This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๑๘

Other items in this volume

๑. อัชฌัตตานิจจสูตร๒. อัชฌัตตทุกขสูตร๓. อัชฌัตตานัตตสูตร๔. พาหิรานิจจสูตร๕. พาหิรทุกขสูตร๖. พาหิรานัตตสูตร๗. อัชฌัตตานิจจาตีตานาคตสูตร๘. อัชฌัตตทุกขาตีตานาคตสูตร๙. อัชฌัตตานัตตาตีตานาคตสูตร๑๐. พาหิรานิจจาตีตานาคตสูตร ๑๑. พาหิรทุกขาตีตานาคตสูตร ๑๒. พาหิรานัตตาตีตานาคตสูตร๑. ปฐมปุพเพสัมโพธสูตร๒. ทุติยปุพเพสัมโพธสูตร๓. ปฐมอัสสาทปริเยสนสูตร๔. ทุติยอัสสาทปริเยสนสูตร๕. ปฐมโนเจอัสสาทสูตร๖. ทุติยโนเจอัสสาทสูตร๗. ปฐมาภินันทสูตร๘. ทุติยาภินันทสูตร๙. ปฐมทุกขุปปาทสูตร๑๐. ทุติยทุกขุปปาทสูตร๑. สัพพสูตร๒. ปหานสูตร๓. อภิญญาปริญญาปหานสูตร๔. ปฐมอปริชานนสูตร๕. ทุติยอปริชานนสูตร๖. อาทิตตสูตร๗. อันธภูตสูตร๘. สมุคฆาตสารุปปสูตร๙. ปฐมสมุคฆาตสัปปายสูตร๑๐. ทุติยสมุคฆาตสัปปายสูตร๔. ชาติธัมมวรรค๕. สัพพอนิจจวรรค๑. อวิชชาปหานสูตร๒. สัญโญชนปหานสูตร๓. สัญโญชนสมุคฆาตสูตร๔. อาสวปหานสูตร๕. อาสวสมุคฆาตสูตร๖. อนุสยปหานสูตร๗. อนุสยสมุคฆาตสูตร๘. สัพพุปาทานปริญญาสูตร๙. ปฐมสัพพุปาทานปริยาทานสูตร๑๐. ทุติยสัพพุปาทานปริยาทานสูตร๑. ปฐมมิคชาลสูตร๒. ทุติยมิคชาลสูตร๓. ปฐมสมิทธิมารปัญหาสูตร๔. สมิทธิสัตตปัญหาสูตร๕. สมิทธิทุกขปัญหาสูตร๖. สมิทธิโลกปัญหาสูตร๗. อุปเสนอาสีวิสสูตร๘. อุปวาณสันทิฏฐิกสูตร๙. ปฐมฉผัสสายตนสูตร๑๐. ทุติยฉผัสสายตนสูตร๑๑. ตติยฉผัสสายตนสูตร๑. ปฐมคิลานสูตร๒. ทุติยคิลานสูตร๓. ราธอนิจจสูตร๔. ราธทุกขสูตร๕. ราธอนัตตสูตร๖. ปฐมอวิชชาปหานสูตร๗. ทุติยอวิชชาปหานสูตร๘. สัมพหุลภิกขุสูตร๙. โลกปัญหาสูตร๑๐. ผัคคุนปัญหาสูตร๑. ปโลกธัมมสูตร๒. สุญญตโลกสูตร๓. สังขิตตธัมมสูตร๔. ฉันนสูตร๕. ปุณณสูตร๖. พาหิยสูตร๗. ปฐมเอชาสูตร๘. ทุติยเอชาสูตร๙. ปฐมทวยสูตร๑๐. ทุติยทวยสูตร๑. อทันตอคุตตสูตร๒. มาลุกยปุตตสูตร๓. ปริหานธัมมสูตร๔. ปมาทวิหารีสูตร๕. สังวรสูตร๖. สมาธิสูตร๗. ปฏิสัลลานสูตร๘. ปฐมนตุมหากสูตร๙. ทุติยนตุมหากสูตร๑๐. อุทกสูตร๑. โยคักเขมิสูตร๒. อุปาทายสูตร๓. ทุกขสมุทยสูตร๔. โลกสมุทยสูตร๕. เสยโยหมัสมิสูตร๖. สัญโญชนิยสูตร๗. อุปาทานิยสูตร๘. อัชฌัตติกายตนปริชานนสูตร๙. พาหิรายตนปริชานนสูตร๑๐. อุปัสสุติสูตร๑. ปฐมมารปาสสูตร๒. ทุติยมารปาสสูตร๓. โลกันตคมนสูตร๔. กามคุณสูตร๕. สักกปัญหสูตร๖. ปัญจสิขสูตร๗. สารีปุตตสัทธิวิหาริกสูตร๘. ราหุโลวาทสูตร๙. สัญโญชนิยธัมมสูตร๑๐. อุปาทานิยธัมมสูตร๑. เวสาลีสูตร๒. วัชชีสูตร๓. นาฬันทสูตร๔. ภารทวาชสูตร๕. โสณสูตร๖. โฆสิตสูตร๗. หาลิททกานิสูตร๘. นกุลปิตุสูตร๙. โลหิจจสูตร๑๐. เวรหัญจานิสูตร๑. เทวทหสูตร๒. ขณสูตร๓. ปฐมรูปารามสูตร๔. ทุติยรูปารามสูตร๕. ปฐมนตุมหากสูตร๖. ทุติยนตุมหากสูตร๗. อัชฌัตตอนิจจเหตุสูตร๘. อัชฌัตตทุกขเหตุสูตร ๙. อัชฌัตตานัตตเหตุสูตร๑๐. พาหิรานิจจเหตุสูตร ๑๑. พาหิรทุกขเหตุสูตร๑๒. พาหิรานัตตเหตุสูตร๑. กัมมนิโรธสูตร๒. ปฐมนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๓. ทุติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๔. ตติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๕. จตุตถนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๖. อันเตวาสิกสูตร๗. กิมัตถิยพรหมจริยสูตร๘. อัตถินุโขปริยายสูตร๙. อินทริยสัมปันนสูตร๑๐. ธัมมกถิกปุจฉาสูตร๑. อัชฌัตตนันทิกขยสูตร๒. พาหิรนันทิกขยสูตร๓. อัชฌัตตอนิจจนันทิกขยสูตร๔. พาหิรอนิจจนันทิกขยสูตร๕. ชีวกัมพวนสมาธิสูตร๖. ชีวกัมพวนปฏิสัลลานสูตร๗. โกฏฐิกอนิจจสูตร๘. โกฏฐิกทุกขสูตร๙. โกฏฐิกอนัตตสูตร๑๐. มิจฉาทิฏฐิปหานสูตร๑๑. สักกายทิฏฐิปหานสูตร๑๒. อัตตานุทิฏฐิปหานสูตร๑. อัชฌัตตอนิจจฉันทสูตร ๒. อัชฌัตตอนิจจราคสูตร ๓. อัชฌัตตอนิจจฉันทราคสูตร๔-๖. ทุกขฉันทาทิสูตร๗-๙. อนัตตฉันทาทิสูตร๑๐-๑๒. พาหิรานิจจฉันทาทิสูตร๑๓-๑๕. พาหิรทุกขฉันทาทิสูตร๑๖-๑๘. พาหิรานัตตฉันทาทิสูตร๑๙. อัชฌัตตาตีตานิจจสูตร๒๐. อัชฌัตตานาคตานิจจสูตร๒๑. อัชฌัตตปัจจุปปันนานิจจสูตร๒๒-๒๔. อัชฌัตตาตีตาทิทุกขสูตร๒๕-๒๗. อัชฌัตตาตีตาทิอนัตตสูตร๒๘-๓๐. พาหิราตีตาทิอนิจจสูตร๓๑-๓๓. พาหิราตีตาทิทุกขสูตร๓๔-๓๖. พาหิราตีตาทิอนัตตสูตร๓๗. อัชฌัตตาตีตยทนิจจสูตร๓๘. อัชฌัตตานาคตยทนิจจสูตร๓๙. อัชฌัตตปัจจุปปันนยทนิจจสูตร๔๐-๔๒. อัชฌัตตาตีตาทิยังทุกขสูตร๔๓-๔๕. อัชฌัตตาตีตาทิยทนัตตสูตร๔๖-๔๘. พาหิราตีตาทิยทนิจจสูตร๔๙-๕๑. พาหิราตีตาทิยังทุกขสูตร๕๒-๕๔. พาหิราตีตาทิยทนัตตสูตร๕๕. อัชฌัตตายตนอนิจจสูตร๕๖. อัชฌัตตายตนทุกขสูตร๕๗. อัชฌัตตายตนอนัตตสูตร๕๘. พาหิรายตนอนิจจสูตร๕๙. พาหิรายตนทุกขสูตร๖๐. พาหิรายตนอนัตตสูตร๑. ปฐมสมุททสูตร๒. ทุติยสมุททสูตร๓. พาฬิสิโกปมสูตร๔. ขีรรุกโขปมสูตร๕. โกฏฐิกสูตร๖. กามภูสูตร๗. อุทายิสูตร๘. อาทิตตปริยายสูตร๙. ปฐมหัตถปาโทปมสูตร๑๐. ทุติยหัตถปาโทปมสูตร๑. อาสีวิโสปมสูตร๒. รโถปมสูตร๓. กุมโมปมสูตร๔. ปฐมทารุกขันโธปมสูตร๕. ทุติยทารุกขันโธปมสูตร๖. อวัสสุตปริยายสูตร๗. ทุกขธัมมสูตร๘. กิงสุโกปมสูตร๙. วีโณปมสูตร๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร๑๑. ยวกลาปิสูตร๑. สมาธิสูตร๒. สุขสูตร๓. ปหานสูตร๔. ปาตาลสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. สัลลสูตร๗. ปฐมเคลัญญสูตร๘. ทุติยเคลัญญสูตร๙. อนิจจสูตร๑๐. ผัสสมูลกสูตร๑. รโหคตสูตร๒. ปฐมอากาสสูตร๓. ทุติยอากาสสูตร๔. อคารสูตร๕. ปฐมอานันทสูตร๖. ทุติยอานันทสูตร๗. ปฐมสัมพหุลสูตร๘. ทุติยสัมพหุลสูตร๙. ปัญจกังคสูตร๑๐. ภิกขุสูตร๑. สีวกสูตร๒. อัฏฐสตสูตร๓. อัญญตรภิกขุสูตร๔. ปุพพสูตร๕. ญาณสูตร๖. สัมพหุลภิกขุสูตร๗. ปฐมสมณพราหมณสูตร๘. ทุติยสมณพราหมณสูตร๙. ตติยสมณพราหมณสูตร๑๐. สุทธิกสูตร๑๑. นิรามิสสูตร๑. มาตุคามสูตร๒. ปุริสสูตร๓. อาเวณิกทุกขสูตร๔. ตีหิธัมเมหิสูตร๕. โกธนสูตร๖. อุปนาหีสูตร๗. อิสสุกีสูตร๘. มัจฉรีสูตร๙. อติจารีสูตร๑๐. ทุสสีลสูตร๑๑. อัปปัสสุตสูตร๑๒. กุสีตสูตร๑๓. มุฏฐัสสติสูตร๑๔. ปัญจเวรสูตร๑. อักโกธนสูตร๒. อนุปนาหีสูตร๓. อนิสสุกีสูตร๔. อมัจฉรีสูตร ๕. อนติจารีสูตร ๖. สุสีลสูตร ๗. พหุสสุตสูตร ๘. อารัทธวีริยสูตร ๙. อุปัฏฐิตัสสติสูตร๑๐. ปัญจสีลสูตร๑. วิสารทสูตร๒. ปสัยหสูตร๓. อภิภุยยสูตร ๔. เอกสูตร๕. อังคสูตร๖. นาเสนติสูตร๗. เหตุสูตร๘. ฐานสูตร๙. ปัญจสีลวิสารทสูตร๑๐. วัฑฒีสูตร๑. นิพพานปัญหาสูตร ๒. อรหัตตปัญหาสูตร ๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ๔. กิมัตถิยสูตร ๕. อัสสาสัปปัตตสูตร ๖. ปรมัสสาสัปปัตตสูตร ๗. เวทนาปัญหาสูตร ๘. อาสวปัญหาสูตร ๙. อวิชชาปัญหาสูตร ๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ๑๑. โอฆปัญหาสูตร ๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ๑๓. ภวปัญหาสูตร ๑๔. ทุกขปัญหาสูตร ๑๕. สักกายปัญหาสูตร ๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร๑. สามัณฑกสูตร ๒. ทุกกรสูตร๑. ปฐมัชฌานปัญหาสูตร ๒. ทุติยัชฌานปัญหาสูตร ๓. ตติยัชฌานปัญหาสูตร ๔. จตุตถัชฌานปัญหาสูตร ๕. อากาสานัญจายตนปัญหาสูตร ๖. วิญญาณัญจายตนปัญหาสูตร ๗. อากิญจัญญายตนปัญหาสูตร ๘. เนวสัญญานาสัญญายตนปัญหาสูตร ๙. อนิมิตตปัญหาสูตร ๑๐. สักกสูตร ๑๑. จันทนสูตร๑. สัญโญชนสูตร๒. ปฐมอิสิทัตตสูตร๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร๔. มหกปาฏิหาริยสูตร๕. ปฐมกามภูสูตร๖. ทุติยกามภูสูตร๗. โคทัตตสูตร๘. นิคัณฐนาฏปุตตสูตร๙. อเจลกัสสปสูตร๑๐. คิลานทัสสนสูตร๑. จัณฑสูตร๒. ตาลปุตตสูตร๓. โยธาชีวสูตร๔. หัตถาโรหสูตร๕. อัสสาโรหสูตร๖. อสิพันธกปุตตสูตร๗. เขตตูปมสูตร๘. สังขธมสูตร๙. กุลสูตร๑๐. มณิจูฬกสูตร๑๑. คันธภกสูตร๑๒. ราสิยสูตร๑๓. ปาฏลิยสูตร๑. กายคตาสติสูตร ๒. สมถวิปัสสนาสูตร ๓. สวิตักกสวิจารสูตร ๔. สุญญตสมาธิสูตร ๕. สติปัฏฐานสูตร ๖. สัมมัปปธานสูตร ๗. อิทธิปาทสูตร ๘. อินทริยสูตร ๙. พลสูตร ๑๐. โพชฌังคสูตร ๑๑. มัคคังคสูตร๒. ทุติยวรรค๑. เขมาสูตร๒. อนุราธสูตร๓. ปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๔. ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๕. ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๖. จตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๗. โมคคัลลานสูตร๘. วัจฉโคตตสูตร๙. กุตูหลสาลาสูตร๑๐. อานันทสูตร๑๑. สภิยกัจจานสูตร

Commentary

Scripture

๘. ราหุโลวาทสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

1 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

๘. ราหุโลวาทสูตร ว่าด้วยการประทานโอวาทแก่พระราหุล

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ ในที่สงัด ทรงเกิดความรำพึงขึ้นอย่างนี้ว่า “ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ ของราหุล แก่กล้าแล้ว ทางที่ดี เราพึงแนะนำราหุลในธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะให้ยิ่งขึ้นไป” ครั้น @เชิงอรรถ : @ ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ หมายถึงธรรม ๑๕ ประการ คือ %เว้นบุคคล ๕ จำพวก% ได้แก่ คนไม่มีศรัทธา @คนเกียจคร้าน คนหลงลืมสติ คนมีจิตไม่มั่นคง และคนมีปัญญาทราม %คบบุคคล ๕ จำพวก% ได้แก่ คนมีศรัทธา @คนขยัน คนมีสติมั่นคง คนมีจิตตั้งมั่น และคนมีปัญญา %พิจารณาธรรม ๕ ประการ% คือ พระสูตรที่ @น่าเลื่อมใส สัมมัปปธานสูตร สติปัฏฐานสูตร ฌานและวิโมกข์ และญาณจริยา @อีกอย่างหนึ่ง หมายถึงธรรม ๑๕ ประการ คือ อินทรีย์ ๕ ประการ สัญญาอันเป็นส่วนแห่งธรรม @เครื่องตรัสรู้ ๕ ประการ และธรรม ๕ ประการมีกัลยาณมิตตตาเป็นต้น (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๒๑/๔๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๔๓} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๓. ตติยปัณณาสก์ ๒. โลกกามคุณวรรค ๘. ราหุโลวาทสูตร เวลาเช้าพระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังกรุง สาวัตถีเพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเสวยพระกระยาหารเสร็จ แล้ว รับสั่งเรียกท่านพระราหุลมาตรัสว่า “ราหุล เธอจงถือผ้านิสีทนะ เราจัก เข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักผ่อนกลางวัน” ท่านพระราหุลทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ได้ถือผ้านิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไปเบื้องพระปฤษฎางค์ สมัยนั้น เทวดาหลายพันตนก็ติดตามพระผู้มีพระภาคไปด้วยคิดว่า “วันนี้ พระผู้มีพระภาคจักทรงแนะนำท่านพระราหุลในธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะให้ยิ่งขึ้นไป” ต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่ป่าอันธวัน ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ซึ่งพระราหุลปูลาด ถวายที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ฝ่ายท่านพระราหุลถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสกับท่านพระราหุลดังนี้ว่า “ราหุล เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร จักขุเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะ พิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ คำว่า ทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร นี้ มิใช่ว่าก่อนหน้านี้พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงนุ่งสบง @มิใช่ว่าพระองค์ทรงถือบาตรและจีวรไปโดยเปลือยพระวรกายส่วนบน คำว่า “ครองอันตรวาสก” หมาย @ถึงพระองค์ทรงผลัดเปลี่ยนสบงหรือขยับสบงที่นุ่งอยู่ให้กระชับ คำว่า “ถือบาตรและจีวร” หมายถึงทรง @ถือบาตรด้วยพระหัตถ์ถือจีวรด้วยพระวรกาย คือ ห่มจีวรอุ้มบาตรนั่นเอง (วิ.อ. ๑/๑๖/๑๘๐, @ที.อ. ๒/๑๕๓/๑๔๓, ม.อ. ๑/๖๓/๑๖๓, อุทาน.อ. ๖๕) @ นิสีทนะ หมายถึงผ้าปูนั่งสำหรับภิกษุ (พระธรรมปิฎก : พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, @๒๕๓๘, หน้า ๑๓๐) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๔๔} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๓. ตติยปัณณาสก์ ๒. โลกกามคุณวรรค ๘. ราหุโลวาทสูตร “จักขุวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “จักขุสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “แม้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ “ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ชิวหาสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “แม้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๔๕} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๓. ตติยปัณณาสก์ ๒. โลกกามคุณวรรค ๘. ราหุโลวาทสูตร “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ “มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ “มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” ฯลฯ “มโนสัมผัสเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “แม้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” “เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๔๖} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๓. ตติยปัณณาสก์ ๒. โลกกามคุณวรรค ๘. ราหุโลวาทสูตร “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะพิจารณา เห็นสิ่งนั้นว่า ‘นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา” “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ราหุล อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุ ย่อม เบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักขุวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน จักขุสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะ จักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน ชิวหาวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในชิวหาสัมผัส ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโน ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมารมณ์ ฯลฯ ย่อมเบื่อ หน่ายแม้ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อ จิตหลุดพ้นแล้ว ก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระราหุลมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิต ของพระผู้มีพระภาค เมื่อพระองค์ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของท่านพระ ราหุลก็หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น และธรรมจักษุ อันปราศจากธุลี ปราศ จากมลทินได้เกิดแก่เทวดาหลายพันตนว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” ราหุโลวาทสูตรที่ ๘ จบ @เชิงอรรถ : @ ธรรมจักษุ ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ ผล ๔ (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๒๑/๔๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๔๗}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้