๙. เสลาสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เสลาสูตรที่ ๙
นวมํ เสลาสุตฺตํ
สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า เสลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลา ปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่า อันธวันแล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ
สาวตฺถิยํ ... อถ โข เสลา ภิกฺขุนี ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้เสลาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาเสลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะเสลาภิกษุณีด้วยคาถาว่า รูปนี้ ใครสร้าง ผู้สร้างรูปอยู่ที่ไหน รูปบังเกิดในที่ไหน รูปดับไปในที่ไหน ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เสลาย ภิกฺขุนิยา ภยํ ฯเปฯ เสลํ ภิกฺขุนึ คาถาย อชฺฌภาสิ เกนิทํ ปกตํ พิมฺพํ กฺวจิ พิมฺพสฺส การโก กฺวจิ พิมฺพํ สมุปฺปนฺนํ กฺวจิ พิมฺพํ นิรุชฺฌตีติ ฯ
ลำดับนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ ทันใดนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะให้เรา บังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อน จากสมาธิ จึงกล่าวคาถา ฯ ครั้นเสลาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาป ด้วยคาถาว่า รูปนี้ ไม่มีใครสร้าง อัตภาพนี้ ไม่มีใครก่อ รูปเกิดขึ้น เพราะอาศัยเหตุ ดับไป เพราะเหตุดับ ฯ พืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่บุคคลหว่านลงในนา ย่อมงอกขึ้น เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ รสในแผ่นดิน และยาง ในพืช ฉันใด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ๖ เหล่านี้ ก็เกิดขึ้น เพราะอาศัยเหตุ ดับไป เพราะเหตุดับ ฉันนั้น ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า เสลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
อถ โข เสลาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ โก นุ ขฺวายํ มนุสฺโส วา อมนุสฺโส วา คาถํ ภาสตีติ ฯ อถ โข เสลาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ มาโร โข อยํ ปาปิมา มม ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํสํ อุปฺปาเทตุกาโม สมาธิมฺหา จาเวตุกาโม คาถํ ภาสตีติ ฯ อถ โข เสลา ภิกฺขุนี มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ นยิทํ ปกตํ พิมฺพํ นยิทํ ปกตํ อฆํ เหตุํ ปฏิจฺจ สมฺภูตํ เหตุภงฺคา นิรุชฺฌติ ยถาปิ อญฺญตรํ พีชํ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ ปฐวีรสญฺจ อาคมฺม สิเนหญฺจ ตทูภยํ เอวํ ขนฺธา จ ธาตุโย ฉ จ อายตนา อิเม เหตุํ ปฏิจฺจ สมฺภูตา เหตุภงฺคา นิรุชฺฌเรติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ เสลา ภิกฺขุนีติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