๔. มโนนิวารณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
๔. มโนนิวารณสูตร ว่าด้วยการห้ามใจ
เทวดากราบทูลว่า บุคคลห้ามใจจากอารมณ์ใดๆ ได้ ทุกข์เพราะอารมณ์นั้นๆ ย่อมไม่มาถึงเขา เขาห้ามใจจากอารมณ์ทั้งปวงได้ ย่อมพ้นจากทุกข์ เพราะอารมณ์ทั้งปวง @เชิงอรรถ : @ เจริญจิตและปัญญา หมายถึงเจริญสมาธิและวิปัสสนา (สํ.ส.อ. ๑/๒๓/๔๙) @ นาม หมายถึงอรูปขันธ์ ๔ (คือ เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ) (สํ.ส.อ. ๑/๒๓/๕๐) @ ปฏิฆสัญญา หมายถึงกามภพ รูปสัญญา หมายถึงรูปภพ (สํ.ส.อ. ๑/๒๓/๕๐) @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๙๒ หน้า ๒๗๒-๒๗๓ ในเล่มนี้ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๓. สัตติวรรค ๕. อรหันตสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุคคลไม่พึงห้ามใจจากอารมณ์ทั้งปวง ไม่พึงห้ามใจที่ถึงความสำรวม บาปเกิดขึ้นจากอารมณ์ใดๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้นๆ มโนนิวารณสูตรที่ ๔ จบ ๕. อรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์
เทวดากล่าวว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง @เชิงอรรถ : @ ไม่พึงห้ามใจที่ถึงความสำรวม หมายถึงไม่พึงห้ามใจจากธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงสำรวม เช่น ทาน ศีล @(สํ.ส.อ. ๑/๒๔/๕๑) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘}