๑
อรรถกถาแปลไทย
วรรณนาปัญหาปุจฉกะ
ในปัญหาปุจฉกะ แม้ในอายตนวิภังค์นี้ อายตนะใดที่ได้ อายตนะใดที่ไม่ได้ พระองค์ตรัสถามอายตนะนั้นทั้งหมดแล้วทรงวิสัชนาด้วยสามารถแห่งอายตนะที่ได้เท่านั้น มิใช่แต่ในที่นี้อย่างเดียว ในปัญหาปุจฉกะแม้ทั้งหมดก็นัยนี้แหละ.
ก็ในอายตนะทั้งหมดในที่นี้ พึงทราบความที่อายตนะ ๑๐ เป็นอัพยากตะโดยความเป็นรูป พึงทราบความที่อายตนะ ๒ เป็นกุศลเป็นต้นเหมือนขันธ์ ๔ ในขันธวิภังค์ เพราะขันธ์ ๔ เป็นธรรมมีปัจจัยด้วยเป็นสังขตะด้วยทั้งหมดทีเดียว แต่ธรรมายตนะมาแล้วว่า พึงเป็นอปัจจัยก็มี พึงเป็นอสังขตะก็มี ดังนี้.
อนึ่ง ในอารัมมณติกะ ธรรมายตนะเป็นอนารัมมณะ คือเป็นสุขุมรูป ย่อมเข้ากันกับส่วนแห่งอารมณ์ที่เป็น นวัตติพพารัมมณะ (อารมณ์ที่ไม่พึงกล่าว) ก็ความแปลกกันในอายตนวิภังค์นี้ ดังนี้ คือ ธรรมายตนะนั้นแลเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ และธรรมารมณ์ที่เป็นนวัตตัพพารัมมณะ (คือเป็นอารมณ์ที่กล่าวไม่ได้) โดยไม่เป็นปริตตารมณ์เป็นต้น. คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันทีเดียว.
อายตนะ ๒ แม้ในที่นี้ก็เหมือนขันธ์ ๔ คือคำทั้งหมดว่า เมื่อบุคคลผู้มีจิตยินดี ผู้มีจิตประทุษร้าย ผู้มีจิตลุ่มหลง ผู้สำรวม ผู้พิจารณา ผู้เล็งเห็น มีอยู่ ปริตตารมณะก็ปรารภกามาวจรธรรม ๕๕ เป็นไปดังนี้ เป็นเช่นดังคำที่กล่าวไว้ในขันธ์ทั้งหลาย ฉะนี้แล. อายตนวิภังคนิเทศ ที่ ๒ จบ. -----------------------------------------------------