อันธสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต อันธสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ คนตาบอด ๑ คนตาเดียว ๑ คนสองตา ๑ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลตาบอดเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีนัยน์ตาอันเป็นเหตุ ได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น ไม่มีนัยน์ตาเครื่อง รู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล รู้ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวและประณีต รู้ธรรมที่มีส่วนเปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า คนตาบอด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตาเดียวเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มีนัยน์ตาอันเป็นเหตุได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมาก ขึ้น แต่ไม่มีนัยน์ตาเป็นเครื่องรู้ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล รู้ธรรมที่มีโทษและ ไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวและประณีต รู้ธรรมที่มีส่วนเปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและ ฝ่ายขาว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าคนตาเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล สองตาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มีนัยน์ตาเป็นเหตุได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ ทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น ทั้งมีนัยน์ตาเป็นเครื่องรู้ธรรมที่เป็นกุศลและ อกุศล รู้ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวหรือประณีต รู้ธรรมที่มีส่วน เปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าคนสองตา ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ โภคทรัพย์เห็นปานดั่งนั้น ย่อมไม่มีแก่คนตาบอดเลย และ คนตาบอดย่อมไม่ทำบุญอีกด้วย โทษเคราะห์ ย่อมมีแก่คน ตาบอดเสียจักษุในโลกทั้งสอง ต่อมา เราได้กล่าวถึงคนตา เดียวนี้ไว้อีกคนหนึ่ง คนตาเดียวนั้นเป็นผู้คลุกเคล้ากับธรรม และอธรรม แสวงหาโภคทรัพย์โดยการคดโกง และการพูด เท็จ อันเป็นส่วนแห่งความเป็นขโมย ทั้งสองอย่าง ก็ มาณพผู้บริโภคกาม ย่อมเป็นคนฉลาดที่จะรวบรวมโภคทรัพย์ เขาผู้เป็นคนตาเดียว จากโลกนี้แล้วไปนรกย่อมเดือดร้อน อนึ่ง คนสองตา เรากล่าวว่าเป็นบุคคลที่ประเสริฐสุด คน สองตานั้น ย่อมให้ทรัพย์ที่ตนได้มาด้วยความหมั่นเป็นทาน แต่โภคะที่ตนหาได้โดยชอบธรรม เพราะเป็นผู้มีความดำริ ประเสริฐสุด มีใจไม่สงสัย ย่อมเข้าถึงฐานะอันเจริญ ซึ่ง บุคคลไปถึงแล้วไม่เศร้าโศก บุคคลควรเว้นคนตาบอด กับ คนตาเดียวเสียให้ห่างไกล แต่ควรคบคนสองตา ซึ่งเป็น บุคคลผู้ประเสริฐสุด ฯ จบสูตรที่ ๙
๒๙ ตโยเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม ตโย อนฺโธ เอกจกฺขุ ทฺวิจกฺขุ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนฺโธ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตถารูปํ จกฺขุ น โหติ ยถารูเปน จกฺขุนา อนธิคตํ วา โภคํ อธิคจฺเฉยฺย อธิคตํ วา โภคํ ผาตึ กเรยฺย ตถารูปมฺปิสฺส จกฺขุ น โหติ ยถารูเปน จกฺขุนา กุสลากุสเล ธมฺเม ชาเนยฺย สาวชฺชานวชฺเช ธมฺเม ชาเนยฺย หีนปฺปณีเต ธมฺเม ชาเนยฺย กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาเค ธมฺเม ชาเนยฺย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล อนฺโธ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล เอกจกฺขุ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตถารูปํ จกฺขุ โหติ ยถารูเปน จกฺขุนา อนธิคตํ วา โภคํ อธิคจฺเฉยฺย อธิคตํ วา โภคํ ผาตึ กเรยฺย ตถารูปมฺปิสฺส จกฺขุ น โหติ ยถารูเปน จกฺขุนา กุสลากุสเล ธมฺเม ชาเนยฺย สาวชฺชานวชฺเช ธมฺเม ชาเนยฺย หีนปฺปณีเต ธมฺเมน ชาเนยฺย กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาเค ธมฺเม ชาเนยฺย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล เอกจกฺขุ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ทฺวิจกฺขุ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตถารูปํ จกฺขุ โหติ ยถารูเปน จกฺขุนา อนธิคตํ วา โภคํ อธิคจฺเฉยฺย อธิคตํ วา โภคํ ผาตึ กเรยฺย ตถารูปมฺปิสฺส จกฺขุ โหติ ยถารูเปน จกฺขุนา กุสลากุสเล ธมฺเม ชาเนยฺย สาวชฺชานวชฺเช ธมฺเม ชาเนยฺย หีนปฺปณีเต ธมฺเม ชาเนยฺย กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาเค ธมฺเม ชาเนยฺย อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุคฺคโล ทฺวิจกฺขุ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ น เจว โภคา ตถารูปา น จ ปุญฺญานิ กุพฺพติ อุภยตฺถ กลิคฺคโห อนฺธสฺส หตจกฺขุโน ฯ อถาปรายมกฺขาโต เอกจกฺขุ จ ปุคฺคโล ธมฺมาธมฺเมน สํสฏฺโฐ โภคานิ ปริเยสติ เถยฺเยน กูฏกมฺเมน มุสาวาเทน จูภยํ กุสโล โหติ สํหาตุํ กามโภคี จ มาณโว อิโต โส นิรยํ คนฺตฺวา เอกจกฺขุ วิหญฺญติ ฯ ทฺวิจกฺขุ ปน อกฺขาโต เสฏฺโฐ ปุริสปุคฺคโล ธมฺมลทฺเธหิ โภเคหิ อุฏฺฐานาธิคตํ ธนํ ททาติ เสฏฺฐสงฺกปฺโป อพฺยคฺคมนโส นโร อุเปติ ภทฺทกํ ฐานํ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจติ ฯ อนฺธญฺจ เอกจกฺขุญฺจ อารกา ปริวชฺชเย ทฺวิจกฺขุํ ปน เสเวถ เสฏฺฐํ ปุริสปุคฺคลนฺติ ฯ