๒. มหาโคสิงคสาลสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๒. มหาโคสิงคสาลสูตร การสนทนาธรรมเรื่องผู้ทำให้ป่างาม
มหาโคสิงฺคสาลสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าโคสิงคสาลวัน พร้อมด้วยพระสาวกผู้เถระซึ่ง มีชื่อเสียงมากรูป คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ และพระสาวกผู้เถระ ซึ่งมีชื่อเสียงอื่นๆ ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระ- *มหากัสสปะ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระมหากัสสปะว่า มาไปกันเถิด ท่านกัสสป เราจักเข้าไป หาท่านพระสารีบุตร เพื่อฟังธรรม ท่านพระมหากัสสปะรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ลำดับ นั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ และท่านพระอนุรุทธะ เข้าไปหาท่านพระสารี บุตร เพื่อฟังธรรม ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ และ ท่านพระอนุรุทธะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร เพื่อฟังธรรม ครั้นแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระเรวตะ แล้วกล่าวกะท่านพระเรวตะว่า ท่านเรวตะ ท่านสัปบุรุษพวกโน้น กำลังเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร เพื่อฟังธรรม มาไปกันเถิด ท่านเรวตะ เราจักเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร เพื่อฟังธรรม ท่านพระ- *เรวตะรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ลำดับนั้น ท่านพระเรวตะและท่านพระอานนท์ เข้าไปหาท่าน- *พระสารีบุตร เพื่อฟังธรรม.
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา โคสิงฺคสาลวนทาเย วิหรติ สมฺพหุเลหิ อภิญฺญาเตหิ อภิญฺญาเตหิ เถเรหิ สาวเกหิ สทฺธึ อายสฺมตา จ สารีปุตฺเตน อายสฺมตา จ มหาโมคฺคลฺลาเนน อายสฺมตา จ มหากสฺสเปน อายสฺมตา จ อนุรุทฺเธน อายสฺมตา จ เรวเตน อายสฺมตา จ อานนฺเทน อญฺเญหิ จ อภิญฺญาเตหิ อภิญฺญาเตหิ เถเรหิ สาวเกหิ สทฺธึ ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา มหากสฺสโป เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ เอตทโวจ อายามาวุโส กสฺสป เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิสฺสาม ธมฺมสฺสวนายาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา มหากสฺสโป อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ {๓๖๙.๑} อถ โข อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมา จ มหากสฺสโป อายสฺมา จ อนุรุทฺโธ เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมึสุ ธมฺมสฺสวนาย ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา อานนฺโท อายสฺมนฺตญฺจ มหาโมคฺคลฺลานํ อายสฺมนฺตญฺจ มหากสฺสปํ อายสฺมนฺตญฺจ อนุรุทฺธํ เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมนฺเต ธมฺมสฺสวนาย ทิสฺวาน เยนายสฺมา เรวโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ เรวตํ เอตทโวจ อุปสงฺกมนฺตา โข อมู อาวุโส เรวต สปฺปุริสา เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตน ธมฺมสฺสวนาย อายามาวุโส เรวต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิสฺสาม ธมฺมสฺสวนายาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา เรวโต อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถ โข อายสฺมา จ เรวโต อายสฺมา จ อานนฺโท เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมึสุ ธมฺมสฺสวนาย ฯ
ท่านพระสารีบุตร ได้เห็นท่านพระเรวตะและท่านพระอานนท์กำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์จงมาเถิด ท่านอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากของ พระผู้มีพระภาค ผู้อยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค มาดีแล้ว ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถาน น่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร? ความเห็นพระอานนท์ ท่านพระอานนท์ตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่านั้นใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น อันภิกษุนั้น สดับมากแล้ว ทรงไว้แล้ว สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยความเห็น ภิกษุ นั้นแสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ด้วยบทและพยัญชนะอันราบเรียบ ไม่ขาดสาย เพื่อถอนเสียซึ่งอนุสัย ท่านพระสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. ความเห็นพระเรวตะ
อทฺทสา โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตญฺจ เรวตํ อายสฺมนฺตญฺจ อานนฺทํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวาน อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เอตุ โข อายสฺมา อานนฺโท สฺวาคตํ อายสฺมโต อานนฺทสฺส ภควโต อุปฏฺฐากสฺส ภควโต สนฺติกาวจรสฺส รมณียํ อาวุโส อานนฺท โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส อานนฺท ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ {๓๗๐.๑} อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจฺจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถา สพฺยญฺชนา เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา โส จตสฺสนฺนํ ปริสานํ ธมฺมํ เทเสติ ปริมณฺฑเลหิ ปทพฺยญฺชเนหิ อนุปฺปพนฺเธหิ อนุสยสมุคฺฆาตาย เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ
เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวกะท่านพระ- *เรวตะว่า ท่านเรวตะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านอานนท์พยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอ ถามท่านเรวตะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละ บานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านเรวตะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุ เห็นปานไร? ท่านพระเรวตะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่ มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้น ประกอบเนืองๆ ซึ่งเจโตสมถะอันเป็นภายใน มีฌานอันไม่ ห่างเหินแล้ว ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงาม ด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. ความเห็นพระอนุรุทธะ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ เรวตํ เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส เรวต อายสฺมตา อานนฺเทน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ เรวตํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส เรวต โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส เรวต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปฏิสลฺลานาราโม โหติ ปฏิสลฺลานรโต อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ
เมื่อท่านพระเรวตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะท่านพระอนุ- *รุทธว่า ท่านอนุรุทธะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านเรวตะพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอถามท่าน อนุรุทธะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบานสะพรั่ง ทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านอนุรุทธะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็น ปานไร? ท่านอนุรุทธะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วย ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ขึ้นปราสาทอันงดงามชั้นบน พึงแลดูมณฑลแห่งกงตั้งพันได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วย ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็น ปานนี้แล. ความเห็นพระมหากัสสปะ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส อนุรุทฺธ อายสฺมตา เรวเตน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส อนุรุทฺธ โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส อนุรุทฺธ ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สหสฺสํ โลกานํ โวโลเกติ เสยฺยถาปิ อาวุโส สารีปุตฺต จกฺขุมา ปุริโส อุปริปาสาทวรคโต สหสฺสํ เนมิมณฺฑลานํ โวโลเกยฺย เอวเมว โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สหสฺสํ โลกานํ โวโลเกติ เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ
เมื่อท่านพระอนุรุทธะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวกะท่านพระ มหากัสสปะดังนี้ว่า ท่านกัสสป ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านอนุรุทธะพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอ ขอถามท่านกัสสปในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละ บานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านกัสสป ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุ เห็นปานไร? ท่านพระมหากัสสปะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ ตนเองอยู่ในป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ในป่าเป็นวัตรด้วย ตนเองเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และ กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรด้วย ตนเองถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และ กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรด้วย ตนเองถือไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าว สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าว สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยด้วย ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญ คุณแห่งความสันโดษด้วย ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดด้วย ตนเอง เป็นผู้ไม่คลุกคลี และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วย ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียรด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และกล่าว สรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยศีลด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ และกล่าวสรรเสริญ คุณแห่งความถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา และกล่าวสรรเสริญคุณ แห่งความถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง ความถึงพร้อมวิมุติด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าวสรรเสริญคุณ แห่งความถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะด้วย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุ เห็นปานนี้แล. ความเห็นพระมหาโมคคัลลานะ
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส กสฺสป อายสฺมตา อนุรุทฺเธน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส กสฺสป โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส กสฺสป ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ อตฺตนา จ อารญฺญโก โหติ อารญฺญกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปิณฺฑปาติโก โหติ ปิณฺฑปาติกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปํสุกูลิโก โหติ ปํสุกูลิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ เตจีวริโก โหติ เตจีวริกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ อปฺปิจฺโฉ โหติ อปฺปิจฺฉตาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ สนฺตุฏฺโฐ โหติ สนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปวิวิตฺโต โหติ ปวิเวกสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ อสํสฏฺโฐ โหติ อสํสคฺคสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย โหติ วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ สีลสมฺปนฺโน โหติ สีลสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ สมาธิสมฺปนฺโน โหติ สมาธิสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน โหติ ปญฺญาสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ วิมุตฺติสมฺปนฺโน โหติ วิมุตฺติสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน โหติ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทาย จ วณฺณวาที เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ
เมื่อท่านพระมหากัสสปะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะท่านพระ มหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า ท่านโมคคัลลานะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านมหากัสสปะพยากรณ์ แล้ว บัดนี้ เราจะขอถามท่านมหาโมคคัลลานะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่น- *รมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านโมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร? ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุ ๒ รูป ในพระศาสนานี้ กล่าว อภิธรรมกถา เธอทั้ง ๒ นั้น ถามกันและกัน ถามปัญหากันแล้ว ย่อมแก้กันเอง ไม่หยุดพัก ด้วย และธรรมกถาของเธอทั้ง ๒ นั้น ย่อมเป็นไปด้วย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงาม ด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. ความเห็นพระสารีบุตร
