๑. จูฬราหุโลวาทสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ภิกขุวรรค ๑. จูฬราหุโลวาทสูตร เรื่องพระราหุล
ภิกฺขุวคฺโค ----- จูฬราหุโลวาทสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขต พระนครราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล ท่านพระราหุลอยู่ ณ ปราสาทชื่อว่าอัมพลัฏฐิกา. ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้นอยู่แล้ว เสด็จเข้าไปยังอัมพลัฏฐิกาปราสาทที่ท่าน พระราหุลอยู่. ท่านพระราหุลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล จึงปูลาดอาสนะและตั้งน้ำ สำหรับล้างพระบาทไว้. พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แล้วทรงล้างพระบาท. ท่านพระราหุลถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ราหุโล อมฺพลฏฺฐิกายํ วิหรติ ฯ อถ โข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน อมฺพลฏฺฐิกา เยนายสฺมา ราหุโล เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา ราหุโล ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน อาสนํ ปญฺญาเปสิ อุทกญฺจ ปาทานํ ฯ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสชฺช ปาเท ปกฺขาเลสิ ฯ อายสฺมาปิ โข ราหุโล ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเหลือน้ำไว้ในภาชนะน้ำหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสกะ ท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล เธอเห็นน้ำเหลือหน่อยหนึ่งอยู่ในภาชนะน้ำนี้หรือ? ท่านพระราหุลกราบทูลว่า เห็นพระเจ้าข้า. ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็มีน้อย เหมือนกันฉะนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเทน้ำที่เหลือหน่อยหนึ่งนั้นเสีย แล้วตรัสกะท่านพระราหุล ว่า ดูกรราหุล เธอเห็นน้ำหน่อยหนึ่งที่เราเทเสียแล้วหรือ? รา. เห็น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็น ของที่เขาทิ้งเสียแล้วเหมือนกันฉะนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงคว่ำภาชนะน้ำนั้น แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำที่คว่ำนี้หรือ? เห็น พระเจ้าข้า. ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของที่ เขาคว่ำเสียแล้วเหมือนกันฉะนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหงายภาชนะน้ำนั้นขึ้น แล้วตรัสกะท่านพระราหุลว่า ดูกรราหุล เธอเห็นภาชนะน้ำอันว่างเปล่านี้หรือ? เห็น พระเจ้าข้า. ดูกรราหุล สมณธรรมของบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งรู้อยู่ ก็เป็นของ ว่างเปล่าเหมือนกันฉะนั้น.
อถ โข ภควา ปริตฺตํ อุทกาวเสสํ อุทกาธาเน ฐเปตฺวา อายสฺมนฺตํ ราหุลํ อามนฺเตสิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ ราหุล อิมํ ปริตฺตํ อุทกาวเสสํ อุทกาธาเน ฐปิตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวํ ปริตฺตํ โข ราหุล เตสํ สามญฺญํ เยสํ นตฺถิ สมฺปชานมุสาวาเท ลชฺชาติ ฯ อถ โข ภควา ตํ ปริตฺตํ อุทกาวเสสํ ฉฑฺเฑตฺวา อายสฺมนฺตํ ราหุลํ อามนฺเตสิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ ราหุล อิมํ ปริตฺตํ อุทกาวเสสํ ฉฑฺฑิตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวํ ฉฑฺฑิตํ โข ราหุล เตสํ สามญฺญํ เยสํ นตฺถิ สมฺปชานมุสาวาเท ลชฺชาติ ฯ อถ โข ภควา ตํ อุทกาธานํ นิกฺกุชฺชิตฺวา อายสฺมนฺตํ ราหุลํ อามนฺเตสิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ ราหุล อิมํ อุทกาธานํ นิกฺกุชฺชิตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวํ นิกฺกุชฺชิตํ โข ราหุล เตสํ สามญฺญํ เยสํ นตฺถิ สมฺปชาน- มุสาวาเท ลชฺชาติ ฯ อถ โข ภควา ตํ อุทกาธานํ อุกฺกุชฺชิตฺวา อายสฺมนฺตํ ราหุลํ อามนฺเตสิ ปสฺสสิ โน ตฺวํ ราหุล อิมํ อุทกาธานํ ริตฺตํเยว ตุจฺฉนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เอวํ ริตฺตํ ตุจฺฉํ โข ราหุล เตสํ สามญฺญํ เยสํ นตฺถิ สมฺปชานมุสาวาเท ลชฺชาติ ฯ
ดูกรราหุล เปรียบเหมือนช้างต้น มีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม ช้างนั้นเข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหู ทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ย่อมรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น. เพราะการที่ช้างรักษา แต่งวงนั้น ควาญช้างจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ช้างต้นนี้แลมีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญ ยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ย่อมรักษาไว้แต่งวงเท่านั้น ชีวิตชื่อว่า อันช้างต้นยังไม่ยอมสละแล. ดูกรราหุล เมื่อใดแลช้างต้นมีงาอันงอนงามเป็นพาหนะที่เจริญ ยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลังทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหู ทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง. เพราะการที่ช้างทำกรรมด้วยงวงนั้น ควาญช้างจึงมีความดำริอย่างนี้ว่า ก็ช้างต้นนี้แลมีงาอันงอนงาม เป็นพาหนะที่เจริญยิ่งนัก มีกำเนิดดี เคยเข้าสงคราม เข้าสงครามแล้ว ย่อมทำกรรมด้วยเท้าหน้าทั้งสองบ้าง ด้วยเท้าหลัง ทั้งสองบ้าง ด้วยกายเบื้องหน้าบ้าง ด้วยกายเบื้องหลังบ้าง ด้วยศีรษะบ้าง ด้วยหูทั้งสองบ้าง ด้วยงาทั้งสองบ้าง ด้วยหางบ้าง ด้วยงวงบ้าง ชีวิตชื่อว่าอันช้างต้นยอมสละแล้ว บัดนี้ไม่มีอะไร ที่ช้างต้นจะพึงทำไม่ได้ ฉันใด. ดูกรราหุล เรากล่าวว่าบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสา ทั้งที่รู้อยู่ ที่จะไม่ทำบาปกรรมแม้น้อยหนึ่งไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้นแหละ ราหุล เธอพึงศึกษาว่า เราจักไม่กล่าวมุสา แม้เพราะหัวเราะกันเล่น ดูกรราหุล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
เสยฺยถาปิ ราหุล รญฺโญ นาโค อีสาทนฺโต อุรุฬฺหวาภิชาโต สงฺคามาวจโร โส สงฺคามคโต ปุริเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปุริเมนปิ กาเยน กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมนปิ กาเยน กมฺมํ กโรติ สีเสนปิ กมฺมํ กโรติ กณฺเณหิปิ กมฺมํ กโรติ ทนฺเตหิปิ กมฺมํ กโรติ นงฺคุฏฺเฐนปิ กมฺมํ กโรติ รกฺขเตว โสณฺฑํ ฯ ตตฺถ หตฺถาโรหสฺส เอวํ โหติ อยํ โข รญฺโญ นาโค อีสาทนฺโต อุรุฬฺหวาภิชาโต สงฺคามาวจโร สงฺคามคโต ปุริเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปุริเมนปิ กาเยน กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมนปิ กาเยน กมฺมํ กโรติ สีเสนปิ กมฺมํ กโรติ กณฺเณหิปิ กมฺมํ กโรติ ทนฺเตหิปิ กมฺมํ กโรติ นงฺคุฏฺเฐนปิ กมฺมํ กโรติ รกฺขเตว โสณฺฑํ อปริจฺจตฺตํ โข รญฺโญ นาคสฺส ชีวิตนฺติ ฯ {๑๒๗.๑} ยโต โข ราหุล รญฺโญ นาโค อีสาทนฺโต อุรุฬฺหวาภิชาโต สงฺคามาวจโร สงฺคามคโต ปุริเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ฯเปฯ นงฺคุฏฺเฐนปิ กมฺมํ กโรติ โสณฺฑายปิ กมฺมํ กโรติ ฯ ตตฺถ หตฺถาโรหสฺส เอวํ โหติ อยญฺจ โข รญฺโญ นาโค อีสาทนฺโต อุรุฬฺหวาภิชาโต สงฺคามาวจโร สงฺคามคโต ปุริเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมหิปิ ปาเทหิ กมฺมํ กโรติ ปุริเมนปิ กาเยน กมฺมํ กโรติ ปจฺฉิเมนปิ กาเยน กมฺมํ กโรติ สีเสนปิ กมฺมํ กโรติ กณฺเณหิปิ กมฺมํ กโรติ ทนฺเตหิปิ กมฺมํ กโรติ นงฺคุฏฺเฐนปิ กมฺมํ กโรติ โสณฺฑายปิ กมฺมํ กโรติ ปริจฺจตฺตํ โข รญฺโญ นาคสฺส ชีวิตํ นตฺถิทานิ กิญฺจิ รญฺโญ นาคสฺส อกรณียนฺติ ฯ เอวเมว โข ราหุล ยสฺสกสฺสจิ สมฺปชาน- มุสาวาเท นตฺถิ ลชฺชา นาหํ ตสฺส กิญฺจิ ปาปํ กมฺมํ อกรณียนฺติ วทามิ ฯ ตสฺมาติห เต ราหุล หสฺสาปิ น มุสา ภณิสฺสามีติ เอวญฺหิ เต ราหุล สิกฺขิตพฺพํ ฯ
ดูกรราหุล เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แว่นมีประโยชน์อย่างไร? มีประโยชน์สำหรับส่องดู พระเจ้าข้า. ฉันนั้นเหมือนกันแล ราหุล บุคคลควรพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ. กรรม ๓
ตํ กึ มญฺญสิ ราหุล กิมตฺถิโย อาทาโสติ ฯ ปจฺจเวกฺขณตฺโถ ภนฺเตติ ฯ เอวเมว โข ราหุล ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา กาเยน กมฺมํ กาตพฺพํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา วาจาย กมฺมํ กาตพฺพํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา มนสา กมฺมํ กาตพฺพํ ฯ
ดูกรราหุล เธอปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมนั้นเธอพึงพิจารณา เสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมนี้ใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียน ตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ดูกรราหุล ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อ เบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ กรรมเห็นปานนี้ เธอไม่พึงทำด้วยกายโดยส่วนเดียว. แต่ถ้าเมื่อเธอ พิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ ไม่พึงเป็นไป เพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ กรรมเห็นปานนั้น เธอพึงทำด้วยกาย. แม้เมื่อเธอกำลัง ทำกรรมด้วยกาย เธอก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแหละว่า เรากำลังทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรม ของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียน ทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไป เพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงเลิกกายกรรมเห็นปานนั้น เสีย. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำกรรมใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและ ผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงเพิ่มกายกรรม เห็นปานนั้น. ดูกรราหุล แม้เธอทำกรรมด้วยกายแล้ว เธอก็พึงพิจารณากายกรรมนั้นแหละว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็น กำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกายกรรมใด กายกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อ เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ กายกรรมเห็นปานนั้น เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ตื้น ในพระศาสดา หรือในเพื่อนพรหมจรรย์ ทั้งหลายผู้วิญญู แล้วพึงสำรวมต่อไป. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรม ใดด้วยกาย กายกรรมของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง กายกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ดังนี้ไซร้ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ ศึกษาในกุศลธรรมทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่ด้วยกายกรรม นั้นแหละ.
