This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๑๗

Other items in this volume

๑. นกุลปิตุสูตร๒. เทวทหสูตร๓. หลิททิกานิสูตร๔. ทุติยหลิททิกานิสูตร๕. สมาธิสูตร๖. ปฏิสัลลานสูตร๗. อุปาทาปริตัสสนาสูตร๘. ทุติยอุปาทาปริตัสสนาสูตร๙. กาลัตตยอนิจจสูตร๑๐. กาลัตตยทุกขสูตร๑๑. กาลัตตยอนัตตสูตร๑. อนิจจสูตร๒. ทุกขสูตร๓. อนัตตสูตร๔. ยทนิจจสูตร๕. ยังทุกขสูตร๖. ยทนัตตาสูตร๗. สเหตุอนิจจสูตร๘. สเหตุทุกขสูตร๙. สเหตุอนัตตสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. ภารสูตร๒. ปริญญาสูตร๓. อภิชานสูตร๔. ฉันทราคสูตร๕. อัสสาทสูตร๖. ทุติยอัสสาทสูตร๗. ตติยอัสสาทสูตร๘. อภินันทนสูตร๙. อุปปาทสูตร๑๐. อฆมูลสูตร๑๑. ปภังคุสูตร๑. นตุมหากสูตร๒. ทุติยนตุมหากสูตร๓. อัญญตรภิกขุสูตร๔. ทุติยอัญญตรภิกขุสูตร๕. อานันทสูตร๖. ทุติยอานันทสูตร๗. อนุธัมมสูตร๘. ทุติยอนุธัมมสูตร๙. ตติยอนุธัมมสูตร๑๐. จตุตถอนุธัมมสูตร๑. อัตตทีปสูตร๒. ปฏิปทาสูตร๓. อนิจจสูตร๔. ทุติยอนิจจสูตร๕. สมนุปัสสนาสูตร๖. ขันธสูตร๗. โสณสูตร๘. ทุติยโสณสูตร๙. นันทิกขยสูตร๑๐. ทุติยนันทิกขยสูตร๑. อุปยสูตร๒. พีชสูตร๓. อุทานสูตร๔. อุปาทานปริปวัตตนสูตร๕. สัตตัฏฐานสูตร๖. สัมมาสัมพุทธสูตร๗. อนัตตลักขณสูตร๘. มหาลิสูตร๙. อาทิตตสูตร๑๐. นิรุตติปถสูตร๑. อุปาทิยมานสูตร๒. มัญญมานสูตร๓. อภินันทมานสูตร๔. อนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร๖. อนัตตสูตร๗. อนัตตนิยสูตร๘. รชนียสัณฐิตสูตร๙. ราธสูตร๑๐. สุราธสูตร๑. อัสสาทสูตร๒. สมุทยสูตร๓. ทุติยสมุทยสูตร๔. อรหันตสูตร๕. ทุติยอรหันตสูตร๖. สีหสูตร๗. ขัชชนียสูตร๘. ปิณโฑลยสูตร๙. ปาลิเลยยสูตร๑๐. ปุณณมสูตร๑. อานันทสูตร๒. ติสสสูตร๓. ยมกสูตร๔. อนุราธสูตร๕. วักกลิสูตร๖. อัสสชิสูตร๗. เขมกสูตร๘. ฉันนสูตร๙. ราหุลสูตร๑๐. ทุติยราหุลสูตร๑. นทีสูตร๒. ปุปผสูตร๓. เผณปิณฑูปมสูตร๔. โคมยปิณฑสูตร๕. นขสิขาสูตร๖. สุทธิกสูตร๗. คัททูลพัทธสูตร๘. ทุติยคัททูลพัทธสูตร๙. วาสิชฏสูตร๑๐. อนิจจสัญญาสูตร๑. อันตสูตร๒. ทุกขสูตร๓. สักกายสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร๖. ทุติยสมณสูตร๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทปหานสูตร๑๐. ทุติยฉันทปหานสูตร๑. อวิชชาสูตร๒. วิชชาสูตร๓. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๑๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒๕. พันธนสูตร๖. ปริปุจฉิตสูตร๗. ทุติยปริปุจฉิตสูตร๘. สัญโญชนิยสูตร๙. อุปาทานิยสูตร๑๐. สีลวันตสูตร๑๑. สุตวันตสูตร๑๒. กัปปสูตร๑๓. ทุติยกัปปสูตร๑. สมุทยธัมมสูตร๒. ทุติยสมุทยธัมมสูตร๓. ตติยสมุทยธัมมสูตร๔. อัสสาทสูตร๕. ทุติยอัสสาทสูตร๖. สมุทยสูตร๗. ทุติยสมุทยสูตร๘. โกฏฐิตสูตร๙. ทุติยโกฏฐิตสูตร๑๐. ตติยโกฏฐิตสูตร๑. กุกกุฬสูตร๒. อนิจจสูตร๓. ทุติยอนิจจสูตร๔. ตติยอนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร ๖. ทุติยทุกขสูตร ๗. ตติยทุกขสูตร๘. อนัตตสูตร๙. ทุติยอนัตตสูตร๑๐. ตติยอนัตตสูตร๑๑. นิพพิทาพหุลสูตร๑๒. อนิจจานุปัสสีสูตร๑๓. ทุกขานุปัสสีสูตร๑๔. อนัตตานุปัสสีสูตร๑. อัชฌัตตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร๖. สักกายทิฏฐิสูตร๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร๘. อภินิเวสสูตร๙. ทุติยอภินิเวสสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. มารสูตร๒. สัตตสูตร๓. ภวเนตติสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร๖. ทุติยสมณสูตร๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทราคสูตร๑๐. ทุติยฉันทราคสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. วาตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. นัตถิทินนสูตร๖. กโรโตสูตร๗. เหตุสูตร๘. มหาทิฏฐิสูตร๙. สัสสตทิฏฐิสูตร๑๐. อสัสสตทิฏฐิสูตร๑๑. อันตวาสูตร๑๒. อนันตวาสูตร๑๓. ตังชีวังตังสรีรังสูตร๑๔. อัญญังชีวังอัญญังสรีรังสูตร๑๕. โหติตถาคโตสูตร๑๖. นโหติตถาคโตสูตร๑๗. โหติจนจโหติตถาคโตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคโตสูตร๑. วาตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติสูตร๑๙. รูปีอัตตาสูตร๒๐. อรูปีอัตตาสูตร๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร๒๓. เอกันตสุขีสูตร๒๔. เอกันตทุกขีสูตร๒๕. สุขทุกขีสูตร๒๖. อทุกขมสุขีสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. สัมผัสสสูตร๕. สัมผัสสชาสูตร๖. รูปสัญญาสูตร๗. รูปสัญเจตนาสูตร๘. รูปตัณหาสูตร๙. ปฐวีธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. สัมผัสสสูตร๕. สัมผัสสชาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. สัญเจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร ๔. สัมผัสสสูตร๕. สัมผัสสชาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. สัญเจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. วิเวกชสูตร๒. อวิตักกสูตร๓. ปีติสูตร๔. อุเปกขาสูตร๕. อากาสานัญจายตนสูตร๖. วิญญาณัญจายตนสูตร๗. อากิญจัญญายตนสูตร๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร๙. นิโรธสมาปัตติสูตร๑๐. สุจิมุขีสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. ปณีตตรสูตร๓. อุโปสถสูตร๔. ทุติยอุโปสถสูตร๕. ตติยอุโปสถสูตร๖. จตุตถอุโปสถสูตร๗. สุตสูตร๘. ทุติยสุตสูตร๙. ตติยสุตสูตร๑๐. จตุตถสุตสูตร๑๑-๒๐. อัณฑชทานูปการสุตตทสกะ๒๑-๕๐. ชลาพุชาทิทานูปการสุตตติงสกะ๑. สุทธิกสูตร๒. หรันติสูตร๓. ทวยการีสูตร๔-๖. ทุติยาทิทวยการีสุตตัตติกะ๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสุตตทสกะ๑๗-๔๖. ชลาพุชทานูปการสูตร๑. สุทธิกสูตร๒. สุจริตสูตร๓. มูลคันธทาตาสูตร๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสุตตนวกะ๑๓-๒๒. มูลคันธทานูปการสุตตทสกะ๒๓-๑๑๒. สารคันธาทิทานูปการสุตตนวุติกะ๑. เทสนาสูตร๒. สุจริตสูตร๓-๑๒ สีตวลาหกทานูปการสุตตทสกะ๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการสูตร๕๓. สีตวลาหกสูตร๕๔. อุณหวลาหกสูตร๕๕. อัพภวลาหกสูตร๕๖. วาตวลาหกสูตร๕๗. วัสสวลาหกสูตร๑. รูปอัญญาณสูตร๒. เวทนาอัญญาณสูตร๓. สัญญาอัญญาณสูตร๔. สังขารอัญญาณสูตร๕. วิญญาณอัญญาณสูตร๖-๑๐. รูปอทัสสนาทิสุตตปัญจกะ๑๑-๑๕. รูปอนภิสมยาทิสุตตปัญจกะ๑๖-๒๐. รูปอนนุโพธาทิสุตตปัญจกะ๒๑-๒๕. รูปอัปปฏิเวธาทิสุตตปัญจกะ๒๖-๓๐. รูปอสัลลักขณาทิสุตตปัญจกะ๓๑-๓๕. รูปอนุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ๓๖-๔๐. รูปอัปปัจจุปลักขณาทิสุตตปัญจกะ๔๑-๔๕. รูปอสมเปกขณาทิสุตตปัญจกะ๔๖-๕๐. รูปอัปปัจจุเปกขณาทิสุตตปัญจกะ๕๑-๕๔. รูปอัปปัจจักขกัมมาทิสุตตจตุกกะ๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร๑. สมาธิมูลกสมาปัตติสูตร๒. สมาธิมูลกฐิติสูตร๓. สมาธิมูลกวุฏฐานสูตร๔. สมาธิมูลกกัลลิตสูตร๕. สมาธิมูลกอารัมมณสูตร๖. สมาธิมูลกโคจรสูตร๗. สมาธิมูลกอภินีหารสูตร๘. สมาธิมูลกสักกัจจการีสูตร๙. สมาธิมูลกสาตัจจการีสูตร๑๐. สมาธิมูลกสัปปายการีสูตร ๑๑. สมาปัตติมูลกฐิติสูตร ๑๒. สมาปัตติมูลกวุฏฐานสูตร ๑๓. สมาปัตติมูลกกัลลิตสูตร ๑๔. สมาปัตติมูลกอารัมมณสูตร ๑๕. สมาปัตติมูลกโคจรสูตร ๑๖. สมาปัตติมูลกอภินีหารสูตร ๑๗. สมาปัตติมูลกสักกัจจสูตร ๑๘. สมาปัตติมูลกสาตัจจสูตร ๑๙. สมาปัตติมูลกสัปปายการีสูตร ๒๐-๒๗. ฐิติมูลกวุฏฐานสุตตาทิอัฏฐกะ ๒๘-๓๔. วุฏฐานมูลกกัลลิตสุตตาทิสัตตกะ ๓๕-๔๐. กัลลิตมูลกอารัมมณสุตตาทิฉักกะ ๔๑-๔๕. อารัมมณมูลกโคจรสุตตาทิปัญจกะ ๔๖-๔๙. โคจรมูลกอภินีหารสุตตาทิจตุกกะ ๕๐-๕๒. อภินีหารมูลกสักกัจจสุตตาทิติกะ ๕๓-๕๔. สักกัจจมูลกสาตัจจการีสุตตาทิทุกะ ๕๕. สาตัจจมูลกสัปปายการีสูตร

Scripture

๑๐. ปุณณมสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

1 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

๑๐. ปุณณมสูตร ว่าด้วยพระธรรมเทศนาในคืนดวงจันทร์เต็มดวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของนางวิสาขา- มิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ สมัยนั้น ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ คืนดวงจันทร์เต็มดวง พระผู้มีพระภาคทรงมีภิกษุสงฆ์ แวดล้อม ประทับนั่งในที่แจ้ง ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่าประนมมือไปทางที่ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทูลถามเหตุอย่างหนึ่งกับพระองค์ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรง ประทานวโรกาสที่จะตอบปัญหาแก่ข้าพระองค์” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓๔} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๑๐. ปุณณมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ ถ้าเช่นนั้น เธอจงนั่งบนอาสนะของตน แล้วถามปัญหาที่เธอต้องการจะถามเถิด” ภิกษุนั้นทูลรับพระดำรัสแล้วนั่งบนอาสนะของตนได้ทูลถามปัญหากับพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ใช่ไหม คือ ๑. รูปูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป) ๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา) ๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา) ๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร) ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)” “ภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้แล คือ ๑. รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์” มูลเหตุแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ มีอะไรเป็นมูลเหตุ” “ภิกษุ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ มีฉันทะเป็นมูลเหตุ” ฯลฯ “อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ ประการเป็นอย่างเดียวกัน หรือว่าอุปาทาน เป็นอย่างอื่นนอกจากอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ ประการเป็นอย่างเดียวกันก็มิใช่ ทั้ง อุปาทานเป็นอย่างอื่นนอกจากอุปาทานขันธ์ ๕ ประการก็มิใช่ แต่ฉันทราคะใน อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนั้นเป็นตัวอุปาทาน” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓๕} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๑๐. ปุณณมสูตร ฉันทราคะในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ ภิกษุนั้น ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ฉันทราคะต่างๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ จะพึงมีได้หรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พึงมีได้ ภิกษุ” แล้วได้ตรัสต่อไปว่า “ภิกษุ บุคคลบางคนในโลกนี้มีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ‘ในอนาคตกาล ขอเราพึงมีรูปเช่นนี้ มีเวทนาเช่นนี้ มีสัญญาเช่นนี้ มีสังขารเช่นนี้ มีวิญญาณเช่นนี้’ ภิกษุ ฉันทราคะต่างๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ จะพึงมีได้อย่างนี้แล” เหตุที่เรียกว่าขันธ์ ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ขันธ์ จึงชื่อว่าขันธ์” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม นี้เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายใน หรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ภิกษุ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ขันธ์จึงชื่อว่าขันธ์” เหตุปัจจัยแห่งขันธ์ ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓๖} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๑๐. ปุณณมสูตร ทำให้รูปขันธ์ปรากฏ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้เวทนาขันธ์ปรากฏ อะไรเป็น เหตุเป็นปัจจัยทำให้สัญญาขันธ์ปรากฏ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้สังขารขันธ์ ปรากฏ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้วิญญาณขันธ์ปรากฏ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ทำให้รูปขันธ์ปรากฏ ผัสสะเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้เวทนาขันธ์ปรากฏ ผัสสะเป็น เหตุเป็นปัจจัยทำให้สัญญาขันธ์ปรากฏ ผัสสะเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้สังขารขันธ์ ปรากฏ นามรูปเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้วิญญาณขันธ์ปรากฏ” เหตุเกิดสักกายทิฏฐิ ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฏฐิมีได้อย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็น พระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของ สัตบุรุษ พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป พิจารณา เห็นรูปในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ พิจารณาเห็นวิญญาณในอัตตา หรือพิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ ภิกษุ สักกายทิฏฐิมีได้อย่างนี้” เหตุไม่มีสักกายทิฏฐิ ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักกายทิฏฐิมีไม่ได้อย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ผู้ได้สดับ ได้ เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๑๐. ปุณณมสูตร ไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีรูป ไม่พิจารณา เห็นรูปในอัตตา หรือไม่พิจารณาเห็นอัตตาในรูป ไม่พิจารณาเห็นเวทนา ... ไม่ พิจารณาเห็นสัญญา ... ไม่พิจารณาเห็นสังขาร ... ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณโดย ความเป็นอัตตา ไม่พิจารณาเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณใน อัตตา หรือไม่พิจารณาเห็นอัตตาในวิญญาณ ภิกษุ สักกายทิฏฐิมีไม่ได้อย่างนี้” คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากอุปาทานขันธ์ ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากรูป ... เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากวิญญาณ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้น นี้ เป็นคุณของรูป สภาพที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็น โทษของรูป ธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในรูป นี้เป็น เครื่องสลัดออกจากรูป สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยเวทนาเกิดขึ้น ... อาศัยสัญญาเกิดขึ้น ... อาศัย สังขารเกิดขึ้น ... สภาพที่สุขโสมนัสอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของวิญญาณ สภาพที่วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของ วิญญาณ ธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะ ธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็น เครื่องสลัดออกจากวิญญาณ” ความไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ภิกษุนั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า “สาธุ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้ เห็นอย่างไรจึง จะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งปวง ในภายนอก” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓๘} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๑๐. ปุณณมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายใน หรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ ภิกษุ เมื่อบุคคลรู้ เห็นอย่างนี้จึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในนิมิตทั้งปวงในภายนอก” กรรมที่อนัตตากระทำถูกต้องอัตตา สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้เกิดความคิดคำนึงอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น กรรมที่ถูกอนัตตากระทำจักถูกต้องอัตตาได้อย่างไร” ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดคำนึงของภิกษุนั้นด้วยพระทัยแล้ว ได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปได้ที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่รู้แจ้ง ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา มีใจถูกตัณหาครอบงำ จะพึงเข้าใจสัตถุศาสน์ว่าเป็นคำ สอนที่ควรคิดให้ตระหนักว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น กรรมที่ถูกอนัตตา กระทำจักถูกต้องอัตตาได้อย่างไร’ ภิกษุทั้งหลาย เราได้แนะนำเธอทั้งหลายไว้แล้วด้วยการสอบถามในธรรม เหล่านั้นในบาลีนั้นๆ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๓๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๑๐. ปุณณมสูตร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะ พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” “เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” มีภิกษุทูลถามปัญหากับพระผู้มีพระภาคในเรื่องต่อไปนี้ คือ ๑. เรื่องขันธ์ ๕ ๒. เรื่องมูลเหตุแห่งขันธ์ ๕ ๓. เรื่องฉันทราคะ ๔. เรื่องชื่อของขันธ์ ๕ ๕. เรื่องเหตุปัจจัยแห่งการบัญญัติขันธ์ ๕ ๖. เรื่องสักกายทิฏฐิ ๗. เรื่องเหตุไม่มีสักกายทิฏฐิ ๘. เรื่องคุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากขันธ์ ๕ ๙. เรื่องไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ๑๐. เรื่องกรรมที่อนัตตากระทำถูกต้องอัตตา รวมปัญหาที่ทูลถาม ๑๐ ข้อด้วยกัน ปุณณมสูตรที่ ๑๐ จบ ขัชชนียวรรคที่ ๓ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๐} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัสสาทสูตร ๒. สมุทยสูตร ๓. ทุติยสมุทยสูตร ๔. อรหันตสูตร ๕. ทุติยอรหันตสูตร ๖. สีหสูตร ๗. ขัชชนียสูตร ๘. ปิณโฑลยสูตร ๙. ปาลิเลยยสูตร ๑๐. ปุณณมสูตร {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๑}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้