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน อายสฺมตา มหากสฺสเปน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส โมคฺคลฺลาน โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ อิธาวุโส สารีปุตฺต เทฺว ภิกฺขู อภิธมฺมกถํ กเถนฺติ เต อญฺญมญฺญํ ปุจฺฉนฺติ อญฺญมญฺญสฺส ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิสชฺเชนฺติ โน จ สํสาเทนฺติ ธมฺมี จ เนสํ กถา ปวตฺตนี โหติ เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร ปฏิภาณตามที่เป็นของเรา อันเราทั้งหมดพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราจะขอถามท่าน สารีบุตร ในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบาน สะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุ เห็นปานไร? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านโมคคัลลานะ ภิกษุในพระศาสนานี้ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหาร สมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ ในเวลาเที่ยง หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็น เปรียบเหมือนผอบผ้าของพระราชา หรือราชมหาอำมาตย์ ซึ่งเต็มด้วยผ้าที่ย้อมแล้วเป็นสีต่างๆ พระราชา หรือราชมหาอำมาตย์นั้น หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลาเช้า ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลา เช้า หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลาเที่ยง ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเที่ยง หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใด ในเวลาเย็น ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเย็น ฉันใด ภิกษุยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ และไม่ เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ ในเวลาเช้า หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็น ฉันนั้นเหมือน กัน ท่านโมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส สารีปุตฺต อเมฺหหิ สพฺเพเหว ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส สารีปุตฺต โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ อิธาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ จิตฺตํ วสํ วตฺเตติ โน จ ภิกฺขุ จิตฺตสฺส วเสน วตฺตติ โส ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ มชฺฌนฺติกสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา มชฺฌนฺติกสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา สายณฺหสมยํ วิหรติ เสยฺยถาปิ อาวุโส โมคฺคลฺลาน รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา นานารตฺตานํ ทุสฺสานํ ทุสฺสกรณฺฑโก ปูโร อสฺส โส ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย ปุพฺพณฺหสมยํ ปารุปิตุํ ตํตเทว ทุสฺสยุคํ ปุพฺพณฺหสมยํปารุเปยฺย ยญฺญเทวทุสฺสยุคํอากงฺเขยฺยมชฺฌนฺติกสมยํ ปารุปิตุํ ตํตเทว ทุสฺสยุคํ มชฺฌนฺติกสมยํ ปารุเปยฺย ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย สายณฺหสมยํ ปารุปิตุํ ตํตเทว ทุสฺสยุคํ สายณฺหสมยํ ปารุเปยฺย เอวเมว โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ จิตฺตํ วสํ วตฺเตติ โน จ ภิกฺขุ จิตฺตสฺส วเสน วตฺตติ โส ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ มชฺฌนฺติกสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา มชฺฌนฺติกสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา สายณฺหสมยํ วิหรติ เอวรูเปน โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ
ลำดับนั้น ท่านสารีบุตร ได้กล่าวกะท่านผู้มีอายุเหล่านั้นดังนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย ปฏิภาณตามที่เป็นของตนๆ พวกเราทุกรูปพยากรณ์แล้ว มาไปกันเถิด พวกเราจักเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้ว จักกราบทูลเนื้อความนี้แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี- *พระภาค จักทรงพยากรณ์แก่พวกเราอย่างใด พวกเราจักทรงจำข้อความนั้นไว้อย่างนั้น. ท่านผู้มี อายุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว. เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ลำดับนั้น ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวาย บังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วท่านพระสารีบุตร ได้กราบทูลดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ เข้าไปหาข้าพระองค์ ถึงที่อยู่เพื่อฟังธรรม ข้าพระองค์ได้เห็นท่านพระเรวตะ และท่านพระอานนท์กำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า ท่านอานนท์ จงมาเถิด ท่านอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐาก ของพระผู้มีพระภาค ผู้อยู่ใกล้พระผู้มีพระภาค มาดีแล้ว ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวัน เป็น สถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร? เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ เป็นพหูสูต เป็น ผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น อันภิกษุนั้น สดับมากแล้ว ทรงไว้แล้ว สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยความเห็น ภิกษุ นั้นแสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ด้วยบทและพยัญชนะอันราบเรียบ ไม่ขาดสาย เพื่อถอนเสียซึ่งอนุสัย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร อานนท์ เมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึง พยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่า อานนท์ เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศ พรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น อันอานนท์นั้นสดับมากแล้ว ทรงไว้แล้ว สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยความเห็น อานนท์นั้น แสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ด้วยบทและพยัญชนะอันราบเรียบ ไม่ขาดสาย เพื่อถอนเสียซึ่งอนุสัย.
อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต เต อายสฺมนฺเต เอตทโวจ พฺยากตํ โข อาวุโส อเมฺหหิ สพฺเพเหว ยถาสกํ ปฏิภานํ อายามาวุโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมิสฺสาม อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ภควโต อาโรเจสฺสาม ยถา โน ภควา พฺยากริสฺสติ ตถา นํ ธาเรสฺสามาติ ฯ เอวํ อาวุโสติ โข เต อายสฺมนฺโต อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อถ โข เต อายสฺมนฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ ภนฺเต อายสฺมา จ เรวโต อายสฺมา จ อานนฺโท เยนาหํ เตนุปสงฺกมึสุ ธมฺมสฺสวนาย อทฺทสํ โข อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตญฺจ เรวตํ อายสฺมนฺตญฺจ อานนฺทํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวาน อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจํ เอตุ โข อายสฺมา อานนฺโท สฺวาคตํ อายสฺมโต อานนฺทสฺส ภควโต อุปฏฺฐากสฺส ภควโต สนฺติกาวจรสฺส รมณียํ อาวุโส อานนฺท โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส อานนฺท ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ {๓๗๖.๑} เอวํ วุตฺเต ภนฺเต อายสฺมา อานนฺโท มํ เอตทโวจ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร ฯเปฯ อนุสยสมุคฺฆาตาย เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ยถาตํ อานนฺโทว สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย อานนฺโท หิ สารีปุตฺต พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจฺจโย เย เต ธมฺมา อาทิกลฺยาณา มชฺเฌกลฺยาณา ปริโยสานกลฺยาณา สาตฺถา สพฺยญฺชนา เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ อภิวทนฺติ ตถารูปาสฺส ธมฺมา พหุสฺสุตา โหนฺติ ธตา วจสา ปริจิตา มนสานุเปกฺขิตา ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา โส จตสฺสนฺนํ ปริสานํ ธมฺมํ เทเสติ ปริมณฺฑเลหิ ปทพฺยญฺชเนหิ อนุปฺปพนฺเธหิ อนุสยสมุคฺฆาตายาติ ฯ
พระพุทธเจ้าข้า เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะท่าน พระเรวตะดังนี้ว่า ท่านเรวตะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านอานนท์พยากรณ์แล้ว เราขอถาม ท่านเรวตะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบาน สะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านเรวตะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็น ปานไร? เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระเรวตะ ได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่าท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้น ประกอบ เนืองๆ ซึ่งเจโตสมถะอันเป็นภายใน มีฌานอันไม่เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญา- *คาร ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร เรวตะเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ ตามนั้น ด้วยว่า เรวตะ เป็นผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้น ประกอบ เนืองๆ ซึ่งเจโตสมถะอันเป็นภายใน มีฌานอันไม่เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูน สุญญาคาร.
เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ เรวตํ เอตทโวจํ พฺยากตํ โข อาวุโส เรวต อายสฺมตา อานนฺเทน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ เรวตํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส เรวต โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส เรวต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต อายสฺมา เรวโต มํ เอตทโวจ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปฏิสลฺลานาราโม โหติ ปฏิสลฺลานรโต อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต พฺรูเหตา สุญฺญาคารานํ เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ยถาตํ เรวโตว สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย เรวโต หิ สารีปุตฺต ปฏิสลฺลานาราโม โหติ ปฏิสลฺลานรโต อชฺฌตฺตํ เจโตสมถมนุยุตฺโต อนิรากตชฺฌาโน วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต พฺรูเหตา สุญฺญาคารานนฺติ ฯ
พระพุทธเจ้าข้า เมื่อท่านพระเรวตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะ พระอนุรุทธะดังนี้ว่า ท่านอนุรุทธะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านเรวตะพยากรณ์แล้ว เราขอ ถามท่านอนุรุทธะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละ บานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านอนุรุทธะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วย ภิกษุเห็นปานไร? เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอนุรุทธะได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ ของมนุษย์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ขึ้นปราสาทอันงดงามชั้นบน พึงแลดูมณฑลแห่งกงตั้งพันได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของ มนุษย์ ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร อนุรุทธะ เมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่า อนุรุทธะ ย่อมตรวจดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ ของมนุษย์.
เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ อนุรุทฺธํ เอตทโวจํ พฺยากตํ โข อาวุโส อนุรุทฺธ อายสฺมตา เรวเตน ฯเปฯ กถํรูเปน อาวุโส อนุรุทฺธ ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต อายสฺมา อนุรุทฺโธ มํ เอตทโวจ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สหสฺสํ โลกานํ โวโลเกติ เสยฺยถาปิ อาวุโส จกฺขุมา ปุริโส อุปริปาสาทวรคโต สหสฺสํ เนมิมณฺฑลานํ โวโลเกยฺย เอวเมว โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สหสฺสํ โลกานํ โวโลเกติ เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ยถาตํ อนุรุทฺโธว สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย อนุรุทฺโธ หิ สารีปุตฺต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สหสฺสํ โลกานํ โวโลเกตีติ ฯ
พระพุทธเจ้าข้า เมื่อท่านพระอนุรุทธะกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะ ท่านพระมหากัสสปะดังนี้ว่า ท่านกัสสป ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านพระอนุรุทธะพยากรณ์แล้ว เราขอถามท่านมหากัสสปะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านกัสสป ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงาม ด้วยภิกษุเห็นปานไร? เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านมหากัสสปะ ได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ ตนเองอยู่ในป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ เป็นผู้อยู่ในป่าเป็นวัตรด้วย ตนเองเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็น ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรด้วย ตนเองถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็นผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ เป็นผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง ความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยด้วย ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ ด้วย ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดด้วย ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี และ กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วย ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญ คุณแห่งการปรารภความเพียรด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ ถึงพร้อมด้วยศีลด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อม ด้วยสมาธิด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วย ปัญญาด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยวิมุติ ด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสะ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วย วิมุตติญาณทัสสนะด้วย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร กัสสป เมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ ตามนั้น ด้วยว่า กัสสป ตนเองเป็นผู้อยู่ในป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ อยู่ในป่าเป็นวัตรด้วย ตนเองเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็น ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรด้วย ตนเองถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็น ผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรด้วย ตนเองถือไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือ ไตรจีวรเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ มีความปรารถนาน้อยด้วย ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้สันโดษด้วย ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้สงัดด้วย ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี และ กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วย ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญ คุณแห่งการปรารภความเพียรด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ ถึงพร้อมด้วยศีลด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อม ด้วยสมาธิด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วย ปัญญาด้วย ตนเองเป็นถึงพร้อมด้วยวิมุติ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยวิมุติ ด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อม ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะด้วย.
เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ เอตทโวจํ พฺยากตํ โข อาวุโส กสฺสป อายสฺมตา อนุรุทฺเธน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ปุจฺฉาม ฯเปฯ กถํรูเปน อาวุโส กสฺสป ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต อายสฺมา มหากสฺสโป มํ เอตทโวจ อิธาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ อตฺตนา จ อารญฺญโก โหติ อารญฺญกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปิณฺฑปาติโก โหติ ฯเปฯ ปํสุกูลิโก โหติ ... เตจีวริโก โหติ ... อปฺปิจฺโฉ โหติ ... สนฺตุฏฺโฐ โหติ ... ปวิวิตฺโต โหติ ... อสํสฏฺโฐ โหติ ... อารทฺธวิริโย โหติ ... สีลสมฺปนฺโน โหติ ... สมาธิสมฺปนฺโน โหติ ... ปญฺญาสมฺปนฺโน โหติ ... วิมุตฺติสมฺปนฺโน โหติ ... อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน โหติ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทาย จ วณฺณวาที เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ {๓๗๙.๑} สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ยถาตํ กสฺสโปว สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย กสฺสโป หิ สารีปุตฺต อตฺตนา จ อารญฺญโก โหติ อารญฺญกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปิณฺฑปาติโก โหติ ปิณฺฑปาติกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปํสุกูลิโก โหติ ปํสุกูลิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ เตจีวริโก โหติ เตจีวริกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ อปฺปิจฺโฉ โหติ อปฺปิจฺฉตาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ สนฺตุฏฺโฐ โหติ สนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปวิวิตฺโต โหติ ปวิเวกสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ อสํสฏฺโฐ โหติ อสํสคฺคสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย โหติ วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาที อตฺตนา จ สีลสมฺปนฺโน โหติ สีลสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ สมาธิสมฺปนฺโน โหติ สมาธิสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน โหติ ปญฺญาสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ วิมุตฺติสมฺปนฺโน โหติ วิมุตฺติสมฺปทาย จ วณฺณวาที อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน โหติ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทาย จ วณฺณวาทีติ ฯ
พระพุทธเจ้าข้า เมื่อท่านพระมหากัสสปะกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะ ท่านมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า ดูกรท่านโมคคัลลานะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านพระมหากัสสปะ พยากรณ์แล้ว เราจะขอถามท่านโมคคัลลานะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ดูกรท่านโมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร? เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหา โมคคัลลานะได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตร ภิกษุ ๒ รูปในพระศาสนานี้ กล่าว อภิธรรมกถา เธอทั้ง ๒ นั้น ถามกันและกัน ถามปัญหากันแล้ว ย่อมแก้กันเอง ไม่หยุดพักด้วย และธรรมกถาของเธอทั้ง ๒ นั้น ย่อมเป็นไปด้วย ดูกรท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงาม ด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร โมคคัลลานะ เมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่า โมคคัลลานะ เป็นธรรมกถึก.
เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจํ พฺยากตํ โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน อายสฺมตา จ มหากสฺสเปน ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ ปุจฺฉาม ฯเปฯ กถํรูเปน อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน มํ เอตทโวจ อิธาวุโส สารีปุตฺต เทฺว ภิกฺขู อภิธมฺมกถํ กเถนฺติ เต อญฺญมญฺญํ ปญฺหํ ปุจฺฉนฺติ อญฺญมญฺญสฺส ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิสชฺเชนฺติ โน จ สํสาเทนฺติ ธมฺมี จ เนสํ กถา ปวตฺตนี โหติ เอวรูเปน โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ยถาตํ โมคฺคลฺลาโนว สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย โมคฺคลฺลาโน หิ สารีปุตฺต ธมฺมกถิโกติ ฯ
เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ในลำดับต่อไป ข้าพระองค์ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตร ดังนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตร ปฏิภาณตามที่เป็นของตน เราทั้งหมดพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราจะขอถาม ท่านสารีบุตรในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละบาน สะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ดูกรท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุ เห็นปานไร? เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่า ดูกร ท่านโมคคัลลานะ ภิกษุในพระศาสนานี้ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของ จิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า เธอ หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง เธอหวังจะ อยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็น เปรียบเหมือนผอบผ้า ของพระราชา หรือราชมหาอำมาตย์ ซึ่งเต็มด้วยผ้าที่ย้อมเป็นสีต่างๆ พระราชา หรือราชมหาอำมาตย์ นั้น หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลาเช้า ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเช้า หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดใน เวลาเที่ยง ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเที่ยง หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลาเย็น ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้น ได้ในเวลาเย็น ฉันใด ภิกษุยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวัง จะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า เธอหวังจะอยู่ด้วย วิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหาร สมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็น ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรท่าน โมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ โมคคัลลานะ สารีบุตร เมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่า สารีบุตรยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า เธอหวังจะ อยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง เธอหวังจะอยู่ด้วย วิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็น. พระพุทธโอวาท
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควนฺตํ เอตทโวจ อถ ขฺวาหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจํ พฺยากตํ โข อาวุโส สารีปุตฺต อเมฺหหิ สพฺเพเหว ยถาสกํ ปฏิภานํ ตตฺถทานิ มยํ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ปุจฺฉาม รมณียํ อาวุโส สารีปุตฺต โคสิงฺคสาลวนํ โทสินา รตฺติ สพฺพผาลิผุลฺลา สาลา ทิพฺพา มญฺเญ คนฺธา สมฺปวนฺติ กถํรูเปน อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต มํ เอตทโวจ อิธาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ จิตฺตํ วสํ วตฺเตติ โน จ ภิกฺขุ จิตฺตสฺส วเสน วตฺตติ โส ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ มชฺฌนฺติกสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา มชฺฌนฺติกสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา สายณฺหสมยํ วิหรติ เสยฺยถาปิ อาวุโส โมคฺคลฺลาน รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา นานารตฺตานํ ทุสฺสานํ ทุสฺสกรณฺฑโก ปูโร อสฺส โส ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย ปุพฺพณฺหสมยํ ปารุปิตุํ ตํตเทว ทุสฺสยุคํ ปุพฺพณฺหสมยํ ปารุเปยฺย ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย มชฺฌนฺติกสมยํ ปารุปิตุํ ตํตเทว ทุสฺสยุคํ มชฺฌนฺติกสมยํ ปารุเปยฺย ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย สายณฺหสมยํ ปารุปิตุํ ตํตเทว ทุสฺสยุคํ สายณฺหสมยํ ปารุเปยฺย {๓๘๑.๑} เอวเมว โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ จิตฺตํ วสํ วตฺเตติ โน จ ภิกฺขุ จิตฺตสฺส วเสน วตฺตติ โส ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ มชฺฌนฺติกสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา มชฺฌนฺติกสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา สายณฺหสมยํ วิหรติ เอวรูเปน โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ สาธุ สาธุ โมคฺคลฺลาน ยถาตํ สารีปุตฺโตว สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย สารีปุตฺโต หิ โมคฺคลฺลาน จิตฺตํ วสํ วตฺเตติ โน จ สารีปุตฺโต จิตฺตสฺส วเสน วตฺตติ โส ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ มชฺฌนฺติกสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา มชฺฌนฺติกสมยํ วิหรติ ยาย วิหารสมาปตฺติยา อากงฺขติ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ ตาย วิหารสมาปตฺติยา สายณฺหสมยํ วิหรตีติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า คำของใครหนอเป็นสุภาษิต? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร คำของพวกเธอทั้งหมด เป็นสุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่พวกเธอจงฟังคำของเรา คำถามว่า ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไรนั้น เรา ตอบว่า ดูกรสารีบุตร ภิกษุในศาสนานี้ กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังภัตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกาย ให้ตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้าว่า จิตของเรายังไม่หมดความถือมั่น ยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลายเพียงใด เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้เพียงนั้น ดังนี้ ดูกรสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงาม ด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ชื่นชม ยินดี พระภาษิต ของพระผู้มีพระภาคแล้วแล. จบ มหาโคสิงคสาลสูตร ที่ ๒ -----------------------------------------------------
เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ กสฺส นุ โข ภนฺเต สุภาสิตนฺติ ฯ สพฺเพสํ โว สารีปุตฺต สุภาสิตํ ปริยาเยน อปิจ มม วจนํ สุณาถ ยถารูเปน ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ อิธ สารีปุตฺต ภิกฺขุ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา น ตาวาหํ อิมํ ปลฺลงฺกํ ภินฺทิสฺสามิ ยาว เม น อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺจตีติ เอวรูเปน โข สารีปุตฺต ภิกฺขุนา โคสิงฺคสาลวนํ โสเภยฺยาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต อายสฺมนฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ มหาโคสิงฺคสาลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ ฯ --------------