก็เมื่อพระนางทรงยืนจับกิ่งสาละอยู่นั่นแล ได้ประสูติแล้ว.

ในขณะนั้นนั่นเอง ท้าวมหาพรหมผู้มีจิตบริสุทธิ์ ๔ พระองค์ก็ถือข่ายทองคำมาถึง ท้าวมหาพรหมเหล่านั้นเอาข่ายทองคำนั้นรับพระโพธิสัตว์วางไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดาพลางทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ขอพระองค์ทรงดีพระทัยเถิด พระราชบุตรของพระองค์มีศักดาใหญ่อุบัติขึ้นแล้ว.

เหมือนอย่างว่า สัตว์เหล่าอื่นออกจากท้องมารดาแล้ว เปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูลไม่สะอาดคลอดออกมาฉันใด พระโพธิสัตว์หาเป็นเหมือนฉันนั้นไม่.

ก็พระโพธิสัตว์นั้นเหยียดมือทั้งสองและเท้าทั้งสองยืนอยู่ ดุจพระธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์ และเหมือนบุรุษลงจากบันได ไม่แปดเปื้อนด้วยของไม่สะอาดใดๆ ซึ่งมีอยู่ในครรภ์ของมารดา เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ โชติช่วงอยู่ประดุจแก้วมณีที่เขาวางไว้บนผ้ากาสิกพัสตร์ฉะนั้น คลอดออกจากครรภ์พระมารดา.

เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ตาม เพื่อจะสักการะพระโพธิสัตว์และพระมารดาของพระโพธิสัตว์ สายธารน้ำสองสายจึงพลุ่งจากอากาศ ทำให้ได้รับความสดชื่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์และพระมารดาของพระโพธิสัตว์.

ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้รับพระโพธิสัตว์นั้นจากหัตถ์ของท้าวมหาพรหมผู้ยืนเอาข่ายทองคำรับอยู่ ด้วยเครื่องลาดทำด้วยหนังเสือดาวอันมีสัมผัสสบาย ซึ่งสมมติกันว่าเป็นมงคล พวกมนุษย์เอาพระยี่ภู่ทำด้วยผ้าทุกูลพัสตร์รับจากหัตถ์ของท้าวมหาราชเหล่านั้น.

พอพ้นจากมือของพวกมนุษย์ พระโพธิสัตว์ก็ประทับยืนบนแผ่นดินทอดพระเนตรดูทิศตะวันออก จักรวาลหลายพันได้เป็นลานอันเดียวกัน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้นพากันบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น กล่าวกันว่า ข้าแต่มหาบุรุษ คนอื่นผู้จะเสมอเหมือนท่านไม่มีในโลกนี้ ในโลกนี้จักมีผู้ยิ่งกว่ามาแต่ไหน.

พระโพธิสัตว์มองตรวจไปโดยลำดับตลอดทั้ง ๑๐ ทิศ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศ ทิศน้อย ๔ ทิศ เบื้องล่างและเบื้องบนด้วยประการอย่างนี้แล้ว มิได้ทรงเห็นใครๆ ผู้แม้นเหมือนกับตน ทรงดำริว่านี้ทิศเหนือ จึงเสด็จโดยย่างพระบาทไป ๗ ก้าว มีท้าวมหาพรหมคอยกั้นเศวตฉัตร ท้าวสุยามะถือพัดวาลวิชนี และเทวดาอื่นๆ ถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เหลือเดินตามเสด็จ. จากนั้นประทับยืน ณ พระบาทที่ ๗ ทรงบันลือสีหนาทเปล่งอาสภิวาจาเป็นต้นว่า เราเป็นผู้เลิศของโลก ดังนี้.

จริงอยู่ พระโพธิสัตว์พอคลอดออกมาจากครรภ์ของพระมารดาเท่านั้น เปล่งวาจาได้ใน ๓ อัตภาพ คืออัตภาพเป็นมโหสถ อัตภาพเป็นพระเวสสันดร และอัตภาพนี้.

ได้ยินว่า ในอัตภาพเป็นมโหสถ เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นจะคลอดออกจากครรภ์มารดาเท่านั้น ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาวางแก่นจันทน์ลงในมือแล้วเสด็จไป พระโพธิสัตว์นั้นกำแก่นจันทน์นั้นไว้แล้วจึงคลอดออกมา. ลำดับนั้น มารดาถามพระโพธิสัตว์นั้นว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าถืออะไรมาด้วย? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า โอสถจ้ะแม่ ดังนั้น บิดามารดาจึงตั้งชื่อเขาว่า โอสถกุมาร เพราะถือโอสถมา.

บิดามารดาเอาโอสถนั้นใส่ไว้ในตุ่ม โอสถนั้นนั่นแหละได้เป็นยาระงับสารพัดโรคแก่คนตาบอดหูหนวกเป็นต้นที่ผ่านมาๆ. ต่อมา เพราะอาศัยคำพูดที่เกิดขึ้นว่า โอสถนี้ โอสถนี้มีคุณมหันต์ จึงได้เกิดมีชื่อว่า มโหสถ.

ส่วนในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร พระโพธิสัตว์เมื่อจะประสูติจากพระครรภ์มารดา ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาประสูติแล้วตรัสว่า พระมารดา อะไรๆ ในเรือนมีไหม ลูกจักให้ทาน. ลำดับนั้น พระมารดาของพระองค์ตรัสว่า พ่อ ลูกบังเกิดในตระกูลที่มีทรัพย์ แล้วให้วางถุงทรัพย์หนึ่งพันไว้ จึงวางมือของพระโอรสไว้เหนือฝ่าพระหัตถ์ของพระนาง.

ส่วนในอัตภาพนี้ พระโพธิสัตว์บันลือสีหนาทนี้ พระโพธิสัตว์พอประสูติจากพระครรภ์มารดาเท่านั้น ก็ทรงเปล่งพระวาจาได้ในอัตภาพทั้ง ๓ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็แม้ในขณะที่พระโพธิสัตว์นั้นประสูติ ได้มีบุรพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้น เหมือนในขณะถือปฏิสนธิ ก็สมัยใด พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายประสูติในลุมพินีวัน สมัยนั้นนั่นแหละ พระเทวีมารดาพระราหุล พระอานันทเถระ ฉันนอำมาตย์ กาฬุทายีอำมาตย์ กัณฐกะอัศวราช มหาโพธิพฤกษ์และหม้อขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ขุม ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน. ในหม้อขุมทรัพย์ทั้ง ๔ นั้น ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดคาวุตหนึ่ง ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดกึ่งโยชน์ ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาด ๓ คาวุต ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดหนึ่งโยชน์ โดยส่วนลึก ไปจดที่สุดของแผ่นดินทีเดียว เพราะเหตุนั้น ทั้ง ๗ เหล่านี้จึงจัดเป็นสหชาต.

ชนชาวเมืองทั้งสองนครได้พาพระโพธิสัตว์ไปยังนครกบิลพัสดุ์เลยทีเดียว ก็วันนั้นเอง หมู่เทพในภพดาวดึงส์ต่างร่าเริงยินดีว่า พระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในนครกบิลพัสดุ์ ประสูติแล้ว พระราชกุมารนี้จักนั่งที่ควงไม้โพธิ์ แล้วจักได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันโบกสะบัดผ้าเป็นต้นเล่นสนุกกัน.

สมัยนั้น ดาบสชื่อว่ากาฬเทวิล ผู้คุ้นเคยกับราชสกุลของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช เป็นผู้ได้สมาบัติ ๘ กระทำภัตกิจแล้วไปยังดาวดึงส์พิภพ เพื่อต้องการพักผ่อนกลางวัน นั่งพักผ่อนกลางวันอยู่ในดาวดึงส์พิภพนั้น เห็นเทวดาเหล่านั้นเล่นสนุกกันอยู่อย่างนั้น จึงถามว่า เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลายจึงมีใจร่าเริงเล่นสนุกกันอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงบอกเหตุนั่นแก่เราบ้าง.

เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชประสูติแล้ว พระราชบุตรนั้นจักประทับที่โพธิมัณฑ์เป็นพระพุทธเจ้า ประกาศพระธรรมจักร พวกเราจักได้เห็นพระพุทธลีลาอันหาประมาณมิได้ของพระองค์ และจักได้ฟังธรรม เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลายจึงได้เป็นผู้ยินดีด้วยเหตุนี้.

พระดาบสได้ฟังคำของเทวดาเหล่านั้นแล้ว จึงรีบลงมาจากเทวโลก เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้วทูลว่า มหาบพิตร ได้ยินว่าพระราชบุตรของพระองค์ประสูติแล้ว อาตมภาพอยากจะเห็นพระราชบุตรนั้น.

พระราชาทรงให้นำพระกุมารผู้แต่งตัวแล้วมา เริ่มที่จะให้ไหว้พระดาบส พระบาททั้งสองของพระโพธิสัตว์ กลับไปประดิษฐานบนชฎาของพระดาบส.

จริงอยู่ บุคคลอื่นชื่อว่าผู้สมควรที่พระโพธิสัตว์จะพึงไหว้โดยอัตภาพนั้น ย่อมไม่มี ก็ถ้าผู้ไม่รู้ จะพึงวางศีรษะของพระโพธิสัตว์ลงแทบบาทมูลของพระดาบส ศีรษะของพระดาบสนั้นจะแตกออก ๗ เสี่ยง.

พระดาบสคิดว่า เราไม่ควรจะทำตนของเราให้พินาศ จึงลุกขึ้นจากอาสนะ ประคองอัญชลีแก่พระโพธิสัตว์.

พระราชาทรงเห็นความอัศจรรย์ข้อนั้น จึงทรงไหว้พระราชบุตรของพระองค์.

พระดาบสระลึกได้ ๘๐ กัป คือในอดีต ๔๐ กัป ในอนาคต ๔๐ กัป เห็นลักษณสมบัติของพระโพธิสัตว์แล้วรำพึงว่า เธอจักได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอ จึงใคร่ครวญดูรู้ว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย จึงได้กระทำการยิ้มแย้มอันเป็นเหตุให้รู้ว่า พระราชบุตรนี้เป็นอัจฉริยบุรุษ แต่นั้นจึงใคร่ครวญดูว่า เราจักได้เห็นอัจฉริยบุรุษผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอ ได้เห็นว่าเราจักไม่ได้ทันเห็น จักตายเสียในระหว่างนั้นแหละ จักบังเกิดในอรูปภพที่พระพุทธเจ้าร้อยองค์ก็ดี พันองค์ก็ดี ไม่อาจเสด็จไปให้ตรัสรู้ได้ แล้วคิดว่า เราจักไม่ได้ทันเห็นอัจฉริยบุรุษชื่อผู้เห็นปานนี้เป็นพระพุทธเจ้า เราจักมีความเสื่อมอย่างมหันต์หนอ จึงได้ร้องไห้แล้ว.

คนทั้งหลายเห็นแล้วจึงเรียนถามท่านว่า พระคุณเจ้าของพวกเราหัวเราะอยู่เมื่อกี้ กลับร้องไห้อีกเล่า ท่านผู้เจริญ อันตรายไรๆ จักมีแด่พระลูกเจ้าของพวกเราหรือหนอ?

พระดาบสบอกว่า พระราชบุตรนี้ไม่มีอันตราย จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย. คนทั้งหลายจึงเรียนถามว่า ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงร้องไห้เล่า.

พระดาบสบอกว่า เราโศกเศร้าถึงตนว่าจักไม่ได้ทันเห็นบุรุษผู้เห็นปานนี้เป็นพระพุทธเจ้า เราจักมีความเสื่อมอย่างมหันต์หนอ จึงได้ร้องไห้.

ลำดับนั้น ท่านจึงใคร่ครวญดูว่า บรรดาพวกญาติของเรา ญาติไรๆ จักได้ทันเห็นบุรุษนี้เป็นพระพุทธเจ้าบ้างไหม ก็ได้เห็นนาลกทารกผู้เป็นหลานของตน. ท่านจึงไปยังเรือนของน้องสาวแล้วถามว่า นาลกะ บุตรของเจ้าอยู่ไหน.

น้องสาวตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า เขาอยู่ในเรือน เจ้าค่ะ.

พระดาบสกล่าวว่า จงไปเรียกเขามา ครั้นให้เรียกมาแล้ว จึงพูดกะกุมารผู้มายังสำนักของตนว่า นี่แน่ะพ่อหลานชาย พระราชบุตรประสูติในราชสกุลของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระราชบุตรนั่นเป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ล่วงไป ๓๕ ปีจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เจ้าจักได้ทันเห็นพระองค์ เจ้าจงบวชเสียในวันนี้ทีเดียว.

ฝ่ายทารกผู้เกิดในตระกูลมีทรัพย์ ๘๗ โกฏิคิดว่า หลวงลุงจักไม่ชักชวนเราในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ทันใดนั้นเองจึงให้คนไปซื้อผ้ากาสายะและบาตรดินมาจากตลาด แล้วปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ประคองอัญชลีมุ่งหน้าไปทางพระโพธิสัตว์ โดยคิดว่า เราบวชอุทิศท่าน ผู้อุดมบุคคลในโลก ดังนี้แล้วกราบไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เอาบาตรใส่ถุงคล้องจะงอยบ่า เข้าป่าหิมพานต์ กระทำสมณธรรม.

ท่านนาลกะนั้นเข้าไปเฝ้าพระตถาคตผู้ได้บรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ตรัสนาลกปฏิปทา แล้วกลับเข้าป่าหิมพานต์อีก บรรลุพระอรหัตแล้วปฏิบัติปฏิปทาอย่างอุกฤษฎ์ รักษาอายุอยู่ได้ ๗ เดือนเท่านั้น ยืนพิงภูเขาทองลูกหนึ่ง อยู่ท่าเดียว ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์แล พระประยูรญาติทั้งหลายให้สนานพระเศียรในวันที่ ๕ แล้วคิดกันว่าจักเฉลิมพระนาม จึงให้ฉาบทาพระราชมณเฑียรด้วยคันธชาติ ๔ ชนิด โปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้จัดข้าวปายาสล้วนๆ แล้วเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนผู้เรียนจบไตรเพท ให้นั่งในพระราชมณเฑียร ให้ฉันโภชนะอย่างดี กระทำสักการะอย่างมากมายแล้วให้ทายพระลักษณะว่าอะไรจักเกิดมีหนอแล.

บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น

ครั้งนั้น พราหมณ์ ๘ คนนั้น คือรามพราหมณ์ ธชพราหมณ์

ลักขณพราหมณ์ มันตีพราหมณ์ ยัญญพราหมณ์ สุโภชพราหมณ์

สุยามพราหมณ์ และสุทัตตพราหมณ์ เป็นผู้จบเวทางคศาสตร์มี

องค์ ๖ กระทำให้แจ้งซึ่งมนต์แล้ว ด้วยประการฉะนี้.

พราหมณ์เฉพาะ ๘ คนนี้นี่แลได้เป็นผู้ทำนายพระลักษณะ. แม้พระสุบินในวันที่ถือปฏิสนธิ พราหมณ์ทั้ง ๘ คนนี้นั่นแหละก็ได้ทำนายแล้ว.

บรรดาพราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้น ๗ คนชูขึ้น ๒ นิ้วทำนายพระโพธิสัตว์นั้นเป็น ๒ สถานว่า ผู้ประกอบด้วยพระลักษณะเหล่านี้ ถ้าอยู่ครองเรือนจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าบวชจักได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วบอกสิริสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหมด.

แต่มาณพชื่อโกณฑัญญะ โดยโคตร เป็นหนุ่มกว่าพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ตรวจดูลักษณสมบัติอันประเสริฐของพระโพธิสัตว์แล้วชูขึ้นนิ้วเดียว พยากรณ์โดยสถานเดียวเท่านั้นว่า พระกุมารนี้ไม่มีเหตุที่จะดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน พระกุมารนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้ว โดยส่วนเดียว.

อันโกณฑัญญมาณพนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ เป็นสัตว์ผู้จะเกิดในภพสุดท้าย มีปัญญาเหนือคนทั้ง ๗ นอกนี้ ได้เห็นคติเดียวเท่านั้นกล่าวคือ พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยแน่นอน เพราะเหตุนั้น จึงชูขึ้นนิ้วเดียวแล้วพยากรณ์อย่างนั้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายเมื่อจะเฉลิมพระนามของพระโพธิสัตว์นั้น จึงขนานพระนามว่าสิทธัตถะ เพราะกระทำให้สำเร็จความต้องการแก่โลกทั้งปวง.

ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงไปยังเรือนของตนๆ เรียกลูกๆ มาบอกว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกเราเป็นคนแก่จะอยู่ถึงพระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช บรรลุพระสัพพัญญุตญาณหรือไม่ (ก็ไม่รู้) เมื่อพระราชกุมารนั้นบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว พวกเจ้าพึงบวชในสำนักของพระองค์.

พราหมณ์ทั้ง ๗ คนนั้นดำรงอยู่ตราบชั่วอายุแล้วได้ไปตามกรรม ส่วนโกณฑัญญมาณพเท่านั้นยังมีชีวิตอยู่.

โกณฑัญญมาณพนั้น เมื่อพระมหาสัตว์อาศัยความเจริญแล้วออกมหาภิเนษกรมณ์บวชแล้ว เสด็จถึงอุรุเวลาประเทศโดยลำดับ ทรงพระดำริว่า ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริงหนอ ที่นี้สมควรที่จะบำเพ็ญเพียรของกุลบุตรผู้มีความต้องการจะบำเพ็ญเพียร จึงเสด็จเข้าไปอยู่ ณ ที่นั้น. เขาได้ฟังข่าวว่า พระมหาบุรุษทรงผนวชแล้ว จึงเข้าไปหาพวกบุตรของพราหมณ์เหล่านั้น กล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินข่าวว่า พระสิทธัตถกุมารทรงผนวชแล้ว พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าบิดาของท่านทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ ก็จะพึงออกบวชวันนี้ ถ้าแม้ท่านทั้งหลายจะต้องการจงมาซิ พวกเราจักบวชตามพระมหาบุรุษนั้น.

พวกเขาทั้งหมดไม่สามารถจะมีฉันทะเป็นอันเดียวกันได้ บรรดาชนทั้ง ๗ นั้น ๓ คนไม่บวช ๔ คนนอกนี้บวช โดยตั้งให้โกณฑัญญพราหมณ์เป็นหัวหน้า. พราหมณ์ทั้ง ๕ คนนั้นจึงมีชื่อว่าพระปัญจวัคคีย์เถระ.

ก็ในครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนะตรัสถามว่า บุตรของเราเห็นอะไรจึงจักบวช. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า เห็นบุพนิมิตทั้ง ๔. ตรัสถามว่า บุพนิมิตอะไรบ้าง. กราบทูลว่า คนแก่ คนเจ็บ คนตายและบรรพชิต.

พระราชาตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป พวกท่านอย่าได้ให้คนเห็นปานนี้เข้าไปยังสำนักแห่งบุตรของเรา เราไม่มีกิจกรรมที่จะให้บุตรของเราเป็นพระพุทธเจ้า เรามีความประสงค์จะเห็นบุตรของเราครอบครองราชสมบัติจักรพรรดิอันมีความเป็นอิสริยาธิบดีในทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร ห้อมล้อมด้วยบริษัทอันมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ ท่องเที่ยวไปในพื้นท้องฟ้า.

ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อที่จะห้ามมิให้บุพนิมิตทั้ง ๔ ประการนี้มาสู่คลองจักษุพระกุมาร จึงทรงตั้งการอารักขาไว้ในที่ทุกๆ คาวุตในทิศทั้ง ๔.

ก็วันนั้น เมื่อตระกูลพระญาติแปดหมื่นตระกูลประชุมกันในมงคลสถานแล้ว พระญาติองค์หนึ่งๆ ได้อนุญาตบุตรคนหนึ่งๆ ว่า พระราชกุมารนี้จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระราชาก็ตาม พวกเราจักให้บุตรคนละคน ถ้าแม้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า จักเป็นผู้อันหมู่ขัตติยสมณะห้อมล้อมเที่ยวไป ถ้าแม้จักเป็นพระราชา จักเป็นผู้อันขัตติยกุมารห้อมล้อม กระทำไว้ในเบื้องหน้าเที่ยวไป.

ฝ่ายพระราชาก็ทรงตั้งนางนมผู้ปราศจากสรรพโรค สมบูรณ์ด้วยรูปอันอุดมแก่พระโพธิสัตว์.

พระโพธิสัตว์เจริญด้วยบริวารใหญ่ ด้วยสิริโสภาคย์อันยิ่งใหญ่.

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงมีงานพระราชพิธีชื่อว่าวัปปมงคล. วันนั้น ประชาชนต่างประดับประดาพระนครทั้งสิ้นประดุจเทพนคร คนทั้งหมดมีทาสและกรรมกรเป็นต้นนุ่งห่มผ้าใหม่ ประดับด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ประชุมกันในราชสกุล เทียมไถถึงพันคันในงานพระราชพิธี.

ก็ในวันนั้น ไถ ๑๐๘ คันหย่อนไว้คันหนึ่ง (คือ ๑๐๗ คัน) พร้อมทั้งโคผู้ผูกเชือกสายตะพาย หุ้มด้วยเงิน. ส่วนไถที่พระราชาทรงถือ หุ้มด้วยทองคำสุกปลั่ง. แม้เขา เชือกสายตะพายและปฏักของโคผู้ทั้งหลาย หุ้มด้วยทองคำทั้งนั้น.

พระราชาเสด็จออกด้วยบริวารใหญ่ ได้ทรงพาพระราชบุตรไปด้วย.

ในสถานที่ประกอบพระราชพิธี มีต้นหว้าต้นหนึ่ง มีใบหนาแน่น มีร่มเงาชิดสนิท. พระราชาทรงให้ปูลาดพระที่บรรทมของพระกุมาร ณ ภายใต้ต้นหว้านั้น ให้ผูกเพดานขจิตด้วยดาวทองไว้เบื้องบน ให้แวดวงด้วยปราการคือพระวิสูตร วางการอารักขาเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประดับเครื่องราชอลังการทั้งปวง ห้อมล้อมด้วยหมู่อำมาตย์เสด็จไปยังสถานที่จรดพระนังคัล ณ ที่นั้นพระราชาทรงถือพระนังคัลทองคำ อำมาตย์ทั้งหลายถือไถเงิน ๑๐๗ คัน พวกชาวนาถือไถที่เหลือ. พวกเขาถือไถเหล่านั้นไถไปรอบๆ ส่วนพระราชาทรงไถจากด้านในไปสู่ด้านนอก ไถจากด้านนอกไปสู่ด้านใน. ในที่แห่งหนึ่งมีมหาสมบัติ. พวกนางนมที่นั่งห้อมล้อมพระโพธิสัตว์ คิดว่าจักไปดูสมบัติของพระราชา จึงออกจากพระวิสูตรไปข้างนอก.

พระโพธิสัตว์ทรงแลดูไปรอบๆ ไม่เห็นมีใครเลย จึงเสด็จลุกขึ้นโดยเร็ว ทรงนั่งขัดสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นแล้ว. พวกนางนมเที่ยวไปในระหว่างเวลากินอาหาร จึงชักช้าไปหน่อยหนึ่ง. เงาของต้นไม้ที่เหลือคล้อยไป แต่เงาของต้นหว้านั้นคงตั้งอยู่เป็นปริมณฑล. พวกนางนมคิดได้ว่า พระลูกเจ้าประทับอยู่พระองค์เดียว จึงรีบยกพระวิสูตรขึ้นเข้าไปภายใน เห็นพระโพธิสัตว์นั่งขัดสมาธิบนพระที่บรรทม และเห็นปาฏิหาริย์นั้น จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระกุมารประทับนั่งอย่างนี้ เงาของต้นไม้อื่นๆ คล้อยไปแล้ว แต่เงาของต้นหว้าคงตั้งเป็นปริมณฑลอยู่.

พระราชารีบเสด็จมา ทรงเห็นปาฏิหาริย์ จึงทรงไหว้พระโอรสโดยตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ นี้เป็นการไหว้เจ้าครั้งที่สอง.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์มีพระชนมายุ ๑๖ พรรษาโดยลำดับ. พระราชาให้สร้างปราสาทสามหลังอันเหมาะสมแต่ฤดูทั้งสาม เพื่อพระโพธิสัตว์ คือหลังหนึ่งมี ๙ ชั้น หลังหนึ่งมี ๗ ชั้น หลังหนึ่ง ๕ ชั้นและให้หญิงฟ้อนรำสี่หมื่นนางคอยบำเรอรับใช้. พระโพธิสัตว์อันหญิงฟ้อนรำผู้ประดับกายงดงามห้อมล้อม เหมือนเทพบุตรอันหมู่นางอัปสรห้อมล้อมอยู่ ฉะนั้น ถูกบำเรออยู่ด้วยดนตรีไม่มีบุรุษเจือปน เสวยมหาสมบัติอยู่ในปราสาททั้งสามตามคราวแห่งฤดู. ส่วนพระเทวีมารดาพระราหุลเป็นพระอัครมเหสีของพระองค์.

เมื่อพระองค์เสวยสมบัติอยู่อย่างนั้น วันหนึ่ง ได้มีการพูดกันขึ้นในระหว่างหมู่พระญาติดังนี้ว่า พระสิทธัตถะทรงเที่ยวขวนขวายอยู่แต่การเล่นเท่านั้น ไม่ทรงศึกษาศิลปศาสตร์อะไรๆ เมื่อมีสงครามมาประชิดเข้า จักกระทำอย่างไร.

พระราชารับสั่งให้เรียกพระโพธิสัตว์มาแล้วตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ พวกญาติๆ ของลูกพากันพูดว่า สิทธัตถะไม่ศึกษาศิลปศาสตร์อะไรๆ ขวนขวายแต่การเล่นเท่านั้นเที่ยวไป ในเรื่องนี้ ลูกจะเข้าใจอย่างไร ในเวลาประจวบกับพวกศัตรู.

พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ ขอพระองค์ได้โปรดให้เที่ยวตีกลองป่าวร้องไปในพระนคร เพื่อให้มาดูศิลปะของข้าพระองค์ ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป ข้าพระองค์จักแสดงศิลปศาสตร์แก่หมู่พระญาติ. พระราชาได้ทรงกระทำตามนั้น พระโพธิสัตว์ให้ประชุมนักแม่นธนูผู้สามารถยิงอย่างสายฟ้าแลบ และผู้สามารถยิงขนหางสัตว์ แล้วทรงแสดงศิลปะทั้ง ๑๒ ชนิดแก่พระญาติ ซึ่งไม่ทั่วไปกับพวกนักแม่นธนูอื่นๆ ในท่ามกลางมหาชน.

เรื่องนั้นพึงทราบตามนัยที่มีมาในสรภังคชาดกนั่นแล.

ครั้งนั้น หมู่พระญาติของพระองค์ได้หมดข้อสงสัย.

อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์มีพระประสงค์จะเสด็จไปยังอุทยานภูมิ จึงตรัสเรียกนายสารถีมาแล้วตรัสว่า จงเทียมรถ. นายสารถีนั้นรับพระบัญชาแล้ว ประดับรถชั้นสูงสุดอันควรค่ามากด้วยเครื่องประดับทั้งปวงแล้วเทียมม้าสินธพที่เป็นมงคล ๔ ตัว มีสีดังกลีบดอกโกมุทเสร็จแล้ว จึงทูลบอกแก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นรถอันเป็นเช่นกับเทพวิมาน ได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปทางอุทยาน.

เทวดาทั้งหลายคิดว่า กาลที่จะตรัสรู้พร้อมเฉพาะของพระสิทธัตถกุมาร ใกล้เข้ามาแล้ว พวกเราจักแสดงบุพนิมิต จึงแสดงเทวบุตรองค์หนึ่ง ให้เป็นคนแก่ชรา มีฟันหัก ผมหงอก หลังโกง มีร่างกายค้อมลง ถือไม้เท้า สั่นงกๆ เงิ่นๆ.

พระโพธิสัตว์และนายสารถีก็ได้ทอดพระเนตรเห็น และแลเห็นคนแก่ชรานั้น. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสถามนายสารถี โดยนัยอันมาในมหาปทานสูตรว่า นี่แน่ะสหาย บุรุษนั่นชื่อไร แม้ผมของเขาก็ไม่เหมือนคนอื่นๆ ดังนี้ ได้ทรงสดับคำของนายสารถีนั้นแล้วทรงดำริว่า แน่ะผู้เจริญ ความเกิดนี้น่าติเตียนจริงหนอ, เพราะชื่อว่าความแก่จักปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดแล้วดังนี้ มีพระทัยสลด เสด็จกลับจากที่นั้นขึ้นสู่ปราสาททันที.

พระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร บุตรของเราจึงกลับเร็ว?

นายสารถีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะเห็นคนแก่ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า พวกเขาพูดกันว่า เพราะเห็นคนแก่จักบวช เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงจะทำเราให้ฉิบหายเสียเล่า จงรีบจัดนางฟ้อนรำให้ลูกเราดู เธอเสวยสมบัติอยู่ จักไม่ระลึกถึงการบวช แล้วทรงเพิ่มการอารักขาให้มากขึ้น วางการอารักขาไว้ในที่ทุกๆ กึ่งโยชน์ ในทิศทั้งปวง.

วันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังอุทยานเหมือนอย่างเดิม ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บที่เทวดานิมิตขึ้น จึงตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแหละ มีพระทัยสลด เสด็จกลับขึ้นสู่ปราสาท. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสถามแล้วทรงจัดแจงโดยนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแหละ แต่เพิ่มการอารักขาขึ้นอีก ทรงวางการอารักขาไว้ในที่มีประมาณ ๓ คาวุตโดยรอบ.

ต่อมาอีกวัน พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุทยานเหมือนเดิม ทอดพระเนตรเห็นคนตายที่เทวดานิมิตขึ้น ตรัสถามโดยนัยก่อนนั่นแหละ มีพระทัยสลด หวนกลับขึ้นสู่ปราสาท. ฝ่ายพระราชาก็ตรัสถามแล้วทรงจัดแจงโดยนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแหละ จึงทรงเพิ่มการอารักขาขึ้นอีก ทรงวางการอารักขาไว้ในที่ประมาณหนึ่งโยชน์โดยรอบ.

วันรุ่งขึ้นต่อมา พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นบรรพชิตนุ่งห่มเรียบร้อยที่เทวดานิมิตไว้อย่างนั้นเหมือนกัน จึงตรัสถามนายสารถีว่า สหาย ผู้นี้ชื่อไร?

สารถีไม่รู้จักบรรพชิตหรือคุณธรรมของบรรพชิต เพราะยังไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นก็จริง ถึงกระนั้น เพราะอานุภาพของเทวดา เขากล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผู้นี้ชื่อว่าบรรพชิต แล้วพรรณนาคุณของการบวช.

พระโพธิสัตว์ยังความพอพระทัยให้เกิดขึ้นในการบวช ได้เสด็จไปยังอุทยานตลอดวันนั้น.

ฝ่ายพระทีฆภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปเห็นนิมิตทั้ง ๔ โดยวันเดียวเท่านั้น.

พระโพธิสัตว์นั้นทรงเล่นอยู่ในอุทยานนั้นตลอดทั้งวัน แล้วสรงสนานในสระโบกขรณีอันเป็นมงคล เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ประทับนั่งบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล มีพระประสงค์จะให้เขาแต่งพระองค์.

ทีนั้น พวกบริจาริกาของพระองค์ถือเอาผ้าสีต่างๆ เครื่องอาภรณ์หลายชนิดนานัปการและดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ มายืนห้อมล้อมอยู่โดยรอบ.

ขณะนั้น อาสนะที่ท้าวสักกะประทับนั่งได้มีความร้อนขึ้น ท้าวสักกะนั้นทรงใคร่ครวญอยู่ว่า ใครหนอมีความต้องการจะให้เราเคลื่อนจากที่นี้ ทรงทราบว่าพระโพธิสัตว์มีพระประสงค์จะให้ตกแต่งพระองค์ จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมมาตรัสว่า นี่แน่ะวิสสุกรรมผู้สหาย วันนี้ สิทธัตถกุมารจักเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในเวลาเที่ยงคืน การประดับนี้เป็นการประดับครั้งสุดท้ายของพระองค์ ท่านจงไปยังอุทยานประดับตกแต่งพระมหาบุรุษ ด้วยเครื่องประดับอันเป็นทิพย์.

พระวิสสุกรรมนั้นรับเทวบัญชาแล้ว เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ทันที ด้วยเทวานุภาพเป็นเหมือนกับช่างกัลบกของพระองค์ทีเดียว เอาผ้าทิพย์พันพระเศียรของพระโพธิสัตว์. โดยการสัมผัสมือเท่านั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้ทราบว่า ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ ผู้นี้เป็นเทวบุตร.

เมื่อพอเขาเอาผ้าพันผืนพันพระเศียรเข้า ผ้าพันผืนก็นูนขึ้นโดยอาการคล้ายแก้วมณีบนพระโมลี เมื่อเขาพันอีก ผ้าพันผืนก็นูนขึ้น เพราะเหตุนั้น เมื่อเขาพัน ๑๐ ครั้ง ผ้าหมื่นผืนก็นูนสูงขึ้น.

ใครๆ ไม่ควรคิดว่า พระเศียรเล็ก ผ้ามาก พอกนูนขึ้นได้อย่างไร. เพราะบรรดาผ้าเหล่านั้น ผ้าที่ใหญ่กว่าทุกผืน มีขนาดเท่าดอกมะขามป้อม ผ้าที่เหลือมีขนาดเท่าดอกกระทุ่ม พระเศียรของพระโพธิสัตว์ได้เป็นเหมือนดอกสารภีที่หนาแน่นด้วยเกสรฉะนั้น.

ลำดับนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงแล้ว เมื่อพวกนักดนตรีทั้งปวงแสดงปฏิภาณของตนๆ เมื่อพวกพราหมณ์สรรเสริญด้วยคำมีอาทิว่า ขอพระองค์จงทรงยินดีในชัยชนะ เพราะพวกคนที่ถือการได้ยินได้ฟังว่าเป็นมงคลเป็นต้น สรรเสริญด้วยการประกาศสดุดีด้วยคำอันเป็นมงคลนานัปการ พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นรถอันประเสริฐซึ่งประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง.

สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับว่า มารดาราหุลประสูติพระโอรส จึงส่งสาสน์ไปว่า ท่านทั้งหลายจงบอกความดีใจของเราแก่ลูกของเราด้วย.

พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับข่าวสาสน์นั้นแล้วตรัสว่า ราหุ (ห่วง) เกิดแล้ว เครื่องจองจำเกิดแล้ว.

พระราชาตรัสถามว่า บุตรของเราได้พูดอะไรบ้าง ครั้นได้สดับคำนั้นแล้วจึงตรัสว่า ตั้งแต่นี้ไป หลานของเราจงมีชื่อว่า ราหุลกุมาร.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสด็จขึ้นทรงรถอันประเสริฐ เสด็จเข้าสู่พระนครด้วยพระยศอันยิ่งใหญ่ ด้วยพระสิริโสภาคย์อันรื่นรมย์ใจยิ่งนัก. สมัยนั้น นางขัตติยกัญญาพระนามว่ากีสาโคตมี เสด็จอยู่ ณ พื้นปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ เห็นความสง่าแห่งพระรูปโฉมของพระโพธิสัตว์ผู้กระทำประทักษิณพระนคร ทรงเกิดปีติโสมนัส จึงทรงเปล่งอุทานนี้ว่า

บุรุษเช่นนี้ เป็นบุตรของมารดาใด มารดานั้นก็ดับ ได้แน่

เป็นบุตรของบิดาใด บิดานั้นก็ดับได้แน่ เป็นสามีของนารีใด

นารีนั้นก็ดับได้แน่.

