๓. โคธิกสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โคธิกสูตรที่ ๓
ตติยํ โคธิกสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ฯ ก็สมัยนั้นแล ท่านโคธิกะ อยู่ที่กาลศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ฯ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา โคธิโก อิสิคิลิปสฺเส วิหรติ กาฬสิลายํ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิต มั่นคงอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์ ภายหลังท่านโคธิกะได้เสื่อมจากเจโต- *วิมุติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๒ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๒ ก็ได้เสื่อมจาก เจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๓ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๓ ก็ได้เสื่อม จากเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๔ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๔ ก็ได้เสื่อม จากเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๕ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๕ ก็ได้เสื่อม จากเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๖ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๖ ก็ได้เสื่อม จากเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๗ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มี ความเพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ก็ได้บรรลุเจโตวิมุติอันเป็นโลกีย์อีก ฯ ครั้งนั้นแล ท่านโคธิกะได้เกิดความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เสื่อมจากเจโต- *วิมุติอันเป็นโลกีย์ถึง ๖ ครั้งแล้ว ถ้ากระไรเราพึงนำศัสตรามา ฯ
อถ โข อายสฺมา โคธิโก อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามายิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ ฯ อถ โข อายสฺมา โคธิโก ตมฺหา สามายิกาย เจโตวิมุตฺติยา ปริหายิ ฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามายิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก ตมฺหา สามายิกาย เจโตวิมุตฺติยา ปริหายิ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามายิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก ตมฺหา ฯเปฯ ปริหายิ ฯ จตุตฺถมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก อปฺปมตฺโต ฯเปฯ ผุสิ ฯ จตุตฺถมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก ตมฺหา ฯเปฯ ปริหายิ ฯ ปญฺจมมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก ฯเปฯ ผุสิ ฯ ปญฺจมมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก ฯเปฯ ปริหายิ ฯ ฉฏฺฐมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามายิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ ฯ ฉฏฺฐมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก ตมฺหา สามายิกาย เจโตวิมุตฺติยา ปริหายิ ฯ สตฺตมมฺปิ โข อายสฺมา โคธิโก อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามายิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ ฯ อถ โข อายสฺมโต โคธิกสฺส เอตทโหสิ ยาว ฉฏฺฐํ ขฺวาหํ สามายิกาย เจโตวิมุตฺติยา ปริหีโน ยนฺนูนาหํ สตฺถํ อาหเรยฺยนฺติ ฯ
ลำดับนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่าน โคธิกะด้วยจิตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ มีเพียรใหญ่ มีปัญญามาก รุ่งเรือง ด้วยฤทธิ์และยศ ก้าวล่วงเวรและภัยทั้งปวง ข้าพระองค์ขอ ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีเพียรใหญ่ สาวก ของพระองค์อันมรณะครอบงำแล้ว ย่อมคิดจำนงหวังความ ตาย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง ขอพระองค์จง ห้ามสาวกของพระองค์นั้นเสียเถิด ฯ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ปรากฏในหมู่ชน สาวกของพระองค์ ยินดีในพระศาสนา ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์อันตัดเสียซึ่ง มานะ ยังเป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงกระทำกาลเสียเล่า ฯ ก็เวลานั้น ท่านโคธิกะได้นำศัสตรามาแล้ว ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา อายสฺมโต โคธิกสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ มหาวีร มหาปญฺญ อิทฺธิยา ยสสา ชล สพฺพเวรภยาตีต ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม สาวโก เต มหาวีร มรณํ มรณาภิภู อากงฺขติ เจตยติ ตํ นิเสธ ชุตินฺธร กถญฺหิ ภควา ตุยฺหํ สาวโก สาสเน รโต อปฺปตฺตมานโส เสโข กาลํ กยิรา ชเนสุตาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมตา โคธิเกน สตฺถํ อาหริตํ โหติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมารผู้มีบาป จึง ได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า ปราชญ์ทั้งหลายย่อมทำอย่างนี้แล ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต โคธิกะ ภิกษุ ถอนตัณหาพร้อมด้วยราก นิพพานแล้ว ฯ
อถ โข ภควา มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ เอวํ หิ ธีรา กุพฺพนฺติ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห โคธิโก ปรินิพฺพุโตติ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัส ว่า ภิกษุทั้งหลาย เรามาไปสู่กาลศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ อันเป็นที่โคธิกกุลบุตร นำศัสตรามาแล้ว ฯ ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุหลายรูปได้เข้าไปยังกาลศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นโคธิกะมีคออันพลิกแล้ว นอนอยู่ บนเตียงที่ไกลเทียว ก็เวลานั้นแล ควันหรือหมอกพลุ่งไปสู่ทิศตะวันออก ทิศ ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และอนุทิศ ฯ
อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อายาม ภิกฺขเว เยน อิสิคิลิปสฺสํ กาฬสิลา เตนุปสงฺกมิสฺสาม ยตฺถ โคธิเกน กุลปุตฺเตน สตฺถํ อาหริตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อถ โข ภควา สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เยน อิสิคิลิปสฺสํ กาฬสิลา เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺตํ โคธิกํ ทูรโตว มญฺจเก วิวตฺตกฺขนฺธํ เสยฺยมานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ธูมายิตตฺตํ ติมิรายิตตฺตํ คจฺฉเตว ปุริมํ ทิสํ คจฺฉติ ปจฺฉิมํ ทิสํ คจฺฉติ อุตฺตรํ ทิสํ คจฺฉติ ทกฺขิณํ ทิสํ คจฺฉติ อุทฺธํ คจฺฉติ อโธ คจฺฉติ อนุทิสํ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นไหม ควันหรือหมอกนั้นพลุ่งไปสู่ทิศตะวันออก ทิศ ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และอนุทิศ เมื่อภิกษุ เหล่านั้นกราบทูลรับพระดำรัสแล้วจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นมารผู้มีบาป เที่ยวแสวงหาวิญญาณของโคธิกกุลบุตร ด้วยคิดว่า วิญญาณของโคธิกกุลบุตรตั้ง อยู่ ณ ที่ไหน ดูกรภิกษุทั้งหลาย โคธิกกุลบุตร มีวิญญาณอันไม่ตั้งอยู่แล้ว ปรินิพพานแล้ว ฯ
อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอตํ ธูมายิตตฺตํ ติมิรายิตตฺตํ คจฺฉเตว ปุริมํ ทิสํ คจฺฉติ ปจฺฉิมํ ทิสํ คจฺฉติ อุตฺตรํ ทิสํ คจฺฉติ ทกฺขิณํ ทิสํ คจฺฉติ อุทฺธํ คจฺฉติ อโธ คจฺฉติ อนุทิสนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ ฯ เอโส โข ภิกฺขเว มาโร ปาปิมา โคธิกสฺส กุลปุตฺตสฺส วิญฺญาณํ สมเนฺวสติ กตฺถ โคธิกสฺส กุลปุตฺตสฺส วิญฺญาณํ ปติฏฺฐิตนฺติ อปฺปติฏฺฐิเตน จ ภิกฺขเว วิญฺญาเณน โคธิโก กุลปุตฺโต ปรินิพฺพุโตติ ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปถือพิณมีสีเหลืองเหมือนมะตูมสุก เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ข้าพระองค์ได้ค้นหาวิญญาณของโคธิกกุลบุตร ทั้งในทิศ เบื้องบน ทั้งทิศเบื้องต่ำ ทั้งทางขวาง ทั้งทิศใหญ่ ทิศน้อย ทั่วแล้ว มิได้ประสบ โคธิกะนั้นไป ณ ที่ไหน ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เวฬุวปณฺฑุวีณํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ อุทฺธํ อโธ จ ติริยํ ทิสาอนุทิสาสฺวหํ อเนฺวสํ นาธิคจฺฉามิ โคธิโก โส กุหึ คโตติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า นักปราชญ์ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยธิติ มีปรกติเพ่งพินิจ ยินดีแล้ว ในฌานทุกเมื่อ พากเพียรอยู่ตลอดวันและคืน ไม่มีความ อาลัยในชีวิต ชนะเสนาของมัจจุราชแล้ว ไม่กลับมาสู่ภพ ใหม่ นักปราชญ์นั้นคือโคธิกกุลบุตร ได้ถอนตัณหาพร้อม ด้วยราก ปรินิพพานแล้ว ฯ พิณได้พลัดตกจากรักแร้ของมารผู้มีความเศร้าโศก ในลำดับนั้น ยักษ์ นั้นมีความโทมนัส หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ
โย ธีโร ธิติสมฺปนฺโน ฌายี ฌานรโต สทา อโหรตฺตมนุยุญฺชํ ชีวิตํ อนิกามยํ เชตฺวาน มจฺจุโน เสนํ อนาคนฺตฺวา ปุนพฺภวํ สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห โคธิโก ปรินิพฺพุโตติ ฯ ตสฺส โสกปเรตสฺส วีณา กจฺฉกา อภสฺสถ ตโต โส ทุมฺมโน ยกฺโข ตตฺเถวนฺตรธายิถาติ ฯ