This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation982 lines1 editions

ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ ว่าด้วยอุเทศวาร

____________________________

บาลีข้อ ๒๕๕ เป็นปัจจยาการวิภังค์.

บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์ในลำดับต่อจากอินทรีย์วิภังค์ต่อไป :-

พระบาลีตันติ (แบบแผน) นี้ใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้โดยนัยมีอาทิว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา (สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย) ดังนี้ อันกุลบุตรผู้ที่จะทำการสังวรรณนาเนื้อความแห่งพระบาลีนั้น ควรเข้าสู่ที่ประชุมพุทธสาวกผู้เป็นวิภัชชวาที พึงเป็นผู้ไม่กล่าวตู่อาจารย์ ไม่เลี่ยงไปสู่ลัทธิของตน ไม่กังวลขวนขวายลัทธิอื่น ไม่ปฏิเสธพระสูตร คล้อยตามพระวินัย ตรวจดูมหาประเทศแสดงธรรม (ปฏิจจสมุปบาท) รวบรวมอรรถ ไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อความ และแสดงโดยปริยายแม้อย่างอื่น จึงสมควรทำการสังวรรณนาความตามพระบาลี.

อนึ่ง การสังวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท แม้โดยปรกติก็เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยยาก เหมือนอย่างที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า

สจฺจํ สตฺโต ปฏิสนฺธิ ปจฺจยาการเมว จ ทุทฺทสา จตุโร ธมฺมา เทเสตุญฺจ สุทุกฺกรา ธรรม ๔ อย่าง คือ สัจจะ ๑ สัตว์- บัญญัติ ๑ ปฏิสนธิ ๑ ปัจจยาการ ๑ เป็น ธรรมเห็นได้โดยยาก และแสดงได้แสนยาก.

เพราะฉะนั้น การสังวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท จึงกระทำไม่ได้โดยง่าย เว้นแต่ท่านผู้สำเร็จปริยัติ และบรรลุมรรคผลทั้งหลายแล้วเท่านั้น.

ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆสาจารย์) ใคร่

ครวญประสงค์จะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ

ในวันนี้ แต่ยังไม่ได้ที่พึ่งพิงเหมือนหยั่งลงสู่

สาคร แต่เพราะพระศาสนา (บาลีปฏิจจสมุ-

ปบาท) นี้ ประดับด้วยนัยแห่งเทศนาต่างๆ

และแนวประพันธ์แห่งบุรพาจารย์ (อรรถกถา

ปฏิจจสมุปบาทเก่า) ก็ยังเป็นไปอยู่มิขาดสาย

ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยข้อความทั้ง ๒ นั้น

เริ่มการวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทนี้

ขอท่านทั้งหลายตั้งใจสดับการสังวรรณนานั้น.

ข้อนี้ สมด้วยคำที่ท่านบูรพาจารย์ กล่าวไว้ว่า

ผู้ใดผู้หนึ่งสนใจฟังการสังวรรณนานี้

เขาก็จะพึงได้คุณพิเศษสืบต่อไปในภพหน้า

ครั้นได้คุณวิเศษสืบต่อไปในภพหน้าแล้ว ก็

พึงถึงที่อันไม่พบเห็นของพระยามัจจุราช.

อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำมีอาทิว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ดังนี้ จำเดิมแต่ต้นก่อนทีเดียว.

เทสนาเภทโต อตฺถ ลกฺขเณกวิธาทิโต องฺคานญฺจ ววตฺถานา วิญฺญาตพฺโพ วินิจฺฉโย พึงทราบวินิจฉัย โดยความแตกต่าง แห่งเทศนา ๑ โดยอรรถ ๑ โดยลักษณะ เป็นต้น ๑ โดยเป็นธรรมมีอย่างเดียวเป็นต้น ๑ และโดยการกำหนดองค์ทั้งหลาย ๑.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยความแตกต่างแห่งเทศนา

บรรดาข้อวินิจฉัยเหล่านั้น ข้อว่า โดยความแตกต่างแห่งเทศนา นั้น อธิบายว่า การแสดงปฏิจจสมุปบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๔ นัย คือทรงแสดงตั้งแต่ข้อต้นไปข้อสุดท้าย (ปลาย) บ้าง ตั้งแต่ท่ามกลางไปข้อสุดท้ายบ้าง อนึ่ง ทรงแสดงตั้งแต่ข้อสุดท้ายไปข้อต้นบ้าง ตั้งแต่ท่ามกลางไปข้อต้นบ้าง เหมือนการจับเถาวัลย์ของบุรุษ ๔ คน ผู้นำเถาวัลย์ไปฉะนั้น.

แสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างที่ ๑

เหมือนอย่างว่า ในบุรุษ ๔ คนผู้นำเถาวัลย์ไป คนหนึ่งเห็นโคนเถาวัลย์ก่อนนั่นเทียว เขาจึงตัดโคนเถาวัลย์นั้นจับดึงเถาวัลย์ทั้งหมดไปใช้ในการงานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ย่อมทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่ข้อต้นจนถึงแม้ข้อสุดท้ายว่า อิติ โข ภิกฺขเว อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ฯเปฯ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ฯลฯ ชราและมรณะ เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้แล ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๖/หน้า ๔๘๐.

แสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างที่ ๒

เหมือนอย่างว่า ในบุรุษเหล่านั้น คนหนึ่งเห็นท่ามกลางเถาวัลย์ก่อน เขาจึงตัดในท่ามกลาง ดึงเอาส่วนท่อนบนเท่านั้นมาใช้ในการงานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ย่อมทรงแสดงตั้งแต่ท่ามกลางไปจนถึงแม้สุดท้ายว่า ตสฺส ตํ เวทนํ อภินนฺทโต อภิวทโต อชฺโฌสาย ติฏฺฐโต อุปฺปชฺชติ นนฺทิ ยา เวทนาสุ นนฺทิ ตทุปาทานํ ตสฺสุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ่นถึง ติดใจเวทนานั้น ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ (เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ) ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๕๓/หน้า ๔๘๘

แสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างที่ ๓

เหมือนอย่างว่า ในบุรุษเหล่านั้น คนหนึ่งเห็นปลายเถาวัลย์ก่อนเขา จึงจับปลายสาวเอามาทั้งเถาจนถึงโคนตามแนวของปลายแล้วนำไปใช้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ย่อมทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่ข้อปลายจนถึงแม้ข้อต้นว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ อิติ โข ปเนตํ ฯเปฯ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ก็ข้อว่า ชราและมรณะมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ดังนี้นั้น เรากล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ในข้อนี้ เป็นอย่างนี้หรือมิใช่ (พวกภิกษุกราบทูลว่า) พระพุทธเจ้าข้า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ในข้อนี้ มีความเป็นอย่างนี้แลว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ก็ข้อที่ว่า ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ดังนี้นั้นเรากล่าวแล้ว ฯลฯ

(พระผู้มีพระภาคเจ้า) ก็ข้อที่ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย ดังนี้นั้น เรากล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารทั้งหลาย ในข้อนี้ เป็นอย่างนี้ หรือมิใช่ (พวกภิกษุ) พระพุทธเจ้าข้า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ในข้อนี้ก็เป็นอย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารทั้งหลาย ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๗/หน้า ๔๘๘

แสดงปฏิจจสมุปบาทข้อที่ ๔

เหมือนอย่างว่า ในบุรุษเหล่านั้น คนหนึ่งเห็นท่ามกลางเถาวัลย์นั่นแหละก่อน เขาก็ตัดตรงกลางจับสาวลงมาข้างล่างจนถึงโคนนำไปใช้การงานฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมทรงแสดงตั้งแต่ท่ามกลางจนถึงข้อต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร ๔ เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. อาหาร ๔ เหล่านี้มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ... สังขารทั้งหลายมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นสมุทัย มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด ดังนี้.

____________________________

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๖/หน้า ๔๘๘

ถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงแสดงเช่นนี้

ตอบว่า เพราะปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมเจริญรอบด้าน และพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่าก็ทรงถึงความเป็นผู้งดงามด้วยเทศนา.

จริงอยู่ ปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นธรรมเจริญรอบด้าน ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อแทงตลอดญายธรรมโดยเทศนานั้นนั่นแหละ. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถึงความเป็นผู้งดงามด้วยเทศนา เพราะทรงประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ และปฏิสัมภิทาญาณ ๔ และทรงถึงความลึกซึ้ง (ในปฏิจจสมุปบาท) ๔ อย่าง พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยนัยต่างๆ ก็เพราะทรงถึงความเป็นผู้งดงามด้วยเทศนานั่นแล.

แต่เมื่อว่าโดยแปลกกันแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น เทศนาใดเป็นเทศนาโดยอนุโลมจำเดิมแต่ต้น เทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่า เป็นเทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพิจารณาเห็นเวไนยชนผู้ลุ่มหลงในการจำแนกเหตุที่เป็นไปทรงประกาศแล้ว เพื่อทรงชี้แจงความเป็นไปตามเหตุอันควรแก่ตน และเพื่อทรงชี้แจงถึงลำดับแห่งความเกิดขึ้น.

เทศนาใดที่ทรงแสดงโดยปฏิโลมตั้งแต่ข้อสุดท้ายทวนไป เทศนานั้นพึงทราบว่า เป็นเทศนาที่พระองค์พิจารณาเห็นโลกที่ถึงความลำบาก โดยนัยมีอาทิว่า "โลกนี้ถึงความลำบากหนอ ย่อมเกิด ย่อมแก่และย่อมตาย" ทรงประกาศแล้ว เพื่อทรงชี้แจงถึงเหตุแห่งทุกข์มีชราและมรณะเป็นต้นนั้นๆ ที่พระองค์ทรงบรรลุแล้ว โดยทำนองแห่งการแทงตลอดในส่วนเบื้องต้น.

อนึ่ง เทศนาใด ทรงแสดงตั้งแต่ท่ามกลางไปจนถึงข้อต้น เทศนานั้นพระองค์ทรงประกาศแล้ว เพื่อทรงนำอดีตกาลมาแสดงโดยลำดับแห่งเหตุและผล จำเดิมแต่อดีตกาลอีก โดยทำนองการกำหนดตัณหาเป็นเหตุแห่งอาหาร. แต่เทศนาใดที่ทรงแสดงตั้งแต่ท่ามกลางจนถึงที่สุด เทศนานั้นเป็นเทศนาที่ทรงประกาศเพื่อทรงชี้แจงอนาคตกาล จำเดิมแต่สมุฏฐานแห่งเหตุของอนาคตกาลในปัจจุบันนกาล.

ในเทศนา ๔ เหล่านั้น เทศนานี้ใดที่ตรัสแสดงโดยอนุโลมตั้งแต่ต้น เพื่อทรงชี้แจงความเป็นไปตามเหตุของตนแก่เวไนยชนผู้ลุ่มหลงเหตุแห่งความเป็นไป และเพื่อทรงชี้แจงลำดับความเกิดขึ้นนั้น เทศนานั้นพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้แล้วในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์นี้.

____________________________

ที. มหาวคฺค. เล่ม ๑๐/ข้อ ๓๘/หน้า ๓๕

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในปฏิจจสมุปบาทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอวิชชาไว้แต่ต้น แม้อวิชชาก็ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นเหตุเดิมของโลก เหมือนความคงที่ของพวกปกติวาทีหรือ?

ตอบว่า อวิชชามิใช่ไม่มีเหตุ เหตุแห่งอวิชชา พระองค์ตรัสว่า อาสวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย (อวิชชาเกิดขึ้น เพราะอาสวเกิดขึ้น) ดังนี้.

ถามว่า ก็ปริยายที่เป็นเหตุเดิมมีโดยสภาวะใด ก็สภาวะนั้นได้แก่อะไร

ตอบว่า ได้แก่ภาวะที่เป็นประธานของวัฏฏกถา (กถาว่าด้วยวัฏฏะ).

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถา ก็ตรัสธรรม ๒ อย่างทำให้เป็นประธาน หรือตรัสอวิชชาเป็นประธาน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ปุริมา ภิกฺขเว โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชาย อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสิ อถ ปจฺฉา สมภวีติ เอวญฺเจตํ ภิกฺขเว วุจฺจติ อถ จ ปน ปญฺญายติ อิทปฺปจฺจยา อวิชฺชา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ ในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้ อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัย จึงปรากฏ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ตรัส ภวตัณหาเป็นประธาน เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหาไม่ปรากฏ ในกาลก่อน แต่นี้ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหามีข้อนี้เป็นปัจจัย จึงปรากฏ ดังนี้.

____________________________

องฺ ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๑/หน้า ๑๒๐

องฺ ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๖๒/หน้า ๑๒๔

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวัฏฏกถา จึงตรัสธรรม ๒ นี้ทำให้เป็นประธาน.

ตอบว่า เพราะอวิชชา เป็นเหตุพิเศษแห่งกรรมให้สัตว์ถึงสุคติหรือทุคติ.

จริงอยู่ อวิชชาเป็นเหตุพิเศษแห่งกรรมอันให้สัตว์ถึงทุคติ. เพราะเหตุไร เพราะปุถุชนผู้อันอวิชชาครอบงำแล้ว ย่อมเริ่มทำกรรมอันให้ตนถึงทุคติอเนกประการมีปาณาติบาตเป็นต้น อันไม่มีความชื่นใจเพราะความเร่าร้อนด้วยกิเลสบ้าง อันนำความพินาศแก่ตนเพราะต้องตกไปสู่ทุคติบ้าง เหมือนแม่โคที่จะถูกฆ่าถูกความบอบช้ำครอบงำ เพราะเร่าร้อนด้วยไฟและถูกตีด้วยค้อน และเหมือนการดื่มน้ำร้อนอันไม่มีความชื่นใจ เพราะความเป็นผู้กระหายด้วยการบอบช้ำนั้น แม้นำมาซึ่งความพินาศแก่ตน.

ส่วนภวตัณหาเป็นเหตุพิเศษแห่งกรรมอันยังสัตว์ให้ถึงสุคติ เพราะเหตุไร?

เพราะปุถุชนผู้อันภวตัณหาครอบงำแล้ว ย่อมเริ่มทำกรรมอันให้ถึงสุคติอเนกประการมีเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งมีแต่สำราญใจ เพราะเว้นจากความเร่าร้อนด้วยกิเลส และบรรเทาความบอบช้ำด้วยทุกข์ในทุคติของตน เพราะลุถึงสุคติ เหมือนแม่โคมีประการตามที่กล่าวแล้ว เริ่มดื่มน้ำเย็นซึ่งมีแต่ความสำราญด้วยความอยากในน้ำเย็น และบรรเทาความบอบช้ำของตน ฉะนั้น.

ก็บรรดาธรรมที่เป็นประธานแห่งวัฏฏกถาเหล่านี้ ในที่บางแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเทศนาอันมีธรรมอย่างเดียวเป็นมูล อย่างไร?

คือเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุดังนี้แล สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัย วิญญาณมีสังขารเป็นที่อิงอาศัยเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เป็นต้น.

ในที่บางแห่ง ทรงแสดงธรรมแม้ทั้ง ๒ เป็นมูล คืออย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายของคนพาลผู้มีอวิชชานิวรณ์ ประกอบพร้อมด้วยตัณหาเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ และกายนี้ด้วย นามรูปภายนอกทั้งนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปภายนอกทั้ง ๒ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะทั้งหลาย คนพาลผู้อันผัสสะและสฬายตนะทั้ง ๒ เหล่าใดถูกต้องแล้ว ก็ย่อมเสวยเฉพาะสุขหรือทุกข์ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาเทศนาเหล่านั้นๆ เทศนานี้ในอธิการนี้ ด้วยอำนาจอวิชชาว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นธรรมอันหนึ่งที่เป็นมูล (เอกธมฺมมูลิกา).

พึงทราบวินิจฉัยโดยความต่างแห่งเทศนาในปฏิจจสมุปบาทนี้ ด้วยประการฉะนี้ก่อน.

____________________________

สํ. นิทาน. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖๙/หน้า ๓๗.

สํ. นิทาน. เล่ม ๑๖/ข้อ ๑๙๖/หน้า ๑๐๒

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยอรรถ

ข้อว่า โดยอรรถ ได้แก่ โดยอรรถ (เนื้อความ) แห่งบททั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น คืออย่างไร คือกายทุจริตเป็นต้น ชื่อว่า อวินฺทิยํ (ธรรมชาติไม่ควรได้) เพราะอรรถว่าไม่ควรบำเพ็ญ คือสิ่งที่ไม่ควรได้ (วิเคราะห์ว่า) ตํ อวินฺทิยํ วินฺทตีติ อวิชฺชา ที่ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าย่อมได้สิ่งที่ไม่ควรได้นั้น.

กายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่าธรรมชาติที่ควรได้ เพราะเป็นภาวะตรงกันข้ามกับกายทุจริตเป็นต้นนั้น. (วิเคราะห์ว่า) ตํ วินฺทิยํ น วินฺทตีติ อวิชฺชา ที่ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าย่อมไม่ได้สิ่งที่ควรได้นั้น.

ที่ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าย่อมกระทำ (ปัญญา) ไม่ให้รู้แจ้งซึ่งอรรถ (เนื้อความ) แห่งกองขันธ์ทั้งหลาย ซึ่งอรรถแห่งการเกิดของอายตนะทั้งหลาย ซึ่งอรรถแห่งความว่างเปล่าของธาตุทั้งหลาย ซึ่งอรรถอันแท้จริงของสัจจะทั้งหลาย ซึ่งอรรถแห่งความเป็นอธิบดีของอินทรีย์ทั้งหลาย.

ที่ชื่อว่าอวิชชา แม้เพราะอรรถว่าย่อมกระทำอรรถอย่างละ ๔ ตามที่ตรัสไว้ด้วยอำนาจการบีบคั้นเป็นต้นของทุกข์เป็นต้น.

____________________________

ในวิสุทธิมรรคบาลีตอนญาณทัสสนวิสุทธิ หน้า ๓๔๖ แสดงว่า

ทุกฺขสฺส บีฬนฏฺโฐ ทุกข์มีความบีบคั้นเป็นอรรถ

สงฺขตฏโฐ มีความปรุงแต่งเป็นอรรถ

สนฺตาปฏฺโฐ มีความให้เร่าร้อนเป็นอรรถ

วิปริณามฏฺโฐ มีความแปรปรวนเป็นอรรถ

สมุทยสฺส อายูหนฏฺโฐ สมุทัยมีอันประมวลมาเป็นอรรถ

นิทานฏฺโฐ มีเหตุเป็นแดนเกิดเป็นอรรถ

สํโยคฏฺโฐ มีอันประกอบไว้เป็นอรรถ

ปลิโพธฏฺโฐ มีความกังวลใจเป็นอรรถ

นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ นิโรธมีอันสลัดออกเป็นอรรถ

วิเวกฏฺโฐ มีความสงัดจากทุกข์เป็นอรรถ

อสงขฺตฎโฐ มีสภาวะไม่ปรุงแต่งเป็นอรรถ

อมตฏฺโฐ มีอมตะเป็นอรรถ

มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ มรรคมีการนำออกเป็นอรรถ

เหตวฏฺโฐ มีอันเป็นเหตุเป็นอรรถ

ทสฺสนฏฺโฐ มีการเห็นนิพพานเป็นอรรถ

อธิปเตยฺยฏฺโฐ มีความเป็นอธิบดีในการสำเร็จกิจเป็นอรรถ.

ที่ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าย่อมยังสัตว์ให้แล่นไปในสงสารอันไม่มีที่สุด คือในกำเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติและสัตตาวาส.

ที่ชื่อว่าอวิชชา เพราะอรรถว่าย่อมแล่นไปในหญิงชายเป็นต้นอันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ย่อมไม่แล่นไปในธรรมมีขันธ์เป็นต้น แม้อันเป็นของมีอยู่.

อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าอวิชชา แม้เพราะปกปิดธรรมซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้นแห่งปฏิจจสมุปบาทด้วยอำนาจวัตถุและอารมณ์มีจักขุวิญญาณเป็นต้น ยํ ปฏิจฺจ ผลเมติ โส ปจฺจโย ผลอาศัยธรรมใดเกิดขึ้นเป็นไป เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าปัจจัย. คำว่า ปฏิจฺจ (อาศัย) ได้แก่ ไม่เว้นธรรมนั้น คือเว้นธรรมนั้นแล้วก็ไม่ปรากฏ. คำว่า เอติ ได้แก่ ย่อมเกิดขึ้น และย่อมเป็นไป. อีกอย่างหนึ่ง อรรถแห่งปัจจัยมีความหมายถึงอุปการธรรม.

____________________________

คำว่า เอติ แยกมาจากบทว่า ผลเมติ.

อวิชฺชา จ สา ปจฺจโย จาติ อวิชฺชาปจฺจโย อวิชชานั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อวิชฺชาปจฺจโย (อวิชชาเป็นปัจจัย), เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น. สงฺขตมภิสงฺขโรนฺตีติ สงฺขารา ธรรมที่ชื่อว่าสังขารทั้งหลาย เพราะอรรถว่าย่อมปรุงแต่งสังขตธรรม.

อีกนัยหนึ่ง สังขาร มี ๒ อย่าง คือ

สังขารที่มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ๑

สังขารที่มาด้วยศัพท์ว่า สังขาร ๑

บรรดาสังขารทั้ง ๒ นั้น สังขารที่มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ๖ เหล่านี้ คือสังขาร ๓ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร และสังขาร ๓ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร สังขารเหล่านั้นแม้ทั้งหมดสักว่าเป็นโลกิยกุศลและอกุศลเท่านั้น.

ก็สังขาร ๔ ที่มาแล้วโดยสังขารศัพท์เหล่านี้ คือสังขตสังขาร อภิสังขตสังขาร อภิสังขรณกสังขาร ปโยคาภิสังขาร.

บรรดาสังขารเหล่านั้น ธรรมพร้อมทั้งปัจจัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในประโยคมีอาทิว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา แม้ทั้งหมด ชื่อว่าสังขตสังขาร. รูปธรรม อรูปธรรมเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เกิดแต่กรรมซึ่งกล่าวไว้ในอรรถกถา ชื่อว่าอภิสังขตสังขาร. รูปธรรมและอรูปธรรมแม้เหล่านั้น ย่อมสงเคราะห์ในบาลีนี้ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ดังนี้ทั้งหมด แต่อาคตสถานแห่งธรรมเหล่านั้น ไม่ปรากฏส่วนหนึ่ง ก็เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลที่เป็นไปในภูมิ ๓ ท่านเรียกว่าอภิสังขรณกสังขาร. อาคตสถานแห่งอภิสังขรณกสังขารนั้น ย่อมปรากฏในประโยคมีคำว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าอภิสังขารคือบุญ ย่อมปรุงแต่ง" ดังนี้เป็นต้น.

อนึ่ง ความเพียรอันเป็นไปทางกายและจิต ท่านเรียกว่าปโยคาภิสังขาร. ปโยคาภิสังขารนั้นมาในประโยคว่า "ล้อนั้น เมื่อนายช่างรถหมุนไป ก็หมุนไปได้เท่าที่นายช่างรถหมุนไปแล้วตั้งอยู่เหมือนอยู่ในเพลา ฉะนั้น" เป็นต้น.

อนึ่ง มิใช่แต่สังขารเหล่านี้อย่างเดียวเท่านั้น แม้สังขารเหล่าอื่นเป็นอเนก ที่มาโดยศัพท์สังขาร โดยนัยมีอาทิว่า "ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารย่อมดับก่อน ต่อจากนั้นกายสังขารก็ดับ ต่อจากนั้น จิตตสังขารก็ย่อมดับ" ดังนี้ บรรดาสังขารเหล่านั้น สังขารที่ไม่สงเคราะห์เข้าในสังขตสังขาร ย่อมไม่มี.

เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำใดที่ตรัสไว้ในประโยคมีอาทิว่า สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ (วิญญาณเกิด เพราะสังขารเป็นปัจจัย) ดังนี้ คำนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ส่วนในคำที่ยังมิได้กล่าวนั้น พึงทราบวินิจฉัยต่อไปนี้.

# ๑. อํ ติก. เล่ม ๒๐. ๔๕๔/๑๔๑ ๒. อํ ติก เล่ม ๒๐. ๔๕๔/๑๔๑ ๓. ม. มูล. เล่ม ๑๒. ๕๑๐/๕๕๑

____________________________

องฺ ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๕๔/หน้า ๑๔๑.

ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๑๐/หน้า ๕๕๑.

วิชานาตีติ วิญฺญาณํ ชื่อว่าวิญญาณ เพราะอรรถว่าย่อมรู้แจ้ง.

นมตีติ นามํ ชื่อว่านาม เพราะอรรถว่าย่อมน้อมไป.

รุปฺปตีติ รูปํ ชื่อว่ารูป เพราะอรรถว่าย่อมสลาย.

อาเย ตโนติ อายตญฺจ นยตีติ อายตนํ ที่ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่าย่อมแผ่ไปซึ่งกาย (นามรูป) อันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ และย่อมนำไปสู่สังสารอันยาวนาน.

ผุสตีติ ผสฺโส ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าถูกต้อง.

เวทยตีติ เวทนา ชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเสวยอารมณ์.

ปริตสฺสตีติ ตณฺหา ชื่อว่าตัณหา เพราะอรรถว่าทะยานอยาก.

อุปาทิยตีติ อุปาทานํ ชื่อว่าอุปาทาน เพราะอรรถว่ายึดมั่น.

ภวติ ภาวยติ จาติ ภโว ชื่อว่าภพ เพราะอรรถว่าย่อมเป็นและย่อมให้เป็น.

ชนนํ ชาติ ความเกิด ชื่อว่าชาติ.

ชิรณํ ชรา ความคร่ำคร่า ชื่อว่าชรา.

มรนฺติ เอเตนาติ มรณํ ชื่อว่ามรณะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุตายของสัตว์ทั้งหลาย. โสจนํ โสโก ความเศร้า ชื่อว่าโสกะ ปริเทวนํ ปริเทโว ความร้องคร่ำครวญ ชื่อว่าปริเทวะ ทุกฺขยตีติ ทุกฺขํ ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าทำให้ลำบาก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าย่อมขุด ๒ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งอุปปาทะและฐีติ. ทุมฺมนสฺส ภาโว ภาวะแห่งทุมนัส ชื่อว่าโทมนัส. ภูโส อายาโส อุปายาโส ความคับแค้นใจอย่างมาก ชื่อว่าอุปายาส.

บทว่า สมฺภวนฺติ แปลว่า ย่อมเกิด บัณฑิตพึงทำการประกอบศัพท์ สมฺภวนฺติ ด้วยบทมีความโศกเป็นต้นอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้ ควรทำประกอบด้วยบททั้งหมด เพราะเมื่อกล่าวว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นอกจาก สมฺภวนฺติ ศัพท์นี้ ธรรมคืออวิชชาและสังขารก็ไม่พึงปรากฏว่า ย่อมกระทำซึ่งกิจอะไรกัน แต่เมื่อมีการประกอบด้วยบทว่า สมฺภวนฺติ ศัพท์ ก็เป็นอันกำหนดธรรมที่เป็นปัจจัยและธรรมที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ว่า อวิชชานั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่าอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้.

ในบททั้งหลายก็นัยนี้.

____________________________

คือที่เป็น ปัจจัยธรรม และปัจจยุปบันนธรรม.

บทว่า เอวํ (ด้วยประการฉะนี้) นี้เป็นบทอธิบายนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว. อธิบายว่า ด้วยบทว่า เอวํ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงว่า ธรรมที่เป็นปัจจยาการเหล่านี้ย่อมเกิดเพราะเหตุทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นเท่านั้น มิใช่เกิดขึ้นด้วยเหตุมีพระอิศวรเนรมิตเป็นต้น.

บทว่า เอตสฺส (นี้) ได้แก่ ตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า เกวลสฺส ได้แก่ (กองทุกข์) ที่ไม่ปะปนกัน หรือว่าทั้งมวล.

บทว่า ทุกฺขกฺขนฺธสฺส (กองทุกข์) ได้แก่ ประชุมแห่งทุกข์ มิใช่ประชุมแห่งสัตว์ มิใช่ประชุมแห่งวิปัลลาสมีความสุขและความงามเป็นต้น.

บทว่า สมุทโย ได้แก่ ความเกิด.

บทว่า โหติ ได้แก่ ย่อมเกิด.

พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถในปฏิจจสมุปบาทนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น

ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น ได้แก่ โดยธรรม ๔ มีลักษณะเป็นต้นแห่งปฏิจจสมุปบาทมีอวิชชาเป็นต้น อย่างไร? คือ อวิชชา

๑. อญาณลกฺขณา มีความไม่รู้เป็นลักษณะ สมฺโมหนรสา มีความหลงเป็นกิจ ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีความปกปิดสภาวะแห่งอารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน อาสวปทฏฺฐานา มีอาสวะเป็นปทัฏฐาน ๒. อภิสงฺขรณลกฺขณา สังขารทั้งหลายมีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ อายูหนรสา มีความขวนขวายเป็นกิจ เจตนาปจฺจุปฏฺฐานา มีเจตนาเป็นปัจจุปัฏฐาน อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชาเป็นปทัฏฐาน ๓. วิชานนลกฺขณํ วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานเป็นกิจ ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการเกิดสืบต่อเป็นปัจจุปัฏฐาน สงฺขารปทฏฺฐานํ มีสังขารเป็นปทัฏฐานหรือ วตฺถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีวัตถุและอารมณ์เป็นปทัฏฐาน ๔. นมนลกฺขณํ นามมีการน้อมไปเป็นลักษณะ สมฺปโยครสํ มีการประกอบพร้อมกันเป็นกิจ อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกจากจิตเป็นปัจจุปัฏฐาน วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน ๕. รุปฺปนลกฺขณํ รูปมีการแปรปรวนเป็นลักษณะ วิกิรณรสํ มีการกระจัดกระจายไปเป็นรส อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอัพยากตธรรมเป็นปัจจุปัฏฐาน วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน ๖. อายตนลกฺขณํ สฬายตนะมีการทำวัฏฏะให้ยาวนานเป็นลักษณะ ทสฺสนาทิรสํ มีการทำความเห็นเป็นต้นเป็นรส วตฺถุทฺวารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุและทวารเป็นปัจจุปัฏฐาน นามรูปปทฏฺฐานํ มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน ๗. ผุสนลกฺขโณ ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ สํฆฏฺฏนรโส มีการประสานอารมณ์กับจิตเป็นรส สงฺคติปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุม (วัตถุ อารมณ์ จิต) เป็นปัจจุปัฏฐาน สฬายตนปทฏฺฐาโน มีสฬายตนะเป็นปทัฏฐาน ๘. อนุภวนลกฺขณา เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ วิสยรสสมฺโภครสา มีการบริโภคร่วมกันซึ่งรสแห่งอารมณ์เป็นรส สุขทุกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีสุขและทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน ๙. เหตุลกฺขณา ตัณหามีความเป็นเหตุเป็นลักษณะ อภินนฺทนรสา มีความบันเทิงใจเป็นรส อติตฺติภาวปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่อิ่มในอารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนาเป็นปทัฏฐาน ๑๐. คหณลกฺขณํ อุปาทานมีการยึดไว้เป็นลักษณะ อมุญฺจนรสํ มีการไม่ปล่อยเป็นรส ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฏฺฐานา มีความมั่นคงด้วยตัณหาและเห็นผิดในอัตตา เป็นปัจจุปัฏฐาน ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหาเป็นปทัฏฐาน ๑๑. กมฺมกมฺมผลลกฺขโณ ภพมีกรรมและผลของกรรมเป็นลักษณะ ภาวนภวนรโส มีความทำให้เกิดขึ้นและความเกิดขึ้นเป็นรส กุสลากุสลาพฺยากตปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นกุศล อกุศลและอัพยากตะ เป็นปัจจุปัฏฐาน อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทานเป็นปทัฏฐาน.

ธรรมมีลักษณะเป็นต้นแห่งปัจจยาการมีชาติเป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสัจจวิภังค์นั้นแล.

พึงทราบวินิจฉัยในปัจจยาการนี้ แม้โดยลักษณะเป็นต้นด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยมีอย่างเดียวเป็นต้น

ในข้อว่า โดยมีอย่างเดียวเป็นต้น นี้พึงทราบว่า อวิชชาชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นอัญญาณ (ไม่รู้) อทัสสนะ (ไม่เห็น) และโมหะ (ความหลง) เป็นต้น. ที่ชื่อว่ามี ๒ อย่าง เพราะความไม่ปฏิบัติและความปฏิบัติ. อนึ่ง เพราะเป็นสังขารและอสังขาร ที่ชื่อว่ามี ๓ อย่าง เพราะสัมปยุตด้วยเวทนา ๓ ที่ชื่อว่ามี ๔ อย่าง เพราะไม่แทงตลอดสัจจะ ๔ ที่ชื่อว่ามี ๕ อย่าง เพราะปกปิดโทษแห่งคติ ๕.

อนึ่ง ว่าโดยทวารและอารมณ์ อวิชชานั้น พึงทราบว่า มี ๖ อย่าง ในอรูปธรรมแม้ทั้งหมด.

สังขาร ชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นสาสววิปากธัมมธรรมเป็นต้น ที่ชื่อว่ามี ๒ อย่าง เพราะเป็นกุศลและอกุศล อนึ่ง เพราะเป็นปริตตธรรมและมหัคคตธรรม เพราะเป็นหีนธรรมและมัชฌิมธรรม และเพราะเป็นมิจฉัตตนิยตธรรมและมิจฉัตตอนิยธรรม ที่ชื่อว่ามี ๓ อย่าง เพราะเป็นปุญญาภิสังขารเป็นต้น ชื่อว่ามี ๔ อย่าง เพราะเป็นไปในกำเนิด ๔ ชื่อว่ามี ๕ อย่าง เพราะเป็นทางแห่งคติ ๕.

____________________________

ปกปิดคติ ๕ คือ ทางไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์และเทวดา.

วิญญาณ ชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นโลกิยวิบากเป็นต้น ชื่อว่ามี ๒ อย่าง เพราะเป็นสเหตุกะและอเหตุกะเป็นต้น ชื่อว่ามี ๓ อย่าง เพราะนับเนื่องด้วยภพ ๓ เพราะประกอบพร้อมด้วยเวทนา ๓ และเพราะเป็นอเหตุกะ ทุเหตุกะและติเหตุกะ ชื่อว่าเป็น ๔ อย่างและเป็น ๕ ด้วยอำนาจกำเนิดและอำนาจคติ.

นามรูป ชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะอาศัยวิญญาณและโดยมีกรรมเป็นปัจจัย ชื่อว่ามี ๒ อย่าง เพราะเป็นสารัมมณะและอนารัมมณะ ชื่อว่ามี ๓ อย่าง เพราะเป็นอดีตเป็นต้น ชื่อว่ามี ๔ และ ๕ อย่างด้วยอำนาจกำเนิด ๔ และคติ ๕.

สฬายตนะ ชื่อว่ามีอย่างเดียว เพราะเป็นที่เกิดและประชุม ชื่อว่ามี ๒ อย่าง เพราะเป็นภูตรูป ประสาทรูปและวิญญาณ เป็นต้น ชื่อว่ามี ๓ อย่าง เพราะเป็นอารมณ์ที่เป็นสัมปัตตะ อสัมปัตตะ และไม่ใช่ทั้ง ๒ (คือทางมโนทวาร) ชื่อว่ามี ๔ และ ๕ อย่าง เพราะนับเนื่องด้วยกำเนิด ๔ และคติ ๕ แล. บัณฑิตพึงทราบธรรมแม้มีผัสสะเป็นต้นว่าเป็นธรรมอย่างเดียวเป็นต้นโดยนัยนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในปัจจยาการนี้แม้โดยเป็นธรรมมีอย่างเดียวเป็นต้นอย่างนี้.

____________________________

ทวิปัญจวิญญาณ.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยการกำหนดองค์

ข้อว่า โดยการกำหนดองค์ ความว่า ก็ในปัจจยาการนี้ ความโศกเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดงความไม่ขาดตอนของภวจักร เพราะความโศกเป็นต้นนั้น ย่อมเกิดแก่คนพาลผู้ถูกชราและมรณะเบียดเบียนแล้ว เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับอันทุกขเวทนาทางกายถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบาก ย่อมคร่ำครวญ ย่อมตีอกร้องไห้ ย่อมถึงการหลงใหล ดังนี้เป็นต้น.

อนึ่ง อวิชชายังเป็นไปตราบเท่าที่ความโศกเป็นต้นเหล่านั้นยังเป็นไปอยู่ เพราะเหตุนั้น การเกี่ยวเนื่องกันว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา (สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย) ดังนี้ แม้อีกจึงเป็นภวจักรทีเดียว เพราะฉะนั้น พึงทราบองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทมี ๑๒ เท่านั้น เพราะประมวลความโศกเป็นต้น แม้เหล่านั้นเข้าด้วยกันกับชรามรณะนั่นเอง พึงทราบวินิจฉัยในปัจจยาการนี้แม้โดยการกำหนดองค์ทั้งหลายไว้ ด้วยประการฉะนี้.

กถาว่าโดยย่อในปัจจยาการนี้ด้วยสามารถอุเทศวารเพียงเท่านี้.

____________________________

สํ. สฬายตน. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๖๙/หน้า ๒๕๗. วรรณนาอุเทศวาร จบ.

ว่าด้วยนิเทศอวิชชาเป็นปัจจัย (บาลีข้อ ๒๕๖)

บัดนี้ เป็นกถาว่าโดยพิสดาร ด้วยสามารถแห่งนิเทศวาร.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ดังนี้ ในพระบาลีนั้น เมื่อจะทรงแสดงสังขารทั้งหลายอันมีอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะบุคคลเมื่อจะพูดถึงบุตรก็ย่อมกล่าวถึงบิดาก่อน ด้วยว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ บุตรก็เป็นคำพูดได้ดีว่า บุตรของนายมิต บุตรของนายทัตตะ ดังนี้ ฉะนั้น พระศาสดาทรงเป็นผู้ฉลาดในเทศนา เพื่อทรงแสดงอวิชชาเช่นเป็นบิดาด้วยอรรถว่ายังสังขารทั้งหลายให้เกิดก่อน จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตมา อวิชฺชา ทุกฺเข อญฺญาณํ (ในปัจจยาการเหล่านั้น อวิชชาเป็นไฉน? ความไม่รู้ทุกข์) เป็นต้น.

ในพระบาลีนั้น เพราะอวิชชานี้ย่อมไม่ให้เพื่ออันรู้ เพื่ออันเห็น เพื่ออันแทงตลอดลักษณะพร้อมทั้งกิจรสตามความเป็นจริงของทุกขสัจจะ จึงปกปิดหุ้มห่อยึดถือไว้อยู่ ฉะนั้น จึงตรัสว่า ทุกฺเข อญฺญาณํ (ความไม่รู้ในทุกข์) ดังนี้.

อนึ่ง เพราะอวิชชาย่อมไม่ให้เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดซึ่งลักษณะพร้อมทั้งรสตามความเป็นจริงแห่งทุกขสมุทัย แห่งทุกขนิโรธ แห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ปกปิดแล้ว หุ้มห่อแล้ว ยึดถือไว้อยู่ ฉะนั้นจึงตรัสว่า ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ (อัญญาณ) ตรัสว่า อวิชชา ในฐานะ ๔ เหล่านี้ โดยปริยายแห่งพระสูตร.

แต่โดยปริยายแห่งพระอภิธรรมในนิกเขปกัณฑ์ ทรงถือเอาอัญญาณ (ความไม่รู้) ในฐานะ ๔ แม้อื่นอีกว่า ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ (ความไม่รู้ในอดีต) เป็นต้น. ในพระบาลีนั้น คำว่า ปุพฺพนฺโต ได้แก่ อดีตอัทธา คือขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งหลายที่ล่วงแล้ว.

บทว่า อปรนฺโต ได้แก่ อนาคตอัทธา คือขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งหลายที่ยังไม่มาถึง.

บทว่า ปุพฺพนฺตาปรนฺโต ได้แก่ กาลทั้ง ๒ แห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะที่ล่วงแล้วและยังไม่มาถึงนั้น.

บทว่า อิทปฺปจฺจยตา (ความมีธรรมนี้เป็นปัจจัย) ได้แก่ องค์ทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุแห่งธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นต้น.

บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนธมฺมา (ธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น) ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้นแต่ธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ในธรรมเหล่านั้น เพราะอวิชชานี้ ย่อมไม่ให้เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดซึ่งลักษณะพร้อมทั้งกิจรสตามความเป็นจริงแห่งขันธ์เป็นต้นที่เป็นอดีต ย่อมปกปิด หุ้มห่อ ยึดถือเอาไว้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ (ความไม่รู้ในอดีต).

อนึ่ง เพราะอวิชชานี้ ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดซึ่งลักษณะพร้อมทั้งรสตามความเป็นจริงแห่งขันธ์เป็นต้นอันเป็นอนาคต ฯลฯ แห่งขันธ์เป็นต้นที่เป็นทั้งอดีตและอนาคต ฯลฯ ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดซึ่งลักษณะพร้อมทั้งรสตามความเป็นจริงแห่งความที่ธรรมนี้เป็นปัจจัย และธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ย่อมปกปิด หุ้มห่อ ยึดถือเอาไว้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความไม่รู้ในความที่ธรรมนี้เป็นปัจจัย ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นดังนี้. ตรัสความไม่รู้โดยปริยายแห่งพระอภิธรรมในฐานะทั้ง ๘ เหล่านี้ว่าเป็นอวิชชา.

ถามว่า ด้วยลักษณะอย่างนี้ ย่อมเป็นอันพระองค์ตรัสถึงอะไร?

ตอบว่า ชื่อว่า เป็นอันตรัสอวิชชา โดยกิจและโดยชาติ.

อย่างไร?

ก็อวิชชานี้ย่อมไม่ให้ เพื่อรู้ เพื่อเห็น เพื่อแทงตลอดฐานะทั้ง ๘ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสโดยกิจ และอวิชชานี้แม้เมื่อเกิดก็ย่อมเกิดในฐานะ ๘ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสโดยชาติ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วทรงถือเอาบท ๒๕ มีอาทิว่า ยํ เอวรูปํ อญฺญาณํ อทสฺสนํ (ความไม่รู้ ความไม่เห็นอันใดเห็นปานนี้) อีก เพื่อทรงแสดงลักษณะอวิชชาต่อไป.

อธิการนี้ เพราะอวิชชานี้แม้ตรัสแล้วด้วยบททั้ง ๘ เหล่านี้ เมื่อยังไม่ตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ อีก ชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้วยังไม่ได้ แต่เมื่อตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ แล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นอันตรัสดีแล้ว เหมือนบุรุษเมื่อกำลังแสวงหาโคที่หายไป พึงถามพวกมนุษย์ว่า เจ้านาย ท่านเห็นโคขาว ท่านเห็นโคแดงบ้างไหม ดังนี้ พวกมนุษย์เหล่านั้นก็พึงพูดอย่างนี้ว่า ในแคว้นนี้มีโคสีขาวสีแดงมากมาย โคของท่านมีลักษณะอย่างไรเล่า ลำดับนั้น เมื่อบุรุษนั้นพูดว่า เป็นรูปผ้าพาดหรือเป็นรูปคันไถ ดังนี้ โคจึงชื่อว่าเขาบอกดีแล้วฉันใด อวิชชานี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ตรัสด้วยบททั้ง ๘ ยังมิได้ตรัสถึงลักษณะด้วยบท ๒๕ อีก ย่อมชื่อว่าตรัสดีแล้วก็หาไม่ แต่เมื่อตรัสถึงลักษณะแล้วนั่นแหละ จึงชื่อว่าตรัสไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงลักษณะแห่งอวิชชานั้น พึงทราบด้วยอำนาจแม้บท ๒๕ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วเหล่านั้น. ข้อนี้เป็นอย่างไร?

อวิชชามีลักษณะ ๒๕

คือปัญญา ชื่อว่าญาณ ปัญญานั้นย่อมกระทำสัจจธรรม ๔ ซึ่งเป็นผลและเป็นผล ซึ่งเป็นเหตุและเป็นเหตุ ที่รู้แล้วให้ปรากฏ แต่อวิชชานี้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่ให้เพื่ออันกระทำสัจจธรรม ๔ นั้น ให้รู้ ให้ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอัญญาณ (ความไม่รู้) เพราะเป็นข้าศึกต่อญาณ.

ปัญญา ชื่อว่าทัสสนะ (ความเห็น) ก็มี ปัญญาแม้นั้นย่อมเห็นซึ่งอาการแห่งสัจจธรรม ๔ ตามที่กล่าวนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อเห็นสัจจธรรม ๔ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอทัสสนะ.

ปัญญา ชื่อว่าอภิสมัย (ความตรัสรู้) ก็มี ปัญญานั้น ย่อมตรัสรู้ อาการแห่งสัจจธรรม ๔ ตามที่กล่าวนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อตรัสรู้อริยสัจจะ ๔ นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอนภิสมัย.

ปัญญา ชื่อว่าอนุโพธะ (ความตรัสรู้ตาม) สัมโพธะ (ความตรัสรู้พร้อม) ปฏิเวธะ (การแทงตลอด) ก็มี ปัญญานั้นย่อมตรัสรู้ตาม ย่อมตรัสรู้พร้อม ย่อมแทงตลอดอาการแห่งสัจจธรรม ๔ ตามที่กล่าวแล้วนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อตรัสรู้ตามเพื่อตรัสรู้พร้อม เพื่อแทงตลอดสัจจธรรมนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนนุโพธะ อสัมโพธะและอัปปฏิเวธะ,

ปัญญา ชื่อว่าสังคาหณา (ความถือเอาถูก) ก็มี ปัญญานั้นถือเอาแล้ว ทดลองแล้ว ย่อมถือเอาอาการนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่อถือเอา ทดลองแล้วถือเอาอาการนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอสังคาหณา.

ปัญญา ชื่อว่าปริโยคาหณา (ความหยั่งโดยรอบ) ก็มี ปัญญานั้นหยั่งลงแล้ว ชำแรกแล้วซึ่งอาการนั้น ย่อมถือเอา แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วไม่ให้เพื่อหยั่งลง ชำแรกแล้วถือเอา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอปริโยคาหณา.

ปัญญา ชื่อว่าสมเปกขนา (ความพินิจ) ก็มี ปัญญานั้นย่อมเพ่งอาการนั้นโดยสม่ำเสมอและโดยชอบ แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่ออันเพ่งอาการนั้นโดยสม่ำเสมอและโดยชอบ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอสมเปกขนา.

ปัญญา ชื่อว่าปัจจเวกขณา (ความพิจารณา) ก็มี ปัญญานั้นย่อมพิจารณาอาการนั้น แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่ออันพิจารณาอาการนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอปัจจเวกขณา.

กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอันประจักษ์ ย่อมไม่มีแก่อวิชชานี้ และกรรมที่ตัวเอง (คืออวิชชา) ไม่พิจารณาแล้วกระทำ มีอยู่ เพราะเหตุนั้น อวิชชานี้จึงชื่อว่าอัปปัจจักขกรรม (มีกรรมอันไม่พิจารณากระทำให้ประจักษ์).

อวิชชานี้ ชื่อว่าทุมมิชฌะ (ความทรามปัญญา) เพราะความโฉดเฉา.

อวิชชานี้ ชื่อว่าพาลยะ (ความโง่เขลา) เพราะความเป็นธรรมชาติโง่เขลา.

ปัญญา ชื่อว่าสัมปชัญญะ (ความรู้ทั่วพร้อม) ก็มี ปัญญานั้นย่อมรู้ทั่วซึ่งสัจจธรรม ๔ ที่เป็นผลและเป็นผล ที่เป็นเหตุและเป็นเหตุโดยชอบ แต่อวิชชาเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่ให้เพื่ออันรู้ทั่วซึ่งอาการนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอสัมปชัญญะ.

อวิชชา ชื่อว่าโมหะ (ความหลง) ด้วยอำนาจแห่งความโง่.

อวิชชา ชื่อว่าปโมหะ (ความลุ่มหลง) ด้วยอำนาจความหลงทั่ว.

อวิชชา ชื่อว่าสัมโมหะ (ความหลงใหล) ด้วยอำนาจความหลงพร้อม.

อวิชชา ชื่อว่าอวิชชา ด้วยอำนาจอรรถมีอาทิว่า ย่อมรู้สิ่งที่ไม่ควรรู้.

อวิชชา ชื่อว่าอวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา) เพราะย่อมนำลงคือ ให้จมลงในวัฏฏะ.

อวิชชา ชื่อว่าอวิชชาโยคะ (โยคะคืออวิชชา) เพราะประกอบไว้ในวัฏฏะ.

อวิชชา ชื่อว่าอวิชชานุสัย (อนุสัยคืออวิชชา) ด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ และเพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ.

อวิชชา ชื่อว่าอวิชชาปริยุฏฐาน (การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา) เพราะย่อมกลุ้มรุม ย่อมจับ ย่อมปล้นกุศลจิต เหมือนพวกโจรซุ่มในหนทางปล้นคนเดินทางฉะนั้น.

อวิชชา ชื่อว่าอวิชชาลังคี (กลอนเหล็กคืออวิชชา) เพราะอรรถว่าเมื่อลิ้มคือกลอนเหล็กที่ประตูเมืองตกไปแล้ว ย่อมตัดขาดซึ่งการออกไปภายนอกเมือง ของพวกคนภายในเมืองบ้าง ซึ่งการเข้าไปภายในเมืองของพวกคนภายนอกเมืองบ้างฉันใด อวิชชานี้ตกไปในกายนครของตนแห่งบุคคลใด ย่อมตัดขาดการดำเนินไป คือญาณอันให้ถึงพระนิพพานของบุคคลนั้นฉันนั้น.

อวิชชา ชื่อว่าอกุศลมูล เพราะอรรถว่าอกุศลนั้นเป็นมูล หรือเพราะอรรถว่าอวิชชาเป็นมูลแห่งอกุศลทั้งหลาย. ก็อกุศลมูลนั้นมิใช่อื่น ในที่นี้ทรงประสงค์เอาโมหะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอกุศลมูล คือโมหะ.

บทว่า อยํ วุจฺจติ (นี้เรียกว่า) ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นี้ ชื่อว่าอวิชชามีลักษณะอย่างนี้.

พึงทราบลักษณะอวิชชาด้วยอำนาจบท ๒๕ ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง อวิชชานี้มีลักษณะอย่างนี้ แม้ตรัสว่า ความไม่รู้ในทุกข์เป็นต้น ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งแห่งทุกขสัจจะ เป็นธรรมเกิดพร้อมกัน ย่อมกระทำทุกขสัจจะนั้นให้เป็นอารมณ์ ย่อมปกปิดทุกขสัจจะนั้น. มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของสมุทยสัจจะ เป็นธรรมเกิดพร้อมกัน ย่อมกระทำสมุทยสัจจะนั้นให้เป็นอารมณ์ ย่อมปกปิดสมุทยสัจจะนั้น. ไม่เป็นส่วนหนึ่งของนิโรธสัจจะ ไม่เกิดพร้อมกัน ไม่ทำนิโรธสัจจะนั้นให้เป็นอารมณ์ ย่อมปกปิดอย่างเดียว. ไม่เป็นส่วนหนึ่งแม้แห่งมรรคสัจจะ ไม่เกิดพร้อมกัน ไม่ทำมรรคสัจจะนั้นให้เป็นอารมณ์ ย่อมปกปิดอย่างเดียว.

อวิชชาย่อมเกิดขึ้นเพราะความมีทุกข์เป็นอารมณ์ และย่อมปกปิดทุกข์ที่เป็นอารมณ์นั้น อวิชชาย่อมเกิดขึ้น เพราะความมีสมุทัยเป็นอารมณ์ และย่อมปกปิดสมุทัยที่เป็นอารมณ์นั้น อวิชชาย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะความมีนิโรธเป็นอารมณ์ และย่อมปกปิดนิโรธนั้น อวิชชาย่อมไม่เกิดขึ้นเพราะความมีมรรคเป็นอารมณ์ แต่ย่อมปกปิดมรรคนั้น.

สัจจะ ๒ ชื่อว่าลึกซึ้ง (คัมภีระ) เพราะเห็นได้โดยยาก สัจจะ ๒ ชื่อว่าเห็นได้โดยยาก เพราะความเป็นของลึกซึ้ง. อีกอย่างหนึ่ง อริยสัจคือทุกขนิโรธ เป็นสภาพลึกซึ้งและเห็นได้โดยยาก.

บรรดาสัจจะเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าทุกข์ เป็นสภาพปรากฏ แต่ที่ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นลักษณะได้ยาก. แม้ในสมุทัยก็นัยนี้เหมือนกัน เปรียบเหมือนหนึ่ง ธรรมดาว่า การกวนมหาสมุทรแล้วนำเอาโอชะออกมาเป็นภาระ (ของหนัก) ธรรมดาว่า การขนทรายจากเชิงเขาสิเนรุ ก็เป็นภาระ ธรรมดาว่า การบีบคั้นภูเขาแล้วนำรสออกมาก็เป็นภาระฉันใด สัจจะทั้ง ๒ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ชื่อว่าเห็นได้ยาก เพราะความเป็นภาวะลึกซึ้งโดยแท้ แต่นิโรธสัจจะทั้งลึกซึ้งอย่างยิ่ง และเห็นได้ยากอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ความบอดคือโมหะซึ่งปกปิดอริยสัจ ๔ ที่ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยาก และชื่อว่าเห็นได้ยาก เพราะความลึกซึ้งนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงตรัสเรียกว่าอวิชชา. บทว่าด้วยนิเทศอวิชชา จบ.

ว่าด้วยนิเทศสังขาร (บาลีข้อ ๒๕๗)

พึงทราบวินิจฉัยในบทแห่งสังขาร ต่อไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเฉพาะสังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่ทรงพาดพิงสังขารที่มาด้วยสังขารศัพท์ ในสังขารตามที่ตรัสไว้ในหนหลัง จึงตรัสคำว่า

ตตฺถ กตเม อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ปุญฺญาภิสงฺขาโร

บรรดาปัจจยาการเหล่านั้น สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร ดังนี้เป็นต้น.

ในพระบาลีนั้น สภาวะที่ชื่อว่าบุญ เพราะอรรถว่าย่อมชำระกรรมอันเป็นการทำของตน คือย่อมยังอัชฌาศัยของผู้กระทำตนนั้นให้บริบูรณ์ และยังภพอันน่าบูชาให้เกิดขึ้น. ที่ชื่อว่าอภิสังขาร เพราะอรรถว่าย่อมปรุงแต่งวิบาก และกฏัตตารูป. อภิสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่ง) คือบุญ ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร. สภาพที่ชื่อว่า อปุญฺโญ (อบุญ) เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ. อภิสังขารคืออบุญ ชื่อว่าอปุญญาภิสังขาร. ที่ชื่อว่าอาเนญชะ เพราะอรรถว่าย่อมไม่หวั่นไหว. ที่ชื่อว่าอาเนญชาภิสังขาร เพราะอรรถว่าอภิสังขารคืออาเนญชะ (ความไม่หวั่นไหว) และสภาพที่ปรุงแต่งภพอันไม่หวั่นไหว.

ที่ชื่อว่ากายสังขาร เพราะอรรถว่าเป็นสังขาร (การปรุงแต่ง) อันกายให้เป็นไป หรือเพราะกาย หรือเป็นไปแก่กาย.

แม้ในวจีสังขารและจิตตสังขาร ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในสังขารเหล่านั้น สังขาร ๓ แรก ทรงถือเอาด้วยอำนาจแห่งปริวิมังสนสูตร.

จริงอยู่ ในสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า หากว่า บุคคลย่อมปรุงแต่งสังขาร (สภาพปรุงแต่ง) ที่เป็นบุญ วิญญาณก็เข้าถึงความเป็นบุญ หากว่า บุคคลย่อมปรุงแต่งสังขารที่เป็นอบุญ วิญญาณก็เข้าถึงความเป็นอบุญ (บาป) หากว่า บุคคลย่อมปรุงแต่งสังขารที่เป็นอาเนญชะ วิญญาณก็เข้าถึงความเป็นอาเนญชะ ดังนี้. สังขาร ๓ ที่สอง ทรงถือเอาด้วยอำนาจแห่งวิภังคสูตรอันเป็นลำดับแห่งปริวิมังสนสูตรนั้น แม้กล่าวว่าทรงถือเอาโดยปริยายแห่งสัมมาทิฏฐิสูตร ดังนี้ ก็ควรเหมือนกัน. เพราะในวิภังคสูตรนั้นตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขาร ๓ เหล่านี้ สังขาร ๓ เป็นไฉน? กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ดังนี้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จึงทรงถือเอาสังขารเหล่านั้นด้วยอำนาจแห่งสูตรเหล่านั้นเล่า.

ตอบว่า เพื่อแสดงบทนี้ว่า ธรรมดาพระอภิธรรมนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงกระทำไว้ในบัดนี้ พวกฤาษีภายนอก หรือพวกพระสาวก หรือพวกเทวดามิได้ภาษิตไว้ ก็พระอภิธรรมนี้เป็นภาษิตของพระชินเจ้าผู้เป็นสัพพัญญูพุทธะ เพราะในพระอภิธรรมก็ดี ในพระสูตรก็ดี เป็นพระบาลีแบบแผนที่ยกขึ้นแสดงออกเป็นเช่นเดียวกันทั้งนั้น ดังนี้.

ว่าด้วยปุญญาภิสังขาร

บัดนี้ เพื่อทรงแสดงสังขารเหล่านั้นโดยชนิดต่างๆ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ตตฺถ กตโม ปุญฺญาภิสงฺขาโร ในสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขารเป็นไฉน?

ในพระบาลีนั้น แม้เจตนาที่เป็นไปในภูมิ ๔ ตรัสโดยไม่กำหนดไว้ว่า เจตนาที่เป็นกุศล แต่เพราะทรงกำหนดว่า กามาวจร รูปาวจร ดังนี้ เจตนา ๑๓ ดวง คือ กามาวจรกุศลเจตนา ๘ ดวงและรูปาวจรกุศลเจตนา ๕ ดวง ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร. ด้วยบททั้งหลายว่า ทานมยา (ทานมัย) เป็นต้น ทรงแสดงความเป็นไปด้วยสามารถแห่งบุญกิริยาวัตถุแห่งเจตนาเหล่านั้นนั่นเอง.

ในพระบาลีนั้น เจตนา ๘ ดวงเป็นกามาพจรย่อมสำเร็จด้วยทานและศีลเท่านั้น แต่เจตนาแม้ทั้ง ๑๓ ดวง สำเร็จด้วยภาวนา เปรียบเหมือนบุคคลสาธยายธรรมคล่องแคล่ว ย่อมไม่รู้ซึ่งธรรมที่เป็นไปแม้สนธิหนึ่ง แม้สนธิสอง เมื่อนึกถึงจึงรู้ในภายหลังฉันใด เมื่อพระโยคาวจรกระทำกสิณบริกรรม พิจารณาฌานที่เกิดคล่องแคล่ว และเมื่อมนสิการกรรมฐานที่ชำนาญก็ฉันนั้นเหมือนกัน เจตนาแม้ปราศจากญาณ ก็ย่อมสำเร็จเป็นภาวนา ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า เจตนาแม้ทั้ง ๑๓ ดวง สำเร็จด้วยภาวนา ดังนี้.

ในเทศนานั้น เทศนานี้เป็นเทศนาโดยย่อในบุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้นว่า เจตนา สัญเจตนา (ความตั้งใจ) ความคิดปรารภทาน ทำทานให้เป็นใหญ่อันใด ย่อมเกิดขึ้น นี้เรียกว่าปุญญาภิสังขารสำเร็จด้วยทาน เจตนา ความตั้งใจ ความคิด ปรารภศีล ฯลฯ ปรารภภาวนาทำภาวนาให้เป็นใหญ่อันใด นี้เรียกว่าปุญญาภิสังขารสำเร็จด้วยภาวนา ดังนี้.

ส่วนกถานี้เป็นกถาโดยพิสดารว่า บรรดาปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น หรือบรรดาอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น หรือทานวัตถุ ๑๐ มีการให้ข้าวเป็นต้น เจตนาของบุคคลผู้ให้วัตถุนั้นๆ ที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓ คือ ในบุรพภาค (ส่วนเบื้องต้น) จำเดิมแต่การเกิดขึ้นแห่งของนั้นๆ ๑ ในเวลาบริจาค ๑ ในการระลึกถึงด้วยจิตโสมนัสในภายหลัง ๑ ชื่อว่าทานมัย.

ส่วนเจตนาที่เป็นไปแก่บุคคลผู้ไปสู่วิหารผู้ตั้งใจว่า เราจักบวชเพื่อบำเพ็ญศีล ดังนี้ บวชแล้วยังมโนรถให้ถึงที่สุดแล้ว รำพึงอยู่ว่า เราบวชแล้วเป็นการดีหนอๆ ดังนี้ สำรวมพระปาฏิโมกข์ พิจารณาอยู่ซึ่งปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ระวังอยู่ซึ่งจักขุทวารเป็นต้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่มาสู่คลอง และชำระอาชีวะให้หมดจดอยู่ ชื่อว่าศีลมัย.

เจตนาที่เป็นไปแก่พระโยคาวจรผู้เจริญอยู่ซึ่งจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เจริญรูปทั้งหลาย ฯลฯ เจริญธรรมทั้งหลาย เจริญจักขุวิญญาณ ฯลฯ เจริญมโนวิญญาณ เจริญจักขุสัมผัส ฯลฯ เจริญมโนสัมผัส เจริญจักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ เจริญมโนสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ เจริญรูปสัญญา ฯลฯ เจริญชรามรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยทางแห่งวิปัสสนาที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทามรรค ชื่อว่าภาวนามัย ดังนี้.

ว่าด้วยอปุญญาภิสังขาร

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศอปุญญาภิสังขาร ต่อไป.

บทว่า อกุสลา เจตนา (อกุศลเจตนา) ได้แก่ เจตนาสัมปยุตด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง.

บทว่า กามาวจรา (เป็นกามาพจร) ความว่า บรรดาอกุศลเจตนา ๑๒ ดวงเหล่านั้น เว้นเจตนาที่สหรคตด้วยโทมนัส ๒ ดวงที่เหลือ ย่อมเกิดขึ้นแม้ในรูปภพและอรูปภพ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ชักปฏิสนธิมาในรูปภพและอรูปภพนั้น ย่อมยังวิบากให้ท่องเที่ยวไปในกามาวจรด้วยอำนาจปฏิสนธินั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เป็นกามาพจรเท่านั้น ดังนี้.

ว่าด้วยอาเนญชาภิสังขาร

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศอาเนญชาภิสังขาร ต่อไป.

บทว่า กุสลา เจตนา อรูปาวจรา (กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร) ได้แก่ กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร ๔.

จริงอยู่ กุศลเจตนาเป็นอรูปาวจร ๔ เหล่านี้ ตรัสเรียกว่าอาเนญชาภิสังขาร เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว และเพราะอรรถว่าปรุงแต่งความไม่หวั่นไหว ด้วยว่าธรรม ๑๕ คือเจตนาที่เป็นกุศล วิบาก กิริยาที่เกิดแต่จตุตถฌานที่เป็นรูปาวจร ๓ ดวง เจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๑๒ ดวง ชื่อว่าอาเนญชา เพราะอรรถว่ามั่นคง เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว.

บรรดาเจตนา ๑๕ เหล่านั้น รูปาวจรกุศลเจตนา แม้เป็นสภาพไม่หวั่นไหว แต่ก็ให้เกิดรูปและอรูปที่เหมือนกับตนบ้าง ไม่เหมือนกับตนบ้าง ให้มีความหวั่นไหวบ้าง ไม่มีความหวั่นไหวบ้าง เพราะฉะนั้น จึงไม่ชื่อว่าอาเนญชาภิสังขาร ส่วนรูปาวจรวิบากเจตนาและรูปาวจรกิริยาเจตนา ย่อมปรุงแต่งวิบากไม่ได้ เพราะไม่มีวิบาก จึงชื่อว่าเป็นอาเนญชาภิสังขารไม่ได้ เจตนาที่เป็นอรูปาวจรวิบากและกิริยา ก็เป็นอาเนญชาภิสังขารไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เจตนาเหล่านี้แม้ทั้ง ๑๑ ดวง จึงเป็นอาเนญชา (ความไม่หวั่นไหว) เท่านั้น ไม่เป็นอภิสังขาร.

แต่อรูปาวจรกุศลเจตนา ๔ ดวงเท่านั้น ตรัสเรียกว่า อาเนญชาภิสังขาร เพราะอรรถว่าย่อมให้เกิดอรูปอันไม่หวั่นไหวเช่นกับตน เหมือนเงาของสัตว์มีช้างม้าเป็นต้นก็เป็นเช่นเดียวกับสัตว์มีช้างม้าเป็นต้นฉะนั้น เจตนาเหล่านี้แม้ทั้งหมด คือกามาวจรกุศลเจตนา ๑๓ ดวงด้วยอำนาจแห่งปุญญาภิสังขาร อกุศลเจตนา ๑๒ ดวงด้วยอำนาจแห่งอปุญญาภิสังขาร อรูปกุศลเจตนา ๔ ดวงด้วยอำนาจอาเนญชาภิสังขาร ประมวลมาเป็นเจตนา ๒๙ ดวง ด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดเจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลที่เกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์หาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันประมาณมิได้ ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทรงแสดงเจตนาไว้ ๒๙ ดวงเท่านั้น เหมือนทรงชั่งอยู่ด้วยคันชั่งอันใหญ่ และเหมือนทรงตวงใส่ไว้ในทะนานนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยทวารแห่งกรรม

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงทวารแห่งกรรม ๓ ที่เหล่าสัตว์ซึ่งหาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันนับประมาณมิได้ ผู้ประกอบอยู่ซึ่งกุศลกรรมและอกุศลกรรม ย่อมประกอบด้วยทวารเหล่านั้น จึงตรัสคำว่า ตตฺถ กตโม กายสงฺขาโร กายสญฺเจตนา ในสังขารเหล่านั้น กายสังขาร เป็นไฉน? คือ กายสัญเจตนา ดังนี้เป็นต้น.

ในพระบาลีนั้น คำว่า กายสัญเจตนา ได้แก่ เจตนา ๒๐ ถ้วน คือกามาวจรกุศลเจตนา ๘ ดวง อกุศลเจตนา ๑๒ ดวง ที่เป็นไปโดยกายทวารซึ่งยังกายวิญญัตติให้ตั้งขึ้น แม้จะกล่าวว่า เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศล ๒๐ ที่เกิดขึ้นให้ถึงการไหวไปด้วยการยึด และการถือเอาในกายทวาร ดังนี้ก็สมควร.

คำว่า วจีสัญเจตนา ได้แก่ เจตนา ๒๐ ดวงนั้นนั่นเองเป็นไปทางวจีทวารยังวจีวิญญัตติให้ตั้งขึ้น แม้จะกล่าวว่า เจตนา ๒๐ ดวงที่เกิดขึ้นให้คงหวั่นไหวถึงเปล่งวาจา ในวจีทวารดังนี้ก็ควร.

แต่ในอธิการนี้ อภิญญาเจตนาย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณข้างหน้า เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ถือเอา แม้อุทธัจจเจตนาก็ไม่เป็นปัจจัยเหมือนอภิญญาเจตนา เพราะฉะนั้น แม้อุทธัจจเจตนานั้นก็พึงนำออกจากความเป็นปัจจัยของวิญญาณ ก็เจตนาแม้ทั้งหมดเหล่านี้ ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย.

คำว่า มโนสัญเจตนา ได้แก่ เจตนา ๒๙ ดวงแม้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในมโนทวาร ไม่ยังวิญญัตติแม้ทั้ง ๒ ให้ตั้งขึ้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทวารแห่งกรรมที่สัตว์พยายามไว้ว่าสัตว์ทั้งหลายในจักรวาลซึ่งนับประมาณมิได้ เมื่อประกอบกุศลและอกุศลกรรม ย่อมประกอบด้วยทวาร ๓ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

ว่าด้วยสัมปโยคะแห่งอภิสังขาร ๓

อนึ่ง พึงทราบสัมปโยคะ (การประกอบพร้อมกัน) แห่งหมวด ๓ ทั้ง ๒ เหล่านี้ต่อไป.

สัมปโยคะกันอย่างไร? คือ ปุญญาภิสังขารพึงเป็นกายสังขารแก่บุคคลผู้งดเว้นจากกายทุจริตก็มี พึงเป็นวจีสังขารแก่บุคคลผู้งดเว้นจากวจีทุจริตก็มี ดังนั้น กุศลเจตนา ๘ ดวงจึงเป็นกามาพจร เป็นปุญญาภิสังขาร เป็นกายสังขารและวจีสังขาร. ส่วนเจตนา ๑๓ ดวงที่เกิดในมโนทวารเป็นปุญญาภิสังขารและจิตตสังขาร.

แม้อปุญญาภิสังขาร พึงเป็นกายสังขารในเวลาเป็นไปด้วยอำนาจกายทุจริตนั่นแหละก็มี พึงเป็นวจีสังขารในเวลาเป็นไปด้วยอำนาจวจีทุจริตก็มี พึงเป็นจิตตสังขารในเวลาเป็นไปในมโนทวารยกเว้นทวาร ๒ ก็มี ดังนั้น อปุญญาภิสังขารจึงเป็นกายสังขารบ้าง เป็นวจีสังขารบ้าง เป็นจิตตสังขารบ้าง. ก็กายสังขารพึงเป็นปุญญาภิสังขารก็มี เป็นอปุญญาภิสังขารก็มี ไม่เป็นอาเนญชาภิสังขาร. วจีสังขารก็เหมือนกัน (คือเป็นปุญญาภิสังขารก็มี อปุญญาภิสังขารก็มี ไม่เป็นอาเนญชาภิสังขาร) แต่จิตตสังขารพึงเป็นปุญญาภิสังขารก็มี เป็นอปุญญาภิสังขารก็มี เป็นอาเนญชาภิสังขารก็มี เพราะฉะนั้น ชื่อว่าสังขารทั้งหลายจึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย.

ว่าด้วยสังขารมีอวิชชาเป็นปัจจัยอย่างไร

ถามว่า ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า สังขารทั้งหลายเหล่านี้ย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย.

ตอบว่า รู้ได้ เพราะความที่อวิชชามีสังขารจึงมี.

จริงอยู่ บุคคลใดยังละอัญญาณ (ความไม่รู้) กล่าวคืออวิชชาในสัจจะ ๔ มีทุกข์เป็นต้นไม่ได้ บุคคลนั้นก็จะยึดถือสังสารทุกข์ โดยความสำคัญว่าเป็นสุขด้วยความไม่รู้ธรรมมีขันธ์ในอดีตเป็นต้นก่อน แล้วย่อมปรารภสังขารแม้ทั้ง ๓ (มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น) อันเป็นเหตุแห่งสังสารทุกข์นั้น. ด้วยความไม่รู้ในทุกขสมุทัย เมื่อเขาสำคัญก็ย่อมปรารภสังขารทั้งหลายที่เป็นบริวารของตัณหา แม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ โดยความเป็นเหตุแห่งสุข.

อนึ่ง เพราะความที่ไม่รู้ในนิโรธและมรรค บุคคลจึงมีความสำคัญในทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ในคติพิเศษแม้มิใช่ความดับทุกข์ และมีความสำคัญในพิธีกรรมทั้งหลายมีการบูชายัญ และบำเพ็ญตบะเพื่อให้เป็นเทวดาเป็นต้นแม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์ว่าเป็นทางดับทุกข์ เมื่อปรารถนาทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์) ก็ย่อมปรารภสังขารแม้ ๓ อย่าง โดยมุ่งหน้าพิธีกรรมมีการบูชายัญ และทำตบะเพื่อความเป็นเทวดาเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะบุคคลนั้นยังไม่ได้ละอวิชชาในสัจจะ ๔ นั้น จึงไม่รู้อยู่ซึ่งทุกข์กล่าวคือผลแห่งบุญแม้ระคนด้วยโทษเป็นอเนกมีชาติ ชราและมรณะเป็นต้น โดยความเป็นทุกข์พิเศษ ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารอันต่างด้วยกายสังขารและวจีสังขาร เพื่อบรรลุทุกข์นั้น เหมือนผู้ต้องการนางฟ้า (เทพอัปสร) ปรารถนาเกิดเป็นเทพบุตรฉะนั้น และเมื่อบุคคลนั้นแม้ไม่เห็นผลบุญนั้น แม้สมมติว่าเป็นสุขซึ่งถึงความเป็นทุกข์เพราะแปรปรวนอันยังความเร่าร้อนใหญ่ให้เกิดขึ้นในบั้นปลาย และความที่ผลบุญนั้นมีความสำราญน้อย ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารมีประการตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ซึ่งมีผลบุญนั้นเป็นปัจจัย เหมือนตั๊กแตนบ่ายหน้าตกลงสู่เปลวประทีป และเหมือนบุคคลผู้ติดใจในหยดน้ำผึ้งถึงกับเลียคมศัสตราที่เปื้อนน้ำผึ้งฉะนั้น.

อนึ่ง เมื่อไม่เห็นโทษในธรรมที่มีวิบากมีการเสพกามเป็นต้น ย่อมปรารภอปุญญาภิสังขาร แม้เป็นไปด้วยทวาร ๓ เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และเพราะความเป็นผู้ถูกกิเลสครอบงำแล้ว ดุจทารกเล่นอยู่ซึ่งคูถอันปฏิกูล ดุจผู้ต้องการตายเคี้ยวกินยาพิษฉะนั้น และเมื่อไม่หยั่งรู้ความทุกข์อันมีความแปรปรวนแห่งสังสาร แม้ในวิบากของความเป็นอรูป ก็ย่อมปรารภอาเนญชาภิสังขาร อันเป็นจิตตสังขารโดยวิปลาสมีความเที่ยงเป็นต้น ดุจคนหลงทิศ เริ่มเดินทางมุ่งหน้าไปสู่นครปิศาจฉะนั้น. เพราะความที่อวิชชามีอยู่นั่นแหละสังขารจึงมี มิใช่เพราะความไม่มี ฉะนั้น ข้อนี้จึงทราบได้ว่า สังขารเหล่านี้ย่อมมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้ แม้คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเขลาตกอยู่ในอวิชชาแล้ว เพราะความไม่รู้ ย่อมปรุงแต่งปุญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอปุญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอาเนญชาภิสังขารบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแลภิกษุละอวิชชาเสียแล้ว วิชชาก็เกิดขึ้น เพราะการสำรอกอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา ภิกษุนั้นย่อมไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร ดังนี้.

ว่าด้วยอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารอย่างไร

ถามว่า ในอธิการนี้ หากมีผู้กล่าวว่า พวกเรายอมรับว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย นี้ไว้ก่อน แต่คำที่ท่านกล่าวว่า อวิชชาเป็นปัจจัยอย่างไรแก่สังขารเหล่าไหนเล่า?

ในปัญหากรรมนี้ ท่านย่อมกล่าวคำนี้ว่า

ปจฺจโย โหติ ปุญฺญานํ ทุวิธาเนกธา ปน ปเรสํ ปจฺฉิมานํ สา เอกธา ปจฺจโย มตา อวิชชานั้นเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขาร ๒ อย่าง เป็นปัจจัยแก่อปุญญาภิสังขาร ซึ่งมีข้างหน้า หลายอย่าง เป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขารสุดท้าย อย่างเดียว ดังนี้.

ในการกล่าวแก้ปัญหานั้น ข้อว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขาร ๒ อย่าง ได้แก่ เป็นปัจจัย ๒ อย่าง คือด้วยอารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย.

จริงอยู่ อวิชชานั้นเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขารที่เป็นกามาพจร ในการพิจารณาสังขารโดยความสิ้นไปเสื่อมไป และเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขารที่เป็นรูปาวจรในกาลรู้จิตมีโมหะด้วยอภิญญาจิต ด้วยอารัมมณปัจจัย.

อนึ่ง เมื่อบุคคลบำเพ็ญซึ่งบุญกิริยาวัตถุที่เป็นกามาพจร มีการให้ทานเป็นต้น และเมื่อบุคคลยังรูปาวจรฌานทั้งหลายให้เกิดขึ้นอยู่เพื่อก้าวล่วงอวิชชา ก็เป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขารเหล่านั้น แม้ทั้งสองด้วยอุปนิสสยปัจจัย และเมื่อบุคคลปรารถนาสมบัติในกามภพและรูปภพ กระทำอยู่ซึ่งบุญเหล่านั้นแหละก็ย่อมเป็นปัจจัยด้วยอุปนิสสยปัจจัยเหมือน เพราะความหลงใหลด้วยอวิชชา.

อนึ่ง ข้อว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อปุญญาภิสังขารซึ่งมีข้างหน้าหลายอย่าง ได้แก่ อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อปุญญาภิสังขารหลายอย่าง อย่างไร?

คือ อวิชชานี้ปรารภอวิชชา ในกาลเกิดกิเลสมีราคะเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยด้วยอารัมมปัจจัย ในเวลาที่ยินดีกระทำให้หนักก็เป็นปัจจัย ด้วยอารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย. เมื่อบุคคลหลงใหลด้วยอวิชชา ไม่เห็นโทษกระทำอยู่ซึ่งปาณาติบาตเป็นต้น ก็เป็นปัจจัยด้วยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยแก่ชวนะที่ ๒ เป็นต้น ด้วยอนันตระ สมนันตระ อุปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิและวิคตปัจจัย. เมื่อทำอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นปัจจัยหลายอย่าง คือ ด้วยเหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิและอวิคตปัจจัย.

ข้อว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขารสุดท้ายอย่างเดียว ความว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่อาเนญชาภิสังขาร ด้วยอุปนิสสยปัจจัย อย่างเดียวเท่านั้น ก็ความที่อวิชชาเป็นอุปนิสสยปัจจัยนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวในปุญญาภิสังขารนั่นแหละ.

ก็ในที่นี้มีผู้สงสัยกล่าวถามว่า อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย หรือว่า แม้ธรรมเหล่าอื่นเป็นปัจจัยก็มีอยู่. พึงเฉลยว่า ในข้อนี้จะมีคำกล่าวอะไรเล่า? ถ้ามีอวิชชาอย่างเดียวเท่านั้น ลัทธิว่าเหตุสำหรับกระทำมีอย่างเดียวก็จะปรากฏ ถ้าธรรมแม้อื่นเป็นปัจจัยมีอยู่ การอธิบายถึงเหตุอย่างเดียวว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ ก็ไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุไร? เพราะว่า

เอกํ น เอกโต อิธ นาเนกมเนกโตปิ โน เอกํ ผลมตฺถิ อตฺถิ ปน เอก เหตุผลทีปเน อตฺโถ ในโลกนี้ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเพราะ เหตุอย่างเดียวก็หาไม่ ผลหลายอย่าง ย่อมมี เพราะเหตุอย่างเดียวก็หาไม่ ผลอย่างเดียว ย่อมมีเพราะเหตุหลายอย่างก็หาไม่ แต่ว่า ประโยชน์ในการแสดงเหตุและผลแต่ละอย่าง มีอยู่.

อธิบายว่า ในโลกนี้ ผลอย่างเดียวย่อมมีเพราะเหตุอย่างเดียวก็หาไม่ ผลหลายอย่างย่อมมีเพราะเหตุอย่างเดียวก็หาไม่ ผลอย่างเดียวย่อมมี แม้เพราะเหตุหลายอย่างก็หาไม่ แต่ว่า ผลมากอย่างเท่านั้น ย่อมมีเพราะเหตุมากอย่าง.

จริงอย่างนั้น ผล (พืชพันธุ์ไม้) กล่าวคือหน่อมีรูป (สี) กลิ่นรสเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้นมิใช่น้อยเลย ย่อมปรากฏได้ เพราะเหตุทั้งหลายเป็นอเนก คืออุตุ แผ่นดิน พืชและน้ำ. ก็แต่ว่า การแสดงเหตุและผลแต่ละอย่างอันใดนี้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ (สังขารทั้งหลายเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย) ที่ทรงทำไว้แล้ว ความต้องการคือประโยชน์ในการอธิบายเหตุผลแต่ละอย่างเหล่านั้น มีอยู่. เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงเหตุหรือผลอย่างเดียวเท่านั้น โดยสมควรแก่เทศนาวิลาส (ความไพเราะแห่งเทศนา) และแก่เหล่าเวไนยสัตว์ เพราะในที่บางแห่งมีเหตุและผลเป็นประธาน เพราะในที่บางแห่งมีเหตุและผลปรากฏแล้ว เพราะในที่บางแห่งมีเหตุและผลเป็นอสาธารณะ.

จริงอยู่ ในข้อว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา (เวทนาย่อมเกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัย) นี้ พระองค์ตรัสเหตุและผลอย่างเดียวเท่านั้น. เพราะผัสสะเป็นปธานเหตุ (เหตุอันเป็นประธาน) ของเวทนา เพราะทรงกำหนดเวทนาตามผัสสะ และเวทนาก็เป็นปธานผล (ผลที่เป็นประธาน) ของผัสสะ เพราะทรงกำหนดผัสสะตามเวทนา.

ในข้อว่า เสมฺหสมุฏฺฐานา อาพาธา (อาพาธทั้งหลายย่อมเกิดเพราะเสมหะเป็นสมุฏฐาน) นี้ พระองค์ตรัสเหตุอย่างเดียว เพราะเป็นของปรากฏ (ชัดเจน) แล้ว ก็ในอธิการนี้เสมหะปรากฏ มิใช่กรรมเป็นต้นปรากฏ.

ในข้อว่า เยเกจิ ภิกฺขเว อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อโยนิโสมนสิการ มูลกา (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีอยู่ อกุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอโยนิโสมนสิการเป็นมูล) ดังนี้ ตรัสเหตุอย่างเดียว เพราะเป็นเหตุไม่ทั่วไป.

จริงอยู่ อกุศลธรรมทั้งหลายมีอโยนิโสมนสิการเป็นอสาธารณเหตุ แต่มีวัตถุและอารมณ์เป็นต้น เป็นสาธารณเหตุ ฉะนี้แล.

เพราะฉะนั้น ในอธิการนี้ อวิชชานี้ เมื่อธรรมอื่นๆ มีวัตถุ อารมณ์และสหชาตธรรมเป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุแห่งสังขารแม้มีอยู่ บัณฑิตก็พึงทราบว่า พระองค์ทรงแสดงโดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย เพราะคำว่า เหตุ ดังนี้ เป็นประธานแห่งเหตุของสังขารแม้เหล่าอื่นมีตัณหาเป็นต้น โดยพระบาลีว่า เมื่อบุคคลมีปรกติตามเห็นความชอบใจเนืองๆ ตัณหาย่อมเจริญและพระบาลีว่า อาสวสมุทัยย่อมเกิดเพราะอวิชชาสมุทัย ดังนี้ และเพราะความเป็นเหตุปรากฏและเป็นอสาธารณเหตุ โดยพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความไม่รู้ คนเขลาผู้ตกอยู่ในอวิชชาย่อมปรุงแต่งซึ่งปุญญาภิสังขารบ้างเป็นต้น.

ก็ด้วยคำเฉลยการแสดงเหตุและผลแต่ละอย่างนี้นั่นแหละ พึงทราบประโยชน์ในการแสดงเหตุและผลในที่ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้แล.

ในข้อนี้ หากมีผู้กล่าวถามว่า แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชาเป็นธรรมมีโทษมีผล ไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียวย่อมควรซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขารได้อย่างไร เพราะอ้อยย่อมไม่เกิดแต่พืชสะเดา.

ตอบว่า อวิชชานั้น จักไม่ควรซึ่งความเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขารได้อย่างไร เพราะในโลกนี้

ธรรมทั้งหลายที่สำเร็จเป็นปัจจัยแล้ว

ผิดฐานะกันก็มี เหมือนกันก็มี อนึ่ง เป็นเช่น

เดียวกันและไม่เป็นเช่นเดียวกันก็มี ธรรม

เหล่านั้นหาใช่วิบากอย่างเดียวไม่.

อธิบายว่า ปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายที่สำเร็จแล้วในโลก เป็นธรรมที่ผิดแผกกันโดยฐานะ โดยสภาวะและโดยกิจ (หน้าที่) เป็นต้นก็มี ที่ไม่ผิดกันก็มี.

จริงอยู่ จิตดวงแรกเป็นปัจจัยที่ผิดฐานของจิตดวงหลัง และการศึกษาศิลป์ครั้งแรกเป็นต้น เป็นปัจจัยที่ผิดฐานแก่การทำศิลป์เป็นต้นที่กำลังเป็นไปในภายหลัง. กรรมเป็นปัจจัยที่ผิดสภาวะของรูป นมสดเป็นต้นเป็นปัจจัยที่ผิดสภาวะของนมส้มเป็นต้น. แสงสว่างเป็นปัจจัยที่ผิดกิจของจักขุวิญญาณและงบน้ำอ้อยเป็นต้น เป็นปัจจัยที่ผิดกิจของเครื่องหมักดองเป็นต้น.

ส่วนจักขุและรูปเป็นต้น เป็นปัจจัยไม่ผิดฐานะของจักขุวิญญาณเป็นต้น ชวนะดวงแรกเป็นต้น เป็นปัจจัยที่ไม่ผิดสภาวะและไม่ผิดกิจของชวนะดวงหลังเป็นต้น. อนึ่ง ปัจจัยที่สำเร็จแล้วผิดฐานกันและไม่ผิดฐานกัน มีอยู่ฉันใด แม้ปัจจัยที่สำเร็จแล้วที่เหมือนกัน และไม่เหมือนกันก็มีอยู่ฉันนั้น.

จริงอยู่ รูปกล่าวคืออุตุและอาหารเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละเป็นปัจจัยแก่รูป. พืชข้าวสาลีเป็นต้นเป็นปัจจัยแก่ผลแห่งข้าวสาลีเป็นต้น. แม้สิ่งที่ไม่เหมือนกัน คือรูปเป็นปัจจัยแก่อรูป อรูปเป็นปัจจัยแก่รูปก็ได้. และขนโค ขนแกะ เขาสัตว์ นมส้ม งาและแป้งเป็นต้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่หญ้าแพรกและตะไคร้น้ำเป็นต้น.

อนึ่ง ธรรมเหล่าใดที่มีปัจจัยที่ผิดกันและไม่ผิดกัน ที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน ธรรมเหล่านั้นมิใช่วิบากแห่งธรรมเหล่านั้น. อวิชชานี้แม้เป็นธรรมมีโทษ ด้วยอำนาจแห่งการให้ผล (วิบาก) และด้วยอำนาจสภาวะที่มีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว ก็พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านี้แม้ทั้งหมดตามควร ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่ผิดกันและไม่ผิดกันโดยฐานะ โดยกิจ โดยสภาวะและด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้.

ก็ความที่อวิชชานั้นเป็นปัจจัยนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า จริงอยู่ บุคคลใด ยังละอัญญาณ (ความไม่รู้) กล่าวคืออวิชชา ในสัจจะ ๔ มีทุกข์เป็นต้นไม่ได้ บุคคลนั้นก็จะยึดถือสังสารทุกข์ โดยความไม่รู้ในทุกข์และในขันธ์ที่เป็นส่วนอดีตเป็นต้น ด้วยความสำคัญว่าเป็นสุขก่อนแล้วย่อมปรารภสังขารแม้ ๓ อย่าง (มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น) ที่เป็นเหตุของทุกข์นั้น ดังนี้.

ว่าด้วยอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารอีกอย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบปริยายแม้อื่น ดังต่อไปนี้ว่า

บุคคลใด หลงใหลอยู่ในการตาย

และการเกิด (จุติและอุปบัติ) ในสังสาร

ในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย ในธรรมที่

อาศัยกันเกิดขึ้น บุคคลนั้น ย่อมปรุงแต่ง

สังขาร ๓ เหล่านี้ เพราะเหตุที่อวิชชาเป็น

ปัจจัยแก่สังขารแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ ดังนี้.

อนึ่ง หากมีผู้กล่าวถามว่า ก็บุคคลผู้หลงใหลในธรรมเหล่านั้น ย่อมทำสังขารแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ อย่างไร?

ขอตอบว่า บุคคลผู้หลงใหลในการตาย (จุติ) ก่อน เมื่อเขาไม่ถือเอาซึ่งจุติว่า การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายชื่อว่ามรณะในที่ทุกแห่ง ดังนี้ ย่อมกำหนดว่า สัตว์ย่อมตาย คือการก้าวไปสู่กายอื่นของสัตว์เป็นต้น. ผู้หลงใหลในการเกิด (อุปปาตะ) เมื่อไม่ถือการเกิดว่า ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลายในที่ทั้งปวงชื่อว่าชาติ ย่อมกำหนดว่า สัตว์เกิด คือความที่สัตว์ปรากฏมีสรีระใหม่เป็นต้น. ผู้หลงใหลในสังสาร เมื่อไม่ถือ ซึ่งสังสารที่ท่านพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า

ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ อพฺโพจฺฉินฺนา วตฺตมานา สํสาโร ปวุจฺจติ ลำดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย และแห่ง ธาตุอายตนะทั้งหลาย เป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย เรียกว่า สังสาร ดังนี้.

ย่อมกำหนดเหตุเป็นต้นว่า สัตว์นี้ย่อมไปสู่โลกอื่นจากโลกนี้ ย่อมมาสู่โลกนี้จากโลกอื่น ดังนี้.

ผู้หลงใหลในลักษณะแห่งสังขารทั้งหลาย เมื่อไม่ถือเอาสภาวลักษณะ (ลักษณะแห่งความมีของตน) และสามัญลักษณะ (ลักษณะที่เสมอกัน) ของสังขารทั้งหลาย ย่อมกำหนดสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นตน โดยเป็นของเนื่องด้วยตน โดยความยั่งยืน โดยความงามและโดยความสุข.

ผู้หลงใหลในธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น เมื่อไม่ถือเอาความเป็นไปแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น ย่อมกำหนดว่า

"อัตตาย่อมรู้บ้าง ย่อมไม่รู้บ้าง อัตตานั้นแหละย่อมกระทำ ย่อมยังผู้อื่นให้กระทำ อัตตานั้นย่อมเกิดในปฏิสนธิ อณู และพระอิศวรเป็นต้นตั้งสรีระของอัตตานั้นไว้โดยความเป็นกลละเป็นต้น แล้วยังอินทรีย์ทั้งหลายให้บริบูรณ์ อัตตานั้นสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์ ย่อมถูกต้อง ย่อมเสวย ย่อมถือเอา ย่อมยึดถือ ย่อมสืบต่อ อัตตานั้นจะมีในภพอื่นอีก" ดังนี้บ้าง ว่า

"สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้แปรเปลี่ยนไปเป็นของเที่ยง เป็นของเกี่ยวข้องกัน" ดังนี้บ้าง

บุคคลนั้นอันอวิชชาทำให้บอดแล้ว เมื่อกำหนดอยู่อย่างนี้ ย่อมปรุงแต่งอภิสังขาร คือบุญบ้าง บาปบ้าง อาเนญชาบ้าง เหมือนคนตาบอด เมื่อเที่ยวไปบนแผ่นดิน ย่อมเดินสู่ทางบ้าง นอกทางบ้าง ที่ดอนบ้าง ที่ลุ่มบ้าง ที่เสมอบ้าง ที่ไม่เสมอบ้าง" ดังนี้

ด้วยเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวคาถานี้ไว้ว่า

ยถาปิ นาม ชจฺจนฺโธ นโร อปรินายโก เอกธา ยาติ มคฺเคน อุมฺมคฺเคนาปิ เอกธา ธรรมดา คนบอดแต่กำเนิด ไม่มีผู้นำไป ในกาลบางครั้ง ย่อมไปตามทาง ในกาลบางครั้ง ย่อมเดินไปนอกทาง แม้ฉันใด สํสาเร สํสรํ พาโล ตถา อปรินายโก กโรติ เอกธาปุญฺญํ อปุญฺญํปิ เอกธา คนพาล ก็ฉันนั้น เมื่อท่องเที่ยวไป ในสังสาร ไม่มีผู้แนะนำ ในกาลบางคราว ย่อมทำบุญ บางคราวก็ย่อมทำบาป. ยทา ญตฺวา จ โส ธมฺมํ สจฺจานิ อภิสเมสฺสติ ตทา อวิชฺชูปสมา อุปสนฺโต จริสฺสติ อนึ่ง เมื่อใดคนพาลนั้นรู้ธรรมแล้ว จักตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย เมื่อนั้นเขาจักเข้าไป สงบ เพราะอวิชชาสงบแล้ว เที่ยวไป ดังนี้.

นี้เป็นกถาพิสดารในบทว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา แล.

นิเทศอวิชชาเป็นปัจจัย จบ. -----------------------------------------------------

ว่าด้วยนิเทศสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า จกฺขุวิญฺญาณํ เป็นต้น ในนิเทศแห่งบทว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย ต่อไป.

จักขุวิญญาณมี ๒ อย่าง คือ เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณและกายวิญญาณ ก็มีอย่างละ ๒ เหมือนกัน (เรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐).

ส่วนมโนวิญญาณมี ๒๒ อย่าง คือ

มโนธาตุทีเป็นกุศลและอกุศลวิบาก ๒

อเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ๓

สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘

รูปาวจรจิต ๕

อรูปาวจรจิต ๔.

โลกิยวิญญาณแม้ทั้งหมดมี ๓๒ ที่สงเคราะห์ (รวบรวมไว้) ด้วยวิญญาณ ๖ อย่างเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ ส่วนโลกุตรวิญญาณทั้งหลายไม่ควรในวัฏฏกถา เพราะฉะนั้น จึงไม่ถือเอา.

ในนิเทศสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณนั้น หากมีคำถามว่า ก็ข้อนี้จะพึงรู้ได้อย่างไรว่า วิญญาณมีประการตามที่กล่าวมานี้ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย.

ตอบว่า รู้ได้ เพราะเมื่อไม่มีกรรมที่สร้างไว้ วิบากก็ไม่มี.

จริงอยู่ วิญญาณนี้เป็นวิบาก และวิบากย่อมไม่เกิด เพราะไม่มีกรรมที่สร้างไว้ หากว่า จะพึงเกิดไซร้ วิบากทั้งหมดก็พึงเกิดแก่เหล่าสัตว์ทุกจำพวก แต่ก็หาเกิดไม่ เพราะฉะนั้น ข้อนี้ก็จะพึงทราบได้ว่า "วิญญาณนี้ย่อมมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย" ดังนี้.

หากมีคำถามว่า วิญญาณไหน มีเพราะสังขารไหนเป็นปัจจัย.

ตอบว่า กุศลวิบากจิต ๑๖ ดวง คือจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นกุศลวิบาก ๕ ดวง มโนธาตุที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ดวง มโนวิญญาณธาตุ (กุศลวิบาก) ๒ ดวง กามาวจรมหาวิบาก ๘ ดวง มีเพราะปุญญาภิสังขารที่เป็นกามาพจรเป็นปัจจัยก่อน.

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า จักขุวิญญาณอันเป็นวิบากจิตเกิดขึ้น เพราะกามาพจรกุศลกรรมที่ทำไว้แล้ว ที่สั่งสมไว้แล้ว. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ก็เกิดขึ้นเหมือนกัน (รวม ๕ ดวง). มโนธาตุที่เป็นกุศลวิบาก (สัมปฏิจฉันนจิต ๑ ดวง) ก็เกิดขึ้น. มโนวิญญาณธาตุ ๒ ดวง คือ ที่สัมปยุตด้วยโสมนัส และสัมปยุตด้วยอุเบกขา ก็เกิดขึ้น.

กามาวจรมหาวิบาก ๘ คือ มโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ โดยเป็นอสังขาร (ไม่มีการชักชวน) ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ โดยเป็นสสังขาร ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยโสมนัส ที่เป็นญาณวิปปยุตโดยอสังขาร ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยโสมนัส ที่เป็นญาณวิปปยุต โดยสสังขาร ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ โดยอสังขาร ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ โดยสสังขาร ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยอุเบกขา ที่เป็นญาณวิปปยุต โดยอสังขาร ๑ ดวง, ที่สหรคตด้วยอุเบกขา ที่เป็นญาณวิปปยุต ที่เป็นสสังขาร ๑ ดวงเกิดขึ้น.

อนึ่ง รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง เกิดเพราะปุญญาภิสังขารที่เป็นรูปาวจรเป็นปัจจัย. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า เมื่อโยคาวจรบุคคลนั้นแหละ สงัดจากกามทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุปัญจมฌานอันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้ว อยู่ ดังนี้.

วิญญาณมี ๒๑ ดวง มีเพราะปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง วิญญาณ ๗ ดวง คือ จักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นอกุศลวิบาก ๕ ดวง มโนธาตุ (สัมปฏิจฉันนจิต) ๑ ดวง มโนวิญญาณธาตุ ๑ ดวง มีเพราะอปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัย.

เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า จักขุวิญญาณอันเป็นวิบากเกิดขึ้น เพราะอกุศลกรรม ที่ทำไว้แล้ว ที่สั่งสมไว้แล้ว. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณที่เป็นวิบาก ก็เกิดขึ้นเหมือนกัน (รวม ๕ ดวง) มโนธาตุวิบาก ๑ ดวง มโนวิญญาณธาตุ (สันตีรณจิต) ๑ ดังนี้.

วิญญาณ ๔ ดวงอย่างนี้ คือ อรูปวิบาก ๔ ดวง มีเพราะอาเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัย เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า โยคาวจรบุคคลก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌานภูมิอันเป็นวิบาก สหรคตด้วยอากาสานัญจายตนสัญญา ฯลฯ วิญญาณัญจายตนสัญญา ฯลฯ อากิญจัญญายตนสัญญา ฯลฯ อันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะละสุขเสียได้ เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมนั้นนั่นแหละอันได้ทำไว้แล้ว สั่งสมไว้แล้ว ดังนี้.

____________________________

อภิ. สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๓๓๘/หน้า ๑๒๘.

อภิ. สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๑๕/หน้า ๑๔๓.

อภิ. สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๑๗/หน้า ๑๔๔.

อภิ. สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๗๒/หน้า ๑๗๓.

อภิ. สํ เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๑๙/หน้า ๑๔๕.

ว่าด้วยปวัตติวิญญาณ ๒ อย่าง

วิญญาณใด ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย บัณฑิตทราบวิญญาณนั้นตามที่พรรณนามาฉะนี้แล้ว บัดนี้ พึงทราบปวัตติ (ความเป็นไป) ของวิญญาณนั้น ต่อไป.

จริงอยู่ วิญญาณทั้งหมดนี้แหละย่อมเป็นไป ๒ อย่าง ด้วยอำนาจปวัตติวิญญาณและปฏิสนธิวิญญาณ. ในวิญญาณทั้ง ๒ นั้น ทวิปัญจวิญญาณ (วิญญาณ ๑๐ ดวง) มโนธาตุ ๒ ดวง อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยโสมนัส ๑ ดวง รวมเป็น ๑๓ ดวงเหล่านี้ ย่อมเป็นไปในปวัตติกาลในปัญจโวการภพเท่านั้น วิญญาณที่เหลือ ๑๙ ดวง ย่อมเป็นไปในปวัตติกาลบ้าง ในปฏิสนธิกาลบ้าง ตามควรในภพทั้ง ๓. อย่างไร.

วิญญาณในปัญจโวการภพในปวัตติกาล ๑๓ ดวง

วิญญาณ ๕ มีจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นกุศลวิบากก่อน สำหรับผู้เกิดด้วยกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก ผู้มีอินทรีย์ที่เข้าถึงความแก่รอบตามลำดับ ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา ที่มาสู่คลองแห่งจักขุทวารเป็นต้น อาศัยประสาทมีจักษุเป็นต้น จึงให้สำเร็จทัสสนกิจ (การเห็น) สวนกิจ (การได้ยิน) ฆายนกิจ (การได้กลิ่น) สายนกิจ (การลิ้มรส) ผุสนกิจ (การสัมผัส) เป็นไป.

วิญญาณ ๕ ที่เป็นอกุศลวิบาก ก็เหมือนกัน.

ก็วิญญาณ ๕ ที่เป็นอกุศลวิบากเหล่านั้น มีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์เป็นอนิฏฐารมณ์และเป็นอนิฏฐมัชฌัตตารมณ์เพียงอย่างเดียว. เนื้อความนี้เท่านั้นที่แปลกกันและวิญญาณ ๑๐ แม้เหล่านี้มีทวารที่แน่นอน อารมณ์ที่แน่นอน วัตถุฐานะที่แน่นอน และมีกิจที่แน่นอนเหมือนกัน.

ต่อจากนั้น มโนธาตุที่เป็นกุศลวิบากในลำดับแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นซึ่งเป็นกุศลวิบาก ปรารภอารมณ์แห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้นแหละ อาศัยหทยวัตถุยังสัมปฏิจฉันนกิจ (หน้าที่รับอารมณ์) ให้สำเร็จเป็นไป. มโนธาตุที่เป็นอกุศลวิบากในลำดับแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้นที่เป็นอกุศลวิบาก ก็เหมือนกัน. ก็แต่ว่า มโนธาตุทั้ง ๒ นี้ (คือที่เป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก) มีทวารและอารมณ์ไม่แน่นอน มีวัตถุฐานะแน่นอน และมีกิจ (หน้าที่) แน่นอน.

ส่วนมโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกะที่สหรคตด้วยโสมนัส ปรารภอารมณ์ของจักขุวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้นแหละ ในลำดับแห่งมโนธาตุที่เป็นกุศลวิบาก อาศัยหทัยวัตถุ ยังสันตีรณกิจให้สำเร็จ ตัดขาดวิถีด้วยภวังค์ในอารมณ์ที่มีกำลังในทวาร ๖ ในที่สุดแห่งชวนะซึ่งสัมปยุตด้วยโลภะของสัตว์ในกามาพจร โดยมาก ย่อมเป็นไปครั้งหนึ่งบ้าง สองครั้งบ้าง ด้วยอำนาจตทารัมมณะในอารัมณ์อันชวนะถือแล้ว. แต่ในการนับความเป็นไปของจิตในตทารัมมณะในทวารทั้งหมดมีวาระแห่งจิต ๒ เท่านั้นมาแล้ว. ก็จิตนี้ได้ชื่อ ๒ อย่าง คือตทารัมมณะและปิฏฐิภวังค์ (ภวังค์ดวงหลัง) มีทวารและอารมณ์ไม่แน่นอน มีวัตถุแน่นอน มีฐานะและกิจไม่แน่นอน จิต ๑๓ ดวง พึงทราบว่า ย่อมเป็นไปในปัญจโวการภพ ในปวัตติกาล ด้วยประการฉะนี้ก่อน.

ว่าด้วยจิตในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาลใน ๓ ภพ ๑๙ ดวง

บรรดาจิต ๑๙ ดวงที่เหลือ จิตอะไรๆ ย่อมไม่เป็นไปในปฏิสนธิตามสมควรของตนๆ หามิได้ แต่ในปวัตติกาล มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกะ ๒ ดวง คือเป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบาก ในเบื้องต้น ให้สำเร็จกิจ ๔ อย่าง คือสันติรณกิจ ในลำดับแห่งมโนธาตุที่เป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบากในทวารห้า ๑ ดวง เป็นตทารัมมณกิจ ในทวาร ๖ โดยนัยที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นนั่นแหละ ๑ ดวง เป็นภวังคกิจ ในเมื่อพ้นไปจากปฏิสนธิอันตนให้แล้ว ไม่มีจิตตุปบาทอันเข้าไปตัดเสียซึ่งภวังค์ ๑ ดวง และจุติกิจในที่สุด ๑ ดวง มี (หทยะ) วัตถุแน่นอน มีทวาร อารมณ์ ฐานะและกิจไม่แน่นอนเป็นไป.

สเหตุกจิตที่เป็นกามาพจร ๘ ดวง ย่อมยังกิจ ๓ อย่าง ให้สำเร็จ คือเป็นตทารัมมณกิจ ในทวารทั้ง ๖ โดยนัยที่กล่าวไว้ในปวัตติกาล ๑ ดวง เป็นภวังคกิจ ในเมื่อพ้นไปจากปฏิสนธิกิจที่ตนให้แล้ว ไม่มีจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดเสียซึ่งภวังค์ ๑ ดวง จุติกิจในกาลเป็นที่สุด ๑ ดวง มีวัตถุแน่นอน มีทวาร อารมณ์ ฐานะและกิจไม่แน่นอนเป็นไป.

รูปาวจรวิบากจิต ๕ ดวง และอรูปาวจรวิบากจิต ๔ ดวง ย่อมยังกิจ ๒ อย่างให้เป็นไป คือเป็นภวังคกิจ ในเมื่อพ้นไปจากปฏิสนธิกิจอันตนให้แล้ว ไม่มีจิตตุปบาทที่เข้าไปตัดเสีย ซึ่งภวังค์ ๑ ดวง และจุติกิจในกาลเป็นที่สุด ๑ ดวง. บรรดาวิบากจิต ๙ ดวงเหล่านั้น รูปาวจรวิบากจิต มีวัตถุและอารมณ์แน่นอน มีฐานะและกิจไม่แน่นอน วิบากจิตนอกนี้ไม่มีวัตถุ (อรูป) มีอารมณ์แน่นอน มีฐานและกิจไม่แน่นอนเป็นไป.

วิญญาณ (เป็นวิบาก) แม้ ๓๒ ย่อมเป็นไปเพราะสังขารเป็นปัจจัยในปวัตติกาล ด้วยประการฉะนี้ก่อน ในปวัตติกาลนั้น สังขารเหล่านั้นๆ ย่อมเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ ๓๒ นั้น ด้วยกรรมปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย.

ว่าด้วยเหตุที่ตทารัมมณะไม่เป็นไปในรูปและอรูปภูมิ

ในวิบากวิญญาณ ๓๒ ดวงเหล่านั้น ตรัสตทารัมมณจิต ๑๑ ดวงนั้นเหล่าใดไว้ วิบากจิตแม้หนึ่งดวง เป็นตทารัมมณะในรูปภพและอรูปภพเป็นไปหามีไม่ เพราะเหตุไร? เพราะไม่มีพืช.

จริงอยู่ ในรูปภูมิและอรูปภูมินั้น พืชคือปฏิสนธิ กล่าวคือ กามาวจรวิบากที่จะให้เกิดตทารัมมณกิจในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ย่อมไม่มี. หากมีผู้แย้งว่า ถ้าเช่นนั้น จักขุวิญญาณเป็นต้นก็ไม่มีปรากฏในรูปภพนะซิ ขอตอบว่า มิใช่เช่นนั้น เพราะอานุภาพแห่งความเป็นไปของอินทรีย์ และเพราะจิตตนิยมในความต่างกันแห่งทวารวิถี.

ก็ตทารัมมณะนี้ ย่อมไม่เป็นไปในรูปภพและอรูปภพโดยแน่นอนฉันใด ก็ย่อมไม่ติดตามธรรมที่ไม่ใช่กามาพจรแม้ทั้งหมดฉันนั้น เพราะเหตุไร?

เพราะความที่ธรรมมิใช่กามาพจร ทำให้ตทารัมมณะเกิดไม่ได้ และเพราะไม่เหมือนกับธรรมที่เป็นตัวให้กำเนิด.

จริงอยู่ ตทารัมมณะนั้น เปรียบเหมือนทารกผู้เยาว์ออกจากบ้านต้องการจะไปภายนอกก็จะเกาะนิ้วมือบิดาผู้ให้กำเนิดของตน หรือญาติผู้มุ่งประโยชน์เช่นกับบิดาไป หาใช่ติดตามคนอื่นมีราชบุรุษเป็นต้นไปไม่ฉันใด ตทารัมมณะแม้นี้ก็ฉันนั้นย่อมติดตามกามาวจรชวนะเท่านั้น ซึ่งเป็นบิดาผู้กำเนิดของตน หรือผู้เป็นญาติผู้เช่นเดียวกับบิดาของตน เพราะเป็นธรรมทั้งหลายที่ออกไปภายนอกจากอารมณ์ภวังค์เหมือนกัน ย่อมไม่ติดตามจิตอื่น คือมหัคคตะหรือโลกุตระ.

อนึ่ง ตทารัมมณะนี้ย่อมไม่ติดตามมหัคคตะและโลกุตรธรรมฉันใด แม้กามาวจรธรรมเหล่านี้ก็ฉันนั้น เมื่อใด จิตเป็นธรรมมีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นไป เมื่อนั้น ตทารัมมณะนี้ก็ย่อมไม่ติดตามธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เหล่านั้นไป เพราะเหตุไร?

เพราะเป็นถิ่นไม่เคยไป และเพราะความที่ตนเป็นปริตตะ (กาม) อารมณ์โดยส่วนเดียว.

จริงอยู่ ตทารัมมณะนั้นเปรียบเหมือนทารกยังเยาว์ เมื่อจะติดตามบิดาหรือญาติผู้เช่นกับบิดาไป ย่อมติดตามไปในถิ่นที่เคยไปมีประตูเรือนระหว่างถนน ทางสี่แพร่งเป็นต้นเท่านั้น ย่อมไม่ติดตามผู้ไปสู่ป่าหรือสนามรบฉันใด แม้ตทารัมมณะนั้นก็ฉันนั้น เมื่อติดตามกามาวจรธรรมทั้งหลายไป ก็ย่อมติดตามธรรมเหล่านั้นซึ่งเป็นไปในถิ่นที่คุ้นเคยมีธรรมที่มิใช่มหัคคตะเป็นต้นเท่านั้น หาใช่ติดตาม คือปรารภมหัคคตะและโลกุตรธรรมเหล่านั้นไปไม่ และเพราะอารมณ์ที่เป็นปริยา (กาม) โดยส่วนเดียว ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า กามาวจรวิบากทั้งหมด กิริยามโนธาตุ กิริยาอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ ธรรมที่สหรคตด้วยโสมนัส เหล่านี้เป็นปริตตารมณ์ ดังนี้ ฉะนั้น ตทารัมมณะนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมไม่ติดตามแม้กามาวจรธรรมที่มีมหัคคตะและโลกุตรธรรมเป็นอารมณ์ไป ฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง จะมีประโยชน์อะไรด้วยยุติกถา (กถาประกอบ) นี้ เพราะท่านอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอรรถกถาโดยส่วนเดียวเท่านั้นว่า ตทารัมมณจิต ๑๑ ดวง ย่อมไม่รับตทารมณ์ในเมื่อชวนะปรารภนามและโคตรแล่นไป. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในเมื่อชวนะปรารภบัญญัติแล่นไป. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในวิปัสสนาที่มีอารมณ์ไตรลักษณ์. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในพลวิปัสสนาที่เป็นวุฏฐานคามินี. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในเมื่อชวนะที่ปรารภธรรมที่เป็นรูปและอรูปแล่นไป. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในธรรมที่เป็นมิจฉัตตนิยตะ. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในธรรมที่เป็นสัมมัตตนิยตะ. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในเมื่อชวนะปรารภโลกุตรธรรมแล่นไป. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในเมื่อชวนะปรารภอภิญญาญาณทั้งหลายแล่นไป. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในเมื่อชวนะปรารภปฏิสัมภิทาญาณแล่นไป. ตทารมณ์ย่อมไม่ได้ในกามาพจรที่มีอารมณ์ทุรพล ย่อมได้ในอารมณ์ที่มีกำลังมาสู่คลองในทวาร ๖ เท่านั้น และตทารมณ์นั้น เมื่อได้ย่อมได้ในกามาพจรอย่างเดียว ขึ้นชื่อว่าตทารมณ์ในรูปภพและอรูปภพนั่นแหละ ย่อมไม่มี ดังนี้.

