This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

Scripture · พระสุตตันตปิฎก

สังวาสสูตร ที่ ๑

Text only · no interpretationข้อ ๕๓พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต1 items2 editions

Pali and translation

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต สังวาสสูตรที่ ๑

๕๓

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินหนทางไกลในระหว่าง เมืองมธุราและเมืองเวรัญชาต่อกัน คหบดีและคหปตานีมากด้วยกัน ก็เป็นผู้ ดำเนินหนทางไกล ในระหว่างเมืองมธุราและเมืองเวรัญชาต่อกัน ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จแวะออกจากทาง ประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง คหบดีและ คหปตานีเหล่านั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงได้พากัน ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะคหบดีและคหปตานีเหล่านั้น ว่า ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย การอยู่ร่วม ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี ๑ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ๑ ชายเทวดาอยู่ร่วม กับหญิงผี ๑ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา ๑ ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติ ผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ ด่าและบริภาษ สมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ประมาท เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม มีใจอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ ด่า และบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างนี้แล ฯ ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ฯลฯ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ส่วนภรรยาของเขาเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติ ผิดในกาม จากการพูดเท็จ จากการดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ ประมาท มีศีล มีกัลยาณธรรม มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่ ไม่ด่าไม่ บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ชายผี อยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างนี้แล ฯ ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ อยู่ครองเรือน ส่วนภรรยาของเขา เป็นผู้มักฆ่าสัตว์ ฯลฯ ด่าและบริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดี และคหปตานีทั้งหลาย ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีอย่างนี้แล ฯ ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา อย่างไร สามีในโลกนี้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ด่าไม่บริภาษสมณ- *พราหมณ์ อยู่ครองเรือน แม้ภรรยาของเขาก็เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาอย่างนี้แล ดูกรคหบดีและคหปตานีทั้งหลาย การ อยู่ร่วม ๔ ประการนี้แล ฯ ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้ทุศีล เป็นคนตระหนี่ มักด่าว่า สมณพราหมณ์ ชื่อว่าเป็นผีมาอยู่ร่วมกัน สามีเป็นผู้ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ส่วนภรรยาเป็นผู้มี ศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ภรรยา นั้นชื่อว่าเทวดาอยู่ร่วมกับสามีผี สามีเป็นผู้มีศีล รู้ความ ประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ส่วนภรรยาเป็นผู้ ทุศีล มีความตระหนี่ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ ชื่อว่าหญิงผี อยู่ร่วมกับสามีเทวดา ทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม ภรรยาและ สามีทั้งสองนั้น เจรจาถ้อยคำที่น่ารักแก่กันและกัน ย่อมมี ความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความผาสุก ทั้งสองฝ่ายมีศีลเสมอ กัน รักใคร่กันมาก ไม่มีใจร้ายต่อกัน ครั้นประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้ว เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน ย่อมเป็นผู้เสวย กามารมณ์เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก ฯ จบสูตรที่ ๓

เอกํ สมยํ ภควา อนฺตรา จ มธุรํ อนฺตรา จ เวรญฺชํ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺโน โหติ ฯ สมฺพหุลาปิ คหปตี จ คหปตานิโย จ อนฺตรา จ มธุรํ อนฺตรา จ เวรญฺชํ อทฺธานมคฺคปฏิปนฺนา โหนฺติ ฯ อถโข ภควา มคฺคา โอกฺกมฺม อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิ ฯ อทฺทสํสุ โข เต คหปตี จ คหปตานิโย จ ภควนฺตํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสินนํ ทิสฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต คหปตี จ คหปตานิโย จ ภควา เอตทโวจ จตฺตาโรเม คหปตโย สํวาสา กตเม จตฺตาโร ฉโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ ฉโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ เทโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ เทโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ ฯ {๕๓.๑} กถญฺจ คหปตโย ฉโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ อิธ คหปตโย สามิโก โหติ ปาณาติปาตี อทินฺนาทายี กาเมสุ มิจฺฉาจารี มุสาวาที สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม มจฺเฉรมลปริยุฏฺฐิเตน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อกฺโกสกปริภาสโก สมณพฺราหฺมณานํ ภริยาปิสฺส โหติ ปาณาติปาตินี อทินฺนาทายินี กาเมสุ มิจฺฉาจารินี มุสาวาทินี สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายินี ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา มจฺเฉรมลปริยุฏฺฐิเตนเจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อกฺโกสิกปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ เอวํ โข คหปตโย ฉโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ ฯ {๕๓.๒} กถญฺจ คหปตโย ฉโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ อิธ คหปตโย สามิโก โหติ ปาณาติปาตี ฯเปฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม มจฺเฉรมลปริยุฏฺฐิเตน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อกฺโกสกปริภาสโก สมณพฺราหฺมณานํ ภริยา จ ขฺวสฺส โหติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา สีลวตี กลฺยาณธมฺมา วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อนกฺโกสิกปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ เอวํ โข คหปตโย ฉโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ ฯ {๕๓.๓} กถญฺจ คหปตโย เทโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ อิธ คหปตโย สามิโก โหติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต มุสาวาทา ปฏิวิรโต สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต สีลวา กลฺยาณธมฺโม วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อนกฺโกสกปริภาสโก สมณพฺราหฺมณานํ ภริยา จ ขฺวสฺส โหติ ปาณาติปาตินี ฯเปฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายินี ทุสฺสีลา ปาปธมฺมา มจฺเฉรมลปริยุฏฺฐิเตน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อกฺโกสิกปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ เอวํ โข คหปตโย เทโว ฉวาย สทฺธึ สํวสติ ฯ {๕๓.๔} กถญฺจ คหปตโย เทโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ อิธ คหปตโย สามิโก โหติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต ฯเปฯ สุราเมรย- มชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต สีลวา กลฺยาณธมฺโม วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อนกฺโกสกปริภาสโก สมณพฺราหฺมณานํ ภริยาปิสฺส โหติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา ฯเปฯ สุราเมรยมชฺช- ปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา สีลวตี กลฺยาณธมฺมา วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ อนกฺโกสิกปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ เอวํ โข คหปตโย เทโว เทวิยา สทฺธึ สํวสติ ฯ อิเม โข คหปตโย จตฺตาโร สํวาสาติ ฯ อุโภ จ โหนฺติ ทุสฺสีลา กทริยา ปริภาสกา เต โหนฺติ ชานิปตโย ฉวา สํวาสมาคตา ฯ สามิโก โหติ ทุสฺสีโล กทริโย ปริภาสโก ภริยา สีลวตี โหติ วทญฺญู วีตมจฺฉรา สาปิ เทวี สํวสติ ฉเวน ปตินา สห ฯ สามิโก สีลวา โหติ วทญฺญู วีตมจฺฉโร ภริยา โหติ ทุสฺสีลา กทริยา ปริภาสิกา สาปิ ฉวา สํวสติ เทเวน ปตินา สห ฯ อุโภ สทฺธา วทญฺญู จ สญฺญตา ธมฺมชีวิโน เต โหนฺติ ชานิปตโย อญฺญมญฺญํ ปิยํ วทา อตฺถา สมฺปจุรา โหนฺติ ผาสุกํ อุปชายติ อมิตฺตา ทุมฺมนา โหนฺติ อุภินฺนํ สมสีลินํ อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน สมสีลพฺพตา อุโภ นนฺทิโน เทวโลกสฺมึ โมทนฺติ กามกามิโนติ ฯ

Editions used and their licences

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · evidence checked 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย