This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture ·

เล่ม ๑๘

Other items in this volume

๑. อัชฌัตตานิจจสูตร๒. อัชฌัตตทุกขสูตร๓. อัชฌัตตานัตตสูตร๔. พาหิรานิจจสูตร๕. พาหิรทุกขสูตร๖. พาหิรานัตตสูตร๗. อัชฌัตตานิจจาตีตานาคตสูตร๘. อัชฌัตตทุกขาตีตานาคตสูตร๙. อัชฌัตตานัตตาตีตานาคตสูตร๑๐. พาหิรานิจจาตีตานาคตสูตร ๑๑. พาหิรทุกขาตีตานาคตสูตร ๑๒. พาหิรานัตตาตีตานาคตสูตร๑. ปฐมปุพเพสัมโพธสูตร๒. ทุติยปุพเพสัมโพธสูตร๓. ปฐมอัสสาทปริเยสนสูตร๔. ทุติยอัสสาทปริเยสนสูตร๕. ปฐมโนเจอัสสาทสูตร๖. ทุติยโนเจอัสสาทสูตร๗. ปฐมาภินันทสูตร๘. ทุติยาภินันทสูตร๙. ปฐมทุกขุปปาทสูตร๑๐. ทุติยทุกขุปปาทสูตร๑. สัพพสูตร๒. ปหานสูตร๓. อภิญญาปริญญาปหานสูตร๔. ปฐมอปริชานนสูตร๕. ทุติยอปริชานนสูตร๖. อาทิตตสูตร๗. อันธภูตสูตร๘. สมุคฆาตสารุปปสูตร๙. ปฐมสมุคฆาตสัปปายสูตร๑๐. ทุติยสมุคฆาตสัปปายสูตร๔. ชาติธัมมวรรค๕. สัพพอนิจจวรรค๑. อวิชชาปหานสูตร๒. สัญโญชนปหานสูตร๓. สัญโญชนสมุคฆาตสูตร๔. อาสวปหานสูตร๕. อาสวสมุคฆาตสูตร๖. อนุสยปหานสูตร๗. อนุสยสมุคฆาตสูตร๘. สัพพุปาทานปริญญาสูตร๙. ปฐมสัพพุปาทานปริยาทานสูตร๑๐. ทุติยสัพพุปาทานปริยาทานสูตร๑. ปฐมมิคชาลสูตร๒. ทุติยมิคชาลสูตร๓. ปฐมสมิทธิมารปัญหาสูตร๔. สมิทธิสัตตปัญหาสูตร๕. สมิทธิทุกขปัญหาสูตร๖. สมิทธิโลกปัญหาสูตร๗. อุปเสนอาสีวิสสูตร๘. อุปวาณสันทิฏฐิกสูตร๙. ปฐมฉผัสสายตนสูตร๑๐. ทุติยฉผัสสายตนสูตร๑๑. ตติยฉผัสสายตนสูตร๑. ปฐมคิลานสูตร๒. ทุติยคิลานสูตร๓. ราธอนิจจสูตร๔. ราธทุกขสูตร๕. ราธอนัตตสูตร๖. ปฐมอวิชชาปหานสูตร๗. ทุติยอวิชชาปหานสูตร๘. สัมพหุลภิกขุสูตร๙. โลกปัญหาสูตร๑๐. ผัคคุนปัญหาสูตร๑. ปโลกธัมมสูตร๒. สุญญตโลกสูตร๓. สังขิตตธัมมสูตร๔. ฉันนสูตร๕. ปุณณสูตร๖. พาหิยสูตร๗. ปฐมเอชาสูตร๘. ทุติยเอชาสูตร๙. ปฐมทวยสูตร๑๐. ทุติยทวยสูตร๑. อทันตอคุตตสูตร๒. มาลุกยปุตตสูตร๓. ปริหานธัมมสูตร๔. ปมาทวิหารีสูตร๕. สังวรสูตร๖. สมาธิสูตร๗. ปฏิสัลลานสูตร๘. ปฐมนตุมหากสูตร๙. ทุติยนตุมหากสูตร๑๐. อุทกสูตร๑. โยคักเขมิสูตร๒. อุปาทายสูตร๓. ทุกขสมุทยสูตร๔. โลกสมุทยสูตร๕. เสยโยหมัสมิสูตร๖. สัญโญชนิยสูตร๗. อุปาทานิยสูตร๘. อัชฌัตติกายตนปริชานนสูตร๙. พาหิรายตนปริชานนสูตร๑๐. อุปัสสุติสูตร๑. ปฐมมารปาสสูตร๒. ทุติยมารปาสสูตร๓. โลกันตคมนสูตร๔. กามคุณสูตร๕. สักกปัญหสูตร๖. ปัญจสิขสูตร๗. สารีปุตตสัทธิวิหาริกสูตร๘. ราหุโลวาทสูตร๙. สัญโญชนิยธัมมสูตร๑๐. อุปาทานิยธัมมสูตร๑. เวสาลีสูตร๒. วัชชีสูตร๓. นาฬันทสูตร๔. ภารทวาชสูตร๕. โสณสูตร๖. โฆสิตสูตร๗. หาลิททกานิสูตร๘. นกุลปิตุสูตร๙. โลหิจจสูตร๑๐. เวรหัญจานิสูตร๑. เทวทหสูตร๒. ขณสูตร๓. ปฐมรูปารามสูตร๔. ทุติยรูปารามสูตร๕. ปฐมนตุมหากสูตร๖. ทุติยนตุมหากสูตร๗. อัชฌัตตอนิจจเหตุสูตร๘. อัชฌัตตทุกขเหตุสูตร ๙. อัชฌัตตานัตตเหตุสูตร๑๐. พาหิรานิจจเหตุสูตร ๑๑. พาหิรทุกขเหตุสูตร๑๒. พาหิรานัตตเหตุสูตร๑. กัมมนิโรธสูตร๒. ปฐมนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๓. ทุติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๔. ตติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๕. จตุตถนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๖. อันเตวาสิกสูตร๗. กิมัตถิยพรหมจริยสูตร๘. อัตถินุโขปริยายสูตร๙. อินทริยสัมปันนสูตร๑๐. ธัมมกถิกปุจฉาสูตร๑. อัชฌัตตนันทิกขยสูตร๒. พาหิรนันทิกขยสูตร๓. อัชฌัตตอนิจจนันทิกขยสูตร๔. พาหิรอนิจจนันทิกขยสูตร๕. ชีวกัมพวนสมาธิสูตร๖. ชีวกัมพวนปฏิสัลลานสูตร๗. โกฏฐิกอนิจจสูตร๘. โกฏฐิกทุกขสูตร๙. โกฏฐิกอนัตตสูตร๑๐. มิจฉาทิฏฐิปหานสูตร๑๑. สักกายทิฏฐิปหานสูตร๑๒. อัตตานุทิฏฐิปหานสูตร๑. อัชฌัตตอนิจจฉันทสูตร ๒. อัชฌัตตอนิจจราคสูตร ๓. อัชฌัตตอนิจจฉันทราคสูตร๔-๖. ทุกขฉันทาทิสูตร๗-๙. อนัตตฉันทาทิสูตร๑๐-๑๒. พาหิรานิจจฉันทาทิสูตร๑๓-๑๕. พาหิรทุกขฉันทาทิสูตร๑๖-๑๘. พาหิรานัตตฉันทาทิสูตร๑๙. อัชฌัตตาตีตานิจจสูตร๒๐. อัชฌัตตานาคตานิจจสูตร๒๑. อัชฌัตตปัจจุปปันนานิจจสูตร๒๒-๒๔. อัชฌัตตาตีตาทิทุกขสูตร๒๕-๒๗. อัชฌัตตาตีตาทิอนัตตสูตร๒๘-๓๐. พาหิราตีตาทิอนิจจสูตร๓๑-๓๓. พาหิราตีตาทิทุกขสูตร๓๔-๓๖. พาหิราตีตาทิอนัตตสูตร๓๗. อัชฌัตตาตีตยทนิจจสูตร๓๘. อัชฌัตตานาคตยทนิจจสูตร๓๙. อัชฌัตตปัจจุปปันนยทนิจจสูตร๔๐-๔๒. อัชฌัตตาตีตาทิยังทุกขสูตร๔๓-๔๕. อัชฌัตตาตีตาทิยทนัตตสูตร๔๖-๔๘. พาหิราตีตาทิยทนิจจสูตร๔๙-๕๑. พาหิราตีตาทิยังทุกขสูตร๕๒-๕๔. พาหิราตีตาทิยทนัตตสูตร๕๕. อัชฌัตตายตนอนิจจสูตร๕๖. อัชฌัตตายตนทุกขสูตร๕๗. อัชฌัตตายตนอนัตตสูตร๕๘. พาหิรายตนอนิจจสูตร๕๙. พาหิรายตนทุกขสูตร๖๐. พาหิรายตนอนัตตสูตร๑. ปฐมสมุททสูตร๒. ทุติยสมุททสูตร๓. พาฬิสิโกปมสูตร๔. ขีรรุกโขปมสูตร๕. โกฏฐิกสูตร๖. กามภูสูตร๗. อุทายิสูตร๘. อาทิตตปริยายสูตร๙. ปฐมหัตถปาโทปมสูตร๑๐. ทุติยหัตถปาโทปมสูตร๑. อาสีวิโสปมสูตร๒. รโถปมสูตร๓. กุมโมปมสูตร๔. ปฐมทารุกขันโธปมสูตร๕. ทุติยทารุกขันโธปมสูตร๖. อวัสสุตปริยายสูตร๗. ทุกขธัมมสูตร๘. กิงสุโกปมสูตร๙. วีโณปมสูตร๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร๑๑. ยวกลาปิสูตร๑. สมาธิสูตร๒. สุขสูตร๓. ปหานสูตร๔. ปาตาลสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. สัลลสูตร๗. ปฐมเคลัญญสูตร๘. ทุติยเคลัญญสูตร๙. อนิจจสูตร๑๐. ผัสสมูลกสูตร๑. รโหคตสูตร๒. ปฐมอากาสสูตร๓. ทุติยอากาสสูตร๔. อคารสูตร๕. ปฐมอานันทสูตร๖. ทุติยอานันทสูตร๗. ปฐมสัมพหุลสูตร๘. ทุติยสัมพหุลสูตร๙. ปัญจกังคสูตร๑๐. ภิกขุสูตร๑. สีวกสูตร๒. อัฏฐสตสูตร๓. อัญญตรภิกขุสูตร๔. ปุพพสูตร๕. ญาณสูตร๖. สัมพหุลภิกขุสูตร๗. ปฐมสมณพราหมณสูตร๘. ทุติยสมณพราหมณสูตร๙. ตติยสมณพราหมณสูตร๑๐. สุทธิกสูตร๑๑. นิรามิสสูตร๑. มาตุคามสูตร๒. ปุริสสูตร๓. อาเวณิกทุกขสูตร๔. ตีหิธัมเมหิสูตร๕. โกธนสูตร๖. อุปนาหีสูตร๗. อิสสุกีสูตร๘. มัจฉรีสูตร๙. อติจารีสูตร๑๐. ทุสสีลสูตร๑๑. อัปปัสสุตสูตร๑๒. กุสีตสูตร๑๓. มุฏฐัสสติสูตร๑๔. ปัญจเวรสูตร๑. อักโกธนสูตร๒. อนุปนาหีสูตร๓. อนิสสุกีสูตร๔. อมัจฉรีสูตร ๕. อนติจารีสูตร ๖. สุสีลสูตร ๗. พหุสสุตสูตร ๘. อารัทธวีริยสูตร ๙. อุปัฏฐิตัสสติสูตร๑๐. ปัญจสีลสูตร๑. วิสารทสูตร๒. ปสัยหสูตร๓. อภิภุยยสูตร ๔. เอกสูตร๕. อังคสูตร๖. นาเสนติสูตร๗. เหตุสูตร๘. ฐานสูตร๙. ปัญจสีลวิสารทสูตร๑๐. วัฑฒีสูตร๑. นิพพานปัญหาสูตร ๒. อรหัตตปัญหาสูตร ๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ๔. กิมัตถิยสูตร ๕. อัสสาสัปปัตตสูตร ๖. ปรมัสสาสัปปัตตสูตร ๗. เวทนาปัญหาสูตร ๘. อาสวปัญหาสูตร ๙. อวิชชาปัญหาสูตร ๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ๑๑. โอฆปัญหาสูตร ๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ๑๓. ภวปัญหาสูตร ๑๔. ทุกขปัญหาสูตร ๑๕. สักกายปัญหาสูตร ๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร๑. สามัณฑกสูตร ๒. ทุกกรสูตร๑. ปฐมัชฌานปัญหาสูตร ๒. ทุติยัชฌานปัญหาสูตร ๓. ตติยัชฌานปัญหาสูตร ๔. จตุตถัชฌานปัญหาสูตร ๕. อากาสานัญจายตนปัญหาสูตร ๖. วิญญาณัญจายตนปัญหาสูตร ๗. อากิญจัญญายตนปัญหาสูตร ๘. เนวสัญญานาสัญญายตนปัญหาสูตร ๙. อนิมิตตปัญหาสูตร ๑๐. สักกสูตร ๑๑. จันทนสูตร๑. สัญโญชนสูตร๒. ปฐมอิสิทัตตสูตร๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร๔. มหกปาฏิหาริยสูตร๕. ปฐมกามภูสูตร๖. ทุติยกามภูสูตร๗. โคทัตตสูตร๘. นิคัณฐนาฏปุตตสูตร๙. อเจลกัสสปสูตร๑๐. คิลานทัสสนสูตร๑. จัณฑสูตร๒. ตาลปุตตสูตร๓. โยธาชีวสูตร๔. หัตถาโรหสูตร๕. อัสสาโรหสูตร๖. อสิพันธกปุตตสูตร๗. เขตตูปมสูตร๘. สังขธมสูตร๙. กุลสูตร๑๐. มณิจูฬกสูตร๑๑. คันธภกสูตร๑๒. ราสิยสูตร๑๓. ปาฏลิยสูตร๑. กายคตาสติสูตร ๒. สมถวิปัสสนาสูตร ๓. สวิตักกสวิจารสูตร ๔. สุญญตสมาธิสูตร ๕. สติปัฏฐานสูตร ๖. สัมมัปปธานสูตร ๗. อิทธิปาทสูตร ๘. อินทริยสูตร ๙. พลสูตร ๑๐. โพชฌังคสูตร ๑๑. มัคคังคสูตร๒. ทุติยวรรค๑. เขมาสูตร๒. อนุราธสูตร๓. ปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๔. ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๕. ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๖. จตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๗. โมคคัลลานสูตร๘. วัจฉโคตตสูตร๙. กุตูหลสาลาสูตร๑๐. อานันทสูตร๑๑. สภิยกัจจานสูตร

Commentary

Scripture

๒. มาลุกยปุตตสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

1 items1 editions

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

Front matter of the printed edition

๒. มาลุกยปุตตสูตร ว่าด้วยพระมาลุกยบุตร

ครั้งนั้น ท่านพระมาลุกยบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ ซึ่งข้า พระองค์ได้ฟังแล้ว จะพึงหลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกาย และใจอยู่เถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาลุกยบุตร ในการขอโอวาทของเธอนี้ ในบัดนี้ เราจักบอกพวกภิกษุหนุ่มอย่างไรว่าเธอเป็นภิกษุผู้ชรา สูงอายุ เป็นผู้เฒ่า ล่วงกาล มามาก ผ่านวัยมามาก ขอโอวาทโดยย่อ” ท่านพระมาลุกยบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็น ผู้ชรา สูงอายุ เป็นผู้เฒ่า ล่วงกาลมามาก ผ่านวัยมามากก็จริง ถึงกระนั้น ขอพระผู้มีพระภาคผู้สุคตโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อเถิด ทำอย่างไร @เชิงอรรถ : @ เรือน ในที่นี้ได้แก่ กามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) (สํ.สฬา.อ. ๓/๙๔/๓๒) @ จุดจบ ในที่นี้หมายถึง นิพพาน (สํ.สฬา.อ. ๓/๙๔/๓๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๙๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร ข้าพระองค์พึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค พึงเป็นผู้สืบต่อ พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค” “มาลุกยบุตร เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปที่จะพึงรู้แจ้งทางตาเหล่าใด เธอไม่ได้เห็น ไม่เคยเห็นแล้ว ย่อมไม่เห็น (ทั้งการกำหนด) ว่า ‘เราพึงเห็น’ ก็ไม่ มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในรูปเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “เสียงที่พึงรู้แจ้งทางหูเหล่าใด เธอไม่ได้ฟัง ไม่เคยฟังแล้ว ย่อมไม่ฟัง ทั้งการ กำหนดว่า ‘เราพึงฟัง’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ใน เสียงเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “กลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเหล่าใด เธอไม่ได้ดม ไม่เคยดมแล้ว ย่อมไม่ดม ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงดม’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือ รักใคร่ในกลิ่นเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเหล่าใด เธอไม่ได้ลิ้ม ไม่เคยลิ้มแล้ว ย่อมไม่ลิ้ม ทั้งการ กำหนดว่า ‘เราพึงลิ้ม’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ ในรสเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเหล่าใด เธอไม่ได้ถูกต้อง ไม่เคยถูกต้อง ย่อม ไม่ถูกต้อง ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงถูกต้อง’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในโผฏฐัพพะเหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเหล่าใด เธอไม่ได้รู้แจ้งไม่เคยรู้แจ้งแล้ว ย่อม {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๐} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร ไม่รู้แจ้ง ทั้งการกำหนดว่า ‘เราพึงรู้แจ้ง’ ก็ไม่มีแก่เธอ เธอจะมีความพอใจ กำหนัด หรือรักใคร่ในธรรมารมณ์เหล่านั้นหรือ” “ไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า” “มาลุกยบุตร บรรดาธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่เธอเห็น เสียงที่เธอฟัง อารมณ์ที่เธอทราบ และธรรมที่เธอพึงรู้แจ้ง ในรูปที่เห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ในเสียงที่ฟังจักเป็นเพียงสักว่าฟัง ในอารมณ์ที่ทราบจักเป็นเพียงสักว่าทราบ ในธรรมที่รู้แจ้งจักเป็นเพียงสักว่ารู้แจ้ง เมื่อใดบรรดาธรรมทั้งหลาย คือ รูปที่เธอเห็น เสียงที่เธอฟัง อารมณ์ที่เธอ ทราบ และธรรมที่เธอพึงรู้แจ้ง ในรูปที่เห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ในเสียงที่ฟังจัก เป็นเพียงสักว่าฟัง ในอารมณ์ที่ทราบจักเป็นเพียงสักว่าทราบ ในธรรมที่รู้แจ้งจัก เป็นเพียงสักว่ารู้แจ้ง เมื่อนั้นเธอจักไม่ถูกสิ่งนั้นครอบงำ เมื่อใดเธอจักไม่ถูกสิ่งนั้นครอบงำ เมื่อนั้นเธอจักไม่พัวพันในสิ่งนั้น เมื่อใดเธอจักไม่พัวพันในสิ่งนั้น เมื่อนั้นเธอจักไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระ ภาคทรงแสดงแล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ‘เพราะเห็นรูปจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากรูปจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๑} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร เพราะฟังเสียงจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากเสียงจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน เพราะดมกลิ่นจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากกลิ่นจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน เพราะลิ้มรสจึงหลงลืมสติ บุคคลเมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากรสจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากโผฏฐัพพะจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๒} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร เพราะรู้ธรรมารมณ์จึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากธรรมารมณ์จำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน บุคคลนั้นเห็นรูปแล้วมีสติไม่กำหนัดในรูป มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาเห็นรูปและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาก็เป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นฟังเสียงแล้วมีสติไม่กำหนัดในเสียง มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาฟังเสียงและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นดมกลิ่นแล้วมีสติไม่กำหนัดในกลิ่น มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาดมกลิ่นและเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๓} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร บุคคลนั้นลิ้มรสแล้วมีสติไม่กำหนัดในรส มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาลิ้มรสและเสวยเวทนาอยู่ ฯลฯ เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นถูกต้องผัสสะแล้วมีสติไม่กำหนัดในผัสสะ มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขาถูกต้องผัสสะและเสวยเวทนาอยู่ ฯลฯ เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน บุคคลนั้นรู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติไม่กำหนัดในธรรมารมณ์ มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขารู้ธรรมารมณ์และเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ บัณฑิตกล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้” “ดีละ ดีละ มาลุกยบุตร ดีแล้วที่เธอรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งธรรมที่เราแสดง แล้วอย่างย่อโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ‘เพราะเห็นรูปจึงหลงลืมสติ เมื่อใส่ใจนิมิตที่น่ารัก {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๔} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๒. มาลุกยปุตตสูตร ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เวทนาที่เกิดจากรูปจำนวนมากก็เจริญแก่เขา และจิตของเขาก็ถูกอภิชฌาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อเขาสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ เรากล่าวว่า ยังห่างไกลนิพพาน ฯลฯ บุคคลนั้นรู้ธรรมารมณ์แล้ว มีสติไม่กำหนัดในธรรมารมณ์ มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งไม่ติดใจอารมณ์นั้นอยู่ เมื่อเขารู้ธรรมารมณ์และเสวยเวทนาอยู่ ทุกข์ย่อมสิ้นไปไม่ถูกสั่งสมไว้ ฉันใด เขาเป็นผู้มีสติเที่ยวไป ฉันนั้น เมื่อเขาไม่สั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ เรากล่าวว่า อยู่ใกล้นิพพาน’ มาลุกยบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างย่อโดย พิสดารอย่างนี้เถิด” ครั้งนั้น ท่านพระมาลุกยบุตรชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วจากไป ต่อมา ท่านพระ มาลุกยบุตรก็หลีกออกไปอยู่คนเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่เหล่า กุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึง อยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” อนึ่ง ท่านพระมาลุกยบุตรได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ ทั้งหลาย มาลุกยปุตตสูตรที่ ๒ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๕}

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · evidence checked 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้