อนึ่ง คำใด ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า "บรรดาจิต ๑๙ ดวงที่เหลือ จิตอะไรๆ ไม่เป็นไปด้วยปฏิสนธิสมควรแก่ตน" ดังนี้ คำนั้นใครๆ ก็เข้าใจได้โดยยาก เพราะย่อเกินไป เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงนัยโดยพิสดารแห่งคำนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าวเป็นคำถามว่า ปฏิสนธิมีเท่าไร? ปฏิสนธิจิต มีเท่าไร? ปฏิสนธิ มีในภูมิไหนด้วยจิตอะไร? อารมณ์ของปฏิสนธิ มีอย่างไร ดังนี้.

ว่าด้วยปฏิสนธิ ๒๐ ประเภท

ในปัญหากรรมนั้น วิสัชนาว่า ปฏิสนธิมี ๒๐ ประเภท รวมทั้งอสัญญีปฏิสนธิ. ปฏิสนธิจิตมี ๑๙ ดวง มีประการดังกล่าวแล้วนั้นแล.

บรรดาปฏิสนธิจิตเหล่านั้น ปฏิสนธิในอบายภูมิ ๔ ย่อมมีด้วยอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นอกุศลวิบาก ๑ ดวง ปฏิสนธิของสัตว์ผู้บอดแต่กำเนิด หนวกแต่กำเนิด บ้าแต่กำเนิด ผู้ทั้งหนวกทั้งใบ้แต่กำเนิดและเป็นกะเทยเป็นต้นในมนุษยโลก (มนุษย์) ย่อมมีด้วยอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ดวง ปฏิสนธิของผู้มีบุญทั้งหลายในหมู่เทพชั้นกามาพจรและในพวกมนุษย์ ย่อมมีด้วยสเหตุกมหาวิบาก ๘ ดวง ปฏิสนธิของผู้มีบุญในโลกรูปพรหม ย่อมมีด้วยรูปาวจรวิบาก ๕ ดวง ปฏิสนธิของผู้มีบุญในอรูปโลก ย่อมมีด้วยอรูปาวจรวิบาก ๔ ดวง. ก็ปฏิสนธิย่อมมีในภูมิใด ด้วยจิตใดปฏิสนธินั้นแหละ ชื่อว่าปฏิสนธิสมควรแก่จิตดวงนั้น.

ว่าด้วยอารมณ์ของปฏิสนธิ

ว่าโดยสังเขป อารมณ์ของปฏิสนธิจิต มี ๓ คือ

กรรม

กรรมนิมิต

คตินิมิต.

บรรดาอารมณ์ทั้ง ๓ เหล่านั้น เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลที่ทำแล้ว ชื่อว่ากรรม. กรรมย่อมประกอบวัตถุใดทำให้เป็นอารมณ์ วัตถุนั้นชื่อว่ากรรมนิมิต ในกรรมและกรรมนิมิตนั้น เมื่อกรรมที่สัตว์ทำไว้ในอดีต แม้ในที่สุดแห่งแสนโกฏิกัป กรรมนั้นย่อมมาปรากฏเป็นกรรมหรือกรรมนิมิตในขณะนั้น.

ในข้อนั้น มีเรื่องเทียบเคียงของกรรมนิมิต ดังต่อไปนี้.

เรื่องนายโคปกสีวลี

ได้ยินว่า บุรุษชื่อนายโคปกสีวลี ยังบุคคลให้สร้างพระเจดีย์ในวิหาร ชื่อว่าตาลปิฏฐิกะ เมื่อเขานอนในเตียงจะมรณะ พระเจดีย์ปรากฏแล้ว เขาถือเอาเจดีย์นั้นนั่นแหละเป็นนิมิต ทำกาละแล้วไปบังเกิดในเทวโลก.

เรื่องการตายของผู้ลุ่มหลง

ยังมีความตายอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสัมมุฬหกาลกิริยา (การทำกาละของผู้ลุ่มหลง) จริงอยู่ เมื่อบุคคลมุ่งเดินไปข้างหน้า บุคคลเอาดาบอันคมกล้าตัดศีรษะข้างหลังก็ดี เมื่อบุคคลนอนหลับถูกบุคคลเอาดาบคมกล้าตัดศีรษะก็ดี ถูกบุคคลกดให้จมน้ำตายก็ดี ในกาลแม้เห็นปานนี้ กรรมหรือว่ากรรมนิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ย่อมปรากฏ.

วินิจฉัยเรื่องตายทันที

ยังมีการตายอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าลหุกมรณะ (ตายเร็ว).

จริงอยู่ บุคคลเอาค้อนทุบขยี้แมลงวันที่หลบซ่อนอยู่บนด้ามสิ่ว ในเวลาแม้เห็นปานนี้ กรรมหรือกรรมนิมิตก็ย่อมปรากฏ. อนึ่ง เมื่อแมลงวันถูกค้อนบดขยี้อยู่อย่างนี้ ภวังค์ยังไม่เปลี่ยน (หมุน) มาเป็นอาวัชชนะทางกายทวารก่อน ย่อมเปลี่ยน (หมุน) มาสู่เฉพาะมโนทวาราวัชชนะ ทันทีนั้น ชวนะก็แล่นไปแล้วหยั่งลงสู่ภวังค์. ในวาระที่ ๒ ภวังค์จึงเปลี่ยน (หมุน) มาสู่อาวัชชนะทางกายทวาร ต่อแต่นั้นวิถีจิตทั้งหลาย คือกายวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันติรณะ โวฏฐัพพนะจึงเป็นไป ชวนะก็แล่นไปแล้วหยั่งลงสู่ภวังค์. ในวาระที่ ๓ ภวังค์เปลี่ยน (หมุน) มายังมโนทวาราวัชชนะ ลำดับนั้น ชวนะก็แล่นไปหยั่งลงสู่ภวังค์ แมลงวันย่อมทำกาละ (ตาย) ในฐานะนี้ เนื้อความนี้ท่านนำมาเพื่ออะไร เพื่อแสดงว่า ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ของอรูปธรรมทั้งหลายเป็นไปเร็วอย่างนี้.

____________________________

คำว่า ในฐานะ นี้ หมายถึงมรณาสันนวิถี (วิถีใกล้ความตาย) ประเภทใดประเภทหนึ่งใน ๔ อย่าง เหล่านี้คือ

ประเภทที่ ๑ จิตเสพชวนะ ๕ ครั้ง มีตทารัมมณะ ๒ ครั้ง แล้วจุติ

ประเภทที่ ๒ จิตเสพชวนะ ๕ ครั้ง แล้วจุติ

ประเภทที่ ๓ จิตเสพชวนะ ๕ ครั้ง มีตทารัมมณะ ๒ ครั้ง แล้วมีภวังค์ ... แล้วจุติ

ประเภทที่ ๔ จิตเสพชวนะ ๕ ครั้ง มีภวังค์ ... แล้วจุติ

ในฐานะนี้ แมลงวันตายในประเภทที่ ๔.

ภาพ (วรรณะ) อย่างหนึ่ง ปรากฏในภูมิ (โอกาส) ของสัตว์ที่จะบังเกิดขึ้น ชื่อว่าคตินิมิต ในคตินิมิตนั้น เมื่อนรกจะปรากฏก็จะปรากฏเป็นภาพเช่นกับโลหกุมภี (หม้อทองแดง) เมื่อมนุษยโลกจะปรากฏ ก็จะปรากฏเป็นภาพท้องมารดา ผ้ากัมพลและยาน. เมื่อเทวโลกจะปรากฏ ก็จะปรากฏเป็นภาพต้นกัลปพฤกษ์ วิมานและที่นอนเป็นต้น. ปฏิสนธิมีอารมณ์ ๓ อย่างโดยสังเขป คือกรรม กรรมนิมิต คตินิมิตด้วยประการฉะนี้.

อีกนัยหนึ่ง ปฏิสนธิมีอารมณ์ ๓ อย่าง คือ

อารมณ์อดีต

อารมณ์ปัจจุบัน

อารมณ์ที่เป็นนวัตตัพพะ.

อสัญญีปฏิสนธิไม่มีอารมณ์ บรรดาปฏิสนธิเหล่านั้น วิญญาณัญจายตนปฏิสนธิและเนวสัญญานาสัญญายตนปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นอดีตอย่างเดียว กามาวจรวิบาก ๑๐ มีอารมณ์เป็นอดีตบ้าง เป็นปัจจุบันบ้าง ปฏิสนธิที่เหลือมีอารมณ์เป็นนวัตตัพพะ (อารมณ์ที่พึงกล่าวไม่ได้). ก็ปฏิสนธิที่กำลังเป็นไปในอารมณ์ ๓ อย่าง ย่อมเป็นไปในลำดับแห่งจุติจิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ หรือมีนวัตตัพพารมณ์ แต่ชื่อว่าจุติจิตที่มีอารมณ์เป็นปัจจุบันมิได้มี เพราะฉะนั้น พึงทราบอาการที่เป็นไปแห่งปฏิสนธิมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๓ อย่าง ในลำดับแห่งจุติที่มีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๒ อย่าง ด้วยอำนาจสุคติและทุคติ.

ข้อนี้เป็นอย่างไร?

____________________________

อารมณ์นี้เห็นตรงกับอารมณ์บัญญัติ คือบัญญัติกรรมนิมิตและบัญญัติมหัคคตกรรมนิมิตของผู้ที่จะไปเกิดในพรหมโลก

ปฏิสนธิมีอารมณ์อดีตต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต

คือในเบื้องต้น บาปกรรมตามที่ตนสั่งสมไว้ หรือกรรมนิมิต ย่อมมาสู่คลองมโนทวารแก่บุคคลผู้นอนในเตียงมรณะ เพราะพระบาลีว่า "ก็บาปกรรมเหล่านั้น ย่อมเข้าไปปรากฏแก่บุคคลผู้มีบาปกรรมซึ่งดำรงอยู่ในกามาพจรสุคติในสมัยนั้น" ดังนี้ จุติจิตก็ทำภวังควิสัย (คืออารมณ์แห่งภวังค์) ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในที่สุดแห่งตทารัมมณะ หรือในชวนะล้วนๆ เกิดขึ้น ปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตนั้น เมื่อจุติจิตนั้นดับแล้ว ก็เกิดปฏิสนธิจิตอันนับเนื่องด้วยทุคติภูมิ อันกำลังแห่งกิเลสที่ยังมิได้ตัดให้น้อมไปในบาปกรรมต่างๆ ปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตที่มาสู่คลองนั้นนั่นแหละ.

นี้เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์อดีตต่อจากจุติจิตมีอารมณ์อดีต.

ปฏิสนธิมีอารมณ์ปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต

ในมรณสมัยของบุคคลอื่นอีก นิมิตในทุคติภูมิมีภาพเปลวเพลิงเป็นต้นในนรกเป็นต้นมาสู่คลองมโนทวาร ด้วยอำนาจแห่งกรรมตามที่กล่าวแล้ว เมื่อภวังค์ของบุคคลนั้นเกิดดับสิ้นสองครั้งแล้วเกิดวิถีจิตทั้ง ๓ คืออาวัชชนะซึ่งปรารภอารมณ์นั้น ๑ ชวนะ ๕ ดวง เพราะมีกำลังอ่อนโดยใกล้ต่อมรณะ ๑ และตทารัมมณะ ๒ ดวง ๑. ต่อจากนั้น จุติจิต ๑ ดวง กระทำภวังควิสัยให้เป็นอารมณ์ ด้วยลำดับแห่งคำเพียงเท่านี้ ขณะจิตย่อมล่วงไป ๑๑ ดวง ในลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตจึงเกิดขึ้นในอารมณ์ที่มีอายุแห่งขณะจิตที่ยังเหลืออยู่ ๕ ขณะนั้นนั่นแล.

นี้ปฏิสนธิมีอารมณ์ปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต.

ในมรณสมัยของบุคคลอื่นอีก หีนารมณ์ (อารมณ์เลว) มีราคะเป็นต้นเป็นเหตุ ย่อมมาสู่คลองทวารในทวาร ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะที่เกิดขึ้นตามลำดับ ชวนะ ๕ ดวงและตทารัมมณะ ๒ ดวงของบุคคลนั้นย่อมเกิด เพราะมีกำลังอ่อนโดยใกล้ต่อความตาย ต่อจากนั้น จุติจิตหนึ่งดวงก็ทำภวังควิสัยให้เป็นอารมณ์ ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ขณะแห่งจิตย่อมเป็นอันล่วงไป ๑๕ ขณะ คือภวังค์ ๒ ดวง อาวัชชนะ ๑ ดวง ทัศนะ ๑ ดวง สัมปฏิจฉันนะ ๑ ดวง สันตีรณะ ๑ ดวง โวฏฐัพพนะ ๑ ดวง ชวนะ ๕ ดวง ตทารัมมณะ ๒ ดวง และจุติจิต ๑ ดวง ในลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตจึงเกิดขึ้นในอารมณ์ที่มีอายุขณะจิต ๑ ขณะที่ยังเหลืออยู่นั้นนั่นแหละ ปฏิสนธิแม้นี้ก็มีอารมณ์ปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต.

ปฏิสนธิมีอารมณ์อดีตและปัจจุบันในลำดับจุติมีอารมณ์อดีต

พึงทราบอาการความเป็นไปแห่งปฏิสนธิในทุคติภูมิที่มีอารมณ์อดีตและปัจจุบัน ในลำดับแห่งจุติในสุคติภูมิซึ่งมีอารมณ์อดีตนี้ก่อน. ส่วนกรรมอันปราศจากโทษนั้น หรือกรรมนิมิต ย่อมมาสู่คลองมโนทวารของบุคคลผู้ดำรงอยู่ในทุคติภูมิมีกรรมอันปราศจากโทษที่สั่งสมไว้แล้ว โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ เพราะฉะนั้น พึงเว้นธรรมที่เป็นฝ่ายขาว (บริสุทธิ์) ไว้ในธรรมที่เป็นฝ่ายดำแล้ว พึงทราบคำทั้งหมดโดยนัยก่อนนั่นแหละ. นี้เป็นอาการแห่งความเป็นไปแห่งปฏิสนธิในสุคติภูมิ ซึ่งมีอารมณ์อดีตและปัจจุบัน ต่อจากจุติในทุคติภูมิอันมีอารมณ์เป็นอดีต.

ปฏิสนธิมีอารมณ์อดีตหรือนวัตตัพพะในลำดับจุติมีอารมณ์อดีต

อนึ่ง กรรมอันปราศจากโทษ หรือกรรมนิมิต ย่อมมาสู่คลองมโนทวารของบุคคลผู้ดำรงอยู่ในสุคติภูมิ ผู้มีกรรมปราศจากโทษซึ่งสั่งสมไว้แล้ว ผู้นอนบนเตียงมรณะ โดยมีพระบาลีมีอาทิว่า ตานิ จสฺส ตสฺมึ สมเย โอลมฺพนฺติ ก็กรรมอันงามคือกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตเหล่านั้น ย่อมเข้าไปปรากฏแก่บุคคลนั้นผู้นอนบนเตียงในสมัยนั้น เป็นต้น ก็แลกรรมอันปราศจากโทษ หรือกรรมนิมิตนั้น ย่อมมาสู่คลองมโนทวารของบุคคลผู้มีกรรมปราศจากโทษอันเป็นกามาพจรที่สั่งสมไว้แล้วนั่นแหละ ส่วนกรรมนิมิตอย่างเดียว ย่อมมาสู่คลองมโนทวารของบุคคลผู้มีมหัคคตกรรมที่สั่งสมไว้แล้ว จุติจิตทำภวังควิสัยให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ในลำดับแห่งตทารัมมณะหรือในชวนวิถีล้วนๆ ซึ่งเกิดขึ้นปรารภกรรมนิมิตนั้น เมื่อจุติจิตนั้นดับ ปฏิสนธิจิตอันนับเนื่องด้วยสุคติภูมิ ซึ่งถูกกำลังกิเลสที่ยังมิได้ตัดให้น้อมไป เกิดขึ้นปรารภกรรม หรือกรรมนิมิตอันมาสู่คลองนั้นนั่นแหละ.

นี้เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์อดีตหรืออารมณ์นวัตตัพพะต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๘๗/หน้า ๓๒๓.

ปฏิสนธิมีอารมณ์ปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต

ในมรณสมัยของบุคคลอื่นอีก สุคตินิมิตกล่าวคือภาพท้องมารดาในมนุษยโลก หรือภาพอุทยานและต้นกัลปพฤกษ์ในเทวโลก ย่อมมาสู่คลองมโนทวารด้วยอำนาจกรรมที่ปราศจากโทษอันเป็นกามาพจร ปฏิสนธิจิตย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในลำดับแห่งจุติจิต โดยลำดับที่แสดงไว้ในทุคตินิมิตนั่นแหละ.

นี้เป็นปฏิสนธิมีปัจจุบันอารมณ์ในลำดับแห่งจุติมีอดีตอารมณ์.

ในมรณสมัยของบุคคลอื่นอีก พวกญาติพากันแสดงอารมณ์ กล่าวว่า ดูก่อนพ่อ นี้เป็นการบูชาพระพุทธเจ้า พ่อจงทำเพื่อประโยชน์แก่ตัวพ่อ พ่อจงยังจิตให้เลื่อมใสแล้วแสดงรูปารมณ์ ด้วยสามารถแห่งพวงดอกไม้ ธงชัยและธงแผ่นผ้าเป็นต้น หรือแสดงสัททารมณ์ด้วยสามารถแห่งการฟังธรรมและดุริยบูชาเป็นต้น หรือแสดงคันธารมณ์ด้วยสามารถกลิ่นธูป กลิ่นเครื่องอบที่หอมเป็นต้น หรือกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ พ่อจงลิ้มไทยธรรมนี้ ที่เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่พ่อแล้วแสดงรสารมณ์ ด้วยสามารถแห่งน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น หรือกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ พ่อจงสัมผัสไทยธรรมนี้ที่เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่พ่อ แล้วแสดงโผฏฐัพพารมณ์ด้วยอำนาจแห่งผ้าจีนและผ้าโสมาระเป็นต้นน้อมเข้าในทวาร ๕.

ชวนะ ๕ ดวงย่อมเกิดแก่บุคคลนั้น เพราะมีกำลังอ่อนโดยใกล้ต่อความตาย ในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะซึ่งเกิดขึ้นตามลำดับในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่มาสู่คลองนั้นและย่อมเกิดตทารัมมณะ ๒ ดวง. ลำดับนั้น จุติจิตหนึ่งดวงกระทำภวังควิสัยให้เป็นอารมณ์ ในที่สุดแห่งจุติจิตนั้น ปฏิสนธิจิตก็เกิดขึ้นในอารมณ์ที่ตั้งอยู่ในขณะแห่งจิตหนึ่งดวงนั่นแหละ. ปฏิสนธิแม้นี้ ก็มีอารมณ์ปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต.

ปฏิสนธิมีอารมณ์ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อจากจุติมีอารมณ์นวัตตัพพะ

อนึ่ง ในมรณสมัยของบุคคลอื่นอีก ผู้ดำรงอยู่ในสุคติภูมิผู้ได้เฉพาะมหัคคตะด้วยอำนาจแห่งฌานมีปฐวีกสิณเป็นต้น. บรรดากุศลกรรม กรรมนิมิต คตินิมิตที่เป็นกามาพจรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือนิมิตมีปฐวีกสิณเป็นต้น หรือมหัคคตจิต ย่อมมาสู่คลองมโนทวาร หรืออารมณ์อันประณีต อันมีการเกิดขึ้นแห่งกุศลเป็นเหตุ ย่อมมาสู่คลองในจักษุหรือโสตทวารอย่างใดอย่างหนึ่ง ชวนะ ๕ ดวงย่อมเกิดแก่บุคคลนั้น เพราะมีกำลังอ่อนโดยใกล้ต่อมรณะ ในที่สุดแห่งโวฏฐัพพนะซึ่งเกิดขึ้นโดยลำดับ แต่ว่า ตทารัมมณะย่อมไม่มีแก่เหล่าสัตว์ผู้มีมหัคคตจิตเป็นคติ ฉะนั้น จึงเกิดจุติจิตหนึ่งดวงกระทำภวังควิสัยให้เป็นอารมณ์ในลำดับแห่งชวนะนั้นแล ในที่สุดแห่งจุติจิตนั้น ย่อมเกิดปฏิสนธิจิตมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ทั้งหลายตามที่ปรากฏ อันนับเนื่องในสุคติอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งสุคติของกามาพจร หรือมหัคคตะ. ปฏิสนธินี้มีอารมณ์อดีต ปัจจุบัน นวัตตัพพะอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อจากจุติที่มีอารมณ์เป็นนวัตตัพพะ.

พึงทราบปฏิสนธิ ในลำดับแม้จุติในอรูปภูมิ โดยทำนองนี้. นี้เป็นอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิมีอารมณ์อดีต มีอารมณ์นวัตตัพพะ มีอารมณ์ปัจจุบัน ต่อจากจุติในสุคติภูมิมีอารมณ์อดีตและอารมณ์นวัตตัพพะ.

ปฏิสนธิมีอารมณ์อดีตปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต

ส่วนบุคคลผู้ดำรงอยู่ในทุคติภูมิ ผู้มีบาปกรรม กรรม กรรมนิมิตหรือคตินิมิตนั้น ย่อมมาสู่คลองในมโนทวารโดยนัยที่กล่าวนั่นแหละ แต่อารมณ์ที่เป็นเหตุเกิดอกุศลย่อมมาสู่คลองในปัญจทวาร ลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตของบุคคลนั้นมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๓ เหล่านั้น อันนับเนื่องในทุคติภูมิในที่สุดแห่งจุติจิตตามลำดับก็เกิดขึ้น. นี้เป็นอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิจิตมีอารมณ์อดีตและปัจจุบันในลำดับต่อจากจุติในทุคติภูมิมีอารมณ์อดีตฉะนี้แล ด้วยลำดับแห่งคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันแสดงความเป็นไปแห่งวิญญาณ ๑๙ ดวงด้วยอำนาจปฏิสนธิ.

อีกอย่างหนึ่ง วิญญาณ ๑๙ ดวงทั้งหมดนี้นั้น

เมื่อเป็นไปในปฏิสนธิ ย่อมเป็นไป

ด้วยกรรม ๒ อย่าง และวิญญาณที่แตกต่างกัน

เป็นไป ๒ อย่างเป็นต้น โดยความแตกต่างกัน

แห่งธรรมที่ระคนกันเป็นต้น.

จริงอยู่ วิปากวิญญาณ ๑๙ ดวงนี้ เมื่อจะเป็นไปในปฏิสนธิ ย่อมเป็นไปด้วยกรรม ๒ อย่าง ด้วยว่า กรรมอันให้กำเนิดวิปากวิญญาณ ๑๙ ดวงนั้น ย่อมเป็นปัจจัยโดยนานาขณิกกรรมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยตามควรแก่ตน ข้อนี้สมกับคำที่ตรัสว่า กุสลากุสลํ กมฺมวิปากสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กุศลและอกุศลเป็นปัจจัยแก่กรรมวิบากด้วยอุปนิสสยปัจจัย ก็เมื่อวิญญาณนี้เป็นไปอย่างนี้ ก็พึงทราบความแตกต่างกันแม้มี ๒ อย่างเป็นต้น โดยความแตกต่างกันแห่งธรรมที่ระคนกันเป็นต้น อย่างไร?

คือวิญญาณนี้ แม้เป็นไปอยู่อย่างเดียวด้วยอำนาจปฏิสนธิ ชื่อว่ามี ๒ อย่าง โดยความต่างกันแห่งธรรมที่ระคนกันและไม่ระคนกันกับรูป. มี ๓ อย่าง เพราะความต่างกันแห่งกามภพ รูปภพ อรูปภพ. มี ๔ อย่างด้วยสามารถแห่งกำเนิดอัณฑชะ ชลาพุชะ สังเสทชะและโอปปาติกะ. มี ๕ อย่างด้วยสามารถคติ (มีทางไปสู่นรกเป็นต้น). มี ๗ อย่างด้วยอำนาจวิญญาณฐิติ. มี ๙ อย่างด้วยอำนาจสัตตาวาส.

____________________________

อภิ. ป. เล่มที่ ๔๐/ข้อ ๑๓๗๘/หน้า ๔๖๐.

ดูคติ ๕ ที่เชิงอรรถ หน้า ๔๕๖. (คติ ๕ คือทางไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์และเทวดา.)

บรรดาวิญญาณเหล่านั้น

วิญญาณที่ระคนกับรูป ๒ อย่าง

เพราะความต่างกันแห่งภาวะ และในวิญญาณ

ทั้ง ๒ นั้น วิญญาณที่มีภาวะ ๒ อย่าง มี ๒

ทสกะบ้าง ๓ ทสกะบ้าง กำหนดอย่างต่ำ เกิด

พร้อมกับวิญญาณที่ระคนกันกับรูปเบื้องต้น.

คำว่า วิญญาณที่ระคนกับรูปมี ๒ อย่าง เพราะความแตกต่างกันแห่งภาวะ นั้น ความว่า

จริงอยู่ บรรดาวิญญาณเหล่านั้น ปฏิสนธิวิญญาณนั้นระคนด้วยรูปเกิดขึ้นเว้นอรูปภพ. ปฏิสนธิวิญญาณนั้นมี ๒ อย่างคือมีภาวะ ๑ ไม่มีภาวะ ๑ เพราะในรูปภพเกิดขึ้นเว้นจากภาวะ คืออิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ เพราะในกามภพเกิดพร้อมกับภาวะ เว้นแต่ปฏิสนธิของบัณเฑาะก์โดยกำเนิด.

คำว่า และในวิญญาณทั้ง ๒ นั้น วิญญาณที่มีภาวะ ๒ อย่างนั้น ความว่า ในวิญญาณแม้เหล่านั้น วิญญาณมีภาวะ ๒ อย่างโดยการเกิดพร้อมกันแห่งอิตถีภาวะหรือปุริสภาวะอย่างใดนั่นแหละ.

คำว่า มี ๒ ทสกะบ้าง มี ๓ ทสกะบ้าง กำหนดอย่างต่ำ เกิดพร้อมกับวิญญาณที่ระคนกับรูปเบื้องต้น ความว่า ในวิญญาณเหล่านี้ วิญญาณ ๒ อย่าง คือ วิญญาณที่ระคนกับรูปและไม่ระคนกับรูป ปฏิสนธิวิญญาณที่ระคนกับรูปอันเป็นเบื้องต้นนี้ใด เกิดพร้อมกัน ๒ ทสกะคือกายทสกะและวัตถุทสกะ หรือ ๓ ทสกะคือวัตถุทสกะ กายทสกะ ภาวทสกะ เป็นอย่างต่ำไม่มีรูปลดลงกว่านั้น.

ก็ปฏิสนธิวิญญาณนี้นั้น มีกำหนดรูปอย่างต่ำอย่างนี้ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติได้การนับว่าเป็นกลละ มีประมาณเท่าหยาดน้ำมันงาใสที่ปลายขนเส้นหนึ่งแห่งเนื้อทราย ในกำเนิดทั้ง ๒ อันมีชื่อว่าอัณฑชะและชลาพุชะ บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งการเกิดในกำเนิดเหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งคติของกำเนิดทั้งหลาย.

จริงอยู่ บรรดาการเกิดด้วยสามารถแห่งคติเหล่านั้น

นิรเย ภุมฺมวชฺเชสุ เทเวสุ จ น โยนิโย ติสฺโส ปุริมิกา โหนฺติ จตสฺโสปิ คติตฺตเย กำเนิด ๓ ข้างต้น ย่อมไม่มีในนรก และไม่มีในพวกเทพทั้งหลายเว้นภุมมเทวดา กำเนิด ๔ ย่อมมีในคติ ๓. ____________________________

ชลาพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ.

ในคาถานั้น ด้วย จ ศัพท์ ในบทว่า เทเวสุ จ นี้ กำเนิด ๓ ข้างต้น พึงทราบว่า ไม่มีในนิชฌามตัณหิกเปรต เหมือนไม่มีในนรกและในเทพทั้งหลายเว้นภุมมเทวดา เพราะสัตว์เหล่านั้นเป็นโอปปาติกะกำเนิดอย่างเดียว แต่กำเนิด ๔ มีในคติ ๓ ที่เหลือกล่าวคือสัตว์เดรัจฉาน ปิตติวิสัยและมนุษย์ และพวกภุมมเทวดาที่เว้นไว้ในเบื้องต้น.

บรรดากำเนิดเหล่านั้น

ในรูปพรหม ย่อมเกิดรูป ๓๙ กลาป

ในสังเสทชะกำเนิด และโอปปาติกะกำเนิด

ย่อมเกิดรูป ๗๐ กลาป โดยกำหนดอย่างสูง

หรืออย่างต่ำมี ๓๐ กลาป.

ในรูปพรหมซึ่งกำเนิดเป็นโอปปาติกะก่อน รูป ๓๙ กลาป ย่อมเกิดพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ ด้วยสามารถแห่งกลาป ๔ คือ จักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตนวกะ. ส่วนในสังเสทชะกำเนิดและโอปปาติกะกำเนิดเหล่าอื่นเว้นพวกรูปพรหม ย่อมได้รูป ๗๐ กลาปอย่างสูง ด้วยอำนาจแห่งจักขุทสกะ โสตทสกะ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ ภาวทสกะ และวัตถุทสกะ และรูป ๗๐ กลาปเหล่านั้น ย่อมเกิดในพวกเทพเป็นนิตย์ ในรูปที่เป็นทสกะเหล่านั้น กองรูป ๑๐ เหล่านี้ คือวรรณะ ๑ คันธะ ๑ รสะ ๑ โอชา ๑ และธาตุ ๔ (คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม) จักขุประสาท ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ ชื่อว่าจักขุทสกะ.

โสตทสกะเป็นต้นที่เหลือก็พึงทราบอย่างนี้.

อนึ่ง กำหนดอย่างต่ำ รูป ๓๐ กลาป ย่อมเกิดพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ ด้วยสามารถแห่งชิวหาทสกะ กายทสกะ วัตถุทสกะแก่บุคคลผู้บอดหนวกแต่กำเนิด ผู้ไม่มีฆานประสาท และผู้เป็นนปุงสกะมาแต่กำเนิด. บัณฑิตพึงทราบการกำหนด โดยสมควรในระหว่างรูปที่กำหนดอย่างสูงและอย่างต่ำ

ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว

พึงกำหนดรู้ธรรมพิเศษ แห่งความ

ต่างกันและไม่ต่างกันของจุติ และปฏิสนธิ

โดยขันธ์ โดยอารมณ์ โดยคติ โดยเหตุ

โดยเวทนา โดยปีติ โดยวิตกและโดยวิจาร

ต่อไป.

อธิบายว่า ก็ปฏิสนธิจิต ๒ อย่าง โดยระคนด้วยรูปและไม่ระคนด้วยรูปอันใดนี้ และจุติในลำดับแห่งอดีตแห่งปฏิสนธินั้นอันใด บัณฑิตพึงทราบธรรมพิเศษแห่งความต่างกันและไม่ต่างกันแห่งจุติและปฏิสนธิเหล่านั้น โดยขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ อย่างไร?

คือ บางคราว ขันธ์ ๔ เท่านั้น เป็นปฏิสนธิโดยไม่ต่างกันแม้โดยอารมณ์ ในลำดับแห่งจุติในอรูปภูมิซึ่งมีขันธ์ ๔ บางคราวเป็นปฏิสนธิในอรูปภูมิมีอารมณ์เป็นมหัคคตะและอารมณ์ภายใน ต่อจากจุติที่มีอารมณ์มิใช่มหัคคตะและมีอารมณ์ภายนอก. นี้เป็นนัยในอรูปภูมิอย่างเดียวก่อน.

อนึ่ง ในบางคราว อรูปขันธ์ ๔ เป็นปฏิสนธิในอรูปภูมิ ต่อจากจุติในกามาพจร หรือจุติในรูปาพจรที่มีขันธ์ ๕ ด้วยอาการอย่างนี้ ปฏิสนธิก็มีอารมณ์ปัจจุบันต่อจากจุติมีอารมณ์อดีต. ปฏิสนธิในทุคติบางอย่างต่อจากจุติในสุคติภูมิบางอย่าง ปฏิสนธิที่เป็นสเหตุกะต่อจากจุติที่เป็นอเหตุกะ ปฏิสนธิที่เป็นติเหตุกะ ต่อจากจุติที่เป็นทุเหตุกะ ปฏิสนธิที่เป็นโสมนัสสสหคตะ ต่อจากจุติที่เป็นอุเบกขาสหคตะ ปฏิสนธิที่มีปีติ ต่อจากจุติที่ไม่มีปีติ ปฏิสนธิที่มีวิตก ต่อจากจุติที่ไม่มีวิตก ปฏิสนธิที่เป็นสวิจาร ต่อจากจุติที่ไม่มีวิจาร ปฏิสนธิที่เป็นสวิตักกะและสวิจารต่อจากจุติที่เป็นอวิตักกะอวิจาร เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงประกอบตามควรโดยตรงกันข้ามกับวิญญาณนั้นๆ เถิด.

ลทฺธปฺปจฺจยมิติ ธมฺม มตฺตเมตํ ภวนฺตรมุเปติ นาสฺส ตโต สงฺกนฺติ น ตโต เหตุํ วินา โหติ วิญญาณนี้ เป็นเพียงธรรมที่มีปัจจัย อันได้แล้ว ย่อมเข้าถึงภพอื่น ด้วยประการฉะนี้ วิญญาณนั้น จึงไม่มีการเคลื่อนไปจากภพนี้ เว้นเหตุแต่ภพอดีตแล้ว วิญญาณก็หาปรากฏไม่.

จริงอยู่ วิญญาณนี้มีปัจจัยอันได้แล้ว สักว่าเป็นธรรมอาศัยรูปและอรูปเมื่อเกิดขึ้นอยู่ เรียกว่า ย่อมเข้าถึงภพอื่น วิญญาณนี้ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ วิญญาณนั้นจึงไม่มีการก้าวจากภพอดีตมาในภพนี้ เว้นเหตุแต่ภพอดีตแล้ว วิญญาณนั้นก็ไม่ปรากฏในภพนี้. ข้าพเจ้าจักประกาศวิญญาณนี้ โดยลำดับแห่งจุติและปฏิสนธิของมนุษย์ ตามที่ปรากฏต่อไป.

ว่าด้วยจุติวิญญาณและปฏิสนธิวิญญาณ

ความจริง เมื่อสัตว์ใกล้ต่อความตายโดยสภาวะตามปรกติ หรือโดยความพยายามในภพอดีต อดทนไม่ได้ซึ่งกลุ้มรุมแห่งศัสตรา ซึ่งมีเวทนาอันใกล้ต่อความตาย อันตัดซึ่งเส้นเอ็นอันเป็นข้อต่อแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง ซึ่งใครๆ ก็ทนไม่ได้ เมื่อสรีระซูบซีดโดยลำดับดุจใบตาลสดที่ตากไว้กลางแดด เมื่ออินทรีย์มีจักขุเป็นต้นดับแล้ว เมื่อกายินทรีย์ มนินทรีย์และชีวิตินทรีย์อันดำรงอยู่ในฐานะสักว่าหทยวัตถุ วิญญาณอาศัยหทยวัตถุที่ยังเหลือในขณะนั้น ปรารภกรรมกล่าวคือสังขารมีปัจจัยที่ยังเหลือได้แล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาครุกรรม อาจิณณกรรม อาสันนกรรมและกรรมที่ทำไว้ก่อน หรือปรารภอารมณ์กล่าวคือกรรม กรรมนิมิต คตินิมิต ที่เข้าไปปรากฏแล้วนั้นเป็นไป วิญญาณนั้นนั่นแหละ เมื่อเป็นไป เพราะละตัณหาและอวิชชายังไม่ได้ จึงถูกตัณหาให้น้อมไป สังขารอันเป็นสหชาตธรรมย่อมซัดไปในอารมณ์นั้นอันเป็นโทษอันอวิชชาปกปิดแล้วนั้น วิญญาณนั้นถูกตัณหาให้น้อมไป อันสังขารทั้งหลายซัดไปอยู่ ด้วยอำนาจการสืบต่อ ย่อมละหทัยที่อาศัยอันมีมาก่อน จะยินดีอยู่ก็ตาม ไม่ยินดีอยู่ก็ตามซึ่งหทัยอันเป็นที่อาศัยอันกรรมให้ตั้งขึ้นอื่นอีก ย่อมเป็นไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้นทีเดียว เหมือนบุรุษเหนี่ยวเชือกที่ผูกกับต้นไม้ฝั่งนี้ข้ามเหมืองไปฉะนั้น.

อนึ่ง ในวิญญาณทั้งหลายเหล่านี้ วิญญาณดวงก่อนเรียกว่าจุติ เพราะเคลื่อนไป ดวงหลังเรียกว่าปฏิสนธิ เพราะสืบต่อภพอื่นเป็นต้น ปฏิสนธิวิญญาณนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า มิใช่จากภพก่อนมาในภพนี้ แม้เว้นเหตุมีกรรม สังขาร คติและอารมณ์เป็นต้น แต่ภพก่อนนั้น ก็ไม่ปรากฏ.

สิยุํ นิทสฺสนาเนตฺถ ปฏิโฆสาทิกา อถ สนฺตานพนฺธโต นตฺถิ เอกตา นาปิ นานตา เปรียบเหมือนเสียงสะท้อนเป็นต้น พึงเป็นอุทาหรณ์ได้ในเรื่องนี้ ก็เสียงสะท้อน นั้น มิใช่เป็นเสียงเดียวกัน มิใช่เป็นเสียง ต่างกัน (กับเสียงเดิม) เพราะเนื่องกันด้วย ความสืบต่อ.

ก็ธรรมที่จำแนกโดยเสียงสะท้อน แสงประทีป รอยประทับตราและเงาพึงเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องนี้ คือในการที่วิญญาณนี้ไม่มาในภพนี้แต่ภพก่อน และความที่วิญญาณนี้เกิดขึ้นเหตุที่นับเนื่องด้วยอดีตภพ ดังนี้ เหมือนอย่างว่า เสียงสะท้อน แสงประทีป รอยประทับตราและเงา มีเหตุมาแต่เสียงเป็นเบื้องต้น มิได้แยกกันไปในที่ใดฉันใด จิตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ก็ในฐานะนี้ จิตนี้มิใช่เป็นดวงเดียวกัน ทั้งมิใช่ต่างกัน เพราะเนื่องกันโดยความสืบต่อ.

จริงอยู่ ถ้าว่า เมื่อมีความเนื่องกันด้วยความสืบต่อ ความเป็นอย่างเดียวกัน พึงมีโดยส่วนเดียวไซร้ นมส้มก็ไม่พึงเกิดแต่นมสด ก็ถ้าว่า ความต่างกันพึงมีโดยส่วนเดียวไซร้ นมส้มก็ไม่พึงมีเพราะนมสดเป็นใหญ่. ในเหตุที่เกิดขึ้นแห่งเหตุทั้งหมดก็นัยนี้. ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะพึงเป็นการตัดโวหารแห่งโลกทั้งหมดไปเสีย และการตัดโวหารของโลกทั้งหมดนั้น ไม่น่าปรารถนา เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ ไม่ควรเข้าใกล้ความเป็นอันเดียวกัน หรือความต่างกันโดยส่วนเดียวกัน ฉะนี้แล.

ก็ในอธิการนี้ หากมีผู้ถามว่า เมื่อความไม่เคลื่อน ความปรากฏมีอยู่อย่างนี้ เหตุที่ขันธ์ในอัตภาพมนุษย์นี้ดับแล้ว และเหตุที่กรรมอันเป็นปัจจัยแก่ผล มิได้เป็นไปในที่เกิดผลนั้น ผลนั้นของกรรมอื่น ก็พึงมีแต่กรรมอื่นมิใช่หรือ ก็เมื่อผู้เข้าไปเสวยไม่มีอยู่ ผลนั้นพึงมีแก่ใคร เพราะฉะนั้น วิธีนี้ไม่ดี ในข้อนั้น ท่านจึงประพันธ์คาถานี้ไว้ว่า

สนฺตาเน ยํ ผลํ เอตํ นาญฺญสฺส น จ อญฺญโต วีชานํ อภิสงฺขาโร เอตสฺสตฺถสฺส สาธโก ผลใด ในความสืบต่อ ผลนี้มิใช่ ของกรรมอื่น และมิใช่แต่กรรมอื่น สภาพ- ปรุงแต่งพืชทั้งหลาย เป็นเครื่องสาธกเนื้อ- ความนี้.

จริงอยู่ ผล เมื่อเกิดขึ้นในความสืบต่ออันเดียวกัน ก็เพราะความที่เป็นอันเดียวกันและความต่างกัน จึงสำเร็จเฉพาะได้โดยส่วนเดียวในผลนั้น จึงไม่มีว่า เป็นของกรรมอื่น หรือแต่กรรมอื่น ก็สภาพปรุงแต่งพืชทั้งหลายเป็นเครื่องสาธกเนื้อความนี้ เพราะเมื่อบุคคลปลูกพืช มะม่วงเป็นต้น ผลพิเศษในกาลอื่นได้ปัจจัยในการสืบต่อแห่งพืชนั้นๆ เมื่อเกิด ย่อมไม่เกิดแก่พืชอื่น ย่อมไม่เกิดแต่ปัจจัยเครื่องปรุงแต่งอื่น. อนึ่ง พืชเหล่านั้นหรือเครื่องปรุงแต่งนั้น ย่อมไม่ถึงฐานะเป็นผลได้ พึงทราบอุปไมยนี้ฉันนั้น และพึงทราบเนื้อความนี้ด้วยวิชชา ศิลปะและโอสถเป็นต้น ที่ใช้ประกอบในร่างกายเด็ก อำนวยผลให้ร่างกายเติบโตเป็นต้นในกาลอื่น. และคำที่กล่าวว่า เมื่อไม่มีผู้เข้าไปเสวย ผลนี้พึงมีแก่ใคร ดังนี้.

ในข้อนั้น

สมมติว่าผู้เสวยสำเร็จ เพราะความ

เกิดขึ้นแห่งผล เหมือนกับสมมติว่า ต้นไม้

ย่อมมีผล เพราะการเกิดขึ้นแห่งผล ฉะนั้น.

เหมือนอย่างว่า ต้นไม้ ชาวโลกย่อมเรียกว่าย่อมผลิผลหรือออกผลแล้ว เพราะความเกิดขึ้นแห่งผลของต้นไม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมที่เรียกว่าต้นไม้นั่นแหละฉันใด เทวดาหรือมนุษย์ ท่านก็เรียกว่า ผู้เข้าไปเสวยหรือเรียกว่าผู้มีสุข ผู้มีทุกข์ เพราะความเกิดขึ้นแห่งผลคือสุขและทุกข์ ที่เรียกว่าผู้เข้าไปเสวยอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งขันธ์ทั้งหลาย กล่าวคือเทวดาและมนุษย์ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ในที่นี้ จึงไม่มีเนื้อความอะไรๆ ด้วยบุคคลอื่นที่ชื่อว่า ผู้เข้าไปเสวย ดังนี้.

แม้บุคคลใดจะพึงพูดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น สังขารเหล่านี้มีอยู่ก็ตาม ไม่มีอยู่ก็ตาม ก็พึงเป็นปัจจัยแก่ผลได้ ก็ผิว่าสังขารที่มีอยู่ วิบากก็พึงมีแก่สังขารเหล่านั้นในขณะแห่งความเป็นไป ก็ถ้าสังขารเหล่านั้นไม่มีอยู่ ก็จะพึงนำมาซึ่งผลเป็นนิตย์ทั้งก่อนและหลัง แต่ความเป็นไป.

ปัญหากรรมนั้น พึงตอบอย่างนี้

สังขารเหล่านี้เป็นปัจจัย เพราะเป็น

ผู้ทำและมิใช่จะนำผลมาให้เป็นนิตย์ ในข้อ

นั้นพึงทราบเรื่องนายประกันเป็นต้น เป็น

อุทาหรณ์.

จริงอยู่ สังขารทั้งหลายย่อมเป็นปัจจัยแก่ผลของตน เพราะเป็นผู้กระทำกรรม มิใช่เพราะมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า จักขุวิญญาณอันเป็นวิบาก เกิดขึ้นเพราะกระทำ เพราะการสั่งสมกุศลกรรมที่เป็นกามาพจรเป็นต้น และเป็นปัจจัยแก่ผลของตนตามควร มิใช่นำผลมาให้ซ้ำซาก เพราะความวิบากอันให้ผลแล้ว.

ก็ในความแจ่มแจ้งแห่งเนื้อความนี้ พึงทราบเรื่องนายประกันเป็นอุทาหรณ์ ดังนี้.

เหมือนอย่างว่า นายประกันคนใดคนหนึ่งในโลก เพื่อรับมอบประโยชน์บางอย่าง ย่อมซื้อสินค้าบ้าง ย่อมเป็นหนี้ (ซื้อเชื่อ) บ้าง การทำนั้นซึ่งก็เป็นเพียงการทำการงานของนายประกันนั้นนั่นเองเป็นปัจจัยในการรับมอบหมายประโยชน์นั้น มิใช่กิริยามีอยู่ หรือไม่มี เขาย่อมไม่ยอมเป็นลูกหนี้แม้เกินกว่าการรับมอบหมายในประโยชน์นั้น เพราะเหตุไร? เพราะความมอบหมายเป็นต้น ตนกระทำไว้แล้วฉันใด แม้สังขารทั้งหลายผู้กระทำกรรมก็ฉันนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ผลของตน เพราะตนกระทำ และย่อมไม่นำผลแม้เกินกว่าการอำนวยผลตามควรแล.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันแสดงความเป็นไปแห่งปฏิสนธิวิญญาณ ที่กำลังเป็นไปทั้ง ๒ อย่าง ด้วยสามารถธรรมที่ระคนด้วยรูปและไม่ระคนด้วยรูป เพราะสังขารเป็นปัจจัย.

บัดนี้ เพื่อป้องกันความหลงลืมในวิญญาณ ๓๒ ดวงเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแหละ

พึงทราบสังขารเหล่านั้นว่าเป็นปัจจัยแก่

วิญญาณเหล่าใด และเป็นปัจจัยโดยประการใด

ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล

ในที่ทั้งหลายมีภพเป็นต้น.

ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ธรรมเหล่านี้ คือ ภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ ชื่อว่าภพเป็นต้น ในภพเป็นต้นเหล่านี้ สังขารเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณเหล่าใด และสังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล โดยประการใด บัณฑิตพึงทราบโดยประการนั้น.

ว่าด้วยปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัย

บรรดาสังขารเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในปุญญาภิสังขารก่อน.

ว่าโดยไม่ต่างกัน ปุญญาภิสังขารจำแนกด้วยเจตนา ๘ ดวง ในกามาพจรได้ปัจจัย ๒ อย่าง คือ ด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน และด้วยอุปนิสสยปัจจัยในปฏิสนธิแก่วิปากวิญญาณ ๙ ดวง ในปฏิสนธิกามภพสุคติภูมิ ปุญญาภิสังขารที่จำแนกด้วยกุศลเจตนา ๕ ดวง ในรูปาวจรก็เป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณ ๕ ดวง ในปฏิสนธิกาลรูปภพเหมือนกัน แต่กามาพจรประเภทตามที่กล่าวเป็นปัจจัย ๒ อย่าง ในปวัตติกาล มิใช่ปฏิสนธิกาลแก่ปริตตวิปากวิญญาณ ๗ ดวง เว้นมโนวิญญาณธาตุอเหตุกะที่สหรคตด้วยอุเบกขา ในกามภพสุคติโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ปุญญาภิสังขารนั้นแหละเป็นปัจจัยในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๕ ดวง ในรูปภพอย่างนั้นเหมือนกัน.

ก็ในกามภพทุคติภูมิ ก็เป็นปัจจัยแก่ปริตตวิปากวิญญาณทั้ง ๘ ในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล อย่างนั้นเหมือนกัน ในกามภพทุคติภูมินั้น ปุญญาภิสังขารนั้นเป็นปัจจัยด้วยการประสบอิฏฐารมณ์ในนรก ในคราวเที่ยวไปในนรกเป็นต้นของพระมหาโมคคัลลานเถระ. แต่อิฏฐารมณ์ย่อมได้ในพวกสัตว์เดรัจฉาน และในพวกนาค สุบรรณและเปรตผู้มีฤทธิ์มากทีเดียว ปุญญาภิสังขารนั้นแหละเป็นปัจจัยในปวัตติกาลและในปฏิสนธิกาล แก่กุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๑๖ ดวง ในกามภพสุคติภูมิ ว่าโดยไม่แปลกกัน ปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาลแก่วิปากวิญญาณ ๑๐ ดวง ในรูปภพอย่างนั้นเหมือนกัน.

ว่าด้วยอปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัย

อปุญญาภิสังขารจำแนกโดยอกุศลเจตนา ๑๒ ดวง เป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาล ไม่เป็นปัจจัยในปวัตติกาล แก่วิญญาณ ๑ ดวง ในกามภพทุคติภูมิเหมือนกันนั่นแหละ เป็นปัจจัยในปวัตติ ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาล แก่วิญญาณ ๖ ดวง เป็นปัจจัยทั้งในปวัตติกาล และปฏิสนธิกาลเหมือนอย่างนั้นแหละแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๗ ดวง แต่ในกามภพสุคติภูมิ เป็นปัจจัยในปวัตติกาล ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาลแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๗ ดวงเหล่านั้นเหมือนกันนั่นแหละ เป็นปัจจัยในปวัตติกาล ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิกาล อย่างนั้นแหละแก่วิญญาณ ๔ ดวง ในรูปภพ.

ก็อปุญญาภิสังขารนั้นแล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณในกามาพจร ด้วยอำนาจการเห็นรูป ฟังเสียงอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น แต่ในพรหมโลก ชื่อว่ารูปเป็นต้นที่ไม่น่าปรารถนา มิได้มี. แม้ในเทวโลกกามาพจรก็ไม่มีรูปเป็นต้นที่ไม่น่าปรารถนาเหมือนกัน.

ว่าด้วยอาเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัย

ก็อาเนญชาภิสังขารเป็นปัจจัยเหมือนกันนั่นแหละแก่วิปากวิญญาณ ๔ ดวงทั้งในปวัตติกาล ทั้งในปฏิสนธิกาล ในอรูปภพ.

ว่าด้วยกายสังขาร ๒๐ ดวงเป็นปัจจัย

____________________________

ได้แก่ มหากุศลเจตนา ๘ ดวง อกุศลเจตนา ๑๒ ดวง.

อนึ่ง ว่าโดยกุศลและอกุศลในกามาพจร กายสังขารจำแนกโดยเจตนาทั้ง ๒๐ ดวง โดยสัพพสังคาหิกนัย เป็นปัจจัย ๒ อย่าง คือด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน และด้วยอุปนิสสยปัจจัย ในปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๑๐ ดวงในกามภพ กายสังขารนั้นนั่นแหละเป็นปัจจัยอย่างนั้นเหมือนกันในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๑๓ ดวงในกามภพ แก่วิปากวิญญาณ ๙ ดวงในรูปภพ. กายสังขารนั้นนั่นแหละ เป็นปัจจัยเหมือนอย่างนั้นทั้งในปวัตติกาล ทั้งในปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๒๓ ดวงในกามภพ. แม้ในวจีสังขาร ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ว่าด้วยจิตตสังขาร ๒๙ ดวงเป็นปัจจัย

ส่วนจิตตสังขารที่จำแนกด้วยเจตนา ๒๙ ดวงเป็นปัจจัยเหมือนอย่างนั้นแหละในปฏิสนธิกาล มิใช่ในปวัตติกาล แก่วิปากวิญญาณ ๑๙ ดวงในภพทั้ง ๓ จิตตสังขารนั้นแหละเป็นปัจจัยในปวัตติกาลมิใช่ปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๒๒ ดวง คือแก่วิปากวิญญาณ ๑๓ ดวงในกามภพ และแก่วิปากวิญญาณ ๙ ดวงในรูปภพ ตามที่กล่าวมาแล้วในภพทั้งสอง อนึ่ง จิตตสังขารนั้นเป็นปัจจัยอย่างนั้นแหละทั้งในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล แก่วิปากวิญญาณ ๓๒ ดวง ในภพ ๓.

บัณฑิตพึงเข้าใจสังขารเหล่านั้นว่า เป็นปัจจัยแก่วิญญาณเหล่าใดและเป็นปัจจัยโดยประการใดนั้น ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลในภพทั้งหลายอย่างนี้ก่อน.

แม้ในกำเนิด เป็นต้นก็พึงทราบโดยนัยนี้เหมือนกัน.

ว่าด้วยสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ

ในนิเทศแห่งสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณนั้น คำที่ประกาศพอเป็นหัวข้อตั้งแต่ต้นมีดังนี้.

ก็บรรดาสังขารเหล่านี้ ปุญญาภิสังขารอำนวยปฏิสนธิให้เกิดวิบากทั้งหมดของตนในภพทั้ง ๒ ก่อน ย่อมอำนวยปฏิสนธิให้เกิดวิบากทั้งหมดของตนเหมือนกันในกำเนิด ๔ มีอัณฑชะเป็นต้น ในคติ ๒ กล่าวคือเทวคติและมนุษยคติ ในวิญญาณฐิติ ๔ กล่าวคือผู้มีกายต่างกันมีสัญญาต่างกัน ๑ มีกายต่างกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน ๑ มีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาต่างกัน ๑ มีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน ๑ ด้วยอำนาจแห่งมนุษย์ทั้งหลาย และในปฐมฌานภูมิ ทุติยฌานภูมิและตติยฌานภูมิ แต่ในอสัญญสัตตาวาส ปุญญาภิสังขารนี้ย่อมปรุงแต่งเพียงแต่รูปเท่านั้น ฉะนั้น จึงอำนวยปฏิสนธิให้เกิดวิบากทั้งหมดของตนในสัตตาวาส ๔ (เหมือนวิญญาณฐิติ) นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ปุญญาภิสังขารนี้จึงเป็นปัจจัยทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาล แก่วิปากวิญญาณ ๒๑ ดวง ตามควรแก่การเกิดขึ้นในภพ ๒ กำเนิด ๔ คติ ๒ วิญญาณฐิติ ๔ และสัตตาวาส ๔ เหล่านี้ โดยนัยตามที่กล่าวนั่นแล.

อนึ่ง อปุญญาภิสังขารย่อมให้วิบากด้วยอำนาจปฏิสนธิในกามภพ ๑ เท่านั้น ในกำเนิด ๔ ในคติ ๓ ที่เหลือ ในวิญญาณฐิติ ๑ คือที่มีกายต่างกันมีสัญญาอย่างเดียวกัน และในสัตตาวาส ๑ เช่นเดียวกับวิญญาณฐิตินั้นแหละ เพราะฉะนั้น อปุญญาภิสังขารนี้จึงเป็นปัจจัยทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาลแก่วิปากวิญญาณ ๗ ในภพ ๑ กำเนิด ๔ คติ ๓ วิญญาณฐิติ ๑ และในสัตตาวาส ๑ โดยนัยที่กล่าวนั่นแหละ.

แต่อาเนญชาภิสังขารย่อมให้วิบาก ด้วยอำนาจปฏิสนธิในอรูปภพ ๑ ในโอปปาติกะกำเนิด ๑ ในเทวคติ ๑ ในวิญญาณฐิติ ๓ มีอากาสานัญจายตนะเป็นต้น ในสัตตาวาส ๔ มีอากาสานัญจายตนะเป็นต้น เพราะฉะนั้นอาเนญชาภิสังขารนี้ จึงเป็นปัจจัยทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาลแก่วิญญาณ ๔ ดวง ในภพ ๑ เท่านั้น ในกำเนิด ๑ ในคติ ๑ ในวิญญาณฐิติ ๓ ในสัตตาวาส ๔ ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

____________________________

คือสัตว์ผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ๑ วิญญาณัญจายตนะ ๑ อากิญจัญญายตนะ ๑.

ผู้เข้าถึงอรูปภพ ๔.

แม้กายสังขารก็ย่อมอำนวยปฏิสนธิให้วิบากของตนทั้งหมดเกิดขึ้น ในกามภพ ๑ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๒ และในสัตตาวาส ๒ เพราะฉะนั้น กายสังขารนั้นจึงเป็นปัจจัยเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล แก่วิปากวิญญาณ ๒๓ ดวง ในภพ ๑ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๒ และในสัตตาวาส ๒.

แม้ในวจีสังขารก็นัยนี้เหมือนกัน.

ส่วนจิตตสังขาร เว้นสัตตาวาส (อสัญญีสัตว์) อย่างเดียว จะไม่ให้ผลในที่ไหนๆ ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น จิตตสังขารนี้จึงเป็นเหมือนกันนั่นแหละทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาล แก่วิปากวิญญาณทั้ง ๓๒ ดวงตามควรในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ และในสัตตาวาส ๘.

อนึ่ง ในสัตตาวาสที่ไม่มีวิญญาณ วิญญาณก็ย่อมไม่เกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย.

อีกอย่างหนึ่ง ปุญญาภิสังขาร เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลายในพวกอสัญญีสัตว์ ด้วยกรรมปัจจัยที่เกิดต่างขณะกัน ด้วยประการฉะนี้แล.

บัณฑิตพึงทราบสังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัย

แก่วิญญาณเหล่าใด และเป็นโดยประการใด

ด้วยอำนาจปฏิสนธิกาล และปวัตติ-

กาล ในฐานะทั้งหลาย มีภพเป็นต้น. นิเทศสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ จบ.

ว่าด้วยนิเทศนามรูป (บาลีข้อ ๒๕๙)

ในนิเทศนามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย.

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย โดยประเภท

เทศนา โดยความเป็นไปในฐานะทั้งหลายมี

ภพเป็นต้นทั้งปวง โดยสงเคราะห์และโดยนัย

แห่งปัจจัย.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยประเภทเทศนา

ข้อว่า โดยประเภทเทศนา อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเทศนาถึงรูปบทเช่นเดียว โดยไม่ต่างกันก่อนทั้งในพระสูตรและในนามรูปนิเทศนี้อย่างนี้ว่า

ตตฺถ กตมํ รูปํ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ

บรรดานามและรูปเหล่านั้น รูปเป็นไฉน? มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔.

แต่บทว่า นาม ทรงกระทำเทศนาไว้ต่างกัน เพราะในพระสุตตันตะ ตรัสไว้ว่า ในนามและรูปนั้น นามเป็นไฉน? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในพระอภิธรรมนี้ ตรัสว่า เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ด้วยว่า ในพระสูตรนั้น นามแม้อันใด ย่อมเกิดขึ้น เพราะจักขุวิญญาณเป็นปัจจัย และนามใดที่เกิดแล้ว เมื่อจะทรงแสดงนามนั้นที่ปรากฏ โดยความไม่ควรถือเอาโดยอาศัยร่วมกับธรรมอื่นอย่างนี้ว่า "ความตั้งอยู่แห่งจิตเป็นอายุของอรูปธรรมทั้งหลาย" ดังนี้ จึงทรงแสดงจำแนกสังขารขันธ์โดย ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งเจตนา ผัสสะ มนสิการพร้อมกับขันธ์ ๒ (เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์).

แต่ในพระอภิธรรมนี้ เมื่อจะทรงสงเคราะห์นามทั้งหมดที่ตรัสแล้วก็ดี ยังมิได้ตรัสก็ดี ในพระสุตตันตะนั้น จึงตรัสว่า ตโย ขนฺธา เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ ขันธ์ ๓ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ดังนี้.

ถามว่า ขันธ์ ๓ เหล่านี้เท่านั้น ชื่อว่าเป็นนาม วิญญาณไม่ชื่อว่าเป็นนามหรือ?.

ตอบว่า วิญญาณมิใช่ไม่เป็นนาม แต่เมื่อถือเอาวิญญาณนั้น วิญญาณทั้ง ๒ คือ วิญญาณซึ่งเป็นนาม วิญญาณที่เป็นปัจจัย ก็จะปรากฏรวมกัน เพราะฉะนั้น จึงตรัสขันธ์ ๓ เพื่อทรงแสดงนามที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยเว้นวิญญาณไว้ในฐานะเป็นปัจจัย. พึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนา ด้วยประการฉะนี้ก่อน.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยความเป็นไปในภพเป็นต้น

ก็ในข้อว่า โดยความเป็นไปในฐานะทั้งหลายมีภพเป็นต้นทั้งปวง นี้อธิบายว่า ยกเว้นสัตตาวาส (อสัญญสัตตภูมิ) หนึ่งแล้ว นามย่อมเป็นไปในภพ ในกำเนิด ในคติ ในวิญญาณฐิติ และในสัตตาวาสที่เหลือทั้งปวง. รูปย่อมเป็นไปในภพ ๒ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๔ และสัตตาวาส ๕ ข้างต้น เมื่อนามและรูปนี้เป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็เพราะในขณะปฏิสนธิของคัพภไสยกะไม่มีภาวะ และอัณฑชะ ย่อมปรากฏ สันตติรูปที่เป็นประธาน ๒ อย่าง โดยรูปด้วยอำนาจแห่งวัตถุ และกาย (ทสกะ) และอรูปขันธ์ ๓ ฉะนั้น ว่าโดยพิสดารของสัตว์เหล่านั้น ธรรม ๒๓ ทั้งรูปและอรูป คือธรรม (ที่เป็นรูป) ๒๐ ขันธ์ที่เป็นอรูป ๓ เหล่านี้ พึงทราบว่า "นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย" ดังนี้

แต่เมื่อว่าโดยการถือเอาจำนวนที่ยังมิได้ถือเอาก็ได้ธรรม ๑๔ โดยคัดเอารูปธรรม ๙ ออกจากสันตติรูปที่เป็นประธานหนึ่ง สำหรับสัตว์ผู้มีภาวะก็เพิ่มภาวทสกะเข้าเป็น ๓๓.

อนึ่ง เมื่อว่าโดยการถือเอาจำนวนที่ยังมิได้ถือเอาของสัตว์แม้เหล่านั้น ก็ได้ธรรม ๑๕ โดยนำรูปธรรม ๑๘ ออกจากสันตติรูปที่เป็นประธานทั้ง ๒ ก็เพราะในขณะของปฏิสนธิของรูปพรหมเป็นต้นในสัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะกำเนิดย่อมปรากฏสันตติรูปที่เป็นประธาน ๔ โดยเป็นรูปรูป ด้วยอำนาจแห่งจักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตินทริยนวกะ และอรูปขันธ์ ๓ ฉะนั้น เมื่อว่าโดยพิสดาร ของกำเนิดเหล่านั้น ธรรม ๔๒ คือรูปธรรม ๓๙ โดยเป็นรูปรูป และอรูปขันธ์ ๓ นี้ พึงทราบว่า "นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย" ดังนี้ แต่เมื่อว่าโดยสภาวะที่ถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีก ก็จะได้ธรรม ๑๕ อย่าง โดยนำเอารูปธรรม ๒๗ ออกจากสันตติรูปที่เป็นประธานทั้ง ๓ ก็เพราะในกามภพ ในขณะปฏิสนธิของโอปปาติกะที่เหลือ หรือสังเสทชะผู้มีภาวะและอายตนะบริบูรณ์ ย่อมปรากฏสันตติรูปที่เป็นประธาน ๗ โดยเป็นรูปรูป และอรูปขันธ์ ๓ เพราะฉะนั้นว่าโดยพิสดารแห่งธรรมเหล่านั้น ก็ได้ธรรม ๗๓ เหล่านี้ คือ (รูป) ธรรม ๗๐ โดยเป็นรูปรูป และอรูปขันธ์ ๓ เหล่านี้ พึงทราบว่า "นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย แต่เมื่อว่าโดยการถือเอาแล้วไม่ถือเอาอีก ก็ได้ธรรม ๑๙ โดยนำธรรม ๕๔ ออกจากสันตติรูปที่เป็นประธาน ๖. นี้ว่าโดยอุกฤษฏ์.

แต่เมื่อว่าโดยอย่างต่ำ บัณฑิตพึงลดลงๆ แห่งธรรมคือสันตติรูปที่เป็นประธานอันบกพร่องนั้นๆ ด้วยสามารถแห่งสัตว์นั้นๆ แล้ว ทราบธรรมกล่าวคือ นามรูปเกิดเพราะปฏิสนธิวิญญาณ ทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร. ส่วนสำหรับอรูปพรหมได้อรูปขันธ์เกิดเพราะปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจัย สำหรับอสัญญีสัตว์ทั้งหลายได้ชีวิตินทริยนวก (ชีวิตินทรีย์ ๙ กลาป) โดยรูปอย่างเดียวแล. นี้เป็นนัยในปฏิสนธิกาล ก่อน.

ส่วนในปวัตติกาล สุทธัฏฐกะ (อวินิโภครูป ๘ ล้วน) ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานแต่อุตุที่เป็นไปกับปฏิสนธิจิต ย่อมปรากฏในฐิติขณะของปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นถิ่นที่เป็นไปแห่งรูปทั้งหมด แต่ว่า ปฏิสนธิจิตย่อมยังรูปให้ตั้งขึ้นไม่ได้ ก็ปฏิสนธิจิตนั้นไม่อาจเพื่อยังรูปให้ตั้งขึ้นได้ เพราะความที่วัตถุมีกำลังอ่อน เหมือนบุรุษตกลงไปในเหวไม่สามารถจะช่วยเหลือคนอื่นได้ฉะนั้น. แต่เมื่อพ้นปฏิสนธิจิตไปแล้ว จำเดิมแต่ปฐมภวังค์ สุทธัฏฐกรูปมีจิตเป็นสมุฏฐานก็ตั้งขึ้น ในกาลปรากฏแห่งเสียง ย่อมปรากฏเป็นสัททนวกรูป แต่อุตุชรูปที่เป็นไปข้างหน้าปฏิสนธิจิต และแต่จิต.

คัพภไสยกสัตว์เหล่าใด เป็นอยู่ด้วยกพฬิงการาหาร ในสรีระของสัตว์เหล่านั้นซึมซาบไปด้วยอาหารที่มารดากลืนกินเข้าไปแล้ว โดยพระบาลีว่า

ก็มารดา ของคัพภไสยกสัตว์นั้น

ย่อมบริโภคข้าวและน้ำอันใด นระผู้อยู่ใน

ครรภ์ของมารดานั้น ก็ยังอัตภาพให้เป็นไป

ด้วยข้าว และน้ำนั้น ในครรภ์นั้น ดังนี้.

สำหรับโอปปาติกะกำเนิด ในเวลาที่ตนกลืนเขฬะเข้าไปในปากคำแรกทั้งหมด ก็ปรากฏเป็นสุทธัฏฐกรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ฉะนี้แล แต่เมื่อว่าโดยย่อได้แก่ธรรม ๙๙ อย่าง คือ รูป ๒๖ ด้วยสามารถแห่งสุทธัฏฐกรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน และนวกรูปทั้งสองโดยอุกฤษฏ์แห่งรูปที่มีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐานและรูป ๗๐ อย่าง ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ซึ่งเกิดขึ้นสามครั้งในขณะแห่งจิตแต่ละดวงอันกล่าวแล้วในเบื้องต้นนี้ รวมเป็นรูป ๙๖ อย่าง และอรูปขันธ์ ๓.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะเสียงไม่แน่นอนปรากฏในกาลบางครั้งบางคราว ฉะนั้น นำเสียงทั้ง ๒ นั้นออกแล้ว ธรรม ๙๗ เหล่านี้ พึงทราบว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายตามที่เกิดขึ้น.

ก็ธรรม (ทั้งรูปและอรูป) เหล่านี้ ย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยแก่สัตว์เหล่านั้นผู้ประมาทบ้าง ผู้กำลังท่องเที่ยวบ้าง ผู้กำลังเคี้ยวกินบ้าง ผู้กำลังดื่มบ้าง ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน. และความที่วิญญาณเป็นปัจจัย แก่รูปเหล่านั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาข้างหน้า.

อนึ่ง ในอธิการนี้ กรรมชรูปนี้ใด แม้ดำรงอยู่ครั้งแรกในที่ทั้งปวง คือในภพ ในกำเนิด ในคติ ในวิญญาณฐิติ และในสัตตาวาส อันสมุฏฐานิกรูปทั้ง ๓ ไม่อุปถัมภ์แล้ว ย่อมไม่อาจเพื่อดำรงอยู่ได้ แม้สมุฏฐานิกรูปทั้ง ๓ นั้นอันกรรมชรูปนั้นไม่อุปถัมภ์แล้วก็ดำรงอยู่ไม่ได้ โดยที่แท้ รูปเหล่านี้ต่างก็อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันไม่ให้ตกไป จึงดำรงอยู่ได้ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ฯลฯ ๑๐๐ ปีบ้าง จนถึงสิ้นอายุหรือสิ้นบุญของสัตว์เหล่านั้นไป เหมือนกลุ่มอ้อเป็นต้นที่เกี่ยวเกาะกันทั้ง ๔ ทิศ ถูกลมพัดแล้วก็ยังเป็นอยู่ได้ หรือเปรียบเหมือนคนมีพาหนะคือ เรืออับปางในมหาสมุทรบางแห่งได้ที่พึงแล้ว แม้ถูกกำลังคลื่นัซัดแล้ว ก็ยังเป็นอยู่ได้ฉะนั้น. พึงทราบวินิจฉัยในอธิการนี้ โดยความเป็นไปในฐานะทั้งหลายมีภพเป็นต้นทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยสงเคราะห์

ก็ในข้อว่า โดยสงเคราะห์ นี้อธิบายว่า บัณฑิตพึงสงเคราะห์โดยสรูปเสสนัยแห่เอกเทศอย่างนี้ว่า นามอย่างเดียวเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยในปวัตติกาลและปฏิสนธิกาลในอรูปภพ และในปวัตติกาล ในปัญจโวการภพอันใด และรูปอย่างเดียวเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาลทั้งหมดในพวกอสัญญีภพ และในปวัตติกาลในปัญจโวการภพอันใด และนามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยในกาลทั้งหมดในปัญจโวการภพอันใด นามด้วย รูปด้วย นามรูปด้วยทั้งหมดนั้น ชื่อว่านามรูปดังนี้ แล้วทราบว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย.

หากมีผู้สงสัย ถามว่า เพราะความที่อสัญญีสัตว์ไม่มีวิญญาณ วิญญาณ จึงไม่ควรหรือ.

ตอบว่า ไม่ควร หามิได้.

จริงอยู่ วิญญาณนี้ (ท่านกล่าวไว้ว่า)

นามรูปสฺส ยํ เหตุ วิญฺญาณนฺตํ ทฺวิธา มตํ วิปากมวิปากญฺจ ยุตฺตเมว ตโต อิทํ วิญญาณใด เป็นเหตุแห่งนามรูป วิญญาณนั้นท่านกล่าวไว้ ๒ อย่าง คือวิญญาณ ที่เป็นวิบาก และวิญญาณที่ไม่เป็นวิบาก วิญญาณนี้ จึงสมควรเป็นปัจจัยแก่รูปใน อสัญญีภพนั้นทีเดียว.

จริงอยู่ วิญญาณใดเป็นเหตุแห่งนามรูป วิญญาณนั้นท่านกล่าวไว้ ๒ อย่างโดยแยกเป็นวิบากและไม่เป็นวิบาก และรูปในอสัญญีสัตว์ทั้งหลายก็เกิด เพราะวิญญาณที่เป็นอภิสังขารที่เป็นไปในปัญจโวการภพเป็นปัจจัยเพราะความที่รูปเหล่านั้นมีกรรมเป็นสมุฏฐาน ในปัญจโวการภพในปวัตติกาลในขณะแห่งจิตเป็นกุศลเป็นต้น ก็มีกรรมเป็นสมุฏฐานเหมือนกัน เพราะฉะนั้น วิญญาณนี้จึงสมควรเป็นปัจจัยเหมือนกัน. พึงทราบวินิจฉัยโดยสงเคราะห์ในอธิการนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยปัจจัย

ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า โดยนัยแห่งปัจจัย นี้ ต่อไป.

นามสฺส ปากวิญฺญาณํ นวธา โหติ ปจฺจโย วตฺถุรูปสฺส นวธา เสสรูปสฺส อฎฺฐธา อภิสัขารวิญฺญาณํ โหติ รูปสฺส เอกธา ตทญฺญํ ปน วิญฺญาณํ ตสฺส ตสฺส ยถารหํ วิปากวิญญาณเป็นปัจจัยแก่นาม ๙ อย่าง เป็นปัจจัยแก่วัตถุรูป ๙ อย่าง เป็นปัจจัยแก่ รูปที่เหลือ ๘ อย่าง อภิสังขารวิญญาณเป็น ปัจจัยแก่รูปอย่างเดียว ส่วนวิญญาณอื่นนอก จากนั้นเป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้นๆ ตามควร.ไพบูลย์.

จริงอยู่ นาม กล่าวคือวิบากในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาลนี้ใด ปฏิสนธิวิญญาณ หรือวิปากวิญญาณอื่น เป็นปัจจัย ๙ อย่างแก่นามนั้นซึ่งระคนด้วยรูปบ้าง ไม่ระคนด้วยรูปบ้าง โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย. เป็นปัจจัยแก่วัตถุรูปในปฏิสนธิกาล ๙ ปัจจัย โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย. เป็นปัจจัยแก่รูปที่เหลือ ๘ ปัจจัย เว้นวัตถุรูปแล้วนำอัญญมัญญปัจจัยในปัจจัย ๙ ปัจจัยนี้ออก.

ส่วนอภิสังขารวิญญาณ เป็นปัจจัยแก่อสัญญสัตตรูป หรือแก่กรรมชรูปในปัญจโวการภูมิ ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัยอย่างเดียวเท่านั้น โดยปริยายอันมาในพระสุตตันตะ วิญญาณทั้งหมดที่เหลือ จำเดิมแต่ปฐมภวังค์ พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแก่นามรูปนั้นๆ ตามควร.

อนึ่ง เมื่อจะแสดงนัยแห่งปัจจัยของนามรูปนั้น โดยพิสดาร บัณฑิตก็จะพึงยังปัฏฐานกถาแม้ทั้งหมดให้กว้างขวาง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักยังไม่เริ่มปัฏฐานกถานั้น.

ในข้อนั้น หากมีผู้ถามว่า ก็ข้อนี้จะพึงรู้ได้อย่างไรว่า "นามรูปในปฏิสนธิกาลมีวิญญาณเป็นปัจจัย"

ตอบว่า รู้ได้โดยพระสูตร และโดยยุกติ (ความชอบด้วยเหตุผล) เพราะในพระสูตร ความที่ธรรมมีเวทนาเป็นต้นเป็นปัจจัยสำเร็จแล้วโดยมาก โดยนัยมีอาทิว่า จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา (ธรรมทั้งหลายคล้อยไปตามจิต) ดังนี้ ส่วนโดยยุกติว่า

ความจริง วิญญาณ ย่อมสำเร็จได้

ด้วยจิตตชรูปที่เห็นได้ ในโลกนี้ วิญญาณก็

เป็นปัจจัย แม้แก่รูปที่เห็นไม่ได้แล.

จริงอยู่ เมื่อจิตผ่องใสหรือไม่ผ่องใสก็ตาม รูปทั้งหลายที่ควรแก่จิตนั้น เมื่อเกิดขึ้น วิญญาณจึงเห็น ก็การอนุมาน (คาดคะเน) รูปที่เห็นไม่ได้ ย่อมมีด้วยรูปที่เห็นได้ เพราะฉะนั้น ข้อนี้พึงรู้ได้ด้วยบทนี้ว่า วิญญาณย่อมเป็นปัจจัยแก่รูปในปฏิสนธิ แม้ที่เห็นไม่ได้ ด้วยจิตตชรูปที่เห็นได้ ในโลกนี้. เพราะความที่รูปในปฏิสนธินั้นแม้มีกรรมเป็นสมุฏฐาน เป็นปัจจัยมาแล้วในปัฏฐาน เหมือนรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.

ในอธิการนี้พึงทราบวินิจฉัยโดยนัยแห่งปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.

ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ในข้อว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ (นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย) นี้ชื่อว่าทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือว่าใครๆ ในโลกก็ดี เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะบรรดาบัณฑิตเข้าไปใคร่ครวญอยู่ ย่อมเห็นเป็นเพียงนามรูป โดยปรมัตถ์เท่านั้น กำลังเป็นไป หาใช่สัตว์บุคคลไม่ ฉะนี้แล. นิเทศแห่งนามรูปมีวิญญาณเป็นปัจจัย จบ.

ว่าด้วยนิเทศสฬายตนะ (บาลีข้อ ๒๖๐)

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศสฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัยต่อไป.

นามํ ขนฺธตฺตยํ รูปํ ภูตวตฺถาทิกํ มตํ กเตกเสสํ ตนฺตสฺส ตาทิสสฺเสว ปจฺจโย นามคือ ขันธ์ ๓ รูป ได้แก่ รูปที่ กล่าวว่า ภูตะ และวัตถุเป็นต้น นามรูปนั้น ท่านทำเอกเสสนัยว่าเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ นั้นเช่นนั้นแล.

จริงอยู่ ในนามรูปที่เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้น ขันธ์ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ชื่อว่านาม. ส่วนรูปที่นับเนื่องด้วยสันตติของตน พึงทราบว่า ท่านเรียกว่า ภูตะและวัตถุ โดยกำหนดอย่างนี้ คือภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖ และชีวิตินทรีย์. ก็นามรูปนั้น ท่านทำเอกเสสนัยไว้อย่างนี้ว่า นามด้วย รูปด้วย นามรูปด้วย ชื่อว่านามรูป. นามรูปนั้น พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะที่ท่านทำเอกเสสนัยอย่างนั้นแหละ ด้วยลักษณะอย่างนี้ว่า ฉฏฺฐายตนญฺจ สฬายตนญฺจ สฬายตนํ (อายตนะที่ ๖ ด้วย อายตนะ ๖ ด้วยชื่อว่า สฬายตนะ) ดังนี้ เพราะเหตุไร? เพราะในอรูปภพ นามอย่างเดียวเป็นปัจจัย และนามนั้นก็เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ เท่านั้น ไม่เป็นปัจจัยแก่อายตนะอื่น เพราะในอัพยากตวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นามปจฺจยา ฉฏฺฐายตนํ (อายตนะที่ ๖ เกิดเพราะนามเป็นปัจจัย) ดังนี้ ก็นามที่ทรงสงเคราะห์ไว้ในที่นี้ พึงทราบว่าทรงจำแนกไว้ในอัพยากตวาระนั้นแล.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๓๗๙/หน้า ๒๓๕.

ในข้อนั้น หากมีผู้ถามว่า ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะเล่า?

ตอบว่า ทราบได้เพราะเมื่อนามรูปมีสฬายตนะก็มี.

จริงอยู่ เมื่อนามและรูปนั้นๆ มี อายตนะนั้นๆ ก็ย่อมมี มิใช่เป็นโดยประการอื่น ก็สฬายตนะนั้นมีเพราะความที่นามรูปมีนั้นจักแจ่มแจ้งในนัยแห่งปัจจัยทีเดียว เพราะฉะนั้น

นามรูปใด เป็นปัจจัยแก่อายตนะใด

ในปฏิสนธิกาล หรือในปวัตติกาล และเป็น

ปัจจัยโดยประการใด บัณฑิตพึงแนะนำโดย

ประการนั้น.

ว่าด้วยนามเป็นปัจจัยแก่อายตนะ

บรรดานามรูปที่เป็นปัจจัยนั้น มีอธิบายความดังนี้

ความจริง ว่าโดยการกำหนดอย่างต่ำ

นามอย่างเดียวนั้นเป็นปัจจัย ๗ อย่าง แก่

อายตนะที่ ๖ ในอรูปภพ ทั้งในปฏิสนธิกาล

และปวัตติกาล.

นามเป็นปัจจัยอย่างไร? คือ ในปฏิสนธิกาล ว่าโดยกำหนดอย่างต่ำก่อน นามเป็นปัจจัย ๗ อย่างแก่อายตนะที่ ๖ โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย.

อนึ่ง ในปฏิสนธิกาลนี้ ก็มีปัจจัยแม้โดยประการอื่นอย่างนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัย นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยอาหารปัจจัย บัณฑิตพึงทราบการกำหนดปัจจัยอย่างต่ำและอย่างสูง ด้วยสามารถแห่งปัจจัยมีเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้นเถิด.

แม้ในปวัตติกาล นามคือวิบากเป็นปัจจัยโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน แต่นามนอกนี้ซึ่งมิใช่วิบากเป็นปัจจัย ๖ อย่าง กำหนดอย่างต่ำเว้นวิปากปัจจัย ในบรรดาปัจจัยทั้งหลายตามที่กล่าวแล้ว และในปวัตติกาลนั้น ก็มีปัจจัยแม้โดยประการอื่นอย่างนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัย นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยอาหารปัจจัย บัณฑิตพึงกำหนดอย่างสูงและอย่างต่ำด้วยอำนาจแห่งปัจจัยมีเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น.

แม้ในภพอื่น นามก็เป็นปัจจัยแก่

อายตนะที่ ๖ ในปฏิสนธิกาลเหมือนอย่างนั้น

แหละ นามนั้นยังเป็นปัจจัยโดยอาการ ๖

อย่าง แก่อายตนะทั้งหลายนอกจากอายตนะ

ที่ ๖ นี้.

จริงอยู่ แม้ในภพอื่นนอกจากอรูปภพ คือในปัญจโวการภพ นามที่เป็นวิบากนั้น เป็นสหายของหทยวัตถุเป็นปัจจัย ๗ อย่าง แก่อายตนะที่ ๖ คือมนายตนะ โดยกำหนดอย่างต่ำเหมือนกล่าวไว้ในอรูปภูมินั่นแหละ.

อนึ่ง นามนั้นเป็นสหายกับมหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยแก่อายตนะ ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น นอกจากอายตนะที่ ๖ นี้โดยอาการ ๖ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งสหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย ก็ในปฏิสนธิกาลนี้ มีปัจจัยแม้อื่นอย่างนี้ คือ นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัย นามบางอย่างเป็นปัจจัยด้วยอาหารปัจจัย บัณฑิตพึงทราบกำหนดอย่างสูงและอย่างต่ำ ด้วยสามารถแห่งเหตุปัจจัยเป็นต้นนั้น.

แม้ในปวัตติกาล นามที่เป็นวิบากก็

เป็นปัจจัย แก่อายตนะที่เป็นวิบากเหมือนกัน

นามที่ไม่ใช่วิบากก็เป็นปัจจัย ๖ อย่าง แก่

อายตนะที่ ๖ ซึ่งมิใช่วิบาก.

จริงอยู่ แม้ในปวัตติกาล ในปัญจโวการภพ นามที่เป็นวิบากก็เป็นปัจจัยแก่วิบาก คืออายตนะที่ ๖ โดยกำหนดอย่างต่ำ ๗ ปัจจัย เหมือนในปฏิสนธิกาลนั่นแหละ ส่วนนามที่มิใช่วิบากเป็นปัจจัยแก่นามที่ไม่ใช่วิบาก คืออายตนะที่ ๖ โดยกำหนดอย่างต่ำ ๖ อย่าง โดยนำวิปากปัจจัยออกจากปัจจัยทั้ง ๗ นั้น และในปวัตติกาลนี้ ก็พึงทราบกำหนดอย่างสูงและอย่างต่ำโดยนัยที่กล่าวแล้วเหมือนกัน.

ในปวัตติกาลนั้นนั่นแหละ นามที่

เป็นวิบากก็เป็นปัจจัย ๔ อย่าง แก่อายตนะ ๕

ที่เหลือ แม้นามที่ไม่ใช่วิบาก ก็ทรงประกาศ

ไว้เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ.

จริงอยู่ ในปวัตติกาลนั้นแหละ นามที่เป็นวิบากอาศัยวัตถุมีจักขุประสาทเป็นต้นบ้าง วัตถุนอกนี้บ้าง เป็นปัจจัย ๔ อย่าง แก่อายตนะที่เหลือ ๕ ีมีจักขายตนะเป็นต้น โดยปัจฉาชาตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย แม้นามที่ไม่ใช่วิบาก ก็ทรงประกาศเหมือนนามที่เป็นวิบากนั่นเอง เพราะฉะนั้น แม้นามอันต่างด้วยกุศลเป็นต้น ก็พึงทราบว่าเป็นปัจจัย ๔ อย่างแก่อายตนะ ๕ เหล่านั้น นามอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใดๆ และเป็นโดยประการใด ในปฏิสนธิกาลหรือในปวัตติกาล พึงทราบอายตนะนั้นๆ โดยประการนั้นๆ อย่างนี้ก่อน.

ว่าด้วยรูปเป็นปัจจัยแก่อายตนะ

ก็ในอายตนะเหล่านี้ รูปไม่เป็นปัจจัย

แม้แก่อายตนะหนึ่งในอรูปภพ แต่เป็นปัจจัย

ในภพที่มีขันธ์ ๕ ว่าโดยรูป วัตถุรูปใน

ปฏิสนธิกาลเป็นปัจจัย ๖ อย่าง แก่อายตนะ

ที่ ๖ ภูตรูปทั้งหลายเป็นปัจจัย ๔ อย่าง

แก่อายตนะ ๕ โดยไม่แปลกกัน.

จริงอยู่ ว่าโดยรูป วัตถุรูปในปฏิสนธิกาล เป็นปัจจัยแก่อายตนะที่ ๖ คือมนายตนะ ๖ อย่าง โดยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย. ส่วนภูตรูป ๔ เป็นปัจจัย ๔ อย่างแก่อายตนะแม้ทั้ง ๕ มีจักขายตนะเป็นต้น โดยสหชาตปัจจัย นิสสยปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย ด้วยอำนาจแห่งอายตนะที่เกิดขึ้นนั้นๆ ทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล โดยไม่แปลกกัน.

ชีวิตรูป เป็นปัจจัย ๓ อย่าง แก่วัตถุ

เหล่านี้ และอาหารรูปก็เป็นปัจจัย ๓ อย่าง

แก่วัตถุเหล่านั้นในปวัตติกาล อายตนะ ๕

เหล่านั้นเป็นปัจจัย ๖ อย่าง แก่อายตนะที่ ๖

วัตถุรูปเป็นปัจจัย ๕ อย่าง แก่อายตนะที่ ๖

นั้น.

ก็ชีวิตรูป ในปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล เป็นปัจจัย ๓ อย่างแก่วัตถุเหล่านี้ทั้ง ๕ มีจักขุเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งอัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัยและอินทริยปัจจัย.

ก็คำว่า และอาหาร คือ และอาหารก็เป็นปัจจัย ๓ อย่างนั้นแหละด้วยอำนาจอัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัย อาหารปัจจัย ก็อาหารนั้นแลเป็นปัจจัยในปวัตติกาลเท่านั้น มิใช่ในปฏิสนธิกาล ในกายที่มีอาหารซึมซาบของสัตว์ผู้มีอาหารเลี้ยงชีพเหล่านั้น.

อนึ่ง อายตนะ ๕ มีจักขวายตนะเป็นต้นเหล่านั้นเป็นปัจจัยในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาล แก่มนายตนะอันเป็นอายตนะที่ ๖ กล่าวคือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณและกายวิญญาณโดยอาการ ๖ อย่าง ด้วยอำนาจนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย. ส่วนวัตถุรูปเป็นปัจจัย ๕ อย่างในปวัตติกาล มิใช่ในปฏิสนธิกาลแก่มนายตนะที่เหลือ ยกเว้นวิญญาณ ๕ นั้นแล ด้วยอำนาจนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย รูปอย่างเดียวเป็นปัจจัยแก่อายตนะใดๆ ในปฏิสนธิกาลหรือปวัตติกาล และเป็นโดยประการใด พึงทราบโดยประการนั้นด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยนามรูปเป็นปัจจัยแก่อายตนะ

ก็นามรูปทั้ง ๒ อันใด เป็นปัจจัยแก่

อายตนะใด และโดยประการใด บัณฑิตพึง

ทราบนามรูปแม้นั้นและโดยประการนั้น ใน

ที่ทุกแห่ง.

พึงทราบอย่างไร? คือในเบื้องต้น นามรูปกล่าวคือนามขันธ์ ๓ และวัตถุรูปในปฏิสนธิกาลปัญจโวการภพ เป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ ด้วยสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปากปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัยเป็นต้น.

คำที่กล่าวนี้พอเป็นหัวข้อในข้อว่านามรูปเป็นปัจจัยแก่อายตนะนี้ แต่บุคคลผู้ฉลาดอาจประกอบเนื้อความทั้งหมด โดยทำนองแห่งคำที่กล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่แสดงความพิสดารไว้ในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

นิเทศสฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จบ. -----------------------------------------------------

ว่าด้วยนิเทศผัสสะ (บาลีข้อ ๒๖๑)

พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยต่อไป.

ว่าโดยย่อ ผัสสะมี ๖ อย่างเท่านั้น มี

จักขุสัมผัสเป็นต้น ว่าโดยพิสดาร ผัสสะ

เหล่านั้นก็มี ๓๒ อย่าง เหมือนวิญญาณ.

จริงอยู่ ว่าโดยย่อ ผัสสะ ๖ อย่างเท่านั้น มีคำอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺโส (จักขุสัมผัส) ดังนี้มาแล้วในบาลี. แต่โดยพิสดาร ผัสสะแม้ทั้งหมดมี ๓๒ อย่าง เหมือนวิญญาณตามที่กล่าว เพราะสังขารเป็นปัจจัยอย่างนี้ คือผัสสะทั้งหลายมีจักขุสัมผัสสะเป็นต้น ที่เป็นกุศลวิบาก ๕ ที่เป็นอกุศลวิบาก ๕ เพราะฉะนั้น จึงรวมเป็น ๑๐ ผัสสะที่เหลือ ๒๒ ได้แก่ ผัสสะที่สัมปยุตด้วยวิปากวิญญาณที่เป็นโลกีย์ ๒๒ แล.

ว่าด้วยสฬายตนะเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ

ก็ในสฬายตนะเป็นปัจจัย แก่ผัสสะทั้ง ๓๒ นั้น

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนาอายตนะ

ภายในมีจักขวายตนะเป็นต้นกับอายตนะที่ ๖

พร้อมกับอายตนะแม้ภายนอก ๖ ว่าชื่อว่า

สฬายตนะ.

ในพระบาลีว่า ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย นั้น มีอธิบายว่า บัณฑิตเหล่าใดย่อมแสดงปัจจัยและปัจจยุปบัน (ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัย) อันเนื่องด้วยสันตติหนึ่งเท่านั้นว่า นี้เป็นกถาแสดงความเป็นไปแห่งอุปาทินนกสังขาร ดังนี้ก่อน บัณฑิตเหล่านั้นย่อมปรารถนาอายตนะภายในมีจักขวายตนะเป็นต้นกับอายตนะที่ ๖ ว่า ชื่อว่าสฬายตนะ เพราะการทำสรูเปกเสสนัยโดยเอกเทศว่า อายตนะที่ ๖ ในอรูปภพ และอายตนะ ๖ โดยรวมทั้งหมดในที่อื่นเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ โดยทำนองแห่งพระบาลีว่า ผัสสะเกิดเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย ดังนี้.

จริงอยู่ อายตนะนั้น ในเพราะทำบทเหล่านี้ให้เป็นเอกเสสมาสว่าอายตนะที่ ๖ นั้นด้วย สฬายตนะด้วย ย่อมถึงอันนับว่าสฬายตนะ ดังนี้ ส่วนบัณฑิตเหล่าใดย่อมแสดงปัจจยุปบันนธรรม (ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย) เป็นธรรมนับเนื่องด้วยสันตติเดียว แต่ปัจจัยมีสันดานต่างกันก็มี บัณฑิตเหล่านั้นเมื่อแสดงอายตนะทั้งหมดที่เป็นปัจจัยแก่ผัสสะนั้น ก็กำหนดเอาแม้อายตนะภายนอก ย่อมปรารถนาอายตนะภายในนั้นแหละกับอายตนะที่ ๖ กับรูปายตนะเป็นต้น แม้เป็นอายตนะภายนอกว่า ชื่อว่าสฬายตนะ เพราะอายตนะภายนอกแม้นั้น ย่อมถึงการนับว่าสฬายตนะเหมือนกัน ในเพราะ ท่านทำเอกเสสสมาสแห่งบทเหล่านี้ว่า อายตนะที่ ๖ ด้วย สฬายตนะด้วย ชื่อว่าสฬายตนะ ดังนี้.

ในข้อนี้ หากมีผู้ถามว่า ผัสสะหนึ่งย่อมไม่เกิดแต่อายตนะทั้งหมด แม้ผัสสะทั้งหมดก็ย่อมไม่เกิดแต่อายตนะหนึ่ง ก็ผัสสะนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นหนึ่งเท่านั้น ด้วยพระดำรัสว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส (ผัสสะเกิด เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย) ดังนี้ เพราะเหตุไร.

ในปัญหากรรมนี้ มีวิสัชนาดังนี้ ข้อนี้เป็นความจริง ผัสสะหนึ่ง ย่อมไม่เกิดแต่อายตนะทั้งหมด หรือผัสสะทั้งหมดย่อมไม่เกิดแต่อายตนะหนึ่ง ก็แต่ว่า ผัสสะหนึ่งย่อมเกิดแต่อายตนะหลายอย่าง เช่นจักขุสัมผัสเกิดแต่จักขวายตนะ แต่รูปายตนะ แต่มนายตนะกล่าวคือจักขุวิญญาณ และแต่ธรรมายตนะที่สัมปยุตกันที่เหลือ ฉันใด ในผัสสะทั้งปวงก็ฉันนั้น พึงประกอบตามสมควร ด้วยประการฉะนี้.

ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ

ผัสสะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่

จึงทรงแสดงว่า ผัสสะหนึ่ง มีอายตนะเป็น

อเนก (หลายอย่าง) เป็นแดนเกิด โดยนิเทศ

เป็นเอกวจนะในข้อว่า ผสฺโส สฬายตน-

ปจฺจยา นี้.

คำว่า นิเทศเป็นเอกวจนะ นั้น ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ทรงแสดงว่า ผัสสะหนึ่งย่อมเกิดแต่อายตนะหลายอย่างดังนี้ โดยนิเทศเป็นเอกวจนะนี้ว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย. ส่วนในอายตนะทั้งหลาย (ตรัสว่า)

อายตนะภายใน ๕ เป็นปัจจัย ๖ อย่าง

ต่อจากนั้น อายตนะหนึ่ง (มนายตนะ) เป็น

ปัจจัย ๙ อย่าง และพึงชี้แจงอายตนะภาย

นอกทั้งหลาย ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนี้

ตามที่เกิดขึ้น.

ในคาถานั้น มีอธิบายดังนี้ อายตนะภายในมีจักขวายตนะเป็นต้นเป็นปัจจัย ๖ อย่างแก่ผัสสะ ๕ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อินทริยปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย แก่ผัสสะ ๕ อย่างอันต่างโดยผัสสะ ๕ มีจักขุสัมผัสเป็นต้น. เบื้องหน้าแต่นั้น อายตนะหนึ่ง คือมนายตนะที่เป็นวิบากเป็นปัจจัย ๙ อย่าง แก่มโนสัมผัสที่เป็นวิบาก โดยประเภทอเนก ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย แต่พึงอธิบายอายตนะภายนอก ๖ ในความเป็นปัจจัยแก่ผัสสะนี้ตามที่เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า บรรดาอายตนะภายนอกทั้งหลาย รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุสัมผัส ด้วยอำนาจแห่งอารัมมณปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย สัททายตนะเป็นต้นก็เป็นปัจจัยแก่โสตสัมผัสเป็นต้นเหมือนอย่างนั้น แต่ว่า อายตนะภายนอกเหล่านั้น และธรรมายตนะเป็นปัจจัยแก่มโนสัมผัสโดยประการนั้น และโดยเพียงเป็นอารัมมณปัจจัยเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. นิเทศผัสสะเกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จบ.

ว่าด้วยนิเทศเวทนา (บาลีข้อ ๒๖๒)

พึงทราบวินิจฉัยนิเทศเวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ต่อไป

ว่าโดยทวาร พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสเวทนาไว้ ๖ อย่างเท่านั้น มีเวทนาเกิด

แต่จักขุสัมผัสเป็นต้น โดยประเภท เวทนา

เหล่านั้น ตรัสไว้ ๘๙ อย่าง.

จริงอยู่ ว่าโดยทวาร เวทนา ๖ อย่างเท่านั้น มีเวทนาเกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้นเหล่านี้ ตรัสไว้ในพระบาลีโดยนัยมีอาทิว่า จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา (เวทนาเกิดแต่จักขุสัมผัส) ดังนี้ แต่โดยประเภท เวทนาเหล่านั้น พึงทราบว่า มี ๘๙ เพราะสัมปยุตด้วยจิต ๘๙ ดวงแล.

ก็บรรดาเวทนา ๘๙ ประเภทเหล่านี้

ตรัสเวทนาที่ประกอบด้วยวิบากจิต ๓๒ ดวง

เท่านั้นว่าทรงประสงค์เอาในข้อว่า ผสฺส-

ปจฺจยา เวทนา นี้.

ผัสสะเป็นปัจจัย ๘ อย่างแก่เวทนา ๕

ในปัญจทวารนั้น เป็นปัจจัยอย่างเดียวแก่

เวทนาที่เหลือ แม้ในมโนทวาร ผัสสะนั้นก็

เป็นปัจจัยเหมือนอย่างนั้น.

จริงอยู่ ในปัญจทวารนั้น ผัสสะเกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นต้นเป็นปัจจัย ๘ อย่าง แก่เวทนา ๕ ที่มีจักขุประสาทเป็นต้นเป็นวัตถุที่เกิด ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย วิปากปัจจัย อาหารปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ก็ผัสสะมีจักขุสัมผัสเป็นต้นเป็นปัจจัยอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย แก่กามาวจรวิบากเวทนาที่เหลือ ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะและตทารัมมณะในทวารแต่ละทวาร.

ข้อว่า แม้ในมโนทวาร ผัสสะนั้นก็เป็นปัจจัยเหมือนอย่างนั้น ความว่า ผัสสะนั้น คือสหชาตมโนสัมผัส เป็นปัจจัย ๘ อย่างเหมือนกันนั่นแหละ แก่กามาวจรวิบากเวทนาที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งตทารมณ์แม้ในมโนทวาร และเป็นปัจจัยแม้แก่วิบากเวทนาในภูมิ ๓ ที่เป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิภวังค์และจุติ.

อนึ่ง มโนสัมผัสที่สัมปยุตด้วยอาวัชชนะ เป็นปัจจัยอย่างเดียวด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย ในมโนทวาร แก่กามาวจรเวทนาซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณะในมโนทวารนั้น ฉะนี้แล. นิเทศเวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จบ.

ว่าด้วยนิเทศตัณหา (บาลีข้อ ๒๖๓)

พึงทราบวินิจฉัยนิเทศตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ต่อไป.

ตัณหา ๖ อย่าง พระองค์ทรงแสดง

ไว้ในนิเทศนี้ โดยความต่างแห่งรูปตัณหา

เป็นต้น ในตัณหา ๖ เหล่านั้น แต่ละตัณหา

ตรัสไว้ ๓ อย่าง โดยอาการที่เป็นไป.

ก็ในนิเทศตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัยนี้ มีอธิบายว่า ตัณหา ๖ อย่างเหล่านี้พระองค์ทรงแสดงแล้ว คือ ประกาศแล้ว ตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งชื่อโดยอารมณ์ว่า รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ดังนี้ เหมือนบุตรที่เขาประกาศชื่อตามบิดาว่า เสฏฺฐิปุตฺโต (บุตรเศรษฐี) พฺราหฺมณปุตฺโต (บุตรพราหมณ์) ฉะนั้น. บรรดาตัณหา ๖ เหล่านั้น พึงทราบอรรถแห่งคำโดยนัยนี้ว่า รูเป ตณฺหา รูปตณฺหา ตัณหาในรูป ชื่อว่ารูปตัณหา ดังนี้.

ว่าด้วยตัณหา ๑๘ อย่าง

ก็แล บรรดาตัณหาเหล่านั้น ตัณหาแต่ละอย่าง ตรัสไว้ ๓ อย่างนี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตามอาการที่เป็นไป. จริงอยู่ ในกาลใดรูปตัณหานั้นแหละยินดีรูปารมณ์ที่มาสู่คลองจักษุด้วยอำนาจความยินดีในกามเป็นไป ในกาลนั้นชื่อว่ากามตัณหา ในกาลใดรูปตัณหาเป็นไปพร้อมกับทิฏฐิที่เป็นไปว่า รูปารมณ์นั้นนั่นแหละเที่ยง ยั่งยืน ดังนี้ ในกาลนั้นชื่อว่าภวตัณหาเพราะราคะเกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ ตรัสเรียกว่าภวตัณหา แต่ในกาลใด รูปตัณหานั้นเป็นพร้อมกับอุจเฉททิฏฐิที่เป็นไปว่า รูปารมณ์นั้นนั่นแหละขาดสูญ ย่อมพินาศ ดังนี้ ในกาลนั้นชื่อว่าวิภวตัณหา เพราะราคะเกิดร่วมกับอุจเฉททิฏฐิ ตรัสเรียกว่าวิภวตัณหา. แม้ในสัททตัณหาเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ตัณหาเหล่านี้จึงรวมเป็น ๑๘.

ตัณหาเหล่านั้นในรูปภายในเป็นต้นมี ๑๘ อย่าง ในภายนอกมี ๑๘ อย่าง เพราะฉะนั้น จึงเป็นตัณหา ๓๖ อย่าง ตัณหาเหล่านั้นเป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ เป็นปัจจุบัน ๓๖ รวม ตัณหา ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้.

ก็ตัณหา ๑๐๘ เหล่านั้น เมื่อย่อลง พึงทราบว่าเป็น ตัณหา ๖ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์มีรูปเป็นต้น หรือเป็นตัณหา ๓ เท่านั้น ด้วยอำนาจกามตัณหาเป็นต้น.

ก็เพราะสัตว์เหล่านี้ยินดีเวทนาอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจอารมณ์มีรูปเป็นต้น จึงทำสักการะใหญ่แก่จิตรกร (ช่างเขียน) คนธรรพ์ (นักดนตรี) ผู้ปรุงแต่งด้วยของหอม พ่อครัว ช่างทอและแพทย์ผู้ทำวิธีต่างๆ ให้เกิดความยินดีเป็นต้น อันให้ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้น ด้วยยึดเวทนาว่าเป็นของเรา เหมือนบุคคลผู้รักใคร่บุตรด้วยความยึดถือบุตรว่าเป็นของเรา กระทำสักการะใหญ่แก่นางนม ฉะนั้น ตัณหาเหล่านี้แม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัยแล.

ว่าด้วยสุขเวทนาที่เป็นวิบากเป็นปัจจัย

แต่เพราะในนิเทศว่า เวทนาปจฺจยา

ตณฺหา นี้ ทรงประสงค์เอาสุขเวทนาที่เป็น

วิบากอย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เวทนานี้จึง

เป็นปัจจัยอย่างเดียวเท่านั้นแก่ตัณหา.

คำว่า เป็นปัจจัยอย่างเดียว คือเป็นปัจจัยด้วยอุปนิสสยปัจจัย.

ว่าด้วยเวทนา ๓ เป็นปัจจัย

อีกอย่างหนึ่ง เพราะว่า

คนมีทุกข์ ย่อมปรารถนาสุข คนมี

สุข ก็ย่อมปรารถนาสุขแม้ยิ่งขึ้นไป ส่วน

อุเบกขาตรัสว่า สุขนั่นแหละ เพราะเป็น

ธรรมสงบ.

ฉะนั้น เวทนาแม้ทั้ง ๓ จึงเป็นปัจจัย

แก่ตัณหา พระมหาฤาษี จึงตรัสว่า ตัณหา

เกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย.

อนึ่ง เพราะเว้นอนุสัยเสียแล้ว

ตัณหาย่อมไม่เกิด เพราะเวทนาเป็นปัจจัย

ฉะนั้น ตัณหานั้นจึงไม่มีแก่พราหมณ์ผู้จบ

พรหมจรรย์แล. นิเทศตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จบ.

ว่าด้วยนิเทศอุปาทาน (บาลีข้อ ๒๖๔)

พึงทราบวินิจฉัยนิเทศอุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยต่อไป.

บัณฑิตพึงชี้แจงอุปาทาน ๔ เหล่านั้น

โดยการจำแนกโดยอรรถ โดยย่อและพิสดาร

แห่งธรรม และโดยลำดับ.

จริงอยู่ ในพระบาลี ทรงยกอุปาทาน ๔ เหล่านี้ขึ้น ด้วยพระดำรัสที่ตรัสว่า คำว่า อุปาทาน ได้แก่ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน.

ว่าด้วยการจำแนกโดยอรรถ

การจำแนกโดยอรรถแห่งอุปาทาน ๔ เหล่านั้น ดังนี้.

ธรรมที่ชื่อว่ากามุปาทาน เพราะอรรถว่ายึดมั่นกาม กล่าวคือวัตถุกาม.

อนึ่ง กามนั้นด้วย เป็นอุปาทานด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ากามุปาทาน.

คำว่า อุปาทาน ได้แก่ การยึดมั่น เพราะอุปศัพท์ในคำว่า อุปาทาน นี้ มีอรรถว่ามั่น เหมือนในศัพท์มีคำว่า อุปายาส (ความคับแค้นใจ) อุปกัฏฐะ (เวลาใกล้เข้ามาแล้ว) เป็นต้น.

อนึ่ง ทิฏฐินั้นด้วยเป็นอุปาทานด้วย จึงชื่อว่าทิฏฐุปาทาน. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะอรรถว่ายึดมั่นทิฏฐิ เพราะทิฏฐิหลังย่อมยึดมั่นทิฏฐิแรก เหมือนในประโยคมีอาทิว่า "อัตตาและโลกเที่ยง" เป็นต้น.

อนึ่ง ที่ชื่อว่าสีลัพพตุปาทาน เพราะอรรถว่ายึดมั่นศีลและพรต. ศีลและพรตนั้นด้วย เป็นอุปาทานด้วย ดังนี้ก็ชื่อว่าสีลัพพตุปาทาน เพราะโคศีล (ปรกติของโค) โควัตร (การปฏิบัติของโค) เป็นต้น เป็นตัวอุปาทานเองทีเดียว เพราะยึดมั่นว่า "ความบริสุทธิ์มีด้วยอาการอย่างนี้" ดังนี้.

อนึ่ง ที่ชื่อว่าวาทะ เพราะเป็นเหตุกล่าวของคนทั้งหลาย ที่ชื่อว่าอุปาทาน เพราะเหตุยึดมั่นของคนทั้งหลาย.

ถามว่า ย่อมกล่าวอะไร หรือยึดมั่นอะไร?

ตอบว่า กล่าวอัตตา ยึดมั่นอัตตา คือการยึดมั่นวาทะของตน ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน.

อีกอย่างหนึ่ง อัตตาก็เป็นเพียงกล่าวถึงตนเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน เพราะอรรถว่าเป็นเหตุยึดมั่นของคนทั้งหลาย นี้เป็นการจำแนกโดยอรรถแห่งอุปาทาน ๔ เหล่านั้นก่อน.

ว่าด้วยความย่อและพิสดารแห่งธรรม

ก็พึงทราบวินิจฉัยในความย่อและพิสดารแห่งธรรม ต่อไป.

กามุปาทานก่อน ว่าโดยย่อ ตรัสว่า ความยึดมั่นด้วยตัณหา เพราะบาลีมาแล้วว่า บรรดาอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทานเป็นไฉน ความพอใจคือความใคร่ ความกำหนัดคือความใคร่ ความเพลิดเพลินคือความใคร่ ตัณหาคือความใคร่ สิเนหาคือความใคร่ ความเร่าร้อนคือความใคร่ ความสยบคือความใคร่ ความหมกมุ่นคือความใคร่ ในกามทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่ากามุปาทาน ดังนี้ ตัณหาหลังเกิดขึ้นมั่นคงด้วยอุปนิสสยปัจจัย เพราะตัณหาแรกนั่นเอง ชื่อว่าความยึดมั่นด้วยตัณหา.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๗๘๑/หน้า ๓๐๖.

มติของอาจารย์บางพวก

แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า "ความปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง ชื่อว่าตัณหา เหมือนโจรเหยียดมือไปเพื่อขโมยของในที่มืด การรับอารมณ์ที่มาถึงแล้ว ชื่อว่าอุปาทาน เหมือนโจรนั้นแหละจับภัณฑะไว้ ก็ธรรม (คือตัณหาอุปาทาน) เหล่านั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อความมักน้อยและความสันโดษ. อนึ่ง ธรรมเหล่านี้ยังเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์เพราะต้องแสวงหา และรักษา" ดังนี้ ก็อุปาทาน ๓ ที่เหลือโดยย่อก็เป็นเพียงทิฏฐิเท่านั้น.

แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ความยึดมั่นด้วยตัณหาทั้ง ๑๐๘ ประเภทตามที่กล่าวไว้ในอารมณ์มีรูปเป็นต้นในก่อน ชื่อว่ากามุปาทาน.

มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า บรรดาอุปาทาน ๔ เหล่านั้น ทิฏฐุปาทานเป็นไฉน? ความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้คนอื่นรู้ได้ ไม่มีในโลก ดังนี้ ทิฏฐิ ฯลฯ การถือโดยวิปลาส เห็นปานนี้ อันใด นี้เรียกว่าทิฏฐุปาทาน ดังนี้.

อนึ่ง การยึดมั่นว่าความบริสุทธิ์มีด้วยศีลและพรต ชื่อว่าสีลัพพตุปาทาน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า บรรดาอุปาทาน ๔ เหล่านั้น สีลัพพตุปาทาน เป็นไฉน? ความเห็นผิด ฯลฯ การถือโดยวิปลาส โดยลักษณะนี้ว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยศีลและพรตเห็นปานนี้ อันใด นี้เรียกว่าสีลัพพตุปาทาน ดังนี้.

สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน เหมือนอย่างที่ตรัสว่า บรรดาอุปาทาน ๔ เหล่านั้น อัตตวาทุปาทาน เป็นไฉน? ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ฯลฯ การถือโดยวิปลาส นี้เรียกว่าอัตตวาทุปาทาน ดังนี้. นี้เป็นความย่อและความพิสดารแห่งธรรมในอธิการนี้.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๗๘๒/หน้า ๓๐๖.

ว่าโดยลำดับ

ก็ในข้อว่า โดยลำดับ นี้ ลำดับมี ๓ อย่าง คือ

อุปฺปตฺติกฺกโม ลำดับแห่งการเกิด

ปหานกฺกโม ลำดับแห่งการละ และ

เทสนากฺกโม ลำดับแห่งเทศนา.

บรรดาลำดับทั้ง ๓ นั้น ลำดับแห่งการเกิดขึ้นของกิเลสทั้งหลาย ไม่ตรัสไว้โดยนิปปริยาย (โดยตรง) เพราะไม่มีคำว่า อุปาทานนี้เกิดขึ้นก่อนในสังสารมีเบื้องต้นและที่สุดอันบุคคลรู้ไม่ได้แล้ว แต่ก็ตรัสไว้โดยปริยาย (โดยอ้อม) ว่า เป็นความยึดมั่นในสัสสตะและอุจเฉทะซึ่งมีความยึดถืออัตตาเป็นใหญ่ ในภพหนึ่งโดยมาก ต่อจากนั้น เมื่อยึดถือว่า "อัตตานี้เที่ยง" ดังนี้ จึงเกิดสีลัพพตุปาทาน เพื่อความปฏิบัติอันบริสุทธิ์แห่งอัตตา เมื่อยึดถือว่า "อัตตาย่อมขาดสูญ" ดังนี้ ก็จะเกิดกามุปาทานแก่บุคคลผู้ไม่มีความอาลัยในโลกอื่น เพราะฉะนั้น อัตตวาทุปาทานจึงเกิดขึ้นก่อน ต่อจากนั้นก็เกิดทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทานและกามุปาทาน ดังนี้ นี้เป็นลำดับแห่งความเกิดขึ้นของอุปาทานเหล่านั้นในภพหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้.

ก็ในข้อว่า ลำดับแห่งการละนี้ ทิฏฐุปาทานเป็นต้นอันบุคคลย่อมละก่อน เพราะเป็นกิเลสอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ภายหลังจึงละกามุปาทาน เพราะเป็นกิเลสอันอรหัตมรรคพึงประหาณ นี้ลำดับการละอุปาทานเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

ก็บรรดาอุปาทาน ๔ เหล่านี้ ทรงแสดงกามุปาทานก่อน เพราะเป็นกิเลสมีอารมณ์มาก และเพราะกิเลสปรากฏแล้ว.

จริงอยู่ กามุปาทานนั้น ชื่อว่ามีอารมณ์มาก เพราะประกอบด้วย (โลภมูล) จิต ๘ ดวง อุปาทานนอกจากนี้มีอารมณ์น้อย เพราะประกอบด้วย (โลภมูลที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ) จิต ๔ ดวง.

อนึ่ง กามุปาทานปรากฏแก่หมู่สัตว์ เพราะความอาลัยและยินดีโดยมาก อุปาทานนอกนี้ไม่เป็นเช่นนั้น. อีกอย่างหนึ่ง กามุปาทานเป็นของมีมากแก่บุคคลผู้ถือมงคลตื่นข่าวเป็นต้น เพื่อบรรลุวัตถุกามทั้งหลาย สัสสตทิฏฐิหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงทิฏฐุปาทานในลำดับต่อจากกามุปาทานนั้น ทิฏฐุปาทานนั้น เมื่อจำแนกก็เป็น ๒ อย่าง ด้วยสามารถแห่งสีลัพพตุปาทานและอัตตวาทุปาทาน. ในอุปาทาน ๒ นั้นทรงแสดงสีลัพพตุปาทานมีอารมณ์อันหยาบก่อน เพราะบุคคลแม้เห็นกิริยาของโคหรือกิริยาของสุนัขแล้วก็รู้ได้ แล้วทรงแสดงอัตตวาทุปาทานในที่สุด เพราะเป็นธรรมมีอารมณ์ละเอียด.

นี้ลำดับแห่งเทศนาของอุปาทานทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน

ก็บรรดาอุปาทานเหล่านี้ ตัณหาเป็น

ปัจจัยอย่างเดียวแก่อุปาทานแรก ตัณหาแม้-

นั้นเป็นปัจจัย ๗ อย่างบ้าง ๘ อย่างบ้าง แก่

อุปาทาน ๓ ที่เหลือ.

ก็ในอุปาทาน ๔ ที่ทรงแสดงไว้ในนิเทศนี้ ด้วยอาการอย่างนี้ กามตัณหาย่อมเป็นปัจจัยอย่างเดียว ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย แก่กามุปาทานแรก เพราะเกิดในอารมณ์ทั้งหลายที่พอใจด้วยตัณหา แต่ตัณหานั้นย่อมเป็นปัจจัย ๗ อย่าง ด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตต ปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัยและเหตุปัจจัย หรือเป็นปัจจัย ๘ อย่าง พร้อมด้วยอุปนิสสยปัจจัยแก่อุปาทาน ๓ ที่เหลือ. อนึ่ง เมื่อใด ตัณหานั้นเป็นปัจจัยด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย เมื่อนั้นตัณหานั้นย่อมเกิดพร้อมกันทีเดียว. นิเทศอุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จบ.

ว่าด้วยนิเทศแห่งภพ (บาลีข้อ ๒๖๕)

ในนิเทศแห่งภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย

พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ โดยธรรม

โดยทบทวนบทที่มีประโยชน์ โดยการแยก

ภพและรวมภพ และโดยอุปาทานใดเป็น

ปัจจัยแก่ภพใด.

ในพระบาลีนั้น พึงทราบวินิจฉัยว่า ที่ชื่อว่าภพ เพราะอรรถว่ามี.

บทว่า ทุวิเธน (ภพ ๒) มีอธิบายว่า กำหนดโดยอาการ ๒ อย่าง.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ทุวิเธน เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในปฐมาวิภัตติ. อธิบายว่า เท่ากับ ทุวิโธ แปลว่า ๒ อย่าง.

บทว่า อตฺถิ แปลว่า มีอยู่พร้อม.

ภพคือกรรม ชื่อว่ากรรมภพ. ภพคือความเกิดขึ้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ. ในกรรมภพและอุปปัตติภพนี้ ความเกิดขึ้น ชื่อว่าภพ เพราะอรรถว่าย่อมมี. ส่วนกรรม พึงทราบว่า ชื่อว่าภพ โดยโวหารว่า เป็นผล เพราะกรรมเป็นเหตุของภพ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า สุโข พุทฺธานํ อุปฺปาโท ความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นสุข เพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข.

คำว่า ตตฺถ กตโม กมฺมภโว (ในภพ ๒ นั้น กรรมภพเป็นไฉน) ความว่า บรรดาภพทั้ง ๒ นั้น กรรมภพที่ตรัสแล้วนั้นเป็นไฉน. ปุญญาภิสังขารเป็นต้น มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า สพฺพํ (ทั้งปวง) ได้แก่ ไม่มีส่วนเหลือ.

กรรมที่ชื่อว่า ภวคามี เพราะอรรถว่าย่อมไป คือย่อมให้สัตว์ถึงภพ ด้วยบทว่ากรรมเป็นเหตุให้ถึงภพนี้ ท่านปฏิเสธโลกุตระ เพราะกถานี้ เป็นวัฏฏกถา (กถาที่แสดงถึงวัฏฏะ) ก็โลกุตระนั้นท่านกล่าวว่า เป็นธรรมอาศัยวิวัฏฏะ.

ที่ชื่อว่ากรรม เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่เขาทำ. บรรดากามภพเป็นต้น ภพกล่าวคือกาม ชื่อว่ากามภพ. ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้. ที่ชื่อว่าสัญญาภพ เพราะอรรถว่าเป็นภพของเหล่าสัตว์ผู้มีสัญญา หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้. ที่ชื่อว่าอสัญญาภพ โดยปริยายที่ต่างกัน. ที่ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญาภพ ด้วยอรรถว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีสัญญาหยาบ และเพราะมีสัญญาละเอียดในภพนี้. ภพที่เกลื่อนกล่นด้วยรูปขันธ์อย่างเดียว ชื่อว่าเอกโวการภพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโวการภพ เพราะอรรถว่าภพนี้มีขันธ์เดียว. ในจตุโวการภพและปัญจโวการภพก็นัยนี้.

บทว่า อยํ วุจฺจติ อุปฺปตฺติภโว (นี้เรียกว่าอุปปัตติภพ) ได้แก่ ภพนี้ทั้ง ๙ อย่าง ตรัสเรียกชื่อว่าอุปปัตติภพแล. พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถในอธิการนี้อย่างนี้ก่อน.

ส่วนข้อวินิจฉัยโดยธรรม ก็ในนิเทศนี้ ว่าโดยธรรม ปุญญาภิสังขาร ได้แก่ เจตนา ๑๓ ดวง. อปุญญาภิสังขาร ได้แก่ เจตนา ๑๒ ดวง. อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่ เจตนา ๔ ดวง.

ด้วยบทว่า สพฺพมฺปิ ภวคามิกมฺมํ (กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งหมด) นี้ ทรงสงเคราะห์ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมดที่สัมปยุตด้วยเจตนา หรือธรรมที่เป็นอาจยคามี กล่าวคือกรรมเข้าด้วย. อธิบายว่า ทรงสงเคราะห์อุปาทินนขันธ์ ๕ ที่เป็นกามภพ รูปภพก็เหมือนกัน ขันธ์ ๔ ที่เป็นอรูปภพขันธ์ ๔ และ ๕ ที่เป็นสัญญาภพ อุปาทินนขันธ์หนึ่งที่เป็นอสัญญาภพ ขันธ์ ๔ ที่เป็นเนวสัญญานาสัญญาภพ ขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕ ที่เป็นเอกโวการภพเป็นต้น ด้วยอุปาทินนขันธ์ทั้งหลายแล.

พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยธรรมในนิเทศนี้ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า โดยทบทวนบทที่มีประโยชน์ นี้ ความว่า ปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั่นเองตรัสไว้ในนิเทศแห่งสังขาร คือกรรมเหมือนในนิเทศแห่งภพนั่นแหละ แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ปุญญาภิสังขารเป็นต้นซึ่งเกิดก่อนตรัสไว้ เพราะความเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในอธิการนี้ ด้วยอดีตกรรม ปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านี้ ตรัสไว้เพราะความเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิต่อไป ด้วยอำนาจกรรมในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การตรัสย้ำจึงชื่อว่ามีประโยชน์ทีเดียว.

อีกอย่างหนึ่ง ในเบื้องต้น ตรัสเจตนาเท่านั้นว่าเป็นสังขาร โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ในอภิสังขารเหล่านั้น ปุญญาภิสังขาร เป็นไฉน? กุศลเจตนา กามาวจร ดังนี้ แต่ในนิเทศแห่งภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยนี้ ธรรมแม้สัมปยุตด้วยเจตนา ก็ตรัสว่า สังขาร เพราะพระบาลีว่า สพฺพมฺปิ ภวคามิกมฺมํ (กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งหมด) ดังนี้.

อนึ่ง ในตอนต้น ตรัสว่า กรรมเฉพาะที่มีวิญญาณเป็นปัจจัยเท่านั้นว่าเป็นสังขาร ในบัดนี้ แม้กรรมที่มีวิญญาณเป็นปัจจัย อันให้เกิดขึ้นในอสัญญาภพ ก็ตรัสว่า สังขาร ก็การพูดมากจะมีประโยชน์อะไร เพราะธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล คือปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั่นเอง ตรัสไว้ในข้อว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ อนึ่ง ตรัสธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต เพราะความที่แม้อุปปัตติภพก็ทรงสงเคราะห์ในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว (ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย) นี้ ฉะนั้น การตรัสซ้ำนี้จึงชื่อว่ามีประโยชน์โดยประการทั้งปวงแล.

พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยทบทวนบทที่มีประโยชน์ในอธิการนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า โดยการแยกออกและรวมกันได้ คือ โดยการแยกและการรวมแห่งภพเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย. จริงอยู่ กรรมที่สัตว์กระทำให้เกิดขึ้นในกามภพเพราะกามุปาทานเป็นปัจจัยนั้น ชื่อว่ากรรมภพ. ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแต่กรรมนั้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ. ในรูปและอรูปภพก็นัยนี้เหมือนกัน.

ด้วยประการฉะนี้ กามภพมีกามุปาทานเป็นปัจจัยจึงมี ๒ อย่าง สัญญาภพและปัญจโวการภพรวมอยู่ภายในกามภพนั้นแหละ รูปภพมีกามุปาทานเป็นปัจจัยก็มี ๒ อย่าง สัญญาภพ อสัญญาภพ เอกโวการภพ ปัญจโวการภพ รวมอยู่ภายในรูปภพนั้นแหละ อรูปภพมีกามุปาทานก็มี ๒ อย่าง สัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ จตุโวการภพรวมอยู่ภายในอรูปภพเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ภพที่มีกามุปาทานเป็นปัจจัยจึงมี ๖ ภพ พร้อมกับภพทั้งหลายที่ผนวกเข้าด้วยกัน. ก็ภพ ๖ ที่มีกามุปาทานเป็นปัจจัยพร้อมทั้งภพทั้งหลายที่ผนวกเข้าด้วยกันฉันใด แม้ภพทั้งหลายที่มีอุปาทาน (๓) ที่เหลือเป็นปัจจัยก็ฉันนั้น ภพทั้งหลายจึงเป็น ๒๔ พร้อมกับภพที่ผนวกเข้าด้วยกัน โดยการแยกออกเพราะอุปาทาน (๔) เป็นปัจจัยอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

ส่วนโดยการรวมกัน มีอธิบายว่า รวมกรรมภพและอุปปัตติภพ พร้อมกับภพที่ผนวกเข้าด้วยกันเกิดเพราะกามุปาทานเป็นปัจจัยเป็นกามภพหนึ่ง รูปภพและอรูปภพก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็น ๓ ภพ แม้ภพที่มีอุปาทาน ๓ ที่เหลือก็เหมือนกัน จึงเป็น ๑๒ พร้อมกับภพที่ผนวกเข้าด้วยกันโดยสงเคราะห์ (คือรวมกัน) เพราะอุปาทาน (๔) เป็นปัจจัยอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.

อีกนัยหนึ่ง ว่าโดยไม่ต่างกัน กรรมที่ให้สัตว์เข้าถึงกามภพเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในกามภพนั้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ. ในรูปภพและอรูปภพก็เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็น ๖ ภพ โดยการสงเคราะห์ (การรวมกัน) อีกปริยายหนึ่งคือกามภพ ๒ รูปภพ ๒ อรูปภพ ๒ พร้อมกับภพที่ผนวกเข้าด้วยกันมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย.

อีกอย่างหนึ่ง จัดเป็น ๓ ภพ ด้วยอำนาจกามภพเป็นต้นพร้อมกับภพที่ผนวกเข้าด้วยกันโดยไม่แยกกรรมภพและอุปปัตติภพออกจากกัน และจัดเป็น ๒ ภพ ด้วยอำนาจกรรมภพและอุปปัตติภพ โดยไม่แยกกามภพเป็นต้น และจัดเป็นภพ ๑ ด้วยอำนาจแห่งภพว่า ภพที่เกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย โดยไม่อาศัยแยกกรรมและอุปปัตติ. พึงทราบวินิจฉัยในอธิการนี้ แม้โดยการแยกและรวมกันแห่งภพมีอุปาทานเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า โดยอุปาทานใดเป็นปัจจัยแก่ภพใด อธิบายว่า ก็ในนิเทศนี้ พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยอุปาทานใดเป็นปัจจัยแก่ภพใดนั้น ก็ในนิเทศนี้อุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพใด อย่างไร?

คืออุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเป็นปัจจัยแก่ภพใดภพหนึ่งได้ทั้งนั้น เพราะปุถุชนเปรียบเหมือนคนบ้า ปุถุชนนั้นมิได้พิจารณาว่า "สิ่งนี้ควร สิ่งนี้ไม่ควร" ดังนี้ ปรารถนาภพอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยอำนาจอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น คำที่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า "รูปภพและอรูปภพย่อมไม่มีเพราะสีลัพพตุปาทาน" นั้น บัณฑิตไม่ควรถือเอา แต่คำว่า "ภพทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปาทานทั้งหมด" ดังนี้ ควรถือเอา. อย่างไร?

คือคนบางคนในโลกนี้คิดว่า ขึ้นชื่อว่ากามเหล่านี้เป็นของสำเร็จแล้วในตระกูลกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นในมนุษยโลก และในเทวโลกกามาพจร ๖ ชั้น" ดังนี้ ด้วยสามารถที่ได้ฟังมาหรือโดยทำนองที่เห็นมา ถูกลวงโดยให้เสพอสัทธรรมเป็นต้น เพื่อบรรลุกามเหล่านั้น จึงสำคัญอยู่ว่า "กามทั้งหลายย่อมสำเร็จด้วยกรรมนี้" ดังนี้ จึงกระทำแม้กายทุจริตเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งอุปาทานคือกาม บุคคลนั้นจึงเกิดขึ้นในอบายเพราะบริบูรณ์ด้วยทุจริต. ก็เมื่อปรารถนากามทั้งหลายที่ตนเห็นแล้ว หรือเมื่อจะรักษากามที่ได้มาแล้ว ย่อมทำกายทุจริตเป็นต้น ด้วยอำนาจกามุปาทาน บุคคลนั้นย่อมเกิดในอบายเพราะความสมบูรณ์ด้วยทุจริต. กรรมที่เป็นเหตุให้บุคคลนั้นเกิดในอบายนั้น ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ที่เกิดขึ้นแต่กรรมนั้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ ส่วนสัญญาภพและปัญจโวการภพก็รวมเข้าในกรรมภพและอุปปัตติภพนั้นนั่นแหละ.

ส่วนอีกคนหนึ่งมีความรู้อันการฟังพระสัทธรรมเป็นต้นพอกพูนแล้ว สำคัญอยู่ว่า "กามทั้งหลายย่อมสำเร็จด้วยกรรมนี้" ดังนี้ จึงทำกายสุจริตเป็นต้น ด้วยอำนาจกามุปาทาน บุคคลนั้นย่อมเกิดขึ้นในสวรรค์ทั้งหลายหรือในมนุษย์ทั้งหลาย เพราะความบริบูรณ์ด้วยสุจริต. กรรมที่เป็นเหตุให้เขาเกิดในสุคติมีเทวดาเป็นต้นนั้น ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแต่กรรม ชื่อว่าอุปปัตติภพ ก็สัญญาภพและปัญจโวการภพก็รวมอยู่ในกรรมภพและอุปปัตติภพนั้นเหมือนกัน กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่กามภพพร้อมทั้งประเภท พร้อมทั้งภพที่ผนวกเข้าด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้.

อีกคนหนึ่งฟังมาหรือคิดเอาเองว่า ในรูปภพและอรูปภพ กามทั้งหลายสำเร็จดีกว่ากามภพนั้น จึงยังรูปและอรูปสมาบัติให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจกามุปาทานแล้วบังเกิดขึ้นในโลกแห่งรูปพรหมหรืออรูปพรหมด้วยกำลังแห่งสมาบัติ. ในการเกิดขึ้นในรูปพรหมหรืออรูปพรหมนั้น กรรมที่เป็นเหตุให้บุคคลนั้นเกิด ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแต่กรรม ชื่อว่าอุปปัตติภพ ส่วนสัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพก็รวมอยู่ภายในรูปภพหรืออรูปภพนั้น. กามุปาทานเป็นปัจจัยแม้แก่รูปภพและอรูปภพ พร้อมทั้งประเภท พร้อมทั้งภพที่ผนวกเข้าด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้.

อีกบุคคลหนึ่งอาศัยอุจเฉททิฏฐิว่า "ชื่อว่าอัตตานี้ ขาดสูญแล้วในภพอันเป็นสมบัติของกามาพจร หรือว่าบรรดารูปภพหรืออรูปภพ ภพใดภพหนึ่งย่อมขาดสูญโดยแท้" ดังนี้ จึงทำกรรมอันเข้าถึงภพนั้น. กรรมนั้นของบุคคลนั้น ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายอันเกิดแต่กรรม ชื่อว่าอุปปัตติภพ ส่วนภพมีสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ภายในกรรมภพและอุปปัตติภพนั้นนั่นแหละ ทิฏฐุปาทานเป็นปัจจัยแก่กามภพ รูปภพ และอรูปภพทั้ง ๓ พร้อมทั้งประเภท พร้อมทั้งภพที่ผนวกเข้าด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้.

อีกบุคคลหนึ่งกำหนดเอาว่า "ชื่อว่าอัตตานี้ ย่อมมีความสุข ปราศจากความเร่าร้อนในภพอันเป็นสมบัติในกามาพจร หรือบรรดารูปภพและอรูปภพ ภพใดภพหนึ่ง" จึงทำกรรมอันเข้าถึงภพนั้น ด้วยอัตตวาทุปาทาน. กรรมนั้นของบุคคลนั้น ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแต่กรรมภพนั้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ ส่วนสัญญาภพเป็นต้น ก็รวมอยู่ในกรรมภพและและอุปปัตติภพนั้นนั่นแหละ อัตตวาทุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพ ๓ พร้อมทั้งประเภท พร้อมทั้งภพที่ผนวกเข้าด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้.

อีกบุคคลหนึ่งมีความเห็นว่า "ชื่อว่าศีลและพรตนี้ ย่อมถึงความสุขอันบริบูรณ์แก่บุคคลผู้บำเพ็ญ ในภพอันเป็นสมบัติของกามาพจร หรือบรรดารูปภพ หรืออรูปภพ ภพใดภพหนึ่ง" ดังนี้ จึงทำกรรมอันเข้าถึงภพนั้นด้วยอำนาจสีลัพพตุปาทาน. กรรมนั้นของบุคคลนั้น ชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแต่กรรมภพนั้น ชื่อว่าอุปปัตติภพ ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ภายในกรรมภพและอุปปัตติภพนั้นแหละ. สีลัพพตุปาทาน ย่อมเป็นปัจจัยแก่ภพ ๓ พร้อมทั้งประเภท พร้อมทั้งภพที่ผนวกเข้าด้วยกัน ดังนี้แล. พึงทราบวินิจฉัยแม้โดยอุปาทานใด เป็นปัจจัยแก่ภพใด ในนิเทศนี้นั้นด้วยประการฉะนี้.

หากมีผู้สงสัย ถามว่า "ก็ในนิเทศนี้ อุปาทานอะไร เป็นปัจจัยอย่างไรแก่ภพไหน" ดังนี้ไซร้.

ตอบว่า

ปัญหากรรมนั้น พึงทราบว่า อุปาทาน

เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่รูปภพ และอรูปภพ

อุปาทานนั้น เป็นปัจจัยแก่กามภพ แม้ด้วย

ปัจจัยมีสหชาตะเป็นต้น.

จริงอยู่ ก็อุปาทานทั้ง ๔ นี้ เป็นปัจจัยแก่รูปภพ อรูปภพ และอุปปัตติภพที่เป็นกุศลกรรมในกรรมภพอันนับเนื่องด้วยกามภพ ด้วยอุปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว. อุปาทาน ๔ นั้นเป็นปัจจัยแก่อกุศลกรรมภพที่สัมปยุตด้วยตนในกามภพโดยสหชาตปัจจัยเป็นต้น คือสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย อวิคตปัจจัยและเหตุปัจจัย แต่เป็นปัจจัยแก่ภพที่เป็นวิปปยุตกัน ด้วยอุปนิสสยปัจจัยเดียวเท่านั้นแล. นิเทศแห่งภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จบ.

ว่าด้วยนิเทศแห่งชาติ (บาลีข้อ ๒๖๖)

พึงทราบวินิจฉัยปัจจยาการมีชาติเป็นต้น ในนิเทศแห่งชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัยเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวไว้ในสัจจวิภังค์นั่นแหละ. แต่คำว่าภพในที่นี้ ทรงประสงค์เอากรรมภพเท่านั้น เพราะกรรมภพนั้นเป็นปัจจัยแก่ชาติ อุปปัตติภพหาเป็นปัจจัยแก่ชาติไม่ ก็แลกรรมภพนั้น เป็นปัจจัย ๒ อย่างเท่านั้น ด้วยอำนาจกรรมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย.

หากมี ผู้ถามว่า ข้อนี้ จะพึงรู้ได้อย่างไรว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ.

ตอบว่า รู้ได้ เพราะแสดงความต่างกันแห่งภาวะมีความเลวและประณีตเป็นต้น ในเหตุแม้สักว่าเป็นปัจจัยภายนอก.

จริงอยู่ เมื่อปัจจัยภายนอกมีบิดามารดา น้ำสุกกะ ประจำเดือนและอาหารเป็นต้น ของสัตว์ผู้แม้ฝาแฝดแม้ในอัตภาพที่เหมือนกันมีอยู่ ก็ยังปรากฏต่างกันด้วยภาวะมีความเลวและประณีตเป็นต้น ก็ความต่างกันโดยเป็นหีนะและประณีตนั้น มิใช่ไม่มีเหตุ เพราะสภาวะทั้งปวงไม่มีอยู่ในกาลทั้งปวงแก่พวกสัตว์ทั้งหมด และทั้งมิใช่เหตุอื่นนอกจากกรรมภพ เพราะไม่มีเหตุอื่นในสันดานอันมีในภายในของเหล่าสัตว์ผู้เกิดแต่กรรมภพนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์นั้นจึงมีกรรมภพเป็นเหตุโดยแท้ แท้จริง กรรมก็เป็นเหตุที่แปลกกันในความเลวและประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปณีตตาย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและประณีต ดังนี้ เพราะฉะนั้น ข้อนี้พึงทราบได้ว่าภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ.

อนึ่ง เมื่อชาติไม่มี ขึ้นชื่อว่าชรามรณะก็หามีไม่ และธรรมมีความโศกเป็นต้นก็หามีไม่ แต่เมื่อชาติมี ชรามรณะและธรรมมีความโศกเป็นต้นอันเกี่ยวเนื่องด้วยชรามรณะ ของคนพาลผู้ถูกทุกขธรรม คือชรามรณะถูกต้องแล้ว หรือไม่เนื่องด้วยชรามรณะของคนพาลผู้อันทุกขธรรมนั้นๆ ถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ชาตินี้เป็นปัจจัยแก่ชรามรณะและแก่ธรรมมีความโศกเป็นต้นแล. ก็ชาตินั้นเป็นปัจจัยอย่างเดียวเท่านั้น โดยเงื่อนแห่งอุปนิสสยปัจจัย ดังนี้แล. นิเทศแห่งชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัยเป็นต้น จบ.

อธิบายภวจักร ๑๒ (บาลีข้อ ๒๗๓)

พึงทราบอรรถแห่งบทมีอาทิว่า เอวเมตสฺส (ความเกิดขึ้น ... นี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้นั้น) โดยนัยที่กล่าวแล้วในอุทเทสวาร.

บทว่า สงฺคติ (ความไปร่วม) เป็นต้น เป็นคำไวพจน์ของบทว่า สมุทโย (ความเกิดขึ้น) ทั้งหมด.

____________________________

สงฺคติ สมาคโม สโมธานํ ปาตุภาโว แปลว่า ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุม ความปรากฏ.

ก็เพราะในปัจจยาการวิภังค์นี้ ธรรมมีโสกะเป็นต้น ตรัสไว้สุดท้าย ฉะนั้น อวิชชานั้นใดที่ตรัสในเบื้องต้นแห่งภวจักรนี้ อย่างนี้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา (สังขารทั้งหลายเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย) ดังนี้ อวิชชานั้นสำเร็จแล้วแต่ธรรมมีโสกะเป็นต้น.

ภวจักรนี้มีเบื้องต้น มิได้ปรากฏ เว้นจากผู้สร้างและผู้เสวย ว่างเปล่าจากความว่างเปล่า ๑๒ อย่าง บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นไปร่วมกัน ดังนี้.

หากมีผู้สงสัย ถามว่า ก็ในภวจักรนี้ อวิชชาสำเร็จแต่ธรรมมีโสกะเป็นต้น อย่างไร? ภวจักรนี้มีเบื้องต้นมิได้ปรากฏอย่างไร? เว้นจากผู้สร้างและผู้เสวยอย่างไร? ว่างเปล่าจากความว่างเปล่า ๑๒ อย่าง อย่างไร?

ก็คำตอบในที่นี้ คือโสกะ ทุกขะ โทมนัสและอุปายาสไม่พรากไปจากอวิชชา และขึ้นชื่อว่าปริเทวะ (ความคร่ำครวญรำพัน) ย่อมมีแก่คนหลง เพราะฉะนั้น เมื่อโสกะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสและปริเทวะเหล่านั้นสำเร็จแล้ว อวิชชาก็เป็นอันสำเร็จแล้วโดยแท้.

อีกอย่างหนึ่ง ก็คำที่ตรัสไว้ว่า "เพราะอาสวะเกิด อวิชชาจึงเกิด" ดังนี้ และข้อว่า ธรรมมีโสกะเป็นต้นนี้ ย่อมมีเพราะอาสวะเกิด ข้อนี้เป็นอย่างไร? คือ โสกะ ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุกาม ย่อมมีเพราะกามาสวะเกิดเท่านั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ตสฺส เจ กามยมานสฺส ฉนฺทชาตสฺส ชนฺตุโน เต กามา ปริหายนฺติ สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ ถ้าเมื่อสัตว์นั้นปรารถนาอยู่ เกิด ความอยากได้แล้ว กามเหล่านั้น ย่อมเสื่อม ไปไซร้ สัตว์นั้น ย่อมซบเซา เหมือนถูกศร แทง ฉะนั้น. ____________________________

ขุ. สุตฺต. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๘/หน้า ๔๘๔.

และเหมือนอย่างที่ตรัสว่า กามโต ชายติ โสโก (ความโศกย่อมเกิดแต่กาม) ก็ความโศกเป็นต้นเหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมเกิดแต่ทิฏฐาสาวะ เหมือนอย่างที่ตรัสว่า เมื่อเขายึดถืออยู่ว่า เราเป็นรูป รูปเป็นของเรา ดังนี้ ย่อมเกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เพราะความที่รูปนั้นแปรเปลี่ยนไป.

อนึ่ง ธรรมมีโสกะเป็นต้นย่อมเกิด แม้เพราะภวาสวะเกิด เหมือนทิฏฐาสวะเกิด เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้พวกเทวดาที่มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข ดำรงอยู่กาลนานในวิมานสูง แม้เทวดาเหล่านั้น ได้สดับพระธรรมเทศนาของตถาคตแล้ว โดยมากพากันถึงความกลัว ความสะดุ้ง ความสลดใจ ดังนี้ เหมือนพวกเทวดาเห็นบุพนิมิต ๕ พากันสะดุ้งเพราะกลัวแต่ความตาย ฉะนั้น.

อนึ่ง ธรรมมีโสกะเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นแม้เพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา เหมือนภวาสวะเกิดขึ้นฉะนั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นแลย่อมเสวยทุกข์โทมนัส (เพราะคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว) ๓ อย่าง ในทิฏฐธรรม ดังนี้ เพราะธรรม (มีโสกะเป็นต้น) เหล่านี้ ย่อมมีเพราะอาสวะเกิด ฉะนั้น ธรรมเหล่านี้เมื่อสำเร็จจึงยังอาสวะทั้งหลายอันเป็นเหตุแห่งอวิชชาให้สำเร็จ และเมื่ออาสวะทั้งหลายสำเร็จแล้ว แม้อวิชชาก็เป็นอันสำเร็จทีเดียว เพราะเมื่อมีปัจจัยจึงมีได้แล.

ในที่นี้พึงทราบว่า อวิชชาสำเร็จแล้วด้วยธรรมมีโสกะเป็นต้นอย่างนี้ก่อน.

____________________________

สํ. ขนฺธวาร. เล่ม ๑๗/ข้อ ๔/หน้า ๔.

สํ. ขนฺธวาร. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๕๖/หน้า ๑๐๔.

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๖๘/หน้า๓๑๑

ก็เพราะเมื่ออวิชชาสำเร็จแล้ว เพราะเมื่อปัจจัยมีจึงมีอย่างนี้ ความสืบต่อกันไปแห่งเหตุและผลอย่างนี้ว่า "สังขารทั้งหลายเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เป็นต้นมิได้มีสิ้นสุด ฉะนั้น ภวจักรมีองค์ ๑๒ ที่เป็นไปด้วยอำนาจความเกี่ยวเนื่องกันแห่งเหตุและผลนั้น จึงสำเร็จว่ามีเบื้องต้นมิได้ปรากฏ.

หากมีผู้สงสัยถามว่า เมื่อมีเบื้องต้นมิได้ปรากฏเช่นนี้ การกล่าวคำว่า อวิชชาเป็นธรรมข้อต้นนี้ว่า "เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารทั้งหลาย" ดังนี้ ก็ผิดไป มิใช่หรือ?

ตอบว่า ข้อนี้ มิใช่การกล่าวอวิชชาเป็นเพียงธรรมเบื้องต้น แต่ข้อนี้เป็นการกล่าวธรรมที่เป็นประธาน.

จริงอยู่ อวิชชาเป็นประธานแห่งวัฏฏะ ๓ เพราะว่า ด้วยการยึดถืออวิชชา กิเลสวัฏฏะที่เหลือ และกรรมวัฏฏะเป็นต้นย่อมผูกพันคนพาลไว้ เหมือนการจับศีรษะงู สรีระงูที่เหลือก็จะพันแขนอยู่ แต่เมื่อตัดอวิชชาขาดแล้วย่อมหลุดพ้นจากวัฏฏะเหล่านั้น เหมือนบุคคลตัดศีรษะงูแล้วก็จะพ้นจากการถูกพันแขน ฉะนั้น เหมือนอย่างที่ตรัสว่า "เพราะสำรอกอวิชชาโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ" ดังนี้เป็นต้น. เมื่อบุคคลยึดธรรมใด ความผูกพันย่อมมีและเมื่อปล่อยธรรมใด ความหลุดพ้นย่อมมี การกล่าวนี้เป็นการกล่าวธรรมที่เป็นประธาน (คืออวิชชา) นั้น มิใช่การกล่าวธรรมสักว่าเป็นเบื้องต้น พึงทราบภวจักรนี้ว่า "มีเบื้องต้นมิได้ปรากฏ" ด้วยประการฉะนี้.

____________________________

คือ กิเลสวัฏ กรรมวัฏและวิปากวัฏ.

ภวจักรนี้นั้น เพราะเหตุทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นเป็นปัจจัยแก่ธรรมมีสังขารเป็นต้น ฉะนั้น จึงเว้นจากผู้สร้างสังสารนอกจากอวิชชาเป็นต้นนั้น เช่นพรหมเป็นต้นที่เขาคาดคะเนเอาอย่างนี้ว่า "พรหม มหาพรหมเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้จัดสรร" ดังนี้ หรือว่า เว้นจากอัตตาผู้เสวยสุขและทุกข์ที่เขาสมมติกันอย่างนี้ว่า "ก็อัตตาของเรานี้แลเป็นผู้กล่าวเป็นผู้เสวย" บัณฑิตพึงทราบว่า "เว้นจากผู้สร้างและผู้เสวย" ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง เพราะในภวจักรนี้ อวิชชาชื่อว่าว่างจากความยั่งยืน เพราะเป็นธรรมเกิดขึ้นและมีเสื่อมไปเป็นธรรมดา ชื่อว่าว่างจากความงาม เพราะเป็นธรรมเศร้าหมองและเพราะประกอบด้วยสังกิเลส ชื่อว่าว่างจากความสุข เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมบีบคั้น ชื่อว่าว่างจากอัตภาพผู้ครองอำนาจ เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย. องค์ทั้งหลายแม้มีสังขารเป็นต้นก็เหมือนกัน.

อีกนัยหนึ่ง เพราะอวิชชาไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ของอัตตา ไม่ใช่มีในอัตตา ไม่ใช่มีอัตตา องค์ทั้งหลายแม้มีสังขารเป็นต้นก็เหมือนกัน ฉะนั้น พึงทราบว่า ภวจักรนี้ว่างเปล่าโดยความว่าง ๑๒ อย่างด้วยประการฉะนี้.

ก็ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว พึงทราบอีกว่า

ภวจักรนั้น มีอวิชชา และตัณหา

เป็นมูล มีกาล ๓ มีอดีตกาลเป็นต้น ในกาล

เหล่านั้น โดยสังเขปได้องค์ ๒ (อวิชชาและ

สังขาร) องค์ ๘ (มีวิญญาณเป็นต้น) และ

องค์ ๒ (ชาติและชรามรณะ) เท่านั้น.

อธิบายว่า ธรรม ๒ คือ อวิชชาและตัณหา พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งภวจักรนี้นั้นแล. ภวจักรนี้นั้นจึงมี ๒ อย่าง คือ อวิชชาเป็นมูลมีเวทนาเป็นที่สุดเพราะนำมาแต่ส่วนเบื้องต้น ตัณหาเป็นมูลมีชรามรณะเป็นที่สุดเพราะสืบต่อในส่วนเบื้องปลาย บรรดาภวจักรทั้ง ๒ นั้น ภวจักรแรก ตรัสด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิจริต ภวจักรหลัง ตรัสด้วยอำนาจบุคคลผู้มีตัณหาจริต. เพราะว่า บุคคลทั้งหลายผู้มีทิฏฐิจริต อวิชชาเป็นตัวนำไปสู่สังสาร แต่บุคคลผู้มีตัณหาจริต ตัณหาเป็นตัวนำไปสู่สังสาร.

อีกนัยหนึ่ง ภวจักรแรกตรัสไว้เพื่อถอนอุจเฉททิฏฐิ เพราะทรงประกาศการไม่ตัดขาดแห่งเหตุทั้งหลายของความเกิดขึ้นแห่งผล ภวจักรที่ ๒ ตรัสเพื่อถอนสัสสตทิฏฐิ เพราะทรงประกาศชรามรณะของพวกสัตว์ที่เกิดขึ้น.

อีกนัยหนึ่ง ภวจักรแรกตรัสด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ เพราะทรงแสดงความเป็นไปโดยลำดับ (อายตนะที่เกิด) ภวจักรหลัง ตรัสด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้เป็นโอปปาติกะ เพราะทรงแสดงความเกิดขึ้นพร้อมกัน (แห่งอายตนะ).

อธิบายกาล ๓

อนึ่ง กาลของภวจักรนั้นมี ๓ คืออดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกาลเหล่านั้น ว่าด้วยอำนาจกาลที่มาในพระบาลีโดยสรุป พึงทราบว่า มีองค์ ๒ คืออวิชชาและสังขาร เป็นอดีตกาล. องค์ ๘ มีวิญญาณเป็นต้นมีภพเป็นที่สุด เป็นปัจจุบันกาล. และองค์ ๒ คือชาติและชรามรณะ เป็นอนาคตกาล.

____________________________

อรรถกถาว่า ภวาสวานิ. แต่ฉบับ ม. ว่า ภวาวสานานิ.

และพึงทราบอีกว่า

อธิบายสนธิ ๓

ก็ภวจักรนี้มีสนธิ ๓ คือ เหตุผลสนธิ ๑

ผลเหตุสนธิ ๑ เหตุปุพพกผลสนธิ ๑ และมี

สังคหะ ๔ ประเภท คือ อาการ ๒๐ มีวัฏฏะ ๓

ย่อมหมุนไปไม่มีกำหนด ดังนี้.

____________________________

เหตุผลสนธิอันแรก ได้แก่สังขารเป็นเหตุอดีตต่อกับวิญญาณซึ่งเป็นผลในปัจจุบัน ผลเหตุสนธิที่ ๒ ได้แก่เวทนาซึ่งเป็นปัจจุบันผลต่อกับตัณหาในปัจจุบันเหตุ และเหตุผลสนธิสุดท้าย ได้แก่ภพเป็นปัจจุบันเหตุต่อกับชาติอันเป็นอนาคตผล.

บรรดาภวจักรเหล่านั้น ในระหว่างสังขารทั้งหลายและปฏิสนธิวิญญาณเป็นสนธิหนึ่ง ชื่อว่าเหตุผลสนธิ. ในระหว่างเวทนาและตัณหา เป็นสนธิหนึ่ง ชื่อว่าผลเหตุสนธิ. ในระหว่างภพและชาติ เป็นสนธิหนึ่ง ชื่อว่าเหตุปุพพกผลสนธิ. เพราะฉะนั้น ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มีสนธิ ๓ คือ เหตุผลสนธิ ๑ ผลเหตุสนธิ ๑ และเหตุปุพพกผลสนธิ ๑ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้.

อธิบายสังคหะ ๔

อนึ่ง ภวจักรนี้ มีสังหคะ ๔ ซึ่งกำหนดถือเอาภวจักรตั้งแต่เบื้องต้น (คืออวิชชา) และที่สุด (คือชรามรณะ) แห่งสนธิทั้งหลาย.

ข้อนี้เป็นอย่างไร?

คือ อวิชชาและสังขาร เป็นสังคหะที่ ๑. วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา เป็นสังคหะที่ ๒. ตัณหา อุปาทาน และภพ เป็นสังคหะที่ ๓. ชาติชรามรณะ เป็นสังคหะที่ ๔.

พึงทราบว่า ภวจักรนี้มีสังคหะ ๔ ประเภทด้วยประการฉะนี้.

____________________________

คำว่า สังคหะ ๔ ในอภิธัมมัตถสังคหะ ท่านเรียกว่า สังเขป ๔.

อธิบายอาการ ๒๐

อนึ่ง พึงทราบว่า ภวจักรมีอาการ ๒๐ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ คือ

ในอดีตมีเหตุ ๕ ในปัจจุบันมีผล ๕

ในปัจจุบันมีเหตุ ๕ ในอนาคตมีผล ๕.

บรรดาภวจักรเหล่านั้น คำว่า ในอดีตมีเหตุ ๕ ความว่า องค์ ๒ เหล่านี้คืออวิชชาและสังขาร ตรัสไว้ก่อนทีเดียว แต่เพราะบุคคลผู้โง่เขลา ย่อมสะดุ้ง บุคคลผู้สะดุ้งย่อมยึดมั่น ภพจึงเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยแก่บุคคลนั้น ฉะนั้น จึงทรงถือเอาแม้ตัณหา อุปาทานและภพด้วย เพราะเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงกล่าวว่า โมหะคืออวิชชา กรรมที่ประกอบคือสังขาร ความใคร่คือตัณหา การเข้าถึงคืออุปาทาน เจตนาคือภพ ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ในกรรมภพก่อน เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพนี้.

ในคำเหล่านั้น คำว่า ในกรรมภพก่อน ได้แก่ กรรมภพที่เกิดก่อน คือกรรมภพที่ทำไว้ในอดีตชาติ. คำว่า โมหะคืออวิชชา อธิบายว่า โมหะ (ความหลง) ในสัจจะมีทุกข์เป็นต้น ในกาลนั้น อันใด สัตว์นั้นหลงแล้วย่อมทำกรรมด้วยโมหะใด นั้นเป็นอวิชชา. คำว่า กรรมที่ประกอบคือสังขาร ได้แก่ เจตนาแรกของบุคคลผู้ทำกรรมนั้น เหมือนการยังจิตให้เกิดขึ้นด้วยอันคิดว่า "เราจักถวายทาน" แล้วจัดแจงอยู่ซึ่งอุปกรณ์แห่งการให้ทานหนึ่งเดือนบ้าง หนึ่งปีบ้าง ก็เจตนาของบุคคลที่ยังทักษิณาให้ตั้งขึ้นในมือของปฏิคาหกทั้งหลาย ท่านเรียกว่า ภพ.

อีกอย่างหนึ่ง เจตนาในชวนะ ๖ ซึ่งมีอาวัชชนะเดียวกัน ชื่อว่าอายุหนสังขาร (กรรมที่ประกอบคือสังขาร) เจตนาดวงที่ ๗ ชื่อว่าภพ.

อนึ่ง เจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อภพ ธรรมที่สัมปยุตด้วยเจตนานั้น ชื่อว่าอายุหนสังขาร.

คำว่า ความใคร่คือตัณหา ความว่า ความใคร่ คือความปรารถนาในอุปปัตติภพซึ่งเป็นผลของบุคคลผู้ทำกรรมอยู่นั้น ชื่อว่าตัณหา.

คำว่า ความเข้าถึงคืออุปาทาน ความว่า การเข้าถึง การยึด การถือ ที่เป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า "เราทำกรรมนี้ให้เป็นปัจจัยแก่ภพแล้ว จักเสพกามในฐานะชื่อโน้น จักขาดสูญ" ดังนี้อันใด นี้ชื่อว่าอุปาทาน.

คำว่า เจตนาคือภพ ได้แก่ เจตนาที่เป็นไปในที่สุดแห่งกรรมที่ประกอบ ชื่อว่าภพ พึงทราบเนื้อความนี้ด้วยประการฉะนี้.

คำว่า ในปัจจุบันมีผล ๕ ได้แก่ ภวจักรมีวิญญาณเป็นต้นมีเวทนาเป็นที่สุดมาในพระบาลีนั้นแหละ เหมือนอย่างที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวว่า ในอุปปัตติภพนี้ ปฏิสนธิคือวิญญาณ ๑ ความก้าวลงคือนามรูป ๑ ประสาทคืออายตนะ ๑ ความถูกต้องคือผัสสะ ๑ ความเสวยอารมณ์คือเวทนา ๑

ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้มีในในอุปปัตติภพนี้ เพราะกรรมที่ทำไว้แล้วในกาลก่อนเป็นปัจจัย ด้วยประการฉะนี้. ในธรรม ๕ นั้น คำว่า ปฏิสนธิคือวิญญาณ ที่ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าปฏิสนธิ เพราะความเกิดขึ้นด้วยอำนาจความสืบต่อในภพอื่น ดังนี้อันใด นั้นชื่อว่าวิญญาณ.

คำว่า การก้าวลงคือนามรูป ความว่า การหยั่งลงในครรภ์ของรูปธรรมและอรูปธรรมเป็นเหมือนมาแล้วเข้าไปอันใด นี้เรียกว่านามรูป. คำว่า ประสาทคืออายตนะ นี้ กล่าวไว้ด้วยอำนาจอายตนะ ๕ มีจักขวายตนะเป็นต้น. คำว่า การถูกต้องคือผัสสะ ได้แก่ การถูกต้องแล้วหรือกำลังถูกต้องซึ่งอารมณ์อันใด นี้เรียกว่าผัสสะ. คำว่า ความเสวยอารมณ์ คือเวทนา ได้แก่การเสวยวิบากซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ หรือผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นปัจจัยอันใด นั้นเรียกว่าเวทนา

พึงทราบเนื้อความนี้ ด้วยประการฉะนี้.

คำว่า ในปัจจุบันมีเหตุ ๕ ได้แก่ เหตุทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นมาแล้วในพระบาลีนั้นแหละ คือ ตัณหา อุปาทานและภพ ก็เมื่อถือเอาภพแล้ว ก็เป็นอันถือสังขารอันเป็นบุพภาคแห่งภพนั้น หรือธรรมอันสัมปยุตด้วยภพนั้นเหมือนกัน และด้วยการถือเอาตัณหาและอุปาทาน ก็เป็นอันถือเอาอวิชชาอันสัมปยุตด้วยตัณหาและอุปาทานนั้น หรือว่าเป็นเหตุให้คนผู้หลงทำกรรมนั้น เพราะฉะนั้น องค์แห่งภวจักรนั้น จึงเป็น ๕ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงกล่าวว่า เพราะความที่อายตนะทั้งหลายในโลกนี้แก่หง่อมแล้ว โมหะคืออวิชชา กรรมที่ประกอบคือสังขาร ความใคร่คือตัณหา การเข้าถึงคืออุปาทาน เจตนาคือภพ ธรรม ๕ ประการเหล่านี้ ดังกล่าวนี้ในภพนี้เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญาณในอนาคต ดังนี้. ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เพราะความที่อายตนะทั้งหลายในโลกนี้แก่หง่อมแล้ว นั้นแสดงบุคคลผู้หลงใหลในเวลาทำกรรมของสัตว์ผู้มีอายตนะหง่อมแล้ว.

คำที่เหลือมีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

คำว่า ในอนาคตมีผล ๕ ได้แก่ ผล ๕ มีวิญญาณเป็นต้น.

ผล ๕ มีวิญญาณเป็นต้นนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ด้วยศัพท์ว่าชาติ ส่วนชรามรณะก็เป็นชรามรณะของผล ๕ มีวิญญาณเป็นต้นเหล่านั้นแหละ ด้วยเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงกล่าวว่า ในอนาคต ปฏิสนธิคือวิญญาณ ความก้าวลงคือนามรูป ประสาทคืออายตนะ การถูกต้องคือผัสสะ การเสวยอารมณ์คือเวทนา

ธรรมทั้ง ๕ เหล่านี้ ดังกล่าวนี้มีในอุปปัตติภพในอนาคต เพราะกรรมที่ทำไว้แล้วในภพนี้เป็นปัจจัย ดังนี้.

ภวจักรนี้มีอาการ ๒๐ ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาภวจักรมีอาการ ๒๐ เหล่านั้น ในภพก่อนมีองค์ประกอบ คือกรรม (ที่เป็นเหตุ) ๕ อย่าง ในปัจจุบันมีธรรมที่เป็นวิบาก ๕ อย่าง ในปัจจุบันมีองค์ประกอบคือกรรม ๕ อย่าง ในอนาคตมีธรรมที่เป็นวิบาก ๕ อย่าง เพราะฉะนั้น จึงรวมเป็นธรรมที่เป็นกรรม ๑๐ อย่าง เป็นวิบาก ๑๐ อย่าง ด้วยอาการที่กล่าว กรรมในฐานะทั้งสองจึงชื่อว่ากรรม วิบากในฐานะทั้งสองชื่อว่าวิบาก ภวจักรแม้ทั้งหมดนี้เป็นทั้งกรรมเป็นทั้งวิบากของกรรม หมุนไปโดยปัจจยาการด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง กรรมในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่ากรรมสังเขป (ย่อกรรม) วิบากในฐานะทั้ง ๒ นี้ ชื่อว่าวิปากสังเขป (ย่อวิบาก) เพราะฉะนั้น ภวจักรทั้งหมดนี้ จึงเป็นทั้งกรรมวัฏและวิปากวัฏ.

อนึ่ง กรรมในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่ากรรมภพ วิบากในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่าวิปากภพ เพราะฉะนั้น ภวจักรทั้งหมดนี้จึงเป็นทั้งกรรมภพและวิปากภพ. กรรมในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่ากรรมปวัตตะ วิบากในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่าวิปากปวัตตะ เพราะฉะนั้น ภวจักรทั้งหมดนี้จึงเป็นทั้งกรรมปวัตตะและวิปากปวัตตะ.

อนึ่ง กรรมในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่ากรรมสันตติ วิปากในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่าวิปากสันตติ เพราะฉะนั้น ภวจักรทั้งหมดนี้จึงเป็นทั้งกรรมสันตติและวิปากสันตติ.

อนึ่ง กรรมในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่ากิริยา วิบากในฐานะทั้ง ๒ ชื่อว่าผลของกิริยา เพราะฉะนั้น ภวจักรทั้งหมดนี้จึงเป็นทั้งกิริยาและผลของกิริยา ด้วยประการฉะนี้.

ภวจักรนี้ เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ประกอบ

ด้วยเหตุ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มีความหวั่นไหว

เปลี่ยนแปลง ไม่ยั่งยืน ธรรมทั้งหลาย ย่อม

เกิดแต่ธรรมทั้งหลาย โดยความเป็นเหตุ

เพราะในธรรมเหล่านี้หาตัวตน และคนอื่น

มิได้.

-----------------------------------------------------

ธมฺมา ธมฺเม สญฺชเนนฺติ เหตุสมฺภารปจฺจยา

เหตูนญฺจ นิโรธาย ธมฺโม พุทฺเธน เทสิโต

ธรรมทั้งหลาย ย่อมยังธรรมทั้งหลาย

ให้เกิดขึ้นเอง เพราะปัจจัยคือเหตุเป็นองค์

ประกอบ ก็พระธรรมอันพระพุทธเจ้าทรง

แสดงไว้ เพื่อความดับซึ่งเหตุทั้งหลาย.

ธรรมและอธรรม ย่อมยังธรรมและ

อธรรม ให้เกิดขึ้นเอง เพราะปัจจัยคือเหตุ

เป็นองค์ประกอบ ก็พระธรรมอันพระพุทธ-

เจ้า ทรงแสดงไว้ เพื่อความดับซึ่งเหตุ

ทั้งหลาย.

-----------------------------------------------------

เมื่อเหตุทั้งหลายดับแล้ว วัฏฏะก็ขาด

ไม่หมุนเวียน ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ใน

พระธรรมวินัยนี้ ย่อมมีเพื่อทำซึ่งที่สุดแห่ง

ทุกข์ ด้วยประการฉะนี้ อนึ่ง เมื่อค้นหา

ความเป็นสัตว์ไม่ได้ ความขาดสูญและความ

ยั่งยืน ก็ย่อมไม่มี.

ก็ในคำว่า วัฏฏะ ๓ ย่อมหมุนไปไม่มีกำหนด นี้อธิบายว่า ภวจักรนี้มีวัฏฏะ ๓ ด้วยวัฏฏะ ๓ เหล่านี้ คือ "สังขารและภพ เป็นกรรมวัฏ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นกิเลสวัฏ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา เป็นวิปากวัฏ" พึงทราบว่า ย่อมหมุนไป โดยการหมุนไป รอบบ่อยๆ ชื่อว่าไม่มีกำหนดเพราะมีปัจจัยไม่ขาดสายตลอดเวลาที่กิเลสวัฏยังไม่ขาดทีเดียว.

ภวจักรนี้ เมื่อหมุนอย่างนี้

พึงทราบ โดยความเป็นสัจจะ และ

เป็นแดนเกิดแห่งสัจจะ ๑ โดยกิจ ๑ โดยการ

ห้าม ๑ โดยการอุปมา ๑ โดยประเภทแห่งความ

ลึกซึ้ง ๑ โดยประเภทแห่งนัย ๑ ตามควร.

พึงทราบโดยความเป็นสัจจะและเป็นแดนเกิด

ในคาถานั้น เพราะคำที่ตรัสไว้ในสัจจวิภังค์ว่า "กุศลและอกุศลกรรม เป็นสมุทยสัจจะ โดยไม่แปลกกัน" ดังนี้ ฉะนั้น คำว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ดังนี้ ได้แก่ สังขารทั้งหลายเกิดเพราะอวิชชา จัดเป็นสัจจะที่ ๒ มีสัจจะที่ ๒ เป็นแดนเกิด. วิญญาณเกิดแต่สังขารทั้งหลาย จัดเป็นสัจจะที่ ๑ มีสัจจะที่ ๒ เป็นแดนเกิด. นามรูปเป็นต้นมีวิปากเวทนาเป็นที่สุด เกิดเพราะวิญญาณเป็นต้น จัดเป็นสัจจะที่ ๑ มีสัจจะที่ ๑ เป็นแดนเกิด. ตัณหาเกิดแต่เวทนา จัดเป็นสัจจะที่ ๒ มีสัจจะที่ ๑ เป็นแดนเกิด. อุปาทานเกิดแต่ตัณหา จัดเป็นสัจจะที่ ๒ มีสัจจะที่ ๒ เป็นแดนเกิด. ภพเกิดแต่อุปาทาน จัดเป็นสัจจะทั้ง ๒ คือที่ ๑ และที่ ๒ เกิดแต่สัจจะที่ ๒ เป็นแดนเกิด. ชาติเกิดแต่ภพ จัดเป็นสัจจะที่ ๑ เกิดแต่สัจจะที่ ๒. ชรามรณะเกิดแต่ชาติ จัดเป็นสัจจะที่ ๑ มีสัจจะที่ ๑ เป็นแดนเกิด. ภวจักรนี้ พึงทราบโดยเป็นสัจจะและเป็นแดนเกิดตามควร ดังพรรณนามาฉะนี้ก่อน.

พึงทราบภวจักรโดยกิจ

อนึ่ง เพราะในภวจักรนี้ อวิชชาย่อมยังเหล่าสัตว์ให้หลงใหลในวัตถุทั้งหลาย และย่อมเป็นปัจจัย เพราะความปรากฏแห่งสังขารทั้งหลาย. อนึ่ง สังขารทั้งหลายย่อมปรุงแต่งสังขตธรรม และย่อมเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ. แม้วิญญาณก็ย่อมรู้ชัดซึ่งวัตถุ และย่อมเป็นปัจจัยแก่นามรูป. แม้นามรูปก็อุปถัมภ์ซึ่งกันและกัน และย่อมเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะ. แม้สฬายตนะก็ย่อมเป็นไปในวิสัยของตน และย่อมเป็นปัจจัยแก่ผัสสะ. แม้ผัสสะก็ถูกต้องซึ่งอารมณ์ และย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนา. แม้เวทนาก็เสวยซึ่งรสอารมณ์ และย่อมเป็นปัจจัยแก่ตัณหา. แม้ตัณหาก็กำหนัดในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด และย่อมเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน. แม้อุปาทานก็ยึดถือธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ และย่อมเป็นปัจจัยแก่ภพ. แม้ภพก็สับสนไปในคติต่างๆ และย่อมเป็นปัจจัยแก่ชาติ. แม้ชาติก็ยังขันธ์ทั้งหลายให้เกิด เพราะขันธ์เหล่านั้นเป็นไปด้วยภาวะคือความเกิดโดยเฉพาะ และย่อมเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ. แม้ชรามรณะก็ตั้งอยู่เฉพาะซึ่งความแก่และความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย และย่อมเป็นปัจจัยแก่ความปรากฏในภพอื่น เพราะความที่ขันธ์ทั้งหลายเป็นที่รองรับความโศกเป็นต้น ฉะนั้น ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบแม้โดยกิจอันเป็นไป ๒ อย่าง ในบททั้งปวงตามสมควร.

พึงทราบภวจักรโดยการห้าม

อนึ่ง เพราะในภวจักรนี้ คำว่า "สังขารทั้งหลายเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย" ดังนี้ เป็นการห้ามความเห็นว่ามีผู้สร้าง. คำว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย นี้เป็นการห้ามความเห็นว่าอัตตาเคลื่อนจากที่ (หนึ่งไปที่หนึ่ง) ได้. คำว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นี้ เป็นการห้ามความสำคัญว่าเป็นก้อน เพราะเห็นการแตกไปแห่งวัตถุที่กำหนดกันว่ามีอัตตา. ในคำว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ดังนี้เป็นต้น เป็นการห้ามความเห็นมีอาทิอย่างนี้ว่า อัตตาย่อมเห็น ฯลฯ ย่อมรู้ ย่อมถูกต้อง ย่อมเสวย ย่อมยึด ย่อมถือมั่น ย่อมมี ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย" ดังนี้ ฉะนั้น พึงทราบภวจักรแม้นี้โดยการห้ามความเห็นผิดตามควรเถิด.

พึงทราบภวจักรโดยการอุปมา

ก็เพราะในภวจักรนี้ อวิชชาเปรียบเหมือนคนบอด เพราะไม่เห็นธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งสภาวลักษณะและสามัญลักษณะ สังขารทั้งหลายที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการลื่นถลาของคนบอด. วิญญาณที่เกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการล้มของคนบอดผู้ลื่นถลา. นามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนความปรากฏแผลฝีของคนบอดที่ล้มแล้ว. สฬายตนะที่เกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนต่อมที่แตกของหัวฝี. ผัสสะที่เกิดเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการกระทบกับหัวฝี.

เวทนาที่เกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนความไม่สบาย (ทุกข์) เพราะการกระทบ. ตัณหาที่เกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนผู้ต้องการบำบัดทุกข์. อุปาทานที่เกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการถือเอาเภสัชที่เป็นอสัปปายะมาโดยปรารถนาจะบำบัดโรค. ภพที่เกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการพอกยาอสัปปายะที่ตนเก็บมา. ชาติที่เกิดเพราะภพเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการปรากฏเป็นฝีกลาย ด้วยการพอกยาที่เป็นอสัปปายะ. ชรามรณะที่เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนการแตกแห่งฝีเพราะฝีกลาย.

ก็หรือว่า เพราะในภวจักรนี้ อวิชชาย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย โดยภาวะที่ไม่ปฏิบัติ และภาวะที่ปฏิบัติผิด ดุจผ้าปิดดวงตา ก็คนพาลถูกอวิชชาครอบงำแล้วย่อมผูกตนไว้ด้วยสังขารทั้งหลาย อันให้เกิดในภพใหม่ ดุจตัวไหมรัดตัวไว้โดยส่วนแห่งรังไหม. วิญญาณที่กำหนดไว้ด้วยสังขารย่อมได้ที่อาศัยในคติทั้งหลาย ดุจพระราชกุมารผู้อันปริณายกประคองแล้ว ย่อมได้เสวยราชสมบัติ. วิญญาณย่อมยังนามรูปมีประการอเนกให้บังเกิดในปฏิสนธิ เพราะกำหนดนิมิตแห่งการอุบัติ ดุจนายมายากรยังมายากลให้เกิด. สฬายตนะอาศัยนามรูปแล้วย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ดุจกอไม้ป่าอาศัยในภูมิภาคอันดี. ผัสสะย่อมเกิดเพราะการกระทบแห่งอายตนะ ดุจไฟเกิดเพราะการสีกันแห่งไม้สีไฟ.

เวทนาย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้กระทบด้วยผัสสะ ดุจความร้อนของบุคคลผู้ถูกต้องไฟ. ตัณหาย่อมเจริญแก่บุคคลผู้เสวยอารมณ์อยู่ ดุจความกระหายของผู้ดื่มน้ำเค็มเพิ่มขึ้น บุคคลผู้กระหายแล้วย่อมทำความปรารถนาในภพทั้งหลาย ดุจบุคคลกระหายในการดื่มน้ำ. การทำความอยากนั้นเป็นอุปาทานของเขา ย่อมยึดถือภพด้วยอุปาทาน ดุจปลาติดเบ็ด ด้วยความโลภในเหยื่อ. เมื่อภพมี ชาติก็ย่อมมี ดุจเมื่อเมล็ดพืชมี หน่อก็ต้องมี. บุคคลเกิดแล้วย่อมเข้าถึงชรามรณะแน่นอน ดุจต้นไม้เกิดขึ้นแล้วก็ต้องล้มไป ฉะนั้น ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบด้วยการอุปมาทั้งหลายตามควร ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบภวจักรโดยประเภทแห่งความลึกซึ้ง

ก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความลึกซึ้งโดยอรรถบ้าง โดยธรรมบ้าง โดยเทศนาบ้าง โดยการแทงตลอดบ้าง จึงตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง" ดังนี้ ฉะนั้น ภวจักรแม้นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยประเภทแห่งความลึกซึ้งตามควร.

____________________________

สํ. นิทาน. เล่มที่ ๑๖/ข้อ ๒๒๕/หน้า ๑๑๑.

ในความลึกซึ้งโดยอรรถเป็นต้นเหล่านั้น เพราะชรามรณะจะไม่มีมาแต่ชาติ (ความเกิด) ก็หาไม่ และเว้นชาติเสียแล้ว ย่อมไม่เกิดจากสิ่งอื่น และย่อมปรากฏเพราะชาติแน่แท้ เพราะฉะนั้น อรรถว่าเกิดและปรากฏ เพราะชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะจึงชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะอรรถปรากฏขึ้นเพราะชาติเป็นปัจจัยอันสัตว์ตรัสรู้ได้โดยยาก ด้วยประการฉะนี้. อรรถว่าเกิดและปรากฏเพราะภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ ฯลฯ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย ก็ชื่อว่าลึกซึ้ง ฉะนั้น ภวจักรนี้ชื่อว่าลึกซึ้งโดยอรรถ.

นี้เป็นความลึกซึ้งโดยอรรถในภวจักรนี้ก่อน.

ก็ผลอันเกิดแต่เหตุ ตรัสเรียกว่า อรรถ เหมือนอย่างที่ตรัสว่า "ญาณ (ความรู้) ในผลของเหตุ ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา" เป็นต้น.

อนึ่ง เพราะอวิชชามีกิริยาที่ตั้งลงอันใด โดยอาการใด จึงเป็นปัจจัยแก่สังขารเหล่านั้นๆ อรรถว่าเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายของอวิชชา เพราะกิริยาและอาการนั้นอันสัตว์ตรัสรู้ได้ยาก จึงชื่อว่าลึกซึ้ง อรรถว่าเป็นปัจจัยแก่วิญญาณของสังขารทั้งหลาย ฯลฯ อรรถว่าเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะของชาติ ก็ชื่อว่าลึกซึ้งเหมือนกัน ฉะนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกซึ้งโดยธรรม.

นี้เป็นความลึกซึ้งโดยธรรมในภวจักรนี้.

ก็คำว่า ธรรม นี้เป็นชื่อของเหตุ เหมือนอย่างที่ตรัสว่า "ญาณ (ความรู้) ในเหตุ ชื่อว่าธรรมปฏิสัมภิทา" เป็นต้น. อนึ่ง เพราะแม้เทศนาซึ่งภวจักรนั้นชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะพระองค์ทรงให้เป็นไปโดยเหตุนั้นๆ โดยประการนั้นๆ ญาณอื่นๆ นอกจากสัพพัญญุตญาณแล้วย่อมไม่ได้ความมั่นคงในเทศนานั้น เพราะภวจักรนี้ในพระสูตรบางแห่งทรงแสดงโดยอนุโลม บางแห่งทรงแสดงโดยปฏิโลม บางแห่งทรงแสดงทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม บางแห่งก็ทรงแสดงโดยอนุโลมบ้าง โดยปฏิโลมบ้างตั้งแต่ท่ามกลางไป บางแห่งก็ทรงแสดงเป็นสนธิ ๓ และสังเขป ๔ บางแห่งทรงแสดงสนธิ ๒ และสังเขป ๓ บางแห่งทรงแสดงสนธิ ๑ และสังเขป ๒ ฉะนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกซึ้งโดยเทศนา.

นี้เป็นความลึกซึ้งโดยเทศนา ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง เพราะในภวจักรนี้ สภาวะแห่งธรรมมีอวิชชาเป็นต้นอันใด ธรรมมีอวิชชาเป็นต้นย่อมเป็นธรรมอันบุคคลแทงตลอดโดยลักษณะของตน ด้วยการแทงตลอดอันใด สภาวะนั้นชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะหยั่งลงได้โดยยาก ฉะนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกซึ้งโดยการแทงตลอด.

เพราะในภวจักรนี้ อรรถแห่งอวิชชาเป็นอัญญาณ (ความไม่รู้) เป็นอทรรศนะ (ความไม่เห็น) และการไม่แทงตลอดสัจจะซึ่งเป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งสังขารทั้งหลายว่าเป็นสภาพปรุงแต่ง การประกอบกรรม เป็นไปกับราคะและปราศจากราคะ เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งวิญญาณว่าเป็นสุญญตะ (ว่างเปล่า) ไม่ขวนขวาย ไม่เคลื่อนไปและปรากฏเป็นปฏิสนธิ เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งนามรูปว่าเป็นสภาพเกิดพร้อมกัน แยกกันได้ แยกกันไม่ได้ น้อมไปและแปรผัน เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งสฬายตนะว่าเป็นอธิบดี (เป็นใหญ่ยิ่ง) เป็นโลก เป็นทวาร เป็นเขตและเป็นอารมณ์ เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งผัสสะว่าเป็นการถูก การกระทบ การประจวบ และการประชุม เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งเวทนาว่าเป็นการเสวยรสอารมณ์ เป็นสุขเป็นทุกข์ ความวางเฉยและเสวยอารมณ์อันไม่มีชีวะ เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งตัณหาว่าเป็นความเพลิดเพลิน ความปรารถนาความเพลิดเพลินนั้น เป็นของให้เต็มได้ยาก ดังสายลำธาร แม่น้ำ ตัณหาคือทะเล เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งอุปาทานว่าเป็นความยึด ความถือ ความยึดมั่น ความลูบคลำก้าวล่วงได้โดยยาก เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งภพว่าเป็นการซัดไปในกำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสเพราะการปรุงแต่งแห่งการทำกรรม เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งชาติว่าเป็นความเกิด ความเกิดพร้อม ความหยั่งลง ความบังเกิดและความปรากฏ เป็นอรรถลึกซึ้ง. อรรถแห่งชรามรณะว่าเป็นความสิ้น ความเสื่อม ความแตกและความแปรปรวน เป็นอรรถลึกซึ้ง.

นี้เป็นความลึกซึ้งโดยการแทงตลอดในภวจักรนี้ ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบภวจักรโดยประเภทแห่งนัย

อนึ่ง ในภวจักรนี้ มีอรรถนัย (นัยแห่งอรรถ) ๔ คือ

เอกัตตนัย นัยที่มีอรรถอย่างเดียวกัน

นานัตตนัย นัยที่มีอรรถต่างกัน

อัพยาปารนัย นัยที่ไม่มีการขวนขวาย

เอวังธัมมตานัย นัยที่มีอย่างนี้เป็นธรรมดา.

เพราะฉะนั้น พึงทราบภวจักรนี้ แม้โดยความต่างนัยตามควร.

บรรดานัยทั้ง ๔ นั้น ความไม่ขาดแห่งสันดาน (ความสืบต่อ) เหมือนความที่เมล็ดพืชเกิดเป็นต้นไม้ โดยความมีหน่อเป็นต้น อย่างนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขารทั้งหลาย เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าเอกัตตนัย.

เมื่อพระโยคาวจรเห็นภวจักรโดยชอบ ย่อมละอุจเฉททิฏฐิได้ เพราะหยั่งรู้ความไม่ขาดไปแห่งความสืบต่ออันเป็นไปอยู่ด้วยความเกี่ยวข้องกันทั้งเหตุและผล เมื่อเห็นผิดย่อมยึดถือสัสสตทิฏฐิ โดยยึดเป็นอันเดียวกันแห่งความไม่ขาดตอนแห่งความสืบต่อ ซึ่งกำลังเป็นไป ด้วยความพันกันซึ่งเหตุและผล.

ส่วนความกำหนดลักษณะภวจักรมีอวิชชาเป็นต้น ตามภาวะของตน ชื่อว่านานัตตนัย เมื่อพระโยคาวจรเห็นภวจักรโดยชอบ ย่อมละสัสสตทิฏฐิได้ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งสภาวะใหม่ๆ เมื่อเห็นผิดย่อมยึดถืออุจเฉททิฏฐิ เพราะยึดถือความต่างกันแห่งความสืบต่อที่แตกไป ซึ่งตกไปในสันดานเดียวกันนั่นเอง.

ความที่อวิชชาไม่มีความขวนขวายว่า สังขารทั้งหลายอันเราพึงให้เกิดขึ้น หรือความที่สังขารทั้งหลายไม่มีความขวนขวายว่า วิญญาณอันพวกเราพึงให้เกิดขึ้น ดังนี้ เป็นต้นด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าอัพยาปารนัย. เมื่อพระโยคาวจรเห็นอยู่โดยชอบ ย่อมละอัตตทิฏฐิ เพราะหยั่งเห็นความไม่มีผู้สร้าง เมื่อเห็นผิดย่อมยึดถืออกิริยทิฏฐิ เพราะความไม่ยึดถือความที่เหตุอันสำเร็จโดยกำหนดสภาวะแห่งอวิชชาเป็นต้น ในเพราะไม่มีความขวนขวายแม้นั้น.

อนึ่ง ความเกิดขึ้นแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้น ด้วยเหตุทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ไม่ใช่ธรรมเหล่าอื่น เหมือนความที่นมส้มเป็นต้นเกิดแต่นมสดเป็นต้น ดังนี้ นี้ชื่อว่าเอวังธัมมตานัย. เมื่อพระโยคีเห็นโดยชอบย่อมละอเหตุกทิฏฐิและอกิริยทิฏฐิได้ เพราะหยั่งรู้ผลโดยสมควรแก่ปัจจัย เมื่อเห็นผิด ย่อมยึดถืออเหตุกทิฏฐิและนิยตวาทะ (ความเห็นว่าเที่ยง) เพราะไม่ยึดถือความเป็นไปแห่งผลอันควรแก่ปัจจัย ไม่ยึดถือความเกิดของสภาพอะไรๆ แต่ที่ไหนๆ เลย เพราะฉะนั้น ภวจักรนี้ บัณฑิต

พึงทราบโดยความเป็นสัจจะและเป็น

แดนเกิดแห่งสัจจะ ๑ โดยกิจ ๑ โดยการห้าม

๑ โดยอุปมา ๑ โดยประเภทอันลึกซึ้ง ๑

โดยประเภทแห่งนัย ๑ ตามควรด้วยประการ

ฉะนี้.

จริงอยู่ ภวจักรนี้ ชื่อว่าหยั่งไม่ถึง เพราะลึกซึ้ง ชื่อว่าก้าวล่วงได้ยาก เพราะต้องศึกษาเอาโดยนัยต่างๆ ใครๆ ยังไม่ทำลายภวจักร (ความหมุนไปแห่งภพ) อันย่ำยีอยู่เป็นนิตย์ดุจอสนิบาต ด้วยดาบคือญาณอันลับดีแล้ว บนหินคือสมาธิอันประเสริฐแล้วจะผ่านพ้นภัยคือสังสารไม่ได้ ย่อมไม่มีแม้ในระหว่างแห่งความฝัน ข้อนี้สมดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง ทั้งมีกระแสความลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ ไม่ตรัสรู้ ไม่แทงตลอดธรรมนี้ หมู่สัตว์นี้จึงเป็นผู้ยุ่งเหมือนเส้นด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปมกระจุกเส้นด้าย เป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ย่อมไม่ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สังสาร ดังนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตในโลกนี้ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ตนหรือแก่ชนเหล่าอื่น พึงละกิจที่เหลือแล้ว

พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ประกอบความ

เพียรเนืองๆ ก็จะพึงได้ความหยั่งลงใน

ประเภทแห่งปัจจยาการอันลึกซึ้งนี้ได้แล.

____________________________

สํ. นิทาน. เล่มที่ ๑๖/ข้อ ๒๒๕/หน้า ๑๑๑.

วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร