๕. อวิชชาปัจจยสูตร ที่ ๑
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๕. อวิชชาปัจจยสูตรที่ ๑
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน- *อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ ฯ
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติติ ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระผู้- *มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้ เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใด พึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพ ก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะชาติ เป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ฯ
เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กตมํ นุ โข ภนฺเต ชรามรณํ กสฺส จ ปนิทํ ชรามรณนฺติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตมํ ชรามรณํ กสฺส จ ปนิทํ ชรามรณนฺติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺญํ ชรามรณํ อญฺญสฺส จ ปนิทํ ชรามรณนฺติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ
ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชาติ เป็นอย่างอื่น และชาตินี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียว กัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือว่าเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระ อย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตแสดงธรรม โดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ฯ
กตมา นุ โข ภนฺเต ชาติ กสฺส จ ปนายํ ชาตีติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตมา ชาติ กสฺส จ ปนายํ ชาตีติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺญา ชาติ อญฺญสฺส จ ปนายํ ชาตีติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ ภวปจฺจยา ชาตีติ ฯ
ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภพเป็นไฉน และภพนี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า ภพเป็นไฉน และภพนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ภพเป็น อย่างอื่น และภพนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมีทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระ อย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดง ธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอุปาทานเป็น ปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็น ปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ฯ
กตโม นุ โข ภนฺเต ภโว กสฺส จ ปนายํ ภโวติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตโม ภโว กสฺส จ ปนายํ ภโวติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺโญ ภโว อญฺญสฺส จ ปนายํ ภโวติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อุปาทานปจฺจยา ภโวติ ฯเปฯ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติ ... เวทนาปจฺจยา ตณฺหาติ ... ผสฺสปจฺจยา เวทนาติ ... สฬายตนปจฺจยา ผสฺโสติ ... นามรูปปจฺจยา สฬายตนนฺติ ... วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ... สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ
ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ตั้งปัญหายังไม่ถูก ดูกรภิกษุ ผู้ใดพึงกล่าวว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือพึง กล่าวว่า สังขารเป็นอย่างอื่น และสังขารนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้น มี เนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ดูกรภิกษุ เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมี ทิฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูกรภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯ
กตเม นุ โข ภนฺเต สงฺขารา กสฺส จ ปนิเม สงฺขาราติ ฯ โน กลฺโล ปโญฺหติ ภควา อโวจ กตเม สงฺขารา กสฺส จ ปนิเม สงฺขาราติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อญฺเญ สงฺขารา อญฺญสฺส จ ปนิเม สงฺขาราติ อิติ วา ภิกฺขุ โย วเทยฺย อุภยเมตํ เอกตฺถํ พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ภิกฺขุ ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส น โหติ ฯ เอเต เต ภิกฺขุ อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ ฯ
ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคล เสพผิด ส่ายหาไปว่า ชราและมรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร หรือว่าชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรามรณะเป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระ ก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวก นั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มี อันไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ
อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตมํ ชรามรณํ กสฺส จ ปนิทํ ชรามรณํ อิติ วา อญฺญํ ชรามรณํ อญฺญสฺส จ ปนิทํ ชรามรณํ อิติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิติ วา สพฺพานิสฺส ตานิ ปหีนานิ ภวนฺติ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวงฺคตานิ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมานิ ฯ
ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคล เสพผิด ส่ายหาไปว่า ชาติเป็นไฉน และชาตินี้เป็นของใคร หรือว่าชาติเป็น อย่างอื่น และชาตินี้เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพ อย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัด- *รากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไป เป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่มีเหลือ ฯ
อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตมา ชาติ กสฺส จ ปนายํ ชาติ อิติ วา อญฺญา ชาติ อญฺญสฺส จ ปนายํ ชาติ อิติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิติ วา สพฺพานิสฺส ตานิ ปหีนานิ ภวนฺติ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวงฺคตานิ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมานิ ฯ
ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคล เสพผิด ส่ายหาไปว่า ภพเป็นไฉน และภพนี้เป็นของใคร หรือว่าภพเป็น อย่างอื่น และภพนี้เป็นของผู้อื่น ว่าชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่าง หนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีกต่อไป เป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ... อุปาทานเป็นไฉน ... ตัณหาเป็นไฉน ... เวทนาเป็นไฉน ... ผัสสะเป็นไฉน ... สฬายตนะเป็นไฉน ... นามรูปเป็นไฉน ... วิญญาณเป็นไฉน ... ฯ
อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตโม ภโว ฯเปฯ กตมํ อุปาทานํ ... กตมา ตณฺหา ... กตมา เวทนา ... กตโม ผสฺโส ... กตมํ สฬายตนํ ... กตมํ นามรูปํ ... กตมํ วิญฺญาณํ ... ฯ
ดูกรภิกษุ ทิฐิไม่ว่าชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เป็นข้าศึก อันบุคคล เสพผิด ส่ายหาไปว่า สังขารเป็นไฉน และสังขารนี้เป็นของใคร หรือว่าสังขาร เป็นอย่างอื่น และสังขารนี้เป็นของผู้อื่นว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ทิฐิเหล่านั้นทั้งสิ้น อันอริยสาวกนั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดอีก ต่อไปเป็นธรรมดา เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ ฯ จบ สูตรที่ ๕
อวิชฺชาย เตฺวว ภิกฺขุ อเสสวิราคนิโรธา ยานิสฺส ตานิ วิสูกายิตานิ วิเสวิตานิ วิปฺผนฺทิตานิ กานิจิ กานิจิ กตเม สงฺขารา กสฺส จ ปนิเม สงฺขารา อิติ วา อญฺเญ สงฺขารา อญฺญสฺส จ ปนิเม สงฺขารา อิติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิติ วา สพฺพานิสฺส ตานิ ปหีนานิ ภวนฺติ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวงฺคตานิ อายตึ อนุปฺปาทธมฺมานีติ ฯ ปญฺจมํ ฯ