____________________________

หมายถึง สบายใจ, เย็นใจ

พระโพธิสัตว์สดับคำอันเป็นคาถานั้น ทรงดำริว่า พระนางกีสาโคตมีนี้ตรัสอย่างนี้ว่า หทัยของมารดา หทัยของบิดา หทัยของภริยา ผู้เห็นอัตภาพเห็นปานนี้ ย่อมดับทุกข์ได้ เมื่ออะไรหนอดับ หทัยจึงชื่อว่าดับทุกข์ได้.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ผู้มีหทัยคลายความกำหนัดในกิเลสทั้งหลาย ได้มีพระดำริดังนี้ว่า เมื่อไฟคือราคะดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี เมื่อไฟคือโทสะดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี เมื่อไฟคือโมหะดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี เมื่อความเร่าร้อนเพราะกิเลสทั้งปวงมีมานะทิฏฐิเป็นต้นดับ หทัยชื่อว่าดับก็มี พระนางให้เราฟังคำที่ดี ความจริง เรากำลังเที่ยวแสวงหาความดับอยู่ วันนี้แล เราควรทิ้งการครองเรือนออกไปบวชแสวงหาความดับ. นี้จงเป็นส่วนแห่งอาจารย์สำหรับพระนางเถิด แล้วปลดแก้วมุกดาหารมีค่าหนึ่งแสนจากพระศอ ส่งไปประทานแก่พระนางกีสาโคตมี.

พระนางเกิดความโสมนัสว่า สิทธัตถกุมารมีจิตปฏิพัทธ์เราจึงส่งเครื่องบรรณาการมาให้.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นสู่ปราสาทของพระองค์ ด้วยพระสิริโสภาคย์อันยิ่งใหญ่ เสด็จบรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ ในทันใดนั้นเอง เหล่าสตรีนักฟ้อนผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ผู้ศึกษามาดีแล้วในการฟ้อนและการขับเป็นต้น ทั้งงามเลิศด้วยรูปโฉม ประดุจนางเทพกัญญา ถือดนตรีนานาชนิดมาแวดล้อมทำพระโพธิสัตว์ให้อภิรมย์ยินดี ต่างพากันประกอบการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง.

พระโพธิสัตว์ไม่ทรงอภิรมย์ยินดีในการฟ้อนรำเป็นต้น เพราะทรงมีพระหฤทัยเบื่อหน่ายในกิเลสทั้งหลาย ครู่เดียวก็เสด็จเข้าสู่นิทรา.

ฝ่ายสตรีเหล่านั้นคิดกันว่า พวกเราประกอบการฟ้อนรำเป็นต้นเพื่อประโยชน์แก่พระราชกุมารใด พระราชกุมารนั้นเสด็จเข้าสู่นิทราแล้ว บัดนี้พวกเราจะลำบากไปเพื่ออะไร ต่างพากันวางเครื่องดนตรีที่ถือไว้ๆ แล้วก็นอนหลับไป ดวงประทีป น้ำมันหอมยังคงลุกสว่างอยู่.

พระโพธิสัตว์ทรงตื่นบรรทม ทรงนั่งขัดสมาธิบนหลังพระที่บรรทม ได้ทอดพระเนตรเห็นสตรีเหล่านั้นนอนหลับทับเครื่องดนตรีอยู่ บางพวกมีน้ำลายไหล มีตัวเปรอะเปื้อนน้ำลาย บางพวกกัดฟัน บางพวกนอนกรน บางพวกละเมอ บางพวกอ้าปาก บางพวกผ้าหลุดลุ่ยปรากฏอวัยวะเพศอันน่าเกลียด.

พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นอาการผิดแผกของสตรีเหล่านั้น ได้ทรงมีพระหฤทัยเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายยิ่งกว่าประมาณ พื้นใหญ่นั้นตกแต่งประดับประดาไว้แม้จะเป็นเช่นกับภพของท้าวสักกะ ก็ปรากฏแก่พระองค์ประหนึ่งว่า ป่าช้าผีดิบซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิด ภพทั้ง ๓ ปรากฏเหมือนเรือนถูกไฟไหม้ จึงเปล่งอุทานว่า วุ่นวายจริงหนอ ขัดข้องจริงหนอ. พระทัยของพระองค์ทรงน้อมไปเพื่อบรรพชายิ่งขึ้น.

พระโพธิสัตว์นั้นทรงดำริว่า เราออกมหาภิเนษกรมณ์เสียในวันนี้ทีเดียว จึงเสด็จลุกขึ้นจากพระที่บรรทม เสด็จไปใกล้ประตูตรัสว่า ใครอยู่ที่นั่น. นายฉันนะนอนเอาศีรษะหนุนธรณีประตูอยู่กราบทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ข้าพระองค์ ฉันนะ. ตรัสว่า วันนี้เรามีประสงค์จะออกมหาภิเนษกรมณ์ จงจัดหาม้าให้เราตัวหนึ่ง.

เขาทูลรับว่า ได้ พระเจ้าข้า แล้วถือเอาเครื่องม้าไปยังโรงม้า เมื่อดวงประทีปน้ำมันหอมยังลุกโพลงอยู่ เห็นพญาม้ากัณฐกะยืนอยู่บนภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ภายใต้เพดานแผ่นดอกมะลิ คิดว่า วันนี้ เราควรจัดม้าตัวนี้แหละถวาย จึงได้จัดม้ากัณฐกะ.

ม้ากัณฐกะนั้นเมื่อนายฉันนะจัดเตรียมอยู่ ได้รู้ว่าการจัดเตรียมคราวนี้กระชับแน่นจริง ไม่เหมือนการจัดเตรียมในคราวเสด็จประพาสเล่นในสวนเป็นต้น ในวันอื่นๆ วันนี้พระลูกเจ้าของเรา จักมีพระประสงค์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์. ทีนั้นก็มีใจยินดีจึงร้องดังลั่น เสียงนั้นจะพึงกลบไปทั่วทั้งพระนคร แต่เทวดาทั้งหลายกั้นเสียงนั้นไว้มิให้ใครๆ ได้ยิน.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงใช้นายฉันนะไปแล้วทรงดำริว่า เราจักเยี่ยมดูลูกเสียก่อน จึงเสด็จลุกขึ้นจากบัลลังก์ที่ประทับ เสด็จไปยังที่อยู่ของพระมารดาพระราหุล ทรงเปิดประตูห้อง ขณะนั้นดวงประทีปน้ำมันหอมยังลุกไหม้อยู่ในภายในห้อง พระมารดาพระราหุลทรงบรรทมวางพระหัตถ์เหนือเศียรพระโอรส บนที่บรรทมอันเกลื่อนกล่นด้วยดอกมะลิซ้อนและดอกมะลิลาเป็นต้น.

พระโพธิสัตว์ประทับยืนวางพระบาทบนธรณีประตู ทอดพระเนตรดูแล้วทรงดำริว่า ถ้าเราจักเอามือพระเทวีออกแล้วจับลูกของเราไซร้ พระเทวีก็จักตื่นบรรทม เมื่อเป็นอย่างนั้น อันตรายจักมีแก่เรา เราจักเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจักมาเยี่ยมดูลูก ครั้นทรงดำริแล้วจึงเสด็จลงจากพื้นปราสาทไป.

ก็คำที่กล่าวไว้ในอรรถกถาชาดกว่า ตอนนั้น พระราหุลกุมารประสูติได้ ๗ วัน ดังนี้ ไม่มีอยู่ในอรรถกถาที่เหลือ เพราะฉะนั้น พึงถือเอาคำนี้แหละ.

พระโพธิสัตว์เสด็จลงจากพื้นปราสาทอย่างนี้แล้ว เสด็จเข้าไปใกล้ม้าตรัสอย่างนี้ว่า นี่แน่ะพ่อกัณฐกะ วันนี้ เจ้าจงให้เราข้ามฝั่งสักคืนหนึ่งเถิด เราอาศัยเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จักยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามฝั่งด้วย.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ก็กระโดดขึ้นหลังม้ากัณฐกะ. ม้ากัณฐกะโดยความยาวเริ่มแต่คอวัดได้ ๑๘ ศอก ประกอบด้วยส่วนสูงอันเหมาะสมกับความยาวนั้น สมบูรณ์ด้วยกำลังและความเร็ว ตัวขาวปลอดประดุจสังข์ที่ขัดแล้ว. ถ้าม้ากัณฐกะนั้นพึงร้องหรือกระทำเสียงที่เท้า เสียงก็จะพึงกลบไปทั่วทั้งพระนคร เพราะฉะนั้น เทวดาทั้งหลายจึงปิดเสียงร้องของม้านั้นโดยประการที่ใครๆ จะไม่ได้ยิน ด้วยอานุภาพของตน แล้วเอาฝ่ามือเข้าไปรองรับในวาระที่ม้าก้าวเท้าเหยียบไปๆ. พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ท่ามกลางหลังม้าตัวประเสริฐ ให้นายฉันนะจับหางม้า เสด็จถึงยังที่ใกล้ประตูใหญ่ตอนเที่ยงคืน.

ก็ในกาลนั้น พระราชาทรงให้กระทำบานประตูสองบาน แต่ละบานจะต้องใช้บุรุษหนึ่งพันคนเปิด ด้วยทรงพระดำริว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ บุตรของเราจักไม่อาจเปิดประตูเมืองออกไปได้ ไม่ว่าเวลาไหนๆ. แต่พระโพธิสัตว์ทรงสมบูรณ์ด้วยพละกำลัง เมื่อเทียบกับช้าง ทรงกำลังเท่าช้างถึงพันโกฏิเชือก เมื่อเทียบกับบุรุษ ทรงกำลังเท่าบุรุษถึงหมื่นโกฏิ. พระองค์จึงทรงดำริว่า ถ้าใครไม่เปิดประตู วันนี้เรานั่งอยู่บนหลังม้ากัณฐกะนี่แหละ จักเอาขาอ่อนหนีบม้ากัณฐกะพร้อมทั้งนายฉันนะผู้ยืนจับหางอยู่ โดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไป.

ฝ่ายนายฉันนะก็คิดว่า ถ้าประตูไม่เปิด เราจักให้พระลูกเจ้าผู้เป็นนายของตนประทับนั่งบนคอ เอาแขนขวาโอบรอบท้องม้ากัณฐกะกระทำให้อยู่ในระหว่างรักแร้ โดดข้ามกำแพงออกไป.

ฝ่ายม้ากัณฐกะก็คิดว่า ถ้าประตูไม่เปิด เราจักยกนายของตนทั้งที่นั่งอยู่บนหลัง พร้อมทั้งนายฉันนะผู้ยืนจับหางอยู่ โดดข้ามกำแพงออกไป. ถ้าประตูไม่เปิด ชนทั้งสามนั้นคนใดคนหนึ่งพึงทำให้สำเร็จตามที่คิดไว้ได้แน่ แต่เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูเปิดประตูให้.

ในขณะนั้นนั่นเอง มารผู้มีบาปคิดว่าจักให้พระโพธิสัตว์กลับ จึงมายืนอยู่ในอากาศแล้วทูลว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าออกเลย ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป จักรรัตนะจักปรากฏแก่ท่าน ท่านจักครอบครองราชสมบัติในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร จงกลับเถิด ท่านผู้นิรทุกข์.

พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร? มารตอบว่า เราเป็นวสวัตดีมาร.

พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนมาร เรารู้ว่าจักรรัตนะจะปรากฏแก่เรา เราไม่มีความต้องการราชสมบัติ เราจักเป็นพระพุทธเจ้า ทำหมื่นโลกธาตุให้บันลือ.

มารกล่าวว่า จำเดิมแต่บัดนี้ไป ในเวลาที่ท่านคิดถึงกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกก็ตาม เราจักรู้ ดังนี้ คอยหาช่องติดตามไปเหมือนเงาฉะนั้น.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ไม่ทรงห่วงใยละทิ้งจักรพรรดิราชสมบัติอันอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ ประหนึ่งทิ้งก้อนเขฬะ เสด็จออกจากพระนครด้วยสักการะยิ่งใหญ่ ก็ในวันเพ็ญเดือน ๘ เมื่อนักขัตฤกษ์ในเดือน ๘ หลังกำลังดำเนินไปอยู่ พระโพธิสัตว์เสด็จออกไปแล้ว มีพระประสงค์จะแลดูพระนครอีกครั้ง ก็แหละเมื่อพระโพธิสัตว์นั้นมีความคิดพอเกิดขึ้นอย่างนี้เท่านั้น มหาปฐพีเหมือนจะกราบทูลว่า ข้าแต่มหาบุรุษ พระองค์ไม่ต้องหันกลับมาทำการทอดพระเนตรดอก ได้แยกขาดออกหมุนกลับให้ ประดุจวงล้อของนายช่างหม้อ.

พระโพธิสัตว์ประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปทางพระนคร ทอดพระเนตรดูพระนครแล้วทรงแสดงเจดีย์สถานที่กลับม้ากัณฐกะ ณ ปฐพีประเทศนั้น แล้วทรงกระทำม้ากัณฐกะให้บ่ายหน้าไปในทางที่จะเสด็จ ได้เสด็จไปแล้วด้วยสักการะอันยิ่งใหญ่ ด้วยความงามสง่าอันโอฬาร.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้น เทวดาทั้งหลายชูคบเพลิงไปข้างหน้าพระโพธิสัตว์นั้นหกหมื่นดวง ข้างหลังหกหมื่นดวง ข้างขวาหกหมื่นดวงและข้างซ้ายหกหมื่นดวง. เทวดาอีกพวกหนึ่งชูคบเพลิงหาประมาณมิได้ที่ขอบปากจักรวาล. เทวดากับนาคและครุฑเป็นต้นอีกพวกหนึ่ง เดินบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ จุณและธูปอันเป็นทิพย์. ท้องฟ้านภาดลได้เนืองแน่นไปด้วยดอกปาริฉัตรและดอกมณฑารพ เหมือนเนืองแน่นด้วยสายธารน้ำ ในเวลามีเมฆฝนอันหนาทึบ. ทิพยสังคีตทั้งหลายได้บรรเลงแล้ว ดนตรีหกล้านแปดแสนชนิดได้บรรเลงโดยรอบๆ คือด้านหน้าแปดแสน ด้านข้างและด้านหลังด้านละสองล้าน เสียงดนตรีเหล่านั้นย่อมเป็นไป เหมือนเวลาที่เมฆคำรามในท้องมหาสมุทร และเหมือนเวลาที่สาครมีเสียงกึกก้องในท้องภูเขายุคลธร.

พระโพธิสัตว์เสด็จไปด้วยสิริโสภาคย์นี้ ล่วงเลยราชอาณาจักรทั้ง ๓ โดยราตรีเดียวเท่านั้น บรรลุถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที ในที่สุด ๓๐ โยชน์.

ถามว่า ก็สามารถไปเกินกว่านั้นได้หรือไม่?

ตอบว่า ไม่สามารถ หามิได้ เพราะม้านั้นเที่ยวไปทางชายๆ ขอบห้องจักรวาลหนึ่ง เหมือนเหยียบขอบกงของวงล้อที่อยู่ในดุม สามารถจะกลับมาก่อนอาหารเช้าตรู่ แล้วบริโภคอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตน.

ก็ในกาลนั้น ม้าต้องดึงร่างที่ทับถมด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นที่เทวดา นาคและครุฑเป็นต้นยืนโปรยอยู่ในอากาศจนกระทั่งอุรุประเทศขาอ่อน แล้วตะลุยชัฏแห่งของหอมและดอกไม้ไป จึงได้มีความล่าช้ามาก เพราะฉะนั้นจึงไปได้เพียง ๓๐ โยชน์เท่านั้น.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำตรัสถามนายฉันนะว่า แม่น้ำนี้ชื่ออะไร? นายฉันนะทูลว่า ชื่ออโนมานที พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า การบรรพชาของเราจักไม่ทราม จึงเอาส้นพระบาทกระตุ้นให้สัญญาณม้า และม้าก็ได้กระโดดไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้นของแม่น้ำอันกว้าง ๘ อุสภะ.

พระโพธิสัตว์เสด็จลงจากหลังม้า ประทับยืนบนเนินทรายอันเป็นเสมือนแผ่นเงิน แล้วตรัสเรียกนายฉันนะมาตรัสว่า นี่แน่ะฉันนะผู้สหาย เธอจงพาเอาอาภรณ์และม้ากัณฐกะของฉันไป ฉันจักบวช. นายฉันนะทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ แม้ข้าพระองค์ก็จักบวช. พระโพธิสัตว์ตรัสห้ามถึง ๓ ครั้งว่า เธอยังบวชไม่ได้ เธอจะต้องไป จึงทรงมอบอาภรณ์และม้าให้แล้ว ทรงดำริว่า ผมทั้งหลายของเรานี้ไม่สมควรแก่สมณะ ผู้อื่นที่สมควรจะตัดผมของพระโพธิสัตว์ ย่อมไม่มี.

ลำดับนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักเอาพระขรรค์ตัดด้วยตนเองทีเดียว จึงเอาพระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์ เอาพระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา (จุก) พร้อมกับพระเมาลี (มวยผม) แล้วจึงตัด. พระเกสาเหลือประมาณ ๒ องคุลี เวียนขวาแนบติดพระเศียร. พระเกสาเหล่านั้นได้มีอยู่ประมาณนั้นเท่านั้นจนตลอดพระชนม์ชีพ. และพระมัสสุก็ได้มีพอเหมาะกับพระเกสานั้น.

ชื่อว่ากิจในการปลงพระเกสาและพระมัสสุ ไม่มีอีกต่อไป.

พระโพธิสัตว์ถือพระจุฬากับพระเมาลีแล้วทรงอธิษฐานว่า ถ้าเราจักได้เป็นพระสัมพุทธเจ้า จงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าจักไม่ได้เป็น จงตกลงบนแผ่นดิน แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ พระจุฬานั้นลอยขึ้นไปถึงที่มีประมาณโยชน์หนึ่ง แล้วได้ตั้งอยู่ในอากาศ.

ท้าวสักกะเทวราชทรงตรวจดูด้วยทิพยจักษุ แล้วทรงเอาผอบแก้วมีประมาณโยชน์หนึ่งรับไว้ ให้ประดิษฐานไว้ในเจดีย์ชื่อว่าจุฬามณีเจดีย์ ในดาวดึงส์พิภพ.

พระศากยะผู้ประเสริฐ ได้ตัดพระเมาลีอันอบด้วยกลิ่นหอม

อันประเสริฐ แล้วโยนขึ้นไปยังเวหาส ท้าววาสวะผู้มีพระเนตร

ตั้งพัน เอาผอบแก้วอันประเสริฐทูนพระเศียรรับไว้แล.

พระโพธิสัตว์ทรงดำริสืบไปว่า ผ้ากาสิกพัสตร์เหล่านี้ไม่สมควรแก่สมณะสำหรับเรา.

ครั้งนั้น ฆฏิการมหาพรหมผู้เป็นสหายเก่าของพระโพธิสัตว์ ในครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า มีความเป็นมิตรยังไม่เสื่อมคลายตลอดพุทธันดรหนึ่ง คิดว่า วันนี้ สหายเราออกมหาภิเนษกรมณ์ เราจักถือเอาสมณบริขารของสหายเรานั้นไป จึงนำเอาบริขาร ๘ เหล่านี้มาถวายคือ

บริขารเหล่านี้ คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม รัดประคด เป็น ๘

กับผ้ากรองน้ำ ย่อมสมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบความเพียร.

พระโพธิสัตว์นุ่งห่มธงชัยของพระอรหันต์ ทรงถือเพศบรรพชิตอันอุดม แล้วตรัสว่า ฉันนะ เธอจงกราบทูลถึงความสบายไม่ป่วยไข้แก่พระชนกและพระชนนีตามคำของเรา ดังนี้แล้วทรงส่งไป.

นายฉันนะถวายบังคมพระโพธิสัตว์ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป.

ส่วนม้ากัณฐกะได้ยินพระดำรัสของพระโพธิสัตว์ผู้ตรัสอยู่กับนายฉันนะ คิดว่า บัดนี้เราจะไม่ได้เห็นนายของเราอีกต่อไป เมื่อละคลองจักษุไป ไม่อาจอดกลั้นความโศกไว้ได้ มีหทัยแตกตายไป บังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อกัณฐกะ ในภพดาวดึงส์.

ครั้งแรก นายฉันนะได้มีความโศกเพียงอย่างเดียว แต่เพราะม้ากัณฐกะตายไปถูกความโศกครั้งที่สองบีบคั้น จึงได้ร้องไห้ร่ำไรไปยังพระนคร.

พระโพธิสัตว์ครั้นบวชแล้วทรงยับยั้งอยู่ในอนุปิยอัมพวันซึ่งมีอยู่ในประเทศนั้น ๗ วัน ด้วยความสุขอันเกิดจากบรรพชา แล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาทสิ้นหนทาง ๓๐ โยชน์โดยวันเดียวเท่านั้น ได้เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์. ก็ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว ก็เสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก.

พระนครทั้งสิ้นได้ถึงความตื่นเต้น เพราะได้เห็นพระรูปโฉมของพระโพธิสัตว์เท่านั้น เหมือนกรุงราชคฤห์ตื่นเต้นในเมื่อช้างธนปาลกะเข้าไป และเหมือนเทพนครตื่นเต้นในเมื่ออสุรินทราหูเข้าไป.

ราชบุรุษทั้งหลายไปกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ บุคคลชื่อเห็นปานนี้เที่ยวบิณฑบาตในพระนคร ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบเกล้าว่า ผู้นี้ชื่อไร จะเป็นเทพหรือมนุษย์ นาคหรือครุฑ.

พระราชาประทับยืนที่พื้นปราสาท ได้ทรงเห็นพระมหาบุรุษ อัศจรรย์พระหฤทัยไม่เคยเป็น ทรงสั่งพวกราชบุรุษว่า นี่แน่ะพนาย พวกท่านจงไปพิจารณาดู ถ้าจักไม่ใช่มนุษย์ เขาจักออกจากพระนครหายไป ถ้าจักเป็นเทวดา เขาจักไปทางอากาศ ถ้าจักเป็นนาค เขาจักดำดินไป ถ้าจักเป็นมนุษย์เขาจักบริโภคภิกษาหารตามที่ได้.

ฝ่ายพระมหาบุรุษรวบรวมภัตอันสำรวมกัน รู้ว่าภัตมีประมาณเท่านี้ เพียงพอแก่เรา เพื่อที่จะยังอัตภาพให้เป็นไป จึงเสด็จออกจาก พระนครทางประตูที่เสด็จเข้ามานั้นแหละ บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ประทับนั่งใต้ร่มเงาแห่งภูเขาปัณฑวะ เริ่มเสวยพระกระยาหาร.

ลำดับนั้น พระอันตะใส้ใหญ่ของพระมหาบุรุษนั้นได้ถึงอาการจะกลับออกทางพระโอษฐ์.

ลำดับนั้น พระองค์แม้จะทรงอึดอัดด้วยอาหารอันปฏิกูลนั้น เพราะด้วยทั้งพระอัตภาพนั้นไม่ทรงเคยเห็นอาหารนั้นแม้ด้วยพระจักษุ จึงทรงโอวาทตนด้วยพระองค์เองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสิทธัตถะ เธอแม้เกิดในสถานที่ที่บริโภคโภชนะแห่งข้าวสาลีหอมเก็บไว้ ๓ ปี มีรสเลิศต่างๆ ในตระกูลที่หาข้าวและน้ำได้ง่าย ได้เห็นท่านผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรรูปหนึ่งจึงคิดว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จะเป็นผู้เห็นปานนี้ เที่ยวบิณฑบาตบริโภค กาลนั้นจักมีแก่เราไหมหนอ ดังนี้จึงออกบวช บัดนี้ เธอจะกระทำข้อที่คิดไว้นั่นอย่างไร ครั้นทรงโอวาทพระองค์อย่างนี้แล้วไม่มีพระอาการอันผิดแผกเสวยพระกระยาหาร.

ราชบุรุษทั้งหลายเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงสดับคำของทูตแล้ว จึงรีบเสด็จออกจากพระนคร เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ ทรงเลื่อมใสเฉพาะในพระอิริยาบถ จึงทรงยกความเป็นใหญ่ทั้งปวงให้แก่พระโพธิสัตว์.

พระโพธิสัตว์ตรัสว่า มหาบพิตร อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยวัตถุกามหรือกิเลสกาม อาตมภาพปรารถนาพระอภิสัมโพธิญาณอันยอดยิ่ง จึงออกบวช.

พระราชาแม้จะทรงอ้อนวอนเป็นอเนกประการ ก็ไม่ทรงได้น้ำพระทัยของพระโพธิสัตว์ จึงถือเอาปฏิญญาว่า พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แล้ว ก็พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พึงเสด็จมายังแคว้นของหม่อมฉันก่อน.

นี้เป็นความสังเขปในที่นี้ ส่วนความพิสดารพึงตรวจดูปัพพัชชาสูตร นี้ว่า เราจักสรรเสริญการบวช เหมือนท่านผู้มีจักษุบวชแล้วดังนี้ พร้อมทั้งอรรถกถาแล้วพึงทราบเถิด.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕๔

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงให้ปฏิญญาแก่พระราชาแล้ว เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จเข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตร ทำสมาบัติให้เกิดแล้วคิดว่า นี้ไม่ใช่ทางเพื่อการตรัสรู้ จึงยังไม่พอพระทัยสมาบัติภาวนาแม้นั้น เพื่อจะทรงแสดงเรี่ยวแรงและความเพียรของพระองค์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก จึงมีพระประสงค์จะเริ่มตั้งความเพียรใหญ่ จึงเสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ทรงพระดำริว่า ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริงหนอ จึงเสด็จเข้าอยู่ในอุรุเวลาประเทศนั้น เริ่มตั้งมหาปธาน ความเพียรใหญ่.

พระปัญจวัคคีย์มีพระโกณฑัญญะเป็นประธานแม้เหล่านั้น เที่ยวไปเพื่อภิกษาหารในคามนิคมและราชธานีทั้งหลาย ได้ไปประจวบกับพระโพธิสัตว์ ณ ตำบลอุรุเวลาประเทศนั้น. ลำดับนั้น พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นได้อยู่ในสำนักคอยดูอุปัฏฐากพระโพธิสัตว์ผู้เริ่มตั้งมหาปธานความเพียรตลอด ๖ พรรษา ด้วยวัตรปฏิบัติมีการกวาดบริเวณเป็นต้น ด้วยหวังใจว่า เดี๋ยวจักได้เป็นพระพุทธเจ้า เดี๋ยวจักได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ดำริว่า เราจักทำทุกรกิริยาให้ถึงที่สุด จึงทรงยับยั้งอยู่ด้วยข้าวสารเมล็ดงาหนึ่งเป็นต้น ได้ทรงกระทำการตัดอาหารแม้โดยประการทั้งปวง.

ฝ่ายเทวดาทั้งหลายก็นำเอาโอชะทั้งหลายเข้าไปแทรกทางขุมขน.

ลำดับนั้น พระวรกายของพระโพธิสัตว์นั้นแม้จะมีวรรณะดังสีทอง ก็ได้มีวรรณะดำคล้ำไป เพราะไม่มีพระกระยาหารและเพราะได้รับความกะปลกกะเปลี้ยอย่างยิ่ง พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการก็มิได้ปรากฏออกมา. บางคราวเมื่อทรงเพ่งอานาปานกฌานคือลมหายใจเข้าออก ถูกเวทนาใหญ่ครอบงำ ถึงกับสลบล้มลงในที่สุดที่จงกรม.

ลำดับนั้น เทวดาบางพวกกล่าวถึงพระโพธิสัตว์นั้นว่า พระสมณโคดมทำกาลกิริยาแล้ว. เทวดาบางพวกกล่าวว่า นี้เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอรหันต์เท่านั้น.

บรรดาเทวดาเหล่านั้น เทวดาผู้มีความสำคัญว่า พระสมณโคดมทำกาลกิริยาแล้ว ได้ไปกราบทูลแก่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชว่า พระราชโอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว. พระเจ้าสุทโธทนมหาราชตรัสว่า บุตรของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า จะยังไม่ตาย. เทวดาเหล่านั้นกราบทูลว่า พระโอรสของพระองค์ไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงล้มที่พื้นบำเพ็ญเพียรอยู่สวรรคตแล้ว. พระราชาได้ทรงสดับดังนี้ จึงตรัสห้ามว่า เราไม่เชื่อ บุตรของเรายังไม่บรรลุพระโพธิญาณ จะไม่ทำกาลกิริยา.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระราชาจึงไม่ทรงเชื่อ?

ตอบว่า เพราะได้ทรงเห็นปาฏิหาริย์ในวันที่ให้ไหว้พระกาลเทวิลดาบส และที่โคนต้นหว้า.

เมื่อพระโพธิสัตว์กลับได้สัญญาเสด็จลุกขึ้น เทวดาเหล่านั้นได้ไปกราบทูลแก่พระราชาอีกว่า ข้าแต่มหาราช โอรสของพระองค์ไม่มีพระโรคแล้ว.

พระราชาตรัสว่า เรารู้ว่าบุตรของเราไม่ตาย.

เมื่อพระมหาสัตว์ทรงทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ พรรษา กาลเวลาได้เป็นเหมือนขอดปมไว้ในอากาศ. พระมหาสัตว์นั้นทรงดำริว่า ชื่อว่าการทำทุกรกิริยานี้ ย่อมไม่เป็นทางเพื่อที่จะตรัสรู้ จึงเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในคามและนิคม เพื่อจะนำอาหารหยาบมาแล้วเสวยพระกระยาหาร.

ครั้งนั้น มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระมหาสัตว์ก็ได้กลับเป็นปกติ แม้พระกายก็มีวรรณดุจทองคำ.

ภิกษุปัญจวัคคีย์พากันคิดว่า พระมหาบุรุษนี้แม้ทรงทำทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ บัดนี้เที่ยวบิณฑบาตในคามนิคมเป็นต้น นำอาหารหยาบมา จักอาจตรัสรู้ได้อย่างไร พระมหาบุรุษนี้คลายความเพียร เวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้ว การที่พวกเราคิดคาดคะเนเอาคุณวิเศษจากสำนักของพระมหาบุรุษนี้ เหมือนคนผู้ประสงค์จะสนานศีรษะคิดคะเนเอาหยาดน้ำค้างฉะนั้น พวกเราจะประโยชน์อะไรด้วยพระมหาบุรุษนี้ จึงพากันละพระมหาบุรุษ ถือบาตรและจีวรของตนๆ เดินทางไป ๑๘ โยชน์เข้าไปยังป่าอิสิปตนะ.

ก็สมัยนั้นแล ทาริกาชื่อว่าสุชาดา ผู้เกิดในเรือนของเสนานิกุฎุมพี ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เจริญวัยแล้วได้กระทำความปรารถนาที่ต้นไทรต้นหนึ่งว่า ถ้าข้าพเจ้าไปยังเรือนสกุลที่มีชาติเสมอกัน ได้บุตรชายในครรภ์แรกไซร้ ข้าพเจ้าจักทำพลีกรรมโดยบริจาคทรัพย์แสนหนึ่งแก่ท่านทุกปีๆ.

ความปรารถนานั้นของนางสำเร็จแล้ว นางมีความประสงค์จะทำพลีกรรมในวันเพ็ญเดือน ๖ เมื่อครบปีที่ ๖ แห่งพระมหาสัตว์ผู้ทรงทำทุกรกิริยามา และก่อนหน้านั้นแหละ ได้ปล่อยแม่โคนมพันตัวให้เที่ยวไปในป่าชะเอม ให้แม่โคนม ๕๐๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่โคนม ๒๕๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๕๐๐ ตัวนั้น รวมความว่า นางต้องการความข้นความหวานและความมีโอชะของน้ำนม จึงได้กระทำการหมุนเวียนไป จนกระทั่งแม่โคนม ๘ ตัวดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑๖ ตัว ด้วยประการฉะนี้.

ในวันเพ็ญเดือน ๖ นางคิดว่าจักทำพลีกรรมตั้งแต่เช้าตรู่ จึงลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งของราตรี แล้วให้รีดนมแม่โคนม ๘ ตัวนั้น ลูกโคทั้งหลายยังไม่ทันมาใกล้เต้านมของแม่โคนม แต่เมื่อพอนำภาชนะใหม่เข้าไปที่ใกล้เต้านม ธารน้ำนมก็ไหลออกโดยธรรมดาของตน. นางสุชาดาเห็นความอัศจรรย์ดังนั้น จึงตักน้ำนมด้วยมือของตนเองใส่ลงในภาชนะใหม่ แล้วรีบก่อไฟด้วยมือของตนเอง.

เมื่อนางกำลังหุงข้าวปายาสนั้นอยู่ ฟองใหญ่ๆ ผุดขึ้นไหลวนเป็นทักษิณาวัฏ น้ำนมแม้จะแตกออกสักหยาดเดียว ก็ไม่กระเด็นออกไปข้างนอก ควันไฟแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ตั้งขึ้นจากเตาไฟ.

สมัยนั้น ท้าวจตุโลกบาลมาถือการอารักขาที่เตาไฟ ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกะทรงนำดุ้นฟืนมาใส่ไฟให้ลุกโพลงอยู่ เทวดาทั้งหลายรวบรวมเอาโอชะที่สำเร็จแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารมาใส่ลงในข้าวปายาสนั้น ด้วยเทวานุภาพของตนๆ เสมือนคั้นรวงผึ้งซึ่งติดอยู่ที่ท่อนไม้ถือเอาแต่น้ำหวานฉะนั้น.

จริงอยู่ ในเวลาอื่นๆ เทวดาทั้งหลายใส่โอชะในทุกๆ คำข้าว แต่ในวันบรรลุพระสัมโพธิญาณและวันปรินิพพาน ใส่ลงในหม้อเลยทีเดียว.

นางสุชาดาได้เห็นความอัศจรรย์มิใช่น้อยซึ่งปรากฏแก่ตน ณ ที่นั้น ในวันเดียวเท่านั้น จึงเรียกนางปุณณาทาสีมาพูดว่า นี่แน่ะแม่ปุณณา วันนี้เทวดาของพวกเราน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เพราะว่าเราไม่เคยเห็นความอัศจรรย์เห็นปานนี้ ในเวลามีประมาณเท่านี้ เธอจงรีบไปปัดกวาดเทวสถานโดยเร็ว.

นางปุณณาทาสีรับคำของนางแล้วรีบด่วนไปยังโคนไม้.

ในตอนกลางคืนวันนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงเห็นมหาสุบิน ๕ ประการ เมื่อทรงใคร่ครวญดู จึงทรงกระทำสันนิษฐานว่า วันนี้ เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เมื่อราตรีนั้นล่วงไป จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระ ทรงคอยเวลาภิกขาจาร พอเช้าตรู่ จึงเสด็จมาประทับนั่งที่โคนไม้นั้น ยังโคนไม้ทั้งสิ้นให้สว่างไสวด้วยพระรัศมีของพระองค์.

ลำดับนั้น นางปุณณาทาสีนั้นมาได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งที่โคนไม้ มองดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออกอยู่. และต้นไม้ทั้งสิ้นมีวรรณดุจทองคำ เพราะพระรัศมีอันซ่านออกจากพระสรีระของพระองค์. นางปุณณาทาสีนั้นได้เห็นแล้วจึงมีความคิดดังนี้ว่า วันนี้ เทวดาของเราเห็นจะลงจากต้นไม้มานั่งเพื่อคอยรับพลีกรรมด้วยมือของตนเอง จึงเป็นผู้มีความตื่นเต้น รีบมาบอกเนื้อความนั้นแก่นางสุชาดา.

