๑
อรรถกถาแปลไทย
เสเรยยวรรคที่ ๑๓ ๑๒๑. อรรถกถาเสเรยยกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเสเรยยกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในพันอัตภาพอื่นที่แล้วมา.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ไปเรียนไตรเพทจนจบมนต์สำหรับพราหมณ์ทั้งสิ้นมีอิติหาสะเป็นต้น.
วันหนึ่งพร้อมด้วยบริวารไปยืนอยู่ในที่แจ้ง ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใส จึงถือดอกหงอนไก่โยนขึ้นบนอากาศบูชาแล้ว. ดอกไม้เหล่านั้นก็กลายเป็นเพดานบนอากาศ ดำรงอยู่ได้ ๗ วันแล้วภายหลังก็อันตรธานหายไป เขาได้เห็นความอัศจรรย์เช่นนั้นแล้วมีความเลื่อมใสเป็นยิ่งนัก ตายไปในขณะที่มีปิติและโสมนัสนั้นนั่นแหละ ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นต้น ได้เสวยทิพยสุขในสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ต่อจากนั้นได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เสวยความสุขในมนุษย์แล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มาบังเกิดในเรือนอันมีสกุลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ด้วยพลังแห่งวาสนาที่ได้สั่งสมมาในครั้งก่อน มีความเลื่อมใสแล้วในพระศาสดา จึงได้บวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนเคยสั่งสมมาในครั้งก่อนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้.
ถ้อยคำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
บทว่า เสเรยฺยกํ คเหตฺวาน มีวิเคราะห์ว่า บุปผชาติที่มีหงอน ชื่อว่าเสเรยยะ. เสเรยยะนั่นแหละเป็นเสเรยยกะ.
เชื่อมความว่า ถือเอาดอกหงอนไก่นั้น.
อธิบายว่า เขาเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า วางดอกไม้มีดอกมะลิและดอกจำปาตูมเป็นต้นเพื่อบูชา แต่เพราะไม่มีเวลา จึงเก็บเอาแต่ดอกหงอนไก่ที่พบในที่นั้นมาบูชา.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาเสเรยยกเถราปทาน -----------------------------------------------------