ปโตทสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปโตทสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้มีปรากฏ อยู่ในโลก ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ พอเห็น เงาปะฏักเข้าก็ย่อมสลด ถึงความสังเวชว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุ อะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนย ตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๑ มี ปรากฏอยู่ในโลก ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏักแล้ว ย่อมไม่สลด ไม่ถึงความสังเวชเลยทีเดียว แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขน จึงสลด ถึงความสังเวชว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัว ในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏัก แล้วย่อมไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวชว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้า อาชาไนยตัวเจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏัก ก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึง ความสังเวช แม้ถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แต่เมื่อ ถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสังเวช ถึงความสลดว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจัก ให้เราทำเหตุอะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้า อาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญ ที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก ฉันนั้นเหมือนกัน ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้นมีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา เขาย่อมสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้ โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และ เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ม้าอาชาไนยตัวเจริญพอเห็นเงาปะฏักย่อมสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา แต่เขา เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง เขาจึงสลด ถึงความสังเวช เพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนย่อมสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนย ผู้เจริญบางคนในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา และไม่ได้ เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง แต่ญาติหรือสาโลหิตของเขา ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา เขาจึงสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้ สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้ง ซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ม้าอาชาไนยตัว เจริญถูกแทงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนย ผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา และไม่ได้ เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง ทั้งญาติหรือสาโลหิตของเขา ก็ไม่ถึงทุกข์ หรือทำกาลกิริยา แต่เขาเองทีเดียว อันทุกขเวทนาเป็นไปทางสรีระ กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ แทบจะนำชีวิตไปเสีย ถูกต้องแล้ว เขาจึงสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้วเริ่มตั้งความเพียรไว้โดย แยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้ง แทงตลอดด้วยปัญญา ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษ อาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ จบสูตรที่ ๓
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ภทฺรา อสฺสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย น เหว โข ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อปิจ โข โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๒} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย น เหว โข ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ นปิ โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อปิจ โข จมฺมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๓} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย น เหว โข ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ นปิ โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ นปิ จมฺมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อปิจ โข อฏฺฐิเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ภทฺรา อสฺสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๔} เอวเมว โข ภิกฺขเว จตฺตาโรเม ภทฺรา ปุริสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๕} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย น เหว โข สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ อปิจ โข สามํ ปสฺสติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ทุกฺขิตํ วา กาลกตํ วา โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๖} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย น เหว โข สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ นปิ สามํ ปสฺสติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ทุกฺขิตํ วา กาลกตํ วา อปิจ ขฺวสฺส ญาติ วา สาโลหิโต วา ทุกฺขิโต วา โหติ กาลกโต วา โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย จมฺมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ {๑๑๓.๗} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย น เหว โข สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ นปิ สามํ ปสฺสติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ทุกฺขิตํ วา กาลกตํ วา นปิสฺส ญาติ วา สาโลหิโต วา ทุกฺขิโต วา โหติ กาลกโต วา อปิจ โข สามญฺเญว ผุฏฺโฐ โหติ สารีริกาหิ เวทนาหิ ทุกฺขาหิ ติพฺพาหิ ขราหิ กฏุกฺกาหิ อสาตาหิ อมนาปาหิ ปาณหราหิ โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย อฏฺฐิเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ภทฺรา ปุริสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