นางสุชาดาได้ฟังคำของนางปุณณาทาสีนั้นแล้วมีใจยินดีพูดว่า ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจงตั้งอยู่ในฐานะเป็นธิดาคนโตของเรา แล้วได้ให้เครื่องอลังการทั้งปวงอันสมควรแก่ธิดา.

ก็เพราะเหตุที่ในวันจะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า ควรจะได้ถาดทองใบหนึ่งซึ่งมีราคาหนึ่งแสน ฉะนั้น นางสุชาดานั้นจึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่าเราจักใส่ข้าวปายาสในถาดทอง นางมีความประสงค์จะให้นำถาดทองราคาหนึ่งแสนมาเพื่อใส่ข้าวปายาสในถาดทองนั้น จึงรำพึงถึงโภชนะที่สุกแล้ว ข้าวปายาสทั้งหมดได้กลิ้งมาตั้งอยู่เฉพาะในถาด เหมือนน้ำกลิ้งมาจากใบปทุมฉะนั้น ข้าวปายาสนั้นได้มีปริมาณเต็มถาดหนึ่งพอดี นางจึงเอาถาดใบอื่นครอบถาดใบนั้นแล้วเอาผ้าขาวพันห่อไว้ ส่วนตนประดับประดาร่างกายด้วยเครื่องประดับทุกอย่างเสร็จแล้ว ทูนถาดนั้นบนศีรษะของตนไปยังโคนต้นไทรด้วยอานุภาพใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์แล้วเกิดความโสมนัสเป็นกำลัง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา จึงโน้มตัวเดินไปตั้งแต่ที่ที่ได้เห็น ปลงถาดลงจากศีรษะแล้วเปิด (ผ้าคลุม) ออก เอาสุวรรณภิงคาร คนโทน้ำทองคำ ตักน้ำที่อบด้วยดอกไม้หอมแล้วได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ยืนอยู่.

บาตรดินที่ฆฏิการมหาพรหมถวายไม่ได้ห่างพระโพธิสัตว์มาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ขณะนั้นได้หายไป พระโพธิสัตว์ไม่ทรงเห็นบาตร จึงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกรับน้ำ นางสุชาดาจึงวางข้าวปายาสพร้อมทั้งถาดลงบนพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษๆ ทรงแลดูนางสุชาดาๆ กำหนดพระอาการได้ทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความชอบใจเถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้วฉันใด แม้มโนรถของท่านก็จงสำเร็จฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่งแสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่าไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับนั่ง ทรงทำประทักษิณต้นไม้ แล้วทรงถือถาดเสด็จไปที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในวันที่พระโพธิสัตว์หลายแสนพระองค์จะตรัสรู้ มีท่าเป็นที่เสด็จลงสรงสนานชื่อว่าสุปติฏฐิตะ จึงทรงวางถาดที่ฝั่งแห่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น แล้วเสด็จลงสรงสนานที่ท่าชื่อว่าสุปติฏฐิตะ แล้วทรงนุ่งห่มธงชัยของพระอรหันต์อันเป็นเครื่องนุ่งห่มของพระพุทธเจ้าหลายแสนพระองค์ ประทับนั่งบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก เสวยข้าวมธุปายาสน้ำน้อยทั้งหมดที่ทรงกระทำให้เป็นปั้น ๔๙ ปั้น ปั้นหนึ่งมีประมาณเท่าจาวตาลสุก ข้าวมธุปายาสนั้นแลได้เป็นพระกระยาหารอยู่ได้ ๔๙ วัน สำหรับพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วประทับอยู่ที่โพธิมัณฑ์ตลอด ๗ สัปดาห์. ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ไม่มีพระกระยาหารอย่างอื่น ไม่มีการสรงสนาน ไม่มีการชำระพระโอษฐ์ ไม่มีการถ่ายพระบังคนหนัก ทรงยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌานและความสุขในผลสมาบัติ.

ก็ครั้นเสวยข้าวมธุปายาสนั้นแล้วทรงถือถาดทองตรัสว่า ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ ถาดนี้จงทวนกระแสน้ำไป ถ้าจักไม่ได้เป็นจงลอยไปตามกระแสน้ำ ครั้นตรัสแล้วทรงลอยไปในกระแสแม่น้ำ.

ถาดนั้นตัดกระแสน้ำไปถึงกลางแม่น้ำ ตรงสถานที่กลางแม่น้ำนั่นแหละ ได้ทวนกระแสน้ำไปสิ้นที่ประมาณ ๘๐ ศอก เสมือนม้าตัวที่สมบูรณ์ด้วยความเร็วฉะนั้น แล้วจมลง ณ ที่น้ำวนแห่งหนึ่งไปถึงภพของพญากาฬนาคราช กระทบถาดเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ส่งเสียงดังกริ๊กๆ แล้วได้รองอยู่ใต้ถาดเหล่านั้น.

พญากาฬนาคราชได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงกล่าวว่า เมื่อวาน พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นองค์หนึ่ง วันนี้บังเกิดขึ้นอีกหนึ่งองค์ แล้วลุกขึ้นกล่าวสรรเสริญด้วยบทหลายร้อยบท. ได้ยินว่า เวลาที่แผ่นดินใหญ่งอกขึ้นเต็มท้องฟ้าประมาณ ๑ โยชน์ ๓ คาวุตได้เป็นเสมือนวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ สำหรับพญากาฬนาคราชนั้น.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทรงพักผ่อนกลางวันอยู่ในสาลวันอันมีดอกบานสะพรั่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ครั้นเวลาเย็น ในเวลาดอกไม้ทั้งหลายหล่นจากขั้ว จึงเสด็จบ่ายพระพักตร์ไปทางต้นโพธิ์ ตามหนทางกว้าง ๘ อุสภะที่เทวดาทั้งหลายประดับประดาไว้ เหมือนราชสีห์เยื้องกรายฉะนั้น.

พวกนาค ยักษ์และครุฑเป็นต้น บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นอันเป็นทิพย์ บรรเลงสังคีตทิพย์เป็นต้น หมื่นโลกธาตุได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน มีดอกไม้เป็นอันเดียวกัน และมีเสียงสาธุการเป็นอย่างเดียวกัน.

สมัยนั้น คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ หาบหญ้าเดินสวนทางมา รู้อาการของพระมหาบุรุษ จึงได้ถวายหญ้า ๘ กำมือ.

พระโพธิสัตว์ทรงถือหญ้าเสด็จขึ้นยังโพธิมัณฑ์ ประทับยืนอยู่ ณ ด้านทิศใต้ บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ขณะนั้น จักรวาลด้านทิศใต้ได้จมลงเป็นเสมือนจรดถึงอเวจีเบื้องล่าง จักรวาลด้านทิศเหนือได้ลอยขึ้นเสมือนจรดถึงภวัคคพรหมเบื้องบน. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า สถานที่นี้เห็นจักไม่เป็นสถานที่ที่จะให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ จึงทรงทำประทักษิณ แล้วเสด็จไปยังด้านทิศตะวันตก ประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปยังทิศตะวันออก. ลำดับนั้น จักรวาลด้านตะวันตกจมลงเป็นเสมือนจรดถึงอเวจีเบื้องล่าง จักรวาลด้านตะวันออกได้ลอยขึ้นเป็นเสมือนจรดถึงภวัคคพรหมเบื้องบน.

ได้ยินว่า ในที่ที่พระโพธิสัตว์นั้นประทับยืนแล้วๆ มหาปฐพีได้ยุบลงและนูนขึ้นเหมือนวงล้อของเกวียนใหญ่ซึ่งสอดใส่อยู่ในดุม ถูกเหยียบที่ชายขอบของกงฉะนั้น.

พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แม้สถานที่นี้ก็เห็นจักไม่เป็นสถานที่ให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ จึงทรงทำประทักษิณ แล้วเสด็จไปยังด้านทิศเหนือ ประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศใต้. ลำดับนั้น จักรวาลด้านทิศเหนือได้ทรุดลงเป็นประหนึ่งจรดถึงอเวจีเบื้องล่าง จักรวาลด้านทิศใต้ได้ลอยขึ้นเป็นเสมือนจรดถึงภวัคคพรหมเบื้องบน. พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แม้สถานที่นี้ก็เห็นจักไม่เป็นสถานที่ให้บรรลุพระสัมโพธิญาณ จึงทรง กระทำประทักษิณ. เสด็จไปยังด้านทิศตะวันออกประทับยืนบ่ายพระพักตร์ไปด้านทิศตะวันตก.

ก็ในด้านทิศตะวันออกได้มีสถานที่ตั้งบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง สถานที่นั้นจึงไม่หวั่นไหวไม่สั่นสะเทือน. พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า สถานที่นี้อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงไม่ทรงละ เป็นสถานที่ไม่หวั่นไหว เป็นสถานที่กำจัดกรงคือกิเลส จึงทรงจับปลายหญ้าเหล่านั้นเขย่า. ทันใดนั้นเอง ได้มีบัลลังก์สูง ๑๔ ศอก หญ้าแม้เหล่านั้นก็ตั้งอยู่โดยสัณฐาน เห็นปานที่ช่างเขียนหรือช่างโบกฉาบผู้ฉลาดยิ่งก็ไม่สามารถจะเขียนหรือโบกฉาบได้.

พระโพธิสัตว์ทรงกระทำลำต้นโพธิ์ไว้เบื้องปฤษฎางค์ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทรงมีพระมนัสมั่นคง ทรงนั่งคู้อปราชิตบัลลังก์ ซึ่งแม้ฟ้าจะผ่าลงมาถึงร้อยครั้งก็ไม่แตกทำลาย โดยทรงอธิษฐานว่า

เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง

เอ็น และกระดูก ก็ตามที เรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้.

สมัยนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า สิทธัตถกุมารต้องการจะล่วงพ้นอำนาจของเรา บัดนี้ เราจักไม่ให้สิทธัตถกุมารนั้นล่วงพ้นไปได้ จึงไปยังสำนักของพลมาร บอกเนื้อความนั้นแล้ว ให้ทำการประกาศชื่อมารโฆษณาแล้วพาพลมารออกไป. เสนามารนั้นได้มีอยู่ข้างหน้าของมาร ๑๒ โยชน์ ข้างขวาและข้างซ้ายข้างละ ๑๒ โยชน์ ข้างหลังตั้งอยู่จรดชายขอบเขตจักรวาลสูงขึ้นเบื้องบน ๙ โยชน์ ซึ่งเมื่อโห่ร้อง เสียงโห่ร้องจะได้ยินเหมือน เสียงแผ่นดินทรุดตั้งแต่พันโยชน์ไป.

ครั้งนั้น เทวบุตรมารขี่ช้างคิริเมขล์ สูงร้อยห้าสิบโยชน์ นิรมิตแขนหนึ่งพันถืออาวุธนานาชนิด บริษัทมารแม้ที่เหลือตั้งแต่สองตนขึ้นไป จะเป็นเหมือนตนเดียวกันถืออาวุธอย่างเดียวกันหามีไม่ ต่างมีรูปร่างต่างๆ กัน มีหน้าคนละอย่างกัน ถืออาวุธต่างชนิดกัน พากันมาจู่โจมพระโพธิสัตว์.

ส่วนเทวดาในหมื่นจักรวาลกำลังยืนกล่าวสดุดีพระมหาสัตว์อยู่. ท้าวสักกเทวราชยืนเป่าสังข์วิชยุตร ได้ยินว่าสังข์นั้นมีขนาดประมาณ ๑๒๐ ศอก เมื่อเป่าให้กินลมไว้คราวเดียว จะมีเสียงอยู่ตลอด ๔ เดือนไม่หมดเสียง พญามหากาฬนาคยืนพรรณนาพระคุณเท่านั้นเกินกว่าร้อยบท ท้าวมหาพรหมยืนกั้นเศวตฉัตร.

ก็เมื่อพลมารเข้าไปใกล้โพธิมัณฑ์ บรรดาเทพเหล่านั้นแม้องค์หนึ่ง ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ต่างพากันหนีหน้าไปจากที่ที่อยู่ตรงหน้าๆ แม้พญากาฬนาคราชก็ดำดินไปมัญเชริกนาคพิภพซึ่งมีขนาด ๕๐๐ โยชน์ นอนเอามือทั้งสองปิดหน้า แม้ท้าวสักกเทวราชก็ลากสังข์วิชยุตรไปยืนที่ขอบปากจักรวาล. ท้าวมหาพรหมจับยอดเศวตฉัตรเสด็จไปยังพรหมโลกทันที. แม้เทวดาองค์หนึ่งชื่อว่าผู้สามารถยืนอยู่มิได้มีเลย แต่พระมหาบุรุษพระองค์เดียวเท่านั้นประทับอยู่.

ฝ่ายมารกล่าวกะบริษัทของตนว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย ชื่อว่าบุรุษอื่นผู้จะเสมอเหมือนพระสิทธัตถะโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ย่อมไม่มี พวกเราจักไม่อาจทำการรบต่อหน้า พวกเราจักทำการรบทางด้านหลัง.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงมองทั้งสามด้านได้เห็นแต่ความว่างเปล่า เพราะเทวดาทั้งปวงพากันหนีไปหมด. พระองค์ทรงเห็นพลมารจู่โจมเข้ามาทางด้านเหนืออีก จึงทรงดำริว่าชนมีประมาณเท่านี้กระทำความพากเพียรใหญ่โต เพราะมุ่งหมายเอาเราผู้เดียว ในที่นี้เราไม่มีบิดามารดา พี่น้องหรือญาติไรๆ อื่น แต่บารมี ๑๐ นี้เท่านั้นเป็นเสมือนบริวารชนที่เราชุบเลี้ยงไว้ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น เราควรทำบารมีเท่านั้นให้เป็นยอดของหมู่พล เอาศาสตราคือบารมีนั่นแหละประหาร กำจัดหมู่พลนี้เสีย ดังนี้แล้ว จึงทรงนั่งรำพึงถึงบารมีทั้ง ๑๐ ประการ.

ลำดับนั้น เทวบุตรมารคิดว่าจักบันดาลให้พระสิทธัตถกุมารหนีไปเฉพาะด้วยลม จึงบันดาลมณฑลของลมให้ตั้งขึ้น. ขณะนั้นเอง ลมทั้งหลายอันต่างด้วยลมด้านทิศตะวันออกเป็นต้นก็ตั้งขึ้นมา แม้สามารถจะทำลายยอดภูเขาซึ่งมีประมาณกึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ กระทำป่า กอไม้และต้นไม้เป็นต้นให้มีรากขึ้นข้างบน แล้วทำคามนิคมรอบๆ ให้ละเอียดเป็นจุณวิจุณ แต่มีอานุภาพถูกเดชแห่งบุญของพระมหาบุรุษกำจัดเสียแล้ว พอมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถที่จะทำแม้มาตรว่าชายจีวรของพระโพธิสัตว์ให้ไหวได้.

ลำดับนั้น เทวบุตรมารจึงคิดว่า จักเอาน้ำมาท่วมทำพระสิทธัตถะให้ตาย จึงบันดาลฝนห่าใหญ่ให้ตั้งขึ้น, ด้วยอานุภาพของเทวบุตรมารนั้น เมฆฝนอันมีร้อยหลืบพันหลืบเป็นต้นเป็นประเภทตั้งขึ้นซ้อนๆ กัน แล้วตกลงมา. ด้วยกำลังแห่งสายธารของน้ำฝน แผ่นดินได้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่. มหาเมฆที่ลอยมาทางส่วนเบื้องบนของป่าและต้นไม้เป็นต้น ไม่อาจให้น้ำแม้เท่าก้อนหยาดน้ำค้างเปียกที่จีวรของพระมหาสัตว์.

ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนหินให้ตั้งขึ้น ยอดภูเขายอดใหญ่ๆ คุกรุ่นเป็นควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์.

ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนเครื่องประหารให้ตั้งขึ้น เครื่องประหารมีดาบ หอกและลูกศรเป็นต้น มีคมข้างเดียว มีคมสองข้าง คุเป็นควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์.

ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนถ่านเพลิงให้ตั้งขึ้น ถ่านเพลิงทั้งหลายมีสีดังดอกทองกวาว ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระโพธิสัตว์ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์ โปรยปรายลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์.

ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนเถ้ารึงให้ตั้งขึ้น เถ้ารึงมีสีดังไฟร้อนอย่างยิ่ง ลอยมาทางอากาศก็กลายเป็นจุณของจันทน์ตกลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์.

ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนทรายให้ตั้งขึ้น ทรายทั้งหลายละเอียดยิบ คุเป็นควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์ตกลงแทบบาทมูลของพระมหาสัตว์.

ลำดับนั้น จึงบันดาลห่าฝนเปือกตมให้ตั้งขึ้น เปือกตมนั้นคุเป็นควันไฟลุกโพลง ลอยมาทางอากาศ ก็กลายเป็นเครื่องลูบไล้อันเป็นทิพย์ตกลงแทบบาทมูลของพระโพธิสัตว์.

ลำดับนั้น เทวบุตรมารได้บันดาลความมืดให้ตั้งขึ้น ด้วยคิดว่าเราจักทำให้พระสิทธัตถะกลัวด้วยความมืดนี้แล้วหนีไป. ความมืดนั้นเป็นความมืดตื้อ เหมือนความมืดอันประกอบด้วยองค์ ๔ (คือแรม ๑๔ ค่ำ ป่าชัฏ เมฆทึบและเที่ยงคืน) พอถึงพระโพธิสัตว์ก็อันตรธานหายไป เหมือนความมืดที่ถูกกำจัดด้วยแสงสว่างของดวงอาทิตย์ฉะนั้น.

มารนั้นเมื่อไม่สามารถทำให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยลม ฝน ห่าฝนหิน ห่าฝนเครื่องประหาร ห่าฝนถ่านเพลิง ห่าฝนเถ้ารึง ห่าฝนทราย ห่าฝนเปือกตม และห่าฝนคือความมืด ทั้ง ๙ ประการนี้ด้วยประการอย่างนี้ได้ จึงสั่งบริษัทของตนว่า พนาย พวกท่านจะหยุดอยู่ทำไม จงจับพระสิทธัตถะกุมารนี้ จงฆ่า จงให้หนีไป แม้ตนเองก็นั่งอยู่บนคอช้างคิริเมขล์ ถือจักราวุธเข้าไปใกล้พระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า สิทธัตถะ ท่านจงลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้ บัลลังก์นี้ไม่ถึงแก่ท่าน บัลลังก์นี้ถึงแก่เรา.

พระมหาสัตว์ได้ฟังคำของมารนั้นแล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนมาร ท่านไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ ไม่ได้บำเพ็ญอุปบารมี ๑๐ ไม่ได้บำเพ็ญปรมัตถบารมี ๑๐ มหาบริจาค ๕ ก็ไม่ได้บำเพ็ญ ท่านไม่ได้บำเพ็ญญาตัตถจริยา โลกัตถจริยา พุทธัตถจริยา ทั้งหมดนั้น เราเท่านั้นบำเพ็ญมาแล้ว เพราะฉะนั้น บัลลังก์นี้จึงไม่ถึงแก่ท่าน บัลลังก์นี้ถึงแก่เราเท่านั้น.

มารโกรธ อดกลั้นกำลังของความโกรธไว้ไม่ได้ จึงขว้างจักราวุธใส่พระมหาบุรุษ จักราวุธนั้น เมื่อพระมหาบุรุษรำพึงถึงบารมี ๑๐ ทัศอยู่นั่นแล ได้กลายเป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่ ณ ส่วนเบื้องบน. ได้ยินว่า จักราวุธนั้นคมกล้านัก มารโกรธแล้วขว้างไปในที่อื่น จะตัดเสาหินอันเป็นแท่งเดียวทึบขาดไป เหมือนตัดหน่อไม้ไผ่. แต่บัดนี้ เมื่อจักราวุธ นั้นกลายเป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่ บริษัทมารที่เหลือจึงพากันปล่อยยอดเขาหินใหญ่ ให้กลิ้งมาด้วยคิดว่า พระสิทธัตถะจักลุกจากบัลลังก์หนีไปในบัดนี้. ยอดเขาหินแม้เหล่านั้น เมื่อพระมหาบุรุษรำพึงถึงบารมี ๑๐ ทัศอยู่ก็กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ตกลงบนภาคพื้น. เทวดาทั้งหลายที่อยู่ ณ ขอบปากจักรวาลก็ยืดคอเงยศีรษะขึ้นแลดูด้วยคิดว่า โอ! อัตภาพอันถึงความเลิศด้วยพระรูปโฉมของพระสิทธัตถกุมาร ฉิบหายเสียแล้วหนอ พระสิทธัตถกุมารนั้นจักทรงกระทำอย่างไรหนอ.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสว่า บัลลังก์ที่ถึงในวันนี้เป็นที่ตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ย่อมถึงแก่เรา จึงตรัสกะมารผู้ยืนอยู่ว่า ดูก่อนมาร ในภาวะที่ท่านได้ให้ทาน ใครเป็นสักขีพยาน.

มารเหยียดมือไปตรงหน้าพลมารโดยพูดว่า คนเหล่านี้มีประมาณเท่านี้แลเป็นสักขีพยาน. ขณะนั้น เสียงของบริษัทมารได้ดังขึ้นว่า เราเป็นสักขีพยาน เราเป็นสักขีพยาน ได้เป็นเหมือนเสียงแผ่นดินทรุด.

ลำดับนั้น มารกล่าวกะพระมหาบุรุษว่า สิทธัตถะ ในภาวะที่ท่านให้ทานไว้แล้ว ใครเป็นสักขีพยาน.

พระมหาบุรุษตรัสว่า ในภาวะที่เราให้ทาน ตนผู้มีจิตใจเป็นพยานก่อน แต่ในที่นี้ เราไม่มีใครๆ ที่มีจิตใจเป็นสักขีพยานให้ได้ ทานที่เราให้ในอัตภาพอื่นๆ จงยกไว้ก่อน เอาแค่ในภาวะที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วได้ให้สัตตสดกมหาทานก่อน ปฐพีอันหนาใหญ่นี้แม้จะไม่มีจิตใจก็เป็นสักขีพยานได้ จึงทรงนำออกเฉพาะพระหัตถ์เบื้องขวาจากภายในกลีบจีวร แล้วทรงชี้ไปตรงหน้ามหาปฐพี โดยตรัสว่า ในภาวะที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วให้สัตตสดกมหาทาน ท่านเป็นสักขีพยานหรือไม่ได้เป็น. มหาปฐพีได้บันลือขึ้นเหมือนจะท่วมทับพลมาร ด้วยร้อยเสียง พันเสียง แสนเสียงว่า ในกาลนั้น เราเป็นสักขีพยานท่าน.

แต่นั้น เมื่อพระมหาบุรุษทรงพิจารณาถึงทานที่ให้ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรอยู่ว่า สิทธัตถะ มหาทาน อุดมทาน ท่านได้ให้แล้ว ดังนี้ ช้างคิริเมขล์สูง ๑๕๐ โยชน์คุกเข่าลงบนแผ่นดิน บริษัทมารพากันหนีไปยังทิศานุทิศ มาร ๒ ตนชื่อว่าหนีไปทางเดียวกันย่อมไม่มี พากันทิ้งอาภรณ์ที่ศีรษะและผ้าที่นุ่งห่ม แล้วหนีไปทางทิศที่ตรงหน้าๆ นั่นเอง.

แต่นั้น หมู่เทพได้เห็นพลมารหนีไป พวกเทวดาจึงประกาศแก่พวกเทวดา พวกนาคจึงประกาศแก่พวกนาค พวกครุฑจึงประกาศแก่พวกครุฑ พวกพรหมจึงประกาศแก่พวกพรหมว่า ความปราชัยเกิดแก่มารแล้ว ชัยชนะเกิดแก่สิทธัตถกุมารแล้ว พวกเราจักทำการบูชาชัยชนะ ดังนี้ ต่างถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นมายังโพธิบัลลังก์อันเป็นสำนักของพระมหาบุรุษ.

ก็เมื่อพลมารเหล่านั้นหนีไปอย่างนี้แล้ว

ในกาลนั้น หมู่เทพมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ

พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมีชัยชนะ

ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว.

ในกาลนั้น หมู่นาคมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ

พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมีชัยชนะ

ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว.

ในกาลนั้น หมู่ครุฑมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ

พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ทรงมีชัยชนะ

ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว.

ในกาลนั้น หมู่พรหมมีใจเบิกบาน ประกาศความชนะของ

พระมเหสีเจ้า ณ โพธิมัณฑ์ว่า พระพุทธเจ้าผู้มีสิรินี้ ทรงมีชัยชนะ

ส่วนมารผู้ลามกปราชัยแล้ว ฉะนี้แล.

เทวดาในหมื่นจักรวาลที่เหลือได้บูชาด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ กับได้กล่าวสดุดีนานัปการอยู่.

เมื่อพระอาทิตย์ยังทอแสงอยู่อย่างนี้นั่นแล พระมหาบุรุษทรงกำจัดมารและพลมารได้ อันกาบใบมหาโพธิพฤกษ์ซึ่งตกลงเบื้องบนจีวร ประหนึ่งกลีบแก้วประพาฬแดงบูชาอยู่ ทรงระลึกบุพเพนิวาสญาณได้ในปฐมยาม ทรงชำระทิพยจักษุได้ในมัชฌิมยาม ทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจสมุปบาทได้ในปัจฉิมยาม.

ครั้งเมื่อพระมหาบุรุษนั้นทรงพิจารณาปัจจยาการอันประกอบด้วยบท ๑๒ บท โดยอนุโลมและปฏิโลม ด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะ หมื่นโลกธาตุได้ไหวถึง ๑๒ ครั้งจนจรดน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด.

ก็เมื่อพระมหาบุรุษทรงยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือแล้ว ทรงรู้แจ้งแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณในเวลาอรุณขึ้น หมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นก็ได้มีการตกแต่งประดับประดา แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักรวาลทิศตะวันออก กระทบขอบปากจักรวาลทิศตะวันตก.

อนึ่ง แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักรวาลทิศตะวันตก กระทบขอบปากจักรวาลทิศตะวันออก. แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักรวาลทิศใต้กระทบขอบปากจักรวาลทิศเหนือ แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่ขอบปากจักรวาลทิศเหนือกระทบขอบปากจักรวาลทิศใต้. แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่พื้นแผ่นดิน ได้ตั้งจรดถึงพรหมโลก แผ่นผ้าของธงทั้งหลายที่ยกขึ้นที่พรหมโลก ก็ตั้งอยู่จรดถึงบนพื้นแผ่นดิน.

ต้นไม้ดอกไม้ในหมื่นจักรวาลก็ออกดอก ต้นไม้ผลก็เต็มไปด้วยพวงผล. ปทุมชนิดลำต้นก็ออกดอกที่ลำต้น ปทุมชนิดกิ่งก็ออกดอกที่กิ่ง ปทุมชนิดเครือเถาออกดอกที่เครือเถา ปทุมชนิดที่ห้อยในอากาศก็ออกดอกในอากาศ ปทุมชนิดเป็นก้านก็ทำลายพื้นศิลาทึบเป็นดอกบัวตั้งขึ้นซ้อนๆ กัน. หมื่นโลกธาตุได้เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้ เหมือนกลุ่มดอกไม้ที่เขาวนๆ แล้วโยนไป และเหมือนเครื่องลาดดอกไม้ที่เขาลาดไว้อย่างดี.

โลกันตริกนรกกว้าง ๘ พันโยชน์ในระหว่างจักรวาลทั้งหลาย ไม่เคยสว่างแม้ด้วยแสงอาทิตย์ ๗ ดวง ในกาลนั้นได้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. มหาสมุทรลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ได้กลายเป็นน้ำหวาน. แม่น้ำทั้งหลายไม่ไหล คนบอดแต่กำเนิดแลเห็นรูป คนหนวกแต่กำเนิดได้ยินเสียง. คนง่อยเปลี้ยแต่กำเนิดก็เดินได้ เครื่องจองจำคือขื่อคาเป็นต้นก็ขาดตกไปเอง.

พระมหาบุรุษอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บูชาอยู่ด้วยสิริสมบัติหาประมาณมิได้ด้วยประการอย่างนี้ เมื่ออัจฉริยธรรมทั้งหลายมีประการมิใช่น้อยปรากฏแล้ว ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงมิได้ทรงละว่า

เราเมื่อแสวงหานายช่างผู้กระทำเรือน เมื่อไม่ประสบ

ได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์.

นี่แน่ะนายช่างผู้กระทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักไม่ได้

กระทำเรือนอีกต่อไป ซี่โครงทั้งหมดของท่านเราหักเสียแล้ว

ยอดเรือนเราก็กำจัดแล้ว จิตของเราถึงวิสังขารคือพระนิพพาน

แล้ว เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว ดังนี้.

ฐานะมีประมาณเท่านี้ โดยเริ่มตั้งแต่พิภพดุสิตจนกระทั่งบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่โพธิมัณฑ์นี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าอวิทูเรนิทาน ด้วยประการฉะนี้. จบอวิทูเรนิทานกถา

สันติเกนิทานกถา

ก็สันติเกนิทาน ท่านกล่าวว่า ย่อมได้เฉพาะในที่นั้นๆ อย่างนี้ว่า "สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันอันเป็นอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี" ดังนี้และว่า "ประทับอยู่ในกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี" ดังนี้ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น สันติเกนิทานแม้นั้นพึงทราบตั้งแต่ต้นอย่างนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่งบนชยบัลลังก์ ทรงเปล่งอุทานแล้วได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า เราแล่นไปถึงสี่อสงไขยแสนกัป ก็เพราะเหตุบัลลังก์นี้ เพราะเหตุบัลลังก์นี้แหละ เราได้ตัดศีรษะอันประดับแล้วที่คอให้ไปแล้วตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราควักนัยน์ตาที่หยอดดีแล้วและเชือดหทัยให้ไปแล้ว ให้บุตรเช่นกับชาลีกุมาร ให้ธิดาเช่นกับกัณหาชินากุมารีและให้ภริยาเช่นกับพระมัทรีเทวี เพื่อเป็นทาสของคนอื่นๆ บัลลังก์ของเรานี้เป็นบัลลังก์ชัย เป็นบัลลังก์มั่นคง เมื่อเรานั่งบนบัลลังก์นี้แล้วความดำริเต็มบริบูรณ์ เราจักไม่ออกจากบัลลังก์นี้ก่อน ดังนี้ พระองค์จึงประทับนั่งเข้าสมาบัติหลายแสนโกฏิ ณ บัลลังก์นั้นนั่นแหละตลอด ๗ วันซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียวตลอดสัปดาห์.

ครั้งนั้น เทวดาบางพวกเกิดความปริวิตกขึ้นว่า แม้วันนี้ พระสิทธัตถะก็ยังมีกิจที่จะต้องทำอยู่เป็นแน่ เพราะยังไม่ละความอาลัยในบัลลังก์ พระศาสดาทรงทราบความปริวิตกของเทวดาทั้งหลาย เพื่อจะทรงระงับความปริวิตกของเทวดาเหล่านั้น จึงทรงเหาะขึ้นสู่เวหาส ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์.

จริงอยู่ ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำที่มหาโพธิมัณฑ์ก็ดี ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำในสมาคมพระญาติก็ดี ปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำในสมาคมชาวปาตลีบุตรก็ดี ทั้งหมดได้เป็นเช่นกับยมกปาฏิหาริย์ที่ทรงกระทำที่ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์.

พระศาสดาครั้นทรงระงับความวิตกของเทวดาทั้งหลายด้วยปาฏิหาริย์นี้อย่างนี้แล้ว จึงประทับยืนทางด้านทิศเหนือติดกับทิศตะวันออก เยื้องจากบัลลังก์ไปเล็กน้อย ทรงพระดำริว่า เราแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณที่บัลลังก์นี้หนอ จึงทรงลืมพระเนตรแลดูบัลลังก์และต้นโพธิ์ อันเป็นสถานที่บรรลุผลแห่งบารมีทั้งหลาย ที่ทรงบำเพ็ญมาสี่อสงไขยแสนกัป ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์. สถานที่นั้นจึงชื่อว่าอนิมิสเจดีย์.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงนิรมิตที่จงกรมในระหว่างบัลลังก์กับสถานที่ที่ประทับยืน ทรงจงกรมอยู่บนรัตนจงกรมอันยาวจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก ยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์ สถานที่นั้นจึงชื่อว่ารัตนจงกรมเจดีย์.

ก็ในสัปดาห์ที่ ๔ เทวดาทั้งหลายนิรมิตเรือนแก้วทางด้านทิศพายัพจากต้นโพธิ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้วนั้น ทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎกและพระสมันตปัฏฐานอนันตนัยในพระอภิธรรมปิฏกนั่นโดยพิเศษ ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์. ส่วนนักอภิธรรมทั้งหลายกล่าวว่า ที่ชื่อว่าเรือนแก้ว ไม่ใช่เรือนที่ทำด้วยแก้ว ๗ ประการ แต่สถานที่ที่ทรงพิจารณาปกรณ์ทั้ง ๗ เรียกว่าเรือนแก้ว. แต่เพราะเหตุที่ท่านประยุกต์เรื่องทั้งสองนั้นเข้าไว้ในที่นี้โดยปริยาย เพราะฉะนั้น ควรถือเอาทั้งสองเรื่องนั้นนั่นแหละ ก็จำเดิมแต่นั้นมา สถานที่นั้นจึงชื่อว่ารัตนฆรเจดีย์.

พระศาสดาทรงยับยั้งอยู่ ๔ สัปดาห์เฉพาะบริเวณใกล้ต้นโพธิ์เท่านั้นด้วยประการอย่างนี้ ในสัปดาห์ที่ ๕ เสด็จจากควงไม้โพธิ์ไปยังไม้อชปาลนิโครธ ประทับนั่งพิจารณาพระธรรมและเสวยวิมุตติสุข ณ ต้นอชปาลนิโครธแม้นั้น.

สมัยนั้น มารผู้มีบาปคิดว่า เราติดตามอยู่ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ แม้จะเพ่งมองหาช่องอยู่ ก็ไม่ได้เห็นความพลั้งพลาดอะไรๆ ของสิทธัตถะนี้ บัดนี้ สิทธัตถะนี้ก้าวล่วงพ้นอำนาจของเราเสียแล้ว จึงถึงความโทมนัส นั่งอยู่ในหนทางใหญ่ เมื่อคิดถึงเหตุ ๑๖ ประการจึงขีดเส้น ๑๖ เส้นลงบนแผ่นดิน คือคิดว่า เราไม่ได้บำเพ็ญทานบารมีเหมือนสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้ ดังนี้ แล้วขีดลงไปเส้นหนึ่ง.

อนึ่ง คิดว่า เราไม่ได้บำเพ็ญศีลบารมี ฯลฯ เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี เหมือนสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นเหมือนสิทธัตถะนี้ ดังนี้แล้วขีดเส้น (ที่ ๒ ถึงเส้น) ที่ ๑๐.

อนึ่ง คิดว่า เราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอดอินทริยปโรปริยัตติญาณอันไม่ทั่วไปแก่คนอื่น เหมือนสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ได้เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้ ดังนี้แล้วขีดเส้นที่ ๑๑.

อนึ่ง คิดว่า เราไม่ได้บำเพ็ญบารมี ๑๐ อันเป็นอุปนิสัยแก่การแทงตลอดอาสยานุสยญาณ ฯลฯ มหากรุณาสมาปัตติญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณ อนาวรณญาณและสัพพัญญุตญาณอันไม่ทั่วไปแก่คนอื่น เหมือนดังสิทธัตถะนี้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นเช่นกับสิทธัตถะนี้ ดังนี้แล้ว ขีดเส้นที่ ๑๒ ถึงเส้นที่ ๑๖. มารนั่งขีดเส้น ๑๖ เส้นอยู่ที่หนทางใหญ่ เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ ด้วยประการฉะนี้.

ก็สมัยนั้นธิดาของมาร ๓ นาง คือ นางตัณหา นางราคาและนางอรดี คิดว่า บิดาของพวกเราไม่ปรากฏ บัดนี้ อยู่ที่ไหนหนอ จึงพากันมองหา ได้เห็นบิดาผู้มีความโทมนัสนั่งขีดแผ่นดินอยู่ จึงพากันไปยังสำนักของบิดาแล้วถามว่า ท่านพ่อ เพราะเหตุไร ท่านพ่อจึงเป็นทุกข์ หม่นหมองใจ.

มารกล่าวว่า ลูกเอ๋ย มหาสมณะนี้ ล่วงพ้นอำนาจของเราเสียแล้ว พ่อคอยดูอยู่ตลอดเวลาประมาณเท่านี้ ไม่อาจได้เห็นช่องคือโทษของมหาสมณะนี้ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงเป็นทุกข์หม่นหมองใจ.

ธิดามารกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านพ่ออย่าเสียใจเลย ลูกๆ จักทำมหาสมณะนั่นไว้ในอำนาจของตนๆ แล้วพามา. มารกล่าวว่า ลูกเอ๋ย มหาสมณะนี้ ใครๆ ไม่อาจทำไว้ในอำนาจได้ บุรุษผู้นี้ตั้งอยู่ในศรัทธาอันไม่หวั่นไหว. ธิดามารกล่าวว่า ท่านพ่อ พวกลูกชื่อว่าเป็นสตรี ลูกๆ จักเอาบ่วงคือราคะเป็นต้น ผูกมหาสมณะนั้น นำมาเดี๋ยวนี้แหละ ท่านพ่ออย่าคิดไปเลย ครั้นกล่าวแล้วจึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พวกข้าพระบาทจะบำเรอบาทของพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่ใจถึงคำของพวกนาง ทั้งไม่ทรงลืมพระเนตรแลดู ทรงนั่งเสวยสุขอันเกิดแต่วิเวกอย่างเดียว เพราะทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม.

ธิดามารคิดกันอีกว่า ความประสงค์ของพวกผู้ชายเอาแน่ไม่ได้ บางพวกมีความรักหญิงเด็กๆ บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในปฐมวัย บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในมัชฌิมวัย บางพวกรักหญิงผู้อยู่ในปัจฉิมวัย ถ้ากระไร พวกเราควรเอารูปต่างอย่างเข้าไปล่อแล้วยึดเอา จึงนางหนึ่งๆ นิรมิตอัตภาพของตนๆ โดยเป็นรูปหญิงวัยรุ่นเป็นต้น คือเป็นหญิงวัยรุ่น เป็นหญิงยังไม่คลอด เป็นหญิงคลอดคราวเดียว เป็นหญิงคลอดสองคราว เป็นหญิงกลางคนและเป็นหญิงผู้ใหญ่ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ๖ ครั้งแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าพระบาททั้งหลายจะบำเรอบาทของพระองค์. แม้ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงใส่พระทัย โดยประการที่ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิอันยอดเยี่ยม.

ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นธิดามารเหล่านั้นเข้าไปหา โดยเป็นหญิงผู้ใหญ่ จึงทรงอธิษฐานว่า หญิงเหล่านี้จงเป็นคนฟันหักมีผมหงอก. คำของเกจิอาจารย์นั้นไม่ควรเชื่อถือ. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้ทรงกระทำอธิษฐานเห็นปานนั้นก็หามิได้ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงหลีกไป พวกเธอเห็นอะไรจึงพยายามอย่างนี้ ควรทำกรรมชื่อเห็นปานนี้ เบื้องหน้าของคนผู้ยังไม่ปราศจากราคะเป็นต้น ก็ตถาคตละราคะ โทสะ โมหะแล้ว จึงทรงปรารภถึงการละกิเลสของพระองค์ ทรงแสดงธรรมตรัสคาถา ๒ คาถาในพุทธวรรค ธรรมบท ดังนี้ว่า

ความชนะอันผู้ใดชนะแล้วไม่กลับแพ้ ใครๆ จะนำความชนะ

ของผู้นั้นไปไม่ได้ในโลก ท่านทั้งหลายจักนำพระพุทธเจ้าพระองค์

นั้น ผู้มีอารมณ์ไม่มีที่สุด ผู้ไม่มีร่องรอย ไปด้วยร่องรอยอะไร.

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่มีตัณหาดุจข่าย ส่ายไปในอารมณ์

ต่างๆ เพื่อจะนำไปในที่ไหน ท่านทั้งหลายจักนำพระพุทธเจ้าพระองค์

นั้น ผู้มีอารมณ์ไม่มีที่สุด ผู้ไม่มีร่องรอยไปด้วยร่องรอยอะไร ดังนี้.

ธิดามารเหล่านั้นพากันกล่าวคำมีอาทิว่า นัยว่าเป็นความจริง บิดาของพวกเราได้กล่าวไว้ว่า พระอรหันต์สุคตเจ้าในโลก ใครๆ จะนำไปง่ายๆ ด้วยราคะ หาได้ไม่ ดังนี้แล้วพากันกลับมายังสำนักของบิดา.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ที่อชปาลนิโครธนั้นนั่นแหละตลอดสัปดาห์ แต่นั้นได้เสด็จไปยังโคนไม้มุจลินท์. ณ ที่นั้นเกิดฝนพรำอยู่ตลอด ๗ วัน เพื่อจะป้องกันความหนาวเป็นต้น พญานาคชื่อมุจลินท์ เอาขนดวง ๗ รอบ ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่เหมือนประทับอยู่ในพระคันธกุฎีอันไม่คับแคบ ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์ แล้วเสด็จเข้าไปยังต้นราชายตนะ แม้ ณ ที่นั้นก็ทรงยับยั้งเสวยวิมุตติสุขอยู่ตลอดสัปดาห์.

โดยลำดับกาลเพียงเท่านี้ก็ครบ ๗ สัปดาห์บริบูรณ์.

ในระหว่างนี้ไม่มีการสรงพระพักตร์ ไม่มีการปฏิบัติพระสรีระ ไม่มีกิจด้วยพระกระยาหาร แต่ทรงยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขและผลสุขเท่านั้น.

ครั้นในวันที่ ๔๙ อันเป็นที่สุดของ ๗ สัปดาห์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ที่ต้นราชายตนะนั้น เกิดพระดำริขึ้นว่าจักสรงพระพักตร์. ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงนำผลสมออันเป็นยาสมุนไพรมาถวาย. พระศาสดาเสวยผลสมอนั้น ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้มีการถ่ายพระบังคนหนัก.

ลำดับนั้น ท้าวสักกะนั่นแลได้ถวายไม้ชำระพระทนต์ชื่อนาคลดา และน้ำบ้วนพระโอษฐ์ น้ำสรงพระพักตร์แก่พระองค์ พระศาสดาทรงเคี้ยวไม้ชำระพระทนต์นั้น แล้วบ้วนพระโอษฐ์ สรงพระพักตร์ด้วยน้ำจากสระอโนดาต เสร็จแล้วยังคงประทับนั่งอยู่ที่โคนไม้ราชายตนะนั้นนั่นแหละ.

สมัยนั้น พาณิช ๒ คนชื่อตปุสสะและภัลลิกะ เดินทางจากอุกกลชนบท จะไปยังมัชฌิมประเทศ ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม ผู้อันเทวดาผู้เป็นญาติสาโลหิตของตนในชาติก่อนกั้นเกวียนไว้ ให้มีความอุตสาหะในการจัดพระกระยาหารถวายแด่พระศาสดา จึงถือเอาข้าวตูก้อนและขนมน้ำผึ้ง (ขนมหวาน) แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงอาศัยความอนุเคราะห์ รับพระกระยาหารของข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด ดังนี้แล้วน้อมถวายพระศาสดาแล้วยืนอยู่.

เพราะบาตรได้อันตรธานหายไปในวันรับข้าวปายาส พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงดำริว่า พระตถาคตเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รับที่มือ เราจะรับที่อะไรหนอ.

ลำดับนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์จากทิศทั้ง ๔ รู้พระดำริของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงน้อมถวายบาตรทั้งหลายอันแล้วด้วยแก้วอินทนิล พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงรับบาตรเหล่านั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงน้อมถวายบาตร ๔ ใบ อันแล้วด้วยศิลามีสีดังถั่วเขียว เพื่อจะทรงอนุรักษ์ศรัทธาของท้าวมหาราชทั้ง ๔ จึงทรงรับบาตรแม้ทั้ง ๔ ใบ ทรงวางซ้อนๆ กันแล้วทรงอธิษฐานว่า จงเป็นบาตรใบเดียว บาตรทั้ง ๔ ใบจึงมีรอยปรากฏอยู่ที่ขอบปาก รวมเข้าเป็นใบเดียวกัน โดยประมาณบาตรขนาดกลาง.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระกระยาหารที่บาตรอันล้วนด้วยศิลามีค่ามากนั้น เสวยแล้วได้ทรงกระทำอนุโมทนา.

พาณิชพี่น้องสองคนนั้นถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ ได้เป็นทฺเววาจิกอุบาสก คืออุบาสกผู้กล่าวถึงสรณะสอง.

ลำดับนั้น พาณิชทั้งสองคนนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงโปรดประทานฐานะอันควรที่จะพึงปรนนิบัติแก่ข้าพระองค์ทั้งสองด้วยเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระเศียรของพระองค์ แล้วได้ประทานพระเกศธาตุทั้งหลายให้ไป. พาณิชทั้งสองนั้นบรรจุพระเกศธาตุเหล่านั้นไว้ภายในผอบทองคำ ประดิษฐานพระเจดีย์ไว้ในนครของตน.

ก็จำเดิมแต่นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับไปยังต้นอชปาลนิโครธอีก แล้วประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นนิโครธ. ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพอประทับนั่งที่ควงต้นนิโครธนั้นเท่านั้น ทรงพิจารณาถึงความที่ธรรมอันพระองค์ทรงบรรลุแล้วเป็นธรรมลึกซึ้ง ความตรึกอันพระพุทธเจ้าทั้งปวงเคยประพฤติกันมา ถึงอาการคือความไม่ประสงค์จะทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่าอื่น บังเกิดขึ้นว่า ธรรมนี้เราบรรลุได้โดยยากแล.

ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทรงดำริว่า ท่านผู้เจริญ โลกจักพินาศหนอ ท่านผู้เจริญ โลกจักพินาศหนอ จึงทรงพาท้าวสักกะ ท้าวสุยามะ ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมมานรดี ท้าววสวัตดีและท้าวมหาพรหมทั้งหลายจากหมื่นจักรวาล เสด็จมายังสำนักของพระศาสดา ทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรม.

พระศาสดาทรงให้ปฏิญญาแก่ท้าวสหัมบดีพรหมนั้น แล้วทรงดำริอยู่ว่า เราควรแสดงธรรมกัณฑ์แรกแก่ใครหนอ ทรงยังพระดำริให้เกิด ขึ้นว่าอาฬารดาบสเป็นบัณฑิต เธอจักรู้ธรรมนี้ได้เร็วพลัน จึงทรงตรวจดูอีก ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้นกระทำกาละได้ ๗ วันแล้ว จึงทรงรำพึงถึงอุทกดาบส ได้ทรงทราบว่า แม้อุทกดาบสนั้นก็ได้กระทำกาละเสียเมื่อพลบค่ำวานนี้ จึงทรงมนสิการปรารภถึงพระปัญจวัคคีย์ว่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะมากมายแก่เรา จึงทรงรำพึงว่า บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้นอยู่ที่ไหนหนอ ได้ทรงทราบว่าอยู่ในป่าอิสิปตนมิคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี จึงเสด็จเที่ยวบิณฑบาตไปรอบๆ โพธิมัณฑ์ประทับอยู่ ๒-๓ วัน แล้วทรงดำริว่า ในวันเพ็ญเดือน ๘ เราจักไปเมืองพาราณสี ประกาศพระธรรมจักร จึงในดิถีที่ ๑๔ ค่ำแห่งปักษ์ เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง เมื่อราตรีสว่างตั้งขึ้นแล้ว พอเช้าตรู่ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จดำเนินสิ้นหนทาง ๑๘ โยชน์ ในระหว่างทางทรงพบอุปกอาชีวก จึงตรัสบอกถึงความที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าแก่อุปกอาชีวกนั้น แล้วเสด็จถึงป่าอิสิปตนะในเวลาเย็นวันนั้นเอง.

พระปัญจวัคคีย์เห็นพระตถาคตเสด็จมาแต่ไกล ได้กระทำกติกากันว่า นี่แน่ะอาวุโสทั้งหลาย พระสมณโคดมนี้เวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากในปัจจัย มีร่างกายสมบูรณ์ มีอินทรีย์ผ่องใส มีวรรณดุจทอง กำลังเสด็จมา พวกเราจักไม่ทำสามีจิกรรมมีการไหว้เป็นต้นแก่พระสมณโคดมนี้ แต่เธอประสูติในตระกูลใหญ่ ย่อมควรจัดอาสนะไว้ ด้วยเหตุนั้น พวกเราปูลาดเพียงอาสนะไว้เพื่อเธอ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงรำพึงว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านี้คิดกันอย่างไรหนอ ก็ได้ทราบวาระจิตด้วยพระญาณอันสามารถทรงทราบอาจาระแห่งจิตของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก.

ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงประมวลเมตตาจิตอันสามารถแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปโดยไม่เจาะจง ในเทวดาและมนุษย์ทั้งมวล แล้วทรงแผ่เมตตาจิตไปในพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นด้วยอำนาจการแผ่โดยเจาะจง. พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้สัมผัสด้วยเมตตาจิตแล้ว เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จเข้าไปใกล้ ไม่อาจดำรงอยู่ตามกติกาของตน ได้พากันลุกขึ้นทำกิจทั้งปวงมีการอภิวาทเป็นต้น แต่ไม่รู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงร้องเรียกพระองค์โดยพระนามและโดยวาทะว่า "อาวุโส" ทั้งสิ้น.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นรู้ว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า โดยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าเรียกตถาคตโดยชื่อและโดยวาทะว่า "อาวุโส" เลย ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้แล้วประทับนั่งบนพุทธอาสน์อันประเสริฐที่ปูลาดไว้ เมื่อประจวบกับดาวนักษัตรแห่งเดือน ๘ หลังกำลังดำเนินไป อันพรหม ๑๘ โกฏิห้อมล้อมแล้ว จึงตรัสเรียกพระเถระปัญจวัคคีย์มา ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรอันยอดเยี่ยม เพริศแพร้วด้วยญาณ ๖ มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒.

บรรดาพระเถระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พระโกณฑัญญเถระส่งญาณไปตามกระแสแห่งเทศนา ในเวลาจบพระสูตรก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับพรหม ๑๘ โกฏิ.

พระศาสดาทรงเข้าจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นนั่นเอง ในวันรุ่งขึ้น ประทับนั่งทรงโอวาทพระวัปปเถระ อยู่ในวิหารนั่นแล พระเถระที่เหลือทั้ง ๔ รูปเที่ยวบิณฑบาต. ในเวลาเช้านั่นเอง พระวัปปเถระก็บรรลุพระโสดาปัตติผล โดยวิธีนี้นั่นแล ทรงให้พระเถระทั้งหมดดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล คือวันรุ่งขึ้นให้พระภัททิยเถระบรรลุ วันรุ่งขึ้นให้พระมหานามเถระบรรลุ วันรุ่งขึ้นให้พระอัสสชิเถระบรรลุ.

ครั้นในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ให้พระเถระทั้ง ๕ ประชุมกันแล้วทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ในเวลาจบเทศนา พระเถระทั้ง ๕ ดำรงอยู่ในพระอรหัต.

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของยสกุลบุตร ตรัสเรียกเขาผู้เบื่อหน่ายละเรือนออกไปในตอนกลางคืนว่า มานี่เถิด ยสะ ทรงให้เขาดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผลในตอนกลางคืนนั่นแหละ แล้วให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตในวันรุ่งขึ้น แล้วทรงให้ชน ๕๔ คนแม้อื่นอีกผู้เป็นสหายของพระยสะนั้นบรรพชาด้วยเอหิภิกขุบรรพชา แล้วทรงให้บรรลุพระอรหัต.

ก็เมื่อพระอรหันต์ ๖๑ องค์เกิดขึ้นในโลกด้วยประการอย่างนี้แล้ว.

พระศาสดาทรงออกพรรษาปวารณาแล้ว ทรงส่งภิกษุ ๖๐ รูปไปในทิศทั้งหลายด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปดังนี้เป็นต้น ส่วนพระองค์เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ในระหว่างทางทรงแนะนำภัททวัคคีย์กุมาร ๓๐ คนในชัฏป่าฝ้าย.

บรรดาภัททวัคคีย์กุมารเหล่านั้น คนสุดท้ายเขาทั้งหมดได้เป็นพระโสดาบัน คนเหนือกว่าเขาทั้งหมดได้เป็นพระอนาคามี พระองค์ทรงให้ภัททวัคคีย์กุมารทั้งหมดแม้นั้นบรรพชา ด้วยความเป็นเอหิภิกขุเหมือนกัน แล้วทรงส่งไปในทิศทั้งหลาย แล้วพระองค์เสด็จถึงอุรุเวลาประเทศ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ปาฏิหาริย์ ทรงแนะนำชฎิลสามพี่น้องมีอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น มีชฎิลหนึ่งพันเป็นบริวาร ทรงให้บรรพชาด้วยความเป็นเอหิภิกขุแล้ว ให้นั่งที่คยาสีสประเทศ ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตด้วยอาทิตตปริยายเทศนา อันพระอรหันต์หนึ่งพันองค์ห้อมล้อม แล้วได้เสด็จไปยังอุทยานลัฏฐิวัน ณ ชานพระนครราชคฤห์โดยพระประสงค์ว่า จักทรงเปลื้องปฏิญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสาร พระราชาทรงสดับข่าวจากสำนักของนายอุยยานบาลว่า พระศาสดาเสด็จมา จึงทรงห้อมล้อมด้วยพราหมณ์และคหบดี ๑๒ นหุต (คือ ๑๒ หมื่น) เสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทรงซบพระเศียรลงที่พระบาทของพระตถาคต อันมีฝ่าพระบาทวิจิตรด้วยลายจักร กำลังเปล่งรัศมีสุกสกาวขึ้น ประดุจเพดานอันดาดด้วยแผ่นทองคำ แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พร้อมทั้งบริษัท.

ลำดับนั้น พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า พระมหาสมณะประพฤติพรหมจรรย์ในพระอุรุเวลกัสสปะ หรือว่าพระอุรุเวลกัสสปะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นด้วยพระหทัย จึงตรัสกะพระอุรุเวลกัสสปะ ด้วยพระคาถาว่า

ดูก่อนกัสสปะ เธออยู่ในตำบลอุรุเวลามานาน ซูบผอม

เพราะกำลังพรต เป็นผู้กล่าวสอนประชาชน เห็นโทษอะไร

หรือจึงละไปเสีย เราถามเนื้อความนี้กะเธอ อย่างไรเธอจึง

ละการบูชาไฟเสียเล่า.

ฝ่ายพระเถระก็ทราบความประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ยัญทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญ รูป เสียง กลิ่น รส

ที่น่าใคร่ และหญิงทั้งหลาย ข้าพระองค์รู้ว่า นี้เป็นมลทิน

ในอุปธิทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในการ

เซ่นสรวงและการบูชา ดังนี้.

เพื่อจะประกาศความที่ตนเป็นสาวก จึงซบศีรษะลงที่หลังพระบาทของพระตถาคตแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส ๗ ครั้ง คือ ๑ ชั่วลำตาล ๒ ชั่วลำตาล ๓ ชั่วลำตาลจนกระทั่งประมาณ ๗ ชั่วลำตาล แล้วลงมาถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

มหาชนได้เห็นปาฏิหาริย์ดังนั้น จึงกล่าวเฉพาะกถาสรรเสริญพระคุณของพระศาสดาเท่านั้นว่า น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพมาก เพราะแม้พระอุรุเวลกัสสปะ ชื่อว่าผู้มีทิฏฐิจัดอย่างนี้ สำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์ ก็ถูกพระตถาคตทรมาน ทำลายข่ายคือทิฏฐิเสียแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่ได้ทรมานอุรุเวลกัสสปะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในอดีตกาล อุรุเวลกัสสปะนี้เราก็ได้ทรมานแล้ว เพราะเหตุเกิดเรื่องนี้ขึ้น จึงตรัสมหานารทกัสสปชาดก แล้วทรงประกาศสัจจะ ๔.

พระราชาพร้อมกับบริวาร ๑๑ นหุต ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล บริวาร ๑ นหุตประกาศความเป็นอุบาสก. พระราชาประทับนั่งอยู่ในสำนักของพระศาสดานั่นเอง ทรงประกาศความสบายพระทัย ๕ ประการแล้วทรงถึงสรณะ ทรงนิมนต์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ แล้วเสด็จลุกขึ้นจากอาสน์ กระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเสด็จหลีกไป.

วันรุ่งขึ้น พวกชนชาวเมืองราชคฤห์ทั้งสิ้นนับได้ ๑๘ โกฏิ ทั้งที่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเมื่อวันวานกับทั้งที่ไม่ได้เห็น ต่างมีความประสงค์จะเห็นพระตถาคต จึงพากันจากเมืองราชคฤห์ไปยังลัฏฐิวันอุทยานแต่เช้าตรู่. หนทาง ๓ คาวุตไม่พอจะเดิน. ลัฏฐิวันอุทยานทั้งสิ้นแน่นขนัด. มหาชนแม้เห็นพระอัตภาพอันถึงความงามเลิศแห่งพระรูปโฉมของ้พระทศพล ก็ไม่อาจกระทำให้อิ่ม. นี้ชื่อว่าภูมิของการพรรณนา.

จริงอยู่ ในฐานะเห็นปานนี้พึงพรรณนาความสง่าแห่งพระรูปกายแม้ทั้งหมด อันมีประเภทแห่งพระลักษณะและพระอนุพยัญชนะเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่ออุทยานและทางเดินแน่นขนัด ด้วยมหาชนผู้จะดูพระสรีระของพระทศพล อันถึงความงามเลิศด้วยพระรูปโฉมอย่างนี้ แม้ภิกษุรูปเดียวก็ไม่มีโอกาสออกไปได้.

นัยว่า วันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจะต้องขาดพระกระยาหาร เพราะฉะนั้น อาสนะที่ท้าวสักกะประทับนั่ง จึงแสดงอาการร้อนอันมีเหตุให้รู้ว่าข้อนั้นอย่าได้มีเลย. ท้าวสักกะทรงรำพึงดูรู้เหตุนั้นแล้ว จึงนิรมิตเพศเป็นมาณพน้อย กล่าวคำสดุดีอันประกอบด้วยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เสด็จลงเบื้องพระพักตร์ของพระทศพล กระทำที่ว่างด้วยเทวานุภาพ เสด็จไปเบื้องหน้ากล่าวคุณของพระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะงามดุจลิ่มทองสิงคี ผู้ทรง

ฝึกแล้ว ทรงหลุดพ้นแล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พร้อมกับพระ

ปุราณชฎิลผู้ฝึกตนได้แล้ว ผู้หลุดพ้นแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะงามดุจลิ่มทองสิงคี ผู้หลุด

พ้นแล้ว ทรงข้ามได้แล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พร้อมกับพระ

ปุราณชฎิลผู้พ้นแล้ว ผู้ข้ามได้แล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้ามีวรรณะงามดุจลิ่มทองสิงคี ผู้สงบ

แล้ว ทรงสงบแล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พร้อมกับพระปุราณ

ชฎิล ผู้สงบแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีธรรมเครื่องอยู่ ๑๐ มีพระ

กำลัง ๑๐ ทรงรู้แจ้งธรรม ๑๐ และประกอบด้วยพระคุณ ๑๐

มีบริวารหนึ่งพัน เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์แล้ว ดังนี้.

ในกาลนั้น มหาชนเห็นความสง่าแห่งรูปของมาณพน้อยแล้วคิดว่า มาณพน้อยผู้นี้มีรูปงามยิ่งหนอ ก็พวกเราไม่เคยเห็นเลย จึงกล่าวว่า มาณพน้อยผู้นี้มาจากไหน หรือว่ามาณพน้อยผู้นี้เป็นของใคร.

มาณพได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า

พระสุคตเจ้าพระองค์ใด ทรงเป็นปราชญ์ ทรงฝึกพระองค์

ได้ในที่ทั้งปวง บริสุทธิ์ ไม่มีบุคคลเปรียบปาน เป็นพระอรหันต์

ในโลก เราเป็นคนรับใช้ของพระสุคตเจ้าพระองค์นั้น ดังนี้.

พระศาสดาเสด็จดำเนินตามทาง ซึ่งมีช่องว่างที่ท้าวสักกะกระทำไว้อันภิกษุหนึ่งพันแวดล้อมเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์. พระราชาถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจักไม่อาจอยู่ โดยเว้นพระรัตนตรัย หม่อมฉันจักมายังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาบ้าง ไม่ใช่เวลาบ้าง ก็อุทยานชื่อว่าลัฏฐิวันไกลเกินไป แต่อุทยานชื่อว่าเวฬุวันของหม่อมฉันแห่งนี้ ไม่ไกลเกินไป ไม่ใกล้เกินไป สมบูรณ์ด้วยการไปและการมา เป็นเสนาสนะสมควรแก่พระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอุทยานเวฬุวันของหม่อมฉันนี้เถิด แล้วทรงเอาพระสุวรรณภิงคารตักน้ำอันมีสีดังแก้วมณีอบด้วยดอกไม้หอม เมื่อจะทรงบริจาคพระเวฬุวันอุทยาน จึงทรงหลั่งน้ำให้ตกลงบนพระหัตถ์ของพระทศพล.

เมื่อทรงรับพระเวฬุวันอุทยานนั้นนั่นแล มหาปฐพีได้หวั่นไหวซึ่งมีอันให้รู้ว่า มูลรากของพระพุทธศาสนาได้หยั่งลงแล้ว.

จริงอยู่ ในพื้นชมพูทวีป ยกเว้นพระเวฬุวันเสีย ชื่อว่าเสนาสนะอื่นที่ทรงรับแล้ว มหาปฐพีไหว ไม่มีเลย. แม้ในตามพปัณณิทวีปคือเกาะลังกา ยกเว้นมหาวิหารเสีย ชื่อว่าเสนาสนะอื่นที่รับแล้วแผ่นดินไหว ก็ย่อมไม่มี.

พระศาสดาครั้นทรงรับพระเวฬุวนารามแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาแก่พระราชาแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จไปยังพระเวฬุวัน.

ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกสองคนคือสารีบุตรและโมคคัลลานะ อาศัยกรุงราชคฤห์แสวงหาอมตธรรมอยู่. ในปริพาชกสองคนนั้น สารีบุตรปริพาชกเห็นพระอัสสชิเถระเข้าไปบิณฑบาตมีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไปนั่งใกล้ฟังคาถามีอาทิว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ดังนี้ ได้ตั้งอยู่ในพระโสดาปัตติผล แล้วได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละแก่โมคคัลลานปริพาชกผู้เป็นสหายของตน แม้โมคคัลลานปริพาชกนั้นก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

ปริพาชกทั้งสองนั้นจึงอำลาสัญชัยปริพาชกไปบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งบริษัทของตน. บรรดาท่านทั้งสองนั้น พระโมคคัลลานะบรรลุพระอรหัตโดย ๗ วัน พระสารีบุตรบรรลุพระอรหัตโดยกึ่งเดือน พระศาสดาทรงตั้งพระเถระทั้งสองนั้นไว้ในตำแหน่งอัครสาวก และในวันที่พระสารีบุตรเถระบรรลุพระอรหัตนั่นแหละ ได้ทรงกระทำสันนิบาตคือประชุมพระสาวก.

ก็เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในพระเวฬุวันอุทยานนั้นนั่นแล พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทรงสดับว่า ข่าวว่าบุตรของเราประพฤติทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี จึงบรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้วประกาศพระธรรมจักรอันบวร เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ในพระเวฬุวันดังนี้ จึงตรัสเรียกอำมาตย์คนหนึ่งมาตรัสว่า มานี่แน่ะพนาย ท่านมีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวารเดินทางไปกรุงราชคฤห์ กล่าวตามคำของเราว่า พระเจ้าสุทโธทนมหาราชพระราชบิดาของพระองค์มีพระประสงค์จะพบ ดังนี้แล้วจงพาบุตรของเรามา.

อำมาตย์ผู้นั้นรับพระราชดำรัสของพระราชาใส่เศียรเกล้าว่า พระพุทธเจ้าข้า แล้วมีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร รีบเดินทางไปสิ้นหนทาง ๖๐ โยชน์ แล้วเข้าไปยังพระวิหาร ในเวลาที่พระทศพลประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔.

อำมาตย์นั้นคิดว่า พระราชสาสน์ของพระราชาที่ส่งมาจงงดไว้ก่อน จึงยืนอยู่ท้ายบริษัทฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ทั้งที่ยืนอยู่นั่นแล ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับบุรุษพันหนึ่ง จึงทูลขอบรรพชา.

พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ทันใดนั้นเอง คนทั้งหมดได้เป็นผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นดุจพระเถระมีพรรษา ๖๐ พรรษา.

ก็ตามธรรมดาพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมกลายเป็นผู้มัธยัสถ์ไปตั้งแต่เวลาที่ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น พระผู้เป็นอำมาตย์นั้นจึงมิได้กราบทูลข่าวที่พระราชาส่งมาแด่พระทศพล.

พระราชาทรงดำริว่า อำมาตย์ผู้ที่ไปยังไม่กลับมา ข่าวสาสน์ก็ไม่ได้ฟัง จึงส่งอำมาตย์คนอื่นไปโดยทำนองนั้นนั่นแลว่า มานี่แน่ะพนาย ท่านจงไป. อำมาตย์แม้คนนั้นไปแล้วได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งบริษัทก็ได้เป็นผู้นิ่งเสีย โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแหละ. พระราชาทรงสั่งอำมาตย์อื่นไปอีก ๗ คน โดยทำนองนี้แหละว่า มานี่แน่ะพนาย ท่านจงไป.

อำมาตย์ที่พระราชาทรงส่งไปนั้นทั้งหมด เป็นบุรุษบริวาร ๙ พันคน เป็นอำมาตย์ ๙ คน ทำกิจของตนเสร็จแล้ว เป็นผู้นิ่งเสีย อยู่แต่ในกรุงราชคฤห์นั้นเท่านั้น.

พระราชาไม่ทรงได้อำมาตย์ผู้จะนำ แม้แต่ข่าวสาสน์มาบอก จึงทรงพระดำริว่า ชนแม้มีประมาณเท่านี้ไม่นำกลับมาแม้แต่ข่าวสาสน์ เพราะไม่มีความรักในเรา ใครหนอจักกระทำตามคำสั่งของเรา เมื่อทรงตรวจดูพลของหลวงทั้งหมดก็ได้ทรงเห็นกาฬุทายีอำมาตย์.

ได้ยินว่า กาฬุทายีอำมาตย์นั้นเป็นผู้จัดราชกิจทั้งปวง เป็นคนภายใน เป็นอำมาตย์ผู้มีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เกิดวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ เป็นสหายเล่นหัวกันมา.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกกาฬุทายีอำมาตย์นั้นมาว่า นี่แน่ะพ่อกาฬุทายี ฉันอยากจะเห็นบุตรของฉัน จึงส่งอำมาตย์ ๙ คนกับบุรุษผู้เป็นบริวาร ๙ พันไป บรรดาคนเหล่านั้นแม้คนเดียวชื่อว่าผู้จะมาบอกเพียงแต่ข่าวสาสน์ก็ไม่มี ก็อันตรายแห่งชีวิตของเรารู้ได้ยาก เรายังมีชีวิตอยู่ปรารถนาจะเห็นบุตร เธอจักอาจแสดงบุตรแก่เราหรือหนอ.

กาฬุทายีอำมาตย์กราบทูลว่า จักอาจพระเจ้าข้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าจักได้บวช.

พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ เธอจะบวชหรือไม่บวชก็ตาม จงแสดงบุตรแก่เรา.

กาฬุทายีอำมาตย์ทูลรับพระบัญชาว่า ได้พระเจ้าข้า แล้วถือพระราชสาสน์ไปยังกรุงราชคฤห์ ยืนอยู่ท้ายบริษัทในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้ว พร้อมทั้งบริวารบรรลุพระอรหัตแล้วบวชด้วยความเป็นเอหิภิกขุอยู่.

พระศาสดาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตลอดภายในพรรษาแรกประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ออกพรรษาปวารณาแล้วเสด็จไปยัง ตำบลอุรุเวลา ประทับอยู่ที่ตำบลอุรุเวลานั้นตลอด ๓ เดือน ทรงแนะนำชฎิลสามพี่น้องแล้วมีภิกษุหนึ่งพันเป็นบริวาร ในวันเพ็ญเดือนยี่ เสด็จไปกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ ๒ เดือน.

โดยลำดับกาลมีประมาณเท่านี้ เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองพาราณสีเป็นเวลา ๕ เดือน. ฤดูเหมันต์ทั้งสิ้นได้ล่วงไปแล้ว. ตั้งแต่วันที่พระกาฬุทายีเถระมาถึง เวลาได้ล่วงไปแล้ว ๗-๘ วัน ในวันเพ็ญเดือน ๔ พระเถระคิดว่า บัดนี้ฤดูเหมันต์ล่วงไปแล้ว วสันตฤดูกำลังย่างเข้ามา พวกมนุษย์ถอนข้าวกล้าเป็นต้นเสร็จแล้ว ให้หนทางตามที่ตรงหน้าๆ (หมายความว่าบ่ายหน้าไปทางไหน มีทางไปได้ทั้งนั้น) แผ่นดินก็ปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจี ราวป่ามีดอกไม้บานสะพรั่ง หนทางเหมาะแก่การที่จะเดินทาง เป็นกาลที่พระทศพลจะกระทำการสงเคราะห์พระญาติ.

ลำดับนั้น ท่านพระกาฬุทายีจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พรรณนาการเสด็จดำเนินไปยังนครแห่งราชสกุลของพระทศพล ด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ต้นไม้ทั้งหลายมีสีแดง กำลังทรงผล

สลัดใบแล้ว ต้นไม้เหล่านั้น สว่างโพลงดุจมีเปลวไฟ ข้าแต่มหาวีระ

ถึงสมัยที่เหมาะสมแก่การที่พระองค์จะรื่นรมย์ ฯลฯ

สถานที่ไม่เย็นจัด ไม่ร้อนจัด ไม่อัตคัดและอดอยากนัก พื้น

ภูมิภาคมีหญ้าแพรกเขียวสด ข้าแต่พระมหามุนี กาลนี้เป็นกาล

สมควรที่จะเสด็จไป ดังนี้.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระกาฬุทายีเถระว่า ดูก่อนอุทายี เพราะเหตุไรหนอ เธอจึงพรรณนาการไป ด้วยเสียงอันไพเราะ. พระกาฬุทายีเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชพระบิดาของพระองค์ ทรงมีพระประสงค์จะพบเห็นพระองค์ ขอพระองค์จงทรงกระทำการสงเคราะห์พระญาติทั้งหลายเถิด.

พระศาสดาตรัสว่า ดีละอุทายี เราจักกระทำการสงเคราะห์พระญาติทั้งหลาย เธอจงบอกแก่ภิกษุสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจักได้ทำคมิกวัตร คือระเบียบของผู้จะไปให้บริบูรณ์.

พระเถระรับพระดำรัสว่า ดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แล้วบอกแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้อมล้อมด้วยพระภิกษุขีณาสพสองหมื่นองค์ คือภิกษุกุลบุตรชาวเมืองอังคะและมคธะหมื่นองค์ ภิกษุกุลบุตรชาวเมืองกบิลพัสดุ์หมื่นองค์ เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์เสด็จดำเนินวันละโยชน์หนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า จากเมืองราชคฤห์ถึงเมืองกบิลพัสดุ์ประมาณ ๖๐ โยชน์ เราจักถึงได้โดย ๒ เดือนจึงเสด็จออกหลีกจาริกไปโดยไม่รีบด่วน.

ฝ่ายพระเถระคิดว่า เราจักกราบทูลความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกมาแล้วแก่พระราชา จึงเหาะขึ้นสู่เวหาสไปปรากฏในพระราชนิเวศน์.

พระราชาทรงเห็นพระเถระแล้วมีพระทัยยินดี จึงนิมนต์ให้นั่งบนบัลลังก์อันควรค่ามาก บรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ที่เขาจัดเพื่อพระองค์แล้วได้ถวาย. พระเถระแสดงอาการจะลุกขึ้นไป.

พระราชาตรัสว่า จงนั่งฉันเถิดพ่อ.

พระเถระทูลว่า ข้าแต่มหาราช อาตภาพจักไปยังสำนักของพระศาสดาแล้ว จักฉัน.

พระราชาตรัสถามว่า ก็พระศาสดาอยู่ที่ไหนล่ะพ่อ.

พระเถระทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระศาสดามีภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร เสด็จออกจาริกมาแล้ว เพื่อต้องการจะเฝ้าพระองค์. พระราชาทรงมีพระมนัสยินดีตรัสว่า ท่านจงฉันบิณฑบาตนี้ แล้วนำบิณฑบาตจากที่นี้ไปถวายพระโอรสนั้น จนกว่าพระโอรสของโยมจะถึงนครนี้. พระเถระรับพระดำรัสแล้ว.

พระราชาทรงอังคาสพระเถระ แล้วให้ขัดถูบาตรด้วยผงเครื่องหอมบรรจุให้เต็มด้วยโภชนะชั้นดี แล้วให้ตั้งไว้ในมือของพระเถระโดยตรัสว่า ขอท่านจงถวายแด่พระตถาคต.

พระเถระเมื่อคนทั้งหลายเห็นอยู่ทีเดียว ได้โยนบาตรไปในอากาศ ฝ่ายตนเองก็เหาะขึ้นสู่เวหาส นำบิณฑบาตมาวางถวายที่พระหัตถ์ของพระศาสดา. พระศาสดาเสวยบิณฑบาตนั้น. พระเถระนำบิณฑบาตมาทุกวันๆ โดยอุบายนั้นแหละ.

ฝ่ายพระศาสดาก็เสวยบิณฑบาตของพระราชาเท่านั้นในระหว่างทาง. ในเวลาเสร็จภัตกิจทุกวันๆ แม้พระเถระก็กล่าวว่า วันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสิ้นระยะทางมีประมาณเท่านี้ วันนี้มีประมาณเท่านี้ และได้กระทำราชสกุลทั้งสิ้นให้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสดา โดยเว้นการได้เห็นพระศาสดา ด้วยกถาอันประกอบด้วยพระพุทธคุณ.

เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสถาปนาพระเถระให้เป็นเอตทัคคะด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาฬุทายีนี้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกของเราผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส.

ฝ่ายเจ้าศากยะทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจวนถึง ต่างคิดกันว่าจักเห็นพระญาติผู้ประเสริฐของพวกเรา จึงประชุมกันพิจารณาสถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า กำหนดเอาว่าอารามของเจ้าศากยนิโครธน่ารื่นรมย์ จึงให้กระทำวิธีการซ่อมแซมทุกอย่างในอารามนั้น มีมือถือของหอมและดอกไม้ เมื่อจะทำการต้อนรับจึงส่งเด็กชายและเด็กหญิงชาวเมืองผู้ยังเด็กๆ แต่งตัวด้วยเครื่องประดับทุกอย่างไปก่อน ต่อจากนั้นส่งราชกุมารและราชกุมารีไป ตนเองบูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นในระหว่างราชกุมารและราชกุมารีเหล่านั้น ได้พาพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังนิโครธารามทีเดียว.

ณ นิโครธารามนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อม ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้.

ธรรมดาว่าเจ้าศากยะทั้งหลายมีมานะในเรื่องชาติ ถือตัวจัด เจ้าศากยะเหล่านั้นคิดกันว่า สิทธัตถกุมารเป็นเด็กกว่าพวกเรา เป็นพระกนิษฐา เป็นพระภาคิไนย เป็นพระโอรส เป็นพระนัดดาของพวกเรา จึงได้ตรัสกะราชกุมารทั้งหลายที่หนุ่มๆ ว่า พวกเธอจงพากันถวายบังคม เราทั้งหลายจักนั่งข้างหลังของพวกเธอ.

เมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายเหล่านั้นไม่ถวายบังคมนั่งอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของเจ้าศากยะเหล่านั้น ทรงพระดำริว่า พระญาติทั้งหลายไม่ไหว้เรา เอาเถอะ เราจะให้พวกเขาไหว้ในบัดนี้ จึงทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา แล้วออกจากจตุตถฌานนั้นเหาะขึ้นสู่อากาศ ทำทีโปรยธุลีพระบาทลงบนพระเศียรของเจ้าศากยะเหล่านั้น ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์เช่นเดียวกับยมกปาฏิหาริย์ที่ควงไม้คัณฑามพพฤกษ์.

พระราชาทรงเห็นความอัศจรรย์นั้น จึงทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวันที่พระองค์ประสูติ หม่อมฉันได้เห็นพระบาทของพระองค์ผู้ซึ่งเขานำเข้าไปเพื่อให้ไหว้กาฬเทวิลดาบส กลับไปตั้งอยู่บนกระหม่อมของพราหมณ์ จึงได้ไหว้พระบาทของพระองค์ นี้เป็นการไหว้ครั้งแรกของหม่อมฉัน.

ในวันวัปปมงคลแรกนาขวัญ หม่อมฉันก็ได้เห็นร่มเงาไม้หว้าของพระองค์ผู้บรรทมอยู่บนพระที่สิริไสยาสน์ในร่มเงาไม้หว้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ไปตามตะวัน) ก็ได้ไหว้พระบาท นี้เป็นการไหว้ครั้งที่สองของหม่อมฉัน.

ก็บัดนี้ หม่อมฉันได้เห็นปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยเห็นนี้ จึงไหว้พระบาทของพระองค์ นี้เป็นการไหว้ครั้งที่สามของหม่อมฉัน.

ก็เมื่อพระราชาถวายบังคมแล้ว เจ้าศากยะแม้องค์เดียวชื่อว่าเป็นผู้สามารถทรงยืนอยู่โดยไม่ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้มีเลย เจ้าศากยะทั้งปวงพากันถวายบังคมทั้งสิ้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระญาติทั้งหลายถวายบังคมด้วยประการฉะนี้แล้ว เสด็จลงจากอากาศ ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว ได้มีการประชุมพระญาติอันถึงจุดสุดยอด เจ้าศากยะทั้งปวงเป็นผู้มีจิตแน่วแน่ประทับนั่งแล้ว.

ลำดับนั้น มหาเมฆได้ยังฝนโบกขรพรรษาให้ตกลงมา น้ำสีแดงไหลไปข้างล่าง ผู้ต้องการให้เปียกเท่านั้นจึงจะเปียก สำหรับผู้ไม่ประสงค์จะให้เปียก น้ำแม้แต่หยาดเดียวก็ไม่ตกลงบนร่างกาย. เจ้าศากยะทั้งปวงเห็นดังนั้น เป็นผู้มีจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงสั่งสนทนากันขึ้นว่า โอ! น่าอัศจรรย์ โอ! ไม่เคยมี.

พระศาสดาตรัสว่า ฝนโบกขรพรรษตกลงในสมาคมแห่งพระญาติของเราแต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในอดีตกาลก็ได้ตกแล้ว จึงตรัสเวสสันดรชาดก เพราะเหตุเกิดเรื่องนี้ขึ้น.

เจ้าศากยะทั้งปวงได้ฟังพระธรรมกถาแล้ว เสด็จลุกขึ้นถวายบังคมแล้วเสด็จหลีกไป. พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาแม้แต่ผู้เดียว ชื่อว่ากราบทูลว่า พระองค์ทั้งหมดขอจงรับภิกษาของข้าพระองค์ทั้งหลายดังนี้แล้วจึงไป ย่อมไม่มี.

วันรุ่งขึ้น พระศาสดาอันภิกษุสองหมื่นแวดล้อม เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงกบิลพัสดุ์ ใครๆ ไม่ไปนิมนต์พระองค์ หรือไม่รับบาตร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนที่ธรณีประตูนั่นแล ทรงพระรำพึงว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองของสกุลอย่างไรหนอ คือเสด็จไปยังเรือนของพวกอิสรชนโดยข้ามลำดับ หรือว่าเสด็จเที่ยวไปตามลำดับตรอก. ลำดับนั้น ไม่ได้ทรงเห็นแม้พระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่งเสด็จไปโดยข้ามลำดับ จึงทรงดำริว่า บัดนี้ แม้เราก็ควรประคับประคองวงศ์ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น เฉพาะบัดนี้เท่านั้นและต่อไป สาวกทั้งหลายของเรา เมื่อสำเหนียกตามเราอยู่นั่นแล จักได้บำเพ็ญปิณฑจาริกวัตรคือถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ดังนี้แล้วจึงเสด็จเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก เริ่มตั้งแต่เรือนที่ตั้งอยู่ในที่สุดไป.

มหาชนโจษขานกันว่า ได้ข่าวว่า สิทธัตถกุมารผู้เป็นเจ้านายเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว จึงเปิดหน้าต่างในปราสาทชั้น ๒ และชั้น ๓ เป็นต้นได้เป็นผู้ขวนขวายเพื่อจะดู.

ฝ่ายพระเทวีพระมารดาของพระราหุล ทรงดำริว่า นัยว่า พระลูกเจ้าเสด็จเที่ยวไปในพระนครนี้แหละด้วยวอทองเป็นต้นโดยราชานุภาพยิ่งใหญ่ มาบัดนี้ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ถือกระเบื้องเสด็จเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว จะงามหรือหนอ จึงทรงเปิดพระแกลทอดพระเนตรดู ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังถนนในพระนครให้สว่าง ด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระอันเรืองรองด้วยแสงสีต่างๆ ไพโรจน์งดงามด้วยพุทธสิริอันหาอุปมามิได้ ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สดใสด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ ตามประชิดล้อมรอบด้วยพระรัศมีด้านละวา จึงทรงชมเชยตั้งแต่พระอุณหิส (ได้แก่ส่วนที่เลยหน้าผากไป) จนถึงพื้นพระบาท ด้วยคาถาชื่อว่านรสีหคาถา ๑๐ คาถามีอาทิอย่างนี้ว่า

พระผู้นรสีหะ มีพระเกสาเป็นลอนอ่อนดำสนิท มีพื้น

พระนลาตปราศจากมลทินดุจพระอาทิตย์ มีพระนาสิกโค้ง

อ่อนยาวพอเหมาะ มีข่ายพระรัศมีแผ่ซ่านไป ดังนี้.

แล้วกราบทูลแด่พระราชาว่า พระโอรสของพระองค์เสด็จเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว.

พระราชาสลดพระทัย เอาพระหัตถ์จัดผ้าสาฎกให้เรียบร้อย พลางรีบด่วนเสด็จออก รีบเสด็จดำเนินไปประทับยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงกระทำหม่อมฉันให้ได้อาย เพื่ออะไรจึงเสด็จเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าว ทำไมพระองค์จึงทรงกระทำความสำคัญว่า ภิกษุมีประมาณเท่านี้ไม่อาจได้ภัตตาหาร.

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร นี้เป็นการประพฤติตามวงศ์ของอาตมภาพ.

พระราชาตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่าวงศ์ของเราทั้งหลายเป็นวงศ์กษัตริย์มหาสมมตราช ก็วงศ์กษัตริย์มหาสมมตราชนี้ ย่อมไม่มีกษัตริย์สักพระองค์เดียว ชื่อว่าผู้เที่ยวไปเพื่อภิกษา.

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ชื่อว่าวงศ์กษัตริย์นี้ เป็นวงศ์ของพระองค์ ส่วนชื่อว่าพุทธวงศ์นี้ คือพระทีปังกร พระโกณฑัญญะ ฯลฯ พระกัสสปเป็นวงศ์ของอาตมภาพ ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านี้และอื่นๆ นับได้หลายพัน ได้สำเร็จการเลี้ยงพระชนมชีพด้วยการเที่ยวภิกขาจารเท่านั้น ทั้งที่ประทับยืนอยู่ในระหว่างถนนนั่นแล ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

บุคคลไม่ควรประมาทในก้อนข้าวที่ตนพึงลุกขึ้นยืนรับ

พึงประพฤติธรรมให้สุจริต บุคคลผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ย่อม

อยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ดังนี้.

ในเวลาจบพระคาถา พระราชาทรงดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล.

ได้ทรงสดับคาถานี้ว่า

บุคคลพึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติธรรมนั้น

ให้ทุจริต ผู้ประพฤติธรรมเป็นปกติ ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้

และโลกหน้า ดังนี้.

ได้ดำรงอยู่ในพระสกทาคามิผล.

ทรงสดับมหาธัมมปาลชาดก ได้ดำรงอยู่ในพระอนาคามิผล.

ในสมัยใกล้จะสวรรคต ทรงบรรทมบนพระที่สิริไสยาสน์ภายใต้เศวตฉัตรนั้นแล ได้บรรลุพระอรหัต. กิจในการตามประกอบปธานความเพียรด้วยการอยู่ป่า มิได้มีแก่พระราชา.

ก็พระราชานั้น ครั้นทรงกระทำให้แจ้งพระโสดาปัตติผลแล้วแล ทรงรับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนำพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งบริษัทขึ้นสู่มหาปราสาท ทรงอังคาสด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต. ในเวลาเสร็จภัตกิจ นางสนมทั้งปวงพากันมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยกเว้นพระมารดาพระราหุล.

ก็พระมารดาพระราหุลนั้น แม้ปริวารชนจะกราบทูลว่า ขอพระองค์จงเสด็จไปถวายบังคมพระลูกเจ้า ก็ตรัสว่า ถ้าคุณความดีของเรามีอยู่ พระลูกเจ้าจักเสด็จมายังสำนักของเราด้วยพระองค์เอง พระองค์เสด็จมานั้นแหละ เราจึงจะถวายบังคม ครั้นตรัสดังนี้แล้วก็มิได้เสด็จไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระราชารับบาตรแล้ว ได้เสด็จไปยังห้องอันมีสิริของพระราชธิดา พร้อมกับพระอัครสาวกทั้งสองแล้ว ตรัสว่า พระราชธิดาเมื่อไหว้ตามชอบใจอยู่ ไม่ควรกล่าวอะไร แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวาย.

พระราชธิดารีบเสด็จมาแล้วจับข้อพระบาท กลิ้งเกลือกพระเศียรที่หลังพระบาทแล้ว ถวายบังคมตามพระอัธยาศัย.

พระราชาตรัสคุณสมบัติมีความรักและความนับถือมากเป็นต้นในพระผู้มีพระภาคเจ้า ของพระราชธิดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธิดาของหม่อมฉันได้สดับว่าพระองค์ทรงนุ่งห่มผ้ากาสายะ ตั้งแต่นั้นก็เป็นผู้นุ่งห่มผ้ากาสายะ ได้สดับว่าพระองค์เสวยพระกระยาหารหนเดียว ก็เป็นผู้เสวยภัตหนเดียวบ้าง ได้สดับว่าพระองค์ละเลิกที่นอนใหญ่ ก็บรรทมบนเตียงน้อยอันขึงด้วยแผ่นผ้า ทราบว่าพระองค์ทรงเว้นจากดอกไม้และของหอมเป็นต้น ก็งดเว้นดอกไม้และของหอมบ้าง เมื่อพระญาติทั้งหลายส่งข่าวมาว่า เราทั้งหลายจักปรนนิบัติ ก็มิได้เหลียวแลพระญาติเหล่านั้นแม้พระองค์เดียว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธิดาของหม่อมฉันเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติอย่างนี้.

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ข้อที่พระราชธิดาที่พระองค์รักษาอยู่ในบัดนี้ รักษาตนได้ในเมื่อญาณแก่กล้าแล้ว ไม่น่าอัศจรรย์ เมื่อก่อน พระราชธิดานี้ไม่มีการอารักขา เที่ยวอยู่ที่เชิงเขาก็ยังรักษาตนได้ ในเมื่อญาณทั้งที่ยังไม่แก่กล้า ดังนี้แล้วตรัสจันทกินรีชาดก แล้วทรงลุกขึ้นจากอาสนะเสด็จหลีกไป.

ก็ในวันรุ่งขึ้น เมื่องานวิวาหมงคลเนื่องในการเสด็จเข้าพระตำหนักอภิเษกของนันทราชกุมารกำลังเป็นไปอยู่.

พระศาสดาเสด็จไปยังตำหนักของนันทราชกุมารนั้น ทรงให้พระกุมารถือบาตร มีพระประสงค์จะให้บวช ตรัสเรื่องมงคลแล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไป.

นางชนบทกัลยาณีเห็นพระกุมารกำลังเสด็จไป จึงทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอพระองค์จงกลับมาโดยด่วน แล้วชะเง้อแลดู. นันทกุมารนั้นไม่อาจทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระองค์ทรงรับบาตร จึงได้เสด็จไปยังพระวิหารเหมือนกัน. นันทกุมารไม่ปรารถนาเลย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงให้บวชแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ ทรงให้นันทะบวชในวันที่ ๓ ด้วยประการฉะนี้.

ในวันที่ ๗ แม้พระมารดาของพระราหุลก็ทรงแต่งองค์พระกุมารแล้วส่งไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า นี่แน่ะพ่อ เจ้าจงดูพระสมณะนั่นซึ่งมีวรรณแห่งรูปดังรูปพรหม มีวรรณดังทองคำ ห้อมล้อมด้วยสมณะสองหมื่นรูป พระสมณะนี้เป็นบิดาของเจ้า พระสมณะนั่นมีขุมทรัพย์ใหญ่ จำเดิมแต่พระสมณะนั้นออกบวชแล้ว แม่ไม่เห็นขุมทรัพย์เหล่านั้น เจ้าจงไปขอมรดกกะพระสมณะนั้นว่า ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์เป็น กุมาร ได้รับอภิเษกแล้วจักได้เป็นจักรพรรดิ ข้าพระองค์ต้องการทรัพย์ ขอพระองค์จงประทานทรัพย์แก่ข้าพระองค์ เพราะบุตรย่อมเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกของบิดา และพระกุมารก็ได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล ได้ความรักในฐานเป็นบิดา มีจิตใจร่าเริง กราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ร่มเงาของพระองค์เป็นสุข แล้วได้ยืนตรัสถ้อยคำอื่นๆ และถ้อยคำอันสมควรแก่ตนเป็นอันมาก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตกิจแล้ว ตรัสอนุโมทนาเสร็จแล้ว ทรงลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไป.

ฝ่ายพระกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงประทานทรัพย์มรดกแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงประทานทรัพย์มรดกแก่ข้าพระองค์ แล้วติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ให้พระกุมารกลับ แม้ปริวารชนก็ไม่อาจยังพระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคเจ้าให้กลับได้. พระกุมารนั้นได้ไปยังพระอารามนั้นแล พร้อมกับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการดังนี้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า กุมารนี้ปรารถนาทรัพย์อันเป็นของบิดาซึ่งเป็นไปตามวัฏฏะ มีแต่ความคับแค้น เอาเถอะ เราจะให้อริยทรัพย์ ๗ ประการซึ่งเราได้เฉพาะที่โพธิมัณฑ์แก่กุมารนี้ เราจะทำกุมารนั้นให้เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกอันเป็นโลกุตระ จึงตรัสเรียกท่านพระสารีบุตรมาว่า สารีบุตร ถ้าอย่างนั้น ท่านจงให้ราหุลกุมารบวช.

พระเถระให้ราหุลกุมารนั้นบวชแล้ว ก็แหละเมื่อพระกุมารบวชแล้ว ความทุกข์มีประมาณยิ่งเกิดขึ้นแก่พระราชา. พระองค์เมื่อไม่อาจทรงอดกลั้นความทุกข์นั้นได้ จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสขอพรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังหม่อมฉันขอโอกาส พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่พึงบวชบุตรที่บิดามารดายังไม่อนุญาต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พรแก่ท้าวเธอ ในวันรุ่งขึ้นทรงกระทำภัตกิจในพระราชนิเวศน์ เมื่อพระราชาประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในคราวที่พระองค์ทรงทำทุกรกิริยา เทวดาตนหนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉัน กล่าวว่า พระโอรสของพระองค์สวรรคตแล้ว หม่อมฉันไม่เชื่อคำของเทวดานั้นได้ห้ามเทวดานั้นว่า บุตรของเรายังไม่บรรลุพระสัมโพธิญาณจะยังไม่ตาย ดังนี้

จึงตรัสว่า บัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในกาลก่อน คนเอากระดูกมาแสดงแล้วกล่าวว่า บุตรของท่านตายแล้ว พระองค์ก็ยังไม่ทรงเชื่อ ดังนี้แล้วตรัสมหาธรรมปาลชาดก เพราะเหตุเกิดเรื่องนี้ขึ้น ในเวลาจบพระกถา พระราชาทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระบิดาดำรงอยู่ในผลทั้ง ๓ ด้วยประการดังนี้แล้ว อันหมู่ภิกษุห้อมล้อมแล้วเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์อีก ทรงประทับอยู่ที่ป่าสีตวัน.

สมัยนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีเอาเกวียน ๕๐๐ เล่มบรรทุกสินค้าไปยังกรุงราชคฤห์ ได้ไปยังเรือนของเศรษฐีผู้เป็นสหายรักของตน ได้สดับว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในกรุงราชคฤห์นั้น ในเวลาใกล้รุ่งจัดจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทางประตูที่เปิดด้วยเทวานุภาพ ฟังธรรมแล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในวันที่สองได้ถวายมหาทานแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้กราบทูลขอให้พระศาสดาทรงรับปฏิญญา เพื่อต้องการเสด็จมายังนครสาวัตถี ในระหว่างทางในที่ ๔๕ โยชน์ ได้ให้ทรัพย์หนึ่งแสนสร้างวิหารในที่ทุกๆ หนึ่งโยชน์ แล้วซื้อสวนของเจ้าเชตด้วยเงิน ๑๘ โกฏิ โดยเอาเงินโกฏิปูจนเต็มเนื้อที่ แล้วเริ่มการก่อสร้าง.

ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีนั้นให้สร้างวิหารอันเป็นที่รื่นรมย์ใจในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ด้วยการบริจาคเงิน ๑๘ โกฏิ คือให้สร้างพระคันธกุฎีเพื่อพระทศพลในท่ามกลาง ให้สร้างเสนาสนะที่เหลือ เช่นกุฎีเดี่ยว กุฎีคู่ กุฎีทรงกลม ศาลาหลังยาว ศาลาสั้นและปะรำเป็นต้น และสระโบกขรณี ที่จงกรม ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ในอาวาสอันเป็นที่อยู่แห่งหนึ่ง โดยแยกเป็นส่วนบุคคลสำหรับพระมหาเถระ ๘๐ รายล้อมพระคันธกุฎีนั้น เสร็จแล้วส่งทูตไปนิมนต์พระทศพลให้เสด็จมา.

พระศาสดาทรงสดับคำของทูตนั้นแล้ว มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ เสด็จถึงนครสาวัตถีโดยลำดับ.

ฝ่ายท่านมหาเศรษฐีก็ตระเตรียมการฉลองพระวิหาร ในวันที่พระตถาคตเสด็จเข้าพระเชตวัน ได้แต่งตัวบุตรด้วยเครื่องประดับทุกอย่างแล้วส่งไปพร้อมกับกุมาร ๕๐๐ คนผู้ตกแต่งประดับประดาแล้วเหมือนกัน บุตรของเศรษฐีนั้นพร้อมด้วยบริวารถือธง ๕๐๐ คันอันเรืองรองด้วยผ้า ๕ สี อยู่ข้างหน้าของพระทศพล ธิดาของเศรษฐี ๒ คน คือนางมหาสุภัททาและนางจูฬสุภัททา พร้อมกับกุมาริกา ๕๐๐ นาง ถือหม้อเต็มน้ำ ออกเดินไปข้างหลังของกุมารเหล่านั้น ภริยาของเศรษฐีประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง พร้อมกับมาตุคาม ๕๐๐ นาง ถือถาดมีของเต็มออกเดินไปข้างหลังของกุมาริกาเหล่านั้น.

ท่านมหาเศรษฐีนุ่งห่มผ้าใหม่พร้อมกับเศรษฐี ๕๐๐ คน ผู้นุ่งห่มด้วยผ้าใหม่เหมือนกัน มุ่งไปเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า เบื้องหลังของคนทั้งหมด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำอุบาสกบริษัทนี้ไว้เบื้องหน้า อันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงกระทำระหว่างป่าให้เป็นดุจราดรดด้วยการราดด้วยน้ำทอง ด้วยพระรัศมีจากพระสรีระของพระองค์ จึงเสด็จเข้าพระเชตวันวิหาร ด้วยพุทธลีลาอันหาที่สุดมิได้ ด้วยพุทธสิริอันหาประมาณมิได้.

ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะปฏิบัติในวิหารนี้อย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนคหบดี ถ้าอย่างนั้นท่านจงให้ประดิษฐานวิหารนี้ เพื่อภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่มา.

ท่านมหาเศรษฐีรับพระพุทธฎีกาว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า แล้วถือเต้าน้ำทองคำหลั่งน้ำให้ตกลงเหนือพระหัตถ์ของพระทศพล แล้วได้ถวายด้วยคำว่า ข้าพระองค์ขอถวายพระเชตวันวิหารนี้แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานซึ่งอยู่ในทิศทั้ง ๔ ผู้มาแล้วและที่ยังไม่ได้มา.

พระศาสดาทรงรับพระวิหารแล้ว เมื่อจะทรงกระทำอนุโมทนา ได้ตรัสอานิสงส์การถวายวิหารว่า

เสนาสนะย่อมป้องกันความหนาวและความร้อน แต่นั้น

ย่อมป้องกันเนื้อร้าย งู ยุง น้ำค้างและฝน แต่นั้นย่อมป้องกันลม

และแดดอันกล้า ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมบรรเทาไป. การถวายวิหาร

แก่สงฆ์เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพิจารณาและเพื่อเห็น

แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานอันเลิศ. เพราะเหตุ

นั้นแล บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน พึงสร้าง

วิหารอันรื่นรมย์ ถวายให้เป็นที่อยู่ในภิกษุผู้เป็นพหูสูตเถิด.

อนึ่ง พึงถวายข้าว น้ำ ผ้าและเสนาสนะแก่ท่านเหล่านั้น

ด้วยใจอันเลื่อมใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง. เขาผู้ถวายวิหาร รู้ธรรม

ใดในโลกนี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน ท่านเหล่านั้น

ย่อมแสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่เขา.

จำเดิมแต่วันที่สองไป ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เริ่มการฉลองวิหาร. การฉลองวิหารของนางวิสาขา ๔ เดือนเสร็จ ส่วนการฉลองวิหารของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๙ เดือนเสร็จ. แม้ในการฉลองวิหารก็สิ้นทรัพย์ไปถึง ๑๘ โกฏิทีเดียว. เฉพาะวิหารอย่างเดียวเท่านั้น ท่านได้บริจาคทรัพย์นับได้ ๕๔ โกฏิ ด้วยประการฉะนี้.

ก็ในอดีตกาล ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เศรษฐีชื่อว่าปุนัพพสุมิตตะ ซื้อที่โดยการปูลาดอิฐทองคำ สร้างสังฆารามประมาณหนึ่งโยชน์ ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เศรษฐีชื่อสิริวัฑฒะ ซื้อที่โดยปูลาดผาลทองคำ แล้วให้สร้างสังฆารามมีประมาณ ๓ คาวุต ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู เศรษฐีชื่อว่าโสตถิยะ ซื้อที่โดยปูลาดรอยเท้าช้างทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณกึ่งโยชน์ ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ เศรษฐีชื่อว่าอัจจุตะ ซื้อที่โดยการปูลาดอิฐทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณหนึ่งคาวุต ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ เศรษฐีชื่อว่าอุคคะ ซื้อที่โดยการปูลาดเต่าทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณกึ่งคาวุต ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เศรษฐีชื่อว่าสุมังคละ ซื้อที่โดยการปูลาดไม้เท้าทองคำ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณ ๑๖ กรีส ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

แต่ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เศรษฐีชื่อว่าอนาถบิณฑิกะ ซื้อที่โดยการปูลาดทรัพย์โกฏิกหาปณะ แล้วสร้างสังฆารามมีประมาณ ๘ กรีส ลงในที่นั้นนั่นแหละ.

ได้ยินว่า สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มิได้ทรงละเลยทีเดียว.

ตั้งแต่บรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่มหาโพธิมัณฑ์ จนกระทั่งถึงเตียงมหาปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สถานที่ใดๆ สถานที่นี้นั้น พึงทราบว่า ชื่อว่าสันติเกนิทาน ด้วยประการฉะนี้. จบสันติเกนิทานกถา จบนิทานกถา -----------------------------------------------------

พรรณนาอัพภันตรนิทาน

ศัพท์ว่า อถ ในคาถานี้ว่า

ลำดับนี้ ท่านทั้งหลายผู้มีใจบริสุทธิ์ จงสดับพุทธาปทานว่า

เราเป็นพระธรรมราชาสมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ถ้วน ซึ่งใครๆ นับ

ไม่ได้ ดังนี้.

เป็นบทนิบาตใช้ในอรรถว่า แสดงลำดับแห่งอธิการ คือเป็นบทนิบาตที่ประกอบด้วยวิภัตติ ในบรรดานิบาตทั้งสอง ที่ประกอบด้วยวิภัตติและไม่ประกอบวิภัตติ.

อีกอย่างหนึ่ง

อถ ศัพท์เป็นไปในอรรถว่า อธิการ, มงคล, อรรถว่า

สำเร็จ, อวธารณะ, อรรถว่า ต่อเนื่องกันไป, และอรรถว่า

ปราศจากไป.

จริงอย่างนั้น เพราะท่านกล่าวไว้ว่า

อธิการย่อมบ่งบอกถึงกิจอันยิ่ง ฐานะอันยิ่ง และอรรถ

อันยิ่ง ท่านกล่าวไว้โดยภาวะอันประเสริฐที่สุดและเจริญที่สุด

ดังนี้.

(เชื่อมความว่า) ท่านทั้งหลายจงฟังอปทาน (คือเหตุ) อันประกอบด้วย อถศัพท์อันมีอธิการเป็นอรรถ โดยเป็นกิจอันยิ่งแห่งบารมีธรรม ๓๐ ถ้วนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือโดยภาวะอันประเสริฐที่สุดและเจริญที่สุด.

เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถศัพท์ซึ่งมีมงคลเป็นอรรถ โดยพระบาลีว่า การบูชาผู้ควรบูชา นั่นเป็นมงคลอันสูงสุด เพราะการบูชาพระโพธิสัตว์ ๓ จำพวกเป็นมงคลโดยสภาพ.

เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานที่ประกอบด้วย อถศัพท์อันมีความสำเร็จเป็นอรรถ เพราะกิจแห่งสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นต้น สำเร็จแล้วด้วยพระอรหัตมรรค.

เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถศัพท์อันมีอวธารณะเป็นอรรถ คือมีการห้ามเป็นอรรถ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่มีกุศลอื่นจากกุศลมีอรหัตมรรคเป็นต้น.

เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถศัพท์อันมีอนันตระ ความต่อเนื่องกันเป็นอรรถ เพราะท่านร้อยกรองไว้ติดต่อกับการร้อยกรองขุททกปาฐะ.

เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอปทานอันประกอบด้วย อถศัพท์ซึ่งมีการจากไปเป็นอรรถ เพราะเริ่มจากขุททกปาฐะนี้ไป.

ในบทว่า พุทฺโธ พระพุทธเจ้า นี้มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะยังหมู่สัตว์ให้ตรัสรู้.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงเป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงหยั่งเห็นสิ่งทั้งปวง.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงเป็นผู้ไม่มีคนอื่นแนะนำ.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงเป็นผู้เบิกบาน.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะสิ้นอาสวะแล้ว.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะปราศจากอุปกิเลส.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะการถือบวช.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะอรรถว่าไม่เป็นที่สอง.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะอรรถว่าละตัณหาได้.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะเสด็จดำเนินทางเป็นที่ไปอันเอก.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะพระองค์เดียวตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะทรงได้เฉพาะความรู้ เป็นเหตุกำจัดความไม่รู้เสียได้.

บททั้งสามคือ พุทฺธิ พุทฺธํ โพโธ นี้ ไม่มีความแตกต่างกัน. ผ้าเขาเรียกว่า ผ้าเขียว ผ้าแดง เพราะประกอบด้วยสีเขียวเป็นต้น ฉันใด.

ชื่อว่า พระพุทธเจ้า เพราะประกอบด้วยคุณของพระพุทธเจ้าฉันนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ญาณในมรรคทั้ง ๔ เรียกว่า โพธิ, ญาณที่เรียกว่าโพธิ เพราะทำหมู่กิเลส ๑,๕๐๐ ทั้งสิ้นให้สิ้นไป ด้วยญาณนั้นนั่นแหละแล้วบรรลุพระนิพพาน. สมังคีบุคคลผู้ประกอบพร้อมด้วยญาณนั้น ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปด้วยญาณนั้นเหมือนกัน แล้วจึงบรรลุพระนิพพาน. ก็ญาณนั้นเท่านั้นเป็นอปทาน คือเป็นเหตุของพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น โดยเป็นญาณอันยิ่งเฉพาะของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงชื่อว่าพุทธาปทาน เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงบำเพ็ญบารมีมา ๔ อสงไขยแสนกัป จึงได้บรรลุพระโพธิญาณและเพราะทรงบรรลุอสาธารณญาณมีอินทริยปโรปริยัตติญาณ มหากรุณาสมาบัติญาณ ยมกปาฏิหาริยญาณ สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ อาสยานุสยญาณเป็นต้น และเพราะทรงให้หมู่สัตว์นับไม่ถ้วนดื่มอมตธรรมด้วยพระธรรมเทศนา แม้กัณฑ์เดียวแล้วให้บรรลุพระนิพพาน.

ก็พุทธาปทานนั้นมี ๒ อย่าง โดยเป็นกุศลและอกุศล แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ แม้เมื่อจะทำการสงเคราะห์ทายกผู้ถวายปัจจัยมีข้าวเป็นต้น ก็แสดงธรรมด้วยคาถา ๒ คาถานี้เท่านั้นแหละว่า

ขออิฐผลที่ท่านอยากได้แล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จโดย

เร็วพลัน ความดำริไว้ในใจจงเต็มที่ เหมือนพระจันทร์ในวัน

เพ็ญฉะนั้น.

ขออิฐผลที่ท่านอยากได้แล้ว ปรารถนาแล้ว จงสำเร็จโดย

เร็วพลัน ความดำริในใจจงเต็มที่ เหมือนแก้วมณี ชื่อโชติรส

ฉะนั้น ดังนี้.

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้จะแสดงธรรม ก็ไม่อาจทำหมู่สัตว์นับไม่ถ้วนให้ตรัสรู้ได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นเหมือนพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ตรัสรู้ได้เฉพาะโดยโดดเดี่ยว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า. อปทาน คือเหตุแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ชื่อว่าปัจเจกพุทธาปทาน.

ชื่อว่า เถระ เพราะดำรงอยู่นาน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เถระ เพราะประกอบด้วยคุณ มีศีล อาจาระและมัทวะความอ่อนโยนเป็นต้น อันมั่นคงกว่า.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เถระ เพราะประกอบด้วยคุณ คือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะอันมั่นคงและประเสริฐ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เถระ เพราะบรรลุพระนิพพาน คือสันติที่นับว่ามั่นคงกว่า ประณีตและยอดเยี่ยม.

อปทานของพระเถระทั้งหลาย ชื่อว่าเถราปทาน.

ชื่อว่า เถรี เพราะประกอบด้วยตาทิคุณทั้งหลายเหมือนพระเถระ. อปทานของพระเถรีทั้งหลาย ชื่อว่าเถรีปทาน.

ในอปทานเหล่านั้น พุทธาปทานมี ๕ อปทานและ ๕ พระสูตร.

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า

อปทานที่ ๑ ซึ่งมี ๕ อปทานและ ๕ พระสูตร

นี้ชื่อว่าพุทธาปทาน โดยอนุโลม.

แม้ปัจเจกพุทธาปทานก็มี ๕ อปทานและ ๕ พระสูตร.

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า

อปทานที่ ๒ ซึ่งมี ๕ อปทานและ ๕ พระสูตร

นี้ชื่อว่าปัจเจกพุทธาปทาน โดยอนุโลม.

เถราปทานมี ๕๑๐ อปทาน ว่าโดยวรรคมี ๕๑ วรรค.

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า

อปทานที่ ๓ ซึ่งมี ๕๑๐ อปทาน ว่าโดยวรรค

มี ๕๑ วรรค นี้ชื่อว่าเถราปทาน โดยอนุโลม.

เถรีอปทานมี ๔๐ อปทาน ว่าโดยวรรคมี ๔ วรรค.

ด้วยเหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า

อปทานที่ ๔ ซึ่งมี ๔๐ อปทานและมีวรรค

๔ วรรค นี้ชื่อว่าเถรีปทาน โดยอนุโลม.

อปทาน ศัพท์ ในบทว่า อปทานํ นี้ ปรากฏว่าใช้ในความหมายมีอาทิว่า การณะ คหณะ อปคมนะ ปฏิปาฏิ และอักโกสนะ.

จริงอย่างนั้น อปทาน ศัพท์นี้ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า การณะ คือเหตุ ได้ในประโยคมีอาทิว่า ขตฺติยานํ อปทานํ, พฺราหฺมฌานํ อปทานํ. อธิบายว่า เหตุแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย เหตุแห่งพราหมณ์ทั้งหลาย.

ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า คหณะ คือการถือ ได้ในประโยคมีอาทิว่า อุปาสกานํ อปทานํ อธิบายว่า อุบาสกทั้งหลายถือเอาด้วยดี.

ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า อปคมนะ คือการจากไป ได้ในประโยคมีอาทิว่า วาณิชานํ อปทานํ สุทฺทานํ อปทานํ อธิบายว่า พวกพ่อค้าและพวกศูทรเหล่านั้นพากันจากไปแต่ที่นั้นๆ.

ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า ปฏิปาฏิ คือตามลำดับ ได้ในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ย่อมเที่ยวไปเพื่อก้อนข้าวโดยเที่ยวไปตามลำดับ. อธิบายว่า เที่ยวไปตามลำดับเรือน.

ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า อักโกสนะ คือการด่า ได้ในประโยคมีอาทิว่า ย่อมด่าว่า ชนเหล่านี้ไปปราศ จากความเป็นสมณะ ชนเหล่านี้ไปปราศ จากความเป็นพราหมณ์. อธิบายว่า ย่อมด่า ย่อมบริภาษ.

แต่ในที่นี้ ปรากฏว่าใช้ในความหมายว่า การณะ คือเหตุ เพราะฉะนั้น อปทานของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ชื่อว่าพุทธาปทาน.

อธิบายว่า เหตุแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

พึงเห็นว่า บารมี ๓๐ ถ้วนมีทานบารมีเป็นต้นเป็นเหตุของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่น้อย อุปมาดังเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคา.

มีการเชื่อมความว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายผู้มีใจบริสุทธิ์จงสดับอปทานที่ประกอบในความหมายมีความหมายว่า อธิการคือคุณที่กระทำไว้ยิ่งใหญ่เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทฺธมานสา ความว่า ท่านทั้งหลายผู้เป็นพระขีณาสพ ๕๐๐ องค์ ชื่อว่าสุทธมานสา คือมีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีหฤทัยสะอาด เพราะทำกิเลส ๑,๕๐๐ ให้สิ้นไปด้วยอรหัตมรรคญาณ แล้วดำรงอยู่ จงนั่งประชุมกันฟังอปทานในโรงธรรมนี้.

อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงเงี่ยโสตลงฟังกระทำไว้ในใจ.

ก็ในข้อนี้พึงเห็นว่า แม้เมื่อปัจเจกพุทธาปทาน เถราปทานและเถรีอปทานจะมีอยู่ ท่านก็ไม่กล่าวว่า อปทานานิ กลับกล่าวคำว่า อถ พุทธาปทานานิ เหมือนเมื่อขันธยมก อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก สังขารยมกและอนุสยยมก แม้จะมีอยู่ก็กล่าวว่ามูลยมก ด้วยอำนาจที่เป็นประธาน และด้วยอำนาจที่เป็นเบื้องต้น และเหมือนเมื่อสังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ และนิสสัคคิยะ ๓๐ แม้จะมีอยู่ ก็กล่าวว่าปาราชิกกัณฑ์ ด้วยอำนาจที่เป็นประธาน และด้วยอำนาจที่เป็นเบื้องต้น แม้ในที่นี้ ท่านก็กล่าวไว้โดยที่เป็นประธานและเป็นเบื้องต้น.

เมื่อควรจะกล่าวว่า สมฺมาสมฺพุทฺธาปทานานิ แต่ท่านทำการลบบทนิบาตว่า สมฺมา ซึ่งบ่งบอกอรรถที่เป็นตติยาวิภัตติ และบทอุปสรรคว่า สํ ซึ่งบ่งบอกอรรถของศัพท์ว่า สยํ โดยนิรุตตินัยว่า วณฺณาคโม ฯเปฯ ปญฺจวิธํ นิรุตฺตํ = นิรุตต์มี ๕ ชนิด คือลงตัวอักษร ฯลฯ หรือโดยสูตรว่า เตสุ วุทฺธิโลปาคมวิการวิปรีตาเทสา จ = ก็ในสนธิกิริโยปกรณ์เหล่านั้นมีพฤทธิ์ ลบ ลงตัวอักษร ทำให้ผิดจากของเดิมและแปลงให้ผิดตรงกันข้าม ดังนี้ แล้วถือเอาเฉพาะศัพท์ว่า พุทฺธ อันบ่งว่าเป็นกิตก์ แล้วกล่าวว่า พุทฺธาปทานานิ เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา. เพราะฉะนั้น บทว่า พุทฺธาปทานานิ มีความหมายว่า อปทานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้.

พรรณนาอัพภันตรนิทาน ในวิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาอปทาน จบเพียงเท่านี้ -----------------------------------------------------

๑. พรรณนาพุทธาปทาน

บัดนี้ พระเถระมีความประสงค์จะกล่าวอรรถกถาอปทาน ในลำดับอัพภันตรนิทาน จึงกล่าวไว้ว่า

อปทาน คืออปทานใด แสดงนัยอันวิจิตร พระอรหันตเจ้า

ทั้งหลาย สังคายนาไว้ในขุททกนิกาย บัดนี้ ถึงลำดับแห่ง

การสังวรรณนา เนื้อความแห่งอปทานนั้น ดังนี้.

ก่อนอื่น อปทานใดในคาถานั้น ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในรสอันเดียวกัน เพราะท่านกล่าวไว้ว่า พระพุทธพจน์ทั้งสิ้นมีรสคือวิมุตติเป็นอันเดียวกัน, ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในธรรมที่ท่านสงเคราะห์ไว้ ๒ ส่วนด้วยอำนาจธรรมและวินัย,

ในบรรดาปฐมพุทธพจน์ มัชฌิมพุทธพจน์และปัจฉิมพุทธพจน์ ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในมัชฌิมพุทธพจน์, ในบรรดาพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในพระสุตตันตปิฎก, ในบรรดานิกาย ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกายและขุททกนิกาย ย่อมถึงการสงเคราะห์ลงในขุททกนิกาย, ในบรรดานวังคสัตถุศาสน์ คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ท่านสงเคราะห์ลงในคาถา.

ในบรรดาธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ซึ่งท่านพระอานนท์กล่าวไว้อย่างนี้ว่า

ธรรมเหล่าใดที่คล่องปากขึ้นใจของข้าพเจ้า ธรรม

เหล่านั้นมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือที่ข้าพเจ้าเรียน

จากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ เรียนจากภิกษุ ๒,๐๐๐ พระ

ธรรมขันธ์ ดังนี้.

เป็นอันสงเคราะห์ลงใน ๒-๓ พระธรรมขันธ์.

บัดนี้ ท่านเมื่อจะแสดงอปทานนั้น จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาสมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ถ้วน มีจำนวนนับไม่ถ้วน ดังนี้.

ในคำเหล่านั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บารมี ๑๐ ถ้วนนั่นเอง จัดเป็นบารมี ๓๐ ถ้วน ด้วยอำนาจบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ โดยเป็นอย่างต่ำ อย่างกลางและอย่างสูง.

ผู้บริบูรณ์ดี คือผู้สมบูรณ์ ประกอบ พร้อมพรั่ง บรรลุ ประกอบพร้อมด้วยบารมี ๓๐ ถ้วนนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้สมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ถ้วน.

ชื่อว่าราชา เพราะยังหมู่สัตว์ผู้อยู่ในสกลโลกทั้ง ๓ และกายของตนให้ยินดี คือให้ยึดติดด้วยพรหมวิหารสมาบัติ ๔ คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือด้วยความเป็นผู้มีจิตเป็นอันเดียวด้วยธรรมเครื่องอยู่แห่งผลสมาบัติ,

พระราชาโดยธรรม ชื่อว่าพระธรรมราชา, พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างนี้.

อธิบายว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาที่ล่วงไปแล้ว คือจากไปแล้ว ดับแล้ว ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว มีจำนวนนับไม่ได้ คือเว้นจากการนับ ด้วยอำนาจจำนวนสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฏิ ปโกฏิ โกฏิปโกฏิ นหุต นินนหุต อักโขภินี พินทุ อัพพุทะ นิรัพพุทะ อหหะ อพพะ อฏฏะ โสคันธิกะ อุปปละ กุมุทะ ปุณฑริกะ ปทุมะ กถานะ มหากถานะ และอสังเขยยะ.

____________________________

เป็นวิธีนับในคัมภีร์ทางศาสนา โปรดดูคำอธิบายในหนังสืออภิธานัปปทีปิกา หน้า ๑๓๔.

พระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระอานนทเถระทูลถามถึงอธิการที่พระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ทรงทำไว้ ในอดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้น และสมภารที่พระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงทำไว้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า สมฺโพธึ พุทฺธเสฏฺฐานํ ดังนี้.

อธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ผู้เจริญ เธอจงฟังอปทานของเรา.

เชื่อมความว่า ดูก่อนอานนท์ ในกาลก่อนคือในกาลบำเพ็ญโพธิสมภาร เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อภิวาทด้วยเศียรเกล้าซึ่งพระสัมโพธิญาณ คือจตุสัจมรรคญาณหรือพระสัพพัญญุตญาณ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประเสริฐคือผู้แทงตลอดสัจจะ ๔.

อธิบายว่า เราเอานิ้ว ๑๐ นิ้ว คือฝ่ามือทั้งสองนมัสการ คือไหว้พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็นนายกของโลก คือผู้เป็นใหญ่ในโลก พร้อมทั้งพระสงฆ์คือเป็นไปกับสงฆ์สาวก แล้วอภิวาทด้วยเศียรคือด้วยศีรษะ คือกระทำการสรรเสริญด้วยความเต็มใจ แล้วกระทำการนอบน้อมอยู่.

บทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺเตสุ ความว่า รัตนะทั้ง ๗ มีแก้วไพฑูรย์เป็นต้นที่ตั้งอยู่ในอากาศคือที่อยู่ในอากาศ ที่ตั้งอยู่บนภาคพื้นคือที่อยู่บนพื้นของแผ่นดิน นับไม่ถ้วนคือนับไม่ได้ มีอยู่เพียงใดคือมีประมาณเท่าใด ในพุทธเขตในหมื่นจักรวาล เราเอาใจคือจิตประมวลมาซึ่งรัตนะทั้งหมดนั้น คือจักอธิษฐานจิตนำมาด้วยดี.

อธิบายว่า เราจะกระทำให้เป็นกองรอบๆ ปราสาทของเรา.

บทว่า ตตฺถ รูปิยภูมิยํ ความว่า นิรมิตพื้นอันสำเร็จด้วยรูปิยะคือสำเร็จด้วยเงิน ในปราสาทหลายชั้นนั้น.

อธิบายว่า เรานิรมิตปราสาทหลายร้อยชั้นอันล้วนแล้วด้วยรัตนะ คือสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ สูงคือพุ่งขึ้นเด่นอยู่ในท้องฟ้า คือโชติช่วงอยู่ในอากาศ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะพรรณนาปราสาทนั้นเท่านั้น จึงตรัสว่า วิจิตฺตถมฺภํ ดังนี้ เป็นต้น.

เชื่อมความว่า ปราสาทให้ยกเสามีสีดังแก้วลายเป็นต้นมิใช่น้อย วิจิตรงดงาม ทำไว้อย่างดี คือสร้างไว้ดีถูกลักษณะ จัดแบ่งไว้เรียบร้อยโดยเป็นส่วนสูงและส่วนกว้าง ชื่อว่าควรมีค่ามาก เพราะนิรมิตเสาค่ายอันมีค่าหลายร้อยโกฏิไว้.

ปราสาทวิเศษอย่างไรอีกบ้าง?

คือปราสาทมีขื่ออันสำเร็จด้วยทอง ได้แก่ ประกอบด้วยขื่อและคันทวยอันทำด้วยทอง ประดับแล้ว คืองดงามด้วยนกกระเรียนและฉัตรที่ยกขึ้นในปราสาทนั้น.

เมื่อจะทรงพรรณนาความงามของปราสาทโดยเฉพาะซ้ำอีก จึงตรัสว่า ปฐมา เวฬุริยา ภูมิ ดังนี้ เป็นต้น.

ความว่า ปราสาทซึ่งมีพื้นหลายร้อยชั้นนั้นงดงาม คือน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เสมอเหมือนหมอก คือเช่นกับหลืบเมฆฝน ปราศจากมลทินคือไม่มีมลทิน มีสีเขียว สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์. อธิบายว่า พื้นชั้นแรกดารดาษ คือสะพรั่งด้วยกอบัวและดอกปทุมที่เกิดในน้ำ งดงามด้วยกาญจนภูมิ คือพื้นทองอันประเสริฐคือสูงสุด.

อธิบายว่า พื้นปราสาทนั้นนั่นแล บางชั้นเป็นส่วนของแก้วประพาฬ คือเป็นโกฏฐาสของแก้วประพาฬ มีสีดังแก้วประพาฬ พื้นบาง ชั้นแดง คือมีสีแดง พื้นบางชั้นงาม คือเป็นที่ดื่มด่ำใจ มีแสงสว่างดังสีแมลงค่อมทอง คือเปล่งรัศมีอยู่ พื้นบางชั้นส่องแสงไปทั้ง ๑๐ ทิศ.

ในปราสาทนั้น มีป้อมและศิลาติดหน้ามุขที่จัดไว้ดีแล้ว คือจัดไว้เรียบร้อย มีสีหบัญชรและสีหทวารที่ทำไว้เป็นแผนกๆ ตามส่วน.

บทว่า จตุโร เวทิกา ความว่า ที่วลัยของชุกชีและหน้าต่างมีต่าข่าย ๔ แห่ง มีพวงของหอมและช่อของหอมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจ คือเป็นที่จับใจ ห้อยย้อยอยู่.

ในปราสาทนั้นแหละ มีเรือนยอดประดับด้วยรัตนะ ๗ คืองดงามด้วยรัตนะ ๗. มีสีเป็นอย่างไร? คือเป็นสีเขียวคือมีสีเขียว เป็นสีเหลืองคือมีสีเหลือง ได้แก่ มีสีเหลืองทอง เป็นสีแดงคือมีสีเหมือนโลหิต ได้แก่มีสีแดง เป็นสีขาวคือมีสีขาว ได้แก่เป็นสีเศวต มีสีดำล้วนคือมีสีดำไม่มีสีอื่นเจือ.

อธิบายว่า ปราสาทนั้นประกอบด้วยเรือนยอด คือประกอบด้วยเรือนยอดอย่างดี และด้วยเรือนยอดมีช่อฟ้าอย่างดี.

ในปราสาทนั้นแหละ มีดอกปทุมชูดอก คือมีดอกตั้งบาน ได้แก่มีดอกปทุมบานสะพรั่งงดงาม.

อธิบายว่า ปราสาทนั้นงดงามด้วยหมู่เนื้อร้ายมีสีหะและพยัคฆ์เป็นต้น และงดงามด้วยหมู่ปักษีมีหงส์ นกกระเรียนและนกยูงเป็นต้น.

หมายความว่า ปราสาทนั้นสูงลิ่ว เพราะสูงจรดท้องฟ้า จึงเกลื่อนกล่นด้วยนักษัตรและดวงดาว ประดับด้วยพระจันทร์ พระอาทิตย์และรูปพระจันทร์พระอาทิตย์.

อธิบายว่า ปราสาทของพระเจ้าจักรพรรดิหลังนั้นนั่นแหละ ดาดาษด้วยข่ายเหมคือข่ายทอง ประกอบด้วยกระดิ่งทองคือประกอบด้วยข่ายกระดิ่งทอง.

หมายความว่า ระเบียบดอกไม้ทองคือถ่องแถวของดอกไม้ดอกเป็นที่รื่นรมย์ใจคือเป็นที่จับใจ ย่อมเปล่งเสียง คือย่อมส่งเสียงเพราะแรงลม คือเพราะลมกระทบ.

ปักธงซึ่งย้อมสี คือระบายด้วยสีต่างๆ คือมีสีมิใช่น้อย คือธงสีหงสบาท ได้แก่ สีฝาง สีแดงคือสีโลหิต เป็นสีเหลืองคือมีสีเหลือง และธงสีทองและสีเหลืองแก่ ได้แก่มีสีดังทองชมพูนุทและมีสีเหลืองแก่ คือปักธงสีต่างๆ ไว้ในปราสาทนั้น.

คำว่า ธชมาลินี นี้ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส. อธิบายว่า ปราสาทนั้นประกอบด้วยระเบียบธง.

พระองค์เมื่อจะทรงพรรณนาเครื่องลาดเป็นต้นในปราสาทนั้น จึงตรัสว่า น นํ พหู ดังนี้ เป็นต้น. อธิบายว่า ปราสาทนั้นชื่อว่าจะไม่มีสิ่งของโดยมาก ย่อมไม่มีในปราสาทนั้น. ที่นอนมีเตียงและตั่งเป็นต้นวิจิตรด้วยที่นอนต่างๆ คือวิจิตรงดงามด้วยเครื่องลาดมิใช่น้อย มีจำนวนหลายร้อย คือนับได้หลายร้อย.

มีเป็นอย่างไร? คือที่นอนเป็นแก้วผลึก ได้แก่ทำด้วยแก้วผลึก ที่สำเร็จด้วยเงินคือทำด้วยเงิน สำเร็จด้วยแก้วมณีคือทำด้วยแก้วมณีเขียว ทำด้วยทับทิม คือทำด้วยแก้วมณีรัตตชาติ สีแดงโดยกำเนิด สำเร็จด้วยแก้วลาย คือทำด้วยแก้วมณีด่าง คือเพชรตาแมว ลาดด้วยผ้ากาสีเนื้อดีคือลาดด้วยผ้ากาสีเนื้อละเอียดอ่อน.

ผ้าห่มชื่อว่า ปาวุรา. ผ้าห่มเป็นเช่นไร? คือผ้ากัมพล ได้แก่ผ้าที่ทอด้วยผม ผ้าทุกุละได้แก่ผ้าที่ทอด้วยผ้าทุกุละ ผ้าจีนะได้แก่ผ้าที่ทอด้วยฝ้ายจีน ผ้าปัตตุณณะได้แก่ผ้าที่ทอด้วยฝ้ายอันเกิดมีในประเทศปัตตุณณะ เป็นผ้าสีเหลือง คือมีสีเหลือง.

อธิบายว่า เราให้ปูลาดเครื่องลาดอันวิจิตร คือที่นอนทั้งหมดอันวิจิตรด้วยเครื่องลาดและผ้าห่ม มิใช่น้อยด้วยใจคือด้วยจิต.

เมื่อจะทรงพรรณนาปราสาทนั้นโดยเฉพาะ จึงตรัสว่า ตาสุ ตาเสฺวว ภูมีสุ ดังนี้ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตนกูฏลงฺกตํ ความว่า ประดับ คืองามด้วยยอดอันล้วนด้วยแก้ว คือช่อฟ้าแก้ว.

บทว่า มณิเวโรจนา อุกฺกา ความว่า คบเพลิง คือประทีปมีด้ามอันกระทำด้วยแก้วมณีอันรุ่งเรือง คือแก้วมณีแดง.

บทว่า ธารยนฺตา สุติฏฺฐเร ความว่า คนหลายร้อยยืนทรงไว้ คือถือชูไว้ในอากาศอย่างเรียบร้อย.

เมื่อจะทรงพรรณนาปราสาทนั้นนั่นแหละซ้ำอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า โสภนฺติ เอสิกาถมฺภา ดังนี้. เสาที่เขาปักไว้ที่ประตูเมือง เพื่อต้องการความงาม ชื่อว่าเสาระเนียด ในคำว่า โสภนฺติ เอสิกาถมฺภา นั้น. ซุ้มประตูงามคือน่าพึงใจ เป็นซุ้มประตูทองคือสำเร็จด้วยทอง เป็นทองชมพูนุทคือล้วนแล้วด้วยทองชมพูนุท สำเร็จด้วยไม้แก่นคือทำด้วยแก่นไม้ตะเคียน และทำด้วยเงิน.

อธิบายว่า เสาระเนียดและซุ้มประตูทำปราสาทนั้นให้งดงาม.

อธิบายว่า ในปราสาทนั้น มีที่ต่อหลายแห่งจัดไว้เรียบร้อย วิจิตรคืองามด้วยบานประตูและกลอน เป็นวงรอบของที่ต่องดงามอยู่. บทว่า อุภโต ได้แก่ สองข้างปราสาทนั้น มีหม้อเต็มน้ำ ประกอบคือเต็มด้วยปทุมมิใช่น้อย และอุบลมิใช่น้อย ทำปราสาทนั้นให้งดงาม.

ครั้นทรงพรรณนาความงามของปราสาทอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศปราสาทที่ทำด้วยรัตนะ และสักการะสัมมานะ การนับถือยกย่อง จึงตรัสคำมีอาทิว่า อตีเต สพฺพพุทฺเธ จ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีเต ความว่า ในกาลอันล่วงไปแล้วคือผ่านไปแล้ว เรานิรมิตพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกทุกองค์ พร้อมทั้งพระสงฆ์ คือเป็นไปกับหมู่สาวกที่เกิดมีมาแล้ว และพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งสาวกคือมีพระสาวก โดยมีวรรณ รูปโฉมและทรวดทรงตามปกติโดยสภาวะ พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกทุกพระองค์ เสด็จเข้าไปยังปราสาททางประตูที่จะต้องเสด็จเข้าไป ประทับนั่งบนตั่งอันทำด้วยทองล้วนๆ คือล้วนแล้วด้วยทองทั้งหมด เป็นอริยมณฑลคือเป็นหมู่พระอริยะ.

อธิบายว่า ในบัดนี้คือในปัจจุบัน เราได้ให้พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม คือไม่มีผู้ยิ่งกว่าซึ่งมีอยู่ และพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยองค์ผู้เป็นสยัมภู คือผู้เป็นเองไม่มีคนอื่นเป็นอาจารย์ ผู้ไม่พ่ายแพ้ คือผู้อันขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมารและเทวบุตรมารทำให้แพ้ไม่ได้ ผู้บรรลุชัยชนะ ให้อิ่มหนำแล้ว. พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตกาลและปัจจุบันกาล พากันเสด็จขึ้น.

อธิบายว่า พากันเสด็จขึ้นสู่ภพ คือปราสาทของเราอย่างดี.

เชื่อมความว่า ต้นกัลปพฤกษ์เหล่าใดที่เป็นทิพย์คือเกิดในเทวโลกมีอยู่มาก และต้นกัลปพฤกษ์เหล่าใดที่เป็นของมนุษย์ คือเกิดในมนุษย์มีอยู่เป็นอันมาก เรานำเอาผ้าทั้งหมดจากต้นกัลปพฤกษ์เหล่านั้น แล้วให้ทำเป็นไตรจีวร แล้วให้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นครองไตรจีวร.

ครั้นให้นุ่งห่มไตรจีวรอย่างนี้แล้ว เอาของเคี้ยวคือของอย่างใดอย่างหนึ่งมีขนมเป็นต้นที่ควรเคี้ยว อันถึงพร้อมแล้วคือมีรสอร่อย ของควรบริโภคคืออาหารที่ควรบริโภคอันอร่อย ของควรลิ้มคือของที่ควรเลียกินอันอร่อย ของควรดื่มคือน้ำปานะ ๘ อย่างที่สมบูรณ์คืออร่อย และโภชนะคืออาหารที่ควรกิน บรรจุให้เต็มที่ในบาตรมณีมัย คือทำด้วยศิลาอันงามคือดี แล้วถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นั่งลงแล้ว.

อธิบายว่า นิมนต์ให้รับเอาแล้ว.

อริยมณฑลทั้งหมดนั้น คือหมู่พระอริยเจ้าทั้งหมดนั้น เป็นผู้มีทิพยจักษุเสมอกัน เป็นผู้เกลี้ยงเกลา อธิบายว่า เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยทิพยจักษุ เป็นผู้เกลี้ยงเกลาคือเป็นผู้สละสลวย คืองดงาม เพราะเว้นจากกิเลสทั้งปวง ครองจีวรคือเป็นผู้พรั่งพร้อมกันด้วยไตรจีวร เป็นผู้อันเราให้อิ่มหนำสำราญบริบูรณ์ด้วยของหวาน น้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยและข้าวชั้นดี.

หมู่พระอริยเจ้าเหล่านั้นอันเราให้อิ่มหนำอย่างนี้แล้ว เข้าสู่ห้องแก้วคือเรือนมีห้องอันนิรมิตด้วยรัตนะทั้ง ๗ แล้วสำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอันมีค่ามาก คือบนเตียงอันหาค่ามิได้ ดุจไกรสรราชสีห์มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย คือนอนอยู่ในถ้ำฉะนั้น.

อธิบายว่า สีหมฤคราชนอนตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า เอาเท้าขวาทำเป็นที่หนุนศีรษะ วางเท้าซ้ายทอดไปตรงๆ เอาหางซุกไว้ในระหว่างหัวไส้แล้วนิ่งๆ ฉันใด หมู่พระอริยเจ้าทั้งหลายก็สำเร็จคือกระทำการนอนฉันนั้น.

อธิบายความว่า หมู่พระอริยเจ้าเหล่านั้น ครั้นสำเร็จสีหไสยาอย่างนี้แล้ว รู้ตัวอยู่คือสมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ลุกขึ้นแล้วคือลุกขึ้นอย่างเรียบร้อย แล้วคู้บัลลังก์บนที่นอน คือทำการนั่งทำขาอ่อนให้แนบติดกันไป.

บทว่า โคจรํ สพฺพพุทฺธานํ ความว่า เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน คือเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความยินดีในฌาน อันเป็น โคจร คืออารมณ์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวงทั้งที่ล่วงไปแล้วและที่ยังไม่มา.

บทว่า อญฺเญ ธมฺมานิ เทเสนฺติ ความว่า บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าพวกหนึ่ง คือบางพวกแสดงธรรม อีกพวกหนึ่งเล่นคือรื่นรมย์ด้วยฤทธิ์ คือด้วยการเล่นฌานมีปฐมฌานเป็นต้น.

ความอธิบายต่อไปว่า บางพวกอบรมอภิญญา คืออภิญญา ๕ ให้เชี่ยวชาญคือทำให้ชำนาญ คือบรรดาอภิญญา ๕ ย่อมถึงคือเข้า อภิญญาอันไปคือถึง บรรลุความชำนาญด้วยความชำนาญ ๕ ประการ กล่าวคือการนึก การเข้า การออก การหยุดยืนและการพิจารณา. บางพวกแผลงฤทธิ์ คือทำการแผลงฤทธิ์ให้เป็นหลายพันคน ได้แก่แผลงฤทธิ์มีอาทิอย่างนี้ คือแม้คนเดียวทำให้เป็นหลายคน แม้หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้.

บทว่า พุทฺธาปิ พุทฺเธ ความว่า เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายประชุมกันอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมถามพระพุทธเจ้าทั้งหลายถึงปัญหาอันเป็นวิสัย คือเป็นอารมณ์ของพระสัพพัญญุตญาณ พระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมตรัสรู้แจ้งจริง คือตรัสรู้โดยพิเศษไม่มีส่วนเหลือ ซึ่งฐานะคือเหตุ ที่ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกซึ้งโดยอรรถอันละเอียดคือสุขุมด้วยพระปัญญา.

ในกาลนั้น แม้พระสาวกทั้งหลายผู้ประชุมกันอยู่ในปราสาทของเรา ย่อมถามปัญหากะพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ถามปัญหากะสาวกคือศิษย์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าและพระสาวกเหล่านั้น ต่างถามปัญหากันและกัน ต่างพยากรณ์คือแก้ปัญหากันและกัน.

เมื่อจะทรงแสดงพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น โดยมีภาวะเป็นอย่างเดียวกันอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า พุทฺธา ปจฺเจกพุทฺธา จ ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกคือศิษย์ และผู้ปรนนิบัติคือนิสิต ทั้งหมดนี้ยินดีอยู่ด้วยความยินดีของตนๆ เร้นอยู่ ย่อมอภิรมย์อยู่ในปราสาทของเรา.

พระเจ้าติโลกวิชัยจักรพรรดิราชนั้น ครั้นทรงแสดงอาจารสมบัติของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ในเวชยันตปราสาทของพระองค์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงอานุภาพของพระองค์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ฉตฺตา ติฏฺฐนฺติ รตนา ดังนี้.

ในคำนั้น มีอธิบายว่า ฉัตรแก้วอันล้วนแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพวงมาลัยทองเป็นทิวแถว คือห้อยตาข่ายทองอยู่ประจำ. ฉัตรทั้งหลายวงด้วยข่ายแก้วมุกดาคือล้อมด้วยข่ายแก้วมุกดา เพียงแต่คิดว่า ฉัตรทุกชนิดจงกั้นอยู่เหนือกระหม่อมคือศีรษะเรา ก็ย่อมปรากฏขึ้น.

เพดานผ้าวิจิตรด้วยดาวทอง คือแวววาวด้วยดาวทองจงมีคือจงบังเกิดขึ้น.

อธิบายว่า เพดานมิใช่น้อยทุกชนิด วิจิตรคือมีสีหลายอย่าง ดาษด้วยมาลัยคือแผ่ไปด้วยดอกไม้ จงกั้นอยู่เหนือกระหม่อม คือส่วนเบื้องบนแห่งที่เป็นที่นั่ง.

เชื่อมความว่า สระโบกขรณีดาดาษคือกลาดเกลื่อนด้วยพวงดอกไม้คือพวงของหอมและดอกไม้หลายอย่าง งดงามด้วยพวงของหอม คือพวงสุคนธชาติมีจันทน์ หญ้าฝรั่นและกฤษณาเป็นต้น.

อธิบายว่า สระโบกขรณีเกลื่อนกล่นด้วยพวงผ้าคือพวงผ้าอันหาค่ามิได้ มีผ้าปัตตุณณะและผ้าจีนะเป็นต้น ประดับตกแต่งด้วยพวงรัตนะทั้ง ๗. ดาดาษด้วยดอกไม้ คือดาดาษด้วยดอกไม้หอมมีจำปา สฬละและจงกลนีเป็นต้น วิจิตรงดงามด้วยดี.

สระโบกขรณีมีอะไรอีกบ้าง?

คือสระโบกขรณีอบอวลด้วยสุคนธชาติอันมีกลิ่นหอมน่าพอใจยิ่ง. เจิมด้วยของหอมไว้โดยรอบคือประดับด้วยของหอมที่เอานิ้วทั้ง ๕ ไล้ทาไว้ สระโบกขรณีอันมีอยู่ในทิศทั้ง ๔ ของปราสาท มุงด้วยเครื่องมุงเหมคือมุงด้วยเครื่องมุงอันเป็นทองและเพดานทอง ดาดาษแผ่เต็มไปด้วยปทุมและอุบล ปรากฏเป็นสีทองในรูปทอง สระโบกขรณีฟุ้งไปด้วยละอองเรณูของดอกปทุม คือขจรขจายไปด้วยละอองธุลีของดอกปทุม งดงามอยู่.

รอบๆ เวชยันตปราสาทของเรามีต้นไม้มีต้นจำปาเป็นต้นออกดอกทุกต้น นี้เป็นต้นไม้ดอก. ดอกไม้ทั้งหลายหล่นมาเองแล้วลอยไปโปรยปราสาท. อธิบายว่า โปรยลงเบื้องบนปราสาท.

มีอธิบายว่า ในเวชยันตปราสาทของเรานั้น มีนกยูงฟ้อน มีหมู่หงส์ทิพย์ คือหงส์เทวดาส่งเสียงร้อง หมู่นกการวิกคือโกกิลาที่มีเสียงเพราะขับขาน คือทำการขับร้อง และหมู่นกอื่นๆ ที่ไม่สำคัญก็ร่ำร้องด้วยเสียงอันไพเราะอยู่โดยรอบปราสาท.

รอบๆ ปราสาท มีกลองขึงหนังหน้าเดียวและกลองขึงหนังสองหน้าเป็นต้นทั้งหมดได้ดังขึ้นคือได้ตีขึ้น พิณนั้นทั้งหมดซึ่งมีสายมิใช่น้อย ได้ดีดขึ้นคือส่งเสียง. สังคีตทุกชนิดคือเป็นอเนกประการ จงเป็นไปคือจงบรรเลง. อธิบายว่า จงขับขานขึ้น.

ในพุทธเขตมีกำหนดเพียงใดคือในที่มีประมาณเท่าใด ได้แก่ในหมื่นจักรวาลและในจักรวาลอื่นจากหมื่นจักรวาลนั้น บัลลังก์ทองสมบูรณ์ด้วยความโชติช่วงคือสมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่องว่าง ใหญ่โต สำเร็จด้วยรัตนะทั่วทุกด้าน คือเขาทำขจิตด้วยรัตนะทั้ง ๗ จงตั้งอยู่ ต้นไม้ประดับประทีปคือต้นไม้มีน้ำมันตามประทีปจงลุกเป็นไฟโพลงอยู่ คือสว่างด้วยประทีปรอบๆ ปราสาท. เป็นไม้ประทีปติดต่อกันไปเป็นหมื่นดวง คือเป็นหมื่นดวงติดต่อกันกับหมื่นดวง จงเป็นประทีปรุ่งเรืองเป็นอันเดียวกัน คือเป็นประดุจประทีปดวงเดียวกัน. อธิบายว่า จงลุกโพลง.

หญิงคณิกาคือหญิงฟ้อนผู้ฉลาดในการฟ้อนและการขับ หญิงขับร้องคือผู้ทำเสียงด้วยปาก จงฟ้อนไปรอบๆ ปราสาท. หมู่นางอัปสรคือหมู่หญิงเทวดา จงฟ้อนรำ. สนามเต้นรำต่างๆ คือมณฑลสนามเต้นรำต่างๆ มีสีเป็นอเนกประการ จงฟ้อนรำรอบๆ ปราสาท ชื่อว่าเขาเห็นกันทั่วไป. อธิบายว่า จงปรากฏ.

อธิบายว่า ในครั้งนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่าติโลกวิชัย ให้ยกธงทั้งปวงมี ๕ สี คือมีสี ๕ สีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น วิจิตรคืองดงามด้วยสีหลายหลาก บนยอดไม้ บนยอดเขา คือยอดเขาหิมพานต์และเขาจักรวาลเป็นต้น บนยอดเขาสิเนรุและในที่ทั้งปวง ในจักรวาลทั้งสิ้น.

อธิบายว่า พวกคนคือคนจากโลกอื่น พวกนาคจากโลกนาค พวกคนธรรพ์และเทวดาจากเทวโลก ทั้งหมดจงมาคือจงเข้ามา. พวกคนเป็นต้นเหล่านั้นนมัสการคือทำการนอบน้อมเรา กระทำอัญชลีคือทำกระพุ่มมือ แวดล้อมเวชยันตปราสาทของเรา.

พระเจ้าจักรพรรดิติโลกวิชัยนั้น ครั้นพรรณนาอานุภาพปราสาทและอานุภาพของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะให้ถือเอาผลบุญที่ตนทำไว้ด้วยสมบัติ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยํ กิญฺจิ กุสลํ กมฺมํ ดังนี้.

อธิบายว่า กิริยากล่าวคือกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะพึงกระทำมีอยู่ กุศลกรรมที่จะพึงทำทั้งหมดนั้น เราทำแล้วด้วยกาย วาจาและใจ คือด้วยไตรทวาร ให้เป็นอันทำดีแล้วคือให้เป็นอันทำด้วยดีแล้วในไตรทศ. อธิบายว่า กระทำให้ควรแก่การเกิดขึ้นในภพดาวดึงส์.

เมื่อจะให้ถือเอาอีกจึงกล่าวว่า เย สตฺตา สญฺญิโน ดังนี้เป็นต้น

ในคำนั้นมีอธิบายว่า สัตว์เหล่าใดจะเป็นมนุษย์ เทวดาหรือพรหมก็ตาม ที่มีสัญญาคือประกอบด้วยสัญญามีอยู่ และสัตว์เหล่าใดที่ไม่มีสัญญาคือเว้นจากสัญญา ได้แก่สัตว์ผู้ไม่มีสัญญาย่อมมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนบุญที่เรากระทำแล้ว คือจงเป็นผู้มีบุญ.

พระโพธิสัตว์เมื่อจะให้ถือเอาแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เยสํ กตํ ดังนี้.

อธิบายว่า บุญที่เราทำแล้วอันชน นาค คนธรรพ์และเทพเหล่าใด รู้ดีแล้วคือทราบแล้ว เราให้ผลบุญแก่นรชนเป็นต้นเหล่านั้น นรชนเป็นต้นเหล่าใด ไม่รู้ว่าเราให้บุญที่เราทำแล้วนั้น เทพทั้งหลายจงไปแจ้งให้รู้.

อธิบายว่า จงบอกผลบุญนั้นแก่นรชนเป็นต้นเหล่านั้น.

สัตว์เหล่าใดในโลกทั้งปวงผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีวิต สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงได้โภชนะอันพึงใจทุกอย่างด้วยใจของเรา คือด้วยจิตของเรา. อธิบายว่า จงได้ด้วยบุญฤทธิ์ของเรา.

ทานใดเราได้ให้แล้ว ด้วยจิตใจอันเลื่อมใส เรานำมาแล้ว คือยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นแล้ว ในทานนั้นด้วยจิตใจ. พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า และพระสาวกของพระชินเจ้า เราผู้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้บูชาแล้ว.

ด้วยกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น คือด้วยกุศลกรรมที่เราเชื่อแล้วกระทำไว้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ คือด้วยความปรารถนาที่ทำไว้ด้วยใจ เราละคือทิ้งร่างกายมนุษย์ ได้แก่สรีระของมนุษย์ แล้วได้ไปสู่ดาวดึงสเทวโลก.

อธิบายว่า เราได้เกิดขึ้นในดาวดึงสเทวโลกนั้น เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น.

แต่นั้น พระเจ้าจักรพรรดิติโลกวิชัยได้สวรรคตแล้ว จำเดิมแต่นั้น เรารู้จักภพ ๒ ภพ คือชาติ ๒ ชาติที่มาถึง คือความเป็นเทวดา ได้แก่อัตภาพของเทวดา และความเป็นมนุษย์ คืออัตภาพของมนุษย์. นอกจาก ๒ ชาติ เราไม่รู้จัก คือไม่เห็นคติอื่น คือความอุปบัติอื่น อันเป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจคือด้วยจิต.

อธิบายว่า เป็นผลแห่งความปรารถนาที่เราปรารถนาแล้ว.

บทว่า เทวานํ อธิโก โหมิ ความว่า ถ้าเกิดในเทวดา เราได้เป็นผู้ยิ่งคือเป็นใหญ่ ได้แก่เป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาทั้งหลาย ด้วยอายุ วรรณะ พละและเดช. ถ้าเกิดในมนุษย์ เราย่อมเป็นใหญ่ในมนุษย์ คือเป็นอธิบดี เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งหลาย. อนึ่ง เราเป็นพระราชาผู้เพียบพร้อม คือสมบูรณ์ด้วยรูปอันยิ่ง คือด้วยรูปสมบัติ และด้วยลักษณะ คือลักษณะส่วนสูงและส่วนใหญ่ ไม่มีผู้เสมอ คือเว้นคนผู้เสมอด้วยปัญญา ได้แก่ปัญญาเครื่องรู้ปรมัตถ์ในภพที่เกิดแล้วๆ. อธิบายว่า ไม่มีใครๆ เสมอเหมือนเรา.

เพราะผลบุญอันเป็นบุญสมภารที่เรากระทำไว้แล้ว โภชนะอันประเสริฐอร่อยมีหลายอย่างคือมีประการต่างๆ รัตนะทั้ง ๗ มากมายมีประมาณไม่น้อย และผ้าปัตตุณณะและผ้าโกเสยยะเป็นต้นหลายชนิด คือเป็นอเนกประการ จากฟากฟ้าคือนภากาศมา คือเข้ามาหาเรา ได้แก่สำนักเราโดยเร็วพลัน ในภพที่เกิดแล้วๆ.

เราเหยียดคือชี้มือไปยังที่ใดๆ จะเป็นที่แผ่นดิน บนภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ภักษาทิพย์คืออาหารทิพย์ย่อมเข้ามา คือ เข้ามาหาเรา ได้แก่สำนักเราจากที่นั้นๆ. อธิบายว่า ย่อมปรากฏขึ้น.

อนึ่ง รัตนะทั้งปวง ของหอมมีจันทน์เป็นต้นทุกอย่าง ยานคือพาหนะทุกชนิด มาลาคือดอกไม้ทั้งหมดมีจำปา กากะทิงและบุนนาคเป็นต้น เครื่องอลังการคือเครื่องอาภรณ์ทุกชนิด นางทิพกัญญาทุกนาง น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดทุกอย่าง ของเคี้ยวคือของควรเคี้ยวมีขนมเป็นต้นทุกชนิด ย่อมเข้ามาคือย่อมเข้ามาหาเราคือสำนักเราโดยลำดับ.

บทว่า สมฺโพธิวรปตฺติยา แปลว่า เพื่อต้องการบรรลุมรรคญาณทั้ง ๔ อันสูงสุด. อธิบายว่า เราได้กระทำ คือบำเพ็ญอุดมทานใด เพราะอุดมทานนั้น เรากระทำภูเขาหินให้บันลือเป็นอันเดียวกันทั้งสิ้น ให้กระหึ่มเสียงดัง คือเสียงกึกก้องมากมาย ยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก ได้แก่มนุษยโลกและเทวโลกทั้งสิ้นให้ร่าเริง คือทำให้ถึงความโสมนัส จะได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก คือในสกลโลกทั้ง ๓.

บทว่า ทิสา ทสวิธา โลเก ความว่า ในจักรวาลโลกมีทิศอยู่ ๑๐ อย่าง คือ ๑๐ ส่วน ที่สุดย่อมไม่มีแก่ผู้ไป คือผู้ดำเนินไปอยู่ในส่วนนั้น.

ครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในที่ที่เราไปแล้วๆ หรือในทิศาภาคนั้น มีพุทธเขตคือพุทธวิสัยนับไม่ถ้วนคือยกเว้นการนับ.

บทว่า ปภา ปกิตฺติตา ความว่า ในกาลเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ครั้งนั้น รัศมีของเรา รัศมีคือแสงสว่างของจักรแก้ว และแก้วมณีเป็นต้นนำรัศมีมา คือเปล่งรัศมีเป็นคู่ๆ ปรากฏแล้ว ในระหว่างนี้ คือในระหว่างหมื่นจักรวาล มีข่ายคือหมู่รัศมีได้มีแสงสว่างกว้างขวาง คือมากมาย.

บทว่า เอตฺตเก โลกธาตุมฺหิ ความว่า ในหมื่นจักรวาล ชนทั้งปวงย่อมดู คือเห็นเรา. เทวดาทั้งปวงจนกระทั่งเทวโลกจงอนุวรรตน์ตาม คือเกื้อกูลเรา.

บทว่า วิสิฏฺฐมธุนาเทน แปลว่า ด้วยเสียงบันลืออันไพเราะสละสลวย.

บทว่า อมตเภริมาหนึ แปลว่า เราตีกลองอมตเภรี ได้แก่กลองอันประเสริฐ.

ชนทั้งปวงในระหว่างนี้ คือระหว่างหมื่นจักรวาลนี้จงฟัง คือจงใส่ใจวาจาที่เปล่งคือเสียงอันไพเราะของเรา.

เมื่อฝนคือธรรมตกลง คือเมื่อฝนมีอรรถอันเป็นปรมัตถ์ ลึกซึ้ง ไพเราะ สุขุม อันเป็นโวหารของพระธรรมเทศนานั้น ตกลงมาด้วยการบันลืออันล้วนแล้วด้วยพระธรรมเทศนา ภิกษุและภิกษุณีเป็นต้นทั้งหมดจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลส ด้วยอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

บทว่า เยตฺถ ปจฺฉิมกา สตฺตา มีอธิบายว่า บรรดาสัตว์คือบริษัท ๔ อันเป็นหมวดหมู่นี้ สัตว์เหล่าใดเป็นปัจฉิมกสัตว์ คือเป็นผู้ต่ำสุดด้วยอำนาจคุณความดี สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นพระโสดาบัน.

ในคราวเป็นพระเจ้าจักรพรรดิโลกวิชัยนั้น เราได้ให้ทานที่ควรให้ บำเพ็ญศีลบารมีโดยไม่เหลือ บรรลุถึงบารมี คือที่สุดในเนกขัมคือเนกขัมมบารมี พึงเป็นผู้บรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด คือมรรคญาณทั้ง ๔.

เราสอบถามบัณฑิต คือนักปราชญ์ผู้มีปัญญา คือถามว่า ท่านผู้เจริญ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล คนทำอะไรจึงจะเป็นผู้มีส่วนแห่งสวรรค์และนิพพานทั้งสอง.

อธิบายว่า บำเพ็ญปัญญาบารมี ด้วยประการอย่างนี้.

บทว่า กตฺวา วีริยมุตฺตมํ ได้แก่ กระทำความเพียรอันสูงสุด คือประเสริฐสุด ได้แก่ไม่ขาดตอน ในการยืนและการนั่งเป็นต้น.

อธิบายว่า บำเพ็ญวิริยบารมี. เราถึงบารมีคือที่สุดแห่งอธิวาสนขันติที่คนร้ายทั้งสิ้นไม่ทำความเอื้อเฟื้อ คือได้บำเพ็ญขันติบารมีแล้ว พึงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด คือความเป็นพระพุทธเจ้าอันอุดม.

บทว่า กตฺวา ทฬฺหมธิฏฺฐานํ ความว่า เรากระทำอธิษฐานบารมีมั่นโดยไม่หวั่นไหวว่า แม้เมื่อสรีระและชีวิตของเราจะพินาศไป เราจักไม่งดเว้นบุญกรรม บำเพ็ญที่สุดแห่งสัจบารมีว่า แม้เมื่อศีรษะจะขาด เราจักไม่กล่าวมุสาวาท ถึงที่สุดแห่งเมตตาบารมี โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุข ไม่มีโรคป่วยไข้ แล้วบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด.

เราเป็นผู้เสมอ คือมีใจเสมอในอารมณ์ทั้งปวง คือในการได้สิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต ในการไม่ได้สิ่งเหล่านั้น ในสุขทางกายและทางใจ ในทุกข์เช่นนั้นคือที่เป็นไปทางกายและทางใจ ในการยกย่องที่ชนผู้มีความเอื้อเฟื้อกระทำ และในการดูหมิ่น บำเพ็ญอุเบกขาบารมี บรรลุแล้ว. อธิบายว่า พึงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด.

ท่านทั้งหลายจงเห็นคือรู้ความเกียจคร้านคือความเป็นผู้เกียจคร้าน โดยความเป็นภัย คือโดยอำนาจว่าเป็นภัยว่า มีส่วนแห่งอบายทุกข์ เห็นคือรู้ความไม่เกียจคร้าน คือความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ความประพฤติอันไม่หดหู่ ชื่อว่าความเพียรโดยความเกษม คือโดยอำนาจความเกษมว่า มีปกติให้ไปสู่นิพพาน แล้วจงเป็นผู้ปรารภความเพียร. นี้เป็นพุทธานุสาสนีคือนี้เป็นความพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า.

บทว่า วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาท คือการทะเลาะโดยความเป็นภัย เห็นคือรู้ว่า ความวิวาทมีส่วนแห่งอบาย และเห็นคือรู้ความไม่วิวาท คือความงดเว้นจากการวิวาทว่าเป็นเหตุให้บรรลุพระนิพพาน แล้วจงเป็นผู้สมัครสมานกัน คือมีจิตมีอารมณ์เลิศเป็นอันเดียว เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน คือสละสลวย งดงามด้วยเมตตาอันดำเนินไปในธุระหน้าที่. กถาคือการเจรจา การกล่าวนี้เป็นอนุสาสนีคือเป็นการให้โอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

ท่านทั้งหลายจงเห็น คือจงรู้ความประมาท คือการอยู่โดยปราศจากสติ ในการยืนและการนั่งเป็นต้น โดยความเป็นภัยว่า เป็นเหตุให้เป็นไปเพื่อความทุกข์ ความเป็นผู้มีรูปชั่วและความเป็นผู้มีข้าวน้ำน้อยเป็นต้น และเป็นเหตุให้ไปสู่อบายเป็นต้น ในสถานที่เกิดแล้วๆ แล้วจงเห็นคือจงรู้อย่างชัดแจ้งถึงความไม่ประมาท คือการอยู่ด้วยสติในอิริยาบถทั้งปวง โดยเป็นความเกษม คือโดยความเจริญว่า เป็นเหตุเครื่องบรรลุพระนิพพาน แล้วจงอบรม คือจงเจริญ จงใส่ใจถึงมรรคมีองค์ ๘ คือมรรค ได้แก่อุบายเครื่องบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ อันมีองค์ประกอบ ๘ อย่าง คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ.

กถาคือการกล่าว ได้แก่การเจรจา การเปล่งวาจา นี้เป็นพุทธานุสาสนี. อธิบายว่า เป็นความพร่ำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

บทว่า สมาคตา พหู พุทฺธา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายนับได้หลายแสนมาพร้อมกันแล้ว คือเป็นผู้ประชุมกันแล้ว และพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายมาพร้อมกันแล้ว คือเป็นผู้ประชุมกันแล้วโดยประการทั้งปวง ได้แก่โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงนอบน้อม คือจงนมัสการกราบไหว้ ด้วยการกระทำความนอบน้อมด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายนั้นผู้ควรแก่การกราบไหว้.

ด้วยประการฉะนี้ คือด้วยประการดังเรากล่าวมาแล้วนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย คือใครๆ ไม่พึงอาจเพื่อจะคิด.

ธรรมทั้งหลายมีอาทิ คือสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ มรรคมีองค์ ๘ ขันธ์ ๕ เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัยเป็นต้น ชื่อว่าพุทธธรรม.

อีกอย่างหนึ่ง สภาวะแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย คือใครๆ ไม่อาจเพื่อจะคิดวิบาก กล่าวคือเทวสมบัติ มนุษย์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เป็นอจินไตย คือในสิ่งที่พ้นจากวิสัยของการคิด ย่อมเป็นอันใครๆ ไม่อาจคิด คือล่วงพ้นจากการที่จะนับจำนวน.

ก็ด้วยลำดับคำมีประมาณเท่านี้ อุปมาเหมือนคนเดินทาง เมื่อใครๆ ถูกเขาถามว่าขอจงบอกทางแก่เรา ก็บอกว่าจงละทางซ้ายถือเอาทางขวา ดังนี้แล้วก็ทำกิจที่ควรทำในคามนิคมและราชธานีให้สำเร็จโดยทางนั้น แม้จะไปใหม่อีกตามทางซ้ายมือสายอื่นที่เขาไม่ได้เดินกัน ก็ย่อมทำกิจที่ควรทำในคามและนิคมเป็นต้นให้สำเร็จได้ฉันใด พุทธาปทานก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

ครั้นให้สำเร็จได้ด้วยอปทานที่เป็นฝ่ายกุศลแล้ว เพื่อที่จะให้พุทธาปทานนั้นนั่นแลพิสดารออกไป ด้วยอำนาจอปทานที่เป็นฝ่ายอกุศลบ้าง จึงตั้งหัวข้อปัญหาไว้ดังนี้ว่า

ทุกฺกรญฺจ อพฺภกฺขานํ อพฺภกฺขานํ ปุนาปรํ อพฺภกฺขานํ สิลาเวโธ สกลิกาปิ จ เวทนา ฯ นาฬาคิริ สตฺตจฺเฉโท สีสทุกฺขํ ยวขาทนํ ปิฏฺฐิทุกฺขมตีสาโร อิเม อกุสลการณาติ ฯ การทำทุกรกิริยา ๑ การกล่าวโทษ ๑ การด่าว่า ๑ การกล่าวหา ๑

การถูกศิลากระทบ ๑ การเสวยเวทนาจากสะเก็ดหิน ๑ การปล่อย

ช้างนาฬาคิรี ๑ การถูกผ่าตัดด้วยศาสตรา ๑ การปวดศีรษะ ๑

การกินข้าวแดง ๑ ความเจ็บปวดสาหัสที่กลางหลัง ๑ การลงโลหิต ๑

เหล่านี้เป็นเหตุฝ่ายอกุศล.

บรรดาข้อปัญหาเหล่านั้น ปัญหาข้อที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

การทำทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ พรรษา ชื่อว่าทำทุกรกิริยา.

ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพราหมณ์มาณพชื่อว่าโชติปาละ โดยที่เป็นชาติพราหมณ์จึงไม่เลื่อมใสในพระศาสนา เพราะวิบากของกรรมเก่าแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เขาได้ฟังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ จึงได้กล่าวว่า การตรัสรู้ของสมณะโล้นจักมีมาแต่ที่ไหน การตรัสรู้เป็นของที่ได้โดยยากยิ่ง.

เพราะวิบากของกรรมนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงได้เสวยทุกข์มีนรกเป็นต้นหลายร้อยชาติ ถัดมาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นนั่นแหละ เขาทำชาติสงสารให้สิ้นไปด้วยกรรมที่ได้พยากรณ์ไว้นั้นนั่นแล ในตอนสุดท้ายได้อัตภาพเป็นพระเวสสันดร จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในภพดุสิต. จุติจากภพดุสิตนั้นด้วยการอาราธนาของเหล่าเทวดา บังเกิดในสักยตระกูล เพราะญาณแก่กล้าจึงละทิ้งราชสมบัติในสกลชมพูทวีปเสีย แล้วตัดกำพระเกศาให้มีปลายเสมอกัน ด้วยดาบที่ลับไว้อย่างดี ที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที รับบริขาร ๘ อันสำเร็จด้วยฤทธิ์ซึ่งเกิดในกลีบปทุม ในเวลาที่กัปยังตั้งอยู่ซึ่งพระพรหมนำมาให้แล้วบรรพชา เพราะญาณทัสสนะคือพระโพธิญาณยังไม่แก่กล้าก่อน จึงไม่รู้จักทางและมิใช่ทางแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสรีระเช่นกับเปรตผู้ไม่มีเนื้อและเลือด เหลือแต่กระดูก หนังและเอ็น ด้วยอำนาจที่บริโภคอาหารมื้อเดียว คำเดียว เป็นผู้เดียว ทางเดียว และนั่งผู้เดียว บำเพ็ญทุกรกิริยามหาปธานความเพียรใหญ่ โดยนัยดังกล่าวไว้ในปธานสูตรนั่นแล ณ อุรุเวลาชนบทถึง ๖ พรรษา.

พระโพธิสัตว์นั้นนึกถึงทุกรกิริยานี้ว่า ไม่เป็นทางแห่งการตรัสรู้ จึงกลับเสวยอาหารประณีตในคาม นิคมและราชธานี มีอินทรีย์ผ่องใส มีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ครบบริบูรณ์ เสด็จเข้าไปยังโพธิมัณฑ์โดยลำดับ ชนะมารทั้ง ๕ ได้เป็นพระพุทธเจ้า.

ก็ในกาลนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ชื่อโชติปาละ ได้กล่าว

กะพระกัสสปสุคตเจ้าว่า การตรัสรู้ของสมณะโล้นจักมีมาแต่ไหน

การตรัสรู้เป็นของได้ยากยิ่ง.

เพราะวิบากของกรรมนั้น เราจึงต้องทำทุกรกิริยามากมาย

อยู่ที่ตำบลอุรุเวลาถึง ๖ ปี จากนั้น จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ.

เราไม่ได้บรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดโดยหนทางนั้น เรา

ถูกกรรมเก่าห้ามไว้ จึงได้แสวงหาโดยทางผิด.

เรามีบุญและบาปสิ้นไปหมดแล้ว เว้นจากความเร่าร้อนทั้ง

ปวง ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน

แล.

ในปัญหาข้อที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การกล่าวยิ่ง คือการด่าว่า ชื่อว่าอัพภักขานะ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลศูทร เป็นนักเลงชื่อมุนาฬิ ผู้ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีความชำนาญอะไรอาศัยอยู่.

ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสุรภิ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากไปถึงที่ใกล้ของเขาด้วยกิจบางอย่าง. เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ได้ด่าว่าด้วยคำเป็นต้นว่า สมณะนี้ทุศีล มีธรรมลามก. เพราะวิบากของอกุศลนั้น เขาจึงได้เสวยทุกข์ในนรกเป็นต้นหลายพันปี ในอัตภาพครั้งสุดท้ายนี้ ในตอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในภพดุสิต พวกเดียรถีย์ปรากฏขึ้นก่อน เที่ยวแสดงทิฏฐิ ๖๒ หลอกลวงประชาชนอยู่นั้น จึงได้จุติจากดุสิตบุรี บังเกิดในสกุลสักยราช แล้วได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับ. พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ เสมือนหิ่งห้อยในตอนพระอาทิตย์ขึ้น จึงผูกความอาฆาตในพระผู้มีพระภาคเจ้าเที่ยวไปอยู่.

สมัยนั้น เศรษฐีในกรุงราชคฤห์ผูกตาข่ายในแม่น้ำคงคาแล้วเล่นอยู่ เห็นปุ่มไม้จันทน์แดงจึงคิดว่า ในเรือนของเรามีไม้จันทน์มากมาย จะให้เอาปุ่มไม้จันทน์แดงนี้เข้าเครื่องกลึง แล้วให้ช่างกลึงกลึงบาตรด้วยปุ่มไม้จันทน์แดงนั้น แล้วแขวนที่ไม้ไผ่ต่อๆ ลำกัน ให้ตีกลองป่าวร้องว่า ผู้ใดมาถือเอาบาตรใบนี้ได้ด้วยฤทธิ์ เราจักเป็นผู้จงรักภักดีต่อผู้นั้น.

ในกาลนั้น พวกเดียรถีย์ปรึกษากันว่า บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว บัดนี้ พวกเราฉิบหายแล้ว นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวกะบริษัทของตนอย่างนี้ เราจะไปใกล้ๆ ไม้ไผ่ ทำอาการดังว่าจะเหาะขึ้นในอากาศ พวกท่านจงจับบ่าเราแล้วห้ามว่า ท่านอย่ากระทำฤทธิ์เพราะอาศัยบาตรที่ทำด้วยไม้เผาผีเลย เดียรถีย์เหล่านั้นพากันไปอย่างนั้น แล้วได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.

ครั้งนั้น พระปิณโฑลภารทวาชะและพระโมคคัลลานะ ยืนอยู่บนยอดภูเขาหินประมาณ ๓ คาวุต กำลังห่มจีวรเพื่อต้องการจะรับบิณฑบาต ได้ยินเสียงโกลาหลนั้น. บรรดาพระเถระทั้งสองนั้น พระโมคคัลลานะได้กล่าวกะพระปิณโฑลภารทวาชะว่า ท่านจงเหาะไปเอาบาตรนั้น. พระปิณโฑลภารทวาชะนั้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเท่านั้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเลิศของท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ท่านนั่นแหละจงถือเอา. แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านถูกพระโมคคัลลานะบังคับว่า ท่านนั่นแหละผมสั่งแล้ว จงถือเอาเถิด จึงทำภูเขาหินประมาณ ๓ คาวุตที่ตนยืนอยู่ ให้ติดที่พื้นเท้าแล้วให้ปกคลุมนครราชคฤห์เสียทั้งสิ้น เหมือนฝาปิดหม้อข้าวฉะนั้น.

ครั้งนั้น ชนชาวพระนครแลเห็นพระเถระนั้น ดุจด้ายแดงที่ร้อยในภูเขาแก้วผลึก พากันตะโกนว่า ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ขอท่านจงคุ้มครองพวกกระผมด้วย ต่างก็กลัว จึงได้เอากระด้งเป็นต้นกั้นไว้เหนือศีรษะ. ทีนั้น พระเถระได้ปล่อยภูเขานั้นลงไว้ในที่ที่ตั้งอยู่แล้วไปด้วยฤทธิ์ถือเอาบาตรนั้นมา.

ครั้งนั้น ชนชาวพระนครได้กระทำความโกลาหลดังขึ้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในพระเวฬุวนาราม ได้ทรงสดับเสียงนั้น จึงตรัสถามพระอานนท์ว่า นั้นเสียงอะไร? พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระภารทวาชะถือเอาบาตรมาได้ ชนชาวพระนครจึงยินดีได้กระทำเสียงโห่ร้อง.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อที่จะทรงปลดเปลื้องการกล่าวร้ายผู้อื่นต่อไป จึงทรงให้นำบาตรนั้นมาทุบให้แตก แล้วทำการบดให้ละเอียดสำหรับเป็นยาหยอดตา แล้วทรงให้แก่ภิกษุทั้งหลาย ก็แหละครั้นทรงให้แล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรทำการแสดงฤทธิ์ ภิกษุใดทำ ภิกษุนั้นต้องอาบัติทุกกฏ.

ลำดับนั้น เดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวกันว่า ข่าวว่าพระสมณโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย สาวกเหล่านั้นย่อมไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทที่บัญญัติไว้นั้น แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต พวกเราจักทำอิทธิปาฏิหาริย์ จึงพากันเป็นหมวดหมู่ทำความโกลาหลอยู่ในที่นั้นๆ.

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับดังนั้น จึงเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเดียรถีย์ป่าวร้องว่าจักทำอิทธิปาฏิหาริย์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร แม้อาตมภาพก็จักทำ.

พระราชาตรัสถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายไว้แล้วมิใช่หรือ พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร อาตมภาพจักถามเฉพาะพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงตั้งสินไหมสำหรับผู้กินผลมะม่วงเป็นต้นในอุทยานของพระองค์ว่า สินไหมมีประมาณเท่านี้ แม้สำหรับพระองค์ก็ทรงตั้งรวมเข้าด้วยหรือ.

พระราชาทูลว่า ไม่มีสินไหมสำหรับข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่างนั้น มหาบพิตร สิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้ว ย่อมไม่มีสำหรับอาตมภาพ.

พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปาฏิหาริย์จักมีที่ไหน พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ที่โคนต้นคัณฑามพพฤกษ์ ใกล้เมืองสาวัตถี มหาบพิตร.

พระราชาตรัสว่า ดีละ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายจักคอยดูปาฏิหาริย์นั้น.

ลำดับนั้น พวกเดียรถีย์ได้ฟังว่า นัยว่าปาฏิหาริย์จักมีที่โคนต้นคัณฑามพพฤกษ์ จึงให้ตัดต้นมะม่วงรอบๆ พระนคร. ชาวพระนครทั้งหลายจึงพากันผูกมัดเตียงซ้อนๆ กัน และหอคอยเป็นต้น ในสถานที่อันเป็นลานใหญ่ ชาวชมพูทวีปเป็นกลุ่มๆ ได้ยืนแผ่ขยายไปตลอด ๑๒ โยชน์ เฉพาะในทิศตะวันออก แม้ในทิศที่เหลือ ก็ประชุมกันอยู่โดยอาการอันสมควรแก่สถานที่นั้น.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อกาลเวลาถึงเข้าแล้ว ในวันเพ็ญเดือน ๘ ทรงทำกิจที่ควรทำให้เสร็จแต่เช้าตรู่ แล้วเสด็จไปยังที่นั้นประทับนั่งอยู่แล้ว.

ขณะนั้น นายคนเฝ้าอุทยานชื่อว่าคัณฑะ เห็นมะม่วงสุกดีในรังมดแดง จึงคิดว่า ถ้าเราจะถวายมะม่วงนี้แก่พระราชา ก็จะได้ทรัพย์อันเป็นสาระมีกหาปณะเป็นต้น แต่เมื่อน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า สมบัติในโลกนี้และโลกหน้าก็จักเกิดมี ครั้นคิดดังนี้แล้วจึงน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับมะม่วงนั้นแล้ว ดำรัสสั่งพระอานนทเถระว่า เธอจงคั้นผลมะม่วงนี้ทำให้เป็นน้ำปานะ. พระเถระได้กระทำตามพระดำรัสแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดื่ม (น้ำ) ผลมะม่วงแล้ว ประทานเมล็ดมะม่วงแก่นายคนเฝ้าอุทยานแล้วตรัสว่า จงเพาะเมล็ดมะม่วงนี้. นายอุยยานบาลนั้นจึงคุ้ยทรายแล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้น พระอานนทเถระเอาคนโทตักน้ำรด. ขณะนั้น หน่อมะม่วงก็งอกขึ้นมา เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแหละ ก็ปรากฏเต็มไปด้วยกิ่ง ค่าคบ ดอก ผลและใบอ่อน. ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นเคี้ยวกินผลมะม่วงที่หล่นลงมา ไม่อาจให้หมดสิ้นได้.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิตรัตนจงกรมบนยอดเขามหาเมรุในจักรวาลนี้ จากจักรวาลทิศตะวันออกจนกระทั่งถึงจักรวาลทิศตะวันตก เมื่อจะทรงยังบริษัทมิใช่น้อยให้บันลือสีหนาท จึงทรงกระทำมหาอิทธิปาฏิหาริย์ โดยนัยดังกล่าวแล้วในอรรถกถาธรรมบท ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์ทำให้พวกเขาถึงประการอันผิดแผกไปต่างๆ ในเวลาเสร็จปาฏิหาริย์ ได้เสด็จไปยังภพดาวดึงส์ โดยพุทธจริยาที่พระพุทธเจ้าในปางก่อนทรงประพฤติมาแล้ว ทรงจำพรรษาอยู่ในภพดาวดึงส์นั้น ทรงแสดงพระอภิธรรมติดต่อกันตลอดไตรมาส ทรงทำเทวดามิใช่น้อยมีพระมารดาเป็นประธาน ให้บรรลุพระโสดาปัตติมรรค ออกพระพรรษาแล้วเสด็จลงจากเทวโลก อันหมู่เทวดาและพรหมมิใช่น้อยห้อมล้อม เสด็จลงยังประตูเมืองสังกัสสะ ได้ทรงกระทำการอนุเคราะห์ชาวโลกแล้ว.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีลาภสักการะท่วมท้นท่ามกลางชมพูทวีป ประดุจแม่น้ำใหญ่ ๕ สาย (คือ คงคา อจิรวดี ยมุนา สรภู มหี) ฉะนั้น.

ครั้งนั้น พวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ เป็นทุกข์ เสียใจ คอตก นั่งก้มหน้าอยู่. ในกาลนั้น อุบาสิกาของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ชื่อนางจิญจมาณวิกา ถึงความเป็นผู้เลอเลิศด้วยรูปโฉม เห็นพวกเดียรถีย์เหล่านั้นนั่งอยู่อย่างนั้น จึงถามว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ท่านทั้งหลายจึงนั่งเป็นทุกข์ เสียใจอยู่อย่างนี้?

พวกเดียรถีย์กล่าวว่า น้องหญิง ก็เพราะเหตุไรเล่า เธอจึงได้เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย.

นางจิญจมาณวิกาถามว่า มีเหตุอะไร ท่านผู้เจริญ. เดียรถีย์กล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง จำเดิมแต่กาลที่พระสมณโคดมเกิดขึ้นมา พวกเราเสื่อมลาภสักการะหมด ชาวพระนครไม่สำคัญอะไรๆ พวกเรา. นางจิญจมาณวิกาถามว่า ในเรื่องนี้ ดิฉันควรจะทำอะไร. เดียรถีย์ตอบว่า เธอควรจะยังโทษมิใช่คุณให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดม.

นางจิญจมาณวิกานั้นกล่าวว่า ข้อนั้นไม่เป็นการหนักใจสำหรับดิฉัน ดังนี้แล้ว เมื่อจะทำความอุตสาหะในการนั้น จึงไปยังพระเชตวันวิหารในเวลาวิกาล แล้วอยู่ในสำนักของพวกเดียรถีย์ ครั้นตอนเช้า ในเวลาที่ชนชาวพระนครถือของหอมเป็นต้นไปเพื่อจะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงออกมา ทำทีเหมือนออกจากพระเชตวันวิหาร ถูกถามว่านอนที่ไหน จึงกล่าวว่าประโยชน์อะไรด้วยที่ที่เรานอนแก่พวกท่าน ดังนี้ แล้วก็หลีกไปเสีย.

เมื่อกาลเวลาดำเนินไปโดยลำดับ นางถูกถามแล้วกล่าวว่า เรานอนในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมแล้วออกมา พวกปุถุชนผู้เขลาเชื่อดังนั้น บัณฑิตทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้นไม่เชื่อ.

วันหนึ่ง นางผูกท่อนไม้กลมไว้ที่ท้องแล้วนุ่งผ้าแดงทับไว้ แล้วไปกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งเพื่อทรงแสดงธรรมแก่บริษัทพร้อมทั้งพระราชาอย่างนี้ว่า พระสมณะผู้เจริญ ท่าน (มัวแต่) แสดงธรรม ไม่จัดแจงกระเทียมและพริกเป็นต้น เพื่อเราผู้มีครรภ์ทารกที่เกิดเพราะอาศัยท่าน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนน้องหญิง ท่านกับเราเท่านั้นย่อมรู้ภาวะอันจริงแท้. นางจิญจมาณวิกากล่าวว่า อย่างนั้นทีเดียว เรากับท่าน ๒ คนเท่านั้น ย่อมรู้คราวที่เกี่ยวข้องกันด้วยเมถุน คนอื่นย่อมไม่รู้.

ขณะนั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการเร่าร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงอยู่ ทรงรู้เหตุนั้น จึงตรัสสั่งเทวบุตร ๒ องค์ว่า บรรดาท่านทั้งสอง องค์หนึ่งนิรมิตเพศเป็นหนู กัดเครื่องผูกท่อนไม้กลมของนางให้ขาด องค์หนึ่งทำมณฑลของลมให้ตั้งขึ้น พัดผ้าที่นางห่มให้เวิกขึ้นเบื้องบน. เทวบุตรทั้งสองนั้นได้ไปกระทำอย่างนั้นแล้ว. ท่อนไม้กลมตกลง ทำลายหลังเท้าของนางแตก.

ปุถุชนทั้งหลายผู้ประชุมกันอยู่ในโรงธรรมสภา ทั้งหมดพากันกล่าวว่า เฮ้ย! นางโจรร้าย เจ้าได้ทำการกล่าวหาความเห็นปานนี้ แก่พระผู้เป็นเจ้าของโลกทั้ง ๓ ผู้เห็นปานนี้ แล้วต่างลุกขึ้นเอากำปั้นประหารคนละที นำออกไปจากที่ประชุม.

เมื่อนางล่วงพ้นไปจากทัสสนะคือการเห็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า แผ่นดินได้ให้ช่อง. ขณะนั้น เปลวไฟจากอเวจีนรกตั้งขึ้น หุ้มห่อนางเหมือนหุ้มด้วยผ้ากัมพลแดงที่ตระกูลให้ แล้วซัดลงไปในอเวจีนรก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีลาภสักการะอย่างล้นเหลือ.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

พระพุทธเจ้าผู้ทรงครอบงำสิ่งทั้งปวง มีสาวกชื่อว่านันทะ

เรากล่าวตู่พระสาวกชื่อว่านันทะนั้น จึงได้ท่องเที่ยวไปในนรก

สิ้นกาลนาน.

เราท่องเที่ยวไปในนรกตลอดกาลนานถึงหมื่นปี ได้ความ

เป็นมนุษย์แล้ว ได้รับการกล่าวตู่มากมาย.

เพราะกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมาณวิกาได้กล่าวตู่เรา

ด้วยคำอันไม่เป็นจริงต่อหน้าหมู่ชน.

ในปัญหาข้อที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การกล่าวยิ่ง คือการด่า ชื่อว่าอัพภักขานะ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดที่ไม่ปรากฏชื่อเสียง เป็นนักเลงชื่อว่ามุนาฬิ เพราะกำลังแรงที่คลุกคลีกับคนชั่ว จึงได้ด่าพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสุรภิ ว่า ภิกษุนี้ทุศีล มีธรรมอันลามก. เพราะวจีกรรมอันเป็นอกุศลนั้น พระโพธิสัตว์นั้นไหม้อยู่ในนรกหลายพันปี ในอัตภาพครั้งสุดท้ายนี้ เกิดเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยกำลังแห่งความสำเร็จบารมี ๑๐ ได้เป็นผู้ถึงลาภอันเลิศและยศอันเลิศ.

พวกเดียรถีย์กลับเกิดความอุตสาหะขึ้นอีก คิดกันว่า พวกเราจักยังโทษมิใช่ยศ ให้เกิดแก่พระสมณโคดมได้อย่างไรหนอ พากันนั่งเป็นทุกข์เสียใจ.

ครั้งนั้น ปริพาชิกาผู้หนึ่งชื่อว่าสุนทรี เข้าไปหาเดียรถีย์เหล่านั้นไหว้แล้วยืนอยู่ เห็นเดียรถีย์ทั้งหลายพากันนิ่งไม่พูดอะไร จึงถามว่า ดิฉันมีโทษอะไรหรือ?

พวกเดียรถีย์กล่าวว่า พวกเราถูกพระสมณโคดมเบียดเบียนอยู่ ท่านกลับมีความขวนขวายน้อยอยู่ ข้อนี้เป็นโทษของท่าน.

นางสุนทรีกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ดิฉันจักกระทำอย่างไรในข้อนั้น.

เดียรถีย์ทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจักอาจหรือที่จะทำโทษมิใช่คุณให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดม. นางสุนทรีกล่าวว่า จักอาจซิ พระผู้เป็นเจ้า. ครั้นกล่าวแล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ก็กล่าวแก่พวกคนที่ได้พบเห็นว่า ตนนอนในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมแล้วจึงออกมา ดังนี้โดยนัยดังกล่าวมาแล้วด่าบริภาษอยู่. ฝ่ายพวกเดียรถีย์ก็ด่าบริภาษอยู่ว่า ผู้เจริญทั้งหลายจงเห็นกรรมของพระสมณโคดม.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ในชาติอื่นๆ ในครั้งก่อน เราเป็นนักเลงชื่อว่ามุนาฬิ ได้

กล่าวตู่พระสุรภิปัจเจกพุทธเจ้าผู้ไม่ประทุษร้าย.

เพราะวิบากของกรรมนั้น เราจึงท่องเที่ยวไปในนรกสิ้น

กาลนาน เสวยทุกขเวทนาหลายพันปี.

ด้วยเศษกรรมที่เหลือนั้น ในภพสุดท้ายนี้ เราจึงได้รับ

การกล่าวตู่ เพราะเหตุแห่งนางสุนทรี.

ในปัญหาข้อที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การด่า การบริภาษโดยยิ่ง คือโดยพิเศษ ชื่อว่าอัพภักขานะ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนมาก คนเป็นอันมากสักการบูชา ได้บวชเป็นดาบส มีรากเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร สอนมนต์พวกมาณพจำนวนมาก สำเร็จการอยู่ในป่าหิมพานต์. ดาบสรูปหนึ่งได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ได้มายังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น.

พระโพธิสัตว์นั้นพอเห็นพระดาบสนั้นเท่านั้น ถูกความริษยาครอบงำ ได้ด่าว่าพระฤาษีผู้ไม่ประทุษร้ายนั้นว่า ฤาษีนี้หลอกลวง บริโภคกาม และบอกกะพวกศิษย์ของตนว่า ฤาษีนี้เป็นผู้ไม่มีอาจาระเห็นปานนี้.

ฝ่ายศิษย์เหล่านั้นก็พากันด่า บริภาษอย่างนั้นเหมือนกัน.

ด้วยวิบากของอกุศลกรรมนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงได้เสวยทุกข์ในนรกอยู่พันปี ในอัตภาพหลังสุดนี้ ได้เป็นพระพุทธเจ้า ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ ปรากฏดุจพระจันทร์เพ็ญในอากาศฉะนั้น.

แม้ด้วยการด่าว่าถึงอย่างนั้น พวกเดียรถีย์ก็ยังไม่พอใจ ให้นางสุนทรีทำการด่าว่าอีก ให้เรียกพวกนักเลงสุรามาให้ค่าจ้างแล้วสั่งว่า พวกท่านจงฆ่านางสุนทรีแล้วปิดด้วยขยะดอกไม้ในที่ใกล้ประตูพระเชตวัน พวกนักเลงสุราเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น แต่นั้น พวกเดียรถีย์จึงกราบทูลแก่พระราชาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่พบเห็นนางสุนทรี.

พระราชารับสั่งว่า พวกท่านจงค้นดู เดียรถีย์เหล่านั้นจึงเอามาจากที่ที่ตนให้โยนไว้แล้วยกขึ้นสู่เตียงน้อยแสดงแก่พระราชา แล้วเที่ยวโฆษณาโทษของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ในพระนครทั้งสิ้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงเห็นการกระทำของพระสมณโคดมและของพวกสาวก. แล้ววางนางสุนทรีไว้บนแคร่ในป่าช้าผีดิบ.

พระราชารับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงค้นหาคนฆ่านางสุนทรี.

ครั้งนั้น พวกนักเลงดื่มสุราแล้วทำการทะเลาะกันว่า เจ้าฆ่านางสุนทรี เจ้าฆ่า.

ราชบุรุษทั้งหลาย จึงจับพวกนักเลงเหล่านั้นแสดงแก่พระราชา พระราชาตรัสถามว่า แน่ะพนาย พวกเจ้าฆ่านางสุนทรีหรือ? นักเลงเหล่านั้นกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ. พระราชาตรัสถามว่า พวกใครสั่ง? นักเลงทูลว่า พวกเดียรถีย์สั่ง พระเจ้าข้า. พระราชาจึงให้นำพวกเดียรถีย์มาแล้วให้จองจำพันธนาการแล้วรับสั่งว่า แน่ะพนาย พวกเจ้าจงไปป่าวร้องว่า เราทั้งหลายให้ฆ่านางสุนทรีเองแหละ โดยความจะให้เป็นโทษแก่พระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าและสาวกทั้งหลายของพระองค์ไม่ได้เป็นผู้กระทำ. พวกเดียรถีย์ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว.

ชาวพระนครทั้งสิ้นต่างเป็นผู้หมดความสงสัย. พระราชาทรงให้ฆ่าพวกเดียรถีย์และพวกนักเลงแล้วให้ทิ้งไป. แต่นั้น ลาภสักการะเจริญพอกพูนแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยยิ่งกว่าประมาณ.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

เราเป็นพราหมณ์เรียนจบแล้ว เป็นผู้อันมหาชนสักการะ

บูชา ได้สอนมนต์กะมาณพ ๕๐๐ คนในป่าใหญ่.

พระฤาษีผู้กล้า สำเร็จอภิญญา ๕ มีฤทธิ์มาก มาในที่นี้

นั้น และเราได้เห็นพระฤาษีนั้นมาแล้ว ได้กล่าวตู่ว่าท่านผู้ไม่

ประทุษร้าย.

แต่นั้น เราได้บอกกะศิษย์ทั้งหลายว่า ฤาษีนี้เป็นผู้บริโภค

กาม แม้เมื่อเราบอกอยู่ มาณพทั้งหลายก็พลอยยินดีตาม.

แต่นั้น มาณพทุกคนเที่ยวภิกขาไปทุกๆ ตระกูล ก็บอก

กล่าวแก่มหาชนว่า ฤาษีนี้บริโภคกาม.

เพราะวิบากของกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปนี้จึงได้รับการ

กล่าวตู่ด้วยกันทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทรี.

ปัญหาข้อที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สิลาเวโธ ได้แก่ ผู้มีจิตอันโทสะกระทบแล้ว กลิ้งศิลาทับ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์และน้องชายเป็นลูกพ่อเดียวกัน เมื่อบิดาล่วงลับไปแล้ว พี่น้องทั้งสองนั้นทำการทะเลาะกัน เพราะอาศัยพวกทาส จึงได้คิดร้ายกันและกัน พระโพธิสัตว์กดทับน้องชายไว้ด้วยความที่ตนเป็นผู้มีกำลัง แล้วกลิ้งหินทับลงเบื้องบนน้องชายนั้น.

เพราะวิบากของกรรมนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้เสวยทุกข์ในนรกเป็นต้นหลายพันปี ในอัตภาพหลังสุดนี้ได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า. พระเทวทัตผู้เป็นพระมาตุลาของพระราหุลกุมาร ในชาติก่อนได้เป็นพ่อค้ากับพระโพธิสัตว์ ในครั้งเป็นพ่อค้าชื่อว่าเสริพาณิช พ่อค้าทั้งสองนั้นไปถึงปัฏฏนคาม บ้านอันตั้งอยู่ใกล้ท่าแห่งหนึ่ง จึงตกลงกันว่า ท่านจงถือเอาถนนสายหนึ่ง แม้เราก็จะถือเอาถนนสายหนึ่ง แล้วทั้งสอง คนก็เข้าไป.

บรรดาคนทั้งสองนั้น ในถนนสายที่พระเทวทัตเข้าไปได้มีคน ๒ คนเท่านั้น คือภรรยาของเศรษฐีเก่าคนหนึ่ง หลานสาวคนหนึ่ง ถาดทองใบใหญ่ของคนทั้งสองนั้นถูกสนิมจับ เป็นของที่เขาวางปนไว้ในระหว่างภาชนะ.

ภรรยาของเศรษฐีเก่านั้นไม่รู้ว่าภาชนะทอง จึงกล่าวกะท่านเทวทัตนั้นว่า ท่านจงเอาถาดใบนี้ไปแล้วจงให้เครื่องประดับมา.

เทวทัตนั้นจับถาดใบนั้นแล้วเอาเข็มขีดดู รู้ว่าเป็นถาดทอง แล้วคิดว่า เราจักให้นิดหน่อยแล้วถือเอา จึงไปเสีย.

ลำดับนั้น หลานสาวเห็นพระโพธิสัตว์มายังที่ใกล้ประตู จึงกล่าวว่า ข้าแต่แม่เจ้า ขอท่านจงให้เครื่องประดับกัจฉปุฏะ แก่ดิฉัน. ภรรยาเศรษฐีเท่านั้นจึงให้เรียกพระโพธิสัตว์นั้นมา ให้นั่งลงแล้วจึงให้ภาชนะนั้นแล้วจึงกล่าวว่า ท่านจงถือเอาภาชนะนี้แล้วจงให้เครื่องประดับกัจฉปุฏะ แก่หลานสาวของข้าพเจ้า.

พระโพธิสัตว์จับภาชนะนั้น รู้ว่าเป็นภาชนะทอง และรู้ว่านางถูกเทวทัตนั้นลวง จึงเก็บ ๘ กหาปณะไว้ในถุงเพื่อตน และให้สินค้าที่เหลือ ให้ประดับเครื่องประดับกัจฉปุฏะ ที่มือของนางกุมาริกาแล้วก็ไป.

พ่อค้านั้นหวนกลับมาถามอีก.

ภรรยาเศรษฐีนั้นกล่าวว่า นี่แน่ะพ่อ ท่านไม่เอา บุตรของเราให้สิ่งนี้ๆ แล้วถือเอาถาดใบนั้นไปเสียแล้ว. พ่อค้านั้นพอได้ฟังดังนั้น มีหทัยเหมือนจะแตกออก จึงวิ่งติดตามไป. พระโพธิสัตว์ขึ้นเรือแล่นไปแล้ว. พ่อค้านั้นกล่าวว่า หยุด! อย่าหนี อย่าหนี แล้วได้ทำความปรารถนาว่า เราพึงสามารถทำให้มันฉิบหายในภพที่เกิดแล้วๆ.

ด้วยอำนาจความปรารถนา พ่อค้านั้นเบียดเบียนกันและกันหลายแสนชาติ ในอัตภาพนี้ บังเกิดในสักยตระกูล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับเจ้าอนุรุทธะเป็นต้นแล้วบวช เป็นผู้ได้ฌานปรากฏแล้ว ทูลขอพรพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุสงฆ์ทั้งปวงจงสมาทานธุดงค์ ๑๓ มีเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรเป็นต้น ภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้นจงเป็นภาระของข้าพระองค์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาต พระเทวทัตผูกเวร จึงเสื่อมจากฌาน ต้องการจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า. วันหนึ่ง ยืนอยู่เบื้องบน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับยืนอยู่ที่เชิงเขาเวภาระ (ที่อื่นเป็นเขาคิชฌกูฏ) กลิ้งยอดเขาลงมา ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยอดเขายอดอื่นรับเอายอดเขานั้นที่กำลังตกลงมา. สะเก็ดหินที่ตั้งขึ้นเพราะยอดเขาเหล่านั้นกระทบกัน ปลิวมากระทบหลังพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

เมื่อชาติก่อน เราฆ่าน้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่ง

ทรัพย์ เราใส่ลงในซอกหิน และบดขยี้ด้วยหิน

เพราะวิบากของกรรมนั้น พระเทวทัตจึงกลิ้งหิน ก้อนหิน

บดขยี้นิ้วหัวแม่เท้าของเรา.

ปัญหาข้อที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

สะเก็ดหินกระทบ ชื่อว่าสกลิกาเวธะ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลหนึ่ง ในเวลาเป็นเด็ก กำลังเล่นอยู่ที่ถนนใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในถนนคิดว่า สมณะโล้นนี้จะไปไหน จึงถือเอาสะเก็ดหินขว้างไปที่หลังเท้าของท่าน. หนังหลังเท้าขาด โลหิตไหลออก.

เพราะกรรมอันลามกนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้เสวยทุกข์อย่างมหันต์ในนรกหลายพันปี แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้เกิดการห้อพระโลหิตขึ้น เพราะสะเก็ดหินกระทบที่หลังพระบาท ด้วยอำนาจกรรมเก่า.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระ-

ปัจเจกพุทธเจ้าในหนทาง จึงขว้างสะเก็ดหินใส่.

เพราะวิบากของกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัต

จึงประกอบนายขมังธนูเพื่อฆ่าเรา.

ปัญหาข้อที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ช้างธนปาลกะที่เขาส่งไปเพื่อต้องการให้ฆ่า ชื่อว่าช้างนาฬาคิรี.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นคนเลี้ยงช้าง ขึ้นช้างเที่ยวไปอยู่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในหนทางใหญ่ คิดว่า คนหัวโล้นมาจากไหน เป็นผู้มีจิตถูกโทสะกระทบแล้ว เกิดเป็นดุจตะปูตรึงใจ ได้ทำช้างให้ขัดเคือง.

ด้วยกรรมนั้น พระโพธิสัตว์จึงได้เสวยทุกข์ในอบายหลายพันปี ในอัตภาพหลังสุดได้เกิดเป็นพระพุทธเจ้า. พระเทวทัตกระทำพระเจ้าอชาตศัตรูให้เป็นสหายแล้วให้สัญญากันว่า มหาบพิตร พระองค์ปลงพระชนม์พระบิดาแล้วจงเป็นพระราชา อาตมภาพฆ่าพระพุทธเจ้าแล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้

อยู่มาวันหนึ่ง ไปยังโรงช้างตามที่พระราชาทรงอนุญาต แล้วสั่งคนเลี้ยงช้างว่า พรุ่งนี้ ท่านจงให้ช้างนาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ หม้อ แล้วจงปล่อยไปในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต.

พระนครทั้งสิ้นได้มีเสียงเอิกเกริกมากมาย. ชนทั้งหลายกล่าวกันว่า เราจักดูการต่อยุทธ์ของนาคคือช้าง กับนาคคือพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้วพากันผูกเตียงและเตียงซ้อน ในถนนหลวง จากด้านทั้งสอง แล้วประชุมกันแต่เช้าตรู่.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแล้ว อันหมู่ภิกษุห้อมล้อมเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์.

ขณะนั้น พวกคนเลี้ยงช้างปล่อยช้างนาฬาคิรี โดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ช้างนาฬาคิรีทำลายถนนและทางสี่แพร่งเป็นต้นเดินมา.

ครั้งนั้น หญิงผู้หนึ่งพาเด็กเดินข้ามถนน ช้างเห็นหญิงนั้นจึงไล่ติดตาม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นี่แน่ะนาฬาคิรี เธอถูกเขาส่งมาเพื่อจะฆ่าหญิงนั้นก็หามิได้ เธอจงมาทางนี้. ช้างนั้นได้ฟังเสียงนั้นแล้ว ก็วิ่งบ่ายหน้ามุ่งไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่เมตตาอันควรแก่การแผ่ในจักรวาล อันหาประมาณมิได้ ในสัตว์อันหาที่สุดมิได้ ไปในช้างนาฬาคิรีตัวเดียวเท่านั้น. ช้างนาฬาคิรีนั้นอันพระเมตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกต้องแล้ว กลายเป็นช้างที่ไม่มีภัย หมอบลงแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวางพระหัตถ์ลงบนกระหม่อมของช้างนาฬาคิรีนั้น.

ครั้งนั้น เทวดาและพรหมเป็นต้นเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยเป็น จึงพากันบูชาด้วยดอกไม้และเกสรดอกไม้เป็นต้น ในพระนครทั้งสิ้น ได้มีกองทรัพย์ประมาณถึงเข่า. พระราชารับสั่งให้เที่ยวตีกลองป่าวร้อง ทรัพย์ที่ประตูด้านทิศตะวันตกจงเป็นของชาวพระนคร ทรัพย์ที่ประตูด้านทิศตะวันออกจงนำเข้าท้องพระคลังหลวง. คนทั้งปวงกระทำอย่างนั้นแล้ว.

ในครั้งนั้น ช้างนาฬาคิรีได้มีชื่อว่าธนบาล. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังพระเวฬุวนาราม.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ในกาลก่อน เราได้เป็นนายควาญช้าง ได้ทำช้างให้โกรธ

พระปัจเจกมุนีผู้สูงสุด ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่นั้น.

เพราะวิบากของกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีตัวดุร้ายหมุนเข้า

มาประจัญในบุรีอันประเสริฐ ชื่อว่า คิริพพชะ คือกรุงราชคฤห์.

ปัญหาข้อที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การผ่าฝีด้วยศาสตรา คือตัดด้วยผึ่ง ด้วยศาสตราชื่อว่าสัตถัจเฉทะ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชาในปัจจันตประเทศ พระโพธิสัตว์นั้นเป็นนักเลงด้วยอำนาจการคลุกคลีกับคนชั่วและด้วยอำนาจการอยู่ในปัจจันตประเทศ เป็นคนหยาบช้า.

อยู่มาวันหนึ่ง ถือมีดเดินเท้าเปล่า เที่ยวไปในเมือง ได้เอามีดฆ่าฟันคนผู้ไม่มีความผิดได้ไปแล้ว.

ด้วยวิบากของกรรมอันลามกนั้น พระโพธิสัตว์นั้นไหม้ในนรกหลายพันปี เสวยทุกข์ในทุคติมีสัตว์เดียรัจฉานเป็นต้น ด้วยวิบากที่เหลือ ในอัตภาพหลังสุดแม้ได้เป็นพระพุทธเจ้า หนังก็ได้เกิดห้อพระโลหิตขึ้น เพราะก้อนหินที่พระเทวทัตกลิ้งใส่กระทบเอา โดยนัยดังกล่าวในหนหลัง.

หมอชีวกผ่าหนังที่บวมขึ้นนั้นด้วยจิตเมตตา. การทำพระโลหิตให้ห้อขึ้นของพระเทวทัตผู้มีจิตเป็นข้าศึก ได้เป็นอนันตริยกรรม. การผ่าหนังที่บวมขึ้นของหมอชีวกผู้มีจิตเมตตา ได้เป็นบุญอย่างเดียว.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

เราเป็นคนเดินเท้า ฆ่าคนทั้งหลายด้วยหอก ด้วย

วิบากของกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้อยู่ในนรกอย่างรุนแรง.

ด้วยเศษของกรรมนั้น มาบัดนี้เขาจึงตัดหนังที่เท้า

ของเราเสียสิ้น เพราะยังไม่หมดกรรม.

ปัญหาข้อที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

อาพาธที่ศีรษะ คือเวทนาที่ศีรษะ ชื่อว่าสีสทุกขะ ทุกข์ที่ศีรษะ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นชาวประมง ในหมู่บ้านชาวประมง.

วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้นกับพวกบุรุษชาวประมง ไปยังที่ที่ฆ่าปลา เห็นปลาทั้งหลายตาย ได้ทำโสมนัสให้เกิดขึ้นในข้อที่ปลาตายนั้น แม้บุรุษชาวประมงที่ไปด้วยกันก็ทำความโสมนัสให้เกิดขึ้นอย่างนั้นเหมือนกัน.

ด้วยอกุศลกรรมนั้น พระโพธิสัตว์ได้เสวยทุกข์ในอบายทั้ง ๔ ในอัตภาพหลังสุดนี้ ได้บังเกิดในตระกูลศากยราช พร้อมกับบุรุษเหล่านั้น แม้จะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับแล้ว ก็ยังได้เสวยความเจ็บป่วยที่ศีรษะด้วยตนเอง และเจ้าศากยะเหล่านั้นถึงความพินาศกันหมดในสงครามของเจ้าวิฑูฑภะ โดยนัยดังกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เราเป็นลูกชาวประมงในหมู่บ้านชาวประมง เห็นปลา

ทั้งหลายถูกฆ่า ได้ยังความโสมนัสดีใจให้เกิดขึ้น.

เพราะวิบากของกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะได้มีแก่เรา

แล้ว ในคราวที่เจ้าวิฑูฑภะฆ่าสัตว์ทั้งหมด (คือเจ้าศากยะ)

แล้ว.

ปัญหาข้อที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การกินข้าวสารแห่งข้าวแดงในเมืองเวสาลี ชื่อว่ายวขาทนะ การกินข้าวแดง.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เพราะอำนาจชาติและเพราะความเป็นอันธพาล เห็นสาวกทั้งหลายของ พระผู้มีพระภาคเจ้าผุสสะ ฉันข้าวน้ำอันอร่อยและโภชนะแห่งข้าวสาลีเป็นต้น จึงด่าว่า เฮ้ย! พวกสมณะโล้น พวกท่านจงกินข้าวแดงเถอะ อย่ากินโภชนะแห่งข้าวสาลีเลย.

เพราะวิบากแห่งอกุศลกรรมนั้น พระโพธิสัตว์จึงเสวยทุกข์อยู่ในอบายทั้ง ๔ หลายพันปี ในอัตภาพหลังสุดนี้ ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับ เมื่อทรงกระทำความอนุเคราะห์ชาวโลก เสด็จเที่ยวไปในคาม นิคมและราชธานีทั้งหลาย.

สมัยหนึ่ง เสด็จถึงโคนไม้สะเดาอันสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ ณ ที่ใกล้เวรัญชพราหมณคาม. เวรัญชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อไม่อาจเอาชนะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โดยเหตุหลายประการ ได้เป็นพระโสดาบันแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การเสด็จเข้าจำพรรษาในที่นี้แหละย่อมควร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคำนิมนต์โดยดุษณีภาพ.

ครั้นจำเดิมแต่วันรุ่งขึ้นไป มารผู้มีบาปได้กระทำการดลใจชาวบ้านเวรัญชพราหมณคามทั้งสิ้น ไม่ได้มีแม้แต่คนเดียวผู้จะถวายภิกษาสักทัพพีหนึ่งแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าไปบิณฑบาต เพราะเนื่องด้วยมารดลใจ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีบาตรเปล่า อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมเสด็จกลับมา. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จกลับมาอย่างนั้น พวกพ่อค้าม้าที่อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ได้ถวายทานในวันนั้น จำเดิมแต่วันนั้นไป ได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร แล้วทำการแบ่งจากอาหารของม้า ๕๐๐ ตัว เอามาซ้อมเป็นข้าวแดง แล้วใส่ลงในบาตรของภิกษุทั้งหลาย.

เทวดาในพันจักรวาลแห่งจักรวาลทั้งสิ้นพากันใส่ทิพโอชะ เหมือนในวันที่นางสุชาดาหุงข้าวปายาส. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว พระองค์เสวยข้าวแดงตลอดไตรมาส ด้วยประการอย่างนี้ เมื่อล่วงไป ๓ เดือน การดลใจของมารก็หายไปในวันปวารณา เวรัญชพราหมณ์ระลึกขึ้นได้ถึงความสลดใจอย่างใหญ่หลวง จึงถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายบังคมแล้วขอให้ทรงอดโทษ.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ในศาสนาของพระ

พุทธเจ้า พระนามว่าผุสสะ ว่า พวกท่านจงเคี้ยว จงกินแต่

ข้าวแดง อย่ากินข้าวสาลีเลย

ด้วยวิบากของกรรมนั้น เราจึงได้เคี้ยวกินข้าวแดง

ตลอดไตรมาส เพราะว่า ในคราวนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์

แล้วจึงได้อยู่ในบ้านเวรัญชา.

ปัญหาข้อที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

อาพาธที่หลัง ชื่อว่าปิฏฐทุกขะ ทุกข์ที่หลัง.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคหบดี สมบูรณ์ด้วยกำลัง ได้เป็นคนค่อนข้างเตี้ย.

สมัยนั้น นักต่อสู้ด้วยการต่อสู้ด้วยมวยปล้ำคนหนึ่ง เมื่อการต่อสู้ด้วยมวยปล้ำกำลังดำเนินไปอยู่ในคามนิคมและราชธานีทั้งหลาย ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ทำพวกบุรุษล้มลง ได้รับชัยชนะ มาถึงเมืองอันเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์เข้าโดยลำดับ ได้ทำพวกคนในเมืองแม้นั้นให้ล้มลงแล้ว เริ่มจะไป.

คราวนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า ผู้นี้ได้รับชัยชนะในที่เป็นที่อยู่ของเราแล้วก็จะไป จึงมายังบริเวณพระนครในที่นั้น ปรบมือแล้วกล่าวว่า ท่านจงมา จงต่อสู้กับเราแล้วค่อยไป.

นักมวยปล้ำนั้นหัวเราะแล้วคิดว่า พวกบุรุษใหญ่โตเรายังทำให้ล้มได้ บุรุษผู้นี้เป็นคนเตี้ย มีธาตุเป็นคนเตี้ย ย่อมไม่เพียงพอแม้แก่มือข้างเดียว จึงปรบมือบันลือแล้วเดินมา.

คนทั้งสองนั้นจับมือกันและกัน พระโพธิสัตว์ยกนักมวยปล้ำคนนั้นขึ้นแล้วหมุนในอากาศ เมื่อจะให้ตกลงบนภาคพื้น ได้ทำลายกระดูกไหล่แล้วให้ล้มลง. ชาวพระนครทั้งสิ้นทำการโห่ร้อง ปรบมือบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยผ้าและอาภรณ์เป็นต้น.

พระโพธิสัตว์ให้นักต่อสู้ด้วยมวยปล้ำนั้นตรงๆ กระทำกระดูกไหล่ให้ตรงแล้วกล่าวว่า ท่านจงไป ตั้งแต่นี้ไปท่านจงอย่ากระทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วส่งไป.

ด้วยวิบากของกรรมนั้น พระโพธิสัตว์ได้เสวยทุกข์ที่ร่างกายและศีรษะเป็นต้น ในภพที่เกิดแล้วๆ ในอัตภาพหลังสุด แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้เสวยทุกข์มีการเสียดแทงที่หลังเป็นต้น. เพราะฉะนั้น เมื่อความทุกข์ที่เบื้องพระปฤษฎางค์เกิดขึ้นในกาลบางคราว พระองค์จึงตรัสกะพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่า จำเดิมแต่นี้ไป พวกเธอจงแสดงธรรม แล้วพระองค์ทรงลาดสุคตจีวรแล้วบรรทม.

ขึ้นชื่อว่ากรรมเก่า แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นไปได้.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

เมื่อการปล้ำกันดำเนินไปอยู่ เราได้เบียด

เบียนบุตรนักมวยปล้ำ (ให้ลำบาก)

ด้วยวิบากของกรรมนั้น ความทุกข์ที่หลัง

(ปวดหลัง) จึงได้มีแก่เรา.

ปัญหาข้อที่ ๑๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

การถ่ายด้วยการลงพระโลหิต ชื่อว่าอติสาระ โรคบิด.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคหบดี เลี้ยงชีพด้วยเวชกรรม. พระโพธิสัตว์นั้นเมื่อจะเยียวยาบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งผู้ถูกโรคครอบงำ จึงปรุงยาแล้วเยียวยา อาศัยความประมาทในการให้ไทยธรรมของบุตรเศรษฐีนั้น จึงให้โอสถอีกขนานหนึ่ง ได้กระทำการถ่ายโดยการสำรอกออก เศรษฐีได้ให้ทรัพย์เป็นอันมาก.

ด้วยวิบากของกรรมนั้น พระโพธิสัตว์จึงได้ถูกอาพาธด้วยโรคลงโลหิตครอบงำในภพที่เกิดแล้วๆ ในอัตภาพหลังสุดแม้นี้ ในปรินิพพานสมัย จึงได้มีการถ่ายด้วยการลงพระโลหิต ในขณะที่เสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะกัมมารบุตรปรุงถวาย พร้อมกับพระกระยาหารอันมีทิพโอชะที่เทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นใส่ลงไว้. กำลังช้างแสนโกฏิเชือก ได้ถึงความสิ้นไป.

ในวันเพ็ญเดือน ๖ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไปเพื่อต้องการปรินิพพานในเมืองกุสินารา ประทับนั่งในที่หลายแห่ง ระหายน้ำ ทรงดื่มน้ำ ทรงถึงเมืองกุสินาราด้วยความลำบากอย่างมหันต์ แล้วเสด็จปรินิพพานในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง.

แม้พระผู้เป็นเจ้าของไตรโลกเห็นปานนี้ กรรมเก่าก็ไม่ละเว้น.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาบุตรของเศรษฐี

ด้วยวิบากของกรรมนั้น โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา.

พระชินเจ้าทรงบรรลุอภิญญาพละทั้งปวง ทรง

พยากรณ์ต่อหน้าภิกษุสงฆ์ ณ อโนดาตสระใหญ่ ด้วย

ประการฉะนี้แล.

อปทานฝ่ายอกุศล ชื่อว่าเป็นอันจบบริบูรณ์ ด้วยการตั้งหัวข้อปัญหาที่ท่านให้ปฏิญญาไว้ ด้วยประการอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อิตฺถํ สุทํ อธิบายว่า ด้วยประการฉะนี้ คือด้วยนัยที่กล่าวไว้ในหนหลังโดยประการนี้.

ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาต มาในอรรถว่าทำบทให้เต็ม.

พระผู้มีพระภาคเจ้าคือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระมหากรุณาพระองค์นั้น ทรงเพียบพร้อมด้วยภาคยธรรม เป็นพระมหาสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ทรงประกอบด้วยคุณมีอาทิอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีภาคบุญ คือโชค ผู้หักราน

กิเลส ผู้ประกอบด้วยภาคธรรมทั้งหลาย ผู้ทรงด้วยภาคธรรม

ทั้งหลาย ผู้ทรงจำแนกธรรม ผู้คบแล้ว ผู้คายการไปในภพ

ทั้งหลายแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงทรงพระนามว่า ภควา.

ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นท้าวสักกะยิ่งกว่าท้าวสักกะ ทรงเป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม ทรงเป็นพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อจะทรงยกย่องคือทำให้ปรากฏซึ่งพุทธจริยา คือเหตุแห่งพระพุทธเจ้าของพระองค์ จึงได้ภาษิตคือตรัสธรรมบรรยายคือพระสูตรธรรมเทศนา ชื่อว่าพุทธาปทานิยะ คือชื่อว่าประกาศเหตุแห่งพระพุทธเจ้าแล.

พรรณนาพุทธาปทาน ในวิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาอปทาน จบบริบูรณ์เท่านี้ -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on พุทธาปทาน