This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture

อรรถกถาแปลไทย

Text only · no interpretation19 lines1 editions

อรรถกถาอนุปุพพาภิสมยกถา ว่าด้วยการตรัสรู้โดยลำดับ

บัดนี้ เป็นเรื่องการตรัสรู้โดยลำดับ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งการตรัสรู้ต่างๆ ของชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ นิกายสัพพัตถิกะ นิกายสมิติยะและนิกายภัทรยานิกะทั้งหลายในขณะนี้ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ย่อมละกิเลสทั้งหลายได้บางอย่างด้วยการเห็นซึ่งทุกข์ ย่อมละกิเลสบางอย่างได้ด้วยการเห็นสมุทัย ... นิโรธ ... มรรคโดยทำนองเดียวกัน และย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เหลือ เพราะทำการละกิเลสโดยลำดับ ๑๖ ส่วนอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ โดยไม่พิจารณาถือเอาพระสูตรทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ผู้มีปัญญา พึงกำจัดมลทินของตนทีละน้อยๆ

ทุกๆ ขณะ ดุจช่างทองกำจัดมลทินทอง ฉะนั้น ดังนี้.

เพื่อตำหนิลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูกถามว่า บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับหรือ ปราวาทีปฏิเสธ เพราะกลัวว่า การตรัสรู้มีจำนวนมากมายของมรรคเดียว.

ถูกถามครั้งที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการเห็นทุกข์เป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ปรวาทีย่อมตอบรับรองว่า ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านั้นเป็นโสดาปัตติมรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ย่อมปรารถนาผลเพียงหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงปฏิเสธ.

แม้ในสกทาคามิมรรคเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในปัญหาว่า เมื่อเห็นมรรคแล้วพึงกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผลหรือ. อธิบายว่า การเห็นทุกข์เป็นต้นยังไม่สำเร็จ แต่การเห็นนั้นชื่อว่าสำเร็จด้วยการเห็นของมรรคแล้ว จากนั้นจึงถึงซึ่งการนับว่าผู้นั้นตั้งอยู่ในผล เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองว่า ใช่.

คำถามของปรวาทีว่า เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะทั้ง ๔ ก็เป็นอันได้เห็นแล้วหรือ สกวาทีตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔ นั้นพร้อมกัน เมื่อซักอีกว่า ทุกขสัจจะเป็นสัจจะทั้ง ๔ หรือ สกวาทีนั้นนั่นแหละตอบปฏิเสธ เพราะสัจจะทั้ง ๔ มีสภาวะต่างกัน.

คำถามว่า เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว เป็นของสกวาที. คำรับรองเป็นของปรวาที เพราะลัทธิของท่านว่า เมื่อบุคคลแทงตลอดธรรมอันหนึ่งโดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้แทงตลอดธรรมแม้ทั้งปวง ดุจบุคคลรู้รสแห่งน้ำเพียงหยาดเดียวจากสมุทร ย่อมเป็นผู้ชื่อว่ารู้รสน้ำที่เหลือ ดังนี้.

คำว่า ด้วยญาณ ๔ ได้แก่ ด้วยญาณในทุกข์เป็นต้น ได้แก่ญาณในอริยสัจจ์ ๔.

คำว่า ด้วยญาณ ๘ ได้แก่ ด้วยสัจจญาณ ๔ อันทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย และปฏิสัมภิทาญาณ ๔.

คำว่า ด้วยญาณ ๑๒ ได้แก่ ด้วยญาณในปฏิจจสมุปบาทอันมีองค์ ๑๒.

คำว่า ด้วยญาณ ๔๔ ได้แก่ ด้วยญาณที่ท่านกล่าวไว้ในนิทานวรรคอย่างนี้ว่า ญาณในชรา มรณะ และญาณในเหตุเกิดขึ้นแห่งชราและมรณะ.

คำว่า ด้วยญาณ ๗๗ ได้แก่ ด้วยญาณที่ท่านกล่าวไว้ในนิทานวรรคนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชราและมรณะเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เกิดขึ้นเพราะอาศัยกัน มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา.

คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งพระบาลีพร้อมกับการชำระพระสูตร นั้นแล.

อรรถกถาอนุปุพพาภิสมยกถา จบ. -----------------------------------------------------

Editions used and their licences

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

Commentary on ๑