๕. อรหันตสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อรหันตสูตรที่ ๕
ปญฺจมํ อรหนฺตสุตฺตํ
ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มี อาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ
ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มี อาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้ บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติ ที่พูดกัน ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย โลเก สมญฺญํ กุสโล วิทิตฺวา โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ
ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะ สิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติด มานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลาย อื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี มานํ นุ โข โส อุปาคมฺม ภิกฺขุ อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มม วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ
ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะ เสียแล้ว มานะและคันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตาม สมมติที่พูดกัน ฯ
ปหีนมานสฺส น สนฺติ คนฺถา วิธูปิตา มานคนฺถสฺส สพฺเพ ส วีติวตฺโต ยมตํ สุเมโธ อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย โลเก สมญฺญํ กุสโล วิทิตฺวา โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