This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๑๗

Other items in this volume

๑. นกุลปิตุสูตร๒. เทวทหสูตร๓. หลิททิกานิสูตร๔. ทุติยหลิททิกานิสูตร๕. สมาธิสูตร๖. ปฏิสัลลานสูตร๗. อุปาทาปริตัสสนาสูตร๘. ทุติยอุปาทาปริตัสสนาสูตร๙. กาลัตตยอนิจจสูตร๑๐. กาลัตตยทุกขสูตร๑๑. กาลัตตยอนัตตสูตร๑. อนิจจสูตร๒. ทุกขสูตร๓. อนัตตสูตร๔. ยทนิจจสูตร๕. ยังทุกขสูตร๖. ยทนัตตาสูตร๗. สเหตุอนิจจสูตร๘. สเหตุทุกขสูตร๙. สเหตุอนัตตสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. ภารสูตร๒. ปริญญาสูตร๓. อภิชานสูตร๔. ฉันทราคสูตร๕. อัสสาทสูตร๖. ทุติยอัสสาทสูตร๗. ตติยอัสสาทสูตร๘. อภินันทนสูตร๙. อุปปาทสูตร๑๐. อฆมูลสูตร๑๑. ปภังคุสูตร๑. นตุมหากสูตร๒. ทุติยนตุมหากสูตร๓. อัญญตรภิกขุสูตร๔. ทุติยอัญญตรภิกขุสูตร๕. อานันทสูตร๖. ทุติยอานันทสูตร๗. อนุธัมมสูตร๘. ทุติยอนุธัมมสูตร๙. ตติยอนุธัมมสูตร๑๐. จตุตถอนุธัมมสูตร๑. อัตตทีปสูตร๒. ปฏิปทาสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุติยอนิจจสูตร๕. สมนุปัสสนาสูตร๖. ขันธสูตร๗. โสณสูตร๘. ทุติยโสณสูตร๙. นันทิกขยสูตร๑๐. ทุติยนันทิกขยสูตร๑. อุปยสูตร๒. พีชสูตร๓. อุทานสูตร๔. อุปาทานปริปวัตตนสูตร๕. สัตตัฏฐานสูตร๖. สัมมาสัมพุทธสูตร๗. อนัตตลักขณสูตร๘. มหาลิสูตร๙. อาทิตตสูตร๑๐. นิรุตติปถสูตร๑. อุปาทิยมานสูตร๒. มัญญมานสูตร๓. อภินันทมานสูตร๔. อนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร๖. อนัตตสูตร๗. อนัตตนิยสูตร๘. รชนียสัณฐิตสูตร๙. ราธสูตร๑๐. สุราธสูตร๑. อัสสาทสูตร๒. สมุทยสูตร๓. ทุติยสมุทยสูตร๔. อรหันตสูตร๕. ทุติยอรหันตสูตร๖. สีหสูตร๗. ขัชชนียสูตร๘. ปิณโฑลยสูตร๙. ปาลิเลยยสูตร๑๐. ปุณณมสูตร๑. อานันทสูตร๒. ติสสสูตร๓. ยมกสูตร๔. อนุราธสูตร๕. วักกลิสูตร๖. อัสสชิสูตร๗. เขมกสูตร๘. ฉันนสูตร๙. ราหุลสูตร๑๐. ทุติยราหุลสูตร๑. นทีสูตร๒. ปุปผสูตร๓. เผณปิณฑูปมสูตร๔. โคมยปิณฑสูตร๕. นขสิขาสูตร๖. สุทธิกสูตร๗. คัททูลพัทธสูตร๘. ทุติยคัททูลพัทธสูตร๙. วาสิชฏสูตร๑๐. อนิจจสัญญาสูตร๑. อันตสูตร๒. ทุกขสูตร๓. สักกายสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร๖. ทุติยสมณสูตร๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทปหานสูตร๑๐. ทุติยฉันทปหานสูตร๑. อวิชชาสูตร๒. วิชชาสูตร๓. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๑๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒๕. พันธนสูตร๖. ปริปุจฉิตสูตร๗. ทุติยปริปุจฉิตสูตร๘. สัญโญชนิยสูตร๙. อุปาทานิยสูตร๑๐. สีลวันตสูตร๑๑. สุตวันตสูตร๑๒. กัปปสูตร๑๓. ทุติยกัปปสูตร๑. สมุทยธัมมสูตร๒. ทุติยสมุทยธัมมสูตร๓. ตติยสมุทยธัมมสูตร๔. อัสสาทสูตร๕. ทุติยอัสสาทสูตร๖. สมุทยสูตร๗. ทุติยสมุทยสูตร๘. โกฏฐิตสูตร๙. ทุติยโกฏฐิตสูตร๑๐. ตติยโกฏฐิตสูตร๑. กุกกุฬสูตร๒. อนิจจสูตร๓. ทุติยอนิจจสูตร๔. ตติยอนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร ๖. ทุติยทุกขสูตร ๗. ตติยทุกขสูตร๘. อนัตตสูตร๙. ทุติยอนัตตสูตร๑๐. ตติยอนัตตสูตร๑๑. นิพพิทาพหุลสูตร๑๒. อนิจจานุปัสสีสูตร๑๓. ทุกขานุปัสสีสูตร๑๔. อนัตตานุปัสสีสูตร๑. อัชฌัตตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร๖. สักกายทิฏฐิสูตร๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร๘. อภินิเวสสูตร๙. ทุติยอภินิเวสสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. มารสูตร๒. สัตตสูตร๓. ภวเนตติสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร๖. ทุติยสมณสูตร๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทราคสูตร๑๐. ทุติยฉันทราคสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. วาตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. นัตถิทินนสูตร๖. กโรโตสูตร๗. เหตุสูตร๘. มหาทิฏฐิสูตร๙. สัสสตทิฏฐิสูตร๑๐. อสัสสตทิฏฐิสูตร๑๑. อันตวาสูตร๑๒. อนันตวาสูตร๑๓. ตังชีวังตังสรีรังสูตร๑๔. อัญญังชีวังอัญญังสรีรังสูตร๑๕. โหติตถาคโตสูตร๑๖. นโหติตถาคโตสูตร๑๗. โหติจนจโหติตถาคโตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคโตสูตร๑. วาตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติสูตร๑๙. รูปีอัตตาสูตร๒๐. อรูปีอัตตาสูตร๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร๒๓. เอกันตสุขีสูตร๒๔. เอกันตทุกขีสูตร๒๕. สุขทุกขีสูตร๒๖. อทุกขมสุขีสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. สัมผัสสสูตร๕. สัมผัสสชาสูตร๖. รูปสัญญาสูตร๗. รูปสัญเจตนาสูตร๘. รูปตัณหาสูตร๙. ปฐวีธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. สัมผัสสสูตร๕. สัมผัสสชาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. สัญเจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร ๔. สัมผัสสสูตร๕. สัมผัสสชาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. สัญเจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. วิเวกชสูตร๒. อวิตักกสูตร๓. ปีติสูตร๔. อุเปกขาสูตร๕. อากาสานัญจายตนสูตร๖. วิญญาณัญจายตนสูตร๗. อากิญจัญญายตนสูตร๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร๙. นิโรธสมาปัตติสูตร๑๐. สุจิมุขีสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. ปณีตตรสูตร๓. อุโปสถสูตร๔. ทุติยอุโปสถสูตร๕. ตติยอุโปสถสูตร๖. จตุตถอุโปสถสูตร๗. สุตสูตร๘. ทุติยสุตสูตร๙. ตติยสุตสูตร๑๐. จตุตถสุตสูตร๑๑-๒๐. อัณฑชทานูปการสุตตทสกะ๒๑-๕๐. ชลาพุชาทิทานูปการสุตตติงสกะ๑. สุทธิกสูตร๒. หรันติสูตร๓. ทวยการีสูตร๔-๖. ทุติยาทิทวยการีสุตตัตติกะ๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสุตตทสกะ๑๗-๔๖. ชลาพุชทานูปการสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. สุจริตสูตร๓. มูลคันธทาตาสูตร๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสุตตนวกะ๑๓-๒๒. มูลคันธทานูปการสุตตทสกะ๒๓-๑๑๒. สารคันธาทิทานูปการสุตตนวุติกะ๑. เทสนาสูตร๒. สุจริตสูตร๓-๑๒ สีตวลาหกทานูปการสุตตทสกะ๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการสูตร๕๓. สีตวลาหกสูตร๕๔. อุณหวลาหกสูตร๕๕. อัพภวลาหกสูตร๕๖. วาตวลาหกสูตร๕๗. วัสสวลาหกสูตร๑. รูปอัญญาณสูตร๒. เวทนาอัญญาณสูตร๓. สัญญาอัญญาณสูตร๔. สังขารอัญญาณสูตร๕. วิญญาณอัญญาณสูตร๖-๑๐. รูปอทัสสนาทิสุตตปัญจกะ๑๑-๑๕. รูปอนภิสมยาทิสุตตปัญจกะ๑๖-๒๐. รูปอนนุโพธาทิสุตตปัญจกะ๒๑-๒๕. รูปอัปปฏิเวธาทิสุตตปัญจกะ๒๖-๓๐. รูปอสัลลักขณาทิสุตตปัญจกะ๓๑-๓๕. รูปอนุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ๓๖-๔๐. รูปอัปปัจจุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ๔๑-๔๕. รูปอสมเปกขณาทิสุตตปัญจกะ๔๖-๕๐. รูปอัปปัจจุเปกขณาทิสุตตปัญจกะ๕๑-๕๔. รูปอัปปัจจักขกัมมาทิสุตตจตุกกะ๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร๑. สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร๒. สมาธิมูลกฐิติสูตร๓. สมาธิมูลกวุฏฐานสูตร๔. สมาธิมูลกกัลลิตสูตร๕. สมาธิมูลกอารัมมณสูตร๖. สมาธิมูลกโคจรสูตร๗. สมาธิมูลกอภินีหารสูตร๘. สมาธิมูลกสักกัจจการีสูตร๙. สมาธิมูลกสาตัจจการีสูตร๑๐. สมาธิมูลกสัปปายการีสูตร ๑๑. สมาปัตติมูลกฐิติสูตร ๑๒. สมาปัตติมูลกวุฏฐานสูตร ๑๓. สมาปัตติมูลกกัลลิตสูตร ๑๔. สมาปัตติมูลกอารัมมณสูตร ๑๕. สมาปัตติมูลกโคจรสูตร ๑๖. สมาปัตติมูลกอภินีหารสูตร ๑๗. สมาปัตติมูลกสักกัจจสูตร ๑๘. สมาปัตติมูลกสาตัจจสูตร ๑๙. สมาปัตติมูลกสัปปายการีสูตร ๒๐-๒๗. ฐิติมูลกวุฏฐานสุตตาทิอัฏฐกะ ๒๘-๓๔. วุฏฐานมูลกกัลลิตสุตตาทิสัตตกะ ๓๕-๔๐. กัลลิตมูลกอารัมมณสุตตาทิฉักกะ ๔๑-๔๕. อารัมมณมูลกโคจรสุตตาทิปัญจกะ ๔๖-๔๙. โคจรมูลกอภินีหารสุตตาทิจตุกกะ ๕๐-๕๒. อภินีหารมูลกสักกัจจสุตตาทิติกะ ๕๓-๕๔. สักกัจจมูลกสาตัจจการีสุตตาทิทุกะ ๕๕. สาตัจจมูลกสัปปายการีสูตร

Scripture

๕. สัตตัฏฐานสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

Text only · no interpretation1 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๕. สัตตัฏฐานสูตร ๕. สัตตัฏฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ ๗ ประการ

Item ๕๗

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย มาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มี พระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ วิธี เราเรียกว่า ‘อุดมบุรุษ ผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง อยู่จบพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้’ ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. รู้ชัดรูป ความเกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาที่ให้ถึง ความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และเครื่องสลัดออก จากรูป ๒. รู้ชัดเวทนา ฯลฯ ๓. รู้ชัดสัญญา ฯลฯ ๔. รู้ชัดสังขาร ฯลฯ ๕. รู้ชัดวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ โทษ แห่งวิญญาณ และเครื่องสลัดออกจากวิญญาณ รูป เป็นอย่างไร คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่า รูป เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความเกิดขึ้นแห่งรูปจึงมี เพราะความดับแห่ง อาหาร ความดับแห่งรูปจึงมี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๘๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๕. สัตตัฏฐานสูตร อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งรูป คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของรูป สภาพที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของรูป ธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรม เป็นที่ละฉันทราคะในรูป นี้เป็นเครื่องสลัดออกจากรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดรูป ความเกิดขึ้นแห่งรูป ความดับ แห่งรูป ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และเครื่องสลัด ออกจากรูปอย่างนี้แล้วปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า มั่นคงในธรรมวินัยนี้ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดรูป ความเกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และ เครื่องสลัดออกจากรูปอย่างนี้แล้วเป็นผู้หลุดพ้นเพราะความเบื่อหน่าย เพราะคลาย กำหนัด เพราะดับไป เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุด พ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นชื่อว่าไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก เวทนา เป็นอย่างไร คือ เวทนา ๖ ประการนี้ ได้แก่ ๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา ฯลฯ ๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่า เวทนา {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๘๘} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๕. สัตตัฏฐานสูตร เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาจึงมี เพราะความดับ แห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนาจึงมี อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยเวทนาเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งเวทนา สภาพที่เวทนา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งเวทนา ธรรมเป็นที่ กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในเวทนา นี้เป็นเครื่องสลัดออกจากเวทนา สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดเวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งเวทนา คุณแห่งเวทนา โทษ แห่งเวทนา และเครื่องสลัดออกจากเวทนาอย่างนี้แล้วปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับเวทนา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า มั่นคงในธรรมวินัยนี้ ภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดเวทนา ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก สัญญา เป็นอย่างไร คือ สัญญา ๖ ประการนี้ ได้แก่ ๑. รูปสัญญา ๒. สัททสัญญา ๓. คันธสัญญา ๔. รสสัญญา ๕. โผฏฐัพพสัญญา ๖. ธัมมสัญญา นี้เรียกว่า สัญญา เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาจึงมี เพราะความดับ แห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญาจึงมี {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๘๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๕. สัตตัฏฐานสูตร อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสัญญา คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก สังขาร เป็นอย่างไร คือ เจตนา ๖ ประการนี้ ได้แก่ ๑. รูปสัญเจตนา ฯลฯ ๖. ธัมมสัญเจตนา นี้เรียกว่า สังขาร เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความเกิดขึ้นแห่งสังขารจึงมี เพราะความดับ แห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขารจึงมี อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยสังขารเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งสังขาร สภาพที่สังขาร ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งสังขาร ธรรมเป็นที่ กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในสังขารทั้งหลาย นี้เป็นเครื่องสลัดออก จากสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดสังขาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร ฯลฯ ปฏิบัติเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า ปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า มั่นคงในธรรมวินัยนี้ ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าไม่มีวัฏฏะเพื่อความ ปรากฏอีก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๙๐} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๕. สัตตัฏฐานสูตร วิญญาณ เป็นอย่างไร คือ วิญญาณ ๖ ประการนี้ ได้แก่ ๑. จักขุวิญญาณ ๒. โสตวิญญาณ ๓. ฆานวิญญาณ ๔. ชิวหาวิญญาณ ๕. กายวิญญาณ ๖. มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ เพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณจึงมี เพราะความ ดับแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณจึงมี อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล เป็นปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ๘. สัมมาสมาธิ สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ สภาพที่ วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ ธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็นเครื่องสลัด ออกจากวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ โทษแห่งวิญญาณ เครื่องสลัดออกจากวิญญาณอย่างนี้แล้วปฏิบัติเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่า มั่นคงในธรรมวินัยนี้ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดรู้ชัดวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ โทษแห่งวิญญาณ และเครื่องสลัดออกจากวิญญาณอย่างนี้แล้วเป็นผู้หลุดพ้น เพราะความเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุดพ้นดีแล้ว {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๙๑} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๑. อุปยวรรค ๖.สัมมาสัมพุทธสูตร สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อ ว่าหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้นชื่อว่าไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก ภิกษุชื่อว่าผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ เป็นอย่างนี้ ภิกษุผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ วิธี เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เพ่งพินิจเป็นธาตุ ๒. เพ่งพินิจเป็นอายตนะ ๓. เพ่งพินิจเป็นปฏิจจสมุปบาท ภิกษุชื่อว่าผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ วิธี เป็นอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ วิธี เราเรียกว่า ‘อุดมบุรุษ ผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง อยู่จบพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้” สัตตัฏฐานสูตรที่ ๕ จบ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้