This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๑. จูฬสุญญตสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๓๓๓–๓๔๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์10 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค ๑. จูฬสุญญตสูตร (๑๒๑)

สุญฺญตวคฺโค ---- จูฬสุญฺญตสุตฺตํ

๓๓๓

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของอุบาสิกาวิสาขา มิคารมารดา ในพระวิหารบุพพาราม เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระ- *อานนท์ออกจากสถานที่หลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่ง เรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่สักยนิคมชื่อนครกะ ในสักกชนบท ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ ได้สดับ ได้รับพระดำรัสนี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ดูกรอานนท์ บัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ข้าพระองค์ได้สดับดี แล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วหรือ ฯ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ เอกมิทํ ภนฺเต สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ นครกํ นาม สกฺยานํ นิคโม ตตฺถ เม ภนฺเต ภควโต สมฺมุขา สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ สุญฺญตา วิหาเรนาหํ อานนฺท เอตรหิ พหุลํ วิหรามีติ กจฺจิ เมตํ ภนฺเต สุสฺสุตํ สุคหิตํ สุมนสิกตํ สุปธาริตนฺติ ฯ

๓๓๔

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดี แล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและ บัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดา หลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลา ว่างเปล่าจากทองและเงิน ว่างจากการ ชุมนุมของสตรีและบุรุษ มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฉันใด ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจสัญญา ว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าป่า จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ เลย มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และ รู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอ จึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลือ อยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความ ว่างตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ตคฺฆ เต เอตํ อานนฺท สุสฺสุตํ สุคหิตํ สุมนสิกตํ สุปธาริตํ ฯ ปุพฺเพ จาหํ อานนฺท เอตรหิ จ สุญฺญตาวิหาเรน พหุลํ วิหรามิ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท อยํ มิคารมาตุ ปาสาโท สุญฺโญ หตฺถิ ควาสฺสวลเวน สุญฺโญ ชาตรูปรชเตน สุญฺโญ อิตฺถีปุริสสนฺนิปาเตน ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปฏิจฺจ เอกตฺตํ เอวเมว โข อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา คามสญฺญํ อมนสิกริตฺวา มนุสฺสสญฺญํ อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อรญฺญสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา คามสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา มนุสฺสสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ คามสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ มนุสฺสสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๓๕

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อม แล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เปรียบเหมือน หนังโคที่เขาขึงดีแล้วด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด ดูกร- *อานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้ ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำ ลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งหมด ใส่ใจแต่ สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่า แผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และ นึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้ ไม่มี ความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า มีอยู่ ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น เธอ รู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละเธอจึง พิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา มนุสฺสสญฺญํ อมนสิกริตฺวา อรญฺญสญฺญํ ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส ปฐวีสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท อาสภจมฺมํ สงฺกุสเตน สุวิหตํ วิคตวลิกํ เอวเมว โข อานนฺท ภิกฺขุ ยํ อิมิสฺสา ปฐวิยา อุกฺกุลวิกุลํ นทีวิทุคฺคํ ขาณุกณฺฏกธานํ ปพฺพตวิสมํ ตํ สพฺพํ อมนสิกริตฺวา ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส ปฐวีสญฺญา จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา มนุสฺสสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ มนุสฺสสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อรญฺญสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๓๖

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า ไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากาสานัญจายตน- *สัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากาสานัญจายตนสัญญานี้ ไม่มีความกระวน- *กระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่าและชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน มีอยู่ก็แต่ เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน และรู้ ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการ นี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการ ก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อรญฺญสญฺญํ อมนสิกริตฺวา ปฐวีสญฺญํ อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา อรญฺญสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อรญฺญสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ ปฐวีสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๓๗

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตน- *สัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในวิญญาณัญจายตนสัญญานี้ไม่มีความกระวน- *กระวายชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน และชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญ จายตนสัญญาและรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ใน สัญญานั้นเลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา ปฐวีสญฺญํ อมนสิกริตฺวา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา ปฐวีสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ ปฐวีสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากาสานญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๓๘

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญ จายตนสัญญา ไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญา ยตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากิญ- *จัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากิญจัญญายตนสัญญานี้ไม่มีความ กระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยวิญญาณัญ- *จายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะอากิญจัญญาย- *ตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากาสานัญจายตนสัญญา สัญญานี้ ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะอากิญ- *จัญญายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละเธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่ง ที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลยและรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้นอันยังมีอยู่ว่ามี ดูกร อานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ อมนสิกริตฺวา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากาสานญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๓๙

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตน- *สัญญา ไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเนวสัญญานา- *สัญญายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเนว สัญญานาสัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา นี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยวิญญาณัญจายตนสัญญาและชนิดที่อาศัย อากิญจัญญายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตน สัญญา สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณา เห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ใน สัญญานั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ อมนสิกริตฺวา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญาย จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เอกตฺตนฺติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๔๐

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญา- *ยตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะ เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อม อยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเจโตสมาธินี้ ไม่มีความ กระวนกระวายชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญาและชนิดที่อาศัยเนวสัญญานา- *สัญญายตนสัญญา มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวายคือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากอากิญจัญญายตน- *สัญญา สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาและรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็ คือความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้ แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และ รู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็ เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของ ภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อากิญฺจญฺญายตน- สญฺญํ อมนสิกริตฺวา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อนิมิตฺเต เจโตสมาธิมฺหิ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญายาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญายาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๔๑

ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตน- *สัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ใน เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมี ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จาก กามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความ กระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชา- *สวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัย กายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิด แห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึง พิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลือ อยู่ในเจโตสมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ภิกฺขุ อมนสิกริตฺวา อากิญฺจญฺญายตน- สญฺญํ อมนสิกริตฺวา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญํ อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ ปฏิจฺจ มนสิกโรติ เอกตฺตํ ฯ ตสฺส อนิมิตฺเต เจโตสมาธิมฺหิ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปสีทติ สนฺติฏฺฐติ อธิมุจฺจติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ อยํ หิ โข อนิมิตฺโต เจโตสมาธิ อภิสงฺขโต อภิสญฺเจตยิโต ฯ ยํ โข ปน กิญฺจิ อภิสงฺขตํ อภิสญฺเจตยิตํ ตทนิจฺจํ นิโรธธมฺมนฺติ ปชานาติ ฯ ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ โส เอวํ ปชานาติ เย อสฺสุ ทรถา กามาสวํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา ภวาสวํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ เย อสฺสุ ทรถา อวิชฺชาสวํ ปฏิจฺจ เตธ น สนฺติ อตฺถิ เจวายํ ทรถมตฺตา ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ โส สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ กามาสเวนาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ ภวาสเวนาติ ปชานาติ สุญฺญมิทํ สญฺญาคตํ อวิชฺชาสเวนาติ ปชานาติ ฯ อตฺถิ เจวิทํ อสุญฺญตํ ยทิทํ อิมเมว กายํ ปฏิจฺจ สฬายตนิกํ ชีวิตปจฺจยาติ ฯ อิติ ยํ หิ โข ตตฺถ น โหติ เตน ตํ สุญฺญํ สมนุปสฺสติ ยํ ปน ตตฺถ อวสิฏฺฐํ โหติ ตํ สนฺตํ อิทมตฺถีติ ปชานาติ ฯ เอวมฺปิสฺส เอสา อานนฺท ยถาภุจฺจา อวิปลฺลตฺถา ปริสุทฺธา ปรมานุตฺตรา สุญฺญตาวกฺกนฺติ ภวติ ฯ

๓๔๒

ดูกรอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลไม่ว่าพวกใดๆ ที่ บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็ได้บรรลุสุญญตสมา- *บัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลไม่ว่าพวก ใดๆ ที่จะบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็จัก บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในบัดนี้ ไม่ว่าพวกใดๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ย่อมบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ ดูกรอานนท์ เพราะ ฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า เราจักบรรลุสุญญตสมาบัติอัน บริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ จูฬสุญญตสูตร ที่ ๑ -----------------------------------------------------

เยปิ หิ เกจิ อานนฺท อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรึสุ สพฺเพ เต อิมํเยว ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรึสุ ฯ เยปิ หิ เกจิ อานนฺท อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสนฺติ สพฺเพ เต อิมํเยว ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสนฺติ ฯ เยปิ หิ เกจิ อานนฺท เอตรหิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ สพฺเพ เต อิมํเยว ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ฯ ตสฺมาติห อานนฺท ปริสุทฺธํ ปรมานุตฺตรํ สุญฺญตํ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว อานนฺท สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ จูฬสุญฺญตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ -------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๑. จูฬสุญญตสูตร