ปัตตกรรมสูตร
Pali and translation
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปัตตกรรมวรรคที่ ๒ ปัตตกรรมสูตร
ปตฺตกมฺมวคฺโค ทุติโย
ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มี พระภาคได้ตรัสว่า ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่า พอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ขอโภคะจงเกิดขึ้นแก่ เราโดยทางธรรม นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ขอยศจงเฟื่องฟูแก่เรา พร้อมด้วยญาติและมิตรสหาย นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก เราได้โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อม ด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว ขอเราจงเป็นอยู่นาน จงรักษาอายุให้ยั่งยืน นี้เป็น ธรรมประการที่ ๓ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก เราได้ โภคะทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว เป็นอยู่ นาน รักษาอายุให้ยั่งยืนแล้ว เมื่อตายแล้ว ขอเราจงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้ เป็นธรรมประการที่ ๔ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้แล น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยาก ในโลก ฯ ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการ นี้ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ สัทธาสัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑ จาคสัมปทา ๑ ปัญญาสัมปทา ๑ ดูกรคฤหบดี ก็สัทธาสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัย ย่อมเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์ นั้น เป็นพระอรหันต์ ... เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรคฤหบดี นี้เรียกว่าสัทธาสัมปทา ก็สีลสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท นี้เรียกว่า สีลสัมปทา ก็จาคสัมปทาเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจ ปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดี ในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน อยู่ครอบครองเรือน นี้เรียกว่าจาคสัมปทา ก็ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน บุคคลมีใจอันความโลภไม่สม่ำ- *เสมอ คือ อภิชฌาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำ เมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำอยู่ ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข บุคคลมีใจอันพยาบาทครอบงำ ... อันถีนมิทธะครอบงำ ... อันอุทธัจจกุกกุจจะ ครอบงำ ... อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ไม่ยินดีกิจที่ควรทำ ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนั้นแลรู้ว่า อภิชฌาวิสม- *โลภะเป็นอุปกิเลสของจิต ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะอันเป็นอุปกิเลสของจิตเสียได้ รู้ว่า พยาบาท ... ถีนมิทธะ ... อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสของ จิต ย่อมละวิจิกิจฉาอันเป็นอุปกิเลสของจิต ดูกรคฤหบดี เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่า อภิชฌาวิสมโลภะเป็นอุปกิเลสของจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละเสียได้ เมื่อใด อริยสาวกรู้ว่าพยาบาท ... ถีนมิทธะ ... อุทธัจจกุกกุจจะ ... วิจิกิจฉา เป็น อุปกิเลสของจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้น ย่อมละเสียได้ อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็น ผู้มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น เป็นผู้เห็นทาง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา นี้ เรียกว่า ปัญญาสัมปทา ดูกรคฤหบดี ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ ได้ธรรม ๔ ประการนี้แล อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ฯ ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนี้แล ย่อมเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลัง แขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรมได้มาแล้วโดยธรรม กรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมเลี้ยงตนให้เป็นสุข เอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ เลี้ยงมารดา บิดา ให้เป็นสุข เอิบอิ่ม บริหารให้ เป็นสุขได้โดยชอบ เลี้ยงบุตร ภรรยา คนใช้ คนงาน และบริวารให้เป็นสุข เอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ เลี้ยงมิตรและอำมาตย์ให้เป็นสุข เอิบอิ่ม บริหารให้เป็นสุขได้โดยชอบ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่น เพียร ฯลฯ นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงโดยควรแก่ เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมป้องกันอันตราย ทั้งหลายที่เกิดแต่ไฟ แต่น้ำ แต่พระราชา แต่โจร หรือแต่ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก เห็นปานนั้น ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วย กำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม ได้มาแล้วโดยธรรม กระทำตน ให้สวัสดี นี้เป็นฐานะข้อที่ ๒ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงโดยควรแก่ เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวกเป็นผู้ทำพลี ๕ ประการ คือ ญาติพลี อติถิพลี ปุพพเปตพลี ราชพลี เทวตาพลี ด้วยโภคทรัพย์ที่ตน หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม นี้เป็นฐานะข้อที่ ๓ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงแล้วโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้วโดยควร อีกประการหนึ่ง อริยสาวก ย่อมยังทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อ เกิดในสวรรค์ ให้ตั้งไว้เฉพาะในสมณพราหมณ์ผู้งดเว้นจากความประมาทมัวเมา ผู้ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนตนผู้เดียว ยังตนผู้เดียวให้สงบ ยังตนผู้เดียว ให้ดับกิเลส เห็นปานนั้น ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรมได้มาโดยธรรม นี้เป็น ฐานะข้อที่ ๔ ที่อริยสาวกนั้นได้ถึงแล้ว คือ ถึงโดยควรแก่เหตุ ได้บริโภคแล้ว โดยควร ดูกรคฤหบดี อริยสาวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้กระทำกรรมอันสมควร ๔ ประการ นี้ ด้วยโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว ประกอบในธรรม ได้มาโดยธรรม ดูกรคฤหบดี โภคทรัพย์ ของใครๆ ถึงความสิ้นไป นอกจากกรรมอันสมควร ๔ ประการนี้ เราเรียกว่า สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สิ้นเปลืองไปโดยไม่สมควร ใช้สอยโดยไม่สมควรแก่เหตุ ส่วนโภคทรัพย์ของใครๆ ถึงความสิ้นไปด้วยกรรมอันสมควร ๔ ประการนี้ เรา เรียกว่า สิ้นเปลืองไปโดยเหตุอันควร สิ้นเปลืองไปโดยสถานที่ควร ใช้สอย โดยสมควรแก่เหตุ โภคทรัพย์ทั้งหลายเราได้บริโภคแล้ว คนที่ควรเลี้ยง เราได้ เลี้ยงแล้ว เราได้ข้ามพ้นอันตรายทั้งหลายไปแล้ว ทักษิณามี ผลอันเลิศ เราได้ให้แล้ว อนึ่ง พลีกรรม ๕ ประการ เรา ได้กระทำแล้ว ท่านผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์ ประพฤติพรหมจรรย์ เราได้บำรุงแล้ว บัณฑิตอยู่ครอบครองเรือน พึงปรารถนา โภคทรัพย์ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้ว โดยลำดับ กรรมที่ไม่เดือดร้อนในภายหลังเราได้กระทำแล้ว นรชนผู้มีอันจะตายเป็นสภาพ เมื่อคำนึงถึงเหตุนี้ เป็นผู้ตั้ง อยู่แล้วในธรรมของพระอริยะ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ เขาในโลกนี้ทีเดียว ครั้นเขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงใน โลกสวรรค์ ฯ จบสูตรที่ ๑
อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ จตฺตาโรเม คหปติ ธมฺมา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร โภคา เม อุปฺปชฺชนฺตุ สหธมฺเมนาติ อยํ ปฐโม ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ โภเค ลทฺธา สหธมฺเมน ยโส มํ อพฺภุคฺคจฺฉตุ สห ญาตีหิ สห อุปชฺฌาเยหีติ อยํ ทุติโย ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ โภเค ลทฺธา สหธมฺเมน ยสํ ลทฺธา สห ญาตีหิ สห อุปชฺฌาเยหิ จิรํ ชีวามิ ทีฆมายุํ ปาเลมีติ อยํ ตติโย ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ โภเค ลทฺธา สหธมฺเมน ยสํ ลทฺธา สห ญาตีหิ สห อุปชฺฌาเยหิ จิรํ ชีวิตฺวา ทีฆมายุํ ปาเลตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชามีติ อยํ จตุตฺโถ ธมฺโม อิฏฺโฐ กนฺโต มนาโป ทุลฺลโภ โลกสฺมึ อิเม โข คหปติ จตฺตาโร ธมฺมา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ทุลฺลภา โลกสฺมึ ฯ {๖๑.๑} อิเมสํ โข คหปติ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ ทุลฺลภานํ โลกสฺมึ จตฺตาโร ธมฺมา ปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สทฺธาสมฺปทา สีลสมฺปทา จาคสมฺปทา ปญฺญาสมฺปทา ฯ {๖๑.๒} กตมา จ คหปติ สทฺธาสมฺปทา อิธ คหปติ อริยสาวโก สทฺโธ โหติ สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ อยํ วุจฺจติ คหปติ สทฺธาสมฺปทา ฯ {๖๑.๓} กตมา จ คหปติ สีลสมฺปทา อิธ คหปติ อริยสาวโก ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ อยํ วุจฺจติ คหปติ สีลสมฺปทา ฯ {๖๑.๔} กตมา จ คหปติ จาคสมฺปทา อิธ คหปติ อริยสาวโก วิคตมลมจฺเฉเรน เจตสา อคารํ อชฺฌาวสติ มุตฺตจาโค ปยตปาณิ โวสฺสคฺครโต ยาจโยโค ทานสํวิภาครโต อยํ วุจฺจติ คหปติ จาคสมฺปทา ฯ {๖๑.๕} กตมา จ คหปติ ปญฺญาสมฺปทา อภิชฺฌาวิสมโลภาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ พฺยาปาทาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ ถีนมิทฺธาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ {๖๑.๖} อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ วิจิกิจฺฉาภิภูเตน คหปติ เจตสา วิหรนฺโต อกิจฺจํ กโรติ กิจฺจํ อปราเธติ อกิจฺจํ กโรนฺโต กิจฺจํ อปราเธนฺโต ยสา จ สุขา จ ธํสติ ส โข โส คหปติ อริยสาวโก อภิชฺฌาวิสมโลโภ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา อภิชฺฌาวิสมโลภํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ พฺยาปาโท จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา พฺยาปาทํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ ถีนมิทฺธํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา ถีนมิทฺธํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ วิจิกิจฺฉา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา วิจิกิจฺฉํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสํ ปชหติ ยโต จ โข คหปติ อริยสาวกสฺส อภิชฺฌาวิสมโลโภ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา อภิชฺฌาวิสมโลโภ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ปหีโน โหติ พฺยาปาโท จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ... ถีนมิทฺธํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ... อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ... วิจิกิจฺฉา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโสติ อิติ วิทิตฺวา วิจิกิจฺฉา จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลโส ปหีโน โหติ อยํ วุจฺจติ คหปติ อริยสาวโก มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ อาปาถทโส ปญฺญาสมฺปนฺโน อยํ วุจฺจติ คหปติ ปญฺญาสมฺปทา ฯ อิเมสํ โข คหปติ จตุนฺนํ ธมฺมานํ อิฏฺฐานํ กนฺตานํ มนาปานํ ทุลฺลภานํ โลกสฺมึ อิเม จตฺตาโร ธมฺมา ปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ฯ {๖๑.๗} ส โข โส คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ จตฺตาริ ปตฺตกมฺมานิ กตฺตา โหติ กตมานิ จตฺตาริ อิธ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ อตฺตานํ สุเขติ ปิเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ มาตาปิตโร สุเขติ ปิเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ ปุตฺตทารทาสกมฺมกรโปริเส สุเขติ ปีเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ มิตฺตามจฺเจ สุเขติ ปีเณติ สมฺมา สุขํ ปริหรติ อิทมสฺส ปฐมํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ {๖๑.๘} ปุน จปรํ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ ยา ตา โหนฺติ อาปทา อคฺคิโต วา อุทกโต วา ราชโต วา โจรโต อปฺปิยโต วา ทายาทโต วา ตถารูปาสุ อาปทาสุ โภเคหิ ปริโยธาย วตฺตติ โสตฺถึ อตฺตานํ กโรติ อิทมสฺส ทุติยํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ {๖๑.๙} ปุน จปรํ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ ปญฺจ พลี กตฺตา โหติ ญาติพลึ อติถิพลึ ปุพฺพเปตพลึ ราชพลึ เทวตาพลึ อิทมสฺส ตติยํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ {๖๑.๑๐} ปุน จปรํ คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ เย เต สมณพฺราหฺมณา มทปฺปมาทา ปฏิวิรตา ขนฺติโสรจฺเจ นิวิฏฺฐา เอกมตฺตานํ ทเมนฺติ เอกมตฺตานํ สเมนฺติ เอกมตฺตานํ ปรินิพฺพาเปนฺติ ตถารูเปสุ สมณพฺราหฺมเณสุ อุทฺธคฺคิกํ ทกฺขิณํ ปติฏฺฐาเปติ โสวคฺคิกํ สุขวิปากํ สคฺคสํวตฺตนิกํ อิทมสฺส จตุตฺถํ ฐานํ คตํ โหติ ปตฺตคตํ อายตนโส ปริภุตฺตํ ฯ {๖๑.๑๑} ส โข โส คหปติ อริยสาวโก อุฏฺฐานวิริยาธิคเตหิ โภเคหิ พาหาพลปริจิเตหิ เสทาวกฺขิตฺเตหิ ธมฺมิเกหิ ธมฺมลทฺเธหิ อิมานิ จตฺตาริ ปตฺตกมฺมานิ กตฺตา โหติ ฯ ยสฺสกสฺสจิ คหปติ อญฺญตฺร อิเมหิ จตูหิ ปตฺตกมฺเมหิ โภคา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ อิเม วุจฺจนฺติ คหปติ โภคา อฏฺฐานคตา อปฺปตฺตคตา อนายตนโส ปริภุตฺตา ยสฺสกสฺสจิ คหปติ อิเมหิ จตูหิ ปตฺตกมฺเมหิ โภคา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ อิเม วุจฺจนฺติ คหปติ โภคา ฐานคตา ปตฺตคตา อายตนโส ปริภุตฺตาติ ฯ ภุตฺตา โภคา ภฏา ภจฺจา วิติณฺณา อาปทาสุ เม อุทฺธคฺคา ทกฺขิณา ทินฺนา อโถ ปญฺจ พลี กตา อุปฏฺฐิตา สีลวนฺโต สญฺญตา พฺรหฺมจารโย ยทตฺถํ โภคมิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโต ฆรมาวสํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต กตํ อนนุตาปิยํ เอตํ อนุสฺสรํ มจฺโจ อริยธมฺเม ฐิโต นโร อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