๒. สนิทานสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๒. สนิทานสูตร
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน- *อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น วิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น ฯ
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ภควา ... สนิทานํ ภิกฺขเว อุปฺปชฺชติ กามวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ พฺยาปาทวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ วิหิสาวิตกฺโก โน อนิทานํ ฯ
ก็กามวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น พยาบาท วิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น วิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความหมายรู้ในกามบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามธาตุ ความดำริในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในกาม ความพอใจในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในกาม การแสวงหากามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย ความเร่าร้อนเพราะกาม ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหากาม ย่อมปฏิบัติผิดโดย ฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะพยาปาท ธาตุ ความดำริในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในพยาบาท ความพอใจ ในพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในพยาบาท ความเร่าร้อนเพราะพยาบาท บังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความพอใจในพยาบาท การแสวงหาพยาบาทบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะพยาบาท ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหาพยาบาท ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในวิหิงสาบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยวิหิงสาธาตุ ความดำริในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ใน วิหิงสา ความพอใจในวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในวิหิงสา ความ เร่าร้อนเพราะวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในวิหิงสา การแสวงหา วิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะวิหิงสา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ เมื่อแสวงหาวิหิงสา ย่อมปฏิบัติผิดโดยฐานะ ๓ คือกาย วาจา ใจ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สนิทานํ อุปฺปชฺชติ กามวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ พฺยาปาทวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ วิหึสาวิตกฺโก โน อนิทานํ ฯ กามธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ กามสญฺญา กามสญฺญํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ กามสงฺกปฺโป กามสงฺกปฺปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ กามจฺฉนฺโท กามจฺฉนฺทํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ กามปริฬาโห กามปริฬาหํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ กามปริเยสนา ฯ กามปริเยสนํ ภิกฺขเว ปริเยสมาโน อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ตีหิ ฐาเนหิ มิจฺฉา ปฏิปชฺชติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ พฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ พฺยาปาทสญฺญา พฺยาปาทสงฺกปฺโป ... พฺยาปาทจฺฉนฺโท ... พฺยาปาทปริฬาโห ... พฺยาปาทปริเยสนา ฯ พฺยาปาทปริเยสนํ ภิกฺขเว ปริเยสมาโน อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ตีหิ ฐาเนหิ มิจฺฉา ปฏิปชฺชติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ วิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ วิหึสาสญฺญา วิหึสาสงฺกปฺโป ... วิหึสาฉนฺโท ... วิหึสาปริฬาโห ... วิหึสาปริเยสนา ฯ วิหึสาปริเยสนํ ภิกฺขเว ปริเยสมาโน อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ตีหิ ฐาเนหิ มิจฺฉา ปฏิปชฺชติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วในป่าหญ้าแห้ง ถ้าหากเขาไม่รีบดับด้วยมือและเท้าไซร้ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย บรรดาที่อาศัยหญ้าและไม้อยู่ พึงถึงความพินาศฉิบหาย แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่รีบละ ไม่รีบบรรเทา ไม่รีบทำให้สิ้นสุด ไม่รีบทำให้ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวนอันบังเกิดขึ้นแล้ว สมณะหรือพราหมณ์นั้น ย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความอึดอัด คับแค้น เร่าร้อน ใน ปัจจุบัน เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก พึงหวังทุคติได้ ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อาทิตฺตํ ติณุกฺกํ สุกฺเข ติณทาเย นิกฺขิเปยฺย โน เจ หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ ขิปฺปเมว นิพฺพาเปยฺย เอวญฺหิ ภิกฺขเว เย ติณกฏฺฐนิสฺสิตา ปาณา เต อนยพฺยสนํ อาปชฺเชยฺยุํ เอวเมว โข ภิกฺขเว โย หิ โกจิ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อุปฺปนฺนํ วิสมคตํ อกุสลสญฺญํ น ขิปฺปเมว ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ โส ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทุกฺขํ วิหรติ สวิฆาตํ สอุปายาสํ สปริฬาหํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เนกขัมมวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มี เหตุบังเกิดขึ้น อัพยาปาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อวิหิงสา วิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น ฯ
สนิทานํ ภิกฺขเว อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ อพฺยาปาทวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาวิตกฺโก โน อนิทานํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เนกขัมมวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มี เหตุบังเกิดขึ้น อัพยาปาทวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อวิหิงสาวิตกย่อมมีเหตุบังเกิดขึ้น มิใช่ไม่มีเหตุบังเกิดขึ้น อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ความหมายรู้ในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยเนกขัมมธาตุ ความดำริในเนกขัมมะ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในเนกขัมมะ ความพอใจในเนกขัมมะบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความดำริในเนกขัมมะ ความเร่าร้อนเพราะเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะ อาศัยความพอใจในเนกขัมมะ การแสวงหาในเนกขัมมะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย ความเร่าร้อนเพราะเนกขัมมะ อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหาเนกขัมมะ ย่อม ปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในอัพยาบาทบังเกิด ขึ้นเพราะอาศัยอัพยาปาทธาตุ ความดำริในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความ หมายรู้ในอัพยาบาท ความพอใจในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริใน อัพยาบาท ความเร่าร้อนเพราะอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจใน อัพยาบาท การแสวงหาในอัพยาบาทบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อนเพราะ อัพยาบาท อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหาอัพยาบาท ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ความหมายรู้ในอวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิหิงสาธาตุ ความ ดำริในอวิหิงสาเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในอวิหิงสา ความพอใจในอวิหิงสา บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในอวิหิงสา ความเร่าร้อนเพราะอวิหิงสาบังเกิดขึ้น เพราะอาศัยความพอใจในอวิหิงสา การแสวงหาในอวิหิงสาบังเกิดขึ้นเพราะอาศัย ความเร่าร้อนเพราะอวิหิงสา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อแสวงหา อวิหิงสา ย่อมปฏิบัติชอบโดยฐานะ ๓ คือ กาย วาจา ใจ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สนิทานํ อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ อพฺยาปาทวิตกฺโก โน อนิทานํ สนิทานํ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาวิตกฺโก โน อนิทานํ ฯ เนกฺขมฺมธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมสญฺญา เนกฺขมฺมสญฺญํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป เนกฺขมฺมสงฺกปฺปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมจฺฉนฺโท เนกฺขมฺมจฺฉนฺทํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมปริฬาโห เนกฺขมฺมปริฬาหํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เนกฺขมฺมปริเยสนา ฯ เนกฺขมฺมปริเยสนํ ภิกฺขเว ปริเยสมาโน สุตวา อริยสาวโก ตีหิ ฐาเนหิ สมฺมา ปฏิปชฺชติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ อพฺยาปาทธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ อพฺยาปาทสญฺญา ฯเปฯ อพฺยาปาทสงฺกปฺโป ... อพฺยาปาทจฺฉนฺโท ... อพฺยาปาทปริฬาโห ... อพฺยาปาทปริเยสนา ฯ อพฺยาปาทปริเยสนํ ภิกฺขเว ปริเยสมาโน สุตวา อริยสาวโก ตีหิ ฐาเนหิ สมฺมา ปฏิปชฺชติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ อวิหึสาธาตุํ ภิกฺขเว ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาสญฺญา อวิหึสาสญฺญํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาฉนฺโท อวิหึสาฉนฺทํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาปริฬาโห อวิหึสาปริฬาหํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ อวิหึสาปริเยสนา ฯ อวิหึสาปริเยสนํ ภิกฺขเว ปริเยสมาโน สุตวา อริยสาวโก ตีหิ ฐาเนหิ สมฺมา ปฏิปชฺชติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษพึงวางคบหญ้าที่ไฟติดแล้วในป่าหญ้า แห้ง เขาจึงรีบดับคบนั้นเสียด้วยมือและเท้า ก็เมื่อเป็นเช่นนี้สัตว์ มีชีวิตทั้งหลาย บรรดาที่อาศัยหญ้าและไม้อยู่ ไม่พึงถึงความพินาศฉิบหาย แม้ฉันใด ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน รีบละ รีบ บรรเทา รีบทำให้หมด รีบทำให้ไม่มีซึ่งอกุศลสัญญาที่ก่อกวนอันบังเกิดขึ้นแล้ว เขาย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความอึดอัด ความคับแค้น ความเร่าร้อน ในปัจจุบัน เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก พึงหวังสุคติได้ ฯ จบสูตรที่ ๒
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อาทิตฺตํ ติณุกฺกํ สุกฺเข ติณทาเย นิกฺขิเปยฺย ตเมนํ หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ ขิปฺปเมว นิพฺพาเปยฺย เอวญฺหิ ภิกฺขเว เย ติณกฏฺฐนิสฺสิตา ปาณา เต น อนยพฺยสนํ อาปชฺเชยฺยุํ เอวเมว โข ภิกฺขเว โย หิ โกจิ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อุปฺปนฺนํ วิสมคตํ อกุสลสญฺญํ ขิปฺปเมว ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ โส ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขํ วิหรติ อวิฆาตํ อนุปายาสํ อปริฬาหํ กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคติ ปฏิกงฺขาติ ฯ ทุติยํ ฯ