This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

กถาวัตถุสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๕๐๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต กถาวัตถุสูตร

๕๐๗

๖๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่างหนึ่ง ๓ อย่าง เป็นไฉน คือ พูดถ้อยคำปรารภถึงอดีตกาลว่า อดีตกาลได้มีแล้วอย่างนี้ ๑ พูด ถ้อยคำปรารภถึงอนาคตกาลว่า อนาคตกาลจักมีอย่างนี้ ๑ พูดถ้อยคำปรารภถึง ปัจจุบันกาลว่า ปัจจุบันกาลย่อมมีอย่างนี้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จะพึงทราบบุคคล ว่า ควรพูดหรือไม่ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคล ถูกถามปัญหา ไม่เฉลยโดยส่วนเดียว ซึ่งปัญหาที่ควรเฉลยโดยส่วนเดียว ไม่ จำแนกเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรจำแนกเฉลย ไม่สอบถามเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควร สอบถามเฉลย ไม่หยุดปัญหาที่ควรหยุด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่ถ้าบุคคลถูกถามปัญหา ย่อมเฉลยโดยส่วนเดียว ซึ่งปัญหาที่ควรเฉลยโดยส่วนเดียว ย่อมจำแนกเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรจำแนกเฉลย ย่อมสอบถามเฉลย ซึ่งปัญหาที่ควรสอบถามเฉลย ย่อมหยุดปัญหาที่ควรหยุด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จะพึงทราบบุคคลผู้ ควรพูดหรือไม่ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าบุคคลเมื่อ ถูกถามปัญหา ไม่ดำรงอยู่ในฐานะและอฐานะ ไม่ดำรงอยู่ในปริกัป ไม่ดำรงอยู่ ในวาทะที่ควรรู้ทั่วถึง ไม่ดำรงอยู่ในปฏิปทา เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ ไม่ควรพูด แต่ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ดำรงอยู่ในฐานะและอฐานะ ดำรงอยู่ ในปริกัป ดำรงอยู่ในวาทะที่ควรรู้ทั่วถึง ดำรงอยู่ในปฏิปทา เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จะพึงทราบบุคคลว่า ควรพูดหรือไม่ ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ถ้าบุคคลถูกถามปัญหา พูดกลบเกลื่อน พูด นอกเรื่องนอกราว แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความเสียใจให้ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรพูด แต่ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ไม่ พูดกลบเกลื่อน ไม่พูดนอกเรื่องนอกราว ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและ ความเสียใจให้ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จะพึงทราบบุคคลว่า ควรพูดหรือไม่ควรพูด ก็ด้วยประชุมสนทนากัน ถ้าบุคคล ถูกถามปัญหา พูดฟุ้งเฟ้อ พูดวุ่นวาย หัวเราะเยาะ คอยจับผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรพูด แต่ถ้าบุคคลเมื่อถูกถามปัญหา ไม่พูดฟุ้งเฟ้อ ไม่ พูดวุ่นวาย ไม่หัวเราะเยาะ ไม่คอยจับผิด เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็น ผู้ควรพูด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พึงทราบบุคคลว่า มีอุปนิสัยหรือว่าไม่มีอุปนิสัย ก็ ด้วยประชุมสนทนากัน ผู้ไม่เงี่ยโสตลงฟัง ชื่อว่าเป็นคนไม่มีอุปนิสัย ผู้ที่เงี่ยโสต ลงฟัง ชื่อว่าเป็นคนมีอุปนิสัย เมื่อเขาเป็นผู้มีอุปนิสัย ย่อมจะรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะกำหนดรู้ธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะละธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะทำให้แจ้งซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเขารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง กำหนดรู้ธรรมอย่างหนึ่ง ละธรรมอย่างหนึ่ง ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอย่างหนึ่ง ย่อมจะ ถูกต้องวิมุตติโดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การสนทนามีข้อนี้เป็นประโยชน์ การ ปรึกษาหารือมีข้อนี้เป็นประโยชน์ อุปนิสัยมีข้อนี้เป็นประโยชน์ การเงี่ยโสตลง ฟังมีข้อนี้เป็นประโยชน์ คือ จิตหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ฯ ชนเหล่าใดเป็นคนเจ้าโทสะ ฟุ้งซ่าน โอ้อวด เจรจา ชนเหล่านั้น มาถึงคุณที่มิใช่ของพระอริยเจ้า ต่างหาโทษ ของกันและกัน ชื่นชมคำทุพภาษิต ความพลั้งพลาด ความ หลงลืม และความปราชัยของกันและกัน ก็ถ้าบัณฑิตรู้จัก กาลแล้ว พึงประสงค์จะพูด ควรเป็นคนมีปัญญา ไม่เป็น คนเจ้าโทสะ ไม่โอ้อวด มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ใจเบาหุนหัน พลันแล่น ไม่เพ่งโทษ กล่าวแต่ถ้อยคำที่บุคคลผู้ตั้งอยู่ใน ธรรมพูดกัน และประกอบด้วยธรรมซึ่งพระอริยเจ้าพูดจากัน เพราะรู้ทั่วถึงได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น เขาจึงพาทีได้ บุคคล ควรอนุโมทนาคำที่เป็นสุภาษิต ไม่ควรรุกรานในถ้อยคำที่ กล่าวชั่ว ไม่ควรศึกษาความแข่งดี และไม่ควรยึดถือความ พลั้งพลาด ไม่ควรทับถม ไม่ควรข่มขี่ ไม่ควรพูดถ้อยคำ เหลาะแหละ เพื่อรู้ เพื่อเลื่อมใส สัตบุรุษทั้งหลายจึงมีการ ปรึกษาหารือกัน พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมปรึกษาหารือกัน เช่นนั้นแล นี้การปรึกษาหารือของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เมธาวีบุคคลรู้เช่นนี้แล้ว ไม่ควรถือตัว ควรปรึกษาหารือกัน ฯ

๖๘ ตีณีมานิ ภิกฺขเว กถาวตฺถูนิ กตมานิ ตีณิ อตีตํ วา ภิกฺขเว อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ อโหสิ อตีตมทฺธานนฺติ อนาคตํ วา ภิกฺขเว อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ ภวิสฺสติ อนาคตมทฺธานนฺติ เอตรหิ วา ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อารพฺภ กถํ กเถยฺย เอวํ โหติ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ {๕๐๗.๑} กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน เอกํสพฺยากรณียํ ปญฺหํ น เอกํเสน พฺยากโรติ วิภชฺชพฺยากรณียํ ปญฺหํ น วิภชฺชพฺยากโรติ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณียํ ปญฺหํ น ปฏิปุจฺฉาพฺยากโรติ ฐปนียํ ปญฺหํ น ฐเปติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน เอกํสพฺยากรณียํ ปญฺหํ เอกํเสน พฺยากโรติ วิภชฺชพฺยากรณียํ ปญฺหํ วิภชฺชพฺยากโรติ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณียํ ปญฺหํ ปฏิปุจฺฉาพฺยากโรติ ฐปนียํ ปญฺหํ ฐเปติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ {๕๐๗.๒} กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน ฐานฏฺฐาเน น สณฺฐาติ ปริกปฺเป น สณฺฐาติ อญฺญวาเท น สณฺฐาติ ปฏิปทาย น สณฺฐาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน ฐานฏฺฐาเน สณฺฐาติ ปริกปฺเป สณฺฐาติ อญฺญวาเท สณฺฐาติ ปฏิปทาย สณฺฐาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ {๕๐๗.๓} กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน นาญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ น พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ น โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ {๕๐๗.๔} กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา กจฺโฉ ยทิ วา อกจฺโฉติ สจายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน อภิหรติ อภิมทฺทติ อนุปชคฺฆติ ขลิตํ คณฺหาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อกจฺโฉ โหติ สเจ ปนายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สมาโน น อภิหรติ น อภิมทฺทติ น อนุปชคฺฆติ น ขลิตํ คณฺหาติ เอวํ สนฺตายํ ภิกฺขเว ปุคฺคโล กจฺโฉ โหติ ฯ {๕๐๗.๕} กถาสมฺปโยเคน ภิกฺขเว ปุคฺคโล เวทิตพฺโพ ยทิ วา สอุปนิโส ยทิ วา อนุปนิโสติ อโนหิตโสโต ภิกฺขเว อนุปนิโส โหติ โอหิตโสโต สอุปนิโส โหติ โส สอุปนิโส สมาโน อภิชานาติ เอกํ ธมฺมํ ปริชานาติ เอกํ ธมฺมํ ปชหติ เอกํ ธมฺมํ สจฺฉิกโรติ เอกํ ธมฺมํ โส อภิชานนฺโต เอกํ ธมฺมํ ปริชานนฺโต เอกํ ธมฺมํ ปชหนฺโต เอกํ ธมฺมํ สจฺฉิกโรนฺโต เอกํ ธมฺมํ สมฺมา วิมุตฺตึ ผุสติ ฯ เอตทตฺถา ภิกฺขเว กถา เอตทตฺถา มนฺตนา เอตทตฺถา อุปนิสา เอตทตฺถํ โสตาวธานํ ยทิทํ อนุปาทา จิตฺตสฺส วิโมกฺโขติ ฯ เย วิรุทฺธา สลฺลปนฺติ วินิวิฏฺฐา สมุสฺสิตา อนริยคุณมาสชฺช อญฺโญญฺญวิวเรสิโน ทุพฺภาสิตํ วิกฺขลิตํ สมฺปโมหํ ปราชยํ อญฺญมญฺญาภินนฺทนฺติ ตทริโย กถนาจเร ฯ สเจ จสฺส กถากาโม กาลมญฺญาย ปณฺฑิโต ธมฺมฏฺฐปฏิสํยุตฺตา ยา อริยจริตา กถา ตํ กถํ กถเย ธีโร อวิรุทฺโธ อนุสฺสิโต อนุตฺติณฺเณน มนสา อปฬาโส อสาหโส อนุสุยฺยมาโน โส สมฺมทญฺญาย ภาสติ สุภาสิตํ อนุโมเทยฺย ทุพฺภฏฺเฐ นาปสาทเย อุปารมฺภํ น สิกฺเขยฺย ขลิตญฺจ น คาหเย นาภิหเร นาภิมทฺเท น วาจํ ปยุตํ ภเณ ฯ อญฺญานตฺถํ ปสาทตฺถํ สตํ เว โหติ มนฺตนา เอวํ โข อริยา มนฺเตนฺติ เอสา อริยานมนฺตนา เอตทญฺญาย เมธาวี น สมุสฺเสยฺย มนฺตเยติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย