This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๘. สิงคาลกสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๑๗๒–๒๐๖พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค35 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๘. สิงคาลกสูตร (๑๓)

สิงฺคาลกสุตฺตํ

๑๗๒

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้น สิงคาลกคฤหบดีบุตร ลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบ น้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน ฯ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน สิงฺคาลโก คหปติปุตฺโต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส ปญฺชลิโก ปุถุทฺทิสา นมสฺสติ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ทกฺขิณํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทิสํ อุตฺตรํ ทิสํ เหฏฺฐิมํ ทิสํ อุปริมํ ทิสํ ฯ

๑๗๓

ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้ทอดพระเนตรเห็น สิงคาลกคฤหบดีบุตร ซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศ เบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ แล้วได้ตรัสถามว่า ดูกรคฤหบดีบุตร ท่านลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้อง หลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ เพราะเหตุอะไรหนอ ฯ สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คุณพ่อของข้าพระ- *พุทธเจ้าเมื่อใกล้จะตายได้สั่งไว้อย่างนี้ว่า ดูกรพ่อ เจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศ ทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศ เบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ ฯ ภ. ดูกรคฤหบดีบุตร ในวินัยของพระอริยเจ้า เขาไม่นอบน้อมทิศ ๖ กัน อย่างนี้ ฯ สิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างไร ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ตามที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันนั้นเถิด ฯ

อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อทฺทสา โข ภควา สิงฺคาลกํ คหปติปุตฺตํ กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺถํ อลฺลเกสํ ปญฺชลิกํ ปุถุทฺทิสา นมสฺสนฺตํ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ทกฺขิณํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทิสํ อุตฺตรํ ทิสํ เหฏฺฐิมํ ทิสํ อุปริมํ ทิสํ ทิสฺวาน สิงฺคาลกํ คหปติปุตฺตํ เอตทโวจ กินฺนุ ตฺวํ คหปติปุตฺต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส ปญฺชลิโก ปุถุทฺทิสา นมสฺสสิ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ฯเปฯ อุปริมํ ทิสนฺติ ฯ ปิตา มม ภนฺเต กาลํ กโรนฺโต เอวํ อวจ ทิสา ตาต นมสฺเสยฺยาสีติ โส โข อหํ ภนฺเต ปิตุ วจนํ สกฺกโรนฺโต ครุกโรนฺโต มาเนนฺโต ปูเชนฺโต กาลสฺเสว วุฏฺฐาย ราชคหา นิกฺขมิตฺวา อลฺลวตฺโถ อลฺลเกโส ปญฺชลิโก ปุถุทฺทิสา นมสฺสามิ ปุรตฺถิมํ ทิสํ ฯเปฯ อุปริมํ ทิสนฺติ ฯ น โข คหปติปุตฺต อริยสฺส วินเย เอวํ ฉ ทิสา นมสฺสิตพฺพาติ ฯ ยถากถํ ปน ภนฺเต อริยสฺส วินเย ฉ ทิสา นมสฺสิตพฺพา สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถา อริยสฺส วินเย ฉ ทิสา นมสฺสิตพฺพาติ ฯ

๑๗๔

ดูกรคฤหบดีบุตร ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงตั้งใจให้ดี เรา จักกล่าว ฯ สิงคาลกคฤหบดีบุตร ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มี พระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดีบุตร อริยสาวกละกรรมกิเลสทั้ง ๔ ได้แล้ว ไม่ ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ ปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อ ชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้ว ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ กรรมกิเลส ๔ เป็นไฉน ที่อริยสาวกละได้แล้ว ดูกรคฤหบดีบุตร กรรม กิเลส คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ กรรม กิเลส ๔ เหล่านี้ ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

เตนหิ คหปติปุตฺต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สิงฺคาลโก คหปติปุตฺโต ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ ยโต โข คหปติปุตฺต อริยสาวกสฺส จตฺตาโร กมฺมกฺกิเลสา ปหีนา โหนฺติ จตูหิ ฐาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรติ ฉ จ โภคานํ อปายมุขานิ น เสวติ โส เอวํ จุทฺทสปาปกาปคโต ฉทิสาปฏิจฺฉาที โหติ อุโภโลกวิชยาย ปฏิปนฺโน โหติ ตสฺส อยญฺเจว โลโก อารทฺโธ โหติ ปโร จ โลโก ฯ โส กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ ฯ {๑๗๔.๑} กตมสฺส จตฺตาโร กมฺมกฺกิเลสา ปหีนา โหนฺติ ฯ ปาณาติปาโต โข คหปติปุตฺต กมฺมกฺกิเลโส อทินฺนาทานํ กมฺมกฺกิเลโส กาเมสุ มิจฺฉาจาโร กมฺมกฺกิเลโส มุสาวาโท กมฺมกฺกิเลโส อิมสฺส จตฺตาโร กมฺมกฺกิเลสา ปหีนา โหนฺตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑๗๕

ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท และการคบหาภรรยาผู้อื่น เรากล่าวว่าเป็นกรรมกิเลส บัณฑิตไม่สรรเสริญ ฯ

ปาณาติปาโต อทินฺนาทานํ มุสาวาโท ปวุจฺจติ ปรทารคมนญฺเจว น ปสํสนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ

๑๗๖

อริยสาวกไม่กระทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ เป็นไฉน ปุถุชนถึง ฉันทาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ถึงโทสาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ถึงโมหา- *คติ ย่อมทำกรรมอันลามก ถึงภยาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ท่านย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะ ๔ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

กตเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรติ ฉนฺทาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ โทสาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ โมหาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ ภยาคตึ คจฺฉนฺโต ปาปกมฺมํ กโรติ ฯ ยโต โข คหปติปุตฺต อริยสาวโก เนว ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ฯ อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ ปาปกมฺมํ น กโรตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑๗๗

ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม ดังดวงจันทร์ในข้างแรม ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรมเพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ดุจดวงจันทร์ในข้างขึ้น ฯ

ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา โย ธมฺมํ อติวตฺตติ นิหียติ ตสฺส ยโส กาฬปกฺเขว จนฺทิมา ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา โย ธมฺมํ นาติวตฺตติ อาปูรติ ตสฺส ยโส สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมาติ ฯ

๑๗๘

อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการ เที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การเที่ยว ดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ การประกอบ เนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ

กตมานิ ฉ โภคานํ อปายมุขานิ น เสวติ ฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยโค โข คหปติปุตฺต โภคานํ อปายมุขํ วิกาลวิสิขาจริยานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ สมชฺชาภิจรณํ โภคานํ อปายมุขํ ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ ปาปมิตฺตานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ อาลสฺสานุโยโค โภคานํ อปายมุขํ ฯ

๑๗๙

ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการนี้ คือ ความเสื่อมทรัพย์ อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง ๑ ก่อการทะเลาะวิวาท ๑ เป็นบ่อเกิดแห่งโรค ๑ เป็นเหตุ เสียชื่อเสียง ๑ เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย ๑ มีบทที่ ๖ คือ เป็นเหตุทอนกำลัง ปัญญา ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้แล ฯ

ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺ- ฐานานุโยเค สนฺทิฏฺฐิกา ธนชานิ กลหปฺปวฑฺฒนี โรคานํ อายตนํ อกิตฺติสญฺชนนี หิริโกปินนิทฺทํสนี ปญฺญาย ทุพฺพลีกรณีเตฺวว ฉฏฺฐํ ปทํ ภวติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา สุราเมรยมชฺช- ปมาทฏฺฐานานุโยเค ฯ

๑๘๐

ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปใน ตรอกต่างๆ ในกลางคืน ๖ ประการเหล่านี้ คือ ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษา ตัว ๑ ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา ๑ ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ๑ เป็นที่ระแวงของคนอื่น ๑ คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น ๑ อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการ ประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืนเหล่านี้แล ฯ

ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา วิกาลวิสิขาจริยานุโยเค อตฺตาปิสฺส อคุตฺโต อรกฺขิโต โหติ ปุตฺตทาโรปิสฺส อคุตฺโต อรกฺขิโต โหติ สาปเตยฺยํปิสฺส อคุตฺตํ อรกฺขิตํ โหติ สงฺกิโย จ โหติ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ อภูตวจนญฺจ ตสฺมึ รูหติ พหูนญฺจ ทุกฺขธมฺมานํ ปุรกฺขิโต โหติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา วิกาลวิสิขาจริยานุโยเค ฯ

