สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระจูฬปันถกเถระ [ว่าด้วย สั่งสอนภิกษุณีเมื่ออาทิตย์ตกแล้ว]
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ๓. โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระจูฬปันถกเถระ
ทุติยสิกฺขาปทํ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลาย ผลัดเปลี่ยนกันกล่าวสอน พวกภิกษุณี สมัยนั้น ถึงวาระของท่านพระจูฬปันถกที่จะกล่าวสอนพวกภิกษุณี พวกภิกษุณีพูดกัน อย่างนี้ว่า วันนี้โอวาทเห็นจะไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะประเดี๋ยวพระคุณเจ้าจูฬปันถกจะกล่าวอุทาน อย่างเดิมนั่นแหละซ้ำๆ ซากๆ แล้วพากันเข้าไปหาท่านพระจูฬปันถก อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ท่านพระจูฬปันถกได้ถามภิกษุณีเหล่านั้น ผู้นั่งเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ว่า พวกเธอพร้อม- *เพรียงกันแล้วหรือ น้องหญิงทั้งหลาย? ภิกษุณี. พวกดิฉันพร้อมเพรียงกันแล้ว เจ้าข้า. จูฬ. ครุธรรม ๘ ประการยังเป็นไปดีอยู่หรือ น้องหญิงทั้งหลาย? ภิกษุณี. ยังเป็นไปดีอยู่ เจ้าข้า. ท่านพระจูฬปันถกสั่งว่า นี่แหละเป็นโอวาทละ น้องหญิงทั้งหลาย แล้วได้กล่าวอุทาน นี้ซ้ำอีก ว่าดังนี้:- "ความโศก ย่อมไม่มีแก่มุนีผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ในโมเนยยปฏิปทา ผู้คงที่ ผู้สงบระงับ มีสติทุกเมื่อ"
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน เถรา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย โอวทนฺติ ปริยาเยน ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต จูฬปนฺถกสฺส ปริยาโย โหติ ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ฯ ภิกฺขุนิโย เอวมาหํสุ นทานิ อชฺช โอวาโท อิทฺโธ ภวิสฺสติ ตญฺเญวทานิ อุทานํ อยฺโย จูฬปนฺถโก ปุนปฺปุนํ ภณิสฺสตีติ ฯ อถโข ตา ภิกฺขุนิโย เยนายสฺมา จูฬปนฺถโก เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ จูฬปนฺถกํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมา จูฬปนฺถโก เอตทโวจ สมคฺคตฺถ ภคินิโยติ ฯ สมคฺคมฺหายฺยาติ ฯ วตฺตนฺติ ภคินิโย อฏฺฐ ครุธมฺมาติ ฯ วตฺตนฺติ อยฺยาติ ฯ เอโส ภคินิโย โอวาโทติ นิยฺยาเทตฺวา อิมํ อุทานํ ปุนปฺปุนํ อภาสิ อธิเจตโส อปฺปมชฺชโต มุนิโน โมนปเถสุ สิกฺขโต โสกา น ภวนฺติ ตาทิโน อุปสนฺตสฺส สทา สตีมโตติ ฯ
ภิกษุณีทั้งหลายได้สนทนากันอย่างนี้ว่า เราได้พูดแล้วมิใช่หรือว่าวันนี้ โอวาท เห็นจะไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะประเดี๋ยว พระคุณเจ้าจูฬปันถก จะกล่าวอุทานอย่างเดิม นั่นแหละซ้ำๆ ซากๆ ท่านพระจูฬปันถกได้ยินคำสนทนานี้ของภิกษุณีพวกนั้น ครั้นแล้วท่านเหาะขึ้นสู่เวหา จงกรมบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง สำเร็จการนอนบ้าง ทำให้ควันกลุ้มตลบขึ้นบ้าง ทำให้ เป็นไฟโพลงขึ้นบ้าง หายตัวบ้าง อยู่ในอากาศกลางหาว กล่าวอุทานอย่างเดิมนั้น และพระ- *พุทธพจน์อย่างอื่นอีกมาก. ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวชมอย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์นัก ชาวเราเอ๋ย ไม่เคยมีเลย ชาวเราเอ๋ย ในกาลก่อนแต่นี้ โอวาทไม่เคยสำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา เหมือนโอวาทของพระคุณเจ้าจูฬปันถก เลย. คราวนั้น ท่านพระจูฬปันถกกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นจนพลบค่ำ ย่ำสนธยา แล้วได้ส่ง กลับด้วยคำว่า กลับไปเถิด น้องหญิงทั้งหลาย. จึงภิกษุณีเหล่านั้น เมื่อเขาปิดประตูเมืองแล้ว ได้พากันพักแรมอยู่นอกเมือง รุ่งสายจึงเข้าเมืองได้ ประชาชนพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ภิกษุณีพวกนี้เหมือนไม่ใช่สตรีผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พักแรมอยู่กับพวกภิกษุใน อารามแล้ว เพิ่งจะพากันกลับเข้าเมืองเดี๋ยวนี้ ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระจูฬปันถก เมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว จึงยังได้กล่าวสอนพวกภิกษุณีอยู่เล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถาม พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรจูฬปันถก ข่าวว่า เมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว เธอยัง กล่าวสอนพวกภิกษุณีอยู่ จริงหรือ? พระจูฬปันถกทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรจูฬปันถก เมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว ไฉน เธอจึง ยังได้กล่าวสอนพวกภิกษุณีอยู่เล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๗๑. ๒. ถ้าภิกษุ แม้ได้รับสมมติแล้ว เมื่อพระอาทิตย์อัสดงค์แล้ว กล่าวสอน พวกภิกษุณี เป็นปาจิตตีย์. เรื่องพระจูฬปันถกเถระ จบ. สิกขาบทวิภังค์
ภิกฺขุนิโย เอวมาหํสุ นนุ อโวจุมฺหา นทานิ อชฺช โอวาโท อิทฺโธ ภวิสฺสติ ตญฺเญวทานิ อุทานํ อยฺโย จูฬปนฺถโก ปุนปฺปุนํ ภณิสฺสตีติ ฯ อสฺโสสิ โข อายสฺมา จูฬปนฺถโก ตาสํ ภิกฺขุนีนํ อิมํ กถาสลฺลาปํ ฯ อถโข อายสฺมา จูฬปนฺถโก เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข จงฺกมติปิ ติฏฺฐติปิ นิสีทติปิ เสยฺยํปิ กปฺเปติ ธูมายติปิ ปชฺชลติปิ อนฺตรธายติปิ ตญฺเญว อุทานํ ภณติ อญฺญญฺจ พหุํ พุทฺธวจนํ ฯ ภิกฺขุนิโย เอวมาหํสุ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภุตํ วต โภ น วต โน อิโต ปุพฺเพ โอวาโท เอวํ อิทฺโธ ภูตปุพฺโพ ยถา อยฺยสฺส จูฬปนฺถกสฺสาติ ฯ อถโข อายสฺมา จูฬปนฺถโก ตา ภิกฺขุนิโย ยาว สมนฺธการา โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ คจฺฉถ ภคินิโยติ ฯ {๔๒๕.๑} อถโข ตา ภิกฺขุนิโย นครทฺวาเร ถกฺกิเต พหินคเร วสิตฺวา กาลสฺเสว นครํ ปวิสนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อพฺรหฺมจารินิโย อิมา ภิกฺขุนิโย อาราเม ภิกฺขูหิ สทฺธึ วสิตฺวา อิทานิ นครํ ปวิสนฺตีติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา จูฬปนฺถโก อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุนิโย โอวทิสฺสตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ จูฬปนฺถก อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุนิโย โอวทสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ จูฬปนฺถก อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุนิโย โอวทิสฺสสิ เนตํ จูฬปนฺถก อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๔๒๕.๒} สมฺมโตปิ เจ ภิกฺขุ อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุนิโย โอวเทยฺย ปาจิตฺติยนฺติ ฯ
ผู้ชื่อว่า ได้รับสมมติแล้ว คือ ได้รับสมมติแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม. คำว่า เมื่อพระอาทิตย์อัสดงค์แล้ว คือ เมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว. ผู้ชื่อว่า พวกภิกษุณี ได้แก่ สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย. บทว่า กล่าวสอน ความว่า กล่าวสอนด้วยครุธรรม ๘ ประการ หรือด้วยธรรม อย่างอื่น ต้องอาบัติปาจิตตีย์. บทภาชนีย์ ติกะปาจิตตีย์
สมฺมโต นาม ญตฺติจตุตฺเถน กมฺเมน สมฺมโต ฯ อตฺถงฺคเต สุริเยติ โอคเต สุริเย ฯ ภิกฺขุนิโย นาม อุภโตสงฺเฆ อุปสมฺปนฺนา ฯ โอวเทยฺยาติ อฏฺฐหิ วา ครุธมฺเมหิ อญฺเญน วา ธมฺเมน โอวทติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ
พระอาทิตย์อัสดงค์แล้ว ภิกษุสำคัญว่า อัสดงค์แล้ว กล่าวสอน ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์. พระอาทิตย์อัสดงค์แล้ว ภิกษุสงสัย กล่าวสอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์. พระอาทิตย์อัสดงค์แล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่อัสดงค์ กล่าวสอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ติกะทุกกฏ ภิกษุสั่งสอนภิกษุณีผู้อุปสมบทในสงฆ์ฝ่ายเดียว ต้องอาบัติทุกกฏ. พระอาทิตย์ยังไม่อัสดงค์ ภิกษุสำคัญว่าอัสดงค์แล้ว กล่าวสอน ต้องอาบัติทุกกฏ. พระอาทิตย์ยังไม่อัสดงค์ ภิกษุสงสัย กล่าวสอน ต้องอาบัติทุกกฏ. ไม่ต้องอาบัติ พระอาทิตย์ยังไม่อัสดงค์ ภิกษุสำคัญว่ายังไม่อัสดงค์ กล่าวสอน ไม่ต้องอาบัติ. อนาปัตติวาร
อตฺถงฺคเต อตฺถงฺคตสญฺญี โอวทติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อตฺถงฺคเต เวมติโก โอวทติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ อตฺถงฺคเต อนตฺถงฺคตสญฺญี โอวทติ อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯ เอกโต อุปสมฺปนฺนํ โอวทติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนตฺถงฺคเต อตฺถงฺคตสญฺญี อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนตฺถงฺคเต เวมติโก อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อนตฺถงฺคเต อนตฺถงฺคตสญฺญี อนาปตฺติ ฯ
ภิกษุให้อุเทศ ๑ ภิกษุให้ปริปุจฉา ๑ ภิกษุอันภิกษุณีกล่าวว่า นิมนต์ท่านสวดเถิด เจ้าข้า ดังนี้ สวดอยู่ ๑ ภิกษุถามปัญหา ๑ ภิกษุถูกถามปัญหาแล้วแก้ ๑ ภิกษุกล่าวสอน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอยู่ แต่พวกภิกษุณีฟังอยู่ด้วย ๑ ภิกษุกล่าวสอนสิกขมานา ๑ ภิกษุกล่าว สอนสามเณรี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ. -----------------------------------------------------
อนาปตฺติ อุทฺเทสํ เทนฺโต ปริปุจฺฉํ เทนฺโต โอสาเรหิ อยฺยาติ วุจฺจมาโน โอสาเรติ ปญฺหํ ปุจฺฉติ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ กเถติ อญฺญสฺสตฺถาย ภณนฺตํ ภิกฺขุนิโย สุณนฺติ สิกฺขมานาย สามเณริยา อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ ทุติยสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ -------