This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

๙. ปาลิเลยยสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๑๗๐–๑๘๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค12 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๙. ปาลิเลยยสูตร ว่าด้วยการรู้เห็นที่ทำให้สิ้นอาสวะ

๑๗๐

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี. ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงผ้าอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า ไปยังพระนครโกสัมพีเพื่อบิณฑบาต ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพีแล้ว ในเวลา ปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและ จีวร มิได้รับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียวไม่มี เพื่อนเสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก.

เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย โกสมฺพึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ โกสมฺพิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต สามํ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ เอโก อทุติโย จาริกํ ปกฺกามิ ฯ

๑๗๑

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ได้เข้าไป หาท่านพระอานนท์จนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า มาเถอะท่านพระอานนท์ พระผู้มีพระภาคทรงเก็บงำเสนาสนะด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียก พวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัสอำลาพระภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จไปสู่ที่ จาริก. ท่านพระอานนท์ได้ตอบว่า อาวุโส สมัยใด พระผู้มีพระภาค ทรงเก็บงำเสนาสนะ ด้วยพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร มิได้ทรงรับสั่งเรียกพวกภิกษุที่เป็นอุปัฏฐาก มิได้ตรัส อำลาภิกษุสงฆ์ พระองค์เดียว ไม่มีเพื่อน เสด็จหลีกไปสู่ที่จาริก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมทรงพระประสงค์ ที่จะประทับแต่พระองค์เดียว สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมเป็นผู้อัน ใครๆ ไม่พึงติดตาม.

อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เอหาวุโส อานนฺท ภควา สามํ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ เอโก อทุติโย จาริกํ ปกฺกนฺโตติ ฯ ยสฺมึ อาวุโส สมเย ภควา สามํ เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ เอโก อทุติโย จาริกํ ปกฺกมติ เอโกว ภควา ตสฺมึ สมเย วิหริตุกาโม โหติ น ภควา ตสฺมึ สมเย เกนจิ อนุพนฺธิตพฺโพ โหตีติ ฯ

๑๗๒

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เสด็จเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงป่าปาลิ- *เลยยกะ. ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะนั้น. ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกัน ได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วต่างก็สนทนา ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้พากันกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ นานแล้ว ที่พวก ผมได้สดับธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ท่านอานนท์ พวกผมปรารถนาที่จะสดับธรรมี- *กถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์พร้อมกับภิกษุเหล่านั้น พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ณ โคนไม้รังอันเจริญ ในป่าปาลิเลยยกะ ครั้นแล้ว ต่างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง ยังภิกษุเหล่านั้น ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา.

อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ปาลิเลยฺยกํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา ปาลิเลยฺยเก วิหรติ ภทฺทสาลมูเล ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจุํ จิรสฺสุตา โข โน อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมี กถา อิจฺฉาม มยํ อาวุโส อานนฺท ภควโต สมฺมุขา ธมฺมึ กถํ โสตุนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เตหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ เยน ปาลิเลยฺยกํ ภทฺทสาลมูลํ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต ภิกฺขู ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ

๑๗๓

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคล รู้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? พระผู้มีพระภาค ทรงทราบ ความปริวิตกแห่งใจของภิกษุนั้น ด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราแสดงธรรมด้วยการเลือกเฟ้น แสดงสติปัฏฐาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง สัมมัปปธาน ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอิทธิบาท ๔ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงอินทรีย์ ๕ ด้วย การเลือกเฟ้น แสดงพละ ๕ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดงโพชฌงค์ ๗ ด้วยการเลือกเฟ้น แสดง อริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเลือกเฟ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้แสดงธรรม ด้วยการเลือกเฟ้น เช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยการเลือกเฟ้นเช่นนี้ เออก็มีภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ ยังเกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นว่า เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไรหนอ อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ.

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน เอวญฺเจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กถํ นุ โข ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ อถ โข ภควา ตสฺส ภิกฺขุโน เจตสา เจโตปริวิวิตกฺกมญฺญาย ภิกฺขู อามนฺเตสิ วิจยโส เทสิโต ภิกฺขเว มยา ธมฺโม วิจยโส เทสิตา จตฺตาโร สติปฏฺฐานา วิจยโส เทสิตา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา วิจยโส เทสิตา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา วิจยโส เทสิตานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ วิจยโส เทสิตานิ ปญฺจ พลานิ วิจยโส เทสิตา สตฺต โพชฺฌงฺคา วิจยโส เทสิโต อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ เอวํ วิจยโส เทสิโต ภิกฺขเว มยา ธมฺโม เอวํ วิจยโส เทสิโต โข ภิกฺขเว มยา ธมฺโม ฯ อถ จ ปนิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ กถํ นุ โข ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ

๑๗๔

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้ได้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลาย จึงสิ้นไปโดยลำดับ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม มิได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาด ในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร นั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง ปัจจัยปรุง แต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

กถญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กถํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี ฯเปฯ สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๗๕

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย แต่ว่าตามเห็นตนมีรูป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็น เครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชา สัมผัส ถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง แต่ง อันอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ แม้อย่างนี้ เห็นอยู่ อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อปิจ โข รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๗๖

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป แต่ว่าตามเห็นรูปในตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มี อะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อปิจ โข อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๗๗

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน แต่ว่าตามเห็นตนในรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้นเกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนา นั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ น อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ อปิจ โข รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๗๘

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป แต่ว่าตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีเวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นเวทนาตนใน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนใน เวทนา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสัญญา ฯลฯ แต่ว่า ตามเห็นสัญญาในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในสัญญา ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขาร โดยความ เป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมีสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นสังขารในตน ฯลฯ แต่ว่าตาม เห็นตนในสังขาร ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนมี วิญญาณ ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นวิญญาณในตน ฯลฯ แต่ว่าตามเห็นตนในวิญญาณ. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็การตามเห็นดังนั้นแล เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่อง ก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้องแล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้สัมผัสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย ลำดับ.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ น รูปวนฺตํ อตฺตานํ น อตฺตนิ รูปํ น รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อปิจ โข เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข สญฺญํ อตฺตโต ฯ อปิจ โข สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อปิจ โข วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ ฯ อปิจ โข อตฺตนิ วิญฺญาณํ ฯ อปิจ โข วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ {๑๗๘.๑} ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สมนุปสฺสนา สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน ฯเปฯ กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ฯ สาปิ ตณฺหา ฯ สาปิ เวทนา ฯ โสปิ ผสฺโส ฯ สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๗๙

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ แต่ว่าเป็นผู้มี ทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเช่นนั้น เป็นสังขาร ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่แม้อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อปิจ โข เอวํทิฏฺฐี โหติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว สสฺสตทิฏฺฐิ สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน ฯเปฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๘๐

ปุถุชนย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตนเลย ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา แต่ว่าเป็นผู้มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มีทิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นเป็น สังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็น อยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดยลำดับ.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ นาปิ เอวํทิฏฺฐี โหติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ อปิจ โข เอวํทิฏฺฐี โหติ โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสามิ น เม ภวิสฺสตีติ ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว อุจฺเฉททิฏฺฐิ สงฺขาโร โส ฯ โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชา- สมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ ฯเปฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหติ ฯ

๑๘๑

ปุถุชน ย่อมไม่ตามเห็นรูป โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่เห็นเวทนา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ฯลฯ ย่อมไม่ตามเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้ว จักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา และเป็นผู้ไม่มีทิฏฐิ เช่นนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึง มี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจใน สัทธรรม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นผู้มีความสงสัย เคลือบแคลง ไม่แน่ใจในสัทธรรม เช่นนั้นเป็นสังขาร. ก็สังขารนั้น มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิดขึ้น มีอะไรเป็น กำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารนั้น เกิดจากตัณหาที่เกิดขึ้น แก่ปุถุชน ผู้มิได้สดับ ผู้อันความเสวยอารมณ์ที่เกิดแต่อวิชชาสัมผัสถูกต้อง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วย ประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ตัณหานั้น แม้เวทนานั้น แม้ผัสสะนั้น แม้อวิชชานั้น ก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลแม้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปโดย ลำดับ. จบ สูตรที่ ๙.

น เหว โข รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ น เวทนํ ฯ น สญฺญํ ฯ น สงฺขาเร ฯ น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ น วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ นาปิ เอวํทิฏฺฐี โหติ โส อตฺตา โส โลโก โส เปจฺจ ภวิสฺสามิ นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโมติ นาปิ เอวํทิฏฺฐี โหติ โน จสฺสํ โน จ เม สิยา น ภวิสฺสามิ น เม ภวิสฺสตีติ อปิจ โข กงฺขี โหติ วิจิกิจฺฉี อนิฏฺฐงฺคโต สทฺธมฺเม ฯ ยา โข ปน สา ภิกฺขเว กงฺขิตา วิจิกิจฺฉิตา อนิฏฺฐงฺคตตา สทฺธมฺเม สงฺขาโร โส ฯ {๑๘๑.๑} โส ปน สงฺขาโร กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโว ฯ อวิชฺชาสมฺผสฺสเชน ภิกฺขเว เวทยิเตน ผุฏฺฐสฺส อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อุปฺปนฺนา ตณฺหา ตโตโช โส สงฺขาโร ฯ อิติ โข ภิกฺขเว โสปิ สงฺขาโร อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ ตณฺหา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา สาปิ เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา โสปิ ผสฺโส อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน สาปิ อวิชฺชา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ฯ เอวํปิ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อนนฺตรา อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๙. ปาลิเลยยสูตร