This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

ปริพาชกสูตร

Text only · no interpretationข้อ ๓๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปริพาชกสูตร

๓๐

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุง ราชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล พวกปริพาชกผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มากด้วยกัน อาศัยอยู่ในปริพาชการาม ใกล้ฝั่งแม่น้ำสิปปินี คือ อันนภารปริพาชก วธรปริพาชก และสุกุลทายิปริพาชก รวมทั้งปริพาชกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเหล่าอื่นด้วย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปทางปริพาชการาม ริมฝั่งแม่น้ำสิปปินี ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ถวาย ครั้นประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสกะปริพาชกเหล่านั้นว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศ เป็นของมีมานาน เป็น ประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย นักปราชญ์ย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียด บทแห่งธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บทแห่งธรรมคืออนภิชฌา ๑ บทแห่งธรรม คือ อพยาบาท ๑ บทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ ๑ บทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิ ๑ ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม ๔ ประการนี้แล บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย บัณฑิตย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะ และพราหมณ์ไม่เกลียด บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคือ อนภิชฌานี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา ผู้มี ราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้น อย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแล บอกคืนบทแห่งธรรมคืออนภิชฌาแล้ว จักบัญญัติสมณะ หรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย นั่นไม่เป็น ฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคืออพยาบาท นี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอัน เศร้าหมอง เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบทแห่งธรรม คืออพยาบาทแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจ อันเศร้าหมอง นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอก คืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสตินี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบท แห่งธรรมคือสัมมาสติแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีสติหลงลืม ผู้ไม่มี สัมปชัญญะ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอก คืนบทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้มีจิตหมุนเวียน ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้ ข้อที่บุคคลนั้นแลบอกคืนบท แห่งธรรมคือสัมมาสมาธิแล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้มีจิตหมุนเวียน นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ บุคคลใดแลพึงสำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่า ควรติเตียน ควร คัดค้าน ฐานะอันบัณฑิตพึงติเตียน ซึ่งกระทบกระเทือนวาทะอันประกอบด้วย ธรรม ๔ ประการ ย่อมมาถึงบุคคลนั้นในปัจจุบันเทียว บทแห่งธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ ถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ อนภิชฌา และสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะแรงกล้าในกาม ทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ถ้า บุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คืออพยาบาท สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจอันเศร้าหมอง บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ถ้าบุคคลย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ถ้าบุคคล ย่อมติเตียน ย่อมคัดค้านบทแห่งธรรม คือ สัมมาสมาธิ สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ผู้มีจิตหมุนเวียน บุคคลนั้นยกย่องบูชาและสรรเสริญ ฯ บุคคลใดพึงสำคัญบทแห่งธรรม ๔ ประการนี้ว่า ควรติเตียน ควรคัดค้าน ฐานะอันบัณฑิตพึงติเตียน ซึ่งกระทบกระเทือนวาทะอันประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเข้าถึงบุคคลนั้นในปัจจุบันเทียว ปริพาชกชื่อวัสสะและภัญญะ ผู้อยู่ในอุกกลชนบทเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ ได้สำคัญบทแห่ง ธรรม ๔ ประการนี้ว่าไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ กลัวต่อนินทา กลัวต่อความกระทบกระเทือน และกลัวต่อความติเตียน ฯ บุคคลผู้ไม่พยาบาท มีสติในกาลทุกเมื่อ มีจิตตั้งมั่นใน ภายใน ศึกษาในความกำจัดอภิชฌาอยู่ เราเรียกว่าเป็นผู้ ไม่ประมาท ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบอุรุเวลวรรคที่ ๓ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุรุเวลสูตรที่ ๑ ๒. อุรุเวลสูตรที่ ๒ ๓. โลกสูตร ๔. กาฬกสูตร ๕. พรหมจริยสูตร ๖. กุหสูตร ๗. สันตุฏฐิสูตร ๘. อริยวังสสูตร ๙. ธรรมปทสูตร ๑๐. ปริพาชกสูตร ฯ -----------------------------------------------------

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา ปริพฺพาชกา สิปฺปินิยา ตีเร ปริพฺพาชการาเม ปฏิวสนฺติ เสยฺยถีทํ อนฺนภาโร วธโร สกุลุทายี จ ปริพฺพาชโก อญฺเญ จ อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา ปริพฺพาชกา ฯ อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน สิปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา เต ปริพฺพชเก เอตทโวจ จตฺตารีมานิ ปริพฺพาชกา ธมฺมปทานิ อคฺคญฺญานิ รตฺตญฺญานิ วํสญฺญานิ โปราณานิ อสํกิณฺณานิ อสํกิณฺณปุพฺพานิ น สํกียนฺติ น สํกียิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ กตมานิ จตฺตาริ อนภิชฺฌา ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ อคฺคญฺญํ รตฺตญฺญํ วํสญฺญํ โปราณํ อสํกิณฺณํ อสํกิณฺณปุพฺพํ น สํกียติ น สํกียิสฺสติ อปฺปฏิกุฏฺฐํ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อพฺยาปาโท ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ ... ฯ สมฺมาสติ ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ ... ฯ สมฺมาสมาธิ ปริพฺพาชกา ธมฺมปทํ อคฺคญฺญํ รตฺตญฺญํ วํสญฺญํ โปราณํ อสํกิณฺณํ อสํกิณฺณปุพฺพํ น สํกียติ น สํกียิสฺสติ อปฺปฏิกุฏฺฐํ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ อิมานิ โข ปริพฺพาชกา จตฺตาริ ธมฺมปทานิ อคฺคญฺญานิ รตฺตญฺญานิ วํสญฺญานิ โปราณานิ อสํกิณฺณานิ อสํกิณฺณปุพฺพานิ น สํกียนฺติ น สํกียิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ {๓๐.๑} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ อนภิชฺฌํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อภิชฺฌาลุํ กาเมสุ ติพฺพสาราคํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา อนภิชฺฌํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อภิชฺฌาลุํ กาเมสุ ติพฺพสาราคํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๒} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ อพฺยาปาทํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย พฺยาปนฺนจิตฺตํ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา อพฺยาปาทํ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย พฺยาปนฺนจิตฺตํ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๓} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ สมฺมาสตึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย มุฏฺฐสฺสตึ อสมฺปชานํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา สมฺมาสตึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย มุฏฺฐสฺสตึ อสมฺปชานํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๔} โย โข ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย อหเมตํ สมฺมาสมาธึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อสมาหิตํ วิพฺภนฺตจิตฺตํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสามีติ ตมหํ ตตฺถ เอวํ วเทยฺยํ เอตุ วทตุ พฺยาหรตุ ปสฺสามิสฺสานุภาวนฺติ โส วต ปริพฺพาชกา สมฺมาสมาธึ ธมฺมปทํ ปจฺจกฺขาย อสมาหิตํ วิพฺภนฺตจิตฺตํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปญฺญาเปสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ {๓๐.๕} โย โข ปริพฺพาชกา อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม จตฺตาโร สหธมฺมิกา วาทานุปาตา คารยฺหา ฐานา อาคจฺฉนฺติ กตเม จตฺตาโร อนภิชฺฌํ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ อภิชฺฌาลู กาเมสุ ติพฺพสาราคา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ อพฺยาปาทํ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ พฺยาปนฺนจิตฺตา ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาสตึ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ มุฏฺฐสฺสตี อสมฺปชานา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ สมฺมาสมาธึ เจ ภวํ ธมฺมปทํ ครหติ ปฏิกฺโกสติ เย จ หิ อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา สมณา วา พฺราหฺมณา วา เต โภโต ปุชฺชา เต โภโต ปาสํสา ฯ {๓๐.๖} โย โข ปริพฺพาชกา อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ ครหิตพฺพํ ปฏิกฺโกสิตพฺพํ มญฺเญยฺย ตสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม อิเม จตฺตาโร สหธมฺมิกา วาทานุปาตา คารยฺหา ฐานา อาคจฺฉนฺติ ฯ เยปิ เต ปริพฺพาชกา อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา อเหตุกวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิ อิมานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ ตํ กิสฺส เหตุ นินฺทาพฺยาโรสนอุปารมฺภภยาติ ฯ อพฺยาปนฺโน สทา สโต อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต อภิชฺฌาวินเย สิกฺขํ อปฺปมตฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ อุรุเวลวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ เทฺว อุรุเวลา โลโก กาฬโก พฺรหฺมจริยปญฺจมํ กุหํ สนฺตุฏฺฐิ วํโส จ ธมฺมปทํ ปริพฺพาชเกน จาติ ฯ -----------

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย