วลาหกสูตร ที่ ๑
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑ วลาหกสูตรที่ ๑
ตติยปณฺณาสโก วลาหกวคฺโค ปฐโม
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้ มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้ มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก (เมฆ) ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก อย่าง ๑ ให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่าง ๑ ไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่าง ๑ คำราม ด้วยให้ฝนตกด้วยอย่าง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก ๔ อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวก นี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุคคลดุจวลาหกคำรามไม่ให้ ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามจำพวก ๑ ดุจวลาหกทั้งไม่ คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกจำพวก ๑ ดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยจำพวก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคล บางคนในโลกนี้ เป็นผู้ชอบพูดแต่ไม่ชอบทำ บุคคลเป็นดุจวลาหกคำราม แต่ไม่ ให้ฝนตกอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกคำราม แต่ไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำ แต่ไม่ชอบพูด บุคคล เป็นดุจวลาหกให้ฝนตก แต่ไม่คำรามอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกให้ ฝนตก แต่ไม่คำราม แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตกอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนไม่ชอบพูดทั้งไม่ชอบทำ บุคคลเป็นดุจวลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหกไม่คำรามทั้งไม่ให้ฝนตก แม้ฉันใด เรา กล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วย ให้ฝนตกด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ชอบพูดด้วยชอบทำด้วย บุคคลเป็นดุจวลาหกคำรามด้วยให้ฝนตกด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วลาหก คำรามด้วยให้ฝนตกด้วย แม้ฉันใด เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลเปรียบด้วยวลาหก ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ จบสูตรที่ ๑
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว วลาหกา กตเม จตฺตาโร คชฺชิตา โน วสฺสิตา วสฺสิตา โน คชฺชิตา เนว คชฺชิตา โน วสฺสิตา คชฺชิตา จ วสฺสิตา จ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร วลาหกา ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว จตฺตาโรเม วลาหกูปมา ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร คชฺชิตา โน วสฺสิตา วสฺสิตา โน คชฺชิตา เนว คชฺชิตา โน วสฺสิตา คชฺชิตา จ วสฺสิตา จ ฯ {๑๐๑.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล คชฺชิตา โหติ โน วสฺสิตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล ภาสิตา โหติ โน กตฺตา เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล คชฺชิตา โหติ โน วสฺสิตา เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว วลาหโก คชฺชิตา โน วสฺสิตา ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ {๑๐๑.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล วสฺสิตา โหติ โน คชฺชิตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล กตฺตา โหติ โน ภาสิตา เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล วสฺสิตา โหติ โน คชฺชิตา เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว วลาหโก วสฺสิตา โน คชฺชิตา ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ {๑๐๑.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล เนว คชฺชิตา โหติ โน วสฺสิตา อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล เนว ภาสิตา โหติ โน กตฺตา เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล เนว คชฺชิตา โหติ โน วสฺสิตา เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว วลาหโก เนว คชฺชิตา โน วสฺสิตา ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ {๑๐๑.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ปุคฺคโล คชฺชิตา จ โหติ วสฺสิตา จ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปุคฺคโล ภาสิตา จ โหติ กตฺตา จ เอวํ โข ภิกฺขเว ปุคฺคโล คชฺชิตา จ โหติ วสฺสิตา จ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว วลาหโก คชฺชิตา จ วสฺสิตา จ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ปุคฺคลํ วทามิ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร วลาหกูปมา ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