ยเทว ตฺวํ ราหุล กาเยน กมฺมํ กตฺตุกาโม อโหสิ ตเทว เต กายกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม กายกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อกุสลํ อิทํ กายกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม กายกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธาย สํวตฺเตยฺย ปรพฺยาพาธาย สํวตฺเตยฺย อุภยพฺยาพาธาย สํวตฺเตยฺย อกุสลํ อิทํ กายกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล กาเยน กมฺมํ สสกฺกํ น กรณียํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม กายกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย กุสลํ อิทํ กายกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล กาเยน กมฺมํ กรณียํ ฯ {๑๒๙.๑} กโรนฺเตนปิ เต ราหุล กาเยน กมฺมํ ตเทว เต กายกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม กายกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ กายกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม กายกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ กายกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ปฏิสํหเรยฺยาสิ ตฺวํ ราหุล เอวรูปํ กายกมฺมํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม กายกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ กุสลํ อิทํ กายกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ อนุปทชฺเชยฺยาสิ ตฺวํ ราหุล เอวรูปํ กายกมฺมํ ฯ {๑๒๙.๒} กตฺวาปิ เต ราหุล กาเยน กมฺมํ ตเทว เต กายกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม กายกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ กาเยน กมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ กายกมฺมํ อกาสึ อิทํ เม กายกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ กายกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล กายกมฺมํ สตฺถริ วา วิญฺญูสุ วา สพฺรหฺมจารีสุ เทเสตพฺพํ วิวริตพฺพํ อุตฺตานีกาตพฺพํ เทเสตฺวา วิวริตฺวา อุตฺตานีกตฺวา อายตึ สํวรํ อาปชฺชิตพฺพํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ กาเยน กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม กายกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ พาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ กุสลํ อิทํ กายกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ เตเนว ตฺวํ ราหุล ปีติปามุชฺเชน วิหเรยฺยาสิ อโหรตฺตานุสิกฺขี กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรราหุล เธอปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยวาจา เธอพึงพิจารณาวจีกรรมนั้น เสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำ กรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดังนี้ไซร้ วจีกรรมเห็นปานนั้น เธอไม่ควรทำโดยส่วนเดียว. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ไม่พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นผลดังนี้ไซร้ วจีกรรมเห็นปานนั้น เธอควรทำ. ดูกรราหุล แม้เมื่อเธอกำลังทำกรรม ด้วยวาจา เธอก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแหละว่า เราทำอยู่ซึ่งกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น บ้าง วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำอยู่ซึ่งกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงเลิกวจีกรรมเห็นปานนั้นเสีย. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำอยู่ซึ่งกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง และเพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงเพิ่มวจีกรรมเห็นปานนั้น. ดูกรราหุล แม้เธอทำกรรมด้วยวาจา แล้ว เธอก็พึงพิจารณาวจีกรรมนั้นแหละว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียน ตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ วจีกรรมเห็นปานนั้น เธอพึงแสดง เปิดเผย ทำให้ตื้น ในพระศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้วิญญู ครั้นแล้วพึงสำรวมต่อไป. แต่ ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยวาจา วจีกรรมของเรานี้ ย่อมไม่ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ ศึกษาในกุศลธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยวจีกรรมนั้นแหละ.
ยเทว ตฺวํ ราหุล วาจาย กมฺมํ กตฺตุกาโม อโหสิ ตเทว เต วจีกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม วจีกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อกุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม วจีกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อกุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล วาจาย กมฺมํ สสกฺกํ น กรณียํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม วจีกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย กุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล วาจาย กมฺมํ กรณียํ ฯ {๑๓๐.๑} กโรนฺเตนปิ เต ราหุล วาจาย กมฺมํ ตเทว เต วจีกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม วจีกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม วจีกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ปฏิสํหเรยฺยาสิ ตฺวํ ราหุล เอวรูปํ วจีกมฺมํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม วจีกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ กุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ อนุปทชฺเชยฺยาสิ ตฺวํ ราหุล เอวรูปํ วจีกมฺมํ ฯ {๑๓๐.๒} กตฺวาปิ เต ราหุล วาจาย กมฺมํ ตเทว เต วจีกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม วจีกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม วจีกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล วจีกมฺมํ สตฺถริ วา วิญฺญูสุ วา สพฺรหฺมจารีสุ วา เทเสตพฺพํ วิวริตพฺพํ อุตฺตานีกาตพฺพํ เทเสตฺวา วิวริตฺวา อุตฺตานีกตฺวา อายตึ สํวรํ อาปชฺชิตพฺพํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ วาจาย กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม วจีกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ กุสลํ อิทํ วจีกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ เตเนว ตฺวํ ราหุล ปีติปามุชฺเชน วิหเรยฺยาสิ อโหรตฺตานุสิกฺขี กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรราหุล เธอปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยใจ เธอพึงพิจารณามโนกรรมนั้น เสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียน ตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะ ทำกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดังนี้ไซร้ มโนกรรมเห็นปานนี้ เธอไม่ควรทำโดยส่วนเดียว. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ ไม่พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ มโนกรรมเห็นปานนั้น เธอควรทำ. ดูกรราหุล แม้เมื่อเธอกำลังทำกรรม ใดด้วยใจ เธอก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแหละว่า เราทำอยู่ซึ่งกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำอยู่ซึ่งกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงเลิกมโนกรรมเห็นปานนั้นเสีย. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำอยู่ซึ่งกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียน ตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงเพิ่มมโนกรรมเห็นปานนั้น. ดูกรราหุล แม้เธอ ทำกรรมใดด้วยใจแล้ว เธอก็พึงพิจารณามโนกรรมนั้นแหละว่า เราได้ทำกรรมใดด้วยใจแล้ว มโนกรรมของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียน ทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ. ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราทำได้แล้วซึ่งกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ ย่อมเป็น ไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงกระดาก ละอาย เกลียดในมโนกรรมเห็นปานนั้น ครั้นแล้วพึงสำรวมต่อไป. แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า เราได้ทำแล้วซึ่งกรรมใดด้วยใจ มโนกรรมของเรานี้ย่อมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อ เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นบ้าง มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ เธอพึงมีปีติและปราโมทย์ ศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวัน และกลางคืน อยู่ด้วยมโนกรรมนั้นแหละ.
ยเทว ตฺวํ ราหุล มนสา กมฺมํ กตฺตุกาโม อโหสิ ตเทว เต มโนกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม มโนกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อกุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม มโนกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย อกุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล มนสา กมฺมํ สสกฺกํ น กรณียํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ กตฺตุกาโม อิทํ เม มโนกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺเตยฺย กุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ เอวรูปํ เต ราหุล มนสา กมฺมํ กรณียํ ฯ {๑๓๑.๑} กโรนฺเตนปิ เต ราหุล มนสา กมฺมํ ตเทว เต มโนกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม มโนกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม มโนกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ปฏิสํหเรยฺยาสิ ตฺวํ ราหุล เอวรูปํ มโนกมฺมํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ กโรมิ อิทํ เม มโนกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ กุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ อนุปทชฺเชยฺยาสิ ตฺวํ ราหุล เอวรูปํ มโนกมฺมํ ฯ {๑๓๑.๒} กตฺวาปิ เต ราหุล มนสา กมฺมํ ตเทว เต มโนกมฺมํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ ยนฺนุ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม มโนกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ สเจ ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม มโนกมฺมํ อตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ อกุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ เอวรูเป ปน เต ราหุล มโนกมฺเม อฏฺฏิยิตพฺพํ หรายิตพฺพํ ชิคุจฺฉิตพฺพํ อฏฺฏิยิตฺวา หรายิตฺวา ชิคุจฺฉิตฺวา อายตึ สํวรํ อาปชฺชิตพฺพํ ฯ สเจ ปน ตฺวํ ราหุล ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชาเนยฺยาสิ ยํ โข อหํ อิทํ มนสา กมฺมํ อกาสึ อิทํ เม มโนกมฺมํ เนวตฺตพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น ปรพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ น อุภยพฺยาพาธายปิ สํวตฺตติ กุสลํ อิทํ มโนกมฺมํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ เตเนว ตฺวํ ราหุล ปีติปามุชฺเชน วิหเรยฺยาสิ อโหรตฺตานุสิกฺขี กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ
ดูกรราหุล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้นพิจารณาๆ อย่างนี้นั่นเอง แล้วจึง ชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม. แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอนาคตกาล จักชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ก็จักพิจารณาๆ อย่างนี้นั่นเอง แล้วจึงชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม. ถึงสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่งในปัจจุบัน กำลังชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ ทั้งหมดนั้น ก็พิจารณาๆ อย่างนี้นั่นเอง แล้วจึงชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม. เพราะ เหตุนั้นแหละ ราหุล เธอพึงศึกษาว่า เราจักพิจารณาๆ แล้วจึงชำระกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ดูกรราหุล เธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาค ดังนี้แล. จบ จูฬราหุโลวาทสูตร ที่ ๑. -----------------------------------------------------
เย หิ เกจิ ราหุล อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา กายกมฺมํ ปริโสเธสุํ วจีกมฺมํ ปริโสเธสุํ มโนกมฺมํ ปริโสเธสุํ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา กายกมฺมํ ปริโสเธสุํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา วจีกมฺมํ ปริโสเธสุํ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา มโนกมฺมํ ปริโสเธสุํ ฯ เยปิ หิ เกจิ ราหุล อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา กายกมฺมํ ปริโสเธสฺสนฺติ วจีกมฺมํ ปริโสเธสฺสนฺติ มโนกมฺมํ ปริโสเธสฺสนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา กายกมฺมํ ปริโสเธสฺสนฺติ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา วจีกมฺมํ ปริโสเธสฺสนฺติ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา มโนกมฺมํ ปริโสเธสฺสนฺติ ฯ เยปิ หิ เกจิ ราหุล เอตรหิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา กายกมฺมํ ปริโสเธนฺติ วจีกมฺมํ ปริโสเธนฺติ มโนกมฺมํ ปริโสเธนฺติ สพฺเพ เต เอวเมว ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา กายกมฺมํ ปริโสเธนฺติ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา วจีกมฺมํ ปริโสเธนฺติ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา มโนกมฺมํ ปริโสเธนฺติ ฯ ตสฺมาติห เต ราหุล ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา กายกมฺมํ ปริโสเธสฺสามิ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา วจีกมฺมํ ปริโสเธสฺสามิ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปจฺจเวกฺขิตฺวา มโนกมฺมํ ปริโสเธสฺสามีติ เอวญฺหิ เต ราหุล สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา ราหุโล ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ จูฬราหุโลวาทสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ ------------