This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

สมุคคตสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๕๔๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สมุคคตสูตร

๕๔๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงกำหนดไว้ในใจ ซึ่งนิมิต ๓ ตลอดกาลตามกาล คือ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธินิมิต ๑ พึง กำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิต ๑ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิต ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่สมาธินิมิต โดยส่วนเดียวเท่านั้น พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถ้าภิกษุ ผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่ปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึง กำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่อุเบกขานิมิตโดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตไม่ ตั้งมั่นเพื่อความสิ้นอาสวะโดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุผู้ประกอบ อธิจิต กำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธินิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนดไว้ในใจซึ่ง ปัคคาหนิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนดไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิตตลอดกาลตาม กาล เมื่อนั้น จิตนั้นย่อมอ่อน ควรแก่การงาน ผุดผ่อง และไม่เสียหาย แน่วแน่เป็นอย่างดีเพื่อความสิ้นอาสวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนช่าง ทองหรือลูกมือช่างทองตระเตรียมเบ้าแล้วติดไฟ แล้วเอาคีมคีบทองใส่ลงที่ปากเบ้า แล้วสูบเสมอๆ เอาน้ำพรมเสมอๆ เพ่งดูเสมอๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าช่าง ทองหรือลูกมือช่างทอง พึงสูบทองนั้นแต่อย่างเดียว พึงเป็นเหตุให้ทองนั้น ไหม้ ถ้าช่างทองหรือลูกมือช่างทอง พึงเอาน้ำพรมแต่อย่างเดียว พึงเป็นเหตุ ให้ทองนั้นเย็น ถ้าช่างทองหรือลูกมือช่างทอง พึงเพ่งดูทองนั้นแต่อย่างเดียว พึงเป็นเหตุให้ทองนั้นสุกไม่ทั่วถึง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดช่างทองหรือลูกมือ ช่างทองสูบทองนั้นเสมอๆ เอาน้ำพรมเสมอๆ เพ่งดูเสมอๆ เมื่อนั้น ทองนั้น ย่อมเป็นของอ่อน ควรแก่การงาน ผุดผ่อง และไม่แตกง่าย เข้าถึงเพื่อการ ทำโดยชอบ และช่างทองหรือลูกมือช่างทอง มุ่งประสงค์สำหรับเครื่องประดับ ชนิดใดๆ คือ แผ่นทอง ต่างหู เครื่องประดับคอ หรือดอกไม้ทองก็ดี ย่อม สำเร็จสมความประสงค์ของเขาทั้งนั้น แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งนิมิต ๓ ตลอดกาลตาม กาล คือ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธินิมิต ๑ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิต ๑ พึงกำหนดไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้ประกอบ อธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่สมาธินิมิตโดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่อง ให้จิตเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ใน ใจเฉพาะแต่ปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตเป็นไปเพื่อความ ฟุ้งซ่าน ถ้าภิกษุผู้ประกอบอธิจิต พึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะแต่อุเบกขานิมิต โดยส่วนเดียว พึงเป็นเหตุเครื่องให้จิตไม่ตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นอาสวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุผู้ประกอบอธิจิต กำหนดไว้ในใจซึ่งสมาธิ นิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนดไว้ในใจซึ่งปัคคาหนิมิตตลอดกาลตามกาล กำหนด ไว้ในใจซึ่งอุเบกขานิมิตตลอดกาลตามกาล เมื่อนั้น จิตนั้นย่อมอ่อน ควรแก่การ งาน ผุดผ่อง และไม่เสียหาย ย่อมตั้งมั่นโดยชอบเพื่อความสิ้นอาสวะ และ ภิกษุนั้น ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองซึ่งธรรมที่ควรทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองใดๆ เธอย่อมสมควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อ เหตุมีอยู่เป็นอยู่ ถ้าภิกษุนั้นพึงหวังว่า เราพึงแสดงฤทธิ์หลายประการ ฯลฯ พึง ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย สิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อมสมควรเป็นพยาน ในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่เป็นอยู่ ฯ จบโลณผลวรรคที่ ๕ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัจจายิกสูตร ๒. วิวิตตสูตร ๓. สรทสูตร ๔. ปริสสูตร ๕. อาชานิยสูตรที่ ๑ ๖. อาชานิยสูตรที่ ๒ ๗. อาชานิยสูตรที่ ๓ ๘. นวสูตร ๙. โลณกสูตร ๑๐. สังฆสูตร ๑๑. สมุคคตสูตร ฯ ทุติยปัณณาสก์จบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------

๑๐๓ อธิจิตฺตมนุยุตฺเตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ตีณิ นิมิตฺตานิ กาเลน กาลํ มนสิกาตพฺพานิ กาเลน กาลํ สมาธินิมิตฺตํ มนสิกาตพฺพํ กาเลน กาลํ ปคฺคาหนิมิตฺตํ มนสิกาตพฺพํ กาเลน กาลํ อุเปกฺขานิมิตฺตํ มนสิกาตพฺพํ ฯ สเจ ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ เอกนฺตํ สมาธินิมิตฺตํเยว มนสิกเรยฺย ฐานนฺตํ จิตฺตํ โกสชฺชาย สํวตฺเตยฺย ฯ สเจ ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ เอกนฺตํ ปคฺคาหนิมิตฺตํเยว มนสิกเรยฺย ฐานนฺตํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจาย สํวตฺเตยฺย ฯ สเจ ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ เอกนฺตํ อุเปกฺขานิมิตฺตํเยว มนสิกเรยฺย ฐานนฺตํ จิตฺตํ น สมฺมา สมาธิเยยฺย อาสวานํ ขยาย ฯ {๕๔๒.๑} ยโต โข ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ กาเลน กาลํ สมาธินิมิตฺตํ มนสิกโรติ กาเลน กาลํ ปคฺคาหนิมิตฺตํ มนสิกโรติ กาเลน กาลํ อุเปกฺขานิมิตฺตํ มนสิกโรติ ตํ โหติ จิตฺตํ มุทุญฺจ กมฺมนิยญฺจ ปภสฺสรญฺจ น จ ปภงฺคุ สมฺมา สมาธิยติ อาสวานํ ขยาย ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สุวณฺณกาโร วา สุวณฺณการนฺเตวาสี วา อุกฺกํ พนฺธติ อุกฺกํ พนฺธิตฺวา อุกฺกามุขํ อาลิมฺเปติ อุกฺกามุขํ อาลิมฺเปตฺวา สณฺฑาเสน ชาตรูปํ คเหตฺวา อุกฺกามุเข ปกฺขิปิตฺวา กาเลน กาลํ อภิธมติ กาเลน กาลํ อุทเกน ปริปฺโผเสติ กาเลน กาลํ อชฺฌุเปกฺขติ ฯ สเจ ภิกฺขเว สุวณฺณกาโร วา สุวณฺณการนฺเตวาสี วา ตํ ชาตรูปํ เอกนฺตํ อภิธเมยฺย ฐานนฺตํ ชาตรูปํ ฑเหยฺย ฯ สเจ ภิกฺขเว สุวณฺณกาโร วา สุวณฺณการนฺเตวาสี วา ตํ ชาตรูปํ เอกนฺตํ อุทเกน ปริปฺโผเสยฺย ฐานนฺตํ ชาตรูปํ นิพฺพาเปยฺย ฯ สเจ ภิกฺขเว สุวณฺณกาโร วา สุวณฺณการนฺเตวาสี วา ตํ ชาตรูปํ เอกนฺตํ อชฺฌุเปกฺเขยฺย ฐานนฺตํ ชาตรูปํ น สมฺมา ปริปากํ คจฺเฉยฺย ฯ ยโต โข ภิกฺขเว สุวณฺณกาโร วา สุวณฺณการนฺเตวาสี วา ตํ ชาตรูปํ กาเลน กาลํ อภิธมติ กาเลน กาลํ อุทเกน ปริปฺโผเสติ กาเลน กาลํ อชฺฌุเปกฺขติ ตํ โหติ ชาตรูปํ มุทุญฺจ กมฺมนิยญฺจ ปภสฺสรญฺจ น จ ปภงฺคุ สมฺมา อุเปติ กมฺมาย ยสฺสา ยสฺสา จ ปิลนฺธนวิกติยา อากงฺขติ ยทิ ปฏฺฏิกาย ยทิ กุณฺฑลาย ยทิ คีเวยฺยเก ยทิ สุวณฺณมาลาย ตญฺจสฺส อตฺถํ อนุโภติ ฯ {๕๔๒.๒} เอวเมว โข ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺเตน ภิกฺขุนา ตีณิ นิมิตฺตานิ กาเลน กาลํ มนสิกาตพฺพานิ กาเลน กาลํ สมาธินิมิตฺตํ มนสิกาตพฺพํ กาเลน กาลํ ปคฺคาหนิมิตฺตํ มนสิกาตพฺพํ กาเลน กาลํ อุเปกฺขานิมิตฺตํ มนสิกาตพฺพํ ฯ สเจ ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ เอกนฺตํ สมาธินิมิตฺตํเยว มนสิกเรยฺย ฐานนฺตํ จิตฺตํ โกสชฺชาย สํวตฺเตยฺย ฯ สเจ ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ เอกนฺตํ ปคฺคาหนิมิตฺตํเยว มนสิกเรยฺย ฐานนฺตํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจาย สํวตฺเตยฺย ฯ สเจ ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ เอกนฺตํ อุเปกฺขานิมิตฺตํเยว มนสิกเรยฺย ฐานนฺตํ จิตฺตํ น สมฺมา สมาธิเยยฺย อาสวานํ ขยาย ฯ ยโต โข ภิกฺขเว อธิจิตฺตมนุยุตฺโต ภิกฺขุ กาเลน กาลํ สมาธินิมิตฺตํ มนสิกโรติ กาเลน กาลํ ปคฺคาหนิมิตฺตํ มนสิกโรติ กาเลน กาลํ อุเปกฺขานิมิตฺตํ มนสิกโรติ ตํ โหติ จิตฺตํ มุทุญฺจ กมฺมนิยญฺจ ปภสฺสรญฺจ น จ ปภงฺคุ สมฺมา สมาธิยติ อาสวานํ ขยาย ยสฺส ยสฺส จ อภิญฺญาสจฺฉิกรณียสฺส ธมฺมสฺส จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ อภิญฺญาสจฺฉิกิริยาย ตตฺร ตเตฺรว สกฺขิภพฺพตํ ปาปุณาติ สติ สติ อายตเน โส สเจ อากงฺขติ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุภเวยฺยํ ฯเปฯ อาสวานํ ขยา ... สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยนฺติ ตตฺร ตเตฺรว สกฺขิภพฺพตํ ปาปุณาติ สติ สติ อายตเนติ ฯ โลณผลวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ อจฺจายิกํ วิวิตฺตญฺจ สรทา ปริสา ติสฺโส ตโย อาชานิยา เว โลณเก สงฺฆสมุคฺคตาติ ฯ ทุติโย ปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ --------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย