๓. เสรีสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เสรีสูตรที่ ๓
ตติยํ เสรีสุตฺตํ
เสรีเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว คาถาทูลถวายพระผู้มีพระภาคว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้ง นั้น เออ ก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้ ฯ
เอกมนฺตํ ฐิโต โข เสรี เทวปุตฺโต ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ อนฺนเมวาภินนฺทนฺติ อุภโย เทวมานุสา อถ โข นาม โส ยกฺโข ยํ อนฺนํ นาภินนฺทตีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบเสรีเทพบุตร ด้วยพระคาถาว่า ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธา ข้าวและ น้ำนั้นแล ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะ เหตุนั้น สมควรเปลื้องความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำ มลทินของใจเสีย พึงให้ทาน บุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของ เหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
เย นํ ททนฺติ สทฺธาย วิปฺปสนฺเนน เจตสา ตเมว อนฺนํ ภชติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ตสฺมา วิเนยฺย มจฺเฉรํ ทชฺชา ทานํ มลาภิภู ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ ฯ
ส. น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแจ่มแจ้งแล้ว ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธา ข้าวและ น้ำนั้นแล ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะ เหตุนั้น สมควรเปลื้องความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำ มลทินของใจเสีย พึงให้ทาน บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของเหล่า สัตว์ในโลกหน้า ฯ
อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตญฺจิทํ ภนฺเต ภควตา เย นํ ททนฺติ สทฺธาย วิปฺปสนฺเนน เจตสา ตเมว อนฺนํ ภชติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ตสฺมา วิเนยฺย มจฺเฉรํ ทชฺชา ทานํ มลาภิภู ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว หม่อมฉันได้เป็น พระเจ้าแผ่นดิน มีนามว่าเสรี เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้กล่าวชมการให้ทาน ที่ประตูทั้ง ๔ ด้าน หม่อมฉันได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดิน ทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย ครั้นต่อมา พวกฝ่ายในพากันเข้าไปหาหม่อม ฉัน ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญทาน แต่พวกหม่อมฉันไม่ได้ให้ ทาน เป็นการชอบที่พวกหม่อมฉันจะได้อาศัยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทาน กระทำบุญบ้าง หม่อมฉันจึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้กล่าว ชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกหม่อมฉันจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึงมอบ ประตูด้านแรกให้แก่พวกฝ่ายในไป เขาพากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อมา พวกกษัตริย์พระราชวงศ์พากันเข้าไปหา หม่อมฉัน ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญทาน พวกฝ่ายในก็บำเพ็ญทาน แต่ พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัยใต้ ฝ่าละอองธุลีพระบาทกระทำบุญบ้าง หม่อมฉันก็คิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็น ทานบดี เป็นผู้กล่าวชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทานเราจะ ว่าอะไร แล้วจึงมอบประตูด้านที่สองให้แก่พวกกษัตริย์พระราชวงศ์ไป พวกกษัตริย์ พระราชวงศ์ต่างก็พากันให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ ครั้นต่อมา พวกพลกาย (ข้าราชการฝ่ายทหาร) เข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภ ขึ้นว่า พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกกษัตริย์พระราชวงศ์ก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกข้าพระพุทธเจ้ามิได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้ทานกระทำ บุญบ้าง หม่อมฉันจึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายกเป็นทานบดี เป็นผู้ กล่าวชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึงมอบประตูด้านที่สามให้พวกพลกายไป เขาก็พากันให้ทานใน ที่นั้น ทาน ของหม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อมา มีพวกพราหมณ์ คฤหบดี (ข้าราชการฝ่ายพลเรือน) เข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกกษัตริย์พระราช- *วงศ์ก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกข้าราชการฝ่ายทหารก็ให้ทาน แต่พวกข้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ให้ทานกระทำบุญบ้าง หม่อมฉันจึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็น ผู้กล่าวชมการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทาน เราจะว่า อะไร แล้วจึงมอบประตูด้านที่สี่ให้พวกพราหมณ์คฤหบดีไป เขาต่างก็พากัน ให้ทานในที่นั้น ทานของหม่อมฉันก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเจ้าหน้าที่ ทั้งหลายต่างพากันเข้าไปหาหม่อมฉัน ได้ทูลสนองขึ้นว่า บัดนี้พระองค์จะไม่ทรง บำเพ็ญทานในที่ไหนๆ อีกหรือ เมื่อเขาทูลอย่างนี้ หม่อมฉันจึงกล่าวตอบไปว่า ท่านทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ในท้องถิ่นชนบทนอกๆ ออกไป มีรายได้ใดๆ เกิดขึ้น พวกท่านจงรวบรวมส่งเข้าไปในเมือง (เข้าท้องพระคลัง) เสียกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งพวกท่านจงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลายในชนบทนั้นเถิด (เป็นเช่นดังกราบบังคมทูลถวายนี้แหละ พระเจ้าข้า) หม่อมฉันจึงยังไม่ถึงที่สุดแห่งบุญที่ได้บำเพ็ญไว้ แห่งกุศลที่ได้ ก่อสร้างไว้ตลอดกาลนานอย่างนี้ โดยที่จะมาคำนึงถึงว่า เท่านี้เป็นบุญพอแล้ว เท่านี้เป็นผลของบุญพอแล้ว หรือเท่านี้ที่เราพึงตั้งอยู่ในสามัคคีธรรม (คือพร้อม เพรียงร่วมทำบุญกับเขาพอแล้ว) ฯ
ภูตปุพฺพาหํ ภนฺเต เสรี นาม ราชา อโหสึ ทายโก ทานปติ ทานสฺส วณฺณวาที ฯ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต จตูสุ ทฺวาเรสุ ทานํ ทียิตฺถ สมณพฺราหฺมณกปณทฺธิกวณิพฺพกยาจกานํ ฯ อถ โข มํ ภนฺเต อิตฺถาคารํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจ เทวสฺส โข ทานํ ทียติ อมฺหากํ ทานํ น ทียติ สาธุ มยมฺปิ เทวํ นิสฺสาย ทานานิ ทเทยฺยาม ปุญฺญานิ กเรยฺยามาติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ อหํ โขสฺมิ ทายโก ทานปติ ทานสฺส วณฺณวาที ทานํ ทสฺสามาติ วทนฺเต กินฺติ วเทยฺยนฺติ ฯ โส ขฺวาหํ ภนฺเต ปฐมทฺวารํ อิตฺถาคารสฺส อทาสึ ตตฺถ อิตฺถาคารสฺส ทานํ ทียิตฺถ มม ทานํ ปฏิกฺกมิ ฯ {๒๘๕.๑} อถ โข มํ ภนฺเต ขตฺติยา อนุยุตฺตา อุปสงฺกมิตฺวา มํ เอตทโวจุํ เทวสฺส โข ทานํ ทียติ อิตฺถาคารสฺส ทานํ ทียติ อมฺหากํ ทานํ น ทียติ สาธุ มยมฺปิ เทวํ นิสฺสาย ทานานิ ทเทยฺยาม ปุญฺญานิ กเรยฺยามาติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ อหํ โขสฺมิ ทายโก ทานปติ ทานสฺส วณฺณวาที ทานํ ทสฺสามาติ วทนฺเต กินฺติ วเทยฺยนฺติ ฯ โส ขฺวาหํ ภนฺเต ทุติยทฺวารํ ขตฺติยานํ อนุยุตฺตานํ อทาสึ ตตฺถ ขตฺติยานํ อนุยุตฺตานํ ทานํ ทียิตฺถ มม ทานํ ปฏิกฺกมิ ฯ {๒๘๕.๒} อถ โข มํ ภนฺเต พลกาโย อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจ เทวสฺส โข ทานํ ทียติ อิตฺถาคารสฺส ทานํ ทียติ ขตฺติยานํ อนุยุตฺตานํ ทานํ ทียติ อมฺหากํ ทานํ น ทียติ สาธุ มยมฺปิ เทวํ นิสฺสาย ทานานิ ทเทยฺยาม ปุญฺญานิ กเรยฺยามาติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ อหํ โขสฺมิ ทายโก ทานปติ ทานสฺส วณฺณวาที ทานํ ทสฺสามาติ วทนฺเต กินฺติ วเทยฺยนฺติ ฯ โส ขฺวาหํ ภนฺเต ตติยทฺวารํ พลกายสฺส อทาสึ ตตฺถ พลกายสฺส ทานํ ทียิตฺถ มม ทานํ ปฏิกฺกมิ ฯ อถ โข มํ ภนฺเต พฺราหฺมณคหปติกา อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจุํ เทวสฺส โข ทานํ ทียติ อิตฺถาคารสฺส ทานํ ทียติ ขตฺติยานํ อนุยุตฺตานํ ทานํ ทียติ พลกายสฺส ทานํ ทียติ อมฺหากํ ทานํ น ทียติ สาธุ มยมฺปิ เทวํ นิสฺสาย ทานานิ ทเทยฺยาม ปุญฺญานิ กเรยฺยามาติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ อหํ โขสฺมิ ทายโก ทานปติ ทานสฺส วณฺณวาที ทานํ ทสฺสามาติ วทนฺเต กินฺติ วเทยฺยนฺติ ฯ โส ขฺวาหํ ภนฺเต จตุตฺถทฺวารํ พฺราหฺมณคหปติกานํ อทาสึ ตตฺถ พฺราหฺมณคหปติกานํ ทานํ ทียิตฺถ มม ทานํ ปฏิกฺกมิ ฯ {๒๘๕.๓} อถ โข มํ ภนฺเต ปุริสา อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจุํ น โขทานิ เทวสฺส โกจิ ทานํ ทียตีติ ฯ เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต เต ปุริเส เอตทโวจํ เตนหิ ภเณ โย พาหิเรสุ ชนปเทสุ อาโย สญฺชายติ ตโต อุปฑฺฒํ อนฺเตปุรํ ปเวเสถ อุปฑฺฒํ ตตฺเถว ทานํ เทถ สมณพฺราหฺมณกปณทฺธิกวณิพฺพกยาจกานนฺติ ฯ โส ขฺวาหํ ภนฺเต เอวํ ทีฆรตฺตํ กตานํ ปุญฺญานํ เอวํ ทีฆรตฺตํ กตานํ กุสลานํ ปริยนฺตํ นาธิคจฺฉามิ เอตฺตกํ ปุญฺญนฺติ วา เอตฺตโก ปุญฺญวิปาโกติ วา เอตฺตกํ สมคฺเค ฐาตพฺพนฺติ วาติ ฯ
น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแจ่มแจ้งแล้ว ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและน้ำด้วยศรัทธา ข้าวและ น้ำนั้นแล ย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะ เหตุนั้น สมควรเปลื้องความเหนียวแน่นเสีย ครอบงำ มลทินของใจเสีย พึงให้ทาน บุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของ เหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
อจฺฉริยํ ภนฺเต อพฺภูตํ ภนฺเต ยาว สุภาสิตญฺจิทํ ภนฺเต ภควตา เย นํ ททนฺติ สทฺธาย วิปฺปสนฺเนน เจตสา ตเมว อนฺนํ ภชติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ตสฺมา วิเนยฺย มจฺเฉรํ ทชฺชา ทานํ มลาภิภู ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ ฯ