๑๘๑

ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการเที่ยวดูมหรสพ ๖ ประการเหล่านี้คือ รำที่ไหนไปที่นั่น ๑ ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น ๑ ประโคมที่ไหนไปที่นั่น ๑ เสภาที่ไหน ไปที่นั่น ๑ เพลงที่ไหนไปที่นั่น ๑ เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการเที่ยวดูมหรสพเหล่านี้แล ฯ

ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา สมชฺชาภิจรเณ กฺว นจฺจํ กฺว คีตํ กฺว วาทิตํ กฺว อกฺขานํ กฺว ปาณิสฺสรํ กฺว กุมฺภถูนนฺติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา สมชฺชาภิจรเณ ฯ

๑๘๒

ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการเหล่านี้ คือ ผู้ชนะย่อมก่อเวร ๑ ผู้แพ้ย่อม เสียดายทรัพย์ที่เสียไป ๑ ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน ๑ ถ้อยคำของคนเล่นการ พนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น ๑ ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท ๑ ไม่มีใคร ประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า ชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยง ภรรยา ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้แล ฯ

ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยเค ชยํ เวรํ ปสวติ ชิโน วิตฺตมนุโสจติ สนฺทิฏฺฐิกา ธนชานิ สภาคตสฺส วจนํ น รูหติ มิตฺตามจฺจานํ ปริภูโต โหติ อาวาหวิวาหกานํ อปฺปตฺถิโต โหติ อกฺขธุตฺโต ปุริสปุคฺคโล นาลํ ทารภรณายาติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยเค ฯ

๑๘๓

ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่ว เป็นมิตร ๖ ประการเหล่านี้ คือ นำให้เป็นนักเลงการพนัน ๑ นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้ ๑ นำให้เป็นนักเลงเหล้า ๑ นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม ๑ นำให้เป็นคน โกงเขาซึ่งหน้า ๑ นำให้เป็นคนหัวไม้ ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการ ประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตรเหล่านี้แล ฯ

ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา ปาปมิตฺตานุโยเค เย ธุตฺตา เย โสณฺฑา เย ปิปาสา เย เนกติกา เย วญฺจนิกา เย สาหสิกา ตฺยาสฺส มิตฺตา โหนฺติ เต สหายา ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา ปาปมิตฺตานุโยเค ฯ

๑๘๔

ดูกรคฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน ๖ ประการเหล่านี้ คือ มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้อ้างว่าร้อน นัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้ อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัด เพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้น ไป ดูกรคฤหบดีบุตร โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เหล่านี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ฉ โขเม คหปติปุตฺต อาทีนวา อาลสฺสานุโยเค อติสีตนฺติ กมฺมํ น กโรติ อติอุณฺหนฺติ กมฺมํ น กโรติ อติสายนฺติ กมฺมํ น กโรติ อติปาโตติ กมฺมํ น กโรติ อติจฺฉาโตสฺมีติ กมฺมํ น กโรติ อติปิปาสิโตสฺมีติ กมฺมํ น กโรติ ตสฺส เอวํ กิจฺจาปเทสพหุลสฺส วิหรโต อนุปฺปนฺนา เจว โภคา นุปฺปชฺชนฺติ อุปฺปนฺนา จ โภคา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ ฯ อิเม โข คหปติปุตฺต ฉ อาทีนวา อาลสฺสานุโยเคติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑๘๕

เพื่อนในโรงสุราก็มี เพื่อนกล่าวแต่ปากว่าเพื่อนๆ ก็มี ส่วนผู้ใดเป็นสหายในเมื่อความต้องการเกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้นจัดว่า เป็นเพื่อนแท้ เหตุ ๖ ประการ คือ การนอนสาย ๑ การเสพ ภรรยาผู้อื่น ๑ ความประสงค์ผูกเวร ๑ ความเป็นผู้ทำแต่สิ่งหา ประโยชน์มิได้ ๑ มิตรชั่ว ๑ ความเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่นนัก ๑ เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้พึงถึง คนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว มีมรรยาทและการเที่ยวชั่ว ย่อม เสื่อมจากโลกทั้งสอง คือ จากโลกนี้และจากโลกหน้า เหตุ ๖ ประการ คือ การพนันและหญิง ๑ สุรา ๑ ฟ้อนรำขับร้อง ๑ นอนหลับในกลางวันบำเรอตนในสมัยมิใช่การ ๑ มิตรชั่ว ๑ ความตระหนี่เหนียวแน่นนัก ๑ เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจาก ประโยชน์สุข ที่จะพึงได้พึงถึง ชนเหล่าใดเล่นการพนัน ดื่ม สุรา เสพหญิงภรรยาที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น คบแต่คน ต่ำช้า และไม่คบหาคนที่มีความเจริญ ย่อมเสื่อมเพียงดัง ดวงจันทร์ในข้างแรม ผู้ใดดื่มสุรา ไม่มีทรัพย์ หาการงานทำ เลี้ยงชีวิตมิได้ เป็นคนขี้เมา ปราศจากสิ่งเป็นประโยชน์ เขา จักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ ฉะนั้น จักทำความอากูล แก่ตนทันที คนมักมีการนอนหลับในกลางวัน เกลียดชังการ ลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาเป็นนิจ ไม่อาจครอบครอง เหย้าเรือนให้ดีได้ ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยชายหนุ่มที่ ละทิ้งการงาน ด้วยอ้างเลศว่า หนาวนัก ร้อนนัก เวลานี้เย็น เสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความ ร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจาก ความสุขเลย ฯ

โหติ ปานสขา นาม โหติ สมฺมิยสมฺมิโย โย จ อตฺเถสุ ชาเตสุ สหาโย โหติ โส สขา ฯ อุสฺสูรเสยฺยา ปรทารเสวนา เวรปฺปสงฺโค จ อนตฺถตา จ ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธํสยนฺติ ฯ ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร อสฺมา โลกา ปรมฺหา จ อุภยา ธํสเต นโร ฯ อกฺขิตฺถิโย วารุณี นจฺจคีตํ ทิวาโสปฺปํ ปาริจริยา อกาเล ปาปา จ มิตฺตา สุกทริยตา จ เอเต ฉ ฐานา ปุริสํ ธํสยนฺติ ฯ อกฺเขหิ ทิพฺพนฺติ สุรํ ปิวนฺติ ยนฺติตฺถิโย ปาณสมา ปเรสํ นิหีนเสวี น จ วุฑฺฒิเสวี นิหียติ กาฬปกฺเขว จนฺทิมา โย วารุณิ อธโน อภิจฺฉโน ปิปาโสสิ อตฺถปาคโต อุทกมิว อิณํ วิคาหติ อากุลํ กาหติ ขิปฺปมตฺตโน ฯ น ทิวาสุปฺปสีเลน รตฺตินุฏฺฐานเทสฺสินา นิจฺจํ มตฺเตน โสณฺเฑน สกฺกา อาวสิตุํ ฆรํ ฯ อติสีตํ อติอุณฺหํ อติสายมิทํ อหุ อิติ วิสฺสฏฺฐกมฺมนฺเต อตฺถา อจฺเจนฺติ มาณเว ฯ โย จ สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ติณา ภิยฺโย น มญฺญติ กรํ ปุริสกิจฺจานิ โส สุขา น วิหายตีติ ฯ

๑๘๖

ดูกรคฤหบดีบุตร คน ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ คนนำสิ่งของๆ เพื่อนไปถ่ายเดียว [คนปอกลอก] ๑ คนดีแต่พูด ๑ คนหัวประจบ ๑ คนชักชวนใน ทางฉิบหาย ๑ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร ฯ

จตฺตาโรเม คหปติปุตฺต อมิตฺตา มิตฺตปฺปฏิรูปกา เวทิตพฺพา อญฺญทตฺถุหโร อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ วจีปรโม อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อนุปฺปิยภาณี อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อปายสหาโย อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ

๑๘๗

ดูกรคฤหบดีบุตร คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็น แต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ๑ เสียให้น้อยคิด เอาให้ได้มาก ๑ ไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย ๑ คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ ประโยชน์ของตัว ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อญฺญทตฺถุหโร อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อญฺญทตฺถุหโร โหติ อปฺเปน พหุมิจฺฉติ ภยสฺส กิจฺจํ น กโรติ เสวติ อตฺถการณา ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อญฺญทตฺถุหโร อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ

๑๘๘

ดูกรคฤหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็น แต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย ๑ อ้างเอาของที่ยัง ไม่มาถึงมาปราศรัย ๑ สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑ เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดง ความขัดข้อง [ออกปากพึ่งมิได้] ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่า ไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ วจีปรโม อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ อตีเตน ปฏิสนฺถรติ อนาคเตน ปฏิสนฺถรติ นิรตฺถเกน สงฺคณฺหาติ ปจฺจุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ พฺยสนํ ทสฺเสติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ วจีปรโม อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ

๑๘๙

ดูกรคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็น แต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว [จะทำชั่วก็คล้อย ตาม] ๑ ตามใจเพื่อนให้ทำความดี [จะทำดีก็คล้อยตาม] ๑ ต่อหน้าสรรเสริญ ๑ ลับหลังนินทา ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่ คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อนุปฺปิยภาณี อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ปาปกมฺมํปิสฺส อนุชานาติ กลฺยาณํปิสฺส อนุชานาติ สมฺมุขสฺส วณฺณํ ภาสติ ปรมฺมุขสฺส อวณฺณํ ภาสติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อนุปฺปิยภาณี อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ

๑๙๐

ดูกรคฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่ มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน ๑ ชักชวนให้เที่ยวดูการมหรสพ ๑ ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ประมาท ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อปายสหาโย อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานานุโยเค สหาโย โหติ วิกาลวิสิขาจริยานุโยเค สหาโย โหติ สมชฺชาภิจรเณ สหาโย โหติ ชูตปฺปมาทฏฺฐานานุโยเค สหาโย โหติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อปายสหาโย อมิตฺโต มิตฺตปฺปฏิรูปโก เวทิตพฺโพ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑๙๑

บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรปอกลอก ๑ มิตรดีแต่พูด ๑ มิตรหัวประจบ ๑ มิตรชักชวนในทางฉิบหาย ๑ ว่าไม่ใช่มิตรแท้ ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เหมือนคน เดินทางเว้นทางที่มีภัย ฉะนั้น ฯ

อญฺญทตฺถุหโร มิตฺโต โย จ มิตฺโต วจีปรโม อนุปฺปิยญฺจ โย อาหุ อปาเยสุ จ โย สขา เอเต อมิตฺเต จตฺตาโร อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต อารกา ปริวชฺเชยฺย มคฺคํ ปฏิภยํ ยถาติ ฯ

๑๙๒

ดูกรคฤหบดีบุตร มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ท่านพึงทราบว่า เป็นมิตรมีใจดี [เป็นมิตรแท้] ฯ

จตฺตาโรเม คหปติปุตฺต มิตฺตา สุหทา เวทิตพฺพา อุปการโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ สมานสุขทุกฺโข มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ อตฺถกฺขายี มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ อนุกมฺปโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ

๑๙๓

ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ คือ รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ ประมาทแล้ว ๑ เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้นเพิ่มทรัพย์ให้ สองเท่า [เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก] ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตร มีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อุปการโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ปมตฺตํ รกฺขติ ปมตฺตสฺส สาปเตยฺยํ รกฺขติ ภีตสฺส ปฏิสรณํ โหติ อุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ กรณีเยสุ ตทฺทิคุณํ โภคํ อนุปฺปเทติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อุปการโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ

๑๙๔

ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตร แท้โดยสถาน ๔ คือ บอกความลับ [ของตน] แก่เพื่อน ๑ ปิดความลับของเพื่อน ๑ ไม่ละทิ้งในเหตุอันตราย ๑ แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้ ๑ ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ สมานสุขทุกฺโข มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ คุยฺหมสฺส อาจิกฺขติ คุยฺหมสฺส ปริคุยฺหติ อาปทาสุ น วิชหติ ชีวิตํปิสฺส อตฺถาย ปริจฺจตฺตํ โหติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ สมานสุขทุกฺโข มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ

๑๙๕

ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตร แท้โดยสถาน ๔ คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ยัง ไม่เคยฟัง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึง ทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อตฺถกฺขายี มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ปาปา นิวาเรติ กลฺยาเณ นิเวเสติ อสฺสุตํ สาเวติ สคฺคสฺส มคฺคํ อาจิกฺขติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อตฺถกฺขายี มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ ฯ

๑๙๖

ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ คือ ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน ๑ ยินดีด้วยความเจริญของ เพื่อน ๑ ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน ๑ สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน ๑ ดูกรคฤหบดี บุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

จตูหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อนุกมฺปโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพ อภเวนสฺส น นนฺทติ ภเวนสฺส นนฺทติ อวณฺณํ ภณมานํ นิวาเรติ วณฺณํ ภณมานํ ปสํสติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต จตูหิ ฐาเนหิ อนุกมฺปโก มิตฺโต สุหโท เวทิตพฺโพติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๑๙๗

บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรัก ใคร่ ๑ ว่าเป็นมิตรแท้ ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพ เหมือนมารดากับบุตร ฉะนั้น บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อม รุ่งเรืองส่องสว่างเพียงดังไฟ เมื่อบุคคลออมโภคสมบัติอยู่ เหมือนแมลงผึ้งผนวกรัง โภคสมบัติย่อมถึงความสั่งสมดุจ จอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น ฉะนั้น คฤหัสถ์ในตระกูลผู้ สามารถ ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภค สมบัติออกเป็นสี่ส่วน เขาย่อมสมานมิตรไว้ได้ พึงใช้สอย โภคสมบัติด้วยส่วนหนึ่ง พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ด้วย หมายว่าจักมีไว้ในยามอันตราย ดังนี้ ฯ

อุปกาโร จ โย มิตฺโต สุขทุกฺโข จ โย สขา อตฺถกฺขายี จ โย มิตฺโต โย จ มิตฺตานุกมฺปโก ฯ เอเตปิ มิตฺเต จตฺตาโร อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต สกฺกจฺจํ ปยิรุปาเสยฺย มาตา ปุตฺตํว โอรสํ ฯ ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน ชลํ อคฺคีว ภาสติ โภเค สํหรมานสฺส ภมรสฺเสว อิรียโต ฯ โภคา สนฺนิจยํ ยนฺติ วมฺมิโกวูปจียติ เอวํ โภเค สมาหริตฺวา อลมตฺโต กุเล คิหี ฯ จตุธา วิภเช โภเค สเว มิตฺตานิ คนฺถติ เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย อาปทาสุ ภวิสฺสตีติ ฯ

๑๙๘

ดูกรคฤหบดีบุตร ก็อริยสาวกเป็นผู้ปกปิดทิศทั้ง ๖ อย่างไร ท่าน พึงทราบทิศ ๖ เหล่านี้ คือ พึงทราบมารดาบิดาว่าเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็น ทิศเบื้องขวา บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน ฯ

กถญฺจ คหปติปุตฺต อริยสาวโก ฉทิสาปฏิจฺฉาที โหติ ฯ ฉ อิมา คหปติปุตฺต ทิสา เวทิตพฺพา ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร เวทิตพฺพา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา เวทิตพฺพา ปจฺฉิมา ทิสา ปุตฺตทารา เวทิตพฺพา อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา เวทิตพฺพา เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา เวทิตพฺพา อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา เวทิตพฺพา ฯ

๑๙๙

ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรพึงบำรุง ด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ จักรับทำ กิจของท่าน ๑ จักดำรงวงศ์สกุล ๑ จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑ ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ ห้ามจากความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ ในความดี ๑ ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๑ หาภรรยาที่สมควรให้ ๑ มอบทรัพย์ให้ ในสมัย ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหน้านั้น ชื่อว่า อันบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ภโต เนสํ ภริสฺสามิ กิจฺจํ เนสํ กริสฺสามิ กุลวํสํ ฐเปสฺสามิ ทายชฺชํ ปฏิปชฺชามิ อถวา ปน เปตานํ กาลกตานํ ทกฺขิณํ อนุปฺปทสฺสามีติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ โข ฐาเนหิ ปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ ปาปา นิวาเรนฺติ กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ สิปฺปํ สิกฺขาเปนฺติ ปฏิรูเปน ทาเรน สญฺโญเชนฺติ สมเย ทายชฺชํ นิยฺยาเทนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺเตน ปุรตฺถิมา ทิสา มาตาปิตโร ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ ปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา ปุรตฺถิมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ

๒๐๐

ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์พึงบำรุงด้วย สถาน ๕ คือ ด้วยลุกขึ้นยืนรับ ๑ ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑ ด้วยการเชื่อฟัง ๑ ด้วยการปรนนิบัติ ๑ ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ แนะนำดี ๑ ให้เรียนดี ๑ บอก ศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด ๑ ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ๑ ทำความป้องกัน ในทิศทั้งหลาย ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่า นี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องขวานั้น ชื่อว่าอันศิษย์ ปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อนฺเตวาสินา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา อุฏฺฐาเนน อุปฏฺฐาเนน สุสฺสุสาย ปาริจริยาย สกฺกจฺจํ สิปฺปํ ปฏิคฺคหเณน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสินา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสึ อนุกมฺปนฺติ สุวินีตํ วิเนนฺติ สุคหิตํ คาหาเปนฺติ สพฺพสิปฺเปสุ ตํ สมกฺขายิโน ภวนฺติ มิตฺตามจฺเจสุ ปฏิเวเทนฺติ ทิสาสุ ปริตฺตาณํ กโรนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสินา ทกฺขิณา ทิสา อาจริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อนฺเตวาสึ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา ทกฺขิณา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ

๒๐๑

ดูกรคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีพึงบำรุงด้วย สถาน ๕ คือ ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา ๑ ด้วยไม่ดูหมิ่น ๑ ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ ๑ ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้ ๑ ด้วยให้เครื่องแต่งตัว ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ จัดการงานดี ๑ สงเคราะห์คน ข้างเคียงของผัวดี ๑ ไม่ประพฤตินอกใจผัว ๑ รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ ๑ ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหลังนั้น ชื่อว่า อันสามีปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา สมฺมานนาย อวิมานนาย อนติจริยาย อิสฺสริยโวสฺสคฺเคน อลงฺการานุปฺปทาเนน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิกํ อนุกมฺปนฺติ สุสํวิหิตกมฺมนฺตา จ โหติ สุสงฺคหิตปริชนา จ อนติจารินี จ สมฺภตญฺจ อนุรกฺขติ ทกฺขา จ โหติ อนลสา สพฺพกิจฺเจสุ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิเกน ปจฺฉิมา ทิสา ภริยา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ สามิกํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา ปจฺฉิมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ

๒๐๒

ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรพึงบำรุงด้วย สถาน ๕ คือ ด้วยการให้ปัน ๑ ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก ๑ ด้วยประพฤติ ประโยชน์ ๑ ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ ๑ ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความ จริง ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ คือ รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ เมื่อมิตรมีภัยเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ ไม่ละทิ้ง ในยามวิบัติ ๑ นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้น ชื่อว่า อันกุลบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ

ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ทาเนน ปิยวชฺเชน อตฺถจริยาย สมานตฺตตาย อวิสํวาทนตาย ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ ปมตฺตํ รกฺขนฺติ ปมตฺตสฺส สาปเตยฺยํ รกฺขนฺติ ภีตสฺส สรณํ โหนฺติ อาปทาสุ น วิชหนฺติ อปรปชํปิสฺส ปฏิปูเชนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุตฺตรา ทิสา มิตฺตามจฺจา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา อุตฺตรา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ

๒๐๓

ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายพึงบำรุง ด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ๑ ด้วยให้อาหารและ รางวัล ๑ ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้ ๑ ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน ๑ ด้วยปล่อยในสมัย ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย ๑ เลิกการงานทีหลังนาย ๑ ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑ ทำการงานให้ดีขึ้น ๑ นำคุณของนายไปสรรเสริญ ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องต่ำนั้น ชื่อว่า อันนายปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนั้น ฯ

ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ อยิรเกน เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา ยถาพลํ กมฺมนฺตํ สํวิธาเนน ภตฺตเวตฺตนานุปฺปทาเนน คิลานุปฏฺฐาเนน อจฺฉริยานํ รสานํ สํวิภาเคน สมเย โวสฺสคฺเคน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรเกน เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา ปจฺจุปฏฺฐิตา ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรกํ อนุกมฺปนฺติ ปุพฺพุฏฺฐายิโน จ โหนฺติ ปจฺฉานิปาติโน จ ทินฺนาทายิโน จ สุกตกมฺมกรา จ กิตฺติวณฺณหรา จ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรเกน เหฏฺฐิมา ทิสา ทาสกมฺมกรา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ อยิรกํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา เหฏฺฐิมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยา ฯ

๒๐๔

ดูกรคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตร พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ ด้วยวจีกรรมประกอบ ด้วยเมตตา ๑ ด้วยมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู ๑ ด้วยให้อามิสทานเนืองๆ ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วย สถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ คือ ห้ามไม่ให้ทำ ความชั่ว ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม ๑ ให้ได้ฟังสิ่งที่ ยังไม่เคยฟัง ๑ ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑ ฯ ดูกรคฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วย สถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ เหล่านี้ ทิศเบื้องบน นั้น ชื่อว่าอันกุลบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้ ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ปญฺจหิ โข คหปติปุตฺต ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา ปจฺจุปฏฺฐาตพฺพา เมตฺเตน กายกมฺเมน เมตฺเตน วจีกมฺเมน เมตฺเตน มโนกมฺเมน อนาวฏทฺวารตาย อามิสานุปฺปทาเนน ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา ปจฺจุปฏฺฐิตา ฉหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ ปาปา นิวาเรนฺติ กลฺยาเณ นิเวเสนฺติ กลฺยาเณน มนสา อนุกมฺปนฺติ อสฺสุตํ สาเวนฺติ สุตํ ปริโยทเปนฺติ สคฺคสฺส มคฺคํ อาจิกฺขนฺติ ฯ อิเมหิ โข คหปติปุตฺต ปญฺจหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺเตน อุปริมา ทิสา สมณพฺราหฺมณา ปจฺจุปฏฺฐิตา อิเมหิ ฉหิ ฐาเนหิ กุลปุตฺตํ อนุกมฺปนฺติ เอวมสฺส เอสา อุปริมา ทิสา ปฏิจฺฉนฺนา โหติ เขมา อปฺปฏิภยาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

๒๐๕

มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยา เป็นทิศเบื้องหลัง มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสกรรมกร เป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในสกุล ผู้สามารถควรนอบน้อมทิศเหล่านี้ บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นคนละเอียดและมีไหวพริบ มีความประพฤติเจียมตน ไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ คนหมั่นไม่เกียจคร้าน ย่อมไม่หวั่นไหว ในอันตรายทั้งหลาย คนมีความประพฤติ ไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ คนผู้สงเคราะห์ แสวงหามิตรที่ดี รู้เท่าถ้อยคำที่เขากล่าว ปราศจากตระหนี่ เป็นผู้แนะนำแสดงเหตุผลต่างๆ เนืองๆ ผู้เช่นนั้น ย่อม ได้ยศ การให้ ๑ เจรจาไพเราะ ๑ การประพฤติให้เป็น ประโยชน์ ๑ ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ในคนนั้นๆ ตามควร ๑ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลกเหล่านี้แล เป็น เหมือนสลักรถอันแล่นไปอยู่ ถ้าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ ไม่พึงมีไซร้ มารดาและบิดาไม่พึงได้ความนับถือหรือความบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นธรรม เครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้โดยชอบ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นจึงถึง ความเป็นใหญ่ และเป็นผู้อันหมู่ชนสรรเสริญทั่วหน้า ดังนี้ ฯ

มาตาปิตา ทิสา ปุพฺพา อาจริยา ทกฺขิณา ทิสา ปุตฺตทารา ทิสา ปจฺฉา มิตฺตามจฺจา จ อุตฺตรา ทาสกมฺมกรา เหฏฺฐา อุทฺธํ สมณพฺราหฺมณา เอตา ทิสา นมสฺเสยฺย อลมตฺโต กุเล คิหี ฯ ปณฺฑิโต สีลสมฺปนฺโน สโณฺห จ ปฏิภาณวา นิวาตวุตฺติ อตฺถทฺโธ ตาทิโส ลภเต ยสํ อุฏฺฐานโก อนลโส อาปทาสุ น เวธติ อจฺฉิทฺทวุตฺติ เมธาวี ตาทิโส ลภเต ยสํ ฯ สงฺคาหโก มิตฺตกโร วทญฺญู วีตมจฺฉโร เนตา วิเนตา อนุเนตา ตาทิโส ลภเต ยสํ ฯ ทานญฺจ ปิยวชฺชญฺจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ฯ เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา ลเภถ มานํ ปูชํ วา ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเปกฺขนฺติ ปณฺฑิตา ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติ ฯ

๒๐๖

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสฉะนี้แล้ว สิงคาลกคฤหบดีบุตรได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็น สรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉะนี้แล ฯ จบ สิงคาลกสูตร ที่ ๘ -----------------------------------------------------

เอวํ วุตฺเต สิงฺคาลโก คหปติปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภนฺเต ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภควา ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ สิงฺคาลกสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ อฏฺฐมํ ฯ -----------------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย