๖. อัสสชิสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๖. อัสสชิสูตร ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งเวทนา
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวา- *ปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล ท่านพระอัสสชิอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข- *เวทนา พักอยู่ที่อารามของกัสสปเศรษฐี. ครั้งนั้น ท่านพระอัสสชิเรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลาย มาแล้วกล่าวว่า มาเถิดอาวุโสทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ จงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเราว่า พระเจ้าข้า อัสสชิ- *ภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา และท่านทั้งหลายจงทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหา อัสสชิภิกษุถึงที่อยู่เถิด. ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านอัสสชิแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า อัสสชิภิกษุ อาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่าน ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วย เศียรเกล้า และสั่งมากราบทูลว่า พระเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาอัสสชิ ภิกษุถึงที่อยู่เถิด. พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ.
เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทก- นิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อสฺสชิ กสฺสปการาเม วิหรติ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ อถ โข อายสฺมา อสฺสชิ อุปฏฺฐาเก อามนฺเตสิ เอถ ตุเมฺห อาวุโส เยน ภควา เตนุปสงฺกมถ อุปสงฺกมิตฺวา มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทถ อสฺสชิ ภนฺเต ภิกฺขุ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทตีติ เอวญฺจ วเทถ สาธุ กิร ภนฺเต ภควา เยน อสฺสชิ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต อสฺสชิสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อสฺสชิ ภนฺเต ภิกฺขุ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน โส ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทติ เอวญฺจ วเทติ สาธุ กิร ภนฺเต ภควา เยน อสฺสชิ ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ
ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่พักผ่อนแล้ว เสด็จเข้าไปหาท่านพระอัสสชิถึงที่อยู่ ท่านพระอัสสชิได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นเห็นแล้ว ก็ลุกขึ้นจากเตียง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอัสสชิว่า อย่าเลย อัสสชิ เธออย่าลุกจากเตียงเลย อาสนะเหล่านี้ ที่เขาปูลาดไว้มีอยู่ เราจะนั่งที่อาสนะนั้น. พระผู้มีพระภาค ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้. ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระอัสสชิว่า ดูกรอัสสชิ เธอพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ฯลฯ ทุกขเวทนานั้นปรากฏว่า ทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ? ท่านพระอัสสชิกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ทนไม่ไหว ไม่สามารถจะยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ฯลฯ ทุกขเวทนานั้นปรากฏว่า กำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย. พ. ดูกรอัสสชิ เธอไม่มีความรำคาญ ไม่มีความเดือดร้อนอะไรบ้างหรือ? อ. พระเจ้าข้า แท้ที่จริง ข้าพระองค์มีความรำคาญไม่น้อย มีความเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย เลย. พ. ดูกรอัสสชิ ก็ตัวเธอเองไม่ติเตียนตนเองได้โดยศีลบ้างหรือ? อ. พระเจ้าข้า ตัวข้าพระองค์เองจะติเตียนข้าพระองค์เองได้โดยศีลก็หาไม่. พ. ดูกรอัสสชิ ถ้าหากว่า ตัวเธอเองติเตียนตนเองโดยศีลไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอ จะมีความรำคาญและความเดือดร้อนอะไร? อ. พระเจ้าข้า ครั้งก่อน ข้าพระองค์ระงับกายสังขาร (ลมหายใจเข้าออก) ได้อย่าง ลำบาก จึงไม่ได้สมาธิ เมื่อข้าพระองค์ไม่ได้สมาธิ จึงเกิดความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่เสื่อมหรือหนอ. พ. ดูกรอัสสชิ สมณพราหมณ์ที่มีสมาธิเป็นสาระ มีสมาธิเป็นสามัญญะ เมื่อไม่ได้ สมาธินั้น ย่อมเกิดความคิดอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายไม่เสื่อมหรือหนอ. ดูกรอัสสชิ เธอจะสำคัญ ความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ พ. วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? อ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมทราบ ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ถ้าอริยสาวกนั้น ได้เสวยสุขเวทนา ก็ทราบชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน หากว่า เสวยทุกขเวทนา ก็ทราบชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน ถ้าหากว่า เสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ทราบ ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน หากว่า เสวยสุขเวทนา ก็ ปราศจากความยินดียินร้าย เสวยสุขเวทนานั้น ถ้าหากว่า เสวยทุกขเวทนา ก็ปราศจาก ความ ยินดียินร้าย เสวยทุกขเวทนานั้น ถ้าหากว่า เสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ปราศจาก ความยินดียินร้าย เสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น ย่อมทราบชัดว่า เวทนานั้น ไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน. หากว่า เสวยเวทนา มีกายเป็นที่สุด ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ถ้าเสวยเวทนามี ชีวิตเป็นที่สุด ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุด ทราบชัดว่า ก่อนแต่จะสิ้นชีวิต เพราะกายแตก ความเสวยอารมณ์ทั้งมวลในโลกนี้ไม่น่ายินดี จักเป็นของเย็น.
อถ โข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา อสฺสชิ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา อสฺสชิ ภควนฺตํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน มญฺจเก สมญฺโจปิ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ เอตทโวจ อลํ อสฺสชิ มา ตฺวํ มญฺจเก สมญฺโจปิ สนฺตีมานิ อาสนานิ ปญฺญตฺตานิ ตตฺถาหํ นิสีทิสฺสามีติ ฯ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ อสฺสชึ เอตทโวจ กจฺจิ เต อสฺสชิ ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ ฯเปฯ ปฏิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน อภิกฺกโมติ ฯ {๒๒๓.๑} น เม ภนฺเต ขมนียํ น ยาปนียํ ฯเปฯ อภิกฺกโม สานํ ปญฺญายติ โน ปฏิกฺกโมติ ฯ กจฺจิ เต อสฺสชิ น กิญฺจิ กุกฺกุจฺจํ น โกจิ วิปฺปฏิสาโรติ ฯ ตคฺฆ เม ภนฺเต อนปฺปกํ กุกฺกุจฺจํ อนปฺปโก วิปฺปฏิสาโรติ ฯ กจฺจิ ปน ตํ อสฺสชิ อตฺตา สีลโต น อุปวทตีติ ฯ น โข มํ ภนฺเต อตฺตา สีลโต อุปวทตีติ ฯ โน เจ กิร ตํ อสฺสชิ อตฺตา สีลโต อุปวทติ อถ กิญฺจ เต กุกฺกุจฺจํ โก จ วิปฺปฏิสาโรติ ฯ ปุพฺเพ ขฺวาหํ ภนฺเต เคลญฺเญ ปสฺสมฺเภตฺวา กายสงฺขาเร วิหรามิ โสหํ สมาธึ น ปฏิลภามิ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต ตํ สมาธึ อปฺปฏิลภโต เอวํ โหติ โน จ ขฺวาหํ ปริหายามีติ ฯ เย เต อสฺสชิ สมณพฺราหฺมณา สมาธิสารกา สมาธิสามญฺญา เตสนฺตํ สมาธึ อปฺปฏิลภตํ เอวํ โหติ โน จสฺสุ มยํ ปริหายามาติ ฯ {๒๒๓.๒} ตํ กึ มญฺญสิ อสฺสชิ รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ตสฺมา ติห ฯเปฯ เอวํ ปสฺสํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ โส สุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ปชานาติ อนชฺโฌสิตาติ ปชานาติ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ ทุกฺขญฺเจ เวทนํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ปชานาติ อนชฺโฌสิตาติ ปชานาติ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ อทุกฺขมสุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ฯเปฯ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ ฯ โส สุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ วิสญฺญุตฺโต นํ เวทยติ ทุกฺขญฺเจ เวทนํ เวทยติ วิสญฺญุตฺโต นํ เวทยติ อทุกฺขมสุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ วิสญฺญุตฺโต นํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ปชานาติ ฯเปฯ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ ฯ โส กายปริยนฺติกญฺเจ เวทนํ เวทยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ชีวิตปริยนฺติกญฺเจ เวทนํ เวทยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีติภวิสฺสนฺตีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรอัสสชิ อุปมาเหมือนประทีปน้ำมันจะพึงติดอยู่ได้ เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ เชื้อไม่มีก็พึงดับ เพราะหมดน้ำมันและไส้นั้น ฉันใด. ดูกรอัสสชิ ภิกษุเมื่อเสวยเวทนามีกาย เป็นที่สุด ก็ทราบชัดว่า เสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็ทราบชัด ว่า เสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ทราบชัดว่า ก่อนแต่จะสิ้นชีวิต เพราะกายแตก ความเสวย อารมณ์ทั้งมวลในโลกนี้ไม่น่ายินดี จักเป็นของเย็น. จบ สูตรที่ ๖. @ เวทนาทางทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย @ เวทนาทางใจ
เสยฺยถาปิ อสฺสชิ เตลญฺจ ปฏิจฺจ วฏฺฏิญฺจ ปฏิจฺจ เตลปฺปทีโป ฌาเยยฺย ตสฺเสว เตลสฺส จ วฏฺฏิยา จ ปริยาทานา อนาหาโร นิพฺพาเยยฺย ฯ เอวเมว โข อสฺสชิ ภิกฺขุ กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีติภวิสฺสนฺตีติ ปชานาตีติ ฯ