๖. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สาริปุตตโกฏฐิตสูตรที่ ๔
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ครั้งนั้นแล ในเวลาเย็น ท่าน พระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระมหาโกฏฐิตะ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระ- *มหาโกฏฐิตะว่า ดูกรท่านมหาโกฏฐิตะ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก หรือ ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้หรือ ฯลฯ เมื่อผมถามแล้วดังนี้ ท่านก็ตอบว่า ดูกรท่าน แม้ปัญหาข้อนี้ ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ดูกรท่าน ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเป็น ปัจจัย ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ
เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโต พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา มหาโกฏฺฐิโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา มหาโกฏฺฐิเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ มหาโกฏฺฐิตํ เอตทโวจ กึ นุ โข อาวุโส มหาโกฏฺฐิตา โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯเปฯ กึ ปนาวุโส เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฯ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน เอตมฺปิ โข อาวุโส อพฺยากตํ ภควตา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ วเทสิ ฯ โก นุ โข อาวุโส เหตุ โก ปจฺจโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ
ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้อง หน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีกก็ดี สัตว์ เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีก็ดี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย แล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีรูป เป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในรูป ผู้หมกมุ่นแล้วในรูป ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่ง รูปตามความเป็นจริง ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อม เกิดมีแก่บุคคลผู้มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้ว หมกมุ่นแล้วในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความ ดับแห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขาร แห่งวิญญาณ ตามความเป็นจริง ฯ
รูปารามสฺส โข อาวุโส รูปรตสฺส รูปสมฺมุทิตสฺส รูปนิโรธํ อชานโต อปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ เวทนารามสฺส โข อาวุโส เวทนารตสฺส เวทนาสมฺมุทิตสฺส เวทนานิโรธํ อชานโต อปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯเปฯ สญฺญารามสฺส โข อาวุโส ฯ สงฺขารารามสฺส โข อาวุโส ฯ วิญฺญาณารามสฺส โข อาวุโส วิญฺญาณรตสฺส วิญฺญาณสมฺมุทิตสฺส วิญฺญาณนิโรธํ อชานโต อปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ
ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วในรูป ผู้รู้ เห็นความดับแห่งรูป ตามความเป็นจริง ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อม ไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้ว ไม่หมกมุ่นแล้วในเวทนา ในสัญญา ใน สังขาร ในวิญญาณ ผู้รู้เห็นความดับแห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขาร แห่ง วิญญาณ ตามความเป็นจริง ดูกรท่าน นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาค ไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ
น รูปารามสฺส โข อาวุโส น รูปรตสฺส น รูปสมฺมุทิตสฺส รูปนิโรธํ ชานโต ปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯ น เวทนารามสฺส โข อาวุโส ฯ น สญฺญารามสฺส โข อาวุโส ฯ น สงฺขารารามสฺส โข อาวุโส ฯ น วิญฺญาณารามสฺส โข อาวุโส น วิญฺญาณรตสฺส น วิญฺญาณสมฺมุทิตสฺส วิญฺญาณนิโรธํ ชานโต ปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯ น โหติ ตถาคโต ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯ อยมฺปิ โข อาวุโส เหตุ อยํ ปจฺจโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรถามว่า ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่นซึ่งเป็นเหตุ ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นพึงมีหรือ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ตอบว่า พึงมีท่าน คือ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีภพเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในภพ ผู้หมกมุ่นแล้วในภพ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง ฯ
สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย เยน ปริยาเยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ สิยา อาวุโส ฯ ภวารามสฺส โข อาวุโส ภวรตสฺส ภวสมฺมุทิตสฺส ภวนิโรธํ อชานโต อปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ
ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีภพเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วในภพ ผู้ไม่ หมกมุ่นแล้วในภพ ผู้รู้ผู้เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง ดูกรท่าน แม้ ข้อนี้ก็เป็นปริยายให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นเหมือนกัน ฯ
น ภวารามสฺส โข อาวุโส น ภวรตสฺส น ภวสมฺมุทิตสฺส ภวนิโรธํ ชานโต ปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯ อยมฺปิ โข อาวุโส ปริยาโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรถามว่า ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่น ซึ่งเป็นเหตุ ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น พึงมีหรือ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ตอบว่า พึงมีท่าน คือ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีอุปาทานเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในอุปาทาน ผู้หมกมุ่น แล้วในอุปาทาน ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งอุปาทาน ตามความเป็นจริง ฯ
สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ สิยา อาวุโส ฯ อุปาทานารามสฺส โข อาวุโส อุปาทานรตสฺส อุปาทานสมฺมุทิตสฺส อุปาทานนิโรธํ อชานโต อปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ
ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีอุปาทานเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วใน อุปาทาน ผู้ไม่หมกมุ่นแล้วในอุปาทาน ผู้รู้ผู้เห็นความดับแห่งอุปาทานตามความ เป็นจริง ดูกรท่าน แม้ข้อนี้ก็เป็นปริยายให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหา ข้อนั้น ฯ
น อุปาทานารามสฺส โข อาวุโส น อุปาทานรตสฺส น อุปาทานสมฺมุทิตสฺส อุปาทานนิโรธํ ชานโต ปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯ อยมฺปิ โข อาวุโส ปริยาโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ
ท่านพระสารีบุตรถามว่า ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่นอีก ซึ่งเป็น เหตุให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นพึงมีหรือ ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ตอบว่า พึงมีท่าน คือ ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีตัณหาเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในตัณหา ผู้หมกมุ่นแล้ว ในตัณหา ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งตัณหาตามความเป็นจริง ฯ
สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ สิยา อาวุโส ฯ ตณฺหารามสฺส โข อาวุโส ตณฺหารตสฺส ตณฺหาสมฺมุทิตสฺส ตณฺหานิโรธํ อชานโต อปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส โหติ ฯ
ดูกรท่าน ความเห็นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีก ก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หา มิได้ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเป็นที่มายินดี ผู้ไม่ยินดีแล้วในตัณหา ผู้รู้ผู้เห็นความดับแห่งตัณหาตามความเป็นจริง ดูกรท่าน ข้อนี้แลเป็นปริยายให้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น ฯ ส. ดูกรท่าน ก็ปริยายแม้อื่นซึ่งเป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรง พยากรณ์ปัญหาข้อนี้ พึงมีหรือ ฯ ม. ดูกรท่าน บัดนี้ ท่านยังปรารถนาอะไรในปัญหาข้อนี้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ อีก ดูกรท่านสารีบุตร วัตรเพื่อบัญญัติย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้พ้นวิเศษแล้วเพราะความ สิ้นไปแห่งตัณหา ฯ จบสูตรที่ ๖
น ตณฺหารามสฺส โข อาวุโส น ตณฺหารตสฺส น ตณฺหาสมฺมุทิตสฺส ตณฺหานิโรธํ ชานโต ปสฺสโต ยถาภูตํ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติปิสฺส น โหติ ฯ อยํ โข อาวุโส ปริยาโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ สิยา ปนาวุโส อญฺโญปิ ปริยาโย เยเนตํ อพฺยากตํ ภควตาติ ฯ เอตฺถทานิ อาวุโส สารีปุตฺต อิโต อุตฺตรึ กึ อิจฺฉสิ ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺตสฺส อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุโน วตฺตํ นตฺถิ ปญฺญาปนายาติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