วรรคที่ ๑ ปริมัณฑลวรรค
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ๔. เสขิยกัณฑ์ ท่านทั้งหลาย ก็ธรรมคือ เสขิยะเหล่านี้แล มาสู่อุเทส. วรรคที่ ๑ ปริมัณฑลวรรค สารูป ๒๖ สิกขาบท สิกขาบทที่ ๑
เสขิยกณฺฑํ อิเม โข ปนายสฺมนฺโต เสขิยา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ ฯ ปริมณฺฑลวคฺโค ฉพฺพีสติ สารุปฺปา
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- *บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์นุ่งผ้าเลื้อยหน้าบ้าง เลื้อยหลังบ้าง ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้นุ่ง ผ้าเลื้อยหน้าบ้าง เลื้อยหลังบ้าง เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาว บ้านเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้นุ่งผ้าเลื้อยหน้าบ้าง เลื้อยหลังบ้างเล่า แล้วกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรก เกิดนั้น แล้วรับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอนุ่งผ้าเลื้อยหน้าบ้าง เลื้อยหลังบ้าง จริงหรือ? พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้นุ่งผ้า เลื้อยหน้าบ้าง เลื้อยหลังบ้างเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้ พระบัญญัติ ๑๔๖. ๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักนุ่งเป็นปริมณฑล. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุนุ่งปิดมณฑลสะดือ มณฑลเข่า ชื่อว่านุ่งเป็นปริมณฑล. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นุ่งผ้าเลื้อยหน้าหรือเลื้อยหลัง ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ ไม่มีสติ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิ- *กัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๒
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺตา นิวาเสนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺตา นิวาเสสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺตา นิวาเสสฺสนฺตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ฉพฺพคฺคิเย ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตุเมฺห ภิกฺขเว ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺตา นิวาเสถาติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺตา นิวาเสสฺสถ เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๘๐๐.๑} ปริมณฺฑลํ นิวาเสสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ ปริมณฺฑลํ นิวาเสตพฺพํ นาภิมณฺฑลํ ชานุมณฺฑลํ ปฏิจฺฉาเทนฺเตน ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ปุรโต วา ปจฺฉโต วา โอลมฺเพนฺโต นิวาเสติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ห่มผ้าเลื้อยหน้าบ้าง เลื้อยหลังบ้าง ... พระบัญญัติ ๑๔๗. ๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักห่มเป็นปริมณฑล. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุห่มทำมุมทั้งสองให้เสมอกัน ชื่อว่าห่มเป็นปริมณฑล. ภิกษุใดอาศัยความไม่ เอื้อเฟื้อ ห่มผ้าเลื้อยหน้าหรือเลื้อยหลัง ต้องอาบัติทุกกฏ. @ บาลีว่า สาวัตถีนิทาน เห็นอยู่ในที่ใด ในที่นั้นมีบาลีแปลว่า โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธ @เจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ดังนี้ @ หมายว่ามีเนื้อความดังสิกขาบทที่ ๑ อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๓
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺตา ปารุปนฺติ ฯเปฯ {๘๐๑.๑} ปริมณฺฑลํ ปารุปิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ ปริมณฺฑลํ ปารุปิตพฺพํ อุโภ กณฺเณ สมํ กตฺวา ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ปุรโตปิ ปจฺฉโตปิ โอลมฺเพนฺโต ปารุปติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เดินเปิดกายไปใน ละแวกบ้าน ... พระบัญญัติ ๑๔๘. ๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปกปิดกายดี ไปในละแวกบ้าน สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุพึงปิดกายด้วยดีไปในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เดินเปิดกาย ไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๔
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู กายํ วิวริตฺวา อนฺตรฆเร คจฺฉนฺติ ฯเปฯ {๘๐๒.๑} สุปฏิจฺฉนฺโน อนฺตรฆเร คมิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ สุปฏิจฺฉนฺเนน อนฺตรฆเร คนฺตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ กายํ วิวริตฺวา อนฺตรฆเร คจฺฉติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์นั่งเปิดกายในละแวกบ้าน ... พระบัญญัติ ๑๔๙. ๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปกปิดกายดี นั่งในละแวกบ้าน. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุพึงปิดกายด้วยดี นั่งในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งเปิดกาย ในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ อยู่ในที่พัก ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๕
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู กายํ วิวริตฺวา อนฺตรฆเร นิสีทนฺติ ฯเปฯ {๘๐๓.๑} สุปฏิจฺฉนฺโน อนฺตรฆเร นิสีทิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ สุปฏิจฺฉนฺเนน อนฺตรฆเร นิสีทิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ กายํ วิวริตฺวา อนฺตรฆเร นิสีทติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส วาสูปคตสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เดินคะนองมือบ้าง คะนองเท้าบ้าง ไปในละแวกบ้าน ... พระบัญญัติ ๑๕๐. ๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักสำรวมดี ไปในละแวกบ้าน. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุพึงสำรวมด้วยดีไปในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือก็ดี คะนองเท้าก็ดี ไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๖
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู หตฺถมฺปิ ปาทมฺปิ กีฬาเปนฺตา อนฺตรฆเร คจฺฉนฺติ ฯเปฯ {๘๐๔.๑} สุสํวุโต อนฺตรฆเร คมิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ สุสํวุเตน อนฺตรฆเร คนฺตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ หตฺถํ วา ปาทํ วา กีฬาเปนฺโต อนฺตรฆเร คจฺฉติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์คะนองมือบ้าง คะนองเท้าบ้าง นั่งในละแวกบ้าน ... พระบัญญัติ ๑๕๑. ๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักสำรวมดี นั่งในละแวกบ้าน. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุพึงสำรวมดี นั่งในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ คะนองมือก็ดี คะนองเท้าก็ดี นั่งในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๗
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู หตฺถมฺปิ ปาทมฺปิ กีฬาเปนฺตา อนฺตรฆเร นิสีทนฺติ ฯเปฯ {๘๐๕.๑} สุสํวุโต อนฺตรฆเร นิสีทิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ สุสํวุเตน อนฺตรฆเร นิสีทิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ หตฺถํ วา ปาทํ วา กีฬาเปนฺโต อนฺตรฆเร นิสีทติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เดินไปในละแวกบ้าน พลางแลดู ในที่นั้นๆ ... พระบัญญัติ ๑๕๒. ๗. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง ไปในละแวกบ้าน. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุพึงมีนัยน์ตาทอดลง เดินไปในละแวกบ้าน พึงแลประมาณชั่วแอกหนึ่ง. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ไปในละแวกบ้าน พลางแลดูในที่นั้นๆ ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๘
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ตหํ ตหํ โอโลเกนฺตา อนฺตรฆเร คจฺฉนฺติ ฯเปฯ {๘๐๖.๑} โอกฺขิตฺตจกฺขุ อนฺตรฆเร คมิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ โอกฺขิตฺตจกฺขุนา อนฺตรฆเร คนฺตพฺพํ ยุคมตฺตํ เปกฺขนฺเตน ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ตหํ ตหํ โอโลเกนฺโต อนฺตรฆเร คจฺฉติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์นั่งในละแวกบ้าน พลางแลดู ในที่นั้นๆ ... พระบัญญัติ ๑๕๓. ๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง นั่งในละแวกบ้าน. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุพึงมีนัยน์ตาอันทอดลง นั่งในละแวกบ้าน พึงแลประมาณชั่วแอกหนึ่ง. ภิกษุใด อาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ นั่งในละแวกบ้าน พลางแลดูในที่นั้นๆ ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๙
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ตหํ ตหํ โอโลเกนฺตา อนฺตรฆเร นิสีทนฺติ ฯเปฯ {๘๐๗.๑} โอกฺขิตฺตจกฺขุ อนฺตรฆเร นิสีทิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ โอกฺขิตฺตจกฺขุนา อนฺตรฆเร นิสีทิตพฺพํ ยุคมตฺตํ เปกฺขนฺเตน ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ ตหํ ตหํ โอโลเกนฺโต อนฺตรฆเร นิสีทติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เดินเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน ... พระบัญญัติ ๑๕๔. ๙. ภิกษุทำความศึกษาว่า เราจักไม่ไปในละแวกบ้านด้วยทั้งเวิกผ้า. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุไม่พึงเดินเวิกผ้าไปในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เวิกผ้าขึ้นข้าง เดียวก็ดี ทั้งสองข้างก็ดี เดินไปในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ. ----------------------------------------------------- ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๑๐
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อุกฺขิตฺตกาย อนฺตรฆเร คจฺฉนฺติ ฯเปฯ {๘๐๘.๑} น อุกฺขิตฺตกาย อนฺตรฆเร คมิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น อุกฺขิตฺตกาย อนฺตรฆเร คนฺตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ เอกโต วา อุภโต วา อุกฺขิปิตฺวา อนฺตรฆเร คจฺฉติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ
สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์เวิกผ้า นั่งในละแวกบ้าน ... พระบัญญัติ ๑๕๕. ๑๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่นั่งในละแวกบ้าน ด้วยทั้งเวิกผ้า. สิกขาบทวิภังค์ อันภิกษุไม่พึงเวิกผ้านั่งในละแวกบ้าน. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เวิกผ้าขึ้นข้างเดียว ก็ดี ทั้งสองข้างก็ดี นั่งในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ. อนาปัตติวาร ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ อยู่ในที่พัก ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปริมัณฑลวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ. วรรคที่ ๑ จบ. -----------------------------------------------------
สาวตฺถีนิทานํ ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อุกฺขิตฺตกาย อนฺตรฆเร นิสีทนฺติ ฯเปฯ {๘๐๙.๑} น อุกฺขิตฺตกาย อนฺตรฆเร นิสีทิสฺสามีติ สิกฺขา กรณียา ฯ น อุกฺขิตฺตกาย อนฺตรฆเร นิสีทิตพฺพํ ฯ โย อนาทริยํ ปฏิจฺจ เอกโต วา อุภโต วา อุกฺขิปิตฺวา อนฺตรฆเร นิสีทติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺตสฺส คิลานสฺส วาสูปคตสฺส อาปทาสุ อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ ปริมณฺฑลวคฺโค ปฐโม ฯ --------