อายาจนวรรค
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ พึง อ้อนวอนอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสารีบุตรและภิกษุโมคคัลลานะนี้ เป็นตราชูมาตรฐานของภิกษุ สาวกของเรา ฯ
๑๒๙ สทฺโธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ สมฺมา อายาจมาโน อายาเจยฺย ตาทิโส โหมิ ยาทิสา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ เอสา ภิกฺขเว ตุลา เอตํ ปมาณํ มม สาวกานํ ภิกฺขูนํ ยทิทํ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นางภิกษุณีผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ พึงอ้อนวอนอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นภิกษุณีเขมาและอุบลวัณณาเถิด ดูกรภิกษุ- *ทั้งหลาย ภิกษุณีเขมาและภิกษุณีอุบลวัณณานี้ เป็นตราชูมาตรฐานของภิกษุณีสาวิกา ของเรา ฯ
๑๓๐ สทฺธา ภิกฺขเว ภิกฺขุนี เอวํ สมฺมา อายาจมานา อายาเจยฺย ตาทิสา โหมิ ยาทิสา เขมา จ ภิกฺขุนี อุปฺปลวณฺณา จาติ เอสา ภิกฺขเว ตุลา เอตํ ปมาณํ มม สาวิกานํ ภิกฺขุนีนํ ยทิทํ เขมา จ ภิกฺขุนี อุปฺปลวณฺณา จาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ พึงอ้อนวอนอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมือง อาฬวีเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตตคฤหบดีและหัตถกอุบาสกชาวเมืองอาฬวีนี้ เป็นตราชูมาตรฐานของอุบาสกสาวกของเราแล ฯ
๑๓๑ สทฺโธ ภิกฺขเว อุปาสโก เอวํ สมฺมา อายาจมาโน อายาเจยฺย ตาทิโส โหมิ ยาทิโส จิตฺโต จ คหปติ หตฺถโก จ อาฬวโกติ เอสา ภิกฺขเว ตุลา เอตํ ปมาณํ มม สาวกานํ อุปาสกานํ ยทิทํ จิตฺโต จ คหปติ หตฺถโก จ อาฬวโกติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่ออ้อนวอนโดยชอบ พึงอ้อนวอนอย่างนี้ว่า ขอเราจงเป็นเช่นอุบาสิกาขุชชุตตราและนางเวฬุกัณฏกีนันท- *มารดาเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาขุชชุตตราและนางเวฬุกัณฏกีนันทมารดา เป็นตราชูมาตรฐานของอุบาสิกาสาวิกาของเรา ฯ
๑๓๒ สทฺธา ภิกฺขเว อุปาสิกา เอวํ สมฺมา อายาจมานา อายาเจยฺย ตาทิสา โหมิ ยาทิสา ขุชฺชุตฺตรา จ อุปาสิกา เวฬุกณฺฏกิยา จ นนฺทมาตาติ เอสา ภิกฺขเว ตุลา เอตํ ปมาณํ มมสาวิกานํ อุปาสิกานํ ยทิทํ ขุชฺชุตฺตรา จ อุปาสิกา เวฬุกณฺฏกิยา จ นนฺทมาตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบ ด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็น ไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมาก ธรรม ๒ อย่าง เป็นไฉน คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองพูดสรรเสริญคุณของคนที่ควรติเตียน ๑ ไม่พิจารณาไตร่ตรองพูดติโทษของคนที่ควรสรรเสริญ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัต- *บุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตน ให้ถูกกำจัดถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบ บาปเป็นอันมากอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกจำกัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ พิจารณาไตร่ตรองแล้วพูดติเตียนคนที่ควรติเตียน ๑ พิจารณาไตร่ตรองแล้วพูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตน ไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
๑๓๓ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ กตเมหิ ทฺวีหิ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา อวณฺณารหสฺส วณฺณํ ภาสติ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา วณฺณารหสฺส อวณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ฯ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ กตเมหิ ทฺวีหิ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา อวณฺณารหสฺส อวณฺณํ ภาสติ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา วณฺณารหสฺส วณฺณํ ภาสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ประกอบ ด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมบริหารตนให้ถูกจำกัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็น ไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดเลื่อมใสในฐานะอันไม่เป็น ที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ไม่พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดไม่เลื่อมใสในฐานะ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่ เฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมาก อีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาดเฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดไม่เลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ เลื่อมใส ๑ พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดเลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความ เลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาดเฉียบแหลม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกจำกัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
๑๓๔ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ กตเมหิ ทฺวีหิ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา อปฺปสาทนีเย ฐาเน ปสาทํ อุปทํเสติ อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา ปสาทนีเย ฐาเน อปฺปสาทํ อุปทํเสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ฯ ทฺวีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ กตเมหิ ทฺวีหิ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา อปฺปสาทนีเย ฐาเน อปฺปสาทํ อุปทํเสติ อนุวิจฺจ ปริโยคาเหตฺวา ปสาทนีเย ฐาเน ปสาทํ อุปทํเสติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติ ผิดในบุคคล ๒ จำพวก ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็น ไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ มารดา ๑ บิดา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็น อันมากอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ปฏิบัติชอบใน บุคคล ๒ จำพวก ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มี โทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒ จำพวก เป็นไฉน คือ มารดา ๑ บิดา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ปฏิบัติชอบในบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูก ทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
๑๓๕ ทฺวีสุ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ กตเมสุ ทฺวีสุ มาตริ จ ปิตริ จ อิเมสุ โข ภิกฺขเว ทฺวีสุ มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ฯ ทฺวีสุ ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ กตเมสุ ทฺวีสุ มาตริ จ ปิตริ จ อิเมสุ โข ภิกฺขเว ทฺวีสุ สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติ ผิดในบุคคล ๒ จำพวก ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็น ไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ปฏิบัติผิดในบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ย่อมบริหาร ตนให้ถูกจำกัด ให้ถูกทำลาย เขาย่อมเป็นไปกับด้วยโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ ประสบบาปเป็นอันมากอีกด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาดเฉียบแหลม ปฏิบัติชอบในบุคคล ๒ จำพวก ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย บุคคล ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาด เฉียบแหลม ปฏิบัติชอบในบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ย่อมบริหาร ตนไม่ให้ถูกจำกัด ไม่ให้ถูกทำลาย เขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ฯ
๑๓๖ ทฺวีสุ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ กตเมสุ ทฺวีสุ ตถาคเต จ ตถาคตสาวเก จ อิเมสุ โข ภิกฺขเว ทฺวีสุ มิจฺฉาปฏิปชฺชมาโน พาโล อพฺยตฺโต อสปฺปุริโส ขตํ อุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ สาวชฺโช จ โหติ สานุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวติ ฯ ทฺวีสุ ภิกฺขเว สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวติ กตเมสุ ทฺวีสุ ตถาคเต จ ตถาคตสาวเก จ อิเมสุ โข ภิกฺขเว ทฺวีสุ สมฺมาปฏิปชฺชมาโน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต สปฺปุริโส อกฺขตํ อนุปหตํ อตฺตานํ ปริหรติ อนวชฺโช จ โหติ อนนุวชฺโช วิญฺญูนํ พหุญฺจ ปุญฺญํ ปสวตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ๑ การไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ๑ ดูกรภิกษุ- *ทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๑๓๗ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว สจิตฺตโวทานญฺจ น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ
๑๓๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว โกโธ จ อุปนาโห จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ การกำจัดความโกรธ ๑ การกำจัดความผูกโกรธ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ฯ จบอายาจนวรรคที่ ๒
๑๓๙ เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา กตเม เทฺว โกธวินโย จ อุปนาหวินโย จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ธมฺมาติ ฯ อายาจนวคฺโค ทุติโย ฯ