โคธาสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โคธาสูตร ปัญหาเกี่ยวกับการเป็นพระโสดาบัน
กบิลพัสดุ์นิทาน. ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราชเสด็จเข้าไปหา เจ้าศากยะพระนามว่า โคธา ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า
กปิลวตฺถุนิทานํ ฯ อถ โข มหานาโม สกฺโก เยน โคธา สกฺโก เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา โคธํ สกฺกํ เอตทโวจ
ดูกรโคธา พระองค์ย่อมทรงทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ ว่า เป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า? เจ้าศากยะ พระนามว่า โคธาตรัสตอบว่า ดูกรมหานาม หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ... ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ว่าเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า.
กติหิ ตฺวํ โคเธ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานาสิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนนฺติ ฯ ตีหิ ขฺวาหํ มหานาม ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนํ ฯ กตเมหิ ตีหิ ฯ อิธ มหานาม อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ฯเปฯ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ฯ อิเมหิ ขฺวาหํ มหานาม ตีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนํ ฯ
ดูกรมหานาม ก็พระองค์เล่าย่อมทรงทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมกี่ ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ...? ม. ดูกรโคธา หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นพระ- *โสดาบัน ... ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน? อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อม ใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยศีลที่พระ อริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกรโคธา หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบ ด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ว่าเป็นพระโสดาบัน ... .
ตฺวํ ปน มหานาม กติหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานาสิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนนฺติ ฯ จตูหิ ขฺวาหํ โคเธ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนํ ฯ กตเมหิ จตูหิ ฯ อิธ โคเธ อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต โหติ อกฺขณฺเฑหิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกหิ ฯ อิเมหิ ขฺวาหํ โคเธ จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนนฺติ ฯ
โค. จงรอก่อน มหานาม จงรอก่อน มหานาม พระผู้มีพระภาคเท่านั้น จะพึงทรงทราบเรื่องนี้ ว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ หรือมิใช่ที่เป็นพระโสดาบัน? ม. ดูกรโคธา เรามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคกันเถิด แล้วจักกราบทูลเนื้อความนี้แก่ พระองค์.
อาคเมหิ ตฺวํ มหานาม อาคเมหิ ตฺวํ มหานาม ภควาว เอตํ ชาเนยฺย เอเตหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ วา อสมนฺนาคตํ วาติ ฯ อายาม โคเธ เยน ภควา เตนุปสงฺกเมยฺยาม อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต เอตมตฺถํ อาโรจิสฺสามาติ ฯ
ครั้งนั้น เจ้าศากยะพระนามว่า มหานามและเจ้าศากยะพระนามว่า โคธา เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว เจ้าศากยะพระนามว่า มหานามได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส หม่อมฉันเข้าไปหาเจ้าศากยะพระนามว่า โคธา ได้กล่าวถามว่า ดูกรโคธา พระองค์ย่อมทรงทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ...?
อถ โข มหานาโม จ สกฺโก โคธา จ สกฺโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข มหานาโม สกฺโก ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต เยน โคธา สกฺโก เตนุปสงฺกมึ อุปสงฺกมิตฺวา โคธํ สกฺกํ เอตทโวจํ กติหิ ตฺวํ โคเธ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานาสิ อวินิปาธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนนฺติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันกล่าวถามอย่างนี้แล้ว เจ้าโคธาศากยะ ได้ตรัสตอบหม่อมฉันว่า ดูกรมหานาม หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ... ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วย ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... หม่อมฉันย่อม ทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ว่าเป็นพระโสดาบัน ... ก็พระองค์เล่า ย่อม ทรงทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ...?
เอวํ วุตฺเต ภนฺเต โคธา สกฺโก มํ เอตทโวจ ตีหิ ขฺวาหํ มหานาม ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนํ ฯ กตเมหิ ตีหิ ฯ อิธ มหานาม อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ฯเปฯ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ฯ อิเมหิ ขฺวาหํ มหานาม ตีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนํ ฯ ตฺวํ ปน มหานาม กติหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานาสิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนนฺติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเจ้าโคธาศากยะตรัสถามอย่างนี้แล้ว หม่อมฉัน ตอบว่า ดูกรโคธา หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นพระโสดาบัน ... ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน? อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้วไม่ขาด ... เป็นไปเพื่อสมาธิ หม่อมฉันย่อมทราบบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ว่าเป็น พระโสดาบัน ...
เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต โคธํ สกฺกํ เอตทโวจํ จตูหิ ขฺวาหํ โคเธ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนํ ฯ กตเมหิ จตูหิ ฯ อิธ โคเธ อริยสาวโก พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต โหติ อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต โหติ อกฺขณฺเฑหิ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกหิ ฯ อิเมหิ ขฺวาหํ โคเธ จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ โสตาปนฺนํ ปุคฺคลํ อาชานามิ อวินิปาตธมฺมํ นิยตํ สมฺโพธิปรายนนฺติ ฯ
เมื่อหม่อมฉันกล่าวตอบอย่างนี้แล้ว เจ้าโคธาศากยะได้ตรัสกะหม่อมฉันว่า จงรอก่อน มหานาม จงรอก่อน มหานาม พระผู้มีพระภาคเท่านั้นจะพึงทรงทราบเรื่องนี้ว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ หรือมิใช่ที่เป็นพระโสดาบัน?
เอวํ วุตฺเต ภนฺเต โคธา สกฺโก มํ เอตทโวจ อาคเมหิ ตฺวํ มหามาม อาคเมหิ ตฺวํ มหานาม ภควาว เอตํ ชาเนยฺย เอเตหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ วา อสมนฺนาคตํ วาติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความบังเกิดแห่งเหตุเฉพาะบางประการ พึงบังเกิด ขึ้นได้ในธรรมวินัยนี้ คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้มีพระภาค (ตรัส) และฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุสงฆ์ (กล่าว) ฝ่ายใด พระผู้มีพระภาคตรัส หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำ หม่อมฉันว่า เป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้.
อิธ ภนฺเต โกจิเทว ธมฺมสมุปฺปาโท อุปฺปชฺเชยฺย เอกโต อสฺส ภควา เอกโต ภิกฺขุสงฺโฆ จ เยเนว ภควา เตเนวาหํ อสฺสํ เอวํ ปสนฺนํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ ฯ
... ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้มีพระภาค (ตรัส) และฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุสงฆ์และ ภิกษุณีสงฆ์ (กล่าว) ฝ่ายใด พระผู้มีพระภาคตรัส หม่อมฉันเป็นฝ่ายนั้น ...
อิธ ภนฺเต โกจิเทว ธมฺมสมุปฺปาโท อุปฺปชฺเชยฺย เอกโต อสฺส ภควา เอกโต ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกฺขุนีสงฺโฆ จ เยเนว ภควา เตเนวาหํ อสฺสํ เอวํ ปสนฺนํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ ฯ
... ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้มีพระภาค (ตรัส) และฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ และอุบาสกทั้งหลาย (กล่าว) ฝ่ายใด พระผู้มีพระภาคตรัส หม่อมฉันเป็นฝ่าย นั้น ...
อิธ ภนฺเต โกจิเทว ธมฺมสมุปฺปาโท อุปฺปชฺเชยฺย เอกโต อสฺส ภควา เอกโต ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกฺขุนีสงฺโฆ อุปาสกา จ เยเนว ภควา เตเนวาหํ อสฺสํ เอวํ ปสนฺนํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ ฯ
... ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้มีพระภาค (ตรัส) และฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ อุบาสกทั้งหลาย และอุบาสิกาทั้งหลาย (กล่าว) ฝ่ายใด พระผู้มีพระภาคตรัส หม่อมฉันเป็นฝ่ายนั้น ...
อิธ ภนฺเต โกจิเทว ธมฺมสมุปฺปาโท อุปฺปชฺเชยฺย เอกโต อสฺส ภควา เอกโต ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกฺขุนีสงฺโฆ อุปาสกา อุปาสิกาโย จ เยเนว ภควา เตเนวาหํ อสฺสํ เอวํ ปสนฺนํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความบังเกิดแห่งเหตุเฉพาะบางประการ พึงบังเกิด ขึ้นได้ในธรรมวินัยนี้ คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นพระผู้มีพระภาค (ตรัส) และฝ่ายหนึ่งเป็นภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ อุบาสกทั้งหลาย และอุบาสิกาทั้งหลาย โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ (กล่าว) ฝ่ายใด พระผู้มีพระภาคตรัส หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้.
อิธ ภนฺเต โกจิเทว ธมฺมสมุปฺปาโท อุปฺปชฺเชยฺย เอกโต อสฺส ภควา เอกโต ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกฺขุนีสงฺโฆ อุปาสกา อุปาสิกาโย สเทวโก จ โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา เยเนว ภควา เตเนวาหํ อสฺสํ เอวํ ปสนฺนํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตูติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ผู้มีวาทะอย่างนี้ ย่อมตรัสอะไรกะพระเจ้ามหานามศากยราช เจ้าโคธาศากยะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันผู้มีวาทะอย่างนี้ มิได้พูดอะไรกะพระเจ้ามหานามศากยราช นอกจากกัลยาณธรรม นอกจากกุศล. จบ สูตรที่ ๓
เอวํวาที ตฺวํ โคเธ มหานามํ สกฺกํ กึ วเทสีติ ฯ เอวํวาทาหํ ภนฺเต มหานามํ สกฺกํ น กิญฺจิ วทามิ อญฺญตฺร กลฺยาณา อญฺญตฺร กุสลาติ ฯ